28 พฤศจิกายน 2562
47 K

“เราว่ามันน่าตื่นเต้นที่คนไม่ต้องไป Art Space เพื่อดูงานศิลปะ แต่มาโกดังแทน”

เรามาที่ Warehouse 26 เป็นครั้งแรกเพื่อสัมภาษณ์ ญารินดา บุนนาค สถาปนิกไดเรกเตอร์ของ Imaginary Objects และผู้ร่วมดีไซน์สเปซ House of La Dolce Vita in Scooter 2019 พิพิธภัณฑ์ขนาดกะทัดรัดที่เล่าเรื่องราว ประวัติความเป็นมา รวมถึงความสุขและความสนุกของไอคอนนิกสกูตเตอร์เวสป้า แบรนด์สัญชาติอิตาลีที่กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของความอิสระตั้งแต่จำความได้

ญารินดา บุนนาค ทำโกดังเก่าเป็นมิวเซียมเซลฟี่สีดีขนาดกะทัดรัดที่เล่าประวัติสกูตเตอร์

โกดังเก่าที่ครั้งแรกเคยเป็นโรงงานประกอบรถยนต์ในซอยสุขุมวิท 26 ได้เปลี่ยนเป็นพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะสีลูกกวาด ในรูปแบบที่เราแทบจะไม่เคยเห็นในเมืองไทยมาก่อน เป็นพิพิธภัณฑ์ในฝันของคนที่ชอบการถ่ายรูป เพราะไม่ว่าจะไปยืนตรงไหน ก็ถ่ายรูปแล้วสวยไปหมด 

ห้องแรกในพิพิธภัณฑ์ขนาดกะทัดรัดแห่งนี้ เริ่มจากการเล่าว่าครั้งแรกที่เวสป้าออกสู่สายตาประชาชน โครงสร้างของรถเหมือนกับตัวต่อ แต่โปรโตไทป์แรกก่อนหน้านั้นท่ีช่ือ MP5 คล้ายคลึงกับโดนัลด์ ด๊ัก หลังจากนั้นเวสป้าก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมคนรุ่นใหม่ในทุกยุคทุกสมัย โดยพิพิธภัณฑ์เล่าผ่านวิธีการสื่อสารหลายรูปแบบ มีทั้งชิ้นงานแบบ Interactive การสื่อสารผ่านสัญลักษณ์ต่างๆ ไปจนถึงไฮไลต์ห้องกระจกที่เข้าไปได้ครั้งละไม่เกิน 5 คนเท่านั้น

เรานั่งคุยกับญารินดาตรงคาเฟ่สีเขียวมิ้นล้วนด้านหน้าถึงแรงบันดาลใจและเบื้องหลังของ House of La Dolce Vita in Scooter 2019 คอนเซปต์ที่พูดถึงชีวิตที่หอมหวาน ความสุข และเรื่องราวของเวสป้า ไปจนถึงการทำรีเสิร์ชเพื่อออกแบบพิพิธภัณฑ์ที่จะถ่ายรูปออกมาได้สวยอย่างภาพที่เห็น ซึ่งน่ารักดีเหมือนกันเพราะญารินดาบอกกับเราตั้งแต่แรกเลยว่า

“เราเซลฟี่ไม่ค่อยเป็น ไม่รู้ว่ามุมสวยของตัวเองคืออะไร (หัวเราะ)”

สถาปนิก/ภัณฑรักษ์

“มันเริ่มจากที่เวสป้าอยากทำ Exhibition ด้วยกลุ่มลูกค้าสมัยนี้ที่ใช้เวสป้า การที่เราจะทำการตลาด โดยใช้โฆษณาทั่วไปมันน่าเบื่อแล้ว เสพไปชั่วครั้งชั่วคราว โดยที่ไม่ได้ความรู้ ไม่ได้ความบันเทิงอะไร เลยคุยกันว่าเป็นไปได้ไหมถ้าจะทำ Pop-up Museum ขึ้นมา แล้วอีกอย่างหนึ่ง มันมีกระแสของการถ่ายรูป ถ่ายเซลฟี่ ที่เกิดขึ้นในช่วงห้าถึงสิบปีที่ผ่านมา” 

ญารินดา บุนนาค ทำโกดังเก่าเป็นมิวเซียมเซลฟี่สีดีขนาดกะทัดรัดที่เล่าประวัติสกูตเตอร์

ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่ามีพิพิธภัณฑ์เซลฟี่เกิดขึ้นในหลายเมืองทั่วโลก แต่ประเทศไทยยังไม่เคยมี 

“สเปซที่คนถ่ายรูปสวยก็คือเรื่องนึง แต่สิ่งที่เราสนใจมากกว่า คือสเปซที่คนสามารถเดินเข้ามาแล้วมีอารมณ์ร่วม สนุก การออกแบบที่ให้คนอยู่ กับออกแบบที่ให้คนถ่ายรูป มันไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราจะทำสองอย่างนี้พร้อมกันให้น่าสนใจได้ยังไง”

ญารินดาตื่นเต้นกับโปรเจกต์นี้เป็นพิเศษ เพราะเป็นสิ่งใหม่ที่ยังไม่เคยทำมาก่อน จะมีใกล้เคียงก็เป็นโปรเจกต์ทำพื้นที่พิพิธภัณฑ์ทั่วไป

ญารินดา บุนนาค ทำโกดังเก่าเป็นมิวเซียมเซลฟี่สีดีขนาดกะทัดรัดที่เล่าประวัติสกูตเตอร์

“ส่วนใหญ่ตัวอาคารของพิพิธภัณฑ์จะต้องมีความเป็นกลาง มีความนิ่ง เพราะงานศิลปะมันจะเปลี่ยนไปทุกปี ทุกงานจึงต้องสามารถอยู่ในพื้นที่นี้ได้ ถ้าลองสังเกตพื้นที่ศิลปะ ที่ที่เพอร์เฟกต์ที่สุด เขาจะเรียกว่า White Cube Gallery เป็นกล่องสี่เหลี่ยมสีขาว จะเอางานของแจ็กสัน พอลล็อก มาลง เอางานของแอนดี้ วอฮอล มาลง หรืองานของยาโยอิ คุซามะ มาลง มันก็ได้หมด แต่ Pop-up Museum นี้คือกลับกัน มันเป็นโอกาสให้เราได้ออกแบบสเปซ ให้ได้เล่าเรื่องของเวสป้า สามารถที่จะลำดับการรับรู้เพื่อนำคนไปสู่เรื่องราวเหล่านั้นได้ เหมือนเราออกแบบสตอรี่บอร์ดของหนังเรื่องนึง จะทำยังไงให้สถาปัตยกรรมและคอนเทนต์ของนิทรรศการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ โปรเจกต์นี้เลยแตกต่างจากการออกแบบพิพิธภัณฑ์หรือแกลเลอรี่ธรรมดา ซึ่งมันสนุกมาก มันเหมือนเราได้เป็นทั้งสถาปนิกและภัณฑรักษ์ไปในตัว”

จากโกดังประกอบรถยนต์เก่า สู่พื้นที่ศิลปะแสนสนุก

โกดังนี้เป็นตึกเก่าที่มีเรื่องราวน่าสนใจอยู่ไม่น้อย เมื่อก่อนเคยเป็นสถานที่ต่อรถยนต์ยุโรปแบรนด์หนึ่ง ลักษณะของอาคารจึงมีกลิ่นอายของความเป็นอุตสาหกรรมอยู่ แถมยังเชื่อมโยงกับรถสกูตเตอร์เวสป้าเหมือนจับวางอย่างไรอย่างนั้น

“เราอยากเก็บโครงสร้างเดิมไว้ตั้งแต่แรก เพราะจริงๆ แล้ว การอนุรักษ์อาคารเก่ามันสำคัญมาก มันมีเสน่ห์ ยิ่งโกดังที่มีเรื่องราวมาก่อน อย่างโครงสร้างไม้ เสา หรือแม้แต่หลังคา เป็นของเดิมหมด แต่มันก็มีความยากเรื่องการวางงานระบบ 

ญารินดา บุนนาค ทำโกดังเก่าเป็นมิวเซียมเซลฟี่สีดีขนาดกะทัดรัดที่เล่าประวัติสกูตเตอร์
ญารินดา บุนนาค ทำโกดังเก่าเป็นมิวเซียมเซลฟี่สีดีขนาดกะทัดรัดที่เล่าประวัติสกูตเตอร์

“ถ้าเรามองวัฒนธรรมการเซลฟี่ส่วนใหญ่ สิ่งที่เด่นที่สุดคือ คน สถาปัตยกรรมนี่เป็นแบ็กกราวนด์ ไม่เด่นเลย หน้าเด่น (หัวเราะ) หรือถ้าเราไปงานแสดงศิลปะ สิ่งที่เด่นที่สุดจะเป็นงานอาร์ต สถาปัตยกรรมก็เป็นแบ็กกราวนด์อีก แต่ด้วยความที่เราเป็นสถาปนิก เราก็เลยมีความเห็นแก่ตัวนิดนึง เราอยากให้สถาปัตยกรรมเด่นด้วย เลยคิดว่าทำยังไงให้สถาปัตยกรรมมันเข้ามามีส่วนร่วมในการเล่าเรื่อง

“เลยต้องมาคิดว่าจะทำยังไงให้ตัวโครงสร้างมันเข้ามาอยู่ในโกดังนี้ได้ เราไม่อยากให้มันเป็น White Cube Gallery เข้ามาเป็นแกลเลอรี่ติดโชว์งานซ้ายขวา แต่เราอยากให้มันมีลำดับการเล่าเรื่องราว มันเลยเป็นการเอาสถาปัตยกรรมเข้ามาใส่ในสถาปัตยกรรมอีกที”

ความคลาสสิก กับ ความโมเดิร์น

การตีความประวัติความเป็นมาของยานยนต์สองล้อให้ออกมาเป็นนิทรรศการสนุกๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งต้องแสดงออกมาผ่านสถาปัตยกรรมและโครงสร้างด้วยแล้ว ญารินดาและทีมต้องทำรีเสิร์ชหลายเรื่อง ไปจนถึงมีการหยิบจับเทคนิคทางศิลปะต่างๆ มาใช้ เพื่อให้สามารถสื่อสารข้อมูลได้ครบถ้วน ในขณะเดียวกันก็ต้องสร้างความสนุกให้กับคนมาดูด้วยเช่นกัน

“ถ้าลองมองย้อนไปในประวัติศาสตร์ของการโปรโมตเวสป้า เราจะคุ้นเคยกับภาพเวสป้าในประเทศอิตาลี อย่างเรื่อง Roman Holiday เราก็จำว่าเวสป้าเป็นพาหนะเมือง แต่เมืองเองมันมีความคลาสสิก เราก็เลยหยิบเอาภาษาของสถาปัตยกรรมคลาสสิกอย่างซุ้มประตูโค้ง หรือว่าความสมมาตรมาเล่น แต่เราไม่อยากให้มันคลาสสิกจ๋า เพราะฉะนั้นก็เลยทอนมันลง ให้กลายเป็นรูปทรงเรขาคณิตแทน เป็นวงกลม เป็นเส้นตรง โดยยังมีกลิ่นของความคลาสสิกอยู่ แต่มันจะมีความสนุก มีความโมเดิร์น ความขี้เล่นมากขึ้น

ญารินดา บุนนาค ทำโกดังเก่าเป็นมิวเซียมเซลฟี่สีดีขนาดกะทัดรัดที่เล่าประวัติสกูตเตอร์
ญารินดา บุนนาค ทำโกดังเก่าเป็นมิวเซียมเซลฟี่สีดีขนาดกะทัดรัดที่เล่าประวัติสกูตเตอร์

“จากจุด A ไปจุด B ไม่ควรจะเป็นจากหนึ่งห้องสี่เหลี่ยม ไปอีกหนึ่งห้องสี่เหลี่ยม เรารู้สึกว่ามันจะน่าสนใจกว่า ถ้าสามารถจัดแสดงงานได้หลายๆ แบบ อย่างเช่น หนึ่ง เป็นห้องเล็กๆ สอง อาจจะเป็นทางเดินแคบๆ ที่สามารถมองลงไปยังห้องด้านล่างได้ สาม ถ้าเป็นเนิน เป็นสนาม ที่เราสามารถสไลด์ลงไปได้ มีห้องปิดมืด มีโถงสูง เราพยายามจะทำให้ตัวสเปซต่างๆ ที่ใช้เล่าเรื่องมันมีเอกลักษณ์ของตัวมันเอง เพื่อที่จะเล่าเรื่องราวแต่ละเรื่องได้อย่างเหมาะสม บางห้องก็เหมาะกับการถ่ายรูปโคลสอัพ บางห้องก็เหมาะกับการถ่ายมุมเดียว จุดเดียว ไปถ่ายมุมอื่นจะดูไม่รู้เรื่อง บางห้องอาจจะเป็นช็อตไกล ให้เห็นแบ็กกราวนด์เยอะๆ คนอาจจะตัวเล็กหน่อย 

ญารินดา บุนนาค ทำโกดังเก่าเป็นมิวเซียมเซลฟี่สีดีขนาดกะทัดรัดที่เล่าประวัติสกูตเตอร์

“ส่วนคอนเทนต์หลักๆ ทีมเวสป้าได้เล่าไทม์ไลน์มาในระดับนึง หรือในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างเรื่องราวกับสเปซ เขาให้โจทย์มาว่า อยากให้คนเห็นว่าการประกอบเวสป้าสักคันทำยังไง เราก็รู้แล้วว่า ถ้าจะจำลองโรงงานผลิต มันต้องเป็นสเปซที่กว้าง โล่ง โถงสูง ซึ่งพื้นที่โกดังก็เอื้ออำนวยอยู่ แต่ในการเรียงลำดับ เราก็ต้องให้ห้องนั้นไปอยู่ข้างล่างที่เป็นพื้นที่กว้าง หรือบางอย่างเราอยากให้เป็น Interactive Exhibition ไม่ใช่แค่มาถ่ายรูป แต่คนที่มาอยู่ก็สามารถมีส่วนร่วม เลยลองคิดว่ามันมีส่วนไหนที่เราสามารถแปลงเป็นเครื่องเล่นให้คนมีส่วนร่วมได้ อย่างตรงทางเดินที่ทีรูปแอปเปิ้ล เราใช้เทคนิค Anamorphosis ที่ถ้าเราเล็งจากจุดๆ นึง รูปนี้มันถูกต้องนะ แต่พอเราขยับนิดเดียวมันอาจจะโดนยืด โดนหด บิดเบี้ยว เหมือนเล่นกับมุมกล้อง”

ความหอมหวานของชีวิต

แค่เห็นสีสันพาสเทลที่ทำให้นึกถึงลูกกวาดก็รู้ถึงความหอมหวานของชีวิตแล้ว ยังไม่นับร้านคาเฟ่ด้านข้างที่ทาสีเขียวมิ้นสีเดียวไม่ว่าจะเป็นเคาน์เตอร์ โต๊ะ เก้าอี้ หรือแม้กระทั่งโคมไฟที่ประดับตกแต่ง 

House of La Dolce Vita in Scooter 2019

“รูปแบบคอนเทนต์ที่นี่สามารถเสพได้หลายรูปแบบ จะผ่านการเล่น ผ่านการเดินดูโดยที่อาจจะไม่ต้องแสกน QR Code อ่านข้อมูลเพิ่มเติมก็ได้นะ เราสามารถมองนิทรรศการนี้เป็นศิลปะเชิงนามธรรม เป็นประติมากรรม โดยไม่ต้องมีความรู้เกี่ยวกับประวัติเวสป้ามากขึ้นเลยก็ได้เหมือนกัน มันคืออิสระที่เราจะตีความได้ต่างๆ นานา และอีกอย่างในแง่ของการถ่ายรูป เราทำไว้ให้หลายรูปแบบ ขนาดของห้อง เราพยายามจะใส่รายละเอียดต่างๆ เหล่านี้เข้าไป ที่เราบอกว่าสนุกมากกับการออกแบบเพราะมันไม่มีข้อจำกัดเลย จะเล่ายังไงก็ได้ ตอนทำเราดูไปจนถึงว่า ถ้าเกิดคนโพสต์อินสตาแกรมเป็นรูปเรียงตามห้องที่เราออกแบบไว้ จะเป็น Photo Essay ออกมายังไง เพราะฉะนั้น Photo Essay ที่เล่าเรื่องโดยคนถ่ายรูปก็อาจจะไม่เหมือนกับการเรียงลำดับของคนที่เดินดูคอนเทนต์ ประสบการณ์ก็น่าจะต่างกัน การตีความเลยมีได้หลายแบบ

House of La Dolce Vita in Scooter 2019
House of La Dolce Vita in Scooter 2019

“La Dolce Vita คือความเป็นเด็กในตัวเราแหละ”

สำหรับเรา ห้องที่ประทับใจที่สุดคงเป็นโถงทางเดินรูปแอปเปิ้ลที่ใช้เทคนิค Anamorphosis ซึ่งญารินดาเล่าว่าได้แรงบันดาลใจมาจากสมัยเรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์ แล้วได้ไปอยู่ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี ช่วงสั้นๆ สำนักสงฆ์ที่เมืองนั้นมีภาพศิลปะที่ใช้เทคนิคเดียวกันนี้อยู่ ซึ่งทำให้คนดูมีส่วนร่วมกับงานศิลปะด้วยการขยับตัวเพื่อมองรูปในมุมต่างๆ ไปโดยอัตโนมัติ 

House of La Dolce Vita in Scooter 2019

ส่วนห้องที่ญารินดาชอบมากที่สุดก็คือ…

“พูดยาก แต่ถ้าในแง่ของสถาปัตยกรรม เราชอบมุมบนทางเดินที่มองลงไปเห็นห้องที่เป็นโรงงาน มันได้เห็นเงื่อนไขที่แตกต่างกันในแง่ของพื้นที่ มันพันมันทับกันอยู่ จำได้ว่าตอนที่เขียนแปลนครั้งแรก ก็ดูแปลนไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะมันวนทับกันอยู่ ทางเดินบน ทางเดินล่าง มันซ้อนกัน ถ้าดูในแปลนเหมือนเป็นเขาวงกต 

House of La Dolce Vita in Scooter 2019
House of La Dolce Vita in Scooter 2019

“เราเคยคุยกับเพื่อนๆ หลายหนว่า คนไทยส่วนใหญ่จะเห็นค่าของสถาปัตยกรรมน้อยหน่อย จะไม่ค่อยสนใจสถาปัตย์ฯ ส่วนใหญ่จะสนใจงานออกแบบภายใน แฟชั่น แต่ไม่ค่อยรู้สึกถึงพลังของพื้นที่ที่ดีว่า มันสามารถทำให้เราสงบ สามารถทำให้เรามีส่วนร่วม ครั้งนี้เราโชคดีมากที่มีโอกาสได้ใช้สถาปัตยกรรมในการเล่าเรื่อง”

ก่อนออกมาจาก House of La Dolce Vita in Scooter 2019 ในวันนั้น ญารินดา ผู้ที่ไม่ถนัดการถ่ายรูปเซลฟี่เลยแม้แต่น้อยทิ้งท้ายกับเราว่า 

“เดี๋ยววันนี้เขาจะมาติดไฟเพิ่มอีกร้อยดวง เพราะตอนนี้ถ่ายรูปแล้วหน้ายังดำ เมื่อวานมาลองเทสต์กันก็ เฮ้ย มันยังสว่างไม่พอสำหรับการเซลฟี่หรือเปล่าเนี่ย (หัวเราะ)”

นอกจากเรื่องราวการเดินทาง ความสนุก และความสุข ของไอคอนนิกสกูตเตอร์เวสป้า ที่ผู้เข้าชมจะได้รับกลับไปแล้ว Exhibition นี้ยังต้องการส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่ไม่สามารถเข้าชมงานได้ด้วยการสร้าง Digital Art Museum บนอินสตาแกรม @houseofldvs เพื่อเก็บเรื่องราวทั้งหมดไว้ในนั้น

House of La Dolce Vita in Scooter 2019 จัดขึ้นที่โครงการ Warehouse 26 สุขุมวิท 26 ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 29 กุมภาพันธ์ 2563 บัตรเข้าชมราคา 190 บาทสามารถซื้อบัตรได้ท่ี bit.ly/HouseofLDVS ได้แล้ววันนี้

เวลาทำการ วันอังคาร – วันศุกร์ 11.00 น. – 20.00 น. วันเสาร์ – วันอาทิตย์ 10.00 น. – 19.00 น.

Have a Scoot Day!

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

ซอยวานิช 1 หรือสำเพ็งเต็มไปด้วยร้านขายของส่งสารพัด ซึ่งซบเซาลงไปด้วยพิษโรคระบาด และการซื้อของออนไลน์ ซึ่งแพร่กระจายไปบ้านแทบทุกหลังยิ่งกว่าไวรัส

ตอนนี้ย่านสำเพ็ง-เยาวราช กำลังเข้าสู่บทใหม่ จากย่านซื้อขายของราคาย่อมเยา เริ่มขยับสู่การเป็นพื้นที่ที่ศิลปวัฒนธรรมอาหารโฉมใหม่

ย่ำเท้าเข้าซอยเล็กแคบ ผ่านร้านขายรองเท้า กระเป๋า และของเล่นนานา คุณจะพบ ‘Restaurant.Potong’ ร้านอาหาร Fine Dining และบาร์หรูเท่เบื้องหลังประตูเหล็กยืด ของ เชฟแพม-พิชญา อุทารธรรม ร่วมกับสามี ต่อ-บุญปิติ สุนทรญาณกิจ 

จากห้างขายยาเก่าแก่ของตระกูล สู่ตึกให้เช่าสำหรับร้านขายรองเท้า วันนี้ทายาทรุ่นที่ 5 กลับมาพลิกโฉมตึกโบราณอายุ 100 กว่าปีให้กลับมาสวยสดงดงาม แถมเยียวยาท้องที่หิวโหยหรือหัวใจใฝ่หาที่จิบความเพลิดเพลินด้วยความอร่อย

‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล

ห้างขายยาแห่งความทรงจำ

ปู่เทียด (ปู่ของปู่) ของเชฟแพมเป็นคนฮกเกี้ยน เดินทางมาจากหมู่เกาะจินเหมินหรือคีมอย ไต้หวัน ราว 160 ปีที่แล้ว เพื่อมาค้าขายที่เมืองไทย และจับพลัดจับผลูมาทำธุรกิจยาจีนยี่ห้อ ‘ปอคุนเอี๊ยะบ๊อ’ โดยใช้สูตรลับจากบ้านเกิด เมื่อก่อร่างสร้างตัวได้จึงสร้างตึก 5 ชั้นครึ่งสไตล์ชิโน-ยูโรเปียน เป็นร้านขายและผลิตยาจีนชื่อ ‘ห้างขายยาโพทง’ โดยชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัย นับเป็นบ้านหลังแรกของตระกูลนี้ในสยาม ตั้งแต่สมัยเยาวราชยังเป็นทุ่งนา นับเป็นตึกที่สูงมากในยุคนั้น 

‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล
ภาพ : Restaurant.Potong
‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล
ภาพ : Restaurant.Potong

กิจการร้านขายยารุ่งเรืองมาก ย่านสำเพ็ง-เยาวราช ก็พลุกพล่านมากขึ้น จนต้องขยับขยายจนเปิดโรงงานขนาดใหญ่ย่านเทพารักษ์ ซึ่งภายหลังผลิตแต่ยาน้ำสำหรับสตรีเท่านั้น 

เมื่อสมาชิกมากขึ้น ครอบครัวอุทารธรรมรุ่นสามย้ายไปอยู่สุขุมวิท 33 ตึกเดิมของตระกูลใจกลางสำเพ็งจึงถูกปล่อยให้เช่าเป็นร้านขายรองเท้า โดยคุณปู่ของเชฟแพมให้เช่าเฉพาะชั้นหนึ่งและสองเท่านั้น ด้านบนปิดล็อกเก็บของเก่า อาทิ ขวดยา ภาพวาด สมุดบัญชี หนังสือพิมพ์ ฯลฯ ไว้เต็มไปหมด เมื่อร้านขายรองเท้าเลิกกิจการ เชฟแพมได้มาดูอาคารจึงตัดสินใจเช่าตึกจากคุณปู่ และเปิดร้านอาหารหรูเท่ขึ้นใจกลางไชน่าทาวน์ โดยได้แรงบันดาลใจจากย่านชุมชนของนิวยอร์ก ที่ตัวเธอเองได้ไปเรียนรู้และฝึกฝนวิชาทำอาหาร 

“แพมมีฝันตั้งแต่เด็กๆ ว่าอยากทำร้านอาหารของตัวเองให้ได้มิชลินมานานแล้ว แต่ยังหาจังหวะชีวิตไม่เจอ คุณพ่อคุณแม่เคยชี้ให้ดูตึกนี้ตอนเด็กๆ แต่เราก็ไม่เคยเข้ามา พอได้เข้ามาเห็นก็รู้เลยว่านี่จะเป็นร้านที่เราจะภูมิใจ และทุกอย่างที่เราเรียนรู้มาจะเอามาลงที่นี่” เชฟหญิงผู้ศึกษาอาหารตะวันตกมาอย่างโชกโชนอธิบาย

“การกินอาหารก็เหมือนการเล่าเรื่อง ความทรงจำของที่นี่ไม่ได้สร้างขึ้นมาใหม่ แต่มีมานานแล้วจริงๆ ตึกนี้มีเสน่ห์มาก อยากให้ลูกค้าที่เข้ามารู้สึกเหมือนเข้ามาในพิพิธภัณฑ์นิดๆ ผ่านทั้งตึกและอาหาร”

กว่าจะออกมาเป็น Restaurant.Potong ต้องใช้เวลา 2 ปีครึ่งกว่าทุกอย่างจะลงตัว เนื่องจากการรีโนเวตตึกเก่ายากกว่าสร้างตึกใหม่ ผ่านการตัดสินใจหลายครั้งร่วมกับสถาปนิกและวิศวกรว่าอะไรควรเก็บ อะไรต้องทิ้ง และอะไรต้องสร้างขึ้นมาใหม่ในตึกแคบยาวที่มีพื้นที่รวมราว 500 ตารางเมตร โดยหลักๆ เก็บโครงสร้างเดิมที่ยังแข็งแรงมากไว้ทั้งหมด และตกแต่งแนว Juxtaposition เก็บของเก่าไว้เคียงคู่กับของใหม่ให้สอดรับกัน ผนังมีทั้งสีเดิมที่สวยด้วยกาลเวลา และลวดลายใหม่ที่งดงาม 

‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล
ภาพ : Restaurant.Potong
‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล

ตึกเก่าเล่าใหม่

จากร้านรองเท้าสีเขียวสดใส เมื่อถอดแผ่นปิดออก ป้ายห้างขายยาโพทง ที่ติดไว้เมื่อ 120 ปีที่แล้วก็ได้อวดโฉมอีกครั้ง เมื่อเดินเข้ามาจากหน้าร้าน จะเห็นโปสเตอร์ร้านยากับเก้าอี้เก่าของร้านด้านหน้า ให้เว้นระยะหลบความวุ่นวายของตรอกเล็กๆ ด้านนอก 

‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล
ภาพ : Restaurant.Potong
‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล
‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล

ชั้นแรกนี้เพดานสูงโปร่งเคยเป็นหน้าร้านขายยา ทั้งยาสำหรับสตรี ยาสำหรับบุรุษ และยาหม่อง ส่วนด้านหลังมีห้องหลบภัยที่มีกำแพงหนาใหญ่ ปัจจุบันกลายเป็นบาร์คอมบูฉะและที่นั่ง ซึ่งใต้พื้นทำระบบใหม่ทั้งหมดจนเอี่ยมอ่อง ด้านหลังมีลิฟต์เล็กๆ ที่ทำใหม่เพื่อตึกนี้โดยเฉพาะ และห้องน้ำที่ทำใหม่ทั้งหมด สิ่งที่หลงเหลืออยู่คือตู้เซฟเก่า แม่พิมพ์ตราปอคุนเอี๊ยะบ๊อ และขวดแก้วสำหรับบรรจุยา ซึ่งนำมาใช้ตกแต่งร้านและใส่สบู่ในห้องน้ำกับแอลกอฮอลล์ล้างมือ

‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล

“ตอนแรกอยากวางครัวไว้ชั้นหนึ่ง แต่พอเปิดฝ้าขึ้นไปเห็นเพดานสวยมาก เราเลยตัดสินใจเก็บไว้แล้วย้ายครัวไปชั้นสาม และอนาคตที่ตรงนี้จะทำอาหาร A la carte รับคน Walk-in ได้ค่ะ” เชฟแพมเอ่ยก่อนพาขึ้นบันไดไม้ไปสู่ชั้นถัดไป 

‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล
ภาพ : Restaurant.Potong
‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล

ชั้นสองเป็นห้องรับประทานอาหาร ปัจจุบันตกแต่งด้วยขวดยาเก่า ภาพถ่ายเก่า แต่เดิมเป็นพื้นที่ปรุงยาและเก็บสต็อกยา พนักงานแต่ละคนจะรู้แค่ขั้นตอนของตัวเอง แต่ไม่รู้สูตรทั้งหมด ถ้าสังเกตพื้นจะเห็นช่องไม้ที่เจาะตรงกันแต่ละชั้น ในอดีตเป็นช่องไว้ตะโกนคุยกันและส่งของข้ามชั้น แต่ปัจจุบันปิดไว้แล้ว โดยภาพสเก็ตช์ที่ตกแต่งรอบๆ ร้านและอยู่บนเมนู เป็นฝีมือน้องของคุณปู่ ซึ่งเรียนจบจากอเมริกา

ชั้นสามที่เป็นพื้นที่ส่วนตัวของครอบครัว ในอดีตด้านหน้าเป็นห้องทำงานหรือออฟฟิศของคุณปู่ ซึ่งมีแท่นบูชาเทพเจ้ากวนอู มีระเบียงกว้างขวาง ปัจจุบันฟังก์ชันของห้องนี้เปลี่ยนไปหมด กลายเป็นห้องรับประทานอาหาร ซึ่งปัจจุบันยังเก็บเฟอร์นิเจอร์เดิมไว้อย่างโต๊ะทำงานและแท่นบูชา ซึ่งบนป้ายมีภาพกวนอูที่นับถือ มีอักษรจีนมงคลรอบๆ ว่า 普通大薬房

普通 สื่อถึงชื่อร้านว่า โพทง แปลว่า Simple หรือ Ordinary 大 ต้า แปลว่า ใหญ่ 薬 เย่า แปลว่า ยา 房 ฝาง แปลว่า ห้อง แปลรวมๆ ได้ว่าร้านขายยาโพทง หรือร้านขายยาธรรมดา จึงยืมความหมายเรียบง่ายมาเป็นชื่อร้านตราบจนทุกวันนี้

‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล
ภาพ : Restaurant.Potong
‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล
คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช

เนื่องจากโลโก้ของตึกเป็นรูปเสือโคร่งสองตัวโอบลูกโลก สื่อถึงตัวปู่เทียดและย่าเทียดซึ่งเกิดปีเสือทั้งคู่ ผนังของชั้นสามเพนต์ใหม่เป็นรูปเสือดาวตัวเมีย 8 ตัว สื่อถึงความมงคลและการสืบทอดของทายาทเพศหญิง เพราะถ้าใช้เสือโคร่งจะดูดุดันไปหน่อย เชฟแพมเลยตีความเสือใหม่ในรูปแบบของตัวเอง 

คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช
คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช

ด้านหลังชั้นสามเคยมีห้องนอนเล็กๆ และห้องน้ำ ปัจจุบันปรับเป็นห้องครัว และห้องหมักดองของจำพวกซีอิ๊ว น้ำส้มสายชู โคจิ มิโสะ เนื้อดรายเอจ และวัตถุดิบอื่นๆ สิ่งสนุกในห้องนี้คือลูกน้ำดับเพลิงของเก่าที่ติดไว้บนกำแพง เป็นของหายากที่พบได้ในบ้านเก่าเท่านั้น

คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช
คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช

ชั้นสี่เคยเป็นห้องนอนสองห้องและมีเตียงสูบฝิ่น แปลงโฉมใหม่เป็นบาร์ OPIUM และยังมีโซน Private Bar ซึ่งในอนาคตจะเปิดแยกกับร้าน Fine Dining ใครไม่กินข้าวก็มานั่งจิบเครื่องดื่มสังสรรค์ที่บาร์ได้ มีธีม Liquid Surreality ให้แขกได้ชิมและได้ทดลองอะไรใหม่ๆ วัตถุดิบทำเองสนุกๆ หลายอย่าง ทั้งโซดาและโคลา 

ภาพ : Restaurant.Potong
คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช
ภาพ : Restaurant.Potong

ชั้นห้า ซึ่งเป็นโซนดาดฟ้าเคยเป็นสวนและที่หย่อนใจ ออกกำลังกายของคุณปู่ ปรับเป็นรูฟท็อปบาร์และสวนครัวเล็กๆ โดยยังคงโครงไม้เขียนตัวอักษรว่าจินเหมิน แปลว่าประตูทอง สื่อถึงหมู่เกาะบ้านเกิดของต้นตระกูล โดยพื้นที่นี้แขกที่มารับประทานอาหารที่ร้านก็ขึ้นมาชมวิวได้ ส่วนชั้นหกเล็กๆ ที่มีแค่ครึ่งเดียวเป็นสถานที่ดูดาว กลายเป็นที่เก็บโครงสร้างเครื่องปรับอากาศและส่วนต่อเติมใหม่ให้เรียบร้อยแข็งแรง 

คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช
คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช

อาหารแห่งกาลเวลา

คอนเซ็ปต์หลัก โพทง คือกาลเวลา ที่อยากให้ลูกค้าสร้างความทรงจำที่นี่ ไม่ว่าจะตึกเก่าปนใหม่ ไปจนถึงมื้ออาหารที่มีกาลเวลาเป็นแม่ครัว โดยวัตถุดิบและเครื่องปรุงที่นี่ทำเองแทบทั้งหมด 

นอกจากนี้ยังมีเอกลักษณ์การใช้ 5 Elements ของเชฟแพม คือความเค็มจากเกลือ ความเปรี้ยว เครื่องเทศ กลิ่นและรสชาติรวมควันจาก Maillard Reaction และเนื้อสัมผัส เช่น ความกรอบ ความนุ่ม ความหนึบ ซึ่งเชฟแพมเชื่อว่าทำให้อาหารซับซ้อนและครบรสมากขึ้น นอกจากนั้นประสบการณ์ของที่นี่ยังเปี่ยมล้นด้วย 5 ผัสสะ ทั้งฟังเรื่องเล่า เห็นความสวยงาม ชิมรสอร่อย ดมกลิ่นหอม และได้หยิบจับส่วนประกอบต่างๆ ในคอร์สอาหารดินเนอร์

“แพมเพิ่งมีลูก เลยได้ศึกษาว่าถ้าอยากให้เด็กเรียนรู้อะไร ต้องให้เขาได้ทดลองประสาทสัมผัสทั้งห้า ถ้าอยากให้เขารู้ว่าแอปเปิ้ลคืออะไร ดูแต่รูปภาพไม่ได้ ต้องเล่าให้ฟัง ให้เห็น จับ ดม และสุดท้ายคือให้กินแอปเปิ้ล เราเอาเรื่องนี้มาผสานกับร้าน” 

อาหารของร้านโพทงเป็น Progressive Thai-Chinese หยิบเอาอาหารไทยจีนของคนจีนโพ้นทะเลมาปรุงและตีความใหม่ ผสานกับความรู้สมัยใหม่ของเชฟแพม ไม่ใช่ทั้งอาหารไทยโบราณ และไม่ใช่อาหารจีนที่มีอยู่ทั่วไปในเมืองจีน เนื่องจากเป็นคอนเซ็ปต์ที่แปลกและสื่อถึงตัวตนของเชฟเชื้อสายไทยจีน อาหารที่นี่มี 20 กว่าคอร์ส ตัวเมนูเป็นจดหมายของเชฟแพมต่อบรรพบุรุษที่ซ่อนชื่อรายการอาหารทั้งหมดไว้ และแต่ละเดือนมื้ออาหารจะมีสลับหมุนเวียนทีละอย่าง

ขอยกตัวอย่างอาหารมาให้ชมสักเล็กน้อย 

คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช

เมนูแรกคือ Corn Koji ที่ใช้ทุกส่วนของข้าวโพด ได้แรงบันดาลใจจากซุปข้าวโพดจีนที่ใส่พริกไทยขาวเยอะๆ แปลงเป็นคัสตาร์ดพริกไทยขาว มูสข้าวโพดทำจากโคจิ และเมล็ดทานตะวันกับทรัฟเฟิลวิเนการ์ แผ่นข้าวโพดด้านบนทอดด้วย Brown Butter กินแกล้มกับแผ่นข้าวโพดผสมพริกไทยขาวรูปใบไม้ รมควันเปลือกข้าวโพด ส่วนผมข้าวโพด ทำเป็นชาร้อน ใส่เง็กเต็ก ผิวมะนาว กานพลู และโป๊ยกั้ก หอมชื่นใจ

คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช

ต่อมาคือไก่ดำ พระเอกของร้าน ไม่ใช่แค่ตุ๋น เอามาตากแห้ง แล้วก็ย่าง และเสิร์ฟพร้อมหัวใจไก่ดำ ผงดำๆ คือมันไก่อบสมุนไพร เสิร์ฟพร้อมข้าวที่อบกับสมุนไพรยาจีน

ของหวานก็สนุกไม่แพ้กัน ไอศกรีมซีอิ๊วดำครอบด้วยน้ำตาลเป่าทรงพริกแห้ง ด้านในมีช็อกโกแลตขาว พริกซินเจียง คาราเมลช็อกโกแลตกับหม่าล่า และเครื่องพะโล้กับช็อกโกแลตนม เสิร์ฟพร้อม Smoke กลิ่นพะโล้ เป็นเมนูที่สื่อถึงถนนทรงวาด

คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช

“แถวทรงวาดข้างหลังนี้ก็เป็นถนนเครื่องเทศของแห้ง ซึ่งเราซื้อวัตถุดิบแถวนี้หมด แต่พวกอาหารทะเล เราทำงานกับชาวประมงเล็กๆ จากระนอง เพชรบุรี ภูเก็ต พังงา แล้วแต่ว่าวันนี้เราได้อะไรมา ส่วนผักและดอกไม้ออร์แกนิก เราได้วัตถุดิบจากเชียงราย เชียงใหม่ และเพชรบูรณ์ ยกเว้นซอสที่ทำเองแทบทุกอย่างเลยค่ะ”

Restaurant.Potong ตั้งใจจะเปิดตั้งแต่เดือนกรกฎาคม แต่ระยะล็อกดาวน์ทำให้เพิ่งเริ่มเปิดได้เพียง 3 สัปดาห์เท่านั้น โดยปัจจุบันเปิดรับลูกค้าเพียง 20 คนต่อวัน ดินเนอร์มีทั้งหมด 20 กว่าคอร์ส ซึ่งต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น และควรจองอย่างน้อย 1 เดือนล่วงหน้า ราคาคอร์สปัจจุบันตกอยู่ที่ 4,500++ บาท 

คอร์สหนึ่งใช้เวลาราว 3 – 4 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่ 4 โมงครึ่ง ยาวไปจนถึง 2 ทุ่ม ซึ่งลูกค้าสามารถนั่งฟังเรื่องราว พูดคุย และดื่มด่ำกับกาลเวลาและแต่ละมุมในร้านได้อย่างเต็มที่ 

“ตอนนี้เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของลูกค้าเป็นคนไทย ซึ่งเขาจะคุยกันว่าอาหารเราเชื่อมโยงได้ เข้าใจได้ พาพ่อแม่อาม่าอากงมากินได้ จานสุดท้ายที่เป็นเมนคอร์สคือ Back to Basic มีโต๊ะกลมเสิร์ฟเป็ดย่าง เนื้อ กินกับข้าวสวยตรอก ไม่ใช่แค่เล็กๆ ตลอดแล้วกินเสร็จแล้วไม่อิ่ม ต้องไปทานข้าวต้มต่อ” เชฟแพมรับประกันความเข้าถึงง่ายของอาหารสไตล์ไทยจีนในเยาวราช

คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช

“แถวนี้ก็เป็นคอมมูนิตี้เล็กๆ ตึกแถวนี้มีเสน่ห์มาก คุณสมชัย (สมชัย กวางทองพาณิชย์ นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเยาวราช) ก็มาเยี่ยม บอกว่าดีมากเลยที่เราเก็บที่นี่ไว้ และดีที่เยาวราชมีที่แบบนี้ อาจารย์มหาวิทยาลัยก็พาลูกศิษย์มาดูตึก เพราะสถาปัตยกรรมแบบนี้ไม่เหมือนตึกอื่นๆ รอบๆ เลย ตรงทรงวาดมีแกลเลอรี่ มีร้านเอฟวี เราก็พยายามเกาะกลุ่มกัน ช่วยกัน อยากให้มีร้านเกิดมาแถวนี้เยอะๆ” 

ทายาทรุ่นที่ 5 ของร้านขายยาโพทงเอ่ยตบท้ายด้วยรอยยิ้ม คลื่นลูกหลังที่เข้ามาในไชน่าทาวน์ พร้อมเป็นส่วนหนึ่งที่ปลุกย่านนี้ให้สนุกมีชีวิตชีวา

Restaurant.Potong

วันทำการ : ปิดวันอังคาร-พุธ 

เว็บไซต์ : www.restaurantpotong.com/

Facebook : Restaurant.Potong

โทรศัพท์ : 08 2979 3950 (จองโต๊ะล่วงหน้าเท่านั้น) 

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load