10 พฤศจิกายน 2563
5,226

‘La Dolce Vita’ เป็นภาษาอิตาเลียนแปลว่าชีวิตอันหอมหวาน

นี่เป็นสโลแกนแรกๆ ของ Vespa แบรนด์สกูตเตอร์จากประเทศอิตาลีที่ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1946 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง

ตั้งแต่นั้นมา เวสป้ากลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตชาวอิตาเลียน เป็นยานพาหนะคู่ใจหลบหนีการจราจรที่ติดขัด เป็นเพื่อนเดินทางไกลไปยังเมืองที่ไม่คุ้นชื่อ เป็นช่วงเวลาให้คู่รักได้อยู่ด้วยกัน เป็นการหลบหนีของหญิงสาวในสมัยอนุรักษ์นิยม เป็นการออกจากบ้านคนเดียวครั้งแรก เป็นตัวแทนของปู่ เป็นตัวแทนของพ่อ เป็นความพยายาม เป็นความสำเร็จ

เวสป้าเป็นอะไรหลายๆ อย่างให้คนทั่วโลกตลอด 74 ปีที่ผ่านมา

จนเมื่อ ค.ศ. 2010 เวสป้า ประเทศไทย ได้ถือกำเนิดขึ้นอีกครั้งภายใต้บริษัท Vespiario Thailand จากสกูตเตอร์ที่มีคนใช้งานแค่เฉพาะกลุ่ม กลายเป็นแบรนด์ที่มีวางจำหน่ายอยู่ทั่วประเทศ ด้วยยอดขายกว่า 120,000 คัน กับรถ 120 โมเดลใน 65 สีในเวลาเพียง 10 ปี

เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปีของเวสป้า ประเทศไทย เราจึงขอนำ 10 เรื่องราวของแบรนด์ที่เชื่อในอิสรภาพ ความแตกต่าง และการแสดงออกถึงตัวตน ที่หล่อเลี้ยงความหอมหวานในชีวิตมาเล่าให้คุณฟัง

10 เรื่องราว 10 ปีของ Vespa ประเทศไทย สกูตเตอร์ที่สนับสนุนการมีอิสระมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

1. บริษัทของเวสป้าเคยผลิตเครื่องบินรบและรถยนต์มาก่อน

เวสป้า เริ่มต้นครั้งแรกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดย Piaggio บริษัทผลิตเครื่องบินรบ เมื่ออิตาลีอยู่ฝั่งประเทศที่แพ้สงคราม รัฐบาลจึงบีบบังคับให้ธุรกิจประเภทนี้ปิดตัวลงแล้วไปทำธุรกิจอย่างอื่น เนื่องจากสินค้าประเภทนี้ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป Piaggio จึงต้องคิดค้นสินค้าใหม่เพื่อรักษาธุรกิจเอาไว้ เริ่มด้วยการเปลี่ยนไปทำรถยนต์ เพราะมีอะไหล่และชิ้นส่วนเหล็กจากการผลิตเครื่องบินอยู่แล้ว แต่ในตอนนั้นรถยนต์ก็ไม่ตอบโจทย์การเดินทางในอิตาลีที่การจราจรติดขัด และคนต้องการความรวดเร็วในการสัญจร 

2. นักออกแบบคนแรกของเวสป้าไม่ชอบมอเตอร์ไซค์

คอร์ราดิโน ดาสคานิโอ (Corradino D’Ascanio) คือนักออกแบบเวสป้าคนแรกที่ออกแบบเฮลิคอปเตอร์ของอิตาลีผู้ไม่ชอบมอเตอร์ไซค์เลยแม้แต่น้อย เขาจึงคิดคอนเซปต์ Car on Two Wheels พาหนะที่สะดวกสบายเหมือนรถยนต์ คนขี่นั่งขาคู่ เวสป้าจึงไม่ใช่มอเตอร์ไซค์ แต่เป็นสกูตเตอร์ มอเตอร์ไซค์มีเครื่องยนต์แรงกว่า ขับเคลื่อนด้วยโซ่ รูปลักษณ์พัฒนามาจากจักรยาน ขณะที่สกูตเตอร์ขับเคลื่อนด้วยสายพาน 

10 เรื่องราว 10 ปีของ Vespa ประเทศไทย สกูตเตอร์ที่สนับสนุนการมีอิสระมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2
10 เรื่องราว 10 ปีของ Vespa ประเทศไทย สกูตเตอร์ที่สนับสนุนการมีอิสระมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

ในต่างประเทศ ผู้บริโภคสามารถแยกรถ 2 ประเภทได้ชัดเจน แต่ในประเทศไทย เวสป้าถูกรวมไปกับมอเตอร์ไซค์ตามรูปแบบการใช้งาน และเป็นโจทย์ใหญ่ในการทำงานของทีมการสื่อสารของแบรนด์ เพราะจริงๆ แล้วการดูแลรถ 2 ประเภทนี้ก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ถ้าย้อนกลับไปในช่วงแรก สาเหตุที่เวสป้าเป็นเช่นนี้เพราะสกูตเตอร์ใช้สายพาน ซึ่งไม่มีน้ำมันเหมือนมอเตอร์ไซค์ และมีตัวถังเหล็กที่ครอบเครื่องยนต์ จึงไม่เลอะกระโปรงผู้หญิงขณะขับขี่ ทำให้ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มผู้หญิงโดยเฉพาะยุค 60 และ 70 

3. Vespa แปลว่า ตัวต่อ

ในภาษาอิตาเลียน Vespa แปลว่า Wasp หรือตัวต่อ ชื่อนี้ได้มาจาก เอนริโก เพียโจ (Enrico Piaggio) ลูกชายของบริษัท Piaggio ที่เป็นเจ้าของแบรนด์เวสป้า หลังจากเห็นโปรโตไทป์ของสกูตเตอร์รุ่นแรกที่มีด้านหน้าแคบและด้านหลังกว้าง ลักษณะคล้ายตัวต่อไม่มีผิดเพี้ยน

4. เวสป้าเชื่อในความอิสระและการขบถต่อความธรรมดา

เวสป้าเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่เรียกว่า ‘ไม่ตาย’ แม้รูปลักษณ์บางอย่างจะปรับไปตามยุคสมัย แต่จริงๆ หัวใจสำคัญยังคงอยู่ อาทิ ตัวถังเป็นเหล็ก การนั่งเป็นสกูตเตอร์ และมีความคล่องตัวในการใช้งาน เช่นเดียวกับปรัชญาของแบรนด์ก็ไม่เคยเปลี่ยนเช่นกัน เวสป้าจะพูดถึงความอิสระ พูดถึงการขบถต่อบางสิ่งบางอย่างเสมอ เริ่มจากช่วงหลังสงครามที่ตั้งใจออกแบบรถสกูตเตอร์ที่ไม่เหมือนแบรนด์ในท้องตลาด มาถึงยุคที่เป็นพาหนะให้ผู้หญิงเดินทางไปไหนมาไหนได้ด้วยตนเอง หรือสมัยที่อิตาลีมีความอนุรักษ์นิยมมากๆ ก็เป็นเครื่องมือที่ทำให้ชายหญิงได้ใกล้ชิดกันผ่านการซ้อนเวสป้า 

5. สินค้าของเวสป้าไม่ใช่ยานยนต์

เวสป้าไม่ได้ขายแค่ยานยนต์ แต่ขายไลฟ์สไตล์ คอมมูนิตี้ และความแตกต่าง มาตั้งแต่ ค.ศ. 1946 จน ค.ศ. 2020 ก็ยังไม่เคยเปลี่ยน จึงกลายเป็น Cult Brand หรือแบรนด์ที่มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของผู้บริโภค ซึ่งต้องใช้เวลายาวนานในการสร้างและเงินไม่สามารถซื้อได้ ด้วยความที่มีคาแรกเตอร์ชัดเจน เวสป้าจึงเป็นหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่นักการตลาดเล่าเรื่องใหม่ๆ ได้ทุกปี โดยไม่ต้องรอให้มีรถรุ่นใหม่ออกวางจำหน่าย ยกตัวอย่างเช่น เวสป้า ประเทศไทย เคยจัดคาราวานเพื่อฉลองครบรอบ 65 และ 68 ปีของแบรนด์ โดยมีแฟนๆ รถยี่ห้อนี้มารวมพลกว่าหมื่นคน กลายเป็นคอมมูนิตี้ขนาดย่อมรวมคนที่เชื่อและรักในสิ่งเดียวกันไว้ด้วยกัน

ส่วนในอิตาลี เวสป้าถือเป็นแบรนด์และความภูมิใจแห่งชาติที่ต้องสืบทอดและส่งต่อต่อไปเรื่อยๆ

6. แบรนด์ที่เป็นส่วนหนึ่งของ Pop Culture มาตลอด 74 ปี

10 เรื่องราว 10 ปีของ Vespa ประเทศไทย สกูตเตอร์ที่สนับสนุนการมีอิสระมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2
ภาพ : www.imdb.com

เวสป้าอยู่ใน Pop Culture มาโดยตลอด อย่างการปรากฏตัวช่วงเวลาสั้นๆ ในภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่อง Roman Holiday นำแสดงโดย ออดรีย์ เฮปเบิร์น (Audrey Hepburn) และ เกรกอรี เพก (Gregory Peck) ทั้งยังได้อยู่บนโปสเตอร์หนังเรื่องเดียวกันซึ่งทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นถล่มทลาย หรือแม้กระทั่งโฆษณาทางการตลาดก็เป็นที่น่าจดจำและเรียกได้ว่าทันสมัยมาตลอด เช่น ภาพโฆษณาที่มีคนขี่เวสป้าแต่ไม่มีรถให้เห็นเลย หรือสัญลักษณ์แอปเปิ้ลแหว่ง เปรียบเทียบคนขี่เวสป้าเป็นอดัมและอีฟที่กล้าหยิบแอปเปิ้ลขึ้นมาทาน เป็นตัวแทนของความกล้าที่จะลองสิ่งใหม่ๆ จนกราฟิกแอปเปิ้ลนั้นกลายเป็นเครื่องหมายการค้าที่ใครเห็นก็รู้เลยว่าเป็นเวสป้า เป็นต้น 

10 เรื่องราว 10 ปีของ Vespa ประเทศไทย สกูตเตอร์ที่สนับสนุนการมีอิสระมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

ส่วนในไทยมี House of La Dolce Vita in Scooter ที่จัดแสดงเมื่อปีก่อน เพื่อเล่าเรื่องราวของเวสป้าผ่านนิทรรศการศิลปะ จนถึงการร่วมงานกับผู้กำกับ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ทำหนังสั้น และแรปเปอร์ Maiyarap ทำเพลงแรป ซึ่งทั้งแคมเปญและโฆษณาเหล่านี้แสดงถึงความเป็น Cult Brand ที่มีอิทธิพลสูงจนสามารถโปรโมตแบรนด์โดยไม่ต้องโชว์สินค้าหรือโลโก้

7. เวสป้าเหมาะสำหรับทุกคน

10 เรื่องราว 10 ปีของ Vespa ประเทศไทย สกูตเตอร์ที่สนับสนุนการมีอิสระมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

แบรนด์ในระดับ Global มองว่าเวสป้าเป็นทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ร้านเสริมสวยบางร้านในต่างประเทศนำเวสป้าสีชมพูมาเป็นสัญลักษณ์ของร้าน หรือในคลับเท่ๆ ก็มีการใช้รถเวสป้าสีเข้มๆ มาเป็นสัญลักษณ์ ส่วนในไทยมองเวสป้าเป็นผู้ชายมากกว่า ด้วยความเท่ สมรรถภาพที่แข็งแรงของรถ และวัฒนธรรมการใช้ของกลุ่มลูกค้าในประเทศ แต่ไม่ได้หมายความว่าเวสป้าจะไม่มีความเป็นผู้หญิงเลย ตลอด 10 ปีของเวสป้า ประเทศไทย พบว่ามีลูกค้าผู้หญิงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะรุ่นไฟกลม หรือรุ่นที่มีสีอ่อนๆ หวานๆ สีพาสเทล

8. ยอดขายปีแรกในไทยคือ 1,600 คัน แต่ปัจจุบันมียอดขายเป็น 1 ใน 5 อันดับแรกของโลก

เวสป้าเข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อ 10 ปีก่อน สมัยนั้นแบรนด์รถประเภทเดียวกันมีไม่กี่เจ้า สร้างความฮือฮาให้กลุ่มคนที่ชื่นชอบแบรนด์อยู่แล้วอย่างกลุ่มเด็กเรียนศิลปะ กับกลุ่มคนที่ไม่คุ้นเคยกับแบรนด์เท่าไหร่ แต่ตกใจในราคาที่แพงกว่ายี่ห้ออื่นๆ ยอดขายปีแรกขายคือ 1,600 คัน คิดเป็น 0.1 เปอร์เซ็นต์โดยประมาณเมื่อเทียบกับตลาดจักรยานยนต์ในประเทศ จนปัจจุบัน ดีลเลอร์ของเวสป้าในไทยมีอยู่ 83 เจ้า ครอบคลุม 66 จังหวัดทั่วประเทศ ส่วนยอดจดทะเบียนตั้งแต่มกราคมถึงตุลาคมปีนี้คือประมาณ 23,000 คัน

อิตาลีคือประเทศที่ขายเวสป้าได้มากที่สุด ส่วนประเทศไทยติด 5 อันดับแรก

9. หนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่ไม่นำรถไปขายที่มอเตอร์โชว์ช่วง COVID-19

เวสป้า ประเทศไทย มีนโยบายปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์การแพร่กระจายของโรค COVID-19 อย่างการเปิดจองรถผ่านระบบออนไลน์หรือการประมูลเลขสวยผ่านอินเทอร์เน็ต เช่น รถรุ่น Primavera Sean Wotherspoon ที่ทำร่วมกับ ฌอน วอทเธอร์สปูน (Sean Wotherspoon) ดีไซเนอร์ที่อยู่ในวงการสตรีทแฟชั่นมายาวนาน และเคยร่วมงานกับหลายแบรนด์ดังอย่าง Nike, Adidas และ Louis Vuitton เปิดจองออนไลน์ในประเทศไทยเมื่อเดือนสิงหาคมก่อน 50 คัน 3 คันแรกหมดใน 1 นาที และจองเต็มทั้งหมดภายในเวลาเพียง 29 นาที

เช่นเดียวกับงานมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกที่แบรนด์ไม่ได้นำรถไปขายอย่างปกติ สิ่งที่ทำคือนำรถเวสป้าคันใหญ่มหึมาไปตั้งไว้ที่บูทเพื่อให้คนไปถ่ายรูป พร้อมมี QR Code สำหรับผู้ที่อยากได้รายละเอียดเพิ่มเติม จนกลายเป็น Talk of the Town ไปโดยอัตโนมัติ 

10. เวสป้าเป็นทั้งเพื่อน ภรรยา รางวัล ความฝัน และของขวัญ

10 เรื่องราว 10 ปีของ Vespa ประเทศไทย สกูตเตอร์ที่สนับสนุนการมีอิสระมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เวสป้า ประเทศไทย มีเรื่องราวความประทับใจของลูกค้ามากมาย เคยมีลูกค้าที่สร้างฐานะจากการขี่เวสป้าขนผ้าจนมีเงินเก็บสร้างกิจการใหญ่โตกลับมาซื้อรถคันใหม่ มีครอบครัวที่ซื้อทั้งรุ่นปู่ รุ่นพ่อ รุ่นลูก และรุ่นหลาน เวสป้าเป็นรถที่คนขี่มักตั้งชื่อให้ เช่น น้องมะลิ น้องส้มจุก และมีลูกค้าผู้ชายหลายคนเล่าว่า เวสป้าเป็นรถที่แฟนอนุญาตให้ซื้อเพราะหน้าตาน่ารัก หรือช่วงแรกๆ มีคุณลุงเห็นข่าวมอเตอร์โชว์ในหน้าหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ เลยขับรถมาจากอยุธยาพร้อมเงินสด 1 แสนบาทที่ได้จากการทำนาเพื่อซื้อเวสป้า ซึ่งเป็นรถในฝันของเขา 

รวมไปถึงเรื่องราวของเจ้าไวกับ เยเมนส์-ศิววุฒิ เสวตานนท์ Production Manager ของ 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว ภาพยนตร์สารคดีเล่าเรื่องโครงการก้าวคนละก้าวของตูน Bodyslam ที่เวสป้าเคยเป็นสปอนเซอร์ให้นำรถไปใช้ในกองถ่าย เขาขี่เวสป้าคันนี้ตั้งแต่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา จนถึงอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย หลังปิดกล้อง เขาขอซื้อรถต่อจากเวสป้าเพราะความผูกพันตลอด 55 วันที่ถ่ายทำ

10 เรื่องราว 10 ปีของ Vespa ประเทศไทย สกูตเตอร์ที่สนับสนุนการมีอิสระมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2
VESPA THAILAND 10th-anniversary THE JOURNEY OF US

ความพิเศษของการครบรอบ 10 ปีของเวสป้าประเทศไทยมีให้ทั้งสำหรับลูกค้าใหม่และลูกค้าเดิม นับเป็นแคมเปญที่ยาวที่สุดที่บริษัทเคยทำมาตั้งแต่ก่อตั้งขึ้น โดยมีรถรุ่นพิเศษ 4 รุ่นวางจำหน่ายเนื่องในโอกาสนี้ 2 รุ่นแรกคือ Vespa LX 10th ANNI กับ 3 สี Red Corallo, Blue Capri และ Yellow Lime ที่วางจำหน่ายเป็นรุ่นแรกเมื่อ 10 ปีก่อน กับอีกรุ่นพิเศษ SPRINT 150 i-Get ABS 10TH Anniversary Thailand Limited Edition จำนวน 1,010 คัน กับสีเงินคลาสสิกที่ได้แรงบันดาลใจมากจากเวสป้าในโปสเตอร์ที่ 1 เวสป้า พร้อมดีไซน์รายละเอียดต่างๆ ที่ออกแบบเพื่อโอกาสนี้เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมถ่ายรูปกับเวสป้าคู่ใจพร้อมติดแฮชแท็ก #VespaTH10Anni บนอินสตาแกรมแล้วรูปถ่ายของคุณจะขึ้นไปอยู่บนเว็บไซต์ Vespa Thailand ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่

ภาพ : เวสป้า ประเทศไทย 

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

30 พฤศจิกายน 2564

โทรศัพท์มือถือ เครื่องซักผ้า ตู้เย็น เตาอบ เครื่องปรับอากาศ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้ารอบตัวที่เราเห็นกันเป็นประจำทุกวัน และเมื่อพูดถึงสินค้าเหล่านี้ เชื่อว่าหนึ่งในแบรนด์ที่ทุกคนน่าจะนึกขึ้นมาในหัวเป็นอันดับแรกก็คงหนีไม่พ้น Samsung

Samsung หรือ ซัมซุง เป็นชื่อภาษาเกาหลี 

삼 (sam) แปลว่า สาม และยังหมายถึง ใหญ่ แข็งแรง นับเป็นเลขที่คนเกาหลีชื่นชอบ 

성 (sung) แปลว่า ดวงดาว และยังหมายถึง แสงสว่าง อยู่สูง และระยิบระยับแวววาว

เมื่อสองคำนี้ถูกนำมาประกอบกัน จึงออกมาเป็นคำว่า Samsung แฝงความหมายถึงความหวังในการประสบความสำเร็จ ตามวิสัยทัศน์ของคุณ อี บยอง ชอล (Lee Byung-chull) ที่อยากให้บริษัทของเขากลายมาเป็นบริษัทที่ทรงพลังและยั่งยืนเฉกเช่นดวงดาวในค่ำคืน

เป็นเวลากว่า 80 ปีที่ Samsung ยังคงยึดมั่นในวิสัยทัศน์นั้น พร้อมสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ต่างๆ และนวัตกรรมที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเราออกมามากมาย เพื่อเป็นบริษัทที่ดีทั้งสำหรับผู้คนและโลกใบนี้

นิยามความสำเร็จของแบรนด์คือการที่ได้ดูแลคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า พนักงาน พาร์ตเนอร์ หรือสังคมอย่างดีที่สุด นั่นคือสิ่งที่ทำให้ Samsung โดดเด่นและก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์ระดับแนวหน้าของโลกได้ จนในวันนี้ แม้กระทั่งนิตยสาร Forbes ก็ยังยกให้เป็น ‘นายจ้าง’ ที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2021

เล่ามาถึงตรงนี้ The Cloud มีนัดกับ คุณจักรกฤษณ์ ศรีเงินยวง รองประธานบริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด (โรงงานศรีราชา) เพื่อค้นหาเบื้องหลังการเติบโตของยักษ์ใหญ่ในวงการเทคโนโลยีที่อยู่คู่คนไทย และกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ชีวิตประจำวันของเราสะดวกสบายขึ้นมาอย่างยาวนาน

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

1. ณ วันแรกที่ไม่ได้เริ่มต้นจากสินค้าเทคโนโลยี

เมื่อพูดถึง Samsung หลายคนคงนึกถึงสินค้าเทคโนโลยีหลากหลายชนิด ทว่าในวันที่บริษัทก่อตั้ง แบรนด์นี้ไม่ได้เริ่มต้นจากเทคโนโลยี 

บริษัทก่อตั้งขึ้นในวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 1938 โดยประธาน อี บยอง ชอล ณ เมืองแทกู ประเทศเกาหลีใต้ ด้วยเงินเพียง 30,000 วอน เริ่มจากการเป็นร้านขายของชำที่เน้นการส่งออกสินค้า เช่น ปลาแห้งเกาหลี ผัก และผลไม้ แต่เส้นทางก็ไม่ได้ราบรื่นเสียทีเดียว เขาล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายปีก่อนย้ายมาตั้งบริษัทอีกครั้งในเมืองซูวอนเมื่อ ค.ศ. 1951 โดยดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งทอ จนได้มาเป็นโรงงานสิ่งทอที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้

เมื่อถึง ค.ศ. 1969 ซึ่งเป็นปีที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมของโลกรุดหน้าอย่างก้าวกระโดด Samsung จึงก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เต็มตัว 

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด
เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

2. เป้าหมายของ Samsung คือทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้

Samsung ก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยผู้คนให้บรรลุในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ หรือเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Do What You Can’t ซึ่งแม้จะผ่านไปนานกว่าครึ่งศตวรรษ ก็ยังคงทุ่มเทคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อท้าทายขีดจำกัดของตัวเอง

ไม่ว่าจะเป็นการคิดค้นเทคโนโลยี Code Division Multiple Access (CDMA) ที่ใช้ในโทรศัพท์มือถือมาจนถึงทุกวันนี้ การคิดค้นโทรทัศน์ดิจิทัล นาฬิกาอัจฉริยะ ไปจนถึงโทรศัพท์ MP3 ในช่วง ค.ศ. 1996 – 1999 เป็นบริษัทแรกของโลก ซึ่งทำให้หลายสิ่งที่เคยเป็นไปไม่ได้ กลายมาเป็นสิ่งที่เราใช้กันอย่างคุ้นชินในชีวิตประจำวัน ดังปณิธานของบริษัทเสมอมา 

หัวใจในการสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีของแบรนด์ คือ การสร้างอนาคตโดยมีผู้คนเป็นแรงบันดาลใจ (Inspired by Humans, Creating the Future) ด้วยเหตุนี้ ผลิตภัณฑ์จึงไม่ใช่แค่สินค้า แต่เป็นช่องทางที่บริษัทใช้สื่อสารเรื่องราว ปรัชญา วัฒนธรรม และเทคโนโลยี โดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อสร้างคุณค่าและความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับชีวิตของผู้คน

อย่างเช่นในโทรศัพท์ Samsung Galaxy S10 ออกแบบโดยคำนึงตั้งแต่ขอบของโทรศัพท์ให้มีความโค้งมน ผู้ใช้จะได้ถือง่ายและสบายที่สุด ไปจนถึงศึกษาการเคลื่อนไหวของนิ้วมือ เพื่อให้มั่นใจว่าฟังก์ชันต่างๆ ของโทรศัพท์จะถูกใช้งานอย่างสะดวกที่สุด

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

3. คนและเทคโนโลยีคือหัวใจของการทำธุรกิจ

คนและเทคโนโลยี คือ 2 สิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นปรัชญาในการทำธุรกิจของ Samsung แบรนด์ให้ความสำคัญกับ 2 สิ่งนี้เป็นหลัก เพื่อที่จะทุ่มเทความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยี สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่เหนือกว่า อีกทั้งสร้างสังคมที่จะทำให้โลกดีขึ้นได้ในที่สุด 

เพื่อจะไปให้ถึงเป้าหมายนั้น สิ่งที่ Samsung ยึดถือในการดำเนินธุรกิจมีอยู่ 5 อย่างคือ คน ความเป็นเลิศ การเปลี่ยนแปลง ความซื่อสัตย์ และการเติบโตร่วมกัน 

เพราะบริษัทสร้างขึ้นจากคน ดังนั้นจึงทุ่มเทการพัฒนาคน และใช้แพสชันในการสร้างความเป็นเลิศ เพื่อตอบรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นปกติในโลกอุตสาหกรรม และปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของตลาด ในขณะที่ยังคงดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรม มีความเคารพและโปร่งใส ตลอดจนรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

4. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนในทุกระดับ ตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงพนักงานโรงงาน

การพัฒนาคนคือหัวใจสำหรับ Samsung และเป็นสิ่งที่ทำให้บริษัทเติบโตขึ้นได้ตลอดเวลา

“เราไม่เคยหยุดพัฒนาเรื่องคน เช่น เรื่องการฝึกอบรม เรามองว่าการพัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพของคนคือการแลกเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการฝึกอบรมในประเทศหรือต่างประเทศ การส่งคนไปทำงานในบริษัทแม่ที่เกาหลี หรือการที่บริษัทแม่ส่งคนมาทำงานกับเรานั้น มีการแลกเปลี่ยนอยู่เสมอ เพื่อที่จะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน แล้วก็ถ่ายทอดการทำงานในสิ่งที่เราไม่รู้ รวมถึงวัฒนธรรมในการทำงาน วัฒนธรรมองค์กร วัฒนธรรมของประเทศด้วย”

อย่างบริษัทไทยซัมซุง ได้ตั้งงบประมาณกว่า 10 ล้านบาทในแต่ละปีเพื่อพัฒนาบุคลากร โดยสนับสนุนคอร์สเรียน ตั้งแต่คอร์สเฉพาะทางไปจนถึงคอร์สสำหรับการบริหาร ด้วยเหตุนี้ พนักงานจึงมีทักษะและความคล่องตัวสูง สามารถออกแบบและประยุกต์นวัตกรรมได้อย่างรวดเร็ว จึงรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงและวิกฤตต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

และโรงงานผลิตในประเทศไทย ยังมีระบบออโตเมชันที่ออกแบบโดยพนักงานไทย (ตั้งแต่ระดับ ปวส. ถึงระดับวิศวกร) ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ และมีระบบมอนิเตอร์การทำงานของเครื่องจักรและหุ่นยนต์ที่ออกแบบโดยคนไทย

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

5. โรงงานของ Samsung ไม่เคยเหมือนเดิม

ระหว่างบทสนทนา มีสิ่งหนึ่งน่าสนใจที่ผู้บริหารท่านนี้บอกเรา 

“เอาง่ายๆ ถ้าไม่ได้มาโรงงานสักเดือนหนึ่ง ท่านจะเห็นความแตกต่าง” แม้แต่ในโรงงาน Samsung ก็ยังยึดมั่นความตั้งใจที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีให้ดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอ “เราจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตลอด เพราะเราไม่ได้ถือว่าสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบันดีที่สุด ถ้าน้องๆ ในพื้นที่ทำงานจริง เขาคิดว่าเขาทำอะไรให้เกิดความสะดวกสบาย หรือทำงานได้ดีกว่าเดิม มีประสิทธิภาพดีกว่า มีคุณภาพดีกว่า เขาก็จะเอาไอเดียตรงนี้มาเพื่อปรึกษากับทีมงาน แล้วทุกๆ ส่วนจะเข้าไปร่วมกันแก้ไขปัญหา เพื่อสร้างสรรค์กระบวนการใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ ขึ้นมา ทำให้เกิดการพัฒนาต่อเนื่องอยู่จนถึงปัจจุบัน”

บริษัทมีการจัดการแข่งขันนวัตกรรมระหว่าง 5 โรงงานที่ผลิตสินค้าแต่ละชนิด ได้แก่ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เตาอบ และเครื่องปรับอากาศ ในทุกๆ สัปดาห์ โดยในสายการผลิตของแต่ละโรงงานมีทั้งส่วนที่เหมือนและแตกต่าง ส่วนที่แตกต่างกันก็นำมาเปรียบเทียบกระบวนการกันได้ 

“เพราะฉะนั้น ในกิจกรรมนวัตกรรมประจำสัปดาห์ที่เราทำ เราจะได้เรียนรู้และแบ่งปันข้อมูล มีการพัฒนาต่อยอดไปเรื่อยๆ เหมือนที่ทุกวันนี้เขาพูดว่าขิงกันไปเรื่อยๆ ผมเลยการันตีได้ว่า หนึ่งเดือนที่ไม่ได้เข้ามาดูโรงงาน จะมีการเปลี่ยนแปลงแน่นอน” 

ในกรณีที่สร้างสรรค์นวัตกรรมที่ดีขึ้นมาได้ ก็จะแบ่งปันข้อมูลกับโรงงานในเครืออื่นๆ ในอีก 28 ประเทศทั่วโลก เพื่อที่บริษัทจะได้ไอเดียจากหลากหลายประเทศมาปรับปรุงกระบวนการ ในขณะที่โรงงานอื่นๆ ก็ได้ไอเดียจากบริษัทไทยซัมซุงเช่นเดียวกัน 

การเติบโตและดูแลคนรอบข้างของ Samsung แบรนด์ระดับโลกที่มีเป้าหมายอยากมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับทุกคน

6. ใครๆ ก็สร้างนวัตกรรมได้

ไม่ว่าจะเป็นพนักงานโรงงานหรือผู้บริหาร ทุกคนสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมขึ้นมาได้ทั้งสิ้น ซึ่ง Samsung เริ่มต้นปลูกฝังค่านิยมนี้ให้แก่พนักงานโดยการจัดกิจกรรมขึ้นมา 

“เมื่อก่อนเรามีกิจกรรมเสนอแนะ เพื่อรับข้อเสนอแนะจากพนักงานทุกระดับ โดยโปรโมตว่า หนึ่งข้อเสนอแนะฉันให้ยี่สิบบาท เช่น ถ้าคุณรู้สึกว่าคุณทำงานไม่ปลอดภัย คุณไปเขียนมา แล้วเสนอมาว่าถ้าจะทำงานให้ปลอดภัยมากขึ้น ต้องทำยังไง ปรับปรุงอะไร แล้วทีมต่างๆ ก็จะเข้าไปดูแลในส่วนที่เขารับผิดชอบ ก็เลยเกิดการสร้างนวัตกรรม มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ซึ่งทำให้เกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กร” 

สิ่งเหล่านี้ช่วยปลูกฝังให้พนักงานทุกส่วนกล้าเสนอ เพื่อปรับปรุงทุกสิ่งให้ดีขึ้น และสร้างนวัตกรรมใหม่อย่างไม่หยุดยั้ง 

จนในทุกวันนี้กิจกรรมนั้นไม่จำเป็นอีกต่อไป เพราะการสร้างนวัตกรรมได้ซึมซาบเข้าไปสู่สายเลือดของพนักงานเป็นที่เรียบร้อย 

การเติบโตและดูแลคนรอบข้างของ Samsung แบรนด์ระดับโลกที่มีเป้าหมายอยากมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับทุกคน

7. Samsung มีโอลิมปิกเป็นของตัวเอง

หากคุณกางรายการเทรนนิ่งของไทยซัมซุงทุกรายการออกมาบนกระดาษ คุณจะพบกับรายการมากกว่า 200 รายการ ยาวรวมกันกว่า 4 เมตร โดยมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะให้กับบุคลากร และเมื่อพัฒนาทักษะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว Samsung ก็มีการจัดงานโอลิมปิกวิชาการของบริษัทเองในทุกๆ ไตรมาส โดยแบ่งเป็น 2 สายคือ หนึ่ง สำหรับพนักงานระดับปฏิบัติงานในสายการผลิต มีการแข่งขันทักษะ เช่น การยิงสกรู และสอง สำหรับพนักงานซัพพอร์ต เช่นการแข่งขันลงโปรแกรม ซ่อมเครื่องจักร

“เรามีการแข่งขันในทุกๆ เดือน เพื่อหาคนเก่งในเดือนนั้น แล้วมาทำเป็นไตรมาสว่าใครเจ๋งที่สุด หลังจากนั้นเราก็ส่งไปแข่งโอลิมปิกเรื่องทักษะในต่างประเทศ เราเป็นเจ้าภาพบ้าง จีนเป็นเจ้าภาพบ้าง แล้วแต่ว่าปีไหนใครจะเป็นเจ้าภาพ แวะเวียนส่งน้องๆ ที่มีทักษะเพื่อไปเพิ่มความภาคภูมิใจของเขา และบุคคลเหล่านี้ก็จะกลายเป็นไอดอลในโรงงาน”

8. สำหรับ Samsung การดูแลพาร์ตเนอร์ก็คือส่วนหนึ่งของความสำเร็จ

สำหรับ Samsung พาร์ตเนอร์หรือคู่ค้านั้น เรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งซึ่งขาดไม่ได้ ที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จ เพราะถ้าหากขาดคู่ค้าไป บริษัทก็จะไม่สามารถผลิตสินค้าเพราะขาดวัตถุดิบ แต่สิ่งที่มากไปกว่านั้นคือ คู่ค้าไม่ใช่แค่คู่ค้า แต่เป็นส่วนหนึ่งของบริษัท 

พวกเขาดูแลพาร์ตเนอร์และพนักงานของพาร์ตเนอร์ด้วยมาตรฐานเดียวกันกับพนักงานของตัวเอง เริ่มตั้งแต่การแนะนำแนวปฏิบัติ จัดการอบรม สนับสนุนทรัพยากร ไปจนถึงวางระบบปฏิบัติให้ 

“เรื่องของจริยธรรมในการทำงานร่วมกับคู่ค้า เราต้องไปด้วยกัน ถ้าเรามีเทคโนโลยีสูงกว่าเยอะๆ แน่นอนว่าเขาตามเราไม่ทัน เพราะฉะนั้น สิ่งที่ต้องทำคือ ต้องไปพยายามทำยังไงก็ได้ให้เขาอยู่ในระดับเดียวกับเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคน เทคโนโลยี การผลิต ความปลอดภัย หรือสิ่งแวดล้อม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ที่พูดไปไม่ได้แค่ว่าเราพูดเฉยๆ แต่เรามีขบวนการ วิธีการ กลุ่มคน แล้วก็ระบบในการจัดการเรื่องนี้ทั้งหมด”

9. ดูแลคนแบบครอบครัว แต่ทำงานแบบมืออาชีพ

ความปลอดภัยในการทำงาน คือจุดเริ่มต้นของการดูแลพนักงานแบบครอบครัว Samsung ในขณะที่ยังคงวิธีการทำงานแบบมืออาชีพเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 

การดูแลแบบครอบครัวนี้เริ่มตั้งแต่ปัจจัย 4 ของมนุษย์ เพื่อให้พนักงานโรงงานทุกคนได้กินอาหารที่ดีมีประโยชน์ บริษัทสนับสนุนข้าวเช้าในราคาเพียง 10 บาท และให้ข้าวกลางวันฟรี โดยมีทั้งเครื่องปรับอากาศและโทรทัศน์ในโรงอาหาร เพื่อสร้างความผ่อนคลายให้แก่พนักงาน มีการเอาใจใส่สภาพแวดล้อมในการทำงาน โดยการวัดค่าแสง การสั่นสะเทือน ฝุ่น เสียง ความร้อน และกลิ่น เพื่อป้องกันไม่ให้พนักงานเสียสุขภาพอยู่ตลอด รวมถึงพนักงานที่ตั้งครรภ์ ก็มีการเตรียมพื้นที่ให้นั่งทำงานได้ตลอดอายุครรภ์ โดยโต๊ะทำงานถูกออกแบบมาพิเศษเป็นดีไซน์โค้งหลบท้อง เพื่อสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงานและลูกน้อย

“ถ้าอยู่เป็นครอบครัว เราก็ต้องการให้เขามีความปลอดภัยทั้งสุขภาพร่างกายจิตใจ เข้ามาในรั้วบริษัท ในโรงงาน คุณมีความปลอดภัยสูงเฉกเช่นเดียวกับอยู่ในบ้านของคุณเอง และเราไม่แบ่งชั้นในเรื่องของความสนิท อย่างผมก็จะเรียกตัวเองว่าพี่อย่างนี้ตลอด และพนักงานก็จะไม่บอกว่า ไปพบรองประธานฯ เขาก็จะบอกว่าไปพบพี่กฤษณ์หน่อย แต่ว่าในเรื่องประสิทธิภาพทำงาน ไม่ใช่หยวนๆ กันไป ลักษณะครอบครัวที่เราว่าคือการดูแลสารทุกข์สุขดิบ เพื่อให้เขาทำงานออกมาได้ดีอย่างมืออาชีพ”

การเติบโตและดูแลคนรอบข้างของ Samsung แบรนด์ระดับโลกที่มีเป้าหมายอยากมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับทุกคน

10. คนของชุมชน คือคนของ Samsung 

บริษัทเชื่อว่าชุมชนและอุตสาหกรรมต้องดูแลซึ่งกันและกัน เพราะเมื่อคนในชุมชนเข้ามาทำงานกับบริษัทแล้ว การดูแลคนของบริษัทก็เหมือนดูแลคนในชุมชน 

“เราจะต้องทำให้สภาพแวดล้อมหรือสิ่งแวดล้อมในชุมชนดีขึ้นด้วย ถ้าสังคมข้างๆ ไม่แข็งแรง แล้วเราไม่ดูแลเขา ก็จะมีผลกระทบกับเรา เพราะ ณ ปัจจุบัน คนในชุมชนเขามาพึ่งพิงอยู่กับเรา เราก็พึ่งพิงเขาเหมือนกัน ถ้าเราไม่บอกชุมชนข้างๆ ให้ดี ไม่ให้ข้อมูลกับเขาว่าเราทำอะไรอยู่ เรามีสภาพแวดล้อมในโรงงานเป็นยังไง มีการจัดการระบบการทำงานยังไงที่จะไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อม และไม่กระทบกับสุขภาพของคนในชุมชน เราก็ไม่สามารถอยู่ได้ อันนี้เป็นเป็นแกนหลักเลย ว่าทำไมเราต้องช่วยดูแล หรือแม้กระทั่งพัฒนาชุมชน”

บริษัทมีการจัด Open House ปีละครั้งสำหรับคนในชุมชนใกล้เคียง ให้เข้ามาเห็นกระบวนการทำงานในโรงงานและการจัดการของเสีย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้แก่คนในชุมชน รวมทั้งยังมีการนำพนักงานของโรงงานไปให้ความรู้แก่ผู้คนในชุมชนอีกด้วย 

นอกจากนี้ ในวันครบรอบของบริษัทที่ผ่านมา บริษัทได้ส่งของและจดหมายขอบคุณ พร้อมลายเซ็นจากประธานบริษัทฯ ไปยังครอบครัวของพนักงานทุกคน เพื่อขอบคุณที่พวกเขามอบคนในครอบครัวให้มาเป็นส่วนหนึ่งของ Samsung อีกด้วย

11. การดูแลสิ่งแวดล้อมสำหรับ Samsung ต้องเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำและต้องดีขึ้นเสมอ

“สิ่งที่ทำให้สิ่งแวดล้อมเสีย ไม่ได้อยู่ในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง มันอยู่ในทุกๆ อย่างเลย ตั้งแต่ต้นน้ำ พูดง่ายๆ คือตั้งแต่วัตถุดิบ”

นี่คือสาเหตุที่ทำให้ไทยซัมซุงให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การดีไซน์และการเลือกใช้วัตถุดิบ 

“เรามองเห็นว่า สินค้าไม่ว่าจะเป็นทีวี โทรศัพท์มือถือ ตู้เย็น หรือสิ่งของในชีวิตประจำวันของผู้คน ส่งผลต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในอนาคตได้ หลังจากที่ผลิตภัณฑ์ของเราหมดอายุไปแล้ว เราคำนึงเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนนั้น ผลิตภัณฑ์ของเราจึงต้องไม่มีสารต้องห้ามที่เป็นอันตรายกับผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นสารปรอท สารตะกั่ว สารแมงกานีส หรือสารที่ก่อมะเร็ง เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ ค.ศ. 2004”

การเติบโตและดูแลคนรอบข้างของ Samsung แบรนด์ระดับโลกที่มีเป้าหมายอยากมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับทุกคน

แม้แต่ในขั้นตอนการผลิต ก็มีการลด ละ เลิก ในส่วนการใช้สารเคมีที่เป็นอันตราย รวมไปถึงการใช้พลังงาน หรือแม้แต่เสียง แสง ฝุ่น และความร้อนในโรงงาน

อย่างไรก็ตาม การผลิตย่อมต้องมีของเสียเกิดขึ้น และ Samsung ก็ตระหนักถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี แม้ว่าจะอยู่ในเขตอุตสาหกรรมของเครือสหพัฒน์ ซึ่งมีโรงบำบัดน้ำเสียของส่วนกลางอยู่แล้ว แต่เพราะให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม บริษัทจึงตัดสินใจสร้างโรงบำบัดน้ำเสียของตนเองเพิ่มขึ้นอีกโรงหนึ่ง เพื่อบำบัดของเสียก่อนจะส่งไปบำบัดอีกรอบ จึงมั่นใจได้ว่าจะมีของเสียออกจากโรงงานน้อยที่สุด 

คำว่าหยุดพัฒนาไม่เคยมีอยู่ในพจนานุกรมของ Samsung บริษัทตั้งเป้าว่าภายใน ค.ศ. 2025 บรรจุภัณฑ์สมาร์ทโฟนจะไม่มีการใช้พลาสติกเลย และจะลดการจัดการกากของเสียด้วยวิธีฝังกลบให้เป็นศูนย์อีกด้วย

“ถ้าเราหยุด เราก็ไม่ใช่บริษัทแนวหน้าในการสร้างเทคโนโลยีใหม่ เราต้องก้าวต่อไป ทำยังไงที่จะพัฒนาตัวเองไปในทางที่เอาลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลาง เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าให้มากที่สุด เราเปรียบตัวเองเหมือนร้านสะดวกซื้อ อยากได้อะไรก็แวะมา ถ้าเป็นเรา คุณอยากได้เทคโนโลยีอะไร พอท่านพูด เราก็คิด เราก็ทำ”

ภาพ :  Samsung Thailand

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load