28 พฤศจิกายน 2562
47.80 K

“เราว่ามันน่าตื่นเต้นที่คนไม่ต้องไป Art Space เพื่อดูงานศิลปะ แต่มาโกดังแทน”

เรามาที่ Warehouse 26 เป็นครั้งแรกเพื่อสัมภาษณ์ ญารินดา บุนนาค สถาปนิกไดเรกเตอร์ของ Imaginary Objects และผู้ร่วมดีไซน์สเปซ House of La Dolce Vita in Scooter 2019 พิพิธภัณฑ์ขนาดกะทัดรัดที่เล่าเรื่องราว ประวัติความเป็นมา รวมถึงความสุขและความสนุกของไอคอนนิกสกูตเตอร์เวสป้า แบรนด์สัญชาติอิตาลีที่กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของความอิสระตั้งแต่จำความได้

ญารินดา บุนนาค ทำโกดังเก่าเป็นมิวเซียมเซลฟี่สีดีขนาดกะทัดรัดที่เล่าประวัติสกูตเตอร์

โกดังเก่าที่ครั้งแรกเคยเป็นโรงงานประกอบรถยนต์ในซอยสุขุมวิท 26 ได้เปลี่ยนเป็นพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะสีลูกกวาด ในรูปแบบที่เราแทบจะไม่เคยเห็นในเมืองไทยมาก่อน เป็นพิพิธภัณฑ์ในฝันของคนที่ชอบการถ่ายรูป เพราะไม่ว่าจะไปยืนตรงไหน ก็ถ่ายรูปแล้วสวยไปหมด 

ห้องแรกในพิพิธภัณฑ์ขนาดกะทัดรัดแห่งนี้ เริ่มจากการเล่าว่าครั้งแรกที่เวสป้าออกสู่สายตาประชาชน โครงสร้างของรถเหมือนกับตัวต่อ แต่โปรโตไทป์แรกก่อนหน้านั้นท่ีช่ือ MP5 คล้ายคลึงกับโดนัลด์ ด๊ัก หลังจากนั้นเวสป้าก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมคนรุ่นใหม่ในทุกยุคทุกสมัย โดยพิพิธภัณฑ์เล่าผ่านวิธีการสื่อสารหลายรูปแบบ มีทั้งชิ้นงานแบบ Interactive การสื่อสารผ่านสัญลักษณ์ต่างๆ ไปจนถึงไฮไลต์ห้องกระจกที่เข้าไปได้ครั้งละไม่เกิน 5 คนเท่านั้น

เรานั่งคุยกับญารินดาตรงคาเฟ่สีเขียวมิ้นล้วนด้านหน้าถึงแรงบันดาลใจและเบื้องหลังของ House of La Dolce Vita in Scooter 2019 คอนเซปต์ที่พูดถึงชีวิตที่หอมหวาน ความสุข และเรื่องราวของเวสป้า ไปจนถึงการทำรีเสิร์ชเพื่อออกแบบพิพิธภัณฑ์ที่จะถ่ายรูปออกมาได้สวยอย่างภาพที่เห็น ซึ่งน่ารักดีเหมือนกันเพราะญารินดาบอกกับเราตั้งแต่แรกเลยว่า

“เราเซลฟี่ไม่ค่อยเป็น ไม่รู้ว่ามุมสวยของตัวเองคืออะไร (หัวเราะ)”

สถาปนิก/ภัณฑรักษ์

“มันเริ่มจากที่เวสป้าอยากทำ Exhibition ด้วยกลุ่มลูกค้าสมัยนี้ที่ใช้เวสป้า การที่เราจะทำการตลาด โดยใช้โฆษณาทั่วไปมันน่าเบื่อแล้ว เสพไปชั่วครั้งชั่วคราว โดยที่ไม่ได้ความรู้ ไม่ได้ความบันเทิงอะไร เลยคุยกันว่าเป็นไปได้ไหมถ้าจะทำ Pop-up Museum ขึ้นมา แล้วอีกอย่างหนึ่ง มันมีกระแสของการถ่ายรูป ถ่ายเซลฟี่ ที่เกิดขึ้นในช่วงห้าถึงสิบปีที่ผ่านมา” 

ญารินดา บุนนาค ทำโกดังเก่าเป็นมิวเซียมเซลฟี่สีดีขนาดกะทัดรัดที่เล่าประวัติสกูตเตอร์

ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่ามีพิพิธภัณฑ์เซลฟี่เกิดขึ้นในหลายเมืองทั่วโลก แต่ประเทศไทยยังไม่เคยมี 

“สเปซที่คนถ่ายรูปสวยก็คือเรื่องนึง แต่สิ่งที่เราสนใจมากกว่า คือสเปซที่คนสามารถเดินเข้ามาแล้วมีอารมณ์ร่วม สนุก การออกแบบที่ให้คนอยู่ กับออกแบบที่ให้คนถ่ายรูป มันไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราจะทำสองอย่างนี้พร้อมกันให้น่าสนใจได้ยังไง”

ญารินดาตื่นเต้นกับโปรเจกต์นี้เป็นพิเศษ เพราะเป็นสิ่งใหม่ที่ยังไม่เคยทำมาก่อน จะมีใกล้เคียงก็เป็นโปรเจกต์ทำพื้นที่พิพิธภัณฑ์ทั่วไป

ญารินดา บุนนาค ทำโกดังเก่าเป็นมิวเซียมเซลฟี่สีดีขนาดกะทัดรัดที่เล่าประวัติสกูตเตอร์

“ส่วนใหญ่ตัวอาคารของพิพิธภัณฑ์จะต้องมีความเป็นกลาง มีความนิ่ง เพราะงานศิลปะมันจะเปลี่ยนไปทุกปี ทุกงานจึงต้องสามารถอยู่ในพื้นที่นี้ได้ ถ้าลองสังเกตพื้นที่ศิลปะ ที่ที่เพอร์เฟกต์ที่สุด เขาจะเรียกว่า White Cube Gallery เป็นกล่องสี่เหลี่ยมสีขาว จะเอางานของแจ็กสัน พอลล็อก มาลง เอางานของแอนดี้ วอฮอล มาลง หรืองานของยาโยอิ คุซามะ มาลง มันก็ได้หมด แต่ Pop-up Museum นี้คือกลับกัน มันเป็นโอกาสให้เราได้ออกแบบสเปซ ให้ได้เล่าเรื่องของเวสป้า สามารถที่จะลำดับการรับรู้เพื่อนำคนไปสู่เรื่องราวเหล่านั้นได้ เหมือนเราออกแบบสตอรี่บอร์ดของหนังเรื่องนึง จะทำยังไงให้สถาปัตยกรรมและคอนเทนต์ของนิทรรศการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ โปรเจกต์นี้เลยแตกต่างจากการออกแบบพิพิธภัณฑ์หรือแกลเลอรี่ธรรมดา ซึ่งมันสนุกมาก มันเหมือนเราได้เป็นทั้งสถาปนิกและภัณฑรักษ์ไปในตัว”

จากโกดังประกอบรถยนต์เก่า สู่พื้นที่ศิลปะแสนสนุก

โกดังนี้เป็นตึกเก่าที่มีเรื่องราวน่าสนใจอยู่ไม่น้อย เมื่อก่อนเคยเป็นสถานที่ต่อรถยนต์ยุโรปแบรนด์หนึ่ง ลักษณะของอาคารจึงมีกลิ่นอายของความเป็นอุตสาหกรรมอยู่ แถมยังเชื่อมโยงกับรถสกูตเตอร์เวสป้าเหมือนจับวางอย่างไรอย่างนั้น

“เราอยากเก็บโครงสร้างเดิมไว้ตั้งแต่แรก เพราะจริงๆ แล้ว การอนุรักษ์อาคารเก่ามันสำคัญมาก มันมีเสน่ห์ ยิ่งโกดังที่มีเรื่องราวมาก่อน อย่างโครงสร้างไม้ เสา หรือแม้แต่หลังคา เป็นของเดิมหมด แต่มันก็มีความยากเรื่องการวางงานระบบ 

ญารินดา บุนนาค ทำโกดังเก่าเป็นมิวเซียมเซลฟี่สีดีขนาดกะทัดรัดที่เล่าประวัติสกูตเตอร์
ญารินดา บุนนาค ทำโกดังเก่าเป็นมิวเซียมเซลฟี่สีดีขนาดกะทัดรัดที่เล่าประวัติสกูตเตอร์

“ถ้าเรามองวัฒนธรรมการเซลฟี่ส่วนใหญ่ สิ่งที่เด่นที่สุดคือ คน สถาปัตยกรรมนี่เป็นแบ็กกราวนด์ ไม่เด่นเลย หน้าเด่น (หัวเราะ) หรือถ้าเราไปงานแสดงศิลปะ สิ่งที่เด่นที่สุดจะเป็นงานอาร์ต สถาปัตยกรรมก็เป็นแบ็กกราวนด์อีก แต่ด้วยความที่เราเป็นสถาปนิก เราก็เลยมีความเห็นแก่ตัวนิดนึง เราอยากให้สถาปัตยกรรมเด่นด้วย เลยคิดว่าทำยังไงให้สถาปัตยกรรมมันเข้ามามีส่วนร่วมในการเล่าเรื่อง

“เลยต้องมาคิดว่าจะทำยังไงให้ตัวโครงสร้างมันเข้ามาอยู่ในโกดังนี้ได้ เราไม่อยากให้มันเป็น White Cube Gallery เข้ามาเป็นแกลเลอรี่ติดโชว์งานซ้ายขวา แต่เราอยากให้มันมีลำดับการเล่าเรื่องราว มันเลยเป็นการเอาสถาปัตยกรรมเข้ามาใส่ในสถาปัตยกรรมอีกที”

ความคลาสสิก กับ ความโมเดิร์น

การตีความประวัติความเป็นมาของยานยนต์สองล้อให้ออกมาเป็นนิทรรศการสนุกๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งต้องแสดงออกมาผ่านสถาปัตยกรรมและโครงสร้างด้วยแล้ว ญารินดาและทีมต้องทำรีเสิร์ชหลายเรื่อง ไปจนถึงมีการหยิบจับเทคนิคทางศิลปะต่างๆ มาใช้ เพื่อให้สามารถสื่อสารข้อมูลได้ครบถ้วน ในขณะเดียวกันก็ต้องสร้างความสนุกให้กับคนมาดูด้วยเช่นกัน

“ถ้าลองมองย้อนไปในประวัติศาสตร์ของการโปรโมตเวสป้า เราจะคุ้นเคยกับภาพเวสป้าในประเทศอิตาลี อย่างเรื่อง Roman Holiday เราก็จำว่าเวสป้าเป็นพาหนะเมือง แต่เมืองเองมันมีความคลาสสิก เราก็เลยหยิบเอาภาษาของสถาปัตยกรรมคลาสสิกอย่างซุ้มประตูโค้ง หรือว่าความสมมาตรมาเล่น แต่เราไม่อยากให้มันคลาสสิกจ๋า เพราะฉะนั้นก็เลยทอนมันลง ให้กลายเป็นรูปทรงเรขาคณิตแทน เป็นวงกลม เป็นเส้นตรง โดยยังมีกลิ่นของความคลาสสิกอยู่ แต่มันจะมีความสนุก มีความโมเดิร์น ความขี้เล่นมากขึ้น

ญารินดา บุนนาค ทำโกดังเก่าเป็นมิวเซียมเซลฟี่สีดีขนาดกะทัดรัดที่เล่าประวัติสกูตเตอร์
ญารินดา บุนนาค ทำโกดังเก่าเป็นมิวเซียมเซลฟี่สีดีขนาดกะทัดรัดที่เล่าประวัติสกูตเตอร์

“จากจุด A ไปจุด B ไม่ควรจะเป็นจากหนึ่งห้องสี่เหลี่ยม ไปอีกหนึ่งห้องสี่เหลี่ยม เรารู้สึกว่ามันจะน่าสนใจกว่า ถ้าสามารถจัดแสดงงานได้หลายๆ แบบ อย่างเช่น หนึ่ง เป็นห้องเล็กๆ สอง อาจจะเป็นทางเดินแคบๆ ที่สามารถมองลงไปยังห้องด้านล่างได้ สาม ถ้าเป็นเนิน เป็นสนาม ที่เราสามารถสไลด์ลงไปได้ มีห้องปิดมืด มีโถงสูง เราพยายามจะทำให้ตัวสเปซต่างๆ ที่ใช้เล่าเรื่องมันมีเอกลักษณ์ของตัวมันเอง เพื่อที่จะเล่าเรื่องราวแต่ละเรื่องได้อย่างเหมาะสม บางห้องก็เหมาะกับการถ่ายรูปโคลสอัพ บางห้องก็เหมาะกับการถ่ายมุมเดียว จุดเดียว ไปถ่ายมุมอื่นจะดูไม่รู้เรื่อง บางห้องอาจจะเป็นช็อตไกล ให้เห็นแบ็กกราวนด์เยอะๆ คนอาจจะตัวเล็กหน่อย 

ญารินดา บุนนาค ทำโกดังเก่าเป็นมิวเซียมเซลฟี่สีดีขนาดกะทัดรัดที่เล่าประวัติสกูตเตอร์

“ส่วนคอนเทนต์หลักๆ ทีมเวสป้าได้เล่าไทม์ไลน์มาในระดับนึง หรือในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างเรื่องราวกับสเปซ เขาให้โจทย์มาว่า อยากให้คนเห็นว่าการประกอบเวสป้าสักคันทำยังไง เราก็รู้แล้วว่า ถ้าจะจำลองโรงงานผลิต มันต้องเป็นสเปซที่กว้าง โล่ง โถงสูง ซึ่งพื้นที่โกดังก็เอื้ออำนวยอยู่ แต่ในการเรียงลำดับ เราก็ต้องให้ห้องนั้นไปอยู่ข้างล่างที่เป็นพื้นที่กว้าง หรือบางอย่างเราอยากให้เป็น Interactive Exhibition ไม่ใช่แค่มาถ่ายรูป แต่คนที่มาอยู่ก็สามารถมีส่วนร่วม เลยลองคิดว่ามันมีส่วนไหนที่เราสามารถแปลงเป็นเครื่องเล่นให้คนมีส่วนร่วมได้ อย่างตรงทางเดินที่ทีรูปแอปเปิ้ล เราใช้เทคนิค Anamorphosis ที่ถ้าเราเล็งจากจุดๆ นึง รูปนี้มันถูกต้องนะ แต่พอเราขยับนิดเดียวมันอาจจะโดนยืด โดนหด บิดเบี้ยว เหมือนเล่นกับมุมกล้อง”

ความหอมหวานของชีวิต

แค่เห็นสีสันพาสเทลที่ทำให้นึกถึงลูกกวาดก็รู้ถึงความหอมหวานของชีวิตแล้ว ยังไม่นับร้านคาเฟ่ด้านข้างที่ทาสีเขียวมิ้นสีเดียวไม่ว่าจะเป็นเคาน์เตอร์ โต๊ะ เก้าอี้ หรือแม้กระทั่งโคมไฟที่ประดับตกแต่ง 

House of La Dolce Vita in Scooter 2019

“รูปแบบคอนเทนต์ที่นี่สามารถเสพได้หลายรูปแบบ จะผ่านการเล่น ผ่านการเดินดูโดยที่อาจจะไม่ต้องแสกน QR Code อ่านข้อมูลเพิ่มเติมก็ได้นะ เราสามารถมองนิทรรศการนี้เป็นศิลปะเชิงนามธรรม เป็นประติมากรรม โดยไม่ต้องมีความรู้เกี่ยวกับประวัติเวสป้ามากขึ้นเลยก็ได้เหมือนกัน มันคืออิสระที่เราจะตีความได้ต่างๆ นานา และอีกอย่างในแง่ของการถ่ายรูป เราทำไว้ให้หลายรูปแบบ ขนาดของห้อง เราพยายามจะใส่รายละเอียดต่างๆ เหล่านี้เข้าไป ที่เราบอกว่าสนุกมากกับการออกแบบเพราะมันไม่มีข้อจำกัดเลย จะเล่ายังไงก็ได้ ตอนทำเราดูไปจนถึงว่า ถ้าเกิดคนโพสต์อินสตาแกรมเป็นรูปเรียงตามห้องที่เราออกแบบไว้ จะเป็น Photo Essay ออกมายังไง เพราะฉะนั้น Photo Essay ที่เล่าเรื่องโดยคนถ่ายรูปก็อาจจะไม่เหมือนกับการเรียงลำดับของคนที่เดินดูคอนเทนต์ ประสบการณ์ก็น่าจะต่างกัน การตีความเลยมีได้หลายแบบ

House of La Dolce Vita in Scooter 2019
House of La Dolce Vita in Scooter 2019

“La Dolce Vita คือความเป็นเด็กในตัวเราแหละ”

สำหรับเรา ห้องที่ประทับใจที่สุดคงเป็นโถงทางเดินรูปแอปเปิ้ลที่ใช้เทคนิค Anamorphosis ซึ่งญารินดาเล่าว่าได้แรงบันดาลใจมาจากสมัยเรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์ แล้วได้ไปอยู่ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี ช่วงสั้นๆ สำนักสงฆ์ที่เมืองนั้นมีภาพศิลปะที่ใช้เทคนิคเดียวกันนี้อยู่ ซึ่งทำให้คนดูมีส่วนร่วมกับงานศิลปะด้วยการขยับตัวเพื่อมองรูปในมุมต่างๆ ไปโดยอัตโนมัติ 

House of La Dolce Vita in Scooter 2019

ส่วนห้องที่ญารินดาชอบมากที่สุดก็คือ…

“พูดยาก แต่ถ้าในแง่ของสถาปัตยกรรม เราชอบมุมบนทางเดินที่มองลงไปเห็นห้องที่เป็นโรงงาน มันได้เห็นเงื่อนไขที่แตกต่างกันในแง่ของพื้นที่ มันพันมันทับกันอยู่ จำได้ว่าตอนที่เขียนแปลนครั้งแรก ก็ดูแปลนไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะมันวนทับกันอยู่ ทางเดินบน ทางเดินล่าง มันซ้อนกัน ถ้าดูในแปลนเหมือนเป็นเขาวงกต 

House of La Dolce Vita in Scooter 2019
House of La Dolce Vita in Scooter 2019

“เราเคยคุยกับเพื่อนๆ หลายหนว่า คนไทยส่วนใหญ่จะเห็นค่าของสถาปัตยกรรมน้อยหน่อย จะไม่ค่อยสนใจสถาปัตย์ฯ ส่วนใหญ่จะสนใจงานออกแบบภายใน แฟชั่น แต่ไม่ค่อยรู้สึกถึงพลังของพื้นที่ที่ดีว่า มันสามารถทำให้เราสงบ สามารถทำให้เรามีส่วนร่วม ครั้งนี้เราโชคดีมากที่มีโอกาสได้ใช้สถาปัตยกรรมในการเล่าเรื่อง”

ก่อนออกมาจาก House of La Dolce Vita in Scooter 2019 ในวันนั้น ญารินดา ผู้ที่ไม่ถนัดการถ่ายรูปเซลฟี่เลยแม้แต่น้อยทิ้งท้ายกับเราว่า 

“เดี๋ยววันนี้เขาจะมาติดไฟเพิ่มอีกร้อยดวง เพราะตอนนี้ถ่ายรูปแล้วหน้ายังดำ เมื่อวานมาลองเทสต์กันก็ เฮ้ย มันยังสว่างไม่พอสำหรับการเซลฟี่หรือเปล่าเนี่ย (หัวเราะ)”

นอกจากเรื่องราวการเดินทาง ความสนุก และความสุข ของไอคอนนิกสกูตเตอร์เวสป้า ที่ผู้เข้าชมจะได้รับกลับไปแล้ว Exhibition นี้ยังต้องการส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่ไม่สามารถเข้าชมงานได้ด้วยการสร้าง Digital Art Museum บนอินสตาแกรม @houseofldvs เพื่อเก็บเรื่องราวทั้งหมดไว้ในนั้น

House of La Dolce Vita in Scooter 2019 จัดขึ้นที่โครงการ Warehouse 26 สุขุมวิท 26 ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 29 กุมภาพันธ์ 2563 บัตรเข้าชมราคา 190 บาทสามารถซื้อบัตรได้ท่ี bit.ly/HouseofLDVS ได้แล้ววันนี้

เวลาทำการ วันอังคาร – วันศุกร์ 11.00 น. – 20.00 น. วันเสาร์ – วันอาทิตย์ 10.00 น. – 19.00 น.

Have a Scoot Day!

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

The Cabin in the Woods ไม่ใช่แค่ชื่อหนังสยองขวัญที่ออกฉายในปี 2011 ทว่ามันคือคำจำกัดความของคาเฟ่ ซึ่งเปรียบเสมือนกระท่อมหลังเล็กในป่าใหญ่ของเมืองเชียงใหม่ ชื่อว่า ‘Forest Bake’

หนึ่งในร้านที่มีความเป็นออริจินัลโฮมเมดของตัวเอง อีกทั้งยังอัดแน่นด้วยประวัติศาสตร์ของร้านกว่า 6 ปี บวกเข้ากับประวัติศาสตร์ของพื้นที่สีเขียว อันเป็นทำเลที่ตั้งอีกกว่า 200 ปี

Forest Bake คาเฟ่ขนมอบในพื้นที่บ้านอายุมากกว่า 200 ปีที่เป็นออฟฟิศบริษัทป่าไม้ จ.เชียงใหม่

ขณะที่กำลังลิ้มรสชาติขนมปัง เค้ก หรือทาร์ต ก็ได้รับทราบถึงเรื่องราวของคาเฟ่ที่นำพื้นที่สีเขียวมาดำเนินเดินขนานไปด้วยกันอย่างไม่ฉาบฉวย เพราะ ลิน-นลิน เชิดจารีวัฒนานันท์ เจ้าของคาเฟ่ผู้มีชื่อซิกเนเจอร์ของตัวเองว่า Forest Wanderer ได้เชื่อมโยงตัวเองเข้ากับสถานที่แห่งนี้โดยสมบูรณ์ พร้อมบอกเล่าถึงร้านด้วยประโยคสรุปใจความสั้น ๆ ว่า 

“ถ้าเรียกสถานที่นี้ว่าคาเฟ่ เรารู้สึกมันไม่ใช่ตัวเอง มันเป็นแค่ช่วงชีวิตหนึ่งของเราที่ได้รู้จักคน เพื่อจะทำในสิ่งที่เรารัก”

ก่อนทำความรู้จักกับร้าน Forest Bake ผ่านคำบอกเล่าของลิน คงต้องพาย้อนกลับไปเป็นระยะเวลา 200 ปีโดยประมาณ ผ่านคำบอกเล่าของ คุณแม่นิ่ว-ประณีต เชิดจารีวัฒนานันท์ คุณแม่ของลิน ผู้จะมาเล่าประวัติศาสตร์หลังใหญ่ที่เป็นจุดเริ่มต้นของกระท่อมหลังน้อยแห่งนี้

Forest Bake คาเฟ่ขนมอบในพื้นที่บ้านอายุมากกว่า 200 ปีที่เป็นออฟฟิศบริษัทป่าไม้ จ.เชียงใหม่

The Bain & The Forest

อาจต้องย้อนกลับไปไกลถึงช่วงศตวรรษที่ 18 คุณแม่เล่าให้ฟังอย่างรวบรัดว่า ในตอนนั้น William Bain (คุณทวดของลิน) นั่งเรือข้ามฟากโลกมาจากประเทศสกอตแลนด์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น

“คนอังกฤษถ้ามีฐานะหน่อย เขาต้องไปอินเดีย ไปทำงานร่วมกับกองทัพ คุณปู่ไปอยู่อินเดียตั้งแต่อายุ 17 จนถึงอายุ 21 เขาก็มาเข้าร่วมกับบริษัทค้าไม้ จังหวัดลำปาง จากนั้นย้ายมาประจำอยู่ที่สาขาในจังหวัดเชียงใหม่ แล้วก็มาแต่งงานกับคนเหนือ” สาขาเชียงใหม่ที่ว่าก็คือบ้านหลังปัจจุบัน ซึ่งอยู่ในพื้นที่เดียวกันกับร้าน และเป็นบ้านของครอบครัวลินในเวลาต่อมา

Forest Bake คาเฟ่ขนมอบในพื้นที่บ้านอายุมากกว่า 200 ปีที่เป็นออฟฟิศบริษัทป่าไม้ จ.เชียงใหม่
Forest Bake คาเฟ่ขนมอบในพื้นที่บ้านอายุมากกว่า 200 ปีที่เป็นออฟฟิศบริษัทป่าไม้ จ.เชียงใหม่

บ้านสีขาวดำหลังนี้แต่เดิมสร้างขึ้นเพื่อเป็นออฟฟิศของบริษัทป่าไม้ส่งออกจากประเทศอังกฤษ The Borneo Company Limited ในจังหวัดเชียงใหม่ ลินอธิบายถึงที่มาที่ไปของบ้านหลังนี้ว่า ออกแบบและสร้างโดย หลุยส์ ที. เลียวโนเวนส์ (Louis Thomas Gunnis Leonowens) ลูกชายคนเดียวของ แอนนา เลียวโนเวนส์ (Anna Leonowens) ที่เดินทางเข้ามายังสยามเพื่อสอนภาษาอังกฤษให้กับพระราชโอรส พระราชธิดา เจ้าจอม หม่อมห้าม ตามพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่ ค.ศ. 1862

William Bain คุณทวดของลินได้รับตำแหน่งเป็นผู้จัดการใหญ่และประจำการอยู่ที่นี่ ทว่าในเวลาต่อมาบริษัทบอร์เนียวถูกซื้อโดยบริษัท Inchcape (บริษัทจัดจำหน่ายยานยนต์ข้ามชาติของอังกฤษ) หลังบริษัทบอร์เนียวยุติ บ้านพักผู้จัดการหลังนี้จึงตกทอดมาเป็นมรดกของตระกูล Bain สาเหตุหลัก ๆ ที่บ้านหลังใหญ่นี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของร้าน Forest Bake เป็นเพราะว่า

“ร้านกับบ้านอยู่ในพื้นที่เดียวกัน” ลินตอบ ก่อนคุณแม่เสริมว่า “เมื่อก่อนตรงนี้ไม่มีอะไรเลย เป็นลานกว้าง มีต้นไม้ใหญ่เยอะ ต้นไม้อายุ 100 กว่าปีหมดเลยค่ะ เพราะเขาเอาไว้ผูกช้าง ของบริษัทบอร์เนียวเองก็มีช้างอยู่ 30 กว่าเชือก ไว้ลากซุง เขาเลยเรียกท่าช้างไงคะ เพราะเคยเป็นที่อาบน้ำช้าง”

หลังจากหมดบทบาทออฟฟิศของบริษัทป่าไม้ บ้านเก่าอายุกว่า 200 ปีหลังนี้เคยถูกปล่อยให้ฝรั่งเช่า คุณแม่เล่าว่าเคยมีกลุ่มนักดนตรีมาเช่า สวมคอร์เซ็ตเต้นรำกันบนโต๊ะอย่างสนุกสนาน และบ้านหลังนี้ก็เคยเป็นที่ตั้งของสถานกงสุลใหญ่ญี่ปุ่น ณ นครเชียงใหม่ ตลอดจนโรงเรียนสอนบัลเลต์

Forest Bake คาเฟ่ขนมอบในพื้นที่บ้านอายุมากกว่า 200 ปีที่เป็นออฟฟิศบริษัทป่าไม้ จ.เชียงใหม่

คุณทวด William Bain ส่งอิทธิพลสำคัญถึงลูกหลาน คุณแม่นิ่วเล่าถึงความรักธรรมชาติของคุณปู่ของเธอ “คุณปู่รักป่าไม้มาก ทุกครั้งที่เขาตัดต้นไม้ 1 ต้น ต้องปลูกคืน 5 ต้น พอเกษียณ เขาก็ยังขอทำงาน จนวันสุดท้ายแกเข้าป่าไปจ่ายเงินเดือนให้ลูกหาบ คุณพ่อเล่าให้ฟังว่า พอคุณปู่ออกจากป่า นั่งรถผ่านบ้านไปโรงพยาบาลแมคคอร์มิค แกก็ไปเสียที่นั่นเลย”

ชื่อ Forest Bake จึงเชื่อมโยงกับสถานที่เก่าแก่และสิ่งที่คุณทวดเคยทำมา

ในวันที่ Forest Bake ถูกปลูกขึ้น

แต่เดิมคาเฟ่แห่งนี้เป็นเพียงบล็อกในอินเทอร์เน็ตของลิน เธอเขียนถึงสูตรเบเกอรี่ของคุณแม่และคุณป้า แม้ว่าจริง ๆ แล้วเธอเรียนแฟชั่น และไม่ใช่สายขนมหวานเลยก็ตาม แต่ก็หยิบจับสิ่งละอันพันละน้อยมาเสริมเติมแต่งเบเกอรี่เหล่านั้น แล้วเรียกมันว่า ‘การสไตลิ่ง’ โดยลินถ่ายกระบวนการสไตลิ่งลงในบล็อก ก่อนที่ในเวลาต่อมา บล็อกของเธอจะค่อย ๆ ก่อร่างขึ้นมาเป็นร้านเล็ก ๆ แห่งนี้

ลินได้รับวิถีชีวิตฉบับเมืองพอร์ตแลนด์กลับมาค่อนข้างสูง จากการหาแรงบันดาลใจหลังเรียนจบ ยังมีเมืองเกียวโตกับเมืองนารา ประเทศญี่ปุ่น ล้อกันไปกับความเป็นล้านนาของเชียงใหม่ตามความตั้งใจของเธอ ควบกับการนำดอกไม้มาตกแต่งอาหาร ที่ขณะนั้นยังไม่เป็นที่นิยมในไทยสักเท่าไหร่

Forest Bake คาเฟ่ขนมอบในพื้นที่บ้านอายุมากกว่า 200 ปีที่เป็นออฟฟิศบริษัทป่าไม้ จ.เชียงใหม่
Forest Bake คาเฟ่ขนมอบในพื้นที่บ้านอายุมากกว่า 200 ปีที่เป็นออฟฟิศบริษัทป่าไม้ จ.เชียงใหม่

นั่นคือปีแรกของร้านที่ค่อย ๆ ขยับขยายขึ้นเมื่อมีลูกค้าประจำและกลายเป็นที่รู้จัก ความคิดที่ว่าเราควรมีที่นั่งให้ลูกค้าจึงถูกเติมเข้ามาในร้าน พร้อมการเวิร์กชอปโดยเพื่อนต่างชาติ เช่น สอนเขียนปากกาคอแร้งโดยเพื่อนชาวฮ่องกง สอนวาดภาพดอกไม้โดยเพื่อนชาวสิงคโปร์

ลินเล่าให้ฟังว่า ทีแรกร้านอัดแน่นไปด้วยความเป็นตัวเองที่ค่อนข้างสูงเกินพอดี ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง การเปลี่ยนแปลงอะไรหลาย ๆ อย่างในทุก ๆ เดือน การวางแผน จัดร้านอย่างไร จัดจานอย่างไร ทุกอย่างเต็มไปด้วยความจริงจัง ขนาดว่าหากไม่มีดอกไม้สำหรับตกแต่งขนม ก็เลือกไม่ทำเมนูนั้น ลูกค้าที่เคยมากินเมื่อ 2 วันก่อนอาจสงสัยว่า “อ้าว 2 วันที่แล้วยังมากินอยู่เลย ทำไมวันนี้ไม่มีซะแล้ว” เธอเรียกว่าเป็นการทำตามใจตัวเอง แต่ท้ายที่สุดเธอก็ยอมหรี่ไฟแรงของตัวเองลงและเริ่มเข้าใจลูกค้ามากขึ้น ตัดความจริงจังออกทีละหน่อย จนเจอความพอดีในฉบับของเธอ

The Bain’s Recipes

สูตรขนมของร้านรับผิดชอบโดยคุณแม่และคุณป้าที่ดัดแปลงจากขนมคลาสสิกของยุโรป และเรียนเสริมอีกนิดหน่อยให้รสชาติเข้าปากคนเอเชียมากขึ้น โดยลินดูแลเรื่องผลไม้หรือดอกไม้ตามฤดูกาลต่าง ๆ พร้อมขัดเกลาหน้าตาของเบเกอรี่นั้น ๆ ให้สวยงาม น่าทาน ส่วนคุณพ่อเป็นคนคัดสรรกาแฟ

Forest Bake คาเฟ่ขนมอบในพื้นที่บ้านอายุมากกว่า 200 ปีที่เป็นออฟฟิศบริษัทป่าไม้ จ.เชียงใหม่

คุณแม่เป็นคนทำขนมปังโลฟ โรล และทาร์ต ทั้งเมนูทั่วไปอย่าง Bread Loaf และเมนูพิเศษอย่าง Whole Wheat Bread, Multigrain Bread, Cinnamon Raisin Bread, Cranberry Walnut Bread, Challah Bread, Milk Bread และ Snow Fox Signature Bread ที่เป็นซิกเนเจอร์ของทางร้านในสไตล์โชกุปัง ขณะเดียวกันก็มีเมนูพิเศษตามฤดูกาล อย่างมันม่วง ฟักทอง แครอท และ Chocolate Babka

ฝั่งของทาร์ต ลินบอกว่าเป็นทาร์ตกรอบสไตล์ยุโรป ไม่ใช่ทาร์ตนิ่มแบบญี่ปุ่น ซึ่งเมนูต่างจากขนมปังตรงที่ขึ้นอยู่กับคุณแม่ว่าอยากทำอะไร วันดีคืนดีอาจมี Custard Tart หรืออะไรต่าง ๆ นานา แต่โดยหลักแล้วประกอบด้วย Classic Lemon Tart, Chocolate Tart และ Banoffee Tart

คาเฟ่-เบเกอรี่โฮมเมด ในพื้นที่สีเขียวและประวัติศาสตร์บริษัทค้าไม้ ย่านวัดเกต เชียงใหม่

เมนูเค้กเองก็เช่นกัน ด้วยความที่คุณป้าเป็นคนฟรีสไตล์ ร้านนี้จึงเป็นร้านที่ไม่มีเมนูเค้กให้เลือกล่วงหน้า (ยกเว้นเมนูประจำ) เพราะคุณป้ารังสรรค์เค้กตามหัวใจ อารมณ์ และความรู้สึก

เดินหน้า ถอยหลัง ตั้งหลัก

ปีที่ 3 และ 4 เห็นจะเป็นช่วงที่ร้านเริ่มเดินหน้า ด้วยการก้าวเท้าให้ระยะทางไกลขึ้นกว่า 2 ปีแรกพอสมควร ทั้งเริ่มมีพนักงานเข้ามาช่วยดูแลร้านในปีที่ 3 ส่งผลให้ลินกลับไปเดินทางหาแรงบันดาลใจของตัวเองได้อีกครั้ง เริ่มจากในเชียงใหม่ ค่อย ๆ ไปไกลถึงสิงคโปร์ จนถึงญี่ปุ่น

สุดท้ายก็มาถึงจุดที่เรียกว่า ‘ทิ้งร้าน’

“เราคิดว่าการเดินทางจะหาแรงบันดาลใจได้ แต่จริง ๆ ไม่ได้ เพราะเมื่อเราไป จิตวิญญาณก็หายไป เคยมีเพื่อนมาร้าน เขาบอกว่าตอนเราไม่อยู่มันแห้งแล้ง เราก็เลยคิดว่าเราจะทิ้งร้านไม่ได้”

ต่อมาในปีที่ 4 ร้านเลือกเดินทางก้าวที่ค่อนข้างใหญ่ ด้วยการขยายสาขาไปยังกรุงเทพฯ พ่วงมาด้วยความคิดแบบนักธุรกิจที่ค่อย ๆ เข้ามาแทนที่ความเป็นศิลปินเหมือนตอนแรกเริ่ม

คาเฟ่-เบเกอรี่โฮมเมด ในพื้นที่สีเขียวและประวัติศาสตร์บริษัทค้าไม้ ย่านวัดเกต เชียงใหม่

โดยที่กรุงเทพฯ มี 2 สาขา ได้แก่ สุขุมวิท 22 และเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งในแต่ละที่ก็จะมีธีมแตกต่างกันไป ทว่าจนแล้วจนรอด ลินก็ต่อสู้กับความวุ่นวายในเมืองใหญ่ไม่ได้ ทุกอย่างเริ่มเกินมือของคน 2 – 3 คนในการดำเนินงาน ความรู้สึกและจิตวิญญาณที่เคยอยู่กับร้านค่อย ๆ จางหายไป การต้องบริหารร้าน 2 ที่ในเวลาเดียวกัน กลายเป็นการแยกร่างทำงานโดยสมบูรณ์ การทำงานเริ่มกลายเป็นการวิ่งเต้นไปทั่ว ท้ายที่สุดลินก็เริ่มรู้สึกว่า “นี่ไม่ใช่ชีวิตที่เราต้องการ มันต้องหยุดแล้ว” เธอยอมรับกับเรา

จนเข้าปีที่ 5 อุกกาบาตลูกใหญ่อย่างการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทิ้งลงมาสู่โลก ผนวกกับความรู้สึกที่ต้องหยุดการขยายครั้งนี้แล้ว ลินจึงตัดสินใจปิดสาขาเซ็นทรัลเวิลด์และสาขาสุขุมวิท 22 ตามลำดับ แล้วจึงถอยมาตั้งหลักยังจุดแรกเริ่มที่เชียงใหม่เพื่อรีเฟรชตัวเองอีกครั้ง ผ่านการกลับมาขายในรูปแบบ Take Away ตามสถานการณ์ พร้อมกับกดข้ามปีที่ 5 อย่างฉับพลัน

Celebrate 6th Years Anniversary

ในตอนนี้ร้านคาเฟ่เบเกอรี่โฮมเมดแห่งนี้ กำลังก้าวเข้าสู่การครบรอบปีที่ 6 ขึ้นปีที่ 7

สิ่งที่ลินทำคือการกลับมาให้ความสำคัญกับร้านที่เชียงใหม่และรีโนเวตสถานที่อีกครั้ง

“เรากลับมา เพราะเริ่มรู้แล้วว่า อะไรที่ไม่สำคัญ ต้องตัดออกให้หมด แล้วเราจะบาลานซ์มันยังไง เพื่อให้ก้าวต่อไปมีความสุขกว่าที่ผ่านมา โดยไม่เอาใจตัวเองมากเกินไปเหมือนตอนนั้น”

ด้วยประสบการณ์ที่สูงขึ้นตามอายุของร้านและบทเรียนจากกรุงเทพฯ ส่งผลให้ลินเริ่มนิ่งขึ้นเมื่อกลับมายังจุดเริ่มต้นของตัวเอง ร้านเริ่มมีทิศทางชัดเจนขึ้น อยู่ในขนาดที่พอใจ และกลับมามีความสุขอีกครั้ง ซึ่งในเดือนหน้า ทางร้านจะเริ่มเสิร์ฟเมนู Brunch ที่สั่งได้ตลอดทั้งวัน โดยเชื่อมเข้ากับแกงฮินเล (แกงนานาชาติ มีทั้งอินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย พม่า และไทย) โดยมีคุณพ่อเป็นคนทำ (ภายใต้ชื่อร้าน Hinlay Curry) อย่างการเอาแกงฮินเลไปใส่ในบัน (Bun) ทำเป็นแซนด์วิชต่าง ๆ

ในอนาคตอาจจะมีการเปิด Forest Stay บ้านเช่าสไตล์โคโลเนียล (ศิลปะแบบตะวันตกที่เข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 – 6) ให้เช่าเป็นรายเดือน โดยเธอพยายามเล่าเรื่องกระท่อมหลังน้อยนี้ในรูปแบบต่าง ๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งในรูปแบบ ‘หนังสือ’ ซึ่งเป็นใจความสำคัญของ Forest Bake ในปีที่ 6

คาเฟ่-เบเกอรี่โฮมเมด ในพื้นที่สีเขียวและประวัติศาสตร์บริษัทค้าไม้ ย่านวัดเกต เชียงใหม่

ลินตั้งใจจะออกหนังสือ Forest Bake Recipes ซึ่งกำลังเขียนอยู่ในตอนนี้ด้วยแนวคิดที่ว่า “เราไปหาทุกคนที่บ้านได้ด้วยหนังสือ” เพราะลินตัดสินใจไม่ขยายร้านไปไกลกว่าที่เป็นอยู่ หนังสือเล่มนี้จึงเปรียบเสมือนตัวแทนของร้าน สำหรับการเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ นอกเมืองเชียงใหม่

โดยตัวหนังสือ ลินตั้งใจให้ออกมาในรูปแบบหนังสือ Cookbook มีภาพเล่าเรื่องร้อยเรียงกันอย่างสวยงาม ควบคู่ไปกับ Introduction เรื่องราวน่าสนุกของร้าน

เป็นการเล่าถึงจุดเริ่มต้นของสถานที่แห่งนี้ พื้นที่ประวัติศาสตร์ ณ ตรงนี้ ที่มาที่ไปของร้าน แล้วค่อย ๆ ลงลึกถึง The Bain’s Recipes เมนูพิเศษ 12 เมนูที่เป็นซิกเนเจอร์ของร้าน ทั้งเค้ก ขนมปัง และสโคน ภายในหนังสือจะบอกวิธีทำทุกเมนู รวมถึงเครื่องดื่มและอาหารคาว นอกจากนี้ ยังเสริมเรื่องอุปกรณ์ที่ใช้ เทคนิคพิเศษต่าง ๆ ด้านหลังจะมีการเขียนถึงสไตลิ่งสำหรับการนำไปประกอบธุรกิจ พร้อมเพลย์ลิสต์ สำหรับเปิดฟังเวลาทำเบเกอรี่ เพื่อความรื่นรมย์ระหว่างเข้าครัว

หลายครั้งหลายคราวที่มีนักศึกษาหรือคนทั่วไปมาถามถึงพื้นที่ตรงนี้ ลินจึงหวังว่าผู้อ่านหนังสือในอนาคตของเธอ จะไม่ได้จำเพาะเจาะกลุ่มอยู่แค่เหล่าคนทำเบเกอรี่หรือผู้ที่อยากเปิดร้านกาแฟ แต่ยังกว้างขวางไปถึงเหล่าคนที่สนใจแง่มุมประวัติศาสตร์ของพื้นที่สีเขียวตรงนี้ด้วย

“เอาความเป็นเรา สถานที่ และร้าน เข้าไปอยู่ในหนังสือ” คือความตั้งใจของลินในการทำหนังสือเล่มนี้ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองแด่ปีที่ 6 ของ Forest Bake ฮูเร่! ยินดีกับกระท่อมเล็ก ๆ หลังนี้ด้วย

คาเฟ่-เบเกอรี่โฮมเมด ในพื้นที่สีเขียวและประวัติศาสตร์บริษัทค้าไม้ ย่านวัดเกต เชียงใหม่

ในวันที่ความสุขคือการกลับมายังจุดเริ่มต้น

ผู้ใหญ่มักบอกเราว่า จงเรียนรู้จากประสบการณ์ สำหรับลินแล้ว สิ่งนั้นจริงจนปฏิเสธไม่ได้ การไปกรุงเทพฯ ถือเป็นก้าวหนึ่งที่ทำให้เธอถอยมาตั้งหลัก แล้วเดินต่ออีกก้าวหนึ่งที่ไม่กว้างและยาวเท่าคราวที่แล้ว แม้เป็นก้าวที่ไม่สวยงาม แต่การถอยกลับมาก็ทำให้เธอเห็นเส้นทางต่อไปชัดเจนขึ้น

ในวันที่ทุกอย่างกลับมายังจุดเริ่มต้น “เราไม่ได้คิดว่าเราพิเศษ แต่ทุกอย่างที่ทำมาจากความเป็นเรา” นี่คือประโยคจำกัดความของลินที่มีต่อความพิเศษของร้านของเธอในวันนี้

ความพิเศษเหล่านั้น แท้จริงแล้วคือประสบการณ์ที่ลูกค้าผู้มาเยือนจะได้ซึมซับจากตัวร้าน นั่นต่างหากคือความภาคภูมิใจที่เธอสื่อสารถึงสิ่งที่ตัวเองรักออกมา Forest Bake ไม่ใช่แค่คาเฟ่เบเกอรี่โฮมเมดที่เสิร์ฟคู่บรรยากาศรื่นรมย์ แต่สถานที่แห่งนี้เสิร์ฟ ‘แรงบันดาลใจ’ ให้กับผู้คนเป็นอาหารจานหลัก

“เรามีความสุขที่สุดที่มีการตอบรับที่ดีพอสมควร ไม่ได้พูดถึงขายของนะคะ พูดถึงการที่มีคนเข้ามาสอบถามเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวกับขนม มันเกี่ยวกับรูปลักษณ์ การวางแผน หรือไอเดียต่าง ๆ มันทำให้เรามีความสุขตรงที่เราคิดอยากจะเป็นแรงบันดาลใจให้คน ตอนนี้ก็มาถึงจุดนั้นแล้ว”

ลินทิ้งท้ายโดยสรุปกับเราว่า ความยิ่งใหญ่ของขนาดร้าน จำนวนสาขา หรือชื่อเสียงของอาณาจักรที่ปกครอง อาจไม่ใช่บรรทัดฐานความสำเร็จเสมอไป เพราะสุดท้ายแล้ว ความพอใจในสิ่งที่ตัวเองรักที่จะทำ พร้อมกับส่งต่อแรงบันดาลใจให้ผู้คนต่างหาก คือทิศทางที่ชัดเจนที่สุดของ Forest Bake

คาเฟ่-เบเกอรี่โฮมเมด ในพื้นที่สีเขียวและประวัติศาสตร์บริษัทค้าไม้ ย่านวัดเกต เชียงใหม่

Forest Bake
ที่ตั้ง : 8/1 ถนนหน้าวัดเกต ซอย 1 ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดบริการทุกวัน (ยกเว้นวันพุธ) เวลา 09.00 – 17.00 น.

โทรศัพท์ : 09 1928 8436

Facebook : Forest Bake และ Nalinna Li

Instagram : forestbake และ nalinnali

Writer

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

ศรีภูมิ สาส่งเสริม

ช่างภาพเชียงใหม่ ชอบอยู่ในป่า มีเพื่อนเป็นช้าง และชาวเขาชาวดอย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load