วันนี้นั่งดูข่าว ดูโน่น ดูนี่ แล้วก็คิดถึงการท่องเที่ยวในอิตาลี คิดถึงเพื่อนที่เป็นมัคคุเทศก์ เพื่อนที่ขับรถทัวร์ คิดถึงโรงแรมที่พักในอิตาลี

ที่พัก… ใช่ เรายังไม่เคยพูดถึงที่พักกันเลย และในวูบหนึ่ง ก็คิดถึงสถานที่แห่งหนึ่งขึ้นมา เป็นที่ที่คิดถึงอยู่ไม่เคยลืม

วันนี้จะพาทุกคนนั่งรถไฟไปฟลอเรนซ์ ไปแบบไม่ไยดีวัดวาอารามและพิพิธภัณฑ์ใด พอลงรถไฟเสร็จ เราก็จะต่อรถเมล์ไปยังสถานที่แห่งนี้กันเลย

มันคือ บ้านเยาวชน 

เอิ่ม… ฟังดูเหมือนจะพาไปสถานกักกันผู้ต้องคดีใช่ไหม จริงๆ คำนี้แปลมาจาก Youth Hostel นั่นเอง ในภาษาอิตาเลียนเรียก Ostello per la gioventù ออกเสียงว่า ออสแตลโล เปร์ ลา โจเวนตุ้ (หรือบางทีก็เขียนว่า Ostello della gioventù แล้วแต่ทางบ้านจะเรียกตัวเอง)

ทำไม มันอะไร ยังไง เขามีดีที่ไหนเธอ เธอจึงละเมอ เพ้อถึงอยู่ร่ำไป…

ก่อนอื่น ขออธิบายคำว่า บ้านเยาวชน หรือ Ostello หรือ Hostel ให้ผู้อ่านเข้าใจตรงกันก่อน

บ้านเยาวชนมีลักษณะไม่ค่อยเหมือนบ้านเท่าไหร่ จะโรงแรมก็…ทำนองนั้น เป็นเหมือนหอพักมากกว่า มีการแยกส่วนของที่พักเป็นฝั่งผู้ชาย ฝั่งผู้หญิง ห้องน้ำรวม นอนรวม เตียงเป็นเตียง 2 ชั้น บางที่ก็มีห้องเล็ก เตียงธรรมดาก็มี

ที่พักแบบนี้ แบ่งคร่าวๆ ได้ 2 แบบ แบบอิสระ กับแบบขึ้นอยู่กับสมาคมบ้านเยาวชน ซึ่งอย่างหลังนี้ต้องทำบัตรสมาชิก ของไทยมีที่ทำการอยู่ตรงสี่เสาเทเวศร์

Ostello ของฟลอเรนซ์ที่จะพูดถึงนี้เป็นแบบขึ้นอยู่กับสมาคมฯ ไม่มีบัตรพักไม่ได้ แต่ก็ทำตรงนั้นได้เลย ได้ยินมาว่า ตอนนี้ 5 ยูโร ใช้ได้ 1 ปี 

Ostello นี้ ‘ตอนนั้น’ มีชื่อจริงว่า Ostello Europa Villa Camerata ชื่ออันยาวจนหายใจไม่ทันนี้ ไม่มีใครเคยได้ยินคนเรียกโดยเต็ม ได้ยินแต่ 2 คำหลัง คือ Villa Camerata คำว่า วิลล่า คือ บ้านใหญ่ที่มีบริเวณ มักจะเป็นของผู้ดีมีตระกูล ส่วนคำว่า Camerata นั้นมีความหมายของมันก็จริง แต่ในที่นี่คือชื่อของย่านที่ตั้ง

เช็กอิน Villa Camerata โฮสเทลหรูราวบ้านผู้ดีโบราณสไตล์ฟลอเรนซ์ในราคายาจก

ใครคิดจะไปฟลอเรนซ์แล้วมาถามฉันว่าพักที่ไหนดี ถ้าฉันหรี่ตาดูทรงแล้วเห็นว่า รักการผจญภัย ต้องการประหยัดเงิน ยังพอมีเรี่ยวแรง ชอบศิลปะและธรรมชาติ ฉันก็จะป้ายยาให้ไปพักที่นี่โดยมิพักคิด ด้วยว่ามันช่างเป็นประสบการณ์ที่ดีงามเสียเหลือเกิน มิหนำซ้ำยังถูกสตางค์ ราคาตอนนั้นคืนละไม่ถึง 20 ยูโร ถูกราวกับนอนบ้านผีสิง ในขณะที่ตามโรงแรมข้างนอกนั้น เริ่มต้นก็น่าจะ 3 เท่าของราคานี้เป็นอย่างต่ำ

ที่ตั้งของวิลล่าคาเมราตาอยู่ตรงเชิงเขาด้านหลังของเมือง (หากคิดว่าด้านหน้าของเมืองคือแม่น้ำอาร์โนที่ไหลผ่านเมือง) ห่างจากสถานีรถไฟไปราว 6 กิโลเมตร ถ้านั่งแท็กซี่ไปก็ 13 นาที แต่ถ้านั่งรถเมล์ไปก็ราว 30 นาที ไม่รวมเวลารอรถ 

เมื่อรถเมล์จอด ก็ใช่ว่าจะถึง ด้วยว่าวิลล่านี้ตั้งซุ่มอยู่บนเนินเขา คุณจะต้องพากระเป๋ากอกแกก กุกกัก ครืดคราด เดินเลาะดงมะกอกป่า ฝ่าสวนส้ม ชมไร่องุ่น ขึ้นไปอีก 650 เมตร 

เช็กอิน Villa Camerata โฮสเทลหรูราวบ้านผู้ดีโบราณสไตล์ฟลอเรนซ์ในราคายาจก

เมื่อครั้งไปครั้งแรก ระหว่างลากๆ อุ้มๆ กระเป๋า (เพราะกลัวล้อกระเป๋าจะพัง) ในใจก็คิดว่า ด้วยความต้องการจะประหยัดเงินนี่ ต้องทำถึงขนาดนี้เชียวหรือนี่ แต่ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่า ทำบัตรสมาชิกแล้ว ต้องใช้ให้คุ้ม

สักพัก ก็ถึงตัววิลล่า อันเป็นอาคารสีเหลือง ตั้งเด่นเป็นสง่าเป็นรูปตัว L แต่ละปีกสูงไม่เท่ากัน

เช็กอิน Villa Camerata โฮสเทลหรูราวบ้านผู้ดีโบราณสไตล์ฟลอเรนซ์ในราคายาจก

ถึงจะผ่านมาหลายปีแล้ว แต่ฉันย่อมจำความรู้สึกตอนนั้นได้ดี มันเป็นความรู้สึกประหลาดใจที่เห็นบ้านเยาวชนซึ่งเก็บเงินราคาถูกอย่างนั้น มีสวนสวย ตัดต้นไม้ได้รูป ลานน้ำพุ กระถางกุหลาบ อีกทั้งระเบียงก่อนเข้าตึกก็มีเพดานซึ่งมีดาวเพดานเป็นไม้สลัก มันหรูเกินเบอร์ไปมาก 

พอเข้าไปด้านใน ก็อ้าปากค้าง รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นพจมาน พินิจนันท์ ลูกของคุณพ่อพนา เมื่อครั้งเหยียบบ้านทรายทองครั้งแรกในบัดดล 

นั่งรถไฟไปเที่ยวฟลอเรนซ์ อิตาลี นอนดูจิตรกรรมฝาผนัง เดินชมภาพเฟรสโก้และประติมากรรม ในโฮสเทลที่เคยเป็นที่เสวนาของปัญญาชน
นั่งรถไฟไปเที่ยวฟลอเรนซ์ อิตาลี นอนดูจิตรกรรมฝาผนัง เดินชมภาพเฟรสโก้และประติมากรรม ในโฮสเทลที่เคยเป็นที่เสวนาของปัญญาชน

ในตัวอาคารซึ่งมีห้องโถงกลางเป็นเวิ้งสี่เหลี่ยมนั้น เป็นห้องเพดานสูง เมื่อมองสักพักจึงจะเห็นได้ว่า ชั้นสองเปิดทะลุเกือบทั้งชั้น เห็นเพดานสูงลิ่วแต่งแต้มด้วยจิตรกรรมฝาผนังแบบฝรั่งอยู่ด้านบน สิ่งที่ทำให้เราเห็นเป็นชั้นสองได้คือประตูไม้กรุกระจก และระเบียงทางเดินที่อยู่ล้อมรอบเป็นกรอบสี่เหลี่ยม พื้นช่องว่างระหว่างประตูนั้น จะปล่อยเปลือยให้เป็นพื้นโล่งฤาก็หาไม่ หากแต่เป็นภาพเฟรสโก้อันวิจิตร บางภาพเป็นแนวหลอกตา (Trompe l’oeil) ทำให้ดูลึกอีกด้วย

มิเพียงแต่มีภาพวาด ประติมากรรมปูนปั้น หินสลัก ก็มีอยู่ตามด้านตามมุม ประดับประดาอย่างสวยงามตามอย่างบ้านผู้ดีโบราณคนนึงพึงจะทำ ฉันมองภาพเหล่านั้นด้วยความตื่นเต้นสักพัก หันไปมองคนรอบๆ ตัว ก็เห็นแหงนหน้ามองเพดานและสิ่งรอบๆ ตัวกันทุกคนไป เจ้าหน้าที่อมยิ้ม เธอคงคุ้นตากับภาพนักท่องเที่ยวแบบนี้ดี

นั่งรถไฟไปเที่ยวฟลอเรนซ์ อิตาลี นอนดูจิตรกรรมฝาผนัง เดินชมภาพเฟรสโก้และประติมากรรม ในโฮสเทลที่เคยเป็นที่เสวนาของปัญญาชน

เมื่อผ่านขั้นตอนการเช็กอิน ก็เดินไปห้องพัก ห้องพักนั้นมีทั้งโซนโบราณกับโซนทันสมัย ฉันโชคดีได้อยู่โซนโบราณ เป็นห้องกว้าง เพดานสูง เพดานก็ยังมีภาพเฟรสโก้อีก เป็นการนอนที่สุนทรีมากๆ ขาดแต่ประติมากรรม รูปสลัก ปูนปั้น ฯลฯ ซึ่งก็ดีแล้ว เพราะตื่นมาตอนกลางดึก เห็นเงาตะคุ่ม ฉันย่อมแยกได้ยากว่าเป็นรูปประติมากรรมหรืออย่างอื่น

รวบรัดตัดความ สรุปว่า คืนนั้นฉันนอนอย่างมีความสุขมาก ส่วนเรื่องห้องน้ำห้องท่านั้น ทันสมัย ไม่ต้องออกไปโยกบ่อ หรือถือจอบเสียมเข้าทุ่งแต่อย่างใด

เมื่อคุณอ่าน คุณคงได้เห็นภาพประกอบไปด้วย ผิดกับลูกศิษย์ฉันที่คงคิดว่า ครูนี่เนอะ พูดอะไรก็พูดได้ หนูไม่เคยเห็นนี่ จะรู้ได้ยังไงว่าครูไม่โม้ บ้านเยาวชนที่ไหนจะสวยงามขนาดนั้น

นั่งรถไฟไปเที่ยวฟลอเรนซ์ อิตาลี นอนดูจิตรกรรมฝาผนัง เดินชมภาพเฟรสโก้และประติมากรรม ในโฮสเทลที่เคยเป็นที่เสวนาของปัญญาชน

ใช่ว่าฉันจะไม่สงสัย ได้แต่เก็บความสงสัยไว้มาค้นหาคำตอบ แต่คำตอบนั้น ยิ่งเกินเลยไปกว่าจินตนาการที่ฉันมีไปเสียอีก

ณ ที่แห่งนี้ ปรากฏหลักฐานการสร้างที่อยู่อาศัยครั้งแรกคือสร้างขึ้นในตอนปลายศตวรรษที่ 13 ถึงต้นศตวรรษที่ 14 เป็นบ้านพักนอกเมืองของตระกูลของดันเต อลิกิแยรี (Dante Alighieri) นักประพันธ์เอกของอิตาลี เอกแบบ เอกจริงๆ

พ้นจากยุคสมัยของดันเตแล้ว ลูกหลานก็ขายไป จนในศตวรรษที่ 15 คงได้มีการต่อเติมจนมีหน้าตาคล้ายในปัจจุบัน เนื่องจากในประวัติของ Ostello บอกไว้ว่าอย่างนั้น

นั่งรถไฟไปเที่ยวฟลอเรนซ์ อิตาลี นอนดูจิตรกรรมฝาผนัง เดินชมภาพเฟรสโก้และประติมากรรม ในโฮสเทลที่เคยเป็นที่เสวนาของปัญญาชน

วิลล่าแห่งนี้ ซึ่งบางทีก็รู้จักกันในนามว่า วิลล่าคาร์เนชั่น (Villa del Garofano) ผ่านเจ้าของมาหลายมือ หลายตระกูล ที่น่าจดจำคือ ครั้งหนึ่งในสมัยศตวรรษที่ 17 วิลล่าแห่งนี้เคยทำหน้าที่เป็นหนึ่งในสถานที่พบปะเสวนาของบรรดาปัญญาชนนักคิดนักเขียนของเมืองฟลอเรนซ์กลุ่มหนึ่ง ว่ากันว่าหนึ่งในสมาชิกในกลุ่มนี้มีจอห์น มิลตัน (John Milton, 1606 – 1674) กวีชาวอังกฤษผู้ประพันธ์บทกวีมหากาพย์ Paradise Lost อยู่ด้วย

นั่นคือประวัติที่ฉันมารู้เอาภายหลัง ซึ่งก็ดีแล้ว หากฉันรู้ว่าเป็นบ้านเก่าของดันเต ฉันคงทำพิธีเดินไหว้ไปทุกมุมบ้าน ที่จะได้นอนสวยๆ คงถูกเชิญให้ไปนอนที่อื่นเป็นแน่

และหลังจากที่ฉันไปพักไม่กี่ปี ก็อ่านเจอในนิตยสารเล่มหนึ่ง (โปรดสังเกตถึงความเก๋าและจริงใจ สมัยนั้นยังไม่มีเน็ตไง) ว่า ที่แห่งนี้ได้รับการโหวตจากนักท่องเที่ยวให้เป็น Ostello ที่สวยที่สุดในอิตาลี และอยู่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก

แต่อนิจจาไม่เที่ยง ล่าสุด วันนี้ระหว่างการหาข้อมูลและภาพประกอบ ก็พบข่าวในปี 2019 ว่า วิลล่าคาเมราตาแห่งนี้ กำลังถูกขายทอดตลาด เปิดราคาประมูลไว้ที่ 7.5 ล้านยูโร ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้

ก็ได้แต่หวังว่า เจ้าของใหม่ยังจะคงทำให้เป็นบ้านเยาวชนเหมือนเดิม

ฉันจะได้ส่งคนไปซึมซาบความประทับใจและกลับมาเล่าให้ฉันฟังอีก 😊


ข้อมูลอ้างอิง

www.nove.firenze.it
Curiositasufirenze.wordpress.com
curiositasufirenze.wordpress.com

Writer & Photographer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

ช่วงที่ผ่านมานี้เป็นช่วงกีฬาโอลิมปิก ก็จะเล่าอะไรต่างๆ นานาเกี่ยวกับกีฬากับคนอิตาเลียนก็แล้วกัน

เราอาจจะรู้จักอิตาลีในเรื่องกีฬาฟุตบอล แต่จริงๆ แล้ว กีฬาประเภทอื่นๆ อิตาลีก็ไม่เบา ขั้นที่ว่าติดอยู่ในอันดับ TOP 10 ของประเทศที่ครองเหรียญโอลิมปิก นอกจากนี้ โอลิมปิกฤดูหนาว นักสกีชาวอิตาเลียนก็ทำให้คู่แข่งหนาวเยือกไปกว่าอุณหภูมิบนยอดเขาขณะแข่งได้เช่นกัน

เท่านั้นพอ เพราะไม่รู้จะโหนอะไรโอลิมปิกอีกแล้ว จะสรุปเหรียญรางวัล การแข่งขันก็จบสิ้น ก็ไม่รู้จะทำไปเพื่ออะไร ในเมื่อที่ไหนๆ ก็มีให้ดู

ถึงเป็นแชมป์โลก แต่กีฬาที่แพร่หลายที่สุดในอิตาลีกลับไม่ใช่ฟุตบอล
กาเบรียล เดตตี (Gabriele Detti) นักกีฬาว่ายน้ำของอิตาลี
ภาพ : www.spyit.it

เรามารู้จักคนอิตาเลียนกับการกีฬากันในเชิงสถิติหน่อยดีกว่า

คุณว่า คนอิตาเลียนโดยทั่วไปเป็นนักกีฬาไหม

จากแหล่งข้อมูลที่อ่านเจอบอกว่า คนอิตาเลียนครึ่งประเทศเล่นกีฬาติดต่อกัน 3 ปีขึ้นไป หรือไม่ก็ออกกำลังกายอย่างอื่น เช่น วิ่ง ขี่จักรยาน ฯลฯ แต่ก็มี 20 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่เคยเล่นกีฬาเลยนะ

ผู้เล่นส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น แต่ถ้าดูในตารางสอนของเด็กอิตาเลียนก็จะประหลาดใจ เพราะในหลักสูตรมีวิชาพละศึกษาแค่ 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เท่านั้นเอง แต่ก็หาได้ทำให้วัยรุ่นเลือดร้อนอิตาเลียนย่อท้อไม่ สิ่งที่มีมาทดแทนคือ มีชมรมกีฬามากมายทั่วประเทศให้เด็กอิตาเลียนเข้าร่วมในเวลาว่าง

กีฬาที่แพร่หลายที่สุดในอิตาลีก็คงจะไม่พ้นฟุตบอล แต่ที่เล่นจริงๆ เยอะที่สุดคือว่ายน้ำ (14 เปอร์เซ็นต์) ฟุตบอลยังเป็นอันดับสอง (12 เปอร์เซ็นต์) ตามมาด้วยเข้ายิม (11 เปอร์เซ็นต์) บาสเก็ตบอล (7 เปอร์เซ็นต์) และเทนนิส (6 เปอร์เซ็นต์) ลดหลั่นกันตามลำดับ

ทีมฟุตบอลอิตาลีกับชัยชนะบอลโลกครั้งล่าสุด
ภาพ : www.huffingtonpost.it
ทีมฟุตบอลอิตาลีกับชัยชนะบอลโลกครั้งล่าสุด
ภาพ : www.huffingtonpost.it

ความแพร่หลายหรือความฮิตของกีฬาฟุตบอลนี้ สำหรับคนอิตาเลียนแล้ว มิได้หมายถึงการลงวิ่งไล่เตะลูกกลมๆ ในสนามด้วยตัวเองอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่รวมไปถึง ‘นักกีฬาบนโซฟา’ (gli sportivi sul divano) ด้วย อันเป็นคำเรียกคนอิตาเลียนที่เชียร์เฮๆ กันอยู่หน้าจอทีวี

อันว่ากีฬาฟุตบอลนี้ ก็ใช่ว่าจะมีแต่ทีมชาย ทีมฟุตบอลอิตาเลียนหญิงก็ได้ชื่อว่าบู๊ล้างผลาญอยู่ใช่หยอกอยู่เมื่อไร

แต่จริงๆ แล้ว จากสถิติ ผู้หญิงจะชอบยิมนาสติกมากกว่า รวมไปถึงการเต้นรำด้วย แต่น่าจะหมายถึงการติดตามดู เพราะในรายการความนิยมเล่นด้านบนก็ไม่มียิมนาสติกนะ

ถึงจะบอกว่าเล่นกีฬากันครึ่งประเทศ แต่ก็ใช่ว่าอีกครึ่งประเทศจะอยู่นิ่งๆ เพราะก็อาจจะเป็นกองเชียร์อยู่ก็ได้ ทั้งทางโทรทัศน์ สนามกีฬา แล้วก็ตามหน้าหนังสือพิมพ์

หนังสือพิมพ์กีฬาในอิตาลีมี 3 ฉบับคือ 

  1.  La Gazzetta dello Sport
  2.  Corriere dello Sport
  3.  Tuttosport

เล่มที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์คือเล่มแรก La Gazzetta dello Sport เพราะพิมพ์ด้วยกระดาษสีชมพูทั้งเล่ม

หนังสือพิมพ์ La Gazzetta dello Sport ฉบับตีพิมพ์ในกระดาษสีชมพูเป็นครั้งแรก
ภาพ : it.wikipedia.org/wiki/La_Gazzetta_dello_Sport#/media/File:Gazzetta_Sport_2-1-1899.jpg
หนังสือพิมพ์ La Gazzetta dello Sport ฉบับตีพิมพ์ในกระดาษสีชมพูเป็นครั้งแรก
ภาพ : it.wikipedia.org/wiki/La_Gazzetta_dello_Sport#/media/File:Gazzetta_Sport_2-1-1899.jpg 

สีชมพูของกระดาษหนังสือพิมพ์นี้เกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้งกับการแข่งขันจักรยานรายการใหญ่ของอิตาลีที่ชื่อ Giro d’Italia ซึ่งหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ก่อตั้งและจัดทุกปีนับตั้งแต่ ค.ศ. 1909 เป็นต้นมา โดยรางวัลของการแข่งขันนี้ คือเสื้อรางวัลที่เป็นสีชมพู เรียกเป็นภาษาอิตาเลียนว่า Maglia rosa (มาล-เยีย-รอ-ซา)

การแข่งขันจักรยาน Giro d’Italia นั้นอาจจะไม่ดังเท่า Tour de France แต่ความหินนั้นไม่เป็นรองใคร เนื่องจากภูมิประเทศของอิตาลีนั้นอาจเรียกได้ว่า เป็นภูเขาทั้งประเทศ เส้นทางของจักรยานคือการขึ้นลงภูเขาที่ทั้งชันทั้งแคบตลอดระยะเวลาของการแข่ง

เส้นทางการแข่งขันจักรยานจีโร ดิตาเลีย ค.ศ. 2021
ภาพ : www.repubblica.it
เส้นทางการแข่งขันจักรยานจีโร ดิตาเลีย ค.ศ. 2021
ภาพ : www.repubblica.it

แต่ความหลงใหลในความเร็วของคนอิตาเลียนก็ไม่ได้มีแค่นั้น แน่นอน ทุกคนรู้จักการแข่งขันรถฟอร์มูลาวันเป็นอย่างดี และแฟร์รารีของอิตาลีก็เป็นดาวเด่นที่ทุกคนจับตามอง

การแข่งขันที่ไม่ค่อยเป็นข่าวในไทยเท่าใดนักคือสกี อิตาลีมีนักสกีที่เก่งๆ หลายคน ตอนที่ไปเรียนเมื่อ ค.ศ. 1992 นั้น อัลแบร์โต ตอมบา (Alberto Tomba) ซึ่งเป็นชาวโบโลญญาเพิ่งชนะมา ไปไหนมาไหนเห็นแต่รูปพี่เขาเต็มไปหมด

การแข่งขันฟุตบอลในอิตาลีนั้น รายการสำคัญที่สุดคือ การชิงชัยในสาย A (Serie A) รางวัลคือ Scudetto ที่แปลว่า ตราอาร์มเล็กๆ 

ถึงเป็นแชมป์โลก แต่กีฬาที่แพร่หลายที่สุดในอิตาลีกลับไม่ใช่ฟุตบอล
ภาพ : it.wikipedia.org

ส่วนทีมชาติอิตาลีนั้น (โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟุตบอล) มีชื่อเรียกเล่นๆ ว่า อัซซูรี อันมาจากคำว่า Azzurri ที่แปลว่าสีน้ำเงินอมฟ้า อันเป็นสีเสื้อทีมชาติของอิตาลี

หากถามว่าทำไมทีมชาติอิตาลีใส่เสื้อสีนี้ คำตอบแบบสั้นๆ คือ เป็นสีประจำราชวงศ์ซาวอย ซึ่งเป็นประมุขของประเทศ ส่วนคำตอบแบบยาวกว่านี้ (อีกนิดหนึ่ง) ตามดูได้ที่ช่อง YouTube ของฉันเอง 

ส่วนประสบการณ์ส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับกีฬาอิตาเลียนนั้น นอกจากเคยเป็นล่ามให้ โรแบร์โต้ บัจโจ (Roberto Baggio) ในรายการ เจาะใจ เมื่อ พ.ศ. 2539 แล้ว ก็แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีอะไร อ้อ มีหนหนึ่งเกือบตายอยู่กลางโรม 555 นึกออกแล้ว

ตอนนั้นกลับไปอิตาลี ไปเป็นล่ามในคณะละครของคณะฯ ที่ตัวเองทำงานนี่ล่ะ อากาศเย็นกว่าที่คิด เริ่มหนาวหู ก็แวะดูตามร้านว่ามีหมวกอะไรที่สวยและถูกพอจะประทังไปได้บ้าง ก็ให้ถูกชะตากับหมวกไหมพรมใบหนึ่ง สีฟ้าขาว มีเขียนคำว่า Lazio ซึ่งเป็นชื่อแคว้นอันเป็นที่ตั้งของโรม รู้แหละว่าเป็นชื่อทีมฟุตบอลด้วย แต่ก็เป็นทีมอยู่ในแถวนี้นี่ น่าจะปลอดภัยกว่าใส่หมวกทีมอื่นน่า

ว่าแล้วก็เดินดำเนินนาด ค่อยเยื้องยาตรยกย่างไปกลางโรม ผู้คนก็พากันมอง ไม่เท่านั้น ตำรวจก็มองแล้วก็คุยๆ หยอกๆ ว่าระวังนะ จนกระทั่งเดินเข้าไปในร้านหนึ่งนั่นละ เจ้าของเป็นหญิงวัยรุ่น เฮ้วๆ ลุยๆ เธอก็ทักด้วยประโยคอันสุนทรว่า

“อยากตายใช่มั้ย”

หา…

เธอเห็นเหวอจริงเธอก็ถามว่า หมวกเนี่ย เชียร์ทีมนี้เหรอ ก็บอกเธอว่า เปล่า เห็นสีมันสวยดี เธอตอบว่า

“ถอดเถอะ เมื่อไม่กี่วันก่อน แฟนบอลทีมนี้กับทีมโรมาเพิ่งฆ่ากันตาย เขากำลังกลัวว่าจะมีการเอาคืนกัน”

ไม่บอกให้ถอด ก็ต้องถอดล่ะ

และนั่นละ คือประสบการณ์ตรงประสบการณ์เดียวที่มีกับกีฬาฟุตบอล… ในอิตาลี

ข้อมูลอ้างอิง
Giulia De Savorgnani, Italia per stranieri, Alma Edizioni 2016

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load