The Cloud X ททท.

โปรดเก็บเครื่องมือสื่อสารใส่กระเป๋าและรูดซิปปิดให้สนิท เพราะสถานที่ที่เรากำลังจะพาคุณไป ไร้สัญญาณอินเทอร์เน็ตกวนใจ ขอชวนใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติสีเขียวของจังหวัดน่านกับ อยู่อย่างน่าน & เริงใจโฮม

หนิง-ดนิตา สุภพัฒน์บงกช นัดหมายกับเราที่ปั๊มน้ำมันบนถนนสีเทาสายยาวไกลสุดลูกหูลูกตา

หญิงสาวผมสั้นท่าทางทะมัดทะแมงมาพร้อมรถกระบะสีดำคู่กาย ก่อนรถเธอจะออกตัว เรายกมือขอนั่งหลังกระบะรับลม เธอใจดีอนุญาต

รถเคลื่อนตัวออกจากถนนไปไม่ไกล แต่ราวกับอยู่กันละโลก สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้สีเขียวหลากพันธุ์ เราเห็นสวนส้ม ความจริงต้องเรียกว่า ‘ไร่’ เพราะเยอะมากจนเรายกสิบนิ้วมานับคงไม่หมด ล้อสีดำทักทายเจ้าโคลนสีแดงได้ไม่นานก็จอดสนิทหน้าบ้านที่สร้างจากไม้ทั้งหลัง บรรยากาศเบื้องหลังเป็นภูเขาลูกโต มองเพียงแวบก็รู้ว่าอุดมสมบูรณ์สุดขีด

หนิง-ดนิตา สุภพัฒน์บงกช และ หนึ่ง-ศุภกิจ บุญญพาพงศ์

หนิง และ หนึ่ง-ศุภกิจ บุญญพาพงศ์ สองเจ้าบ้านพาเราเดินบนบันไดไม้ไผ่ทำเองลงไปยังห้องพักใกล้ชิดธรรมชาติ ก่อนจะปล่อยให้เราเดินสำรวจรอบบ้าน นั่งเล่นกับบอสตันและบรูตัส สุนัขต่างสายพันธุ์ที่มักโปรยเสน่ห์ให้แขกผู้มาเยือนอยู่เป็นประจำ 

ก่อนจะพาคุณเดินสำรวจด้วยกัน ขอเล่าก่อนว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นของหญิงสาวเมืองกรุงที่ทำลายกำแพงอายุ ด้วยการเริ่มต้นชีวิตใหม่ตอนอายุ 40 ปีในจังหวัดน่าน ด้วยการแปรรูปเมล็ดกาแฟเมืองน่านเป็นผลิตภัณฑ์สปา อย่างสบู่เหลว แชมพู ครีมนวด สครับขัดผิวกาย รวมกว่า 10 ผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ ‘อยู่อย่างน่าน’ และทำบ้านพักหลังน้อยสุดอบอุ่น 2 หลัง พ่วงสตูดิโองานศิลปะของคนรัก ท่ามกลางป่าผืนใหญ่ที่แอบซ่อนตัวอยู่ในเมืองเล็กของภาคเหนือ

หนิงไม่ใช่คนน่าน แต่เหตุผลใดทำให้เธอตัดสินใจมาลงหลักปักฐานในจังหวัดเล็กๆ หลังทำความรู้จักเมืองนี้ได้ไม่ถึงสัปดาห์ ล้อมวงรอบเตาหมูกระทะแล้วฟังเธอเล่าพร้อมกัน (เราเลือกหมูกระทะเป็นอาหารมื้อเย็น)

ผู้มาเยือน

5 ปีก่อน หนิงแวะมาเที่ยวจังหวัดน่าน บังเอิญเจอเจ้าของร้านกาแฟวัยใกล้เคียงกัน คุยกันถูกคอจนรู้ว่าเจ้าของก็เป็นคนต่างถิ่นที่ลาออกจากงานมาเปิดร้านกาแฟอยู่จังหวัดน่านตอนอายุ 40 ตอนนั้นเธออายุเข้าเลข 4 พอดี

บทสนทนาครานั้นราวกับเป็นชนวนชั้นดีให้เธอฉุกคิดบางอย่างและตั้งคำถามกับตัวเอง 

“ทำไมเราไม่ทำแบบนั้นบ้างวะ” 

เพล้ง! กำแพงอายุทลายตัวลง เหมือนดังประโยค ‘อายุเป็นเพียงตัวเลข’ 

หลังจากกลับบ้านได้เพียง 1 เดือน เธอตัดสินใจเดินทางมาปักหลักอยู่จังหวัดน่านทันที

“เราอยู่น่านหนึ่งวัน เราทำอะไรได้เยอะเมื่อเทียบกับกรุงเทพฯ เรามีความสุขกว่ามาก

“คนน่านก็น่ารัก ตั้งแต่เราเริ่มมาอยู่ไม่เคยมีใครมองว่าเราเป็นคนจากที่อื่น เขามีไมตรีและเมตตาสูงมาก” 

นั่นคงเป็นเหตุผลให้เธอตัดสินใจได้อย่างฉับพลันทันด่วน แต่การมาของหนิง เธอวางแผนอย่างดิบดี ไม่ได้มาตัวเปล่าแน่นอน เพราะเธอพกวิชาแปลงโฉมสมุนไพรเป็นผลิตภัณฑ์สปา ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวติดตัวมาด้วย 

ผู้มาอยู่

หนิงเช่าบ้านไม้ 2 ห้องราคาหลักพัน มีบานเฟี้ยมอย่างที่เธอชอบ เพื่อเปิดเป็นหน้าร้านขายผลิตภัณฑ์สปาจากสมุนไพร ภายใต้แบรนด์อยู่อย่างน่าน ถ้าถามว่าชื่อนี้ได้แต่ใดมา เธอบอกว่ามันลอยมาเอง ตอนคิดจะมาอยู่จังหวัดน่าน 

อยู่ได้ 2 ปี เธอเริ่มเรียนรู้ผ่านการสังเกตว่าน่านก็ปลูกกาแฟ มีหลายดอยด้วย แต่น้อยคนนักจะรู้จัก เธอเลยปิ๊งความคิดจากการนั่งดูรายการทีวีจากแดนอาทิตย์อุทัย ว่าด้วยเทศกาลทุ่งลาเวนเดอร์ ภายในงานมีผลิตภัณฑ์จากลาเวนเดอร์จำหน่าย ย้ำ! ผลิตจากลาเวนเดอร์เท่านั้น 

อยู่อย่างน่าน & เริงใจโฮม โฮมสเตย์จิ๋วกลางป่าของสาวชาวกรุงผู้มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในน่านในวัย 40

หนิงเปิดการ์ดกาแฟน่านมาสู้ ด้วยการแปรรูปเมล็ดกาแฟเป็นผลิตภัณฑ์สปามากมาย เช่น สบู่เหลว แชมพู ครีมนวดผม สครับขัดผิวหน้าและผิวตัว ฯลฯ 

“เราไม่อยากให้คนรู้สึกว่ากาแฟเป็นได้แค่เครื่องดื่ม แต่ยังมีประโยชน์อีกมากมาย เป็นผลิตภัณฑ์สปาได้ด้วยนะ

“เราพยายามขายความเป็นตัวตน ขายความเป็นจังหวัดน่าน มากกว่าเน้นสรรพคุณความดีเลิศ อยากให้คนรู้ว่าเราเอากาแฟจากชาวบ้านมาช่วยเขาแปรรูป ถ้าการดื่มกาแฟหนึ่งแก้วเท่ากับปลูกป่า ผลิตภัณฑ์ของเราก็ไม่ต่างกัน” 

อยู่อย่างน่าน & เริงใจโฮม โฮมสเตย์จิ๋วกลางป่าของสาวชาวกรุงผู้มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในน่านในวัย 40

หนิงทำงานร่วมกับวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปกาแฟสวนยาหลวง บ้านสันเจริญ สมาชิกกลุ่มจะคัดเมล็ดกาแฟสวยเต็มเมล็ดส่งไปยังอีกกลุ่มเพื่อคั่วอ่อน คั่วกลางและคั่วเข้ม ส่วนเมล็ดกาแฟไม่สวย แต่ยังใช้งานได้ดีจะถูกคัดทิ้งเป็นขยะ หนิงเลือกเก็บเมล็ดส่วนนั้นมาใช้ เพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สารพัดกาแฟ แถมสร้างรายได้ให้ชุมชนบ้านสันเจริญด้วย

ปัจจุบันเธอฝากขายในร้านค้าจังหวัดน่านและร้านตำรับไทยอีก 67 สาขาทั่วประเทศ

ผู้มาอยู่เจอผู้มาเยือน 

“ปีแรกเรามาอยู่เพื่อเรียนรู้ ปีที่สองเรามาอยู่ จบปีที่สามเราถึงเรียนรู้ได้ว่าควรจะไปหรือควรจะอยู่ต่อ” เธอหัวเราะเสียงดังก่อนจะเสริมต่อว่า “ปีที่สองเรากลับกรุงเทพฯ ไปขายคอนโดฯ เพื่อที่จะอยู่น่านต่อในปีต่อไปอย่างไม่เครียด” 

หลังจากได้เงินก้อน เธอตัดสินใจแบ่งเงินจำนวนหนึ่งซื้อที่ดินขนาด 2 ไร่กลางป่าร่วมกับเพื่อนพ้องพี่น้องชาวน่าน

อยู่อย่างน่าน & เริงใจโฮม โฮมสเตย์จิ๋วกลางป่าของสาวชาวกรุงผู้มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในน่านในวัย 40
อยู่อย่างน่าน & เริงใจโฮม โฮมสเตย์จิ๋วกลางป่าของสาวชาวกรุงผู้มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในน่านในวัย 40

พูดแบบกันเองว่าเธอซื้อทิ้งเอาไว้ จะเก็บไว้สร้างเป็นอะไรเธอยังไม่ฟันธง อย่างน้อยก็มีที่นอนเป็นของตัวเอง

จนกระทั่งหนิงพบรักกับหนึ่ง ครูสอนศิลปะจากสังขละบุรี ไม่เพียงเกิดเป็นความรัก แต่เกิดเป็น ‘เริงใจโฮม’ โฮมสเตย์ท่ามกลางธรรมชาติพ่วงสตูดิโอศิลปะสุดสงบ มีเพียงเสียงลมไหวและใบไม้ปลิวกระทบกัน ช่างสุนทรีย์เกินบรรยาย

อยู่อย่างน่าน & เริงใจโฮม โฮมสเตย์จิ๋วกลางป่าของสาวชาวกรุงผู้มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในน่านในวัย 40

“มันเป็นความฝันว่าเราอยากมีโฮมสเตย์ แต่จะทำยังไงให้เป็นตัวเรามากที่สุดโดยไม่ต้องบริการมากจนเกินตัว เลยเกิดเป็น ‘เริงใจโฮม’ เราทำสตูดิโอเป็นพื้นที่ทำงานของเรากับพี่หนึ่ง อีกส่วนเราเปิดบริการห้องพักเล็กๆ กางเต็นท์บ้างบางช่วง เราพยายามไม่ทำเยอะเกินฐานความพอดีของตัวเอง เมื่อไหร่ที่เราเหนื่อยเกินไป ความสุขจะหายไปทันที” 

อยู่อย่างน่าน & เริงใจโฮม โฮมสเตย์จิ๋วกลางป่าของสาวชาวกรุงผู้มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในน่านในวัย 40

เขาและเธอจึงเลือกทำโฮมสเตย์ด้วยแนวคิดกิน-อยู่-รู้-นอน ชวนแขกมากินในแบบที่เขาและเธอมี มาอยู่ในแบบที่เขาและเธอเป็น มารู้ในสิ่งที่เขาและเธอรัก และมานอนอย่างที่เคยๆ ปราศจากแอร์คอนดิชันเนอร์ มีเพียงลมหนาวจากภูเขา

บันเทิง เริงจิต เริงใจ 

จากพื้นที่กลางป่า ถูกถางหญ้า ปรับหน้าดิน เดินสายไฟฟ้าจนกลายเป็นพื้นที่พร้อมสร้าง 

หนิงเลือกสร้างสตูดิโอก่อน ตามด้วยห้องครัว ห้องเก็บของ ก่อนจะปิดท้ายด้วยบ้านพัก 2 หลัง ตามความฝัน

อ้อ ก่อนจะพาเดินสำรวจห้องบันเทิง บ้านเริงจิตและบ้านเริงใจ เจ้าบ้านหนุ่มเล่าที่มาที่ไปของชื่อให้เราฟังว่า

อยู่อย่างน่าน & เริงใจโฮม โฮมสเตย์จิ๋วกลางป่าของสาวชาวกรุงผู้มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในน่านในวัย 40

“เริงใจ แปลว่า ความรื่นเริงในความสงบ เราชอบเรื่องของข้างใน เรื่องของจิตใจอยู่แล้ว วัยนี้แล้วด้วยเลยต้องการความเงียบและสงบเป็นพิเศษ” หนิงเสริมต่อแทบจะทันที “เริงใจฟังดูแรด แต่มีความครบรส กับข้าวฉันก็ทำได้ อันนั้นฉันก็พอทำเป็น ทำเป็นทุกอย่าง แต่อาจจะไม่ได้แตกฉานสักเรื่อง เอาตัวรอดได้ด้วยนะ มันเลยเป็นความหมายของชื่อเริงใจ”

เริงใจโฮมสเตย์รับผู้มาเยือนได้มากสุด 16 คน บ้านเริงจิตและบ้านเริงใจนอนพักได้ห้องละ 3 คน ห้องบันเทิงพักได้ 2 คน อีกส่วนนั้นขอเชิญสายชิลล์นอนกลางเต็นท์ตีพุงให้สบายใจ มีห้องอาบน้ำบริการครบครัน แถมทุกห้องรวมอาหารเช้าและอาหารเย็นไว้เสร็จสรรพ

อยู่อย่างน่าน & เริงใจโฮม โฮมสเตย์จิ๋วกลางป่าของสาวชาวกรุงผู้มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในน่านในวัย 40

ขอแนะนำหมูกระทะเป็นมื้อเย็น เพราะเข้ากับบรรยากาศลมพัดเย็นสบายเป็นที่สุด

ภายในห้องนอนทั้งสามห้อง ตกแต่งด้วยชุดเครื่องนอนสีน้ำเงินสดใสจากฝีมือการมัดและย้อมของหนิง 

ความน่ารักอีกอย่างของเจ้าบ้าน คือทุกห้องจะมีผลิตภัณฑ์กาแฟแบรนด์อยู่อย่างน่านให้ทดลองใช้ ขัดผิวด้วยสครับบ์น้ำตาลกาแฟผสมขมิ้น ตามด้วยสบู่เหลวกาแฟเนื้อละมุน แถมสระผมด้วยแชมพูและครีมนวดกาแฟปิดท้าย แล้วคุณจะหลงรักคาเฟอีน ถ้าใครติดใจกาแฟน่าน บริเวณสตูดิโอมีวางจำหน่าย ทั้งขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ เลือกติดมือกลับบ้านได้เลย

กาแฟ ผ้าคราม ฟันดาบ

  ก่อนแขกผู้มาเยือนจะเก็บกระเป๋ากลับบ้าน หนิงจัดกิจกรรมย้อมผ้าครามคนละ 1 ผืนให้เป็นที่ระลึก หรือใครสนใจเวิร์กช็อปแปรรูปกาแฟน่านเป็นผลิตภัณฑ์สปา หนิงยินดีเปิดสอนทั้งแบบกลุ่มและแบบส่วนตัว ขอเพียงบอก เธอจัดให้

“ถ้าช่วงไหนลงไปกรุงเทพฯ เราจะไปหากิจกรรมทำ เคยไปลองมัดย้อมชิโบริมา มันสนุกมาก เราเชื่อว่าตอนแกะมัดผ้าออกมาทุกคนต้องยิ้มเหมือนเราแน่นอน พอกลับมาน่านเราเลยเพิ่มกิจกรรมนี้ให้แขกผู้มาพักทุกคน” 

อยู่อย่างน่าน & เริงใจโฮม โฮมสเตย์จิ๋วกลางป่าของสาวชาวกรุงผู้มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในน่านในวัย 40
อยู่อย่างน่าน & เริงใจโฮม โฮมสเตย์จิ๋วกลางป่าของสาวชาวกรุงผู้มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในน่านในวัย 40

“ถ้ามีลูกมีหลานมาฝึกดาบเบื้องต้นได้ด้วยนะ เราสอนฟันดาบและวาดภาพได้ อีกหน่อยจะทำลานฝึกซ้อมด้านล่างข้างบ่อน้ำ” อาจารย์สอนศิลปะเสริมต่อ

แค่ฟังดูก็น่าสนุก กิจกรรมเยอะแยะชวนลงมือทำ แถมพื้นที่สีเขียวมากมายเหมาะเป็นปอดของเมืองน่าน หนิงมองว่าที่นี่ยังขาดพื้นที่ธรรมชาติในการทำกิจกรรมสำหรับเด็กและครอบครัว 

“ถ้าวันหนึ่งเราพร้อม เราจะมีพื้นที่สำหรับเด็ก มีกระบะทราย มีพื้นที่นั่งระบายสี ให้เขาเรียนรู้ผ่านธรรมชาติ” 

อยู่อย่างน่าน & เริงใจโฮม โฮมสเตย์จิ๋วกลางป่าของสาวชาวกรุงผู้มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในน่านในวัย 40
อยู่อย่างน่าน & เริงใจโฮม โฮมสเตย์จิ๋วกลางป่าของสาวชาวกรุงผู้มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในน่านในวัย 40

หนิงให้สัญญา เพราะภาพที่เธอเห็นคุณแม่คุณลูกช่วยกันมัดย้อมสีธรรมชาติช่างน่ารักและมีความสุขเหลือเกิน

น่านเป็นเมืองเล็กๆ ที่ทำให้เธอตั้งคำถามและตัดสินใจเปลี่ยนแปลงบางอย่าง และเราเชื่อว่าเธอกำลังทำบางอย่างเพื่อเปลี่ยนแปลงและตอบแทนเมืองเล็กๆ เมืองนี้

หนิง-ดนิตา สุภพัฒน์บงกช และ หนึ่ง-ศุภกิจ บุญญพาพงศ์

อยู่อย่างน่าน & เริงใจโฮม

เปิดจองที่พักตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เข้าพักท่ามกลางธรรมชาติได้อีกครั้งเดือนตุลาคม

ตำบลผาสิงห์ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน 55000 

Facebook : อยู่อย่างน่าน & เริงใจโฮม

ติดต่อ : 08 9664 3402

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

Avatar

สโรชา อินอิ่ม

Freelance photographer ชอบความอิสระ ชอบเดินทางท่องเที่ยว บันทึกความทรงจำผ่านภาพถ่าย

Have a Nice Stay

รวมที่พักแนวคิดดีที่น่าไปนอนทำความรู้จัก

จุด จุด จุด จูดดด

หากถามว่ากระจูดคืออะไร ใครหลายคนคงทำหน้าตาฉงนถึงขั้นมีจุด จุด จุด ขึ้นมาในหัว เเต่ถ้าบอกว่ากระจูดคือเส้นใยที่ใช้ถักทอเครื่องสานกระจุกกระจิก ที่มักอยู่ในโซนขายของที่ระลึก เชื่อว่าคงร้องอ๋อกันขึ้นมาบ้าง

บ้านน้อยที่แต่งด้วยกระจูดทั้งหลัง พักแล้วได้เรียนสานกระเป๋ากระจูดสุดคราฟต์
บ้านน้อยที่แต่งด้วยกระจูดทั้งหลัง พักแล้วได้เรียนสานกระเป๋ากระจูดสุดคราฟต์

กระจูดเป็นพืชตระกูลเดียวกับกก มีในไม่กี่จังหวัดในภาคใต้เท่านั้น ชาวบ้านทางใต้นิยมนำมาสานเป็นของใช้ในครัวเรือนทั้งเสื่อ ตะกร้า สมัยก่อนการจักสานมีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีนัก เพราะถือว่าเป็นอาชีพสำหรับคนที่ไม่มีงาน ไม่มีสวนยาง ไม่มีรายได้ และมักมีปัญหาถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลางอีก ทำให้ นัท-มนัทพงศ์ เซ่งฮวด บัณฑิตศิลปกรรมศาสตร์ผู้โตมากับการเห็นแม่สานกระจูดตั้งแต่จำความได้เล็งเห็นปัญหานี้ จึงกลับมาพัฒนางานกระจูดที่ชุมชน  

 บ้านน้อยที่แต่งด้วยกระจูดทั้งหลัง พักแล้วได้เรียนสานกระเป๋ากระจูดสุดคราฟต์
 บ้านน้อยที่แต่งด้วยกระจูดทั้งหลัง พักแล้วได้เรียนสานกระเป๋ากระจูดสุดคราฟต์

นัทเข้ามาพัฒนาเทคนิคย้อมสีกระจูดให้ไล่สีได้มากขึ้น โดยสีที่ใช้ย้อมเป็นสีธรรมชาติทั้งสิ้นทั้งยังปรับภาพลักษณ์เดิมๆของกระจูดให้มีดีไซน์ที่ร่วมสมัยมากขึ้น แต่ยังคงเอกลักษณ์อันเป็นเสน่ห์ดั้งเดิมของกระจูดไว้

เมื่อคลื่นลูกใหม่มาผสมเข้ากับภูมิปัญญาดั้งเดิมจึงทำให้แบรนด์ ‘หัตถกรรมกระจูดวรรณี (VARNI Southern Wickery)’ กลายร่างจากกระจูดที่มีคนครหาว่าเชย มาเป็นกระจูดแสนเก๋คว้ารางวัลด้านดีไซน์มากมาย ได้ออกไปอวดโฉมในตลาดทั้งไทยและต่างประเทศ

วันนี้การเดินทางของกระจูดวรรณีก้าวมาอีกขั้น ด้วยการเปิด ‘กระจูดวรรณีโฮมสเตย์’ ที่พักเพื่อการเรียนรู้แห่งใหม่ ที่หวังเป็นศูนย์เผยแพร่ข้อมูลด้านหัตถกรรมกระจูดจุๆ เน้นๆ โดยไม่กั๊กความรู้แต่อย่างใด

ที่นี่มีกิจกรรมให้ทำมากมาย เช้านั่งเรือไปเก็บกระจูด บ่ายสานกระจูด เย็นนอนในห้องนอนกระจูด เหตุผลที่กิจกรรมส่วนใหญ่เกี่ยวกับกระจูด เนื่องจากที่กระจูดวรรณีหวังเป็นที่พักที่ให้การเรียนรู้ นักท่องเที่ยวที่มาพักที่นี่จะได้เข้าร่วมเวิร์กช็อปเพื่อเรียนรู้วิถี ‘กระจูด’ ครบวงจร ตั้งแต่ไปเก็บมาจากต้นสดจนถึงขั้นแปรรูปเป็นกระเป๋ากระจูดแสนเก๋เลยทีเดียว

“เราไม่ได้มุ่งหวังให้นักท่องเที่ยวมาพักเต็มตลอดเหมือนโรงแรม แต่เราอยากเผยเเพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญาหัตถกรรมต่างๆ ที่สืบทอดมา ทำให้คนที่มาพักบ้านเรารู้สึกว่าเป็นครอบครัวเดียวกับเรา” นัทกล่าวด้วยรอยยิ้ม

นอนกอดกระจูด

 บ้านน้อยที่แต่งด้วยกระจูดทั้งหลัง พักแล้วได้เรียนสานกระเป๋ากระจูดสุดคราฟต์
 บ้านน้อยที่แต่งด้วยกระจูดทั้งหลัง พักแล้วได้เรียนสานกระเป๋ากระจูดสุดคราฟต์
 บ้านน้อยที่แต่งด้วยกระจูดทั้งหลัง พักแล้วได้เรียนสานกระเป๋ากระจูดสุดคราฟต์
 บ้านน้อยที่แต่งด้วยกระจูดทั้งหลัง พักแล้วได้เรียนสานกระเป๋ากระจูดสุดคราฟต์

ขึ้นชื่อว่า ‘กระจูดโฮมสเตย์’ แน่นอนว่าเปิดประตูห้องเข้าไปต้องเจอกระจูดแน่ๆ แต่ลืมภาพจำกระจูดแบบเดิมไปได้เลย เพราะห้องพักแต่ละห้องของโฮมสเตย์ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์กระจูดกระจุกจิกที่น่ารักร่วมสมัย โคมไฟ เสื่อ เก้าอี้ ม่าน ตะกร้า หมอนอิง หรือแม้แต่กล่องทิชชู่ ของที่นี่ล้วนเป็นผลิตผลจากกระจูดทั้งสิ้น น่านอนเสมือนเป็นบูทีกโฮเทลประจำอำเภอควนขนุน ที่เข้าไปแล้วไม่รู้สึกเคอะเขินแต่อย่างใด

นอกจากสรรพสิ่งกระจูดแสนน่ารักในห้องแล้ว หลายคนอาจจะอยากจับจองกระจูดเป็นของตัวเองบ้าง ซึ่งที่นี่ก็สนองความต้องการให้ โดยไม่ต้องไปหาซื้อแต่อย่างใด เพราะแต่ละห้องมีกระเป๋ากระจูดใบเล็กน่ารักให้ทุกคนอยู่แล้ว เหตุที่นัทเลือกแจกกระเป๋าก็เพื่อเตรียมไว้ให้ลูกทริปใส่ขวดน้ำ ข้าวกล่อง สัมภาระส่วนตัวที่จะพกไปทริปกระจูดในวันรุ่งขึ้น งานนี้เรียกได้ว่าพกกระเป๋ากระจูดไปเก็บกระจูดมาสานกระจูดนั่นเอง!

เช้าลืมตาขึ้นมามองเธอในยามเช้าตรู่…

 บ้านน้อยที่แต่งด้วยกระจูดทั้งหลัง พักแล้วได้เรียนสานกระเป๋ากระจูดสุดคราฟต์

หากใครเกิดทันในยุคทองของรายการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นแฟนคลับพี่ติ๊ก-เจษฎาพร ผลดีหรือพี่เร แมคโดนัลด์ หรือหากเป็นเด็กยุคใหม่กว่านั้นคงเคยเห็นภาพของบึงบัวที่มีเหล่านกน้ำมากมายคอยผลุบๆ โผล่ๆ กันเต็มบึงตามสารคดี Discovery กันมาบ้าง

รู้มั้ยว่าหนึ่งในบึงบัวชื่อดังของไทยที่ปรากฏตามรายการท่องเที่ยวหรือสารคดีเหล่านั้นเป็นภาพบรรยากาศ ‘ทะเลน้อย’ อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง และนกแสนสวยมากหน้าหลายตาที่เห็นนั้นมีทั้งนกกาบบัว นกกุลา นกกระสานวล นกกระสาแดง นกกาเล็กน้ำ นกแขวก นกเป็ดน้ำ นกกระทุง นกนางนวล นกกระเด็น นกกระสาแดง และอีกสารพัดนกจากทั้งในท้องถิ่น และนกเมืองหนาวในฤดูอพยพ

ก่อนจะพูดถึงโปรแกรมเที่ยวชมทะเลน้อยของกระจูดโฮมสเตย์ เป็นโอกาสดีไม่น้อยที่จะกล่าวถึงทะเลน้อยกันสักนิด

 บ้านน้อยที่แต่งด้วยกระจูดทั้งหลัง พักแล้วได้เรียนสานกระเป๋ากระจูดสุดคราฟต์
กระจูดวรรณีโฮมสเตย์ : บ้านน้อยที่แต่งด้วยกระจูดทั้งหลัง พักแล้วได้เรียนสานกระเป๋ากระจูดสุดคราฟต์

ทะเลน้อยเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำหรือแรมซาร์ไซต์ (Ramsar Site) อุดมสมบูรณ์ไปด้วยนกน้ำ สัตว์เลื้อยคลานและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม รวมกันกว่า 300 ชนิด กินพื้นที่ถึงประมาณ 17,500 ไร่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติแปลกตาไม่เหมือนจังหวัดอื่นๆ และเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวสายธรรมชาติ

สำหรับนักท่องเที่ยวสายคราฟต์ที่มาพักกระจูดวรรณีโฮมสเตย์ นักท่องเที่ยวจะต้องท่องสูตร ‘หกเจ็ดแปด’ ให้ขึ้นใจ อย่าคิดว่าที่นี่จะพาคุณวิ่งขึ้นรถทัวร์ไปซื้อของที่ระลึกหรือไหว้พระเก้าวัด แต่ ‘หกเจ็ดแปด’ ของที่นี่คือ

กระจูดวรรณีโฮมสเตย์ : บ้านน้อยที่แต่งด้วยกระจูดทั้งหลัง พักแล้วได้เรียนสานกระเป๋ากระจูดสุดคราฟต์
กระจูดวรรณีโฮมสเตย์ : บ้านน้อยที่แต่งด้วยกระจูดทั้งหลัง พักแล้วได้เรียนสานกระเป๋ากระจูดสุดคราฟต์

6 โมงเช้า นั่งเรือไปดื่มด่ำแสงแรกของทะเลน้อยที่ปากอ่าว ไม่ต้องกลัวว่าจะง่วงเหงาหาวนอน เพราะวิวที่สวยสะกดใจที่นี่น่าจะทำให้ทุกคนตาโตมากกว่าตาตกแน่นอน

7 โมงเช้า ไปล่องเรือต่อที่ทุ่งกระจูด ช่วยกันฉุดกระชากลากดึงพืชน้ำกลับมากันสักนิดเพื่อนำกระจูดนี้ไปสานกันต่อในช่วงบ่าย

เมื่อแสงอาทิตย์เริ่มจ้าขึ้นในช่วง 8 โมง ก็นั่งเรือไปดูทุ่งดอกบัว ดูนกมากหน้าหลายตา

เสร็จจากทริปพาเพลินเเล้วจึงกลับมาเติมอาหารเช้าตำหรับชาวปักษ์ใต้แท้ๆ เมื่อท้องอิ่มแล้วจึงพากันไปไปเยี่ยมตลาดชุมชน เดินชมวิถีชีวิตพื้นบ้านให้หนำใจไม่มีใครมาเร่งแล้ว จึงรอศึกหนักที่กำลังจะมาในช่วงบ่าย

“ที่พักอื่นๆ ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวมาพักแล้วออกไปท่องเที่ยวเอง แต่ที่นี่เราจะพาไปดูวิถีชุมชน ไปคลุกคลีกับชาวบ้าน กิจกรรมเราเหมือนพาเพื่อนไปเที่ยวมากกว่าจะเป็นลูกค้า อยากไปไหนเราพาไป เเล้วบ่ายค่อยกลับมาประกบผู้เฒ่าผู้เเก่เพื่อเรียนการสานกระจูด”

ตกบ่ายอยู่กับกระจูด กระจูด แล้วก็กระจูด!

จากช่วงเช้าที่ได้นั่งเรือไปเก็บต้นกระจูดกลับมาแล้ว ในช่วงบ่ายจะเป็นช่วงเรียนรู้กระจูดอย่างจริงจัง ไม่ต้องกังวลว่าหลักสูตรจะเครียดเกินไป เพราะคุณตาคุณยายใจดีในหมู่บ้านจะช่วยสอนเทคนิคอย่างผู้ชำนาญการ แต่ละคนสานกระจูดมาสิริรวมเวลากันน่าจะหลายร้อยปีอยู่

กระจูดวรรณีโฮมสเตย์
หัตถกรรมกระจูดวรรณี
หัตถกรรมกระจูดวรรณี
หัตถกรรมกระจูดวรรณี

คุณตาคุณยายทั้งหลายจะนำกระจูดที่เราเก็บมาตัดให้ได้ความยาวความสูงที่ต้องการ แล้วจึงนำไปชุบโคลนสีขาวจากท้องนา โคลนจะช่วยให้กระจูดเขียวและไม่กรอบ เสร็จแล้วจึงนำมาตากแดดหรืออบ จากนั้นก็รีดกระจูดให้แบน ขั้นตอนนี้ที่จริงแล้วปัจจุบันมีเครื่องรีดที่สะดวกขึ้น แต่การรีดแบบโบราณสนุกกว่ามากจนนักท่องเที่ยวติดใจ

จากนั้นจะเป็นกระบวนการสานขึ้นรูปกระเป๋า และนำหูกระเป๋าหรือสายหนังต่างๆ มาติด นักท่องเที่ยวจะเห็นและได้ลองทำทุกกระบวนการ เมื่อเรียนจบ ทุกคนจะได้กระเป๋ากระจูดที่ตัวเองสานคนละใบ นักท่องเที่ยว 1 คนจะมีคุณตาคุณยายสอนประกบแบบหนึ่งต่อหนึ่ง ต่อให้ไม่มีพื้นฐานศิลปะการงานอาชีพ ยังไงก็ทำได้แน่นอน

หลักสูตรการเรียนรู้การสานกระจูดจริงๆ ใช้เวลาประมาณ 2 วัน นัทจึงอยากแนะนำผู้ที่จะมาพักให้มาวันศุกร์-อาทิตย์ จะได้เรียนโดยไม่เร่งรีบนัก แต่ถ้าใครมีเวลาแค่คืนเดียว ที่นี่ก็มีหลักสูตรร่นเวลาให้ แต่กระเป๋ากระจูดที่นักท่องเที่ยวสานอาจจะได้ชิ้นมินิลงหน่อยเท่านั้นเอง

ตกเย็นความสุขพุ่งกระฉูด

กระจูดวรรณีโฮมสเตย์ : บ้านน้อยที่แต่งด้วยกระจูดทั้งหลัง พักแล้วได้เรียนสานกระเป๋ากระจูดสุดคราฟต์
กระจูดวรรณีโฮมสเตย์ : บ้านน้อยที่แต่งด้วยกระจูดทั้งหลัง พักแล้วได้เรียนสานกระเป๋ากระจูดสุดคราฟต์
กระจูดวรรณีโฮมสเตย์ : บ้านน้อยที่แต่งด้วยกระจูดทั้งหลัง พักแล้วได้เรียนสานกระเป๋ากระจูดสุดคราฟต์

หลังชมความงามของโลกในช่วงเช้า เวิร์กช็อปนับหนึ่งสานกระจูดพร้อมกันในช่วงบ่าย  ความสุขจากกระจูดจะพุ่งกระฉูดขึ้นไปอีก เมื่อจบวันด้วยการนอนเล่นในห้องนอนที่ตกแต่งด้วยสรรพสิ่งแสนน่ารักที่ทำให้เราอยากพัก เอื้อมมือไปปิดโคมไฟกระจูด เอนตัวลงนอนบนที่นอนกระจูด ในห้องนอนกระจูด แล้วปิดโทรศัพท์เพื่อบอกว่าตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด หมายเลขที่ท่านเรียกกำลังมีความสุขอยู่กับกระจูด ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้

กระจูดวรรณีโฮมสเตย์ : บ้านน้อยที่แต่งด้วยกระจูดทั้งหลัง พักแล้วได้เรียนสานกระเป๋ากระจูดสุดคราฟต์
ภาพ :   กระจูดวรรณีโฮมสเตย์

กระจูดวรรณีโฮมสเตย์

อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง

ราคาห้องคืนละ 1,200 บาท นอนได้ 2 – 4 คน ราคานี้รวมค่าเวิร์กช็อปและอาหารเช้าเคล้ากินแกงใต้แล้ว แต่จะมีค่าเรืออีกนิดหน่อยเท่านั้น

โดยสรุปคือมากระจูดวรรณีโฮมสเตย์ได้นอน ได้กิน ได้เที่ยว ได้กระเป๋ากระจูดไม่ใช่แค่หนึ่งแต่ได้ถึงสอง (ในห้องหนึ่ง+สานเองหนึ่ง)

ติดต่อจองห้องพักได้ที่ 087-7609879, Facebook | หัตถกรรมกระจูดวรรณี VARNI 

Writer

Avatar

เทวรักษ์ รุ่งเรืองวิรัชกิจ

สาวอวบระยะสุดท้ายผู้หลงรักคาปูชิโน่เย็น สิ่งของจุกจิก เสื้อผ้าวินเทจ เเละเสียงเพลงในวันฝนพรำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load