10 พฤศจิกายน 2563

‘La Dolce Vita’ เป็นภาษาอิตาเลียนแปลว่าชีวิตอันหอมหวาน

นี่เป็นสโลแกนแรกๆ ของ Vespa แบรนด์สกูตเตอร์จากประเทศอิตาลีที่ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1946 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง

ตั้งแต่นั้นมา เวสป้ากลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตชาวอิตาเลียน เป็นยานพาหนะคู่ใจหลบหนีการจราจรที่ติดขัด เป็นเพื่อนเดินทางไกลไปยังเมืองที่ไม่คุ้นชื่อ เป็นช่วงเวลาให้คู่รักได้อยู่ด้วยกัน เป็นการหลบหนีของหญิงสาวในสมัยอนุรักษ์นิยม เป็นการออกจากบ้านคนเดียวครั้งแรก เป็นตัวแทนของปู่ เป็นตัวแทนของพ่อ เป็นความพยายาม เป็นความสำเร็จ

เวสป้าเป็นอะไรหลายๆ อย่างให้คนทั่วโลกตลอด 74 ปีที่ผ่านมา

จนเมื่อ ค.ศ. 2010 เวสป้า ประเทศไทย ได้ถือกำเนิดขึ้นอีกครั้งภายใต้บริษัท Vespiario Thailand จากสกูตเตอร์ที่มีคนใช้งานแค่เฉพาะกลุ่ม กลายเป็นแบรนด์ที่มีวางจำหน่ายอยู่ทั่วประเทศ ด้วยยอดขายกว่า 120,000 คัน กับรถ 120 โมเดลใน 65 สีในเวลาเพียง 10 ปี

เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปีของเวสป้า ประเทศไทย เราจึงขอนำ 10 เรื่องราวของแบรนด์ที่เชื่อในอิสรภาพ ความแตกต่าง และการแสดงออกถึงตัวตน ที่หล่อเลี้ยงความหอมหวานในชีวิตมาเล่าให้คุณฟัง

10 เรื่องราว 10 ปีของ Vespa ประเทศไทย สกูตเตอร์ที่สนับสนุนการมีอิสระมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

1. บริษัทของเวสป้าเคยผลิตเครื่องบินรบและรถยนต์มาก่อน

เวสป้า เริ่มต้นครั้งแรกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดย Piaggio บริษัทผลิตเครื่องบินรบ เมื่ออิตาลีอยู่ฝั่งประเทศที่แพ้สงคราม รัฐบาลจึงบีบบังคับให้ธุรกิจประเภทนี้ปิดตัวลงแล้วไปทำธุรกิจอย่างอื่น เนื่องจากสินค้าประเภทนี้ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป Piaggio จึงต้องคิดค้นสินค้าใหม่เพื่อรักษาธุรกิจเอาไว้ เริ่มด้วยการเปลี่ยนไปทำรถยนต์ เพราะมีอะไหล่และชิ้นส่วนเหล็กจากการผลิตเครื่องบินอยู่แล้ว แต่ในตอนนั้นรถยนต์ก็ไม่ตอบโจทย์การเดินทางในอิตาลีที่การจราจรติดขัด และคนต้องการความรวดเร็วในการสัญจร 

2. นักออกแบบคนแรกของเวสป้าไม่ชอบมอเตอร์ไซค์

คอร์ราดิโน ดาสคานิโอ (Corradino D’Ascanio) คือนักออกแบบเวสป้าคนแรกที่ออกแบบเฮลิคอปเตอร์ของอิตาลีผู้ไม่ชอบมอเตอร์ไซค์เลยแม้แต่น้อย เขาจึงคิดคอนเซปต์ Car on Two Wheels พาหนะที่สะดวกสบายเหมือนรถยนต์ คนขี่นั่งขาคู่ เวสป้าจึงไม่ใช่มอเตอร์ไซค์ แต่เป็นสกูตเตอร์ มอเตอร์ไซค์มีเครื่องยนต์แรงกว่า ขับเคลื่อนด้วยโซ่ รูปลักษณ์พัฒนามาจากจักรยาน ขณะที่สกูตเตอร์ขับเคลื่อนด้วยสายพาน 

10 เรื่องราว 10 ปีของ Vespa ประเทศไทย สกูตเตอร์ที่สนับสนุนการมีอิสระมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2
10 เรื่องราว 10 ปีของ Vespa ประเทศไทย สกูตเตอร์ที่สนับสนุนการมีอิสระมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

ในต่างประเทศ ผู้บริโภคสามารถแยกรถ 2 ประเภทได้ชัดเจน แต่ในประเทศไทย เวสป้าถูกรวมไปกับมอเตอร์ไซค์ตามรูปแบบการใช้งาน และเป็นโจทย์ใหญ่ในการทำงานของทีมการสื่อสารของแบรนด์ เพราะจริงๆ แล้วการดูแลรถ 2 ประเภทนี้ก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ถ้าย้อนกลับไปในช่วงแรก สาเหตุที่เวสป้าเป็นเช่นนี้เพราะสกูตเตอร์ใช้สายพาน ซึ่งไม่มีน้ำมันเหมือนมอเตอร์ไซค์ และมีตัวถังเหล็กที่ครอบเครื่องยนต์ จึงไม่เลอะกระโปรงผู้หญิงขณะขับขี่ ทำให้ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มผู้หญิงโดยเฉพาะยุค 60 และ 70 

3. Vespa แปลว่า ตัวต่อ

ในภาษาอิตาเลียน Vespa แปลว่า Wasp หรือตัวต่อ ชื่อนี้ได้มาจาก เอนริโก เพียโจ (Enrico Piaggio) ลูกชายของบริษัท Piaggio ที่เป็นเจ้าของแบรนด์เวสป้า หลังจากเห็นโปรโตไทป์ของสกูตเตอร์รุ่นแรกที่มีด้านหน้าแคบและด้านหลังกว้าง ลักษณะคล้ายตัวต่อไม่มีผิดเพี้ยน

4. เวสป้าเชื่อในความอิสระและการขบถต่อความธรรมดา

เวสป้าเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่เรียกว่า ‘ไม่ตาย’ แม้รูปลักษณ์บางอย่างจะปรับไปตามยุคสมัย แต่จริงๆ หัวใจสำคัญยังคงอยู่ อาทิ ตัวถังเป็นเหล็ก การนั่งเป็นสกูตเตอร์ และมีความคล่องตัวในการใช้งาน เช่นเดียวกับปรัชญาของแบรนด์ก็ไม่เคยเปลี่ยนเช่นกัน เวสป้าจะพูดถึงความอิสระ พูดถึงการขบถต่อบางสิ่งบางอย่างเสมอ เริ่มจากช่วงหลังสงครามที่ตั้งใจออกแบบรถสกูตเตอร์ที่ไม่เหมือนแบรนด์ในท้องตลาด มาถึงยุคที่เป็นพาหนะให้ผู้หญิงเดินทางไปไหนมาไหนได้ด้วยตนเอง หรือสมัยที่อิตาลีมีความอนุรักษ์นิยมมากๆ ก็เป็นเครื่องมือที่ทำให้ชายหญิงได้ใกล้ชิดกันผ่านการซ้อนเวสป้า 

5. สินค้าของเวสป้าไม่ใช่ยานยนต์

เวสป้าไม่ได้ขายแค่ยานยนต์ แต่ขายไลฟ์สไตล์ คอมมูนิตี้ และความแตกต่าง มาตั้งแต่ ค.ศ. 1946 จน ค.ศ. 2020 ก็ยังไม่เคยเปลี่ยน จึงกลายเป็น Cult Brand หรือแบรนด์ที่มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของผู้บริโภค ซึ่งต้องใช้เวลายาวนานในการสร้างและเงินไม่สามารถซื้อได้ ด้วยความที่มีคาแรกเตอร์ชัดเจน เวสป้าจึงเป็นหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่นักการตลาดเล่าเรื่องใหม่ๆ ได้ทุกปี โดยไม่ต้องรอให้มีรถรุ่นใหม่ออกวางจำหน่าย ยกตัวอย่างเช่น เวสป้า ประเทศไทย เคยจัดคาราวานเพื่อฉลองครบรอบ 65 และ 68 ปีของแบรนด์ โดยมีแฟนๆ รถยี่ห้อนี้มารวมพลกว่าหมื่นคน กลายเป็นคอมมูนิตี้ขนาดย่อมรวมคนที่เชื่อและรักในสิ่งเดียวกันไว้ด้วยกัน

ส่วนในอิตาลี เวสป้าถือเป็นแบรนด์และความภูมิใจแห่งชาติที่ต้องสืบทอดและส่งต่อต่อไปเรื่อยๆ

6. แบรนด์ที่เป็นส่วนหนึ่งของ Pop Culture มาตลอด 74 ปี

10 เรื่องราว 10 ปีของ Vespa ประเทศไทย สกูตเตอร์ที่สนับสนุนการมีอิสระมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2
ภาพ : www.imdb.com

เวสป้าอยู่ใน Pop Culture มาโดยตลอด อย่างการปรากฏตัวช่วงเวลาสั้นๆ ในภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่อง Roman Holiday นำแสดงโดย ออดรีย์ เฮปเบิร์น (Audrey Hepburn) และ เกรกอรี เพก (Gregory Peck) ทั้งยังได้อยู่บนโปสเตอร์หนังเรื่องเดียวกันซึ่งทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นถล่มทลาย หรือแม้กระทั่งโฆษณาทางการตลาดก็เป็นที่น่าจดจำและเรียกได้ว่าทันสมัยมาตลอด เช่น ภาพโฆษณาที่มีคนขี่เวสป้าแต่ไม่มีรถให้เห็นเลย หรือสัญลักษณ์แอปเปิ้ลแหว่ง เปรียบเทียบคนขี่เวสป้าเป็นอดัมและอีฟที่กล้าหยิบแอปเปิ้ลขึ้นมาทาน เป็นตัวแทนของความกล้าที่จะลองสิ่งใหม่ๆ จนกราฟิกแอปเปิ้ลนั้นกลายเป็นเครื่องหมายการค้าที่ใครเห็นก็รู้เลยว่าเป็นเวสป้า เป็นต้น 

10 เรื่องราว 10 ปีของ Vespa ประเทศไทย สกูตเตอร์ที่สนับสนุนการมีอิสระมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

ส่วนในไทยมี House of La Dolce Vita in Scooter ที่จัดแสดงเมื่อปีก่อน เพื่อเล่าเรื่องราวของเวสป้าผ่านนิทรรศการศิลปะ จนถึงการร่วมงานกับผู้กำกับ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ทำหนังสั้น และแรปเปอร์ Maiyarap ทำเพลงแรป ซึ่งทั้งแคมเปญและโฆษณาเหล่านี้แสดงถึงความเป็น Cult Brand ที่มีอิทธิพลสูงจนสามารถโปรโมตแบรนด์โดยไม่ต้องโชว์สินค้าหรือโลโก้

7. เวสป้าเหมาะสำหรับทุกคน

10 เรื่องราว 10 ปีของ Vespa ประเทศไทย สกูตเตอร์ที่สนับสนุนการมีอิสระมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

แบรนด์ในระดับ Global มองว่าเวสป้าเป็นทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ร้านเสริมสวยบางร้านในต่างประเทศนำเวสป้าสีชมพูมาเป็นสัญลักษณ์ของร้าน หรือในคลับเท่ๆ ก็มีการใช้รถเวสป้าสีเข้มๆ มาเป็นสัญลักษณ์ ส่วนในไทยมองเวสป้าเป็นผู้ชายมากกว่า ด้วยความเท่ สมรรถภาพที่แข็งแรงของรถ และวัฒนธรรมการใช้ของกลุ่มลูกค้าในประเทศ แต่ไม่ได้หมายความว่าเวสป้าจะไม่มีความเป็นผู้หญิงเลย ตลอด 10 ปีของเวสป้า ประเทศไทย พบว่ามีลูกค้าผู้หญิงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะรุ่นไฟกลม หรือรุ่นที่มีสีอ่อนๆ หวานๆ สีพาสเทล

8. ยอดขายปีแรกในไทยคือ 1,600 คัน แต่ปัจจุบันมียอดขายเป็น 1 ใน 5 อันดับแรกของโลก

เวสป้าเข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อ 10 ปีก่อน สมัยนั้นแบรนด์รถประเภทเดียวกันมีไม่กี่เจ้า สร้างความฮือฮาให้กลุ่มคนที่ชื่นชอบแบรนด์อยู่แล้วอย่างกลุ่มเด็กเรียนศิลปะ กับกลุ่มคนที่ไม่คุ้นเคยกับแบรนด์เท่าไหร่ แต่ตกใจในราคาที่แพงกว่ายี่ห้ออื่นๆ ยอดขายปีแรกขายคือ 1,600 คัน คิดเป็น 0.1 เปอร์เซ็นต์โดยประมาณเมื่อเทียบกับตลาดจักรยานยนต์ในประเทศ จนปัจจุบัน ดีลเลอร์ของเวสป้าในไทยมีอยู่ 83 เจ้า ครอบคลุม 66 จังหวัดทั่วประเทศ ส่วนยอดจดทะเบียนตั้งแต่มกราคมถึงตุลาคมปีนี้คือประมาณ 23,000 คัน

อิตาลีคือประเทศที่ขายเวสป้าได้มากที่สุด ส่วนประเทศไทยติด 5 อันดับแรก

9. หนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่ไม่นำรถไปขายที่มอเตอร์โชว์ช่วง COVID-19

เวสป้า ประเทศไทย มีนโยบายปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์การแพร่กระจายของโรค COVID-19 อย่างการเปิดจองรถผ่านระบบออนไลน์หรือการประมูลเลขสวยผ่านอินเทอร์เน็ต เช่น รถรุ่น Primavera Sean Wotherspoon ที่ทำร่วมกับ ฌอน วอทเธอร์สปูน (Sean Wotherspoon) ดีไซเนอร์ที่อยู่ในวงการสตรีทแฟชั่นมายาวนาน และเคยร่วมงานกับหลายแบรนด์ดังอย่าง Nike, Adidas และ Louis Vuitton เปิดจองออนไลน์ในประเทศไทยเมื่อเดือนสิงหาคมก่อน 50 คัน 3 คันแรกหมดใน 1 นาที และจองเต็มทั้งหมดภายในเวลาเพียง 29 นาที

เช่นเดียวกับงานมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกที่แบรนด์ไม่ได้นำรถไปขายอย่างปกติ สิ่งที่ทำคือนำรถเวสป้าคันใหญ่มหึมาไปตั้งไว้ที่บูทเพื่อให้คนไปถ่ายรูป พร้อมมี QR Code สำหรับผู้ที่อยากได้รายละเอียดเพิ่มเติม จนกลายเป็น Talk of the Town ไปโดยอัตโนมัติ 

10. เวสป้าเป็นทั้งเพื่อน ภรรยา รางวัล ความฝัน และของขวัญ

10 เรื่องราว 10 ปีของ Vespa ประเทศไทย สกูตเตอร์ที่สนับสนุนการมีอิสระมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เวสป้า ประเทศไทย มีเรื่องราวความประทับใจของลูกค้ามากมาย เคยมีลูกค้าที่สร้างฐานะจากการขี่เวสป้าขนผ้าจนมีเงินเก็บสร้างกิจการใหญ่โตกลับมาซื้อรถคันใหม่ มีครอบครัวที่ซื้อทั้งรุ่นปู่ รุ่นพ่อ รุ่นลูก และรุ่นหลาน เวสป้าเป็นรถที่คนขี่มักตั้งชื่อให้ เช่น น้องมะลิ น้องส้มจุก และมีลูกค้าผู้ชายหลายคนเล่าว่า เวสป้าเป็นรถที่แฟนอนุญาตให้ซื้อเพราะหน้าตาน่ารัก หรือช่วงแรกๆ มีคุณลุงเห็นข่าวมอเตอร์โชว์ในหน้าหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ เลยขับรถมาจากอยุธยาพร้อมเงินสด 1 แสนบาทที่ได้จากการทำนาเพื่อซื้อเวสป้า ซึ่งเป็นรถในฝันของเขา 

รวมไปถึงเรื่องราวของเจ้าไวกับ เยเมนส์-ศิววุฒิ เสวตานนท์ Production Manager ของ 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว ภาพยนตร์สารคดีเล่าเรื่องโครงการก้าวคนละก้าวของตูน Bodyslam ที่เวสป้าเคยเป็นสปอนเซอร์ให้นำรถไปใช้ในกองถ่าย เขาขี่เวสป้าคันนี้ตั้งแต่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา จนถึงอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย หลังปิดกล้อง เขาขอซื้อรถต่อจากเวสป้าเพราะความผูกพันตลอด 55 วันที่ถ่ายทำ

10 เรื่องราว 10 ปีของ Vespa ประเทศไทย สกูตเตอร์ที่สนับสนุนการมีอิสระมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2
VESPA THAILAND 10th-anniversary THE JOURNEY OF US

ความพิเศษของการครบรอบ 10 ปีของเวสป้าประเทศไทยมีให้ทั้งสำหรับลูกค้าใหม่และลูกค้าเดิม นับเป็นแคมเปญที่ยาวที่สุดที่บริษัทเคยทำมาตั้งแต่ก่อตั้งขึ้น โดยมีรถรุ่นพิเศษ 4 รุ่นวางจำหน่ายเนื่องในโอกาสนี้ 2 รุ่นแรกคือ Vespa LX 10th ANNI กับ 3 สี Red Corallo, Blue Capri และ Yellow Lime ที่วางจำหน่ายเป็นรุ่นแรกเมื่อ 10 ปีก่อน กับอีกรุ่นพิเศษ SPRINT 150 i-Get ABS 10TH Anniversary Thailand Limited Edition จำนวน 1,010 คัน กับสีเงินคลาสสิกที่ได้แรงบันดาลใจมากจากเวสป้าในโปสเตอร์ที่ 1 เวสป้า พร้อมดีไซน์รายละเอียดต่างๆ ที่ออกแบบเพื่อโอกาสนี้เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมถ่ายรูปกับเวสป้าคู่ใจพร้อมติดแฮชแท็ก #VespaTH10Anni บนอินสตาแกรมแล้วรูปถ่ายของคุณจะขึ้นไปอยู่บนเว็บไซต์ Vespa Thailand ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่

ภาพ : เวสป้า ประเทศไทย 

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

21 พฤศจิกายน 2565

อากาศเปลี่ยนนิดหน่อยผิวก็เริ่มลอกแห้ง ล้างหน้ากับน้ำที่ไม่คุ้นผื่นคันก็ถามหา หลายคนอาจไม่เชื่อว่าอาการผิวแค่นี้ก็กระทบชีวิตคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้จริง ๆ แถมไม่ได้กระทบเพียงเปลือกนอกอย่างร่างกาย แต่ทำลายความรู้สึกถึงภายใน

ใครไม่เชื่อ แต่ ‘Cetaphil’ เชื่อ เชื่อตั้งแต่ 75 ปีที่แล้วที่ผลิตภัณฑ์แรกอย่าง Cetaphil Gentle Skin Cleanser ถือกำเนิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้คนสมัยนั้น ทั้งยังเชื่อเสมอว่า ต้องคิดค้นผลิตภัณฑ์เพื่อให้คนผิวบอบ บางแพ้ง่าย ใช้ชีวิตตามปกติได้เช่นคนอื่น ๆ 

ไม่แปลกใจหากนี่จะเป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศแนะนำ แถมยังวางจำหน่ายกว่า 70 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย แต่ตัวชี้วัดเหล่านี้ไม่ได้ทำให้แบรนด์หยุดพัฒนา ยังคงมุ่งมั่นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังอยู่เสมอ 

เพราะแบบนี้เอง ในโอกาสครบรอบ 75 ปี บริษัทจึงปรับโฉมตัวเองครั้งใหญ่ ไม่ได้ปรับเพียงแค่สูตรผลิตภัณฑ์ตามเทรนด์ผิวและเป็นมิตรกับผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย เท่านั้น แต่ยังเป็นมิตรต่อโลก ทั้งในระดับใหญ่อย่างแพ็กเกจจิ้ง ไปจนถึงระดับอณูอย่างวัตถุดิบและกระบวนการผลิต

วันนี้เราได้มีโอกาสพบกับ หนุ่ม-ธวัชชัย บุญทวีกิจ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท กัลเดอร์มา (ประเทศไทย) จำกัด และ ตุ่ม-ทัศนีย์ บุญไกรลาส ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ เพื่อพาเราไปย้อนรอยแบรนด์เวชสำอางถึงอดีต เดินทางกลับมายังปัจจุบัน และพูดถึงเรื่องราวในอนาคตที่คาดหวัง

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

1. Cetaphil เกิดขึ้นพร้อมกับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรก

ถ้ามองจากรูปลักษณ์ภายนอก ทุกคนคิดว่า Cetaphil อายุเท่าคนรุ่นไหน 

เราขอเฉลยตรงนี้ว่า แม้จะมีภาพลักษณ์ทันสมัย แต่ความจริงแล้วแบรนด์นี้มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่ปี 1947 หรือเมื่อ 75 ปีมาแล้ว 

เรื่องของเรื่องคือในสมัยนั้นยังไม่มีผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย เภสัชกรชาวอเมริกันในรัฐเท็กซัสคนหนึ่งเลยคิดค้นผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ช่วยให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ และกลับมาใช้ชีวิตแฮปปี้ได้แบบเดิม

ถ้าเทียบกับเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ของโลก Cetaphil ก็เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟในการโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรกเลยทีเดียว!

2. ก่อนปรับปรุงสูตรครบรอบ 75 ปี ผลิตภัณฑ์ตัวแรกยังคงสูตรเดิมมาตลอด 

สำหรับคนผิวแพ้ง่าย หลายคนอาจคิดว่ายิ่งต้องลงทุนกับเซรั่มหรือครีมเพื่อคงความชุ่มชื้นแบบเต็มแม็กซ์ แต่ Cetaphil ที่เริ่มต้นบริษัทด้วยผลิตภัณฑ์ล้างทำความสะอาดผิวหน้า และยังคงยืนหนึ่งเรื่องนี้เสมอมา บอกว่าเราอาจต้องกลับไปทำความเข้าใจการดูแลผิวใหม่ตั้งแต่ต้น

“สิ่งแรกที่เราควรให้ความสำคัญ คือการทำความสะอาดผิวหน้าให้คงความชุ่มชื้นอยู่เสมอ แล้วถึงจะไปเติมความชุ่มชื้นในสเต็ปถัดไป ไม่ใช่ว่าล้างหน้าเสร็จปุ๊บ ผิวก็เอี๊ยดปั๊บ ซึ่งอาจจะดีในคนบางกลุ่ม แต่สำหรับคนที่ผิวบอบบางมาก ๆ นี่คือการทำให้วงจรผิวยิ่งแย่ลง” ตุ่มอธิบาย

แม้ในปี 1947 ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าตัวแรกอย่าง ‘Cetaphil Cleasing Lotion’ หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ ‘Cetaphil Gentle Skin Cleanser’ จะเปิดตัวได้ไม่นาน แต่ก็ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว เพราะปลอบประโลมผิวและฟื้นฟูผิวบอบบาง แพ้ง่าย ให้แข็งแรงขึ้นได้จริง เป็นผลิตภัณฑ์ที่หายากในท้องตลาดสมัยนั้น 

ความน่าสนใจและแสดงให้เห็นว่าสูตรตั้งต้นนั้นเจ๋งและแจ๋ว คือก่อนจะปรับปรุงวัตถุดิบตั้งต้นในรอบ 75 ปี Cetaphil Gentle Skin Cleanser ยังคงใช้สูตรดั้งเดิมที่คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย คนแรกของโลกได้ทดลองใช้ และสูตรที่ว่าก็ยังเป็นหนึ่งในสูตรที่ขายดีตลอดกาลอีกด้วย

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

3. ถ้าไม่มีวิทยาศาสตร์ ไม่ถือเป็น Cetaphil

แม้จะตั้งต้นจากเภสัชกรที่ห่วงใยคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ก็จริง แต่แกนหลักอีกแกนที่ทำให้แบรนด์อยู่ยั้งยืนยงจนปัจจุบันได้ขนาดนี้ คือการคิดค้น วิจัย และการอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ 

ถ้าใครสงสัยว่า Cetaphil เป็นแบรนด์สายวิทย์แค่ไหน? ตุ่มเล่าให้ฟังว่าตลอดระยะเวลาการวิจัยที่ผ่านมาของ Cetaphil ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจะต้องศึกษาวิจัยมากกว่า 550 ครั้งกับอาสาสมัครมากกว่า 32,000 ราย อีกทั้งในแต่ละผลิตภัณฑ์ยังต้องเน้นการวิจัยเพื่อช่วยเรื่องผิวบอบบาง คนแพ้ง่ายใช้ได้จริง คงความชุ่มชื้น และไม่ทำลายโครงสร้างผิว

นอกจากนั้น วัตถุดิบที่คัดสรรก็ต้องมีใบรับรองและผ่านการทดสอบมาแล้วว่าไม่เป็นภัยกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย และแม้บางครั้งการใส่วัตถุดิบที่สุ่มเสี่ยงอาจทำให้เกิดผลลัพธ์กับลูกค้าแบบทันตาเห็น แต่แบรนด์ก็เลือกที่จะไม่ทำ

“เราไม่ได้ใส่ใจเรื่องการอ้างอิงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์แค่เฉพาะในขั้นตอนการผลิต แต่กับการสื่อสารแบรนด์ออกไปยังตลาด เราก็ใส่ใจเรื่องวิทยาศาสตร์เหมือนกัน เช่น ถ้าเราจะพูดว่าผลิตภัณฑ์ของเราคงความชุ่มชื้นกี่เปอร์เซ็นต์ เราจะต้องอ้างอิงงานวิจัยเสมอ เพื่อให้ข้อมูลที่ออกไปถูกต้องและไม่เกินความจริงจนเกินไป” ตุ่มยืนยันถึงความเป็นวิทยาศาสตร์ที่ฝังรากลึกในทุกอณูของ Cetaphil

4. โจทย์หลักในการผลิตสินค้า คือการเป็นทางออกให้ผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย

เมื่อนึกถึง Cetaphil หลายคนคงนึกถึงผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เราเล่าไปแล้ว แต่รู้หรือเปล่าว่าที่จริงแล้วยังมีสินค้าอีกมากที่คิดค้นขึ้นเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกคน ทุกวัย ทุกสภาพผิว ไม่ว่าจะสินค้าสำหรับทารกแรกเกิด ไปจนกระทั่งสินค้าสำหรับกู้ผิวแพ้ง่าย ผิวหมองคล้ำ จุดด่างดำ สิว และผู้ที่เป็นผื่นแพ้ผิวหนัง แห้งคันอีกด้วย

แม้มีสินค้าหลากหลาย แต่แก่นแกนที่แท้จริงยังอยู่ นั่นคือการผลิตสินค้าเพื่อให้คนที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ 

“ลูกค้าจำนวนมากมีผิวบอบบาง แพ้ง่าย แต่ก็อยากได้ผิวกระจ่างใสด้วย พอสินค้าในตลาดส่วนใหญ่โฟกัสแค่เรื่องความกระจ่างใสอย่างเดียว ลูกค้ากลุ่มนี้ใช้ก็แพ้ทันที ต่างจาก Cetaphil ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคนที่มีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เวลาจะผลิตสินค้าชิ้นใหม่ เราจึงต้องเอาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เป็นที่ตั้ง แล้วค่อยโยงออกไปว่าลูกค้าต้องการให้ช่วยแก้ไขปัญหาผิวอะไรอีกบ้าง” หนุ่มอาสาตอบ ก่อนที่ตุ่มจะเสริมถึงแก่นสำคัญ 

“อีกหัวใจสำคัญคือ ลูกค้าต้องใช้สินค้าของเราได้ในระยะยาว โดยไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างหรืออันตรายกับผิว เราจะไม่ทำสินค้าที่ทาแล้วขาวเดี๋ยวนี้ แต่เราจะทำสินค้าที่ทำให้ผิวค่อย ๆ กระจ่างใสขึ้น และค่อย ๆ ดีขึ้นในองค์รวม ไม่อย่างนั้นเราคงไม่สามารถอยู่กับคนแพ้ง่ายมาได้นานถึง 75 ปี” 

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

5. เพราะเทรนด์ผิวที่เปลี่ยนไป ถึงเวลาปรับ 3 ส่วนผสมใหม่ให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้กว่าเดิม

ถ้าเทียบกับคน อายุอานาม 75 ปีก็เป็นรุ่นยายรุ่นทวดได้แล้ว แต่แบรนด์สัญชาติอเมริกันนี้ก็ไม่ได้หยุดพัฒนาตัวเองแม้แต่น้อย Cetaphil ยังคงเป็นวัยรุ่นที่พัฒนาตัวเองและตามเทรนด์ตลอดเวลา หลังจากผลิตภัณฑ์แรกเดินทางด้วยสูตรดั้งเดิมมานาน ฉลองครบรอบ 75 ปีครั้งนี้ จึงหยิบจับเอาเทรนด์ผิวในปัจจุบันมาปรับปรุงสูตรให้ทันสมัยกว่าเดิม 

“เรามั่นใจว่าสูตรที่ผ่านมาของเราดี แต่สภาพแวดล้อมในปัจจุบันมันเปลี่ยนไป มลภาวะทางอากาศซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผิวแพ้ง่ายก็มีมากขึ้น ที่เห็นได้ชัด ๆ คือ ถ้าวันไหนค่าฝุ่น PM 2.5 สูง แค่จับหน้าก็รู้แล้วว่าหน้าเราไม่ปกติ” ตุ่มเกริ่นถึงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง

เพราะแบบนี้เอง หลังจากเก็บข้อมูลได้ว่าคนในปัจจุบันมีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย มากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ Cetaphil จึงสรุปออกมาเป็น 5 สัญญาณผิวแพ้ง่ายที่ให้ชาวเราหมั่นสังเกต ไม่ว่าจะผิวแห้งกร้าน ผิวระคายเคืองง่าย ผิวไม่เรียบเนียน ผิวแน่นตึง และเกราะป้องกันผิวอ่อนแอ จากนั้นจึงนำสัญญาณผิวเหล่านี้ไปคิดค้นและพัฒนา จนได้สูตรปรับปรุงใหม่ของ 4 ผลิตภัณฑ์ขายดีตลอดกาล ทั้ง Cetaphil Gentle Skin Cleanser, Cetaphil Oily Skin Cleanser, Cetaphil Moisturising Lotion และ Cetaphil Moisturising Cream 

สูตรปรับปรุงใหม่ที่ว่าเน้นการปรับปรุงต้นทางของวัตถุดิบและการคัดสรร Skin Power Solution หรือ 3 วัตถุดิบสำคัญให้ดียิ่งขึ้น นั่นคือวิตามินบี 3 (Niacinamide) โปรวิตามินบี 5 (Panthenol) และกลีเซอรีน (Glycerin) ซึ่งช่วยคงความชุ่มชื้น ปลอบประโลมผิว ช่วยให้ผิวกลับมาแข็งแรง และทำให้ผิวมีสุขภาพดี 

“หลายคนอาจบอกว่าวัตถุดิบเหล่านี้ก็มีมานานแล้วนี่ แต่มันไม่ใช่แบบนั้น การคิดค้นสูตรไม่ได้ผลลัพธ์แบบ 1 + 1 เท่ากับ 2 แต่ต้องดูว่าสารตัวไหนมารวมกับสารตัวไหนแล้วจะทำหน้าที่ได้ดีกว่า เช่น ตัว Oily Skin Cleanser ต้องมีสารลดความมันมากกว่าตัวอื่น แต่นักวิจัยจะทำยังไงให้ลดความมันได้แต่ต้องไม่ระคายเคืองผิวด้วย” ตุ่มอธิบาย

6. 75 ปีทั้งที Cetaphil ยังปรับแพ็กเกจจิ้งใหม่ให้ใส่ใจโลกมากกว่าเดิม

เพราะเชื่อว่าสภาพผิวของผู้คนสะท้อนสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ได้ Cetaphil จึงมีอีกขาสำคัญอย่าง Clear Skies ที่พยายามใส่ใจโลกมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการปรับเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้งใหม่เป็น Smart Packaging ที่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนลุคธรรมดา ๆ แต่เป็นการเปลี่ยนเพื่อโลก 

อย่างที่หลายคนรู้ว่าวัสดุบางชิ้นรีไซเคิลไม่ได้ เพราะวัสดุนั้น ๆ ประกอบขึ้นจากวัสดุหลายประเภท แบรนด์จึงหันมาเลือกใช้หีบห่อและวัสดุปิดที่ทำจากวัสดุประเภทเดียวกัน ทั้งยังแยกชิ้นส่วนได้ เพื่อส่งเสริมการแยกขยะ และเพื่อให้วัสดุเหล่านี้ส่งไปรีไซเคิลที่โรงงานรีไซเคิลทั่วไปได้ ไม่ต้องปวดหัว ความน่ารักอีกข้อคือ บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากกระดาษก็ผลิตขึ้นจากวัสดุหมุนเวียน ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติด้วยนะ 

7. ไม่ได้ใส่ใจแค่แพ็กเกจจิ้ง แต่เป็นมิตรกับโลกระดับอณู

ในโปรเจกต์ Clear Skies ที่ทำ แบรนด์ยังมองลงไปถึงระดับอณูว่า นักวิจัยในมือจะทำยังไงให้วัตถุดิบทั้งหลายเป็นมิตรกับโลกด้วย พร้อมหันมาเลือกใช้วัตถุดิบที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติมากขึ้น ไร้พาราเบน ซัลเฟต และส่วนผสมจากสัตว์มากวนใจ 

ความปังคือในฟากการผลิต ธุรกิจยังลดการใช้น้ำได้ถึง 33 เปอร์เซ็นต์ต่อการผลิตสินค้า 1 ตัน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานเฉลี่ยทั้งปีได้มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ เพราะใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 95 เปอร์เซ็นต์ และลดการสร้างขยะฝังกลบจนเหลือศูนย์ 

“เราคือบริษัทที่มีเป้าหมายช่วยให้คนมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้นก็จริง แต่สมัยนี้ก็มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะช่วยให้สภาวะโลกร้อนดีขึ้น ในเมื่อทำได้ ก็ต้องมาดูว่าจะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับผลิตภัณฑ์ของเรายังไง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของเราไปด้วยกันกับโลก” หนุ่มอธิบายถึงปณิธานของ Cetaphil และบริษัท Galderma

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

8. เป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดสอบผลิตภัณฑ์กับสัตว์

เห็นข้อนี้แล้วอดตื่นเต้นไม่ได้ 

นอกจากจะเป็นมิตรกับโลก Cetaphil ยังเป็นมิตรกับเพื่อนร่วมโลกอย่างเจ้าสัตว์ทดลอง เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าหลายปีมานี้ ประเด็นการทดลองสารพัดของอุปโภคบริโภคกับสัตว์กำลังเป็นที่ถกเถียง ถึงขนาดที่แบรนด์ใหญ่ ๆ หลายแบรนด์ต้องหันมาปรับเปลี่ยนตัวเองกันยกใหญ่ แต่ Cetaphil ถือเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดลองผลิตภัณฑ์กับสัตว์ ก่อนที่หลายประเทศจะออกกฎหมายข้อนี้อีกนะ ยกเว้นก็แต่ในบางประเทศที่มีกฎหมายกำชับว่า ยังไงก็ตาม สินค้าที่นำมาขายต้องทดลองกับสัตว์ด้วย แต่ก็ต้องอ้างอิงตามกฎหมายของแต่ละประเทศกันไป เพื่อให้ถูกต้องตามกฎของแต่ละที่

9. การตลาดแบบไม่ได้อยู่แค่วันนี้

“บอกตามตรงว่า ตลาดบ้านเราเป็นตลาดที่ไม่ง่าย” ตุ่มเกริ่น 

ที่ว่าไม่ง่าย ตุ่มขยายความว่า โดยธรรมชาติของคนเอเชียนั้นรักสวยรักงามมากกว่าคนทวีปอื่น ๆ นอกจากนั้น ตลาดเมืองไทยยังวิ่งเร็ว มีตัวเลือกให้ลูกค้าหลากหลายแบบ ทั้งในเชิงวัตถุดิบและราคา ที่สำคัญ คนไทยถือเป็นลูกค้าที่มีองค์ความรู้เยอะและทำการบ้านก่อนซื้อของเสมอ แต่ถึงจะยากยังไง ตุ่มก็ยืนยันว่า พวกเขาจะไม่ยอมทำการตลาดแบบหวือหวา

“เราพยายามทำการตลาดแบบยั่งยืน และพยายามทำการตลาดที่ไม่ได้อยู่แค่วันนี้ เพราะเราอยากเป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าได้ ราคาสมเหตุสมผล และลูกค้าไม่ต้องคิดเยอะ”

ตุ่มยกตัวอย่างให้ฟังว่า ในการโฆษณาของ Cetaphil จะไม่มีคำว่าขาวอย่างรวดเร็วสักครั้งเดียว เพราะพวกเขาเชื่อในความกระจ่างใสของสีผิว ผิวสุขภาพดีตามธรรมชาติ และความเร็วระดับกลางที่ปลอดภัยกับผิวมากกว่า

10. มากกว่ายอดขาย คือผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้กลับมาใช้ชีวิต 

ปัจจุบัน Cetaphil เป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศทั่วโลกแนะนำ วางจำหน่ายใน 70 ประเทศทั่วโลก ทั้งยังเป็นแบรนด์ที่ทำงานร่วมกับหมอทั้งในโรงพยาบาลและคลินิกมายาวนาน เรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จหนึ่งของแบรนด์ที่น่าภาคภูมิใจ

แต่ยอดขายไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียวที่แบรนด์อยากได้ มากกว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่บริษัท เสียงตอบรับจากลูกค้าต่างหากที่ทำให้มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีกว่าเดิม

“ผมเคยเจอคนที่ผิวแพ้แบบรุนแรงมาก เขาดูไม่มีความมั่นใจเลย และเขาก็มองโลกด้วยความสิ้นหวัง เวลาจะพูด จะเดิน หรือจะทำอะไร มันดูหดหู่ไปหมด แต่เมื่อเขาได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา มุมมองที่เขามีต่อโลกก็สดใสขึ้น เห็นมั้ยว่าไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ทางกายอย่างเดียวนะ แต่มันคือผลลัพธ์ทางใจด้วย

“ในฐานะของแบรนด์ที่มุ่งเน้นเรื่องสุขภาพผิว เรารู้สึกดีว่ามากกว่ารายได้คือเราทำให้เขากลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งก็ตรงกับเป้าหมายหลักของทั้งบริษัท Galderma และ Cetaphil ว่าไม่ว่ายังไง เราขอเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยให้ผู้บริโภคมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้น” หนุ่มเล่าประสบการณ์ที่เขาเจอกับตัวเอง

“เหมือนกับสโลแกนใหม่ของเราว่า We do skin, you do skin ที่เราตั้งใจอยากบอกผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ว่าคุณไม่ต้องกลัวนะ ถ้าเป็นเรื่องผิว เราจะช่วยให้คุณกลับไปใช้ชีวิตที่คุณต้องการให้ได้” ตุ่มทิ้งท้ายความตั้งใจ

เพราะผิวแพ้ง่ายบอบบางมีอยู่จริง สนทนากับ Cetaphil ประเทศไทย ถึง 75 ปีที่ผ่านมาและการเปลี่ยนแปลงนับจากนี้ต่อไป

Writer

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load