ยูกันดา ประเทศเล็กๆ ในเขตแอฟริกาตะวันออกไม่มีทางออกสู่ทะเลและถูกขนาบด้วยประเทศขนาดใหญ่อย่างคองโกและเคนยา ภายหลังได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักรใน ค.ศ. 1962 ประเทศยูกันดาผ่านความวุ่นวายทางการเมืองและรัฐประหารเป็นเวลาหลายปี จนปัจจุบันได้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบอบการปกครองแบบสาธารณรัฐ ภายใต้การนำของ ประธานาธิบดีโยเวรี มูเซเวนี (Yoweri Museveni) ซึ่งอยู่ในตำแหน่งมานานกว่า 33 ปี

เรามีโอกาสไปฝึกงานที่ Kigezi Healthcare Foundation (KIHEFO) เมือง Kabale เป็นเวลา 10 สัปดาห์ ในฐานะนักศึกษาปริญญาโทด้านระบาดวิทยา เพื่อทำวิจัยเกี่ยวกับ HIV และศึกษาด้านระบบสาธารณสุข ระหว่างนั้นก็ไปดูงานที่คลินิก HIV และแผนกวิสัญญี (เราเป็นหมอดมยาด้วย) ที่ Kabale Regional Referral Hospital ซึ่งเป็นโรงพยาบาลรัฐบาลประจำเมือง 

บันทึกฝึกงานของเด็ก ป.โท ผู้ไปศึกษาระบบสาธารณะสุขและวิจัย HIV ที่ รพ. บนภูเขาประเทศยูกันดา

ปัญหาด้านสาธารณสุขหลักๆ ของยูกันดาเหมือนกับประเทศอื่นในทวีปแอฟริกา ทั้งด้านสุขอนามัย การเข้าถึงบริการทางสาธารณสุข ภาวะขาดสารอาหารในเด็ก การติดเชื้อ HIV และโรค AIDS สำหรับชาวบ้านที่อยู่ตามพื้นที่ชนบท ปัญหาเหล่านี้ถูกซ้ำเติมด้วยความยากจน ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ไม่เพียงพอ และปัญหาคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่รัฐ 

แม้ยูกันดาจะมีภาษาท้องถิ่นมากกว่า 30 ภาษา แต่เนื่องจากมีภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ คนยูกันดาเลยพูดภาษาอังกฤษได้ดีเกือบทุกคน เราจึงไม่มีปัญหาในการติดต่อสื่อสารมากนัก ที่ Kabale ภาษาท้องถิ่นคือ Rukiga เราหัดพูดประโยคง่ายๆ ได้บ้าง ไว้พอทักทายพูดคุยเท่านั้น คนยูกันดาที่เราเจอส่วนใหญ่พูดกันได้คนละ 3 – 4 ภาษาเลยทีเดียว

Kabale : Switzerland of Africa

บันทึกฝึกงานของเด็ก ป.โท ผู้ไปศึกษาระบบสาธารณะสุขและวิจัย HIV ที่ รพ. บนภูเขาประเทศยูกันดา

Kabale เป็นหนึ่งในเมืองหลักของภูมิภาค Kigezi ที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ใกล้กับชายแดนประเทศรวันดา ฉายาของเมืองนี้คือ ‘สวิตเซอร์แลนด์แห่งแอฟริกา’ ด้วยลักษณะภูมิประเทศของเมืองเป็นเทือกเขา อากาศหนาวเย็นตลอดปี โดยเฉพาะช่วงเช้าและกลางคืน เดือนที่เราอยู่มีหมอกลงทุกเช้า บางวันอุณหภูมิลงไปถึง 17 องศาเซลเซียส แต่กลางวันกลับแดดแรงและอากาศร้อนมากแทน โดยฤดูฝนกินเวลามากกว่า 6 เดือนต่อปี ในภูมิภาค Kigezi สัดส่วนของภาคครัวเรือนที่มีไฟฟ้าและน้ำประปาสะอาดใช้นั้นต่ำอย่างน่าใจหาย ถึงขั้นไม่ต้องพูดเลยว่ามีอินเทอร์เน็ตใช้กันหรือเปล่า

บันทึกฝึกงานของเด็ก ป.โท ผู้ไปศึกษาระบบสาธารณะสุขและวิจัย HIV ที่ รพ. บนภูเขา ประเทศยูกันดา

ตัวเมือง Kabale ตั้งอยู่บนที่ราบล้อมรอบด้วยภูเขาทั้งสองด้าน มีถนนหลักเพียงเส้นเดียวผ่านกลางเมือง ฝุ่นค่อนข้างเยอะเพราะถนนบางเส้นยังเป็นดินลูกรัง สองข้างทางเป็นห้องแถวและร้านค้า เราพยายามจะ Cafe Hopping หาร้านกาแฟชิคๆ ไว้นั่งทำงาน สุดท้ายทั้งเมืองมีร้านที่ใช้ Wi-Fi ได้อยู่แค่ร้านเดียว เราไปบ่อยจนพนักงานทุกคนในร้านจำหน้าเราได้ แถมเจ้าของร้านก็เป็นคนอินเดียที่ย้ายมาตั้งรกรากที่นี่ อินดี้ไปอีก

บันทึกฝึกงานของเด็ก ป.โท ผู้ไปศึกษาระบบสาธารณะสุขและวิจัย HIV ที่ รพ. บนภูเขา ประเทศยูกันดา

ส่วนถนนหนทางที่ออกจากเมืองไปยังหมู่บ้านรอบนอกถ้าไม่ใช่เส้นทางหลักก็จะเป็นถนนดินลูกรังเช่นกัน การเดินทางค่อนข้างลำบากและใช้เวลามาก หากชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตามหมู่บ้านที่ไกลออกไปจากตัวเมืองเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา ส่วนใหญ่ก็เลือกไม่ไปโรงพยาบาล แต่จะไปหาหมอบ้านแทน (หมอบ้านรักษาด้วยเวทมนตร์และสมุนไพร) 

ฉะนั้น การให้บริการทางสุขภาพในชุมชน (Community-Based Health Care) จึงมีบทบาทสำคัญมากทั้งด้านการป้องกันและรักษาโรค โดยเฉพาะผู้ป่วยติดเชื้อ HIV ที่มีความจำเป็นต้องกินยาต้านไวรัสต่อเนื่อง แต่มีความลำบากในการเดินทางมารับยาที่โรงพยาบาล อีกโครงการหนึ่งของ KIHEFO ที่น่าสนใจ คือการสร้างความร่วมมือระหว่างการแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์พื้นบ้าน มีการอบรมให้ความรู้ด้านการแพทย์เบื้องต้นกับหมอบ้าน โดยเฉพาะการสังเกตว่าผู้ป่วยมีอาการแบบไหนจึงควรมารับการรักษาที่โรงพยาบาลแทนการรักษากับหมอบ้าน

บันทึกฝึกงานของเด็ก ป.โท ผู้ไปศึกษาระบบสาธารณะสุขและวิจัย HIV ที่ รพ. บนภูเขา ประเทศยูกันดา

คนแถบนี้ทำเกษตรกรรมเพื่อยังชีพ (Subsistence Farming) เป็นหลัก เขานิยมปลูกกล้วย ข้าวโพด ถั่ว มันฝรั่ง กาแฟ และสับปะรด ส่วนผลผลิตที่ได้ก็ใช้บริโภคกันในครัวเรือน แต่ยังขาดเทคโนโลยีทางการเกษตรและพึ่งพาแรงงานคน 100 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณผลผลิตทางการเกษตรเลยขึ้นกับสภาพอากาศในแต่ละปีว่าฝนตกมากน้อยแค่ไหน สำหรับอาหารการกิน แต่ละมื้อก็มีแป้งและผักเป็นส่วนประกอบหลัก มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนน้อย เพราะราคาค่อนข้างแพง แหล่งโปรตีนจึงมาจากถั่ว (ที่เราได้กินเกือบทุกวัน)

Kabale Regional Referral Hospital 

บันทึกฝึกงานของเด็ก ป.โท ผู้ไปศึกษาระบบสาธารณะสุขและวิจัย HIV ที่ รพ. บนภูเขา ประเทศยูกันดา
บันทึกฝึกงานของเด็ก ป.โท ผู้ไปศึกษาระบบสาธารณะสุขและวิจัย HIV ที่ รพ. บนภูเขา ประเทศยูกันดา

โรงพยาบาลรัฐบาลขนาดกลางตั้งอยู่บนเขา มีวิว 180 องศาเป็นตัวเมืองด้านล่าง ที่นี่มีหมอเฉพาะทางแค่ 8 คน น้องหมออินเทิร์น 10 คน และมีตำแหน่งที่เรียกว่า Clinical Officer ซึ่งเรียนแค่ 3 ปี จบออกมาก็ช่วยตรวจคนไข้ที่แผนกผู้ป่วยนอกในเคสที่ไม่ซับซ้อนได้ (เป็นการแก้ปัญหาบุคลาการทางการแพทย์ขาดแคลนได้ในระดับหนึ่ง) สถานที่แห่งนี้ยังเป็นสถาบันร่วมฝึกสอนของโรงเรียนแพทย์ Kabale University อีกด้วย 

โรงพยาบาลรัฐที่นี่เจอปัญหาคล้ายกับไทย คือขาดแคลนบุคลากรและงบประมาณ อุปกรณ์ทางการแพทย์และเวชภัณฑ์ไม่เพียงพอกับความต้องการ เงินเดือนตกเบิกคือเรื่องปกติ มีบางครั้งที่เจ้าหน้าที่ได้รับค่าทำงานล่วงเวลาเป็นน้ำตาลทรายแดงคนละถุงเป็นการแก้ขัดไปก่อน (เห็นแล้วเศร้าแทน)

โรงพยาบาลนั้นห่างจากที่พักของเรา (ที่อยู่บนเขาเช่นกัน) ประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งเราเดินไปกลับทุกวัน แต่ถ้าวันไหนรีบ ก็จะนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้าง (มีชื่อเรียกว่า Boda boda) เด็กอเมริกันที่มาดูงานที่เดียวกับเราทุกคนจะกลัวการนั่ง Boda boda มาก เพราะได้รับการบอกเล่าว่าอันตรายและห้ามนั่งถ้าไม่จำเป็น แต่ในฐานะที่มาจากประเทศไทย การนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างถือเป็นเรื่องชิลล์ๆ สำหรับเรา 

บันทึกฝึกงานของเด็ก ป.โท ผู้ไปศึกษาระบบสาธารณะสุขและวิจัย HIV ที่ รพ. บนภูเขา ประเทศยูกันดา

ในช่วงที่เราวนไปทำงานที่ห้องผ่าตัด สิ่งที่เราทึ่งมาก คือหมอศัลยกรรมทั่วไปผ่าตัดได้ตั้งแต่หัวจรดเท้า (เหมือนหมอไทยตามต่างจังหวัดเมื่อ 30 ปีที่แล้ว) ส่วนเราเป็นหมอดมยาคนเดียวในโรงพยาบาล จึงช่วยดมยาและบล็อกหลังกับป้าๆ วิสัญญีพยาบาลกันไป (รวมถึงแอบไปช่วยอยู่เวรกะบ่ายดึกด้วย) ตึกผ่าตัดและอุปกรณ์ของแผนกวิสัญญียังดูค่อนข้างใหม่เพราะเพิ่งได้รับบริจาคจากรัฐบาลญี่ปุ่น แต่ยาสลบที่ใช้เก่าจนเมืองไทยเลิกใช้ไปแล้วเป็น 10 ปี วันแรกก็ทุลักทุเลพอสมควร เพราะเรายังไม่ชินกับอุปกรณ์และยาที่มีให้ใช้ เราได้เรียนรู้ว่า ท่ามกลางความไม่พร้อมในหลายด้าน ทุกอย่างที่นี่ก็ดำเนินไปได้ในแบบของมัน เวลา 2 อาทิตย์ในห้องผ่าตัดผ่านไปอย่างรวดเร็ว ถือเป็นประสบการณที่ดีสำหรับหมอดมยาคนหนึ่งเลยทีเดียว

HIV

HIV เป็นปัญหาด้านสาธารณสุขอันดับต้นของทั้งภูมิภาค Sub-Saharan Africa ปัจจุบันความชุกของโรคทั้งประเทศอยู่ที่ 6 เปอร์เซ็นต์ (ประเทศไทยประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์) โดยมีสัดส่วนผู้ติดเชื้อ HIV ผู้หญิงสูงกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะผู้หญิงอายุ 15 – 24 ปี สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ (Gender-Based Violence) และวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ ทำให้ผู้หญิงมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาและการบริการทางสุขภาพได้น้อยกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตชนบท

บันทึกฝึกงานของเด็ก ป.โท ผู้ไปศึกษาระบบสาธารณะสุขและวิจัย HIV ที่ รพ. บนภูเขา ประเทศยูกันดา

คลินิก HIV ของ Kabale Regional Referral Hospital มีผู้ป่วยอยู่ในความดูแลประมาณ 3,000 คน คนไข้ล้นคลินิกเป็นภาพปกติที่เห็นได้ทุกวัน บางวันหมอประจำคลินิกต้องทำงานโดยไม่หยุดพักกินข้าวเที่ยง หรือแอบไปกินแค่ 5 – 10 นาที มีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่มีนัดห่างถึง 6 เดือน คือปีนึงมารับยาแค่ 2 ครั้ง เพราะทำงานเป็นคนขับรถบรรทุกระยะไกล มารับยาต่อเนื่องไม่ได้ทุกเดือนแบบคนอื่น (ส่วนกินยาครบหรือเปล่าเป็นอีกเรื่องหนึ่ง)

ภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาล และ U.S. Agency for International Development (USAID) การดำเนินงานป้องกันและควบคุมโรคถือว่าประสบความสำเร็จในแง่ความชุกและอัตราการผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่ลดลงตลอดระยะเวลา 10 ปี แต่กลุ่ม LGBT ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรหลัก (Key Population) ของการดำเนินงานเรื่อง HIV ยังมีปัญหาด้านสิทธิเสรีภาพและการยอมรับจากสังคมเป็นอย่างมาก จากการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับคนยูกันดา ชายรักชายที่นี่มักไม่เปิดเผยสถานะของตัวเอง เพราะกลัวจะได้รับผลกระทบ และช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีข่าวออกมาว่ากฎหมายต่อต้านคนรักเพศเดียวกัน (เรียกกันว่า ‘Kill the gays’ bill) จะถูกรัฐบาลนำกลับมาพิจารณาใหม่อีกครั้งหลังยกเลิกไปเมื่อ 5 ปีก่อน

Uganda People 

สิ่งที่เราประทับใจมากที่สุดในการฝึกงาน คือ คนยูกันดาที่เราเจอและทำงานด้วยไม่ได้เถื่อนหรือน่ากลัวอย่างที่คิด ทุกคนเฮฮาเป็นกันเองและน่ารักมากกกก ตลอด 10 สัปดาห์ของการฝึกงานสนุกมากและไม่เหงาเลย พอเขารู้ว่าเรามาจากประเทศไทยก็จะพูดถึง Tony Jaa และเปิดหนังเรื่อง องค์บาก ให้ดู (เรื่องนี้ดังมากที่นี่) มีนักเรียนเทคนิคการแพทย์ยูกันดาคนหนึ่งมาฝึกงานที่เดียวกัน บอกว่าชอบประเทศไทยมากและอยากไปเที่ยวพัทยาสักครั้ง เขาได้ยินมาว่าคนไทยรักพระมหากษัตริย์ รู้แม้กระทั่งว่าคนไทยใส่เสื้อสีเดียวกันในวันสำคัญอีกต่างหาก (ที่ยูกันดายังมี 3 – 4 ราชวงศ์ แบ่งตามอาณาเขตปกครองดั้งเดิม ถือว่ายังมีอิทธิพลแต่ไม่มีบทบาททางการเมืองแล้ว

บันทึกฝึกงานของเด็ก ป.โท ผู้ไปศึกษาระบบสาธารณะสุขและวิจัย HIV ที่ รพ. บนภูเขา ประเทศยูกันดา

อีกอย่าง ผู้หญิงที่นี่ดื่มเบียร์หนักมากไม่แพ้ผู้ชาย จากที่เราสังเกต ประมาณ 5 โมงเย็น บาร์จะเริ่มมีสาวๆ และป้าๆ เข้ามานั่งกระดกเบียร์คนละขวด ซึ่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกือบทุกชนิดราคาไม่แพงและเข้าถึงง่าย (รัฐบาลกำลังเตรียมประกาศขึ้นภาษีและจำกัดช่วงเวลาการขายเร็วๆ นี้) ตรงข้ามกับบุหรี่ แทบจะไม่เห็นใครสูบ เพราะราคาค่อนข้างแพงและหาร้านที่ขายบุหรี่ได้น้อยมาก

Social Determinants of Health

ท้ายสุดจะเห็นได้ว่าสุขภาพของปัจเจกบุคคลนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ตั้งแต่สภาพแวดล้อม สภาพสังคมและเศรษฐกิจ การศึกษา นโยบายทางการเมือง ความเชื่อและวัฒนธรรม ล้วนส่งผลต่อสุขภาพทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนั้น การจะสร้างสุขภาวะในกลุ่มประชากรหนึ่งๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเหล่านี้ร่วมด้วย มากกว่ามุ่งเน้นพัฒนาด้านการแพทย์หรือระบบสาธารณสุขเพียงอย่างเดียว

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

พรชนัน ดุริยะประพันธ์

นักศึกษาปริญญาโทด้านระบาดวิทยา UCLA ที่รักการเดินทางไปหาประสบการณ์ใหม่ให้กับชีวิต ชอบกินกาแฟดริป และอะไรก็ได้ที่ทำจากกล้วย

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

สุโขทัย นามจังหวัดนี้คนไทยที่ได้ร่ำเรียนวิชาสังคมศึกษาคงจดจำในฐานะราชธานีเก่า ควบคู่กับพระพุทธรูป สถูป เจดีย์สมัยนั้น ที่บัดนี้ได้หักทลายกลายสภาพเป็นวัตถุโบราณในเขตอุทยานประวัติศาสตร์ พลอยให้หลายคนเข้าใจว่า จังหวัดนี้คงเหลือแต่ร่องรอยวัฒนธรรมในอดีตที่ไม่อาจหวนคืน

ทว่าความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะแม้ว่าสุโขทัยจะสิ้นสถานะเมืองหลวงมานานกว่า 500 ปี หากวิถีชีวิต จิตวิญญาณหลายด้านของอาณาจักรสุโขทัยกลับได้รับการสืบสานมาจนถึงปัจจุบัน

ที่เห็นได้ชัดคือการสร้างสรรค์ศิลปะจากก้อนดินอย่างเช่นเครื่องปั้นดินเผา สังคโลก พระพิมพ์ ซึ่งล้วนเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ชาวสุโขทัยทำขึ้นเพื่อใช้เอง และส่งขายเป็นรายได้สำคัญของหลาย ๆ ครัวเรือน

ปลายเดือนสิงหาคม 2565 องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ได้ชักชวนสื่อท่องเที่ยวไปเปิดโลกของดินเมืองพระร่วง อันเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Toursim) ซึ่ง อพท. กำลังผลักดันอยู่ในตอนนี้

นี่จึงไม่ใช่แค่ทริปเที่ยวชมเมืองหลวงเก่าธรรมดา แต่เป็นทริปเปิดโอกาสให้ชาวเมืองหลวงใหม่อีกหลายชีวิตได้เล่าเรียนวิชาภูมิปัญญาชาวบ้านโดยการทำงานศิลป์จากดินเหนียว ทั้งยังสร้างรายได้คืนสู่ท้องถิ่นตามแนวความคิดของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อีกด้วย

ปั้นและเขียนลายสังคโลกร่วมสมัย

ใต้ร่มไม้ใบบังของบ้านสวนอันร่มรื่นที่อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย ‘โมทนาเซรามิก’ ได้ถือกำเนิดขึ้นจากความรักของหนุ่มสุโขทัยกับสาวลำปางเมื่อ พ.ศ. 2542

ทั้ง อู๊ด-เฉลิมเกียรติ บุญคง และ ไก่-อณุรักษ์ บุญคง ต่างก็ไม่ใช่ศิลปินมืออาชีพ เมื่อครั้งยังศึกษาในมหาวิทยาลัย ทั้งคู่ก็เลือกเรียนสาขาที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างศิลป์อย่างนิติศาสตร์ แต่เพราะความสนใจในศิลปะมาแต่เดิม บวกกับการได้เล่นปั้นดินน้ำมันกับลูกสาวในวัยเยาว์ สองสามีภรรยาจึงเริ่มลงมือทำงานปั้น ลองผิดลองถูกอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนจะพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้เซรามิกกลางสวน

นานกว่า 23 ปีที่โมทนาเซรามิกได้แจ้งเกิดมา บ้านอิฐหลายหลังได้รับการสร้างขึ้นเป็นแหล่งผลิตควบคู่กับแหล่งเรียนรู้ มอบโอกาสแก่คนนอกให้มาเห็นเครื่องปั้น และลองทำงานปั้นดูกับมือตัวเอง ไล่มาตั้งแต่ศาลาทำดิน ห้องปั้น ห้องเขียนลาย ศาลาเคลือบ เตาเผา ไปจนกระทั่งพิพิธภัณฑ์และร้านค้า

เมื่อคณะของเราไปถึง พี่อู๊ดและพี่ไก่ยืนรอต้อนรับอยู่หน้าบ้านอิฐที่ผนังฝังเครื่องถ้วยชามสังคโลกหลากขนาด ลวดลาย และรูปร่าง ซึ่งเกิดขึ้นจากหัวศิลป์และการลงแรงของทั้งคู่ 

เรือนอิฐหลังนี้คือพิพิธภัณฑ์โมทนาที่ภายในลายตาไปด้วยเครื่องปั้นสารพัดประเภท ถ้วย โถ โอ ชาม แก้วน้ำ ถาดรอง และอีกหลายชิ้นที่ยากจะเฟ้นหาคำมาเรียก กระจายอยู่ทั่วทุกมุมห้องอย่างเป็นหมวดหมู่ ทั้งของโบราณและของเก่าคลุกเคล้ารวมกันอย่างงดงามลงตัว

ทั้งสองคนได้ให้ความรู้กับเราว่า ชื่อ ‘สังคโลก’ มาจากชื่อสวรรคโลกหรือศรีสัชนาลัย เดิมเคยเป็นเมืองลูกหลวงของอาณาจักรสุโขทัยและเป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นชนิดนี้ ภายหลังชื่อนี้ได้เพี้ยนเป็นสังคโลก และถูกใช้เรียกเครื่องปั้นดินเผาของสุโขทัย ในขณะที่เครื่องปั้นดินเผาคืองานปั้นที่ผ่านการเผาไฟ ตรงกับคำว่า Ceramic ในภาษาอังกฤษ

ได้รู้จักเครื่องปั้นชนิดต่าง ๆ กันไปแล้ว พี่อู๊ดมอบหมายให้กรุ๊ปทัวร์ของเราแยกกลุ่มเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งให้ลองทำงานเขียนลาย อีกกลุ่มให้ลองทำงานปั้น

ในห้องเขียนลายที่เย็นสบายด้วยเครื่องปรับอากาศ โต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็กถูกจัดวางไว้บนพื้น พร้อมด้วยดินสอ กระดาษ หมึก พู่กันหลากขนาด เหนืออื่นใดคือจานเซรามิกที่ให้ผู้คนได้ทดลองทำเวิร์กชอป

พร้อมกับเสียงน้ำไหลที่เปิดคลอไว้ให้เกิดสมาธิ พี่ไก่ซึ่งรับหน้าที่ผู้สอนได้ให้คำแนะนำว่า ควรใช้ดินสอร่างลายลงไปในกระดาษก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงนำลวดลายที่ร่างไว้ไปเขียนบนจาน ตบท้ายด้วยการใช้พู่กันที่เธอตระเตรียมไว้ให้ วาดทับลงไปบนลายเส้นดินสอนั้น

ขั้นตอนการทำเวิร์กชอปเขียนลายนี้ พี่ไก่มักจะให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเขียนลายตามเครื่องสังคโลก แต่หากอยากเขียนลวดลายตามใจชอบก็ย่อมได้เช่นกัน เมื่อเขียนเสร็จแล้ว เธอจะให้เจ้าของผลงานเขียนชื่อพร้อมที่อยู่ เพื่อที่เธอจะได้ส่งคืนเจ้าของได้ถูกที่ถูกคนหลังนำไปเคลือบและเผาไฟแล้ว

ตัดมาที่ห้องปั้นของพี่อู๊ด ลูกศิษย์รุ่นใหม่ต่างกำลังหน้าดำคร่ำเครียดกับการฝึกหัดขึ้นรูปภาชนะอยู่ แก้วน้ำเป็นภาชนะอย่างง่ายที่เขาชอบใช้เป็นแบบให้ลองทำ อาศัยนิ้วมือในการกดดุนทรง และไม้เป็นอุปกรณ์เสริม ก็จะได้รูปทรงของแก้วออกมาอย่างไม่ยากเย็นนัก

เสร็จจากเวิร์กชอปที่กินเวลานานกว่าชั่วโมง คณะทัวร์หลายคนเริ่มผุดเครื่องหมายปรัศนีบนหัว ว่าผลงานฝีมือพวกเราที่ทำเสร็จแล้วจะเดินทางไปไหนต่อ สองผู้ก่อตั้งโมทนาเซรามิกเลยอาสาพาพวกเราตรงดิ่งไปยังหลังบ้าน ซึ่งเป็นที่หมายปลายทางของงานปั้นทุกชิ้น

เตาเผาโมทนาเซรามิกคือคำตอบของคำถามเมื่อครู่ รวมถึงฉายา ‘สังคโลกร่วมสมัย’ ซึ่งที่นี่นิยามตนเอง เพราะแทนที่จะใช้เตาโบราณอย่างเตาทุเรียง พี่อู๊ดกับพี่ไก่เลือกที่จะนำวิทยาการสมัยใหม่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างเตาไฟฟ้าที่ให้ความร้อนสูงแตะหลัก 1,000 องศาเซลเซียส

เมื่อเราไปถึง ก็ได้เวลาที่จะต้องเปิดเตาพอดิบพอดี พี่อู๊ดจึงนำผลงานที่เผาเสร็จแล้วออกมาอวดแก่สายตาผู้มาเยือนทุกคู่ ก่อนที่เครื่องปั้นทั้งหมดนี้จะถูกส่งไปให้ลูกค้าซึ่งเป็นรีสอร์ตแห่งหนึ่งในทะเลอ่าวไทย

ผู้ใดชื่นชอบงานเซรามิกรวมถึงเครื่องปั้นใด ๆ ของยี่ห้อโมทนา ที่นี่มีร้านค้าสำหรับจัดจำหน่าย หรือหากจะมาทดลองทำเวิร์กชอปทั้งปั้นดิน เขียนลาย ขึ้นรูป หรือเคลือบก็ย่อมได้ โดยมีค่าใช้จ่ายคนละ 750 – 1,000 บาท และต้องจองล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน ให้พี่ไก่กับพี่อู๊ดได้มีเวลาในการจัดเตรียมอุปกรณ์

กดลายพระพิมพ์ดินเผา

พระเครื่องซึ่งเป็นวัตถุมงคลในปัจจุบัน มีรากฐานมาจากพระพิมพ์ ซึ่งเป็นประติมากรรมขนาดเล็กรูปพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เกิดจากการนำวัสดุต่าง ๆ เช่น ดินเหนียวและผงว่านมงคลมากดลงในพิมพ์ 

อาณาจักรโบราณในดินแดนไทยล้วนมีคติการปั้นพระพิมพ์ไว้เพื่อสืบทอดพุทธศาสนาไว้ทั้งสิ้น คติความเชื่อนี้ตกทอดมาสู่อาณาจักรสุโขทัยที่ได้ประจุพระพิมพ์ดินเหนียวฝังไว้ในสถูปเจดีย์ ด้วยความเชื่อแบบพุทธว่าทุกสรรพสิ่งไม่จีรัง เจดีย์ที่สูงใหญ่ก็อาจพังทลายลงมาได้ในวันหนึ่ง เมื่อวันนั้นมาถึง พระพิมพ์ที่ซ่อนองค์อยู่ในกรุของซากปรักหักพังเจดีย์เหล่านั้นก็จะทำหน้าที่บอกเล่าพุทธประวัติผ่านอิริยาบถของพระพุทธเจ้าในพระพิมพ์เหล่านั้นต่อไป

เรื่องราวของพระพิมพ์โบราณผ่านหูผ่านตา กบ-ณรงค์ชัย โตอินทร์ มาแต่เยาว์วัย ด้วยชาติตระกูลเป็นถึงลูกหลานควาญช้างของเจ้าเมืองสุโขทัยร้อยกว่าปีก่อน เขาจึงซึมซับประวัติความเป็นมาของสุโขทัยตลอดทั้งชีวิต ก่อนเลือกเอาดีด้านงานพิมพ์พระเมื่อเติบใหญ่

ท่ามกลางผืนไม้ที่ขึ้นรกเป็นทุ่ง รถของทัวร์สื่อมวลชนบุกป่าฝ่าดงมาถึง ‘บ้านพระพิมพ์ลักษมณศิลป์’ ไม่ไกลจากอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย หลานชายหญิงตัวน้อยของ ‘ลุงกบ’ ยิ้มร่าหน้าบานเมื่อพบกับคณะของเรา น้อง ๆ ทั้งสองเชื้อเชิญเราทั้งผองไปฟังบรรยายของผู้เป็นลุงที่เรือนไม้หลังเล็กที่แวดล้อมไปด้วยภาพวาดสะท้อนคติจักรวาลในพุทธศาสนาและแผนที่เมืองเก่าของสุโขทัย

ด้านหน้าของพวกเราคือตัวอย่างพระพิมพ์ฝีมือพี่กบแห่งบ้านพระพิมพ์ลักษมณศิลป์ ซึ่งมีถึง 850 พิมพ์ ทั้งหมดทำโดยนายช่างแห่งดินแดนพระร่วงผู้นี้

หลังจากให้ความรู้ด้านพุทธประวัติ ความเชื่อเรื่องไตรภูมิ รูปแบบเจดีย์ และพระพิมพ์พอหอมปากหอมคอแล้ว หนุ่มใหญ่ชาวสุโขทัยผู้ยังรักษาสำเนียงเหน่อแบบไทยกลางปนเหนือก็ถือไม้เท้าประคองร่างตนเองไปนั่งหน้าชั้นเรียน โดยมีหลาน ๆ พากันเชื้อเชิญให้แขกเหรื่อไปนั่งตามเก้าอี้ว่าง

ห้องทำเวิร์กชอปของพี่กบอยู่ใต้หลังคามุงจาก โต๊ะเรียนเป็นโต๊ะไม้ตัวยาวซึ่งทอดเรียงเป็นแถว ผู้เข้าร่วมกิจกรรมแต่ละคนจะได้รับพิมพ์อย่างน้อยคนละ 2 ชิ้น 2 ลาย กระปุกแป้ง และก้อนดินที่ใช้พิมพ์ ทั้งหมดจัดเรียงอย่างสวยงาม ประดับดอกลีลาวดี รวมทั้งมีผลไม้ตามฤดูกาล เช่น กล้วย เงาะ ที่พี่กบตั้งรอไว้ให้คนทำกิจกรรมได้เลือกกินได้ตามใจต้องการ

การสาธิตวิธีทำพระพิมพ์ของพี่กบเริ่มตั้งแต่นำดินเหนียวมาตำคลุกกับผงว่านมงคลและส่วนผสมทั้งหลายในครกให้ได้เนื้อดินตามคุณสมบัติ ก่อนนำดินที่ตำเสร็จแล้วไปกดลงกับพิมพ์ที่เตรียมไว้ ลบลายนิ้วมือที่ติดอยู่ด้านหลัง ก่อนจะมาถึงขั้นตอนสำคัญที่เขามักเน้นย้ำให้เจ้าของพระพิมพ์องค์นั้นหลับตาลง ตั้งจิตอธิษฐาน รำลึกถึงพุทธคุณและบุคคลที่พึงได้รับพระพิมพ์องค์นั้น

แม้ในระยะหลังอาการเจ็บป่วยในตัวพี่กบจะไม่ยินยอมให้เขาใช้ร่างกายซีกหนึ่งของตนเองได้ แต่ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาทั้งชีวิต เขาก็ยังใช้ร่างกายอีกครึ่งที่เหลือในการตำดินและพิมพ์พระอย่างชำนิชำนาญเหมือนเคย

แกะดินออกจากพิมพ์ พระพิมพ์ที่เพิ่งพิมพ์ลายเสร็จใหม่สด ๆ ร้อน ๆ ยังต้องนำไปตากแดดให้ดินแห้งแข็ง เท่านี้ก็ได้พระพิมพ์เป็นอันสมบูรณ์

การสาธิตลุล่วงไปด้วยดี ทุกคนจึงแยกย้ายไปพิมพ์พระบนที่นั่งของตัวเอง ในรอบนี้พี่กบมอบหมายให้แต่ละคนพิมพ์พระองค์ใหญ่ขึ้น และพิมพ์ไปจนกว่าดินเหนียวในสำรับของตนจะหมด

คราวนี้อุปกรณ์ 2 สิ่งที่ทุกคนจะต้องหัดใช้เองคือแป้ง ซึ่งช่วยโรยให้เนื้อดินไม่ยึดกับพิมพ์ ทำให้แกะออกได้ง่ายขึ้น กับมีดคัตเตอร์ซึ่งกรีดลงบนดินตามจุดที่เห็นว่าบิ่น ล้ำ หรือไม่ได้ขอบรูปทรงที่สวยงาม

แล้วระหว่างรอการตากแดดอันนานโข เพื่อไม่ให้ผู้มาทำเวิร์กชอปเบื่อหน่าย พี่กบก็พาเราทุกคนมาเล่นกิจกรรมสนุก ๆ อีกอย่างหนึ่ง อย่างเกมยิงธนู ลูกธนูที่พี่กบกับหลานใช้ยิงเป็นแบบไม่มีหัว และใช้วิธีการยิงแบบล้านนาซึ่งมีการตั้งมือ เหนี่ยวคันธนูไม่เหมือนกับแถบยุโรป

ทั้งลุงและหลานผลัดกันสอนมือใหม่หัดยิงธนูไม่นาน ทุกคนก็เกิดความคุ้นชินและเพลิดเพลินกับการเล็งเป้า หลายคนยิงจนลืมเลยทีเดียวว่ากำลังรอให้พระพิมพ์ของตนแห้งอยู่

พี่กบเล่าด้วยสีหน้านิ่งเฉยเป็นนิจ หากน้ำเสียงเผยความภูมิใจว่า ลูกศิษย์ลูกหาหลายคนที่มาเรียนทำพระพิมพ์กับเขา สามารถพิมพ์พระขาย สร้างรายได้กับตัวเองมากมาย คนที่มาฝึกเรียนวิชาพิมพ์พระกับเขาก็ไม่ได้มีเฉพาะคนไทย แต่ยังอุดมด้วยชาวต่างชาติมากมายหลายสัญชาติ ซึ่งช่วยให้พี่กบได้หัดพูดภาษาอังกฤษจนคล่อง และขณะนี้กำลังฝึกภาษาจีนอยู่ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชุดใหม่ที่กำลังจะหลั่งไหลมาจากแผ่นดินมังกรในเร็ววัน

เช่นเดียวกับโมทนาเซรามิก บ้านพระพิมพ์ลักษมณศิลป์ของพี่กบเปิดรับนักท่องเที่ยวอยู่เสมอ ไม่ว่าใครก็เข้าชมและทำพระพิมพ์ฝีมือตนเองได้ แต่ต้องนัดล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน พร้อมกับค่าใช้จ่ายอีกคนละ 300 บาทเท่านั้น

ทริปนี้ให้แง่คิดกับเราหลายอย่าง และทำให้เรามองจังหวัดนี้ในมุมแปลกไปจากเดิม

ความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรสุโขทัยสมัยพ่อขุนอาจเหลือเพียงแค่อดีต แต่พื้นความรู้ความสามารถของผู้คนยังสืบต่อมาถึงปัจจุบัน และจะเชิดหน้าชูตาให้แดนรุ่งอรุณแห่งความสุขนี้ต่อไปในอนาคต

ภาพ : อำนาจ เพ็งเอี่ยม

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load