วันนี้นั่งดูข่าว ดูโน่น ดูนี่ แล้วก็คิดถึงการท่องเที่ยวในอิตาลี คิดถึงเพื่อนที่เป็นมัคคุเทศก์ เพื่อนที่ขับรถทัวร์ คิดถึงโรงแรมที่พักในอิตาลี

ที่พัก… ใช่ เรายังไม่เคยพูดถึงที่พักกันเลย และในวูบหนึ่ง ก็คิดถึงสถานที่แห่งหนึ่งขึ้นมา เป็นที่ที่คิดถึงอยู่ไม่เคยลืม

วันนี้จะพาทุกคนนั่งรถไฟไปฟลอเรนซ์ ไปแบบไม่ไยดีวัดวาอารามและพิพิธภัณฑ์ใด พอลงรถไฟเสร็จ เราก็จะต่อรถเมล์ไปยังสถานที่แห่งนี้กันเลย

มันคือ บ้านเยาวชน 

เอิ่ม… ฟังดูเหมือนจะพาไปสถานกักกันผู้ต้องคดีใช่ไหม จริงๆ คำนี้แปลมาจาก Youth Hostel นั่นเอง ในภาษาอิตาเลียนเรียก Ostello per la gioventù ออกเสียงว่า ออสแตลโล เปร์ ลา โจเวนตุ้ (หรือบางทีก็เขียนว่า Ostello della gioventù แล้วแต่ทางบ้านจะเรียกตัวเอง)

ทำไม มันอะไร ยังไง เขามีดีที่ไหนเธอ เธอจึงละเมอ เพ้อถึงอยู่ร่ำไป…

ก่อนอื่น ขออธิบายคำว่า บ้านเยาวชน หรือ Ostello หรือ Hostel ให้ผู้อ่านเข้าใจตรงกันก่อน

บ้านเยาวชนมีลักษณะไม่ค่อยเหมือนบ้านเท่าไหร่ จะโรงแรมก็…ทำนองนั้น เป็นเหมือนหอพักมากกว่า มีการแยกส่วนของที่พักเป็นฝั่งผู้ชาย ฝั่งผู้หญิง ห้องน้ำรวม นอนรวม เตียงเป็นเตียง 2 ชั้น บางที่ก็มีห้องเล็ก เตียงธรรมดาก็มี

ที่พักแบบนี้ แบ่งคร่าวๆ ได้ 2 แบบ แบบอิสระ กับแบบขึ้นอยู่กับสมาคมบ้านเยาวชน ซึ่งอย่างหลังนี้ต้องทำบัตรสมาชิก ของไทยมีที่ทำการอยู่ตรงสี่เสาเทเวศร์

Ostello ของฟลอเรนซ์ที่จะพูดถึงนี้เป็นแบบขึ้นอยู่กับสมาคมฯ ไม่มีบัตรพักไม่ได้ แต่ก็ทำตรงนั้นได้เลย ได้ยินมาว่า ตอนนี้ 5 ยูโร ใช้ได้ 1 ปี 

Ostello นี้ ‘ตอนนั้น’ มีชื่อจริงว่า Ostello Europa Villa Camerata ชื่ออันยาวจนหายใจไม่ทันนี้ ไม่มีใครเคยได้ยินคนเรียกโดยเต็ม ได้ยินแต่ 2 คำหลัง คือ Villa Camerata คำว่า วิลล่า คือ บ้านใหญ่ที่มีบริเวณ มักจะเป็นของผู้ดีมีตระกูล ส่วนคำว่า Camerata นั้นมีความหมายของมันก็จริง แต่ในที่นี่คือชื่อของย่านที่ตั้ง

เช็กอิน Villa Camerata โฮสเทลหรูราวบ้านผู้ดีโบราณสไตล์ฟลอเรนซ์ในราคายาจก

ใครคิดจะไปฟลอเรนซ์แล้วมาถามฉันว่าพักที่ไหนดี ถ้าฉันหรี่ตาดูทรงแล้วเห็นว่า รักการผจญภัย ต้องการประหยัดเงิน ยังพอมีเรี่ยวแรง ชอบศิลปะและธรรมชาติ ฉันก็จะป้ายยาให้ไปพักที่นี่โดยมิพักคิด ด้วยว่ามันช่างเป็นประสบการณ์ที่ดีงามเสียเหลือเกิน มิหนำซ้ำยังถูกสตางค์ ราคาตอนนั้นคืนละไม่ถึง 20 ยูโร ถูกราวกับนอนบ้านผีสิง ในขณะที่ตามโรงแรมข้างนอกนั้น เริ่มต้นก็น่าจะ 3 เท่าของราคานี้เป็นอย่างต่ำ

ที่ตั้งของวิลล่าคาเมราตาอยู่ตรงเชิงเขาด้านหลังของเมือง (หากคิดว่าด้านหน้าของเมืองคือแม่น้ำอาร์โนที่ไหลผ่านเมือง) ห่างจากสถานีรถไฟไปราว 6 กิโลเมตร ถ้านั่งแท็กซี่ไปก็ 13 นาที แต่ถ้านั่งรถเมล์ไปก็ราว 30 นาที ไม่รวมเวลารอรถ 

เมื่อรถเมล์จอด ก็ใช่ว่าจะถึง ด้วยว่าวิลล่านี้ตั้งซุ่มอยู่บนเนินเขา คุณจะต้องพากระเป๋ากอกแกก กุกกัก ครืดคราด เดินเลาะดงมะกอกป่า ฝ่าสวนส้ม ชมไร่องุ่น ขึ้นไปอีก 650 เมตร 

เช็กอิน Villa Camerata โฮสเทลหรูราวบ้านผู้ดีโบราณสไตล์ฟลอเรนซ์ในราคายาจก

เมื่อครั้งไปครั้งแรก ระหว่างลากๆ อุ้มๆ กระเป๋า (เพราะกลัวล้อกระเป๋าจะพัง) ในใจก็คิดว่า ด้วยความต้องการจะประหยัดเงินนี่ ต้องทำถึงขนาดนี้เชียวหรือนี่ แต่ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่า ทำบัตรสมาชิกแล้ว ต้องใช้ให้คุ้ม

สักพัก ก็ถึงตัววิลล่า อันเป็นอาคารสีเหลือง ตั้งเด่นเป็นสง่าเป็นรูปตัว L แต่ละปีกสูงไม่เท่ากัน

เช็กอิน Villa Camerata โฮสเทลหรูราวบ้านผู้ดีโบราณสไตล์ฟลอเรนซ์ในราคายาจก

ถึงจะผ่านมาหลายปีแล้ว แต่ฉันย่อมจำความรู้สึกตอนนั้นได้ดี มันเป็นความรู้สึกประหลาดใจที่เห็นบ้านเยาวชนซึ่งเก็บเงินราคาถูกอย่างนั้น มีสวนสวย ตัดต้นไม้ได้รูป ลานน้ำพุ กระถางกุหลาบ อีกทั้งระเบียงก่อนเข้าตึกก็มีเพดานซึ่งมีดาวเพดานเป็นไม้สลัก มันหรูเกินเบอร์ไปมาก 

พอเข้าไปด้านใน ก็อ้าปากค้าง รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นพจมาน พินิจนันท์ ลูกของคุณพ่อพนา เมื่อครั้งเหยียบบ้านทรายทองครั้งแรกในบัดดล 

เช็กอิน Villa Camerata โฮสเทลหรูราวบ้านผู้ดีโบราณสไตล์ฟลอเรนซ์ในราคายาจก
เช็กอิน Villa Camerata โฮสเทลหรูราวบ้านผู้ดีโบราณสไตล์ฟลอเรนซ์ในราคายาจก

ในตัวอาคารซึ่งมีห้องโถงกลางเป็นเวิ้งสี่เหลี่ยมนั้น เป็นห้องเพดานสูง เมื่อมองสักพักจึงจะเห็นได้ว่า ชั้นสองเปิดทะลุเกือบทั้งชั้น เห็นเพดานสูงลิ่วแต่งแต้มด้วยจิตรกรรมฝาผนังแบบฝรั่งอยู่ด้านบน สิ่งที่ทำให้เราเห็นเป็นชั้นสองได้คือประตูไม้กรุกระจก และระเบียงทางเดินที่อยู่ล้อมรอบเป็นกรอบสี่เหลี่ยม พื้นช่องว่างระหว่างประตูนั้น จะปล่อยเปลือยให้เป็นพื้นโล่งฤาก็หาไม่ หากแต่เป็นภาพเฟรสโก้อันวิจิตร บางภาพเป็นแนวหลอกตา (Trompe l’oeil) ทำให้ดูลึกอีกด้วย

มิเพียงแต่มีภาพวาด ประติมากรรมปูนปั้น หินสลัก ก็มีอยู่ตามด้านตามมุม ประดับประดาอย่างสวยงามตามอย่างบ้านผู้ดีโบราณคนนึงพึงจะทำ ฉันมองภาพเหล่านั้นด้วยความตื่นเต้นสักพัก หันไปมองคนรอบๆ ตัว ก็เห็นแหงนหน้ามองเพดานและสิ่งรอบๆ ตัวกันทุกคนไป เจ้าหน้าที่อมยิ้ม เธอคงคุ้นตากับภาพนักท่องเที่ยวแบบนี้ดี

เช็กอิน Villa Camerata โฮสเทลหรูราวบ้านผู้ดีโบราณสไตล์ฟลอเรนซ์ในราคายาจก

เมื่อผ่านขั้นตอนการเช็กอิน ก็เดินไปห้องพัก ห้องพักนั้นมีทั้งโซนโบราณกับโซนทันสมัย ฉันโชคดีได้อยู่โซนโบราณ เป็นห้องกว้าง เพดานสูง เพดานก็ยังมีภาพเฟรสโก้อีก เป็นการนอนที่สุนทรีมากๆ ขาดแต่ประติมากรรม รูปสลัก ปูนปั้น ฯลฯ ซึ่งก็ดีแล้ว เพราะตื่นมาตอนกลางดึก เห็นเงาตะคุ่ม ฉันย่อมแยกได้ยากว่าเป็นรูปประติมากรรมหรืออย่างอื่น

รวบรัดตัดความ สรุปว่า คืนนั้นฉันนอนอย่างมีความสุขมาก ส่วนเรื่องห้องน้ำห้องท่านั้น ทันสมัย ไม่ต้องออกไปโยกบ่อ หรือถือจอบเสียมเข้าทุ่งแต่อย่างใด

เมื่อคุณอ่าน คุณคงได้เห็นภาพประกอบไปด้วย ผิดกับลูกศิษย์ฉันที่คงคิดว่า ครูนี่เนอะ พูดอะไรก็พูดได้ หนูไม่เคยเห็นนี่ จะรู้ได้ยังไงว่าครูไม่โม้ บ้านเยาวชนที่ไหนจะสวยงามขนาดนั้น

เช็กอิน Villa Camerata โฮสเทลหรูราวบ้านผู้ดีโบราณสไตล์ฟลอเรนซ์ในราคายาจก

ใช่ว่าฉันจะไม่สงสัย ได้แต่เก็บความสงสัยไว้มาค้นหาคำตอบ แต่คำตอบนั้น ยิ่งเกินเลยไปกว่าจินตนาการที่ฉันมีไปเสียอีก

ณ ที่แห่งนี้ ปรากฏหลักฐานการสร้างที่อยู่อาศัยครั้งแรกคือสร้างขึ้นในตอนปลายศตวรรษที่ 13 ถึงต้นศตวรรษที่ 14 เป็นบ้านพักนอกเมืองของตระกูลของดันเต อลิกิแยรี (Dante Alighieri) นักประพันธ์เอกของอิตาลี เอกแบบ เอกจริงๆ

พ้นจากยุคสมัยของดันเตแล้ว ลูกหลานก็ขายไป จนในศตวรรษที่ 15 คงได้มีการต่อเติมจนมีหน้าตาคล้ายในปัจจุบัน เนื่องจากในประวัติของ Ostello บอกไว้ว่าอย่างนั้น

เช็กอิน Villa Camerata โฮสเทลหรูราวบ้านผู้ดีโบราณสไตล์ฟลอเรนซ์ในราคายาจก

วิลล่าแห่งนี้ ซึ่งบางทีก็รู้จักกันในนามว่า วิลล่าคาร์เนชั่น (Villa del Garofano) ผ่านเจ้าของมาหลายมือ หลายตระกูล ที่น่าจดจำคือ ครั้งหนึ่งในสมัยศตวรรษที่ 17 วิลล่าแห่งนี้เคยทำหน้าที่เป็นหนึ่งในสถานที่พบปะเสวนาของบรรดาปัญญาชนนักคิดนักเขียนของเมืองฟลอเรนซ์กลุ่มหนึ่ง ว่ากันว่าหนึ่งในสมาชิกในกลุ่มนี้มีจอห์น มิลตัน (John Milton, 1606 – 1674) กวีชาวอังกฤษผู้ประพันธ์บทกวีมหากาพย์ Paradise Lost อยู่ด้วย

นั่นคือประวัติที่ฉันมารู้เอาภายหลัง ซึ่งก็ดีแล้ว หากฉันรู้ว่าเป็นบ้านเก่าของดันเต ฉันคงทำพิธีเดินไหว้ไปทุกมุมบ้าน ที่จะได้นอนสวยๆ คงถูกเชิญให้ไปนอนที่อื่นเป็นแน่

และหลังจากที่ฉันไปพักไม่กี่ปี ก็อ่านเจอในนิตยสารเล่มหนึ่ง (โปรดสังเกตถึงความเก๋าและจริงใจ สมัยนั้นยังไม่มีเน็ตไง) ว่า ที่แห่งนี้ได้รับการโหวตจากนักท่องเที่ยวให้เป็น Ostello ที่สวยที่สุดในอิตาลี และอยู่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก

แต่อนิจจาไม่เที่ยง ล่าสุด วันนี้ระหว่างการหาข้อมูลและภาพประกอบ ก็พบข่าวในปี 2019 ว่า วิลล่าคาเมราตาแห่งนี้ กำลังถูกขายทอดตลาด เปิดราคาประมูลไว้ที่ 7.5 ล้านยูโร ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้

ก็ได้แต่หวังว่า เจ้าของใหม่ยังจะคงทำให้เป็นบ้านเยาวชนเหมือนเดิม

ฉันจะได้ส่งคนไปซึมซาบความประทับใจและกลับมาเล่าให้ฉันฟังอีก 😊


ข้อมูลอ้างอิง

www.nove.firenze.it
Curiositasufirenze.wordpress.com
curiositasufirenze.wordpress.com

Writer & Photographer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

ช่วงนี้รู้สึกได้รับข่าวสารเชิงแพทย์และวิทยาศาสตร์กันมากมายจนแทบจะกระอัก บางทีร่างกายก็ต้องการเสพอะไรที่หลีกหนีไปจากนั้นบ้าง วันนี้มาล้อมวงในห้องมืด จุดเทียนไว้กลางวง ฟังเรื่องบ้านผีสิงกัน จริงบ้างไม่จริงบ้าง จะเล่าตามที่ได้อ่านเจอมาก็แล้วกัน 

1. เคหาสน์สีแดง แห่งแคว้นลอมบาร์ดี

เคหาสน์สีแดง แห่งแคว้นลอมบาร์ดี
ภาพ : it.wikipedia.org/wiki/Villa_De_Vecchi

ชื่อจริงๆ ของบ้านนี้คือบ้านของ (ตระกูล) เดเวคคี (Casa De Vecchi) สร้างในศตวรรษที่ 19 ตามบัญชาของ ท่านเคานต์เฟลิเช เด เวคคี (Felice De Vecchi) เป็นบ้านสองชั้น มีห้องใต้ดิน ตั้งอยู่ในเขตคอร์เตนอวา (Cortenova) ใกล้กับทะเลสาบโคโม่ 

บ้านสีแดงชาดนี้ปัจจุบันสีได้หลุดลอกออกไปบ้างแล้ว ยิ่งดูน่ากลัวเหมือนบาดแผลที่ถลอกปอกเปิก บางคนก็เรียกบ้านหลังนี้ว่า ‘บ้านแม่มด’ บ้างก็ว่าเพราะเคยมีเจ้าลัทธิซาตานคนหนึ่งเคยหมายตาบ้านหลังนี้ไว้ เพื่อเป็นที่ชุมนุมผู้ที่บูชาซาตานและแม่มด แต่ถึงยังไม่ได้ทำ บ้างก็ว่ามีการชุมนุมอยู่บ่อยๆ สรุปง่ายๆ ว่า บ้านนี้ดูเป็นทำเลทองของผู้นิยมซาตานและมนตร์ดำ

5 คฤหาสน์ผีสิงทั่วอิตาลี พร้อมตำนานสนุกชวนขนลุกไม่แพ้เรื่องผีไทย
ภาพ : brividihorror.it/villa-de-vecchi/

ตำนานเล่าว่า วันหนึ่งท่านเคานต์ออกไปเดินเล่น พอกลับมาบ้านก็พบว่าภรรยาถูกฆาตกรรม ใบหน้าของศพเละไม่เหลือดี มิหนำซ้ำลูกสาวยังหายไปด้วย ท่านเคานต์จึงเก็บข้าวเก็บของออกจากบ้านนั้นและไม่กลับไปอีกเลย ในขณะที่สายไม่มูก็อุตส่าห์ไปสืบทะเบียนราษฎร์พบว่า ท่านเป็นโสด ไม่มีลูกไม่มีเมีย 

ยังไม่ยอม สายมูก็บอกว่าเคยได้ยินเสียงผู้หญิงร้องจากโหยหวนออกจากบ้านอันว่างเปล่าหลังนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคืนที่วันยาวที่สุดในรอบปีที่เรียกกันว่าครีษมายันและเหมายัน 

ผู้ที่ดูแลบ้านหลังนั้นออกมาบอกว่า ไม่จริ๊ง ไม่จริง บ้านหลังนี้ผีไม่มีสางอะไรทั้งนั้น จะมีก็เขานี่แหละที่หลอกเป็นผีเพื่อไล่พวกที่มาป้วนเปี้ยนวุ่นวาย

แต่สิ่งที่เพิ่มความขลังให้แก่บ้านหลังนี้อีกหนึ่งเรื่องก็คือ เมื่อไม่กี่ปีก่อนนี้ มีเหตุการณ์แผ่นดินถล่มเกิดที่แถบนี้ สร้างความเสียหายมากมายให้แก่เมืองและเมืองอื่นๆ โดยรอบ แต่บ้านหลังนี้กลับไม่ได้รับความกระทบกระเทือนเลยแม้แต่น้อย

2. เคหาสน์ดาริโย (Ca’ Dario) ที่เวนิส

บ้านหลังนี้สร้างในศตวรรษที่ 15 อันเป็นยุคที่เวนิสรุ่งเรืองอย่างถึงที่สุด ตั้งอยู่บนคลองใหญ่ Canal Grande หรือ แกรนด์ คะแนล เลย เกือบจะถึงปากคลองแล้ว อยู่เยื้องไปทางขวาของท่าเรือ Giglio

เรื่องความงามไม่ต้องพูดถึง ดูจากภาพที่โมเน่ต์วาดก็แล้วกัน

เคหาสน์ดาริโย (Ca’ Dario) ที่เวนิส
Claude Monet, Venice, Palazzo Dario, olio su tela, The Art Institute of Chicago, 1908.
ภาพ : artadvisor.art.blog/2021/04/06/ca-dario-il-palazzo-maledetto-di-venezia

ตำนานที่เล่าขานในฐานะ ‘บ้านต้องคำสาป’ คือ คนในบ้านมักไม่ค่อยตายดีกันอยู่หลายราย เริ่มตั้งแต่แรกสร้าง ลูกสาวเจ้าของบ้านฆ่าตัวตายเพราะพิษเศรษฐกิจของสามี จากนั้นสามีและลูกชายของเธอก็ตาย (โหง) ตามไป แล้วจากนั้น เจ้าของบ้านรุ่นต่อๆ มาก็ตายไม่ดีกันหลายคน ใครผ่านบ้านนี้ก็พากันขนพองสยองเกล้า 

เช่นเดียวกับบ้านผีสิงหรือบ้านต้องคำสาปหลายแห่ง มักจะไม่ได้เล่าต่อๆ กันมานับตั้งแต่แรกสร้างหรอก มันจะต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นสักอย่าง แล้วผู้คนถึงได้ตั้งกองกันฟื้นฝอยหาตะเข็บกันอย่างเอิกเกริก เหมือนหวยออก ทุกอย่างที่ผ่านมาล้วนเป็นลางบอกเหตุทั้งสิ้น

ข่าวใหญ่ข่าวนั้นคือ ในวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1970 ท่านเคานต์คนหนึ่งถูกหนุ่มชู้รักฆ่าตาย ณ บ้านหลังนี้ เหตุการณ์อันรุนแรงและฉาวโฉ่เช่นนี้ อาจเกิดขึ้นไม่บ่อยนักในเวนิสอันแสนโรแมนติก จึงอาจเป็นชนวนทำให้คนเวนิสขุดเรื่องบ้านหลังนี้มาเล่ากันสนุกปาก ใครเด็ดกว่าชนะ อะไรทำนองนั้น 

5 คฤหาสน์ผีสิงทั่วอิตาลี พร้อมตำนานสนุกชวนขนลุกไม่แพ้เรื่องผีไทย
ภาพ : commons.wikimedia.org/wiki/File

แต่ตามความเป็นจริงแล้ว มีผู้ออกมาศึกษาว่า แทบไม่มีอะไรเป็นจริงเลย พ่อแม่ลูกต้นเรื่องที่ว่านั้นถึงจะมีอยู่จริง แต่แม่ป่วยตาย พ่อก็ป่วยตาย ลูกที่ในข่าวว่าตายจากการสงครามนั้น ก็ไม่ใช่ลูก แต่เป็นลูกหลานในหลายศตวรรษให้หลังที่ชื่อ-นามสกุลซ้ำกัน นอกจากนี้ บ้านยังถูกเปลี่ยนมือมาอีกหลายชั่วอายุคน หลายศตวรรษ มีทั้งคนในตระกูล คนนอกตระกูล หลากเชื้อชาติ แต่ไม่เคยมีใครฆ่าตัวตายในบ้านหลังนั้นเลย

3. เคหาสน์มัญโญนี จังหวัดแฟร์รารา (Magnoni, Ferrara)

เคหาสน์มัญโญนี จังหวัดแฟร์รารา (Magnoni, Ferrara)
ภาพ : storie.ivipro.it/db/villa-magnoni/

บ้านหลังนี้อยู่ในเขตโคนา (Cona) ห่างจากเมืองแฟร์ราร่าไม่กี่กิโลเมตร เข้าสู่วงการบ้านผีสิงในช่วง ค.ศ. 1980 นี้เอง ผู้สร้างตำนานเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง อันที่จริงคือกลุ่มหนึ่งอาจจะเหมาะกว่า เด็กกลุ่มนี้แอบย่องเข้าไปในบ้านร้างแห่งนี้ แล้วประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตกันยกก๊วน มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่รอดมาเล่าเรื่องราวในคืนนั้นให้คนอื่นฟังว่า ขณะที่พวกเขากำลังย่องเข้าไปบุกรุกบ้านร้างหลังนั้นอย่างคึกคะนอง สายตาของพวกเขาก็ไปปะกับสายตาเกรี้ยวกราดคู่หนึ่งจากหน้าต่างบ้านชั้นบนพร้อมชี้หน้าแผดเสียงไล่ จนพวกเขาลนลานวิ่งหนีออกมาแทบไม่ทัน จนมาประสบอุบัติเหตุดังกล่ว

หลังจากการบอกเล่าของเด็กคนนั้น หน้าต่างทุกบานของบ้านก็ถูกปิดสนิท แต่หลังจากนั้นไม่นาน หน้าต่างบานหนึ่งก็เปิดออกมาอย่างหาคำอธิบายไม่ได้ เป็นหน้าต่างบานที่เด็กหนุ่มคนนั้นพูดถึงนั่นเอง

บ้านหลังนี้ถูกทิ้งร้างและดูเหมือนไม่มีใครรู้จักเจ้าของคนปัจจุบัน มีนักล่าผีหลายคนที่ยังคงเข้าไปในบ้าน เรื่องที่เล่าขานกันก็ยังเป็นเรื่องเสียงกระซิบของผู้หญิงและเสียงกรีดร้องอันเยือกเย็น แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือเงาดำที่อยู่หน้าหน้าต่างชั้นสองของบ้าน… ใช่ บานนั้น

4. ปราสาทมนเตแบลโล เมืองรีมีนี (Castello di Montebello, Rimini) 

ปราสาทมนเตแบลโล เมืองรีมีนี (Castello di Montebello, Rimini)
ภาพ : www.hotel-sangiorgio.com/montebello-torriana-castello-azzurrina

รีมีนีไม่ได้มีดีแค่ชายหาดหน้าร้อน ที่เขตปอจโจ โตรียานา (Poggio Torriana) ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดรีมีนี มีปราสาทซึ่งคู่ควรแก่การเป็นบ้านผีสิงที่น่ากลัวที่สุดแห่งหนึ่งของอิตาลีด้วย

ตำนาน (คำนี้การันตีความเลื่อนลอย แต่สนุก) ได้กล่าวถึงตัวละครสำคัญคือ หนูน้อยอัซซูรีนา (Azzurrina) ซึ่งเป็นลูกสาวของอูกุชโชเน ดิ มอนเตแบลโล (Uguccione Di Montebello)

เด็กน้อยคนนี้เกิดในราวช่วงหลังของคริสตศตวรรษที่ 14 เธอเกิดมาเป็นเด็กเผือก ซึ่งในสมัยนั้นผู้คนมองว่าเป็นปีศาจร้าย เป็นกาลกิณี ผู้เป็นพ่อจึงจำต้องขังลูกสาวตัวเองให้อยู่แต่ในปราสาทโดยมียามเฝ้า 2 คน วันหนึ่งเด็กน้อยเล่นลูกบอลผ้าแล้วลูกบอลกลิ้งตกลงไปในห้องใต้ดิน เธอจึงวิ่งลงไปเก็บ ลงไปไม่นานยามทั้งสองซึ่งอยู่ด้านบนก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของเด็กน้อย แต่พอวิ่งลงไปดูก็ไม่พบอะไร ไม่พบใคร…แม้แต่อัซซูรีน่าเอง

ล้อมวงฟังเรื่อง 5 คฤหาสน์ผีดุทั่วอิตาลีที่จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่ทำคนขนพองสยองเกล้าทั่วอิตาลี
ภาพ : www.hotelcorallorimini.com/it/blog/entroterra/castello-montebello-la-leggenda-azzurrina/

แม้จะหาเท่าไหร่ก็ไม่พบร่างของเด็กน้อย อย่างไรก็ตามก็ดูเหมือนว่าเธอจะยังคงวนเวียนอยู่ในปราสาทแห่งนี้ เพราะทุกๆ 5 ปีในวันครีษมายัน อันเป็นวันที่เธอหายตัวไป เธอจะปรากฏให้เห็น ปัจจุบันปราสาทหลังนี้เปิดให้เข้าชมด้วย

5. เคหาสน์วัลเลมานี แห่งเมืองอังโคนา (Palazzo Vallemani, Ancona)

เคหาสน์วัลเลมานี แห่งเมืองอังโคนา (Palazzo Vallemani, Ancona)
ภาพ : Loscrignodelmistero.webnode.it

เคหสถานอันเป็นตำนานหลอนแห่งนี้ ตั้งอยู่บนเนินเขาเมืองแซรรา ซัน ควิรีโก (Serra San Quirico) เขตจังหวัดอังโคนา ต้นเหตุแห่งเรื่องเกิดขึ้นเมื่อช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนี้เอง 

เรื่องเล่าว่าวันหนึ่งในช่วงสงคราม บ้านหลังนี้ได้จัดงานเลี้ยงเล็กๆ ขึ้นมา จู่ๆ ทหารนาซีก็ได้บุกเข้ามากราดยิงผู้คน ณ ที่นั้น คร่าชีวิตผู้คนไปราว 20 ราย ก่อนตายท่านเคานต์ได้ลั่นวาจาว่าจะอยู่ปกป้องบ้านหลังนี้ของท่านตลอดไปไม่ให้ใครมาย่ำยี 

จากนั้นบ้านหลังนี้ก็มีกิตติศัพท์ในเรื่องผีพื้นฐานทั่วๆ ไป เช่นมีเสียงร้อง ฯลฯ จนกระทั่งเรื่องๆ ใหญ่ๆ ได้เกิดขึ้นนับแต่ ค.ศ. 1970 เป็นต้นมา

บ่าวสาวคู่หนึ่งเกี่ยวก้อยกันไปถ่ายวิดีโอสั้นๆ กันที่นั่น ตอนถ่ายก็เหมือนจะดีๆ อยู่ แต่พอกลับมา ภาพทั้งหมดมืดสนิท แต่มีเสียงไวโอลินงานเลี้ยงดังเป็นแบกกราวด์

อีกรายหนึ่งเกิดราว ค.ศ. 1980 เด็กสาวคนหนึ่งเข้าไปเดินเล่นที่นั่น แล้วก็แวะโบสถ์เล็กๆ ของบ้าน เธอไปเจอรูปถ่ายบ่าวสาวคู่หนึ่งใส่ชุดสมัยต้นศตวรรษตั้งอยู่ในนั้น เธอเห็นว่าสวยดีก็เลยฉวยกลับบ้าน คืนนั้นเธอฝันร้าย เธอฝันว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งมากระซิบข้างหูบอกให้เธอเอารูปไปคืน เธอกรีดร้องตื่นขึ้นมา แล้วพบว่าแม่ของเธอยืนหน้าซีดเผือดอยู่ตรงประตู แม่บอกว่าได้ยินเสียงลูกสาวร้อง เธอก็เลยเข้ามาดู แต่สิ่งที่เธอเจอคือ ผู้หญิงแต่งชุดขาวคนหนึ่งกำลังกระซิบอะไรบางอย่างอยู่ข้างหูลูกสาวเธอ ก่อนจะหายวับไป

ไหนๆ ก็ทำกันถึงขนาดนี้แล้ว ผู้คนแถวนั้นเลยจัดให้ครบ โดยเรียกหน้าผาซึ่งอยู่ตรงนั้นว่า ‘หน้าผาปีศาจ’ เป็นอันครบจบในที่เดียว

ขอปิดท้ายด้วยเรื่องของตัวเอง จะว่าเรื่องของตัวเองก็ไม่ถูกหรอก เรียกได้ว่าใกล้ตัวที่สุดแล้ว วันหนึ่งไปนั่งกินข้าวที่บ้านพี่คนไทยคนหนึ่งในเซียน่า จริงๆ เป็นอพาร์ตเมนต์แบ่งห้องเช่ากับนักเรียนต่างชาติคนอื่นๆ บ้านอยู่ในเขตเมืองเก่า ก็บอกว่า บ้านนี้น่าอยู่ดีนะ พี่ก็บอกว่าใช่ แต่ก็เหมือนจะไม่ได้อยู่กันแค่เท่าที่เห็น 

แหม ชงมาขนาดนี้พี่ต้องเล่าแล้วละ เธอบอกว่า เช้าวันหนึ่งขณะที่ทุกคนสาละวนกันอยู่ในครัว กินโน่นนี่เตรียมตัวจะออกไปเรียนกัน พี่คนนี้ก็ทักเพื่อนร่วมบ้านอีกคนว่า 

“แหม เมื่อคืนนอนดึกจัง ฉันตื่นมาเข้าห้องน้ำ ได้ยินเสียงล้างจานก่อกแก่กอยู่ในครัว”

เพื่อนคนนั้นชะงัก แล้วถามกลับว่า

“อ้าว ไม่ใช่เธอเหรอ” แล้วก็หันไปหาอีกคนหนึ่ง

“เปล่า แต่ชั้นก็ได้ยิน”

ทั้งสามคนมองหน้ากัน แล้วก็ก้มหน้าก้มตากินอาหารเช้าของตัวเองต่อไป

ฉันซึ่งเคยแต่ได้ยินเรื่องผีสระผมมาบ้างแล้ว วันนั้นได้ยินเรื่องผีล้างจาน ในใจนึกว่า เออหนอ โลกเรานี้มีอะไรให้เรียนรู้ได้ไม่รู้จบจริงๆ ผีเองก็ไม่ได้สักแต่ว่าจะมาแหกอก ยืนตะคุ่ม หรือเหวี่ยงจาน ปัดหนังสือตกจากชั้น ผีรักความสะอาดก็มีกับเขาด้วยเหมือนกัน

สัพเพสัตตาฯ

ข้อมูลอ้างอิง

storiedimenticate.it/villa-de-vecchi/

Loscrignodelmistero.webnode.it

www.vanillamagazine.it/

www.sixt.it/magazine/viaggi/case-infestate-italia/ 

www.misteridelmondo.it/

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load