“เราว่ามันน่าตื่นเต้นที่คนไม่ต้องไป Art Space เพื่อดูงานศิลปะ แต่มาโกดังแทน”

เรามาที่ Warehouse 26 เป็นครั้งแรกเพื่อสัมภาษณ์ ญารินดา บุนนาค สถาปนิกไดเรกเตอร์ของ Imaginary Objects และผู้ร่วมดีไซน์สเปซ House of La Dolce Vita in Scooter 2019 พิพิธภัณฑ์ขนาดกะทัดรัดที่เล่าเรื่องราว ประวัติความเป็นมา รวมถึงความสุขและความสนุกของไอคอนนิกสกูตเตอร์เวสป้า แบรนด์สัญชาติอิตาลีที่กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของความอิสระตั้งแต่จำความได้

ญารินดา บุนนาค ทำโกดังเก่าเป็นมิวเซียมเซลฟี่สีดีขนาดกะทัดรัดที่เล่าประวัติสกูตเตอร์

โกดังเก่าที่ครั้งแรกเคยเป็นโรงงานประกอบรถยนต์ในซอยสุขุมวิท 26 ได้เปลี่ยนเป็นพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะสีลูกกวาด ในรูปแบบที่เราแทบจะไม่เคยเห็นในเมืองไทยมาก่อน เป็นพิพิธภัณฑ์ในฝันของคนที่ชอบการถ่ายรูป เพราะไม่ว่าจะไปยืนตรงไหน ก็ถ่ายรูปแล้วสวยไปหมด 

ห้องแรกในพิพิธภัณฑ์ขนาดกะทัดรัดแห่งนี้ เริ่มจากการเล่าว่าครั้งแรกที่เวสป้าออกสู่สายตาประชาชน โครงสร้างของรถเหมือนกับตัวต่อ แต่โปรโตไทป์แรกก่อนหน้านั้นท่ีช่ือ MP5 คล้ายคลึงกับโดนัลด์ ด๊ัก หลังจากนั้นเวสป้าก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมคนรุ่นใหม่ในทุกยุคทุกสมัย โดยพิพิธภัณฑ์เล่าผ่านวิธีการสื่อสารหลายรูปแบบ มีทั้งชิ้นงานแบบ Interactive การสื่อสารผ่านสัญลักษณ์ต่างๆ ไปจนถึงไฮไลต์ห้องกระจกที่เข้าไปได้ครั้งละไม่เกิน 5 คนเท่านั้น

เรานั่งคุยกับญารินดาตรงคาเฟ่สีเขียวมิ้นล้วนด้านหน้าถึงแรงบันดาลใจและเบื้องหลังของ House of La Dolce Vita in Scooter 2019 คอนเซปต์ที่พูดถึงชีวิตที่หอมหวาน ความสุข และเรื่องราวของเวสป้า ไปจนถึงการทำรีเสิร์ชเพื่อออกแบบพิพิธภัณฑ์ที่จะถ่ายรูปออกมาได้สวยอย่างภาพที่เห็น ซึ่งน่ารักดีเหมือนกันเพราะญารินดาบอกกับเราตั้งแต่แรกเลยว่า

“เราเซลฟี่ไม่ค่อยเป็น ไม่รู้ว่ามุมสวยของตัวเองคืออะไร (หัวเราะ)”

สถาปนิก/ภัณฑรักษ์

“มันเริ่มจากที่เวสป้าอยากทำ Exhibition ด้วยกลุ่มลูกค้าสมัยนี้ที่ใช้เวสป้า การที่เราจะทำการตลาด โดยใช้โฆษณาทั่วไปมันน่าเบื่อแล้ว เสพไปชั่วครั้งชั่วคราว โดยที่ไม่ได้ความรู้ ไม่ได้ความบันเทิงอะไร เลยคุยกันว่าเป็นไปได้ไหมถ้าจะทำ Pop-up Museum ขึ้นมา แล้วอีกอย่างหนึ่ง มันมีกระแสของการถ่ายรูป ถ่ายเซลฟี่ ที่เกิดขึ้นในช่วงห้าถึงสิบปีที่ผ่านมา” 

ญารินดา บุนนาค ทำโกดังเก่าเป็นมิวเซียมเซลฟี่สีดีขนาดกะทัดรัดที่เล่าประวัติสกูตเตอร์

ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่ามีพิพิธภัณฑ์เซลฟี่เกิดขึ้นในหลายเมืองทั่วโลก แต่ประเทศไทยยังไม่เคยมี 

“สเปซที่คนถ่ายรูปสวยก็คือเรื่องนึง แต่สิ่งที่เราสนใจมากกว่า คือสเปซที่คนสามารถเดินเข้ามาแล้วมีอารมณ์ร่วม สนุก การออกแบบที่ให้คนอยู่ กับออกแบบที่ให้คนถ่ายรูป มันไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราจะทำสองอย่างนี้พร้อมกันให้น่าสนใจได้ยังไง”

ญารินดาตื่นเต้นกับโปรเจกต์นี้เป็นพิเศษ เพราะเป็นสิ่งใหม่ที่ยังไม่เคยทำมาก่อน จะมีใกล้เคียงก็เป็นโปรเจกต์ทำพื้นที่พิพิธภัณฑ์ทั่วไป

ญารินดา บุนนาค ทำโกดังเก่าเป็นมิวเซียมเซลฟี่สีดีขนาดกะทัดรัดที่เล่าประวัติสกูตเตอร์

“ส่วนใหญ่ตัวอาคารของพิพิธภัณฑ์จะต้องมีความเป็นกลาง มีความนิ่ง เพราะงานศิลปะมันจะเปลี่ยนไปทุกปี ทุกงานจึงต้องสามารถอยู่ในพื้นที่นี้ได้ ถ้าลองสังเกตพื้นที่ศิลปะ ที่ที่เพอร์เฟกต์ที่สุด เขาจะเรียกว่า White Cube Gallery เป็นกล่องสี่เหลี่ยมสีขาว จะเอางานของแจ็กสัน พอลล็อก มาลง เอางานของแอนดี้ วอฮอล มาลง หรืองานของยาโยอิ คุซามะ มาลง มันก็ได้หมด แต่ Pop-up Museum นี้คือกลับกัน มันเป็นโอกาสให้เราได้ออกแบบสเปซ ให้ได้เล่าเรื่องของเวสป้า สามารถที่จะลำดับการรับรู้เพื่อนำคนไปสู่เรื่องราวเหล่านั้นได้ เหมือนเราออกแบบสตอรี่บอร์ดของหนังเรื่องนึง จะทำยังไงให้สถาปัตยกรรมและคอนเทนต์ของนิทรรศการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ โปรเจกต์นี้เลยแตกต่างจากการออกแบบพิพิธภัณฑ์หรือแกลเลอรี่ธรรมดา ซึ่งมันสนุกมาก มันเหมือนเราได้เป็นทั้งสถาปนิกและภัณฑรักษ์ไปในตัว”

จากโกดังประกอบรถยนต์เก่า สู่พื้นที่ศิลปะแสนสนุก

โกดังนี้เป็นตึกเก่าที่มีเรื่องราวน่าสนใจอยู่ไม่น้อย เมื่อก่อนเคยเป็นสถานที่ต่อรถยนต์ยุโรปแบรนด์หนึ่ง ลักษณะของอาคารจึงมีกลิ่นอายของความเป็นอุตสาหกรรมอยู่ แถมยังเชื่อมโยงกับรถสกูตเตอร์เวสป้าเหมือนจับวางอย่างไรอย่างนั้น

“เราอยากเก็บโครงสร้างเดิมไว้ตั้งแต่แรก เพราะจริงๆ แล้ว การอนุรักษ์อาคารเก่ามันสำคัญมาก มันมีเสน่ห์ ยิ่งโกดังที่มีเรื่องราวมาก่อน อย่างโครงสร้างไม้ เสา หรือแม้แต่หลังคา เป็นของเดิมหมด แต่มันก็มีความยากเรื่องการวางงานระบบ 

ญารินดา บุนนาค ทำโกดังเก่าเป็นมิวเซียมเซลฟี่สีดีขนาดกะทัดรัดที่เล่าประวัติสกูตเตอร์
ญารินดา บุนนาค ทำโกดังเก่าเป็นมิวเซียมเซลฟี่สีดีขนาดกะทัดรัดที่เล่าประวัติสกูตเตอร์

“ถ้าเรามองวัฒนธรรมการเซลฟี่ส่วนใหญ่ สิ่งที่เด่นที่สุดคือ คน สถาปัตยกรรมนี่เป็นแบ็กกราวนด์ ไม่เด่นเลย หน้าเด่น (หัวเราะ) หรือถ้าเราไปงานแสดงศิลปะ สิ่งที่เด่นที่สุดจะเป็นงานอาร์ต สถาปัตยกรรมก็เป็นแบ็กกราวนด์อีก แต่ด้วยความที่เราเป็นสถาปนิก เราก็เลยมีความเห็นแก่ตัวนิดนึง เราอยากให้สถาปัตยกรรมเด่นด้วย เลยคิดว่าทำยังไงให้สถาปัตยกรรมมันเข้ามามีส่วนร่วมในการเล่าเรื่อง

“เลยต้องมาคิดว่าจะทำยังไงให้ตัวโครงสร้างมันเข้ามาอยู่ในโกดังนี้ได้ เราไม่อยากให้มันเป็น White Cube Gallery เข้ามาเป็นแกลเลอรี่ติดโชว์งานซ้ายขวา แต่เราอยากให้มันมีลำดับการเล่าเรื่องราว มันเลยเป็นการเอาสถาปัตยกรรมเข้ามาใส่ในสถาปัตยกรรมอีกที”

ความคลาสสิก กับ ความโมเดิร์น

การตีความประวัติความเป็นมาของยานยนต์สองล้อให้ออกมาเป็นนิทรรศการสนุกๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งต้องแสดงออกมาผ่านสถาปัตยกรรมและโครงสร้างด้วยแล้ว ญารินดาและทีมต้องทำรีเสิร์ชหลายเรื่อง ไปจนถึงมีการหยิบจับเทคนิคทางศิลปะต่างๆ มาใช้ เพื่อให้สามารถสื่อสารข้อมูลได้ครบถ้วน ในขณะเดียวกันก็ต้องสร้างความสนุกให้กับคนมาดูด้วยเช่นกัน

“ถ้าลองมองย้อนไปในประวัติศาสตร์ของการโปรโมตเวสป้า เราจะคุ้นเคยกับภาพเวสป้าในประเทศอิตาลี อย่างเรื่อง Roman Holiday เราก็จำว่าเวสป้าเป็นพาหนะเมือง แต่เมืองเองมันมีความคลาสสิก เราก็เลยหยิบเอาภาษาของสถาปัตยกรรมคลาสสิกอย่างซุ้มประตูโค้ง หรือว่าความสมมาตรมาเล่น แต่เราไม่อยากให้มันคลาสสิกจ๋า เพราะฉะนั้นก็เลยทอนมันลง ให้กลายเป็นรูปทรงเรขาคณิตแทน เป็นวงกลม เป็นเส้นตรง โดยยังมีกลิ่นของความคลาสสิกอยู่ แต่มันจะมีความสนุก มีความโมเดิร์น ความขี้เล่นมากขึ้น

ญารินดา บุนนาค ทำโกดังเก่าเป็นมิวเซียมเซลฟี่สีดีขนาดกะทัดรัดที่เล่าประวัติสกูตเตอร์
ญารินดา บุนนาค ทำโกดังเก่าเป็นมิวเซียมเซลฟี่สีดีขนาดกะทัดรัดที่เล่าประวัติสกูตเตอร์

“จากจุด A ไปจุด B ไม่ควรจะเป็นจากหนึ่งห้องสี่เหลี่ยม ไปอีกหนึ่งห้องสี่เหลี่ยม เรารู้สึกว่ามันจะน่าสนใจกว่า ถ้าสามารถจัดแสดงงานได้หลายๆ แบบ อย่างเช่น หนึ่ง เป็นห้องเล็กๆ สอง อาจจะเป็นทางเดินแคบๆ ที่สามารถมองลงไปยังห้องด้านล่างได้ สาม ถ้าเป็นเนิน เป็นสนาม ที่เราสามารถสไลด์ลงไปได้ มีห้องปิดมืด มีโถงสูง เราพยายามจะทำให้ตัวสเปซต่างๆ ที่ใช้เล่าเรื่องมันมีเอกลักษณ์ของตัวมันเอง เพื่อที่จะเล่าเรื่องราวแต่ละเรื่องได้อย่างเหมาะสม บางห้องก็เหมาะกับการถ่ายรูปโคลสอัพ บางห้องก็เหมาะกับการถ่ายมุมเดียว จุดเดียว ไปถ่ายมุมอื่นจะดูไม่รู้เรื่อง บางห้องอาจจะเป็นช็อตไกล ให้เห็นแบ็กกราวนด์เยอะๆ คนอาจจะตัวเล็กหน่อย 

ญารินดา บุนนาค ทำโกดังเก่าเป็นมิวเซียมเซลฟี่สีดีขนาดกะทัดรัดที่เล่าประวัติสกูตเตอร์

“ส่วนคอนเทนต์หลักๆ ทีมเวสป้าได้เล่าไทม์ไลน์มาในระดับนึง หรือในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างเรื่องราวกับสเปซ เขาให้โจทย์มาว่า อยากให้คนเห็นว่าการประกอบเวสป้าสักคันทำยังไง เราก็รู้แล้วว่า ถ้าจะจำลองโรงงานผลิต มันต้องเป็นสเปซที่กว้าง โล่ง โถงสูง ซึ่งพื้นที่โกดังก็เอื้ออำนวยอยู่ แต่ในการเรียงลำดับ เราก็ต้องให้ห้องนั้นไปอยู่ข้างล่างที่เป็นพื้นที่กว้าง หรือบางอย่างเราอยากให้เป็น Interactive Exhibition ไม่ใช่แค่มาถ่ายรูป แต่คนที่มาอยู่ก็สามารถมีส่วนร่วม เลยลองคิดว่ามันมีส่วนไหนที่เราสามารถแปลงเป็นเครื่องเล่นให้คนมีส่วนร่วมได้ อย่างตรงทางเดินที่ทีรูปแอปเปิ้ล เราใช้เทคนิค Anamorphosis ที่ถ้าเราเล็งจากจุดๆ นึง รูปนี้มันถูกต้องนะ แต่พอเราขยับนิดเดียวมันอาจจะโดนยืด โดนหด บิดเบี้ยว เหมือนเล่นกับมุมกล้อง”

ความหอมหวานของชีวิต

แค่เห็นสีสันพาสเทลที่ทำให้นึกถึงลูกกวาดก็รู้ถึงความหอมหวานของชีวิตแล้ว ยังไม่นับร้านคาเฟ่ด้านข้างที่ทาสีเขียวมิ้นสีเดียวไม่ว่าจะเป็นเคาน์เตอร์ โต๊ะ เก้าอี้ หรือแม้กระทั่งโคมไฟที่ประดับตกแต่ง 

House of La Dolce Vita in Scooter 2019

“รูปแบบคอนเทนต์ที่นี่สามารถเสพได้หลายรูปแบบ จะผ่านการเล่น ผ่านการเดินดูโดยที่อาจจะไม่ต้องแสกน QR Code อ่านข้อมูลเพิ่มเติมก็ได้นะ เราสามารถมองนิทรรศการนี้เป็นศิลปะเชิงนามธรรม เป็นประติมากรรม โดยไม่ต้องมีความรู้เกี่ยวกับประวัติเวสป้ามากขึ้นเลยก็ได้เหมือนกัน มันคืออิสระที่เราจะตีความได้ต่างๆ นานา และอีกอย่างในแง่ของการถ่ายรูป เราทำไว้ให้หลายรูปแบบ ขนาดของห้อง เราพยายามจะใส่รายละเอียดต่างๆ เหล่านี้เข้าไป ที่เราบอกว่าสนุกมากกับการออกแบบเพราะมันไม่มีข้อจำกัดเลย จะเล่ายังไงก็ได้ ตอนทำเราดูไปจนถึงว่า ถ้าเกิดคนโพสต์อินสตาแกรมเป็นรูปเรียงตามห้องที่เราออกแบบไว้ จะเป็น Photo Essay ออกมายังไง เพราะฉะนั้น Photo Essay ที่เล่าเรื่องโดยคนถ่ายรูปก็อาจจะไม่เหมือนกับการเรียงลำดับของคนที่เดินดูคอนเทนต์ ประสบการณ์ก็น่าจะต่างกัน การตีความเลยมีได้หลายแบบ

House of La Dolce Vita in Scooter 2019
House of La Dolce Vita in Scooter 2019

“La Dolce Vita คือความเป็นเด็กในตัวเราแหละ”

สำหรับเรา ห้องที่ประทับใจที่สุดคงเป็นโถงทางเดินรูปแอปเปิ้ลที่ใช้เทคนิค Anamorphosis ซึ่งญารินดาเล่าว่าได้แรงบันดาลใจมาจากสมัยเรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์ แล้วได้ไปอยู่ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี ช่วงสั้นๆ สำนักสงฆ์ที่เมืองนั้นมีภาพศิลปะที่ใช้เทคนิคเดียวกันนี้อยู่ ซึ่งทำให้คนดูมีส่วนร่วมกับงานศิลปะด้วยการขยับตัวเพื่อมองรูปในมุมต่างๆ ไปโดยอัตโนมัติ 

House of La Dolce Vita in Scooter 2019

ส่วนห้องที่ญารินดาชอบมากที่สุดก็คือ…

“พูดยาก แต่ถ้าในแง่ของสถาปัตยกรรม เราชอบมุมบนทางเดินที่มองลงไปเห็นห้องที่เป็นโรงงาน มันได้เห็นเงื่อนไขที่แตกต่างกันในแง่ของพื้นที่ มันพันมันทับกันอยู่ จำได้ว่าตอนที่เขียนแปลนครั้งแรก ก็ดูแปลนไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะมันวนทับกันอยู่ ทางเดินบน ทางเดินล่าง มันซ้อนกัน ถ้าดูในแปลนเหมือนเป็นเขาวงกต 

House of La Dolce Vita in Scooter 2019
House of La Dolce Vita in Scooter 2019

“เราเคยคุยกับเพื่อนๆ หลายหนว่า คนไทยส่วนใหญ่จะเห็นค่าของสถาปัตยกรรมน้อยหน่อย จะไม่ค่อยสนใจสถาปัตย์ฯ ส่วนใหญ่จะสนใจงานออกแบบภายใน แฟชั่น แต่ไม่ค่อยรู้สึกถึงพลังของพื้นที่ที่ดีว่า มันสามารถทำให้เราสงบ สามารถทำให้เรามีส่วนร่วม ครั้งนี้เราโชคดีมากที่มีโอกาสได้ใช้สถาปัตยกรรมในการเล่าเรื่อง”

ก่อนออกมาจาก House of La Dolce Vita in Scooter 2019 ในวันนั้น ญารินดา ผู้ที่ไม่ถนัดการถ่ายรูปเซลฟี่เลยแม้แต่น้อยทิ้งท้ายกับเราว่า 

“เดี๋ยววันนี้เขาจะมาติดไฟเพิ่มอีกร้อยดวง เพราะตอนนี้ถ่ายรูปแล้วหน้ายังดำ เมื่อวานมาลองเทสต์กันก็ เฮ้ย มันยังสว่างไม่พอสำหรับการเซลฟี่หรือเปล่าเนี่ย (หัวเราะ)”

นอกจากเรื่องราวการเดินทาง ความสนุก และความสุข ของไอคอนนิกสกูตเตอร์เวสป้า ที่ผู้เข้าชมจะได้รับกลับไปแล้ว Exhibition นี้ยังต้องการส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่ไม่สามารถเข้าชมงานได้ด้วยการสร้าง Digital Art Museum บนอินสตาแกรม @houseofldvs เพื่อเก็บเรื่องราวทั้งหมดไว้ในนั้น

House of La Dolce Vita in Scooter 2019 จัดขึ้นที่โครงการ Warehouse 26 สุขุมวิท 26 ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 29 กุมภาพันธ์ 2563 บัตรเข้าชมราคา 190 บาทสามารถซื้อบัตรได้ท่ี bit.ly/HouseofLDVS ได้แล้ววันนี้

เวลาทำการ วันอังคาร – วันศุกร์ 11.00 น. – 20.00 น. วันเสาร์ – วันอาทิตย์ 10.00 น. – 19.00 น.

Have a Scoot Day!

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

ยามบ่ายแก่ในวันฟ้าเปิดที่ไร้หมู่เมฆคอยบดบังทิวากร ทั่วทั้งอาณาบริเวณของสุขุมวิท 36 จึงถูกปกคลุมไว้ด้วยมวลอากาศร้อนราวกับจะลุกเป็นไฟ พี่วินมอเตอร์ไซค์หยุดรถเป็นระยะ ๆ เหตุก็เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เราเดินทางเข้ามาในย่านแห่งนี้ บวกรวมกับความไม่คุ้นชินเส้นทาง เราสองจึงต้องคอยดูแผนที่ซ้ำ ๆ เพื่อความแน่ใจ แต่ที่สุดแล้ว พวกเราก็มาถึงสถานที่อันเป็นหมุดหมายปลายทางในวันนี้จนได้

เบื้องหน้าของเราคืออาคารกระจกเปิดโล่ง 2 ชั้นสไตล์โมเดิร์น เหนือบานประตูขนาดใหญ่มีอักษรสีขาวนูนกำกับไว้ว่า ‘FLOHOUSE’ สถานที่อันเป็นที่ตั้งของ FLO, FLOLAB, LIVID และ FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระที่เน้นหนักไปทางหนังสือออกแบบและเฟอร์นิเจอร์

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

แม้จะบอกว่าเป็นร้านหนังสือ แต่ที่นี่ไม่ได้มีแค่หนังสือเพียงอย่างเดียว เพราะ นรุตม์ ปิติทรงสวัสดิ์ ทายาทรุ่นสามโรงงานเฟอร์นิเจอร์ นักออกแบบผู้สร้างแบรนด์ FLO ควบตำแหน่งเจ้าของ FLOBOOKSTORE ตั้งใจให้พื้นที่แห่งนี้เป็นมากกว่านั้น ขณะมองสำรวจไปรอบ ๆ พร้อมสูดกลิ่นหอมของกาแฟ เราเห็นภาพของนรุตม์และอีก 4 – 5 คน กำลังจัดเตรียมสถานที่อย่างขะมักเขม้น 

ด้วยเพราะวันรุ่งขึ้น จะเป็นวันที่ FLOHouse เปิดต้อนรับอย่างเป็นทางการวันแรก 

แม้ไร้บทสนทนา แต่เราก็รับรู้ได้ในทันทีว่า พวกเขาทุกคนกำลังตั้งใจอย่างหนัก

เมื่อนาฬิกาเดินถึงยามที่เรานัดหมาย นรุตม์วางมือจากทุกสิ่งอย่าง พร้อมกับบทสนทนาเคล้ากลิ่นกาแฟของร้านหนังสือที่ผูกโยงไว้กับเฟอร์นิเจอร์ด้วยเชือกสายอันเหนียวแน่นก็เริ่มต้นขึ้น

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

ร้านขายประสบการณ์

“ที่นี่เพิ่งเสร็จใหม่ ๆ เลย” ชายตรงหน้าบอกกับเราด้วยแววตาเป็นประกาย

‘ที่นี่’ ที่ว่าก็คือ FLOHouse ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเป็นร้านเฟอร์นิเจอร์เด็กมาก่อน และหากลองเพ่งสายตาดี ๆ ก็จะเห็นร่องรอยของกาลเวลาบันทึกไว้บนเพดานไม้สลับปูน

หันมองไปรอบกาย ที่แห่งนี้มีบรรยากาศโปร่งโล่งสบาย และมีแสงอุ่น ๆ สาดส่องเข้ามาทั่วทั้งบริเวณ นรุตม์ตั้งใจให้อาคารทั้งหลังเป็นกระจกใส (แต่ไม่ร้อน) เพื่อให้ผู้สัญจรไปมามองเห็นว่า ด้านในมีหนังสือ มีร้านกาแฟ มีเก้าอี้น่านั่ง มีมุมสวย ๆ และมีบรรยากาศของการเชื้อเชิญอย่างเป็นมิตร

FLOBOOKSTORE อาจจะเป็นร้านหนังสือที่ต่างจากภาพจำของหลายคนนิด ๆ ด้วยพื้นที่ทั้งร้านไม่ได้เต็มไปด้วยหนังสือทั้งหมด แต่ยังมีพื้นที่ให้กับกิจกรรมอื่น ๆ เพราะนรุตม์ต้องการให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็น ‘Furniture Design Space’ พื้นที่ของคนรักเฟอร์นิเจอร์และหนังสือ

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

เราย้ายสายตาไป ณ กึ่งกลางของร้าน ตรงนั้นมีเหล่าแท่นวางหนังสือและชั้นหนังสือที่ดีไซน์มาให้วางอวดปกสวย ๆ ของหนังสือได้ ซึ่งนรุตม์เรียกพื้นที่นั้นว่า ห้องจัดแสดงของ FLOLab แต่สิ่งที่เราลงความเห็นว่าช่างน่ารักเสียจริง คือการที่เขาตั้งชื่อให้เฟอร์นิเจอร์เหล่านั้นด้วยนามปากกาของนักเขียนที่ชื่นชอบ อาทิ Murakami Bookconsole, Kafka Bookstand, Marquez Bookstand ฯลฯ

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

FLOLab คือห้องทดลองของ FLO ที่ทดลองทำเฟอร์นิเจอร์ใหม่ ๆ ฉีกออกไปจากเดิม และเป็นเหมือนรวมเรื่องสั้นที่ในหนังสือเล่มนั้นไม่ได้มีเรื่องเดียว แต่มีเรื่องสั้น A เรื่องสั้น B C D… ต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ที่จัดแสดงอยู่ ณ ตอนนี้เป็นเพียง Chapter แรกจากหนังสือเล่มหนา

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์
FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

นรุตม์พยายามเนรมิตพื้นที่ทั้งหมดให้กลายเป็นพื้นที่ให้ผู้คนมาแลกเปลี่ยน ทำกิจกรรมร่วมกัน กลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์แรงบันดาลใจ ผู้มาเยือนได้ค้นหาอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ การจับคู่กับ LIVID คาเฟ่ที่เป็นที่มาของกลิ่นหอมฟุ้งไปทั้งร้านจึงถือกำเนิดขึ้นด้วยประการฉะนี้ 

“เขาทำเรื่องที่เขาถนัด ผมทำเรื่องที่ผมถนัด พออยู่ด้วยกันน่าจะเกิดอะไรใหม่ ๆ ได้” 

ด้วยกาแฟที่ง่ายต่อการดื่ม และสไตล์การคั่วแบบ Nordic Roasting Style ของ Livid Coffee Roasters ทำให้นรุตม์คิดว่า ช่างเหมือนกับเฟอร์นิเจอร์ของเขา ซึ่งมีความเป็นสแกนดิเนเวียนผสมผสานกลิ่นอายญี่ปุ่นนิด ๆ จึงก็ก่อเกิดเป็นการจับคู่ที่ผูกโยงเข้าด้วยกันอย่างน่าสนใจ 

เราหันมองไปยังเคาน์เตอร์บาร์ของร้านกาแฟ LIVID ไล่ตั้งแต่แก้วเซรามิกที่เรียงรายอยู่บนชั้น ถัดขึ้นไปบนเคาน์เตอร์สีดำ และเครื่องไม้เครื่องมือมากมายทั้งรู้จักและไม่รู้จัก ข้าวของทั้งหมดจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ ที่ตรงนั้นเป็นอีกมุมที่มีอีกหลาย ๆ เรื่องราวเฝ้าคอยการถูกค้นพบ

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

คาแรกเตอร์ของคนขายหนังสือ

“ชีวิตและงานของผม มันคือหนังสือที่ผมอ่านและเรื่องราวที่ผมชอบ” เขาเปรย

วัยเด็กของนรุตม์เติบโตมาพร้อมกับโรงงานเฟอร์นิเจอร์ของครอบครัว เฟอร์นิเจอร์อยู่ในทุก ๆ ช่วงเวลาของเขา ขณะเดียวกัน หนังสือก็อยู่ในทุกช่วงเวลาของเขาเช่นกัน การเติบโตของชายผู้นี้เกิดขึ้นพร้อมกับจำนวนหนังสือที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่ลดละ ที่สุดแล้วหนังสือเหล่านั้นก็กลายมาเป็นหลาย ๆ ส่วนในชีวิตเขา 

การอ่านของนรุตม์เริ่มต้นจากหนังสือนิยาย สู่เรื่องสั้น สู่หนังสือปรัชญา หนังสือพุทธศาสนา หนังสือประวัติศาสตร์ ไล่ไปจนถึงหนังสือดีไซน์ เฟอร์นิเจอร์ เขาเล่าว่าเคยบวช 15 วัน เพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับพุทธศาสนา และทฤษฎีต่าง ๆ ที่เขารู้จากการอ่าน รวมทั้งวิธีการที่จะนำไปใช้จริงในชีวิต

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

“ผมมีเพจชื่อ FLOBOOKSTORE” เขาพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น พร้อมเปิดให้เราดู 

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2014 ด้วยเพราะอยากแบ่งปันเรื่องราวของหนังสือแต่ละเล่ม เขาสร้างสมุดบันทึกความทรงจำออนไลน์ขึ้นมาเพื่อแบ่งปันและเขียนเล่าเรื่องราวหนังสือที่ชอบแต่ละเล่มอย่างบรรจงทุกตัวอักษรและทุก ๆ ข้อความ 

นรุตม์พยายามถ่ายทอดทุกความประทับใจที่เขามีต่อหนังสือแต่ละเล่มออกมาให้ได้มากที่สุด ที่น่ารักที่สุดคงเป็นการที่เขาใส่แง่มุมน่าค้นหาของหนังสือแต่ละเล่มไว้อย่างน่าติดตาม เห็นได้ชัดว่าเขาไม่เพียงเป็นนักอ่าน แต่ยังเป็นทั้งนักเขียน นักเรียน และนักปฏิบัติที่เก่งกาจ ผู้ไม่เคยหยุดแสวงหาสิ่งใหม่อยู่ตลอดเวลา

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

แม้การตัดสินใจเปิดร้านหนังสืออิสระในครั้งนี้จะถูกทักท้วงโดยคนในครอบครัว แต่เขาก็ยกเอาเหตุผลและความชอบส่วนตัวเข้าสู้ จึงก่อกำเนิดเป็นร้านหนังสืออิสระแห่งนี้ขึ้นมาจนได้

“ถ้าถามตัวเองว่าก่อนตายอยากจะทำอะไร ร้านหนังสือคือหนึ่งในนั้น” เขายิ้ม

เฟอร์นิเจอร์กับหนังสือ เชือกสายที่ตั้งใจผูก

“ผมรู้สึกว่าที่ไหนก็ตามที่มีหนังสือ ที่นั่นจะดีเสมอ ไม่รู้เพราะอะไร” 

นรุตม์เดินทางท่องเที่ยวในต่างแดนมาหลายหนแห่ง ทุกครั้งที่เขาเดินทาง ร้านหนังสือของเมืองนั้น ๆ มักเป็นหมุดหมายแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจของเขาเสมอ ยิ่งเดินทางมากเท่าไหร่ การพบเจอความต่างก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น บางร้านมีหนังสือเล่มนี้ ทำไมบางร้านไม่มี เป็นความแตกต่างที่นรุตม์ยกตัวอย่าง 

นรุตม์ลงความเห็นว่า ร้านหนังสือแต่ละที่เป็นประสบการณ์พิเศษที่ไม่ควรจะเหมือนกัน เพราะร้านหนังสือมีคาแรกเตอร์ของผู้เป็นเจ้าของแฝงอยู่ นรุตม์หลงใหลในเฟอร์นิเจอร์ เขาจึงเลือกเชื่อมโยง 2 สิ่งที่รักอย่างเฟอร์นิเจอร์กับหนังสือเข้าด้วยกัน กลายมาเป็น FLO – BOOK(s) – STORE 

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

“หนังสือกับเฟอร์นิเจอร์ไม่เหมือนกันโดยตัวมันเอง แต่ทั้งสองอย่างทำให้ชีวิตเราดีขึ้น”

ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่าเฟอร์นิเจอร์กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ไม่ว่าจะตอนตื่น ตอนนอน ทำกิจวัตรต่าง ๆ หรือการนั่งดูหนังสักเรื่อง หากได้เก้าอี้ดี ๆ ก็จะทำให้ป๊อปคอร์นอร่อยขึ้น ดูหนังสนุกขึ้น เกิดเป็นการเติมพลังชีวิตที่เต็มเปี่ยม ขณะเดียวกันหนังสือก็ทำหน้าที่เป็นกุญแจและประตูพาผู้คนไปยังเรื่องราว โลกใบใหม่ หรืออาจจะเสนออีกมุมมองหนึ่งซึ่งต่างออกไปจากที่เราเคยรับรู้ 

เมื่อพูดถึงหนังสือดีไซน์ นรุตม์บอกกับเราว่าเขาไม่อยากเห็นหนังสือดีไซน์จัดอยู่แค่ในมุมเล็ก ๆ ของร้าน และอยากให้มีจำนวนหนังสือประเภทนี้เยอะ ๆ เขาอยากนำเสนอให้ผู้คนเห็นว่า ในโลกของการออกแบบ ตอนนี้มีใครกำลังโลดแล่นอยู่บ้าง และใครกำลังทำอะไรบ้างในต่างประเทศ 

ที่ขาดไม่ได้คือ หนังสือดีไซน์ที่เล่าเรื่องราวของดีไซเนอร์ซึ่งเป็นฮีโร่ของนรุตม์ 

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์
FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

เราย้ายสายตาไปยังชั้นวางและโต๊ะไม้ที่มีหนังสือเรียงรายอยู่เป็นจำนวนมาก ในนั้นมีหนังสือหลายหมวดหมู่ เช่น Design, Furniture Design, Interior Designer, Photography, Architecture และ Art and Culture ซึ่งทั้งหมดนั้นล้วนแล้วแต่เป็นหนังสือที่คนขายเคยอ่าน

“ผมชอบนะ เวลามีคนมาปรึกษาผม ถ้าเขามีปัญหาแบบนี้ เขาจะอ่านอะไรดี” 

นรุตม์อยากเป็นพนักงานขายและผู้ร่ายมนต์เยียวยาที่เก่งกาจ เขาอยากแนะนำหนังสือให้ตรงกับสิ่งที่ผู้มาเยือนแสวงหา ให้คนมาเลือกซื้อได้ค้นพบหนังสือที่ตัวเองชอบผ่านคนขายหนังสือ เพราะมันคือการมอบประสบการณ์พิเศษให้กับผู้มาเยือน

หนังสือและเรื่องราวที่อยากแบ่งปัน

เราถามนรุตม์ว่า หากมา FLOBOOKSTORE หนังสือ 5 เล่มที่เขาจะแนะนำมีเล่มใดบ้าง 

คนขายหนังสือเดินไปหน้าชั้นทันที เขาลังเลอยู่สักพัก ก่อนจะเลือกหยิบแต่ละเล่มอย่างง่ายดาย มีตั้งแต่หนังสืออ่านง่ายไปจนถึงหนังสือที่มีเนื้อหาการดีไซน์แบบเข้มข้นกลมกล่อม ซึ่งไม่ว่าจะหยิบจับเล่มไหน ก็เขาแนะนำมันด้วยน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยพลัง ความตื่นเต้น ความชอบ และความหลงใหล

เล่มที่ 1

Ettore Sottsass and the Poetry of Things Sudjic 

หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36

หนังสือเล่มนี้เปลี่ยนมุมมองของนรุตม์ และมีต่อผลงานออกแบบของ Ettore Sottsass สถาปนิกและนักออกแบบชาวอิตาลี ผู้เป็นหัวหอกแห่งวงการออกแบบ นรุตม์เล่าว่าสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าการอธิบายงานออกแบบ คือหนังสือเล่มนี้เล่าบริบทเบื้องหลังที่โอบล้อมตัว Sottsass ซึ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิต การตัดสินใจ และการออกแบบของเขา

เล่มที่ 2

Axel Vervoordt Stories and Reflection 

หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36

“ชีวิตเขาสนุกดี” นรุตม์เล่าถึงเรื่องราวของ Axel Vervoordt ที่ตอนนี้มีบ้านอยู่ในปราสาท เขาออกแบบเฟอร์นิเจอร์และมีแกลเลอรี่เป็นของตัวเอง 

เล่มที่ 3

THE GOOD. THE BAD. THE UGLY

หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36

นรุตม์หยิบหนังสือเล่มนี้มาพร้อมกับเปิดงานออกแบบชิ้นหนึ่งให้เราดู เขาเล่าว่ามันคือเก้าอี้รูปร่างแปลกตาที่เบื้องหลังมีการลงทุนไปกว่า 10 ล้าน เก้าอี้ตัวนี้ขายไม่ได้เป็นเวลา 2 ปี จนกระทั่งมีสถาปนิกคนหนึ่งนำเก้าอี้ตัวนี้ไปใช้ที่มิวเซียมแห่งหนึ่ง และกลายเป็นว่าเก้าอี้ตัวนั้นเป็นสินค้าขายดีที่สุด นรุตม์เสริมว่า เหตุการณ์นั้นทำให้เขาเห็นว่า ดีไซน์ตัดสินกันไม่ได้ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ

เล่มที่ 4

B Vitra

หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36

Vitra เป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์จากสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเล่มนี้นำเสนอแง่มุมที่ว่า เขาทำธุรกิจอย่างไร จึงทำให้ร้านขายของเมื่อปี 1950 ประสบความสำเร็จได้อย่างทุกวันนี้

เล่มที่ 5

Giorgio Morandi: Late Paintings

หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36

นี่คือหนังสือเกี่ยวกับศิลปินผู้วาดภาพพอร์เทรตซ้ำ ๆ แต่สลับสับเปลี่ยนตำแหน่งการวางของไปมาจนเกิดความชำนาญ ทำให้เขานึกถึง Jiro Dreams of Sushi ที่เชี่ยวชาญในสิ่งนี้มาก เจ้าของร้านหนังสืออิสระพูดเปรียบอย่างขบขันว่า “เหมือนการชกลมวันละพันครั้งจนกลายเป็นเซียนชกลม”

หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36

สิ่งสำคัญที่นรุตม์ตกตะกอนได้และเล่าสู่กันฟัง คือ

“บางทีเราต้องฟังคอมเมนต์ แต่เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองตามความเห็นของคนอื่น ถ้าเรามีเป้าหมายที่ชัดเจน” เขาย้ำหนักแน่น

ก่อนกาแฟจะจืดจาง

ก่อนบทสนทนาเคล้ากลิ่นหอมของกาแฟในครั้งนี้จะสิ้นสุดลง เราชวนนรุตม์เลือกหนังสืออีกหนึ่งเล่มเพื่อเป็นตัวแทนของ FLOBOOKSTORE ซึ่งเขาร้องโอดออกมาทันทีว่า ยากเหลือเกิน 

นั่นอาจเป็นเพราะ FLOBOOKSTORE บรรยายไม่ได้ด้วยหนังสือเล่มเดียวจริง ๆ

แต่ท้ายที่สุดแล้ว หลังจากเดินวนไปเวียนมาอยู่สักพัก เขาก็หยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมา หนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่า ‘The Danish Chair’ 

หนังสือปกสีน้ำเงินเล่มนั้นบอกเล่าความเชื่อมโยงของเก้าอี้แต่ละตัวกับนักออกแบบแต่ละคน พร้อมกับเรื่องราวต่าง ๆ ที่ถักทอสอดประสานเข้าด้วยกันอย่างเป็นเหตุและผล

หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36
หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36

หนังสือเล่มนี้เป็นความทรงจำของเขาที่ Design Museum Denmark ณ โคเปนเฮเกน มิวเซียมที่จัดนิทรรศการ The Danish Chair – an International Affair รวบรวมเก้าอี้จากนักออกแบบทั่วโลกกว่า 113 ตัว นรุตม์เดินทางไปที่เมืองนั้น 2 ครั้ง และแวะเวียนไปที่นิทรรศการนั้น 2 ครั้งเช่นกัน ครั้งแรกเขาไปเยือนพร้อมกับแสงแรกของพระอาทิตย์ในฤดูร้อน ครั้งที่สองเขาไปที่นั่นในฤดูหนาว พร้อมกับความเข้าใจที่มีต่อนิทรรศการมากขึ้น หลังจากได้อ่านเรื่องราวของเก้าอี้และนักออกแบบแต่ละคนจากหนังสือเล่มโปรด

อีกหนึ่งเหตุผลที่เขาเลือกหยิบเล่มนี้ เพราะคอนเซ็ปต์ของ FLOBOOKSTORE คือการกลับมาทำความเข้าใจถึงที่มาที่ไปของดีไซน์และสิ่งต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงกันเอาไว้อย่างเหนียวแน่น และเฝ้าคอยการถูกค้นพบจากนักเดินทางที่เปิดประตูเข้ามา 

หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36

FLOBOOKSTORE

ที่ตั้ง : 107 ถนนพระรามที่ 4 แขวง คลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ​ : เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00 – 19.00 น.

Facebook : FLOBOOKSTORE

Instagram : FLOBOOKSTORE

Writer

เกษมณี ชาติมนตรี

นักเรียนฝึกเขียนที่เริ่มการเรียนใหม่ตั้งแต่ 0-10 ชอบของหวาน ชอบอ่านนิยาย ชอบสีสันสดใสของดอกไม้ ชอบเสียงเพลง

Photographer

ณัฐวุฒิ เตจา

เกิดและโตที่ภาคอีสาน เรียนจบจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ สนใจเรื่องราวธรรมดาแต่ยั่งยืน ตอนนี้ถ่ายภาพเพื่อเข้าใจตนเอง ในอนาคตอยากทำเพื่อเข้าใจคนอื่นบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load