ยูกันดา ประเทศเล็กๆ ในเขตแอฟริกาตะวันออกไม่มีทางออกสู่ทะเลและถูกขนาบด้วยประเทศขนาดใหญ่อย่างคองโกและเคนยา ภายหลังได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักรใน ค.ศ. 1962 ประเทศยูกันดาผ่านความวุ่นวายทางการเมืองและรัฐประหารเป็นเวลาหลายปี จนปัจจุบันได้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบอบการปกครองแบบสาธารณรัฐ ภายใต้การนำของ ประธานาธิบดีโยเวรี มูเซเวนี (Yoweri Museveni) ซึ่งอยู่ในตำแหน่งมานานกว่า 33 ปี

เรามีโอกาสไปฝึกงานที่ Kigezi Healthcare Foundation (KIHEFO) เมือง Kabale เป็นเวลา 10 สัปดาห์ ในฐานะนักศึกษาปริญญาโทด้านระบาดวิทยา เพื่อทำวิจัยเกี่ยวกับ HIV และศึกษาด้านระบบสาธารณสุข ระหว่างนั้นก็ไปดูงานที่คลินิก HIV และแผนกวิสัญญี (เราเป็นหมอดมยาด้วย) ที่ Kabale Regional Referral Hospital ซึ่งเป็นโรงพยาบาลรัฐบาลประจำเมือง 

บันทึกฝึกงานของเด็ก ป.โท ผู้ไปศึกษาระบบสาธารณะสุขและวิจัย HIV ที่ รพ. บนภูเขาประเทศยูกันดา

ปัญหาด้านสาธารณสุขหลักๆ ของยูกันดาเหมือนกับประเทศอื่นในทวีปแอฟริกา ทั้งด้านสุขอนามัย การเข้าถึงบริการทางสาธารณสุข ภาวะขาดสารอาหารในเด็ก การติดเชื้อ HIV และโรค AIDS สำหรับชาวบ้านที่อยู่ตามพื้นที่ชนบท ปัญหาเหล่านี้ถูกซ้ำเติมด้วยความยากจน ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ไม่เพียงพอ และปัญหาคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่รัฐ 

แม้ยูกันดาจะมีภาษาท้องถิ่นมากกว่า 30 ภาษา แต่เนื่องจากมีภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ คนยูกันดาเลยพูดภาษาอังกฤษได้ดีเกือบทุกคน เราจึงไม่มีปัญหาในการติดต่อสื่อสารมากนัก ที่ Kabale ภาษาท้องถิ่นคือ Rukiga เราหัดพูดประโยคง่ายๆ ได้บ้าง ไว้พอทักทายพูดคุยเท่านั้น คนยูกันดาที่เราเจอส่วนใหญ่พูดกันได้คนละ 3 – 4 ภาษาเลยทีเดียว

Kabale : Switzerland of Africa

บันทึกฝึกงานของเด็ก ป.โท ผู้ไปศึกษาระบบสาธารณะสุขและวิจัย HIV ที่ รพ. บนภูเขาประเทศยูกันดา

Kabale เป็นหนึ่งในเมืองหลักของภูมิภาค Kigezi ที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ใกล้กับชายแดนประเทศรวันดา ฉายาของเมืองนี้คือ ‘สวิตเซอร์แลนด์แห่งแอฟริกา’ ด้วยลักษณะภูมิประเทศของเมืองเป็นเทือกเขา อากาศหนาวเย็นตลอดปี โดยเฉพาะช่วงเช้าและกลางคืน เดือนที่เราอยู่มีหมอกลงทุกเช้า บางวันอุณหภูมิลงไปถึง 17 องศาเซลเซียส แต่กลางวันกลับแดดแรงและอากาศร้อนมากแทน โดยฤดูฝนกินเวลามากกว่า 6 เดือนต่อปี ในภูมิภาค Kigezi สัดส่วนของภาคครัวเรือนที่มีไฟฟ้าและน้ำประปาสะอาดใช้นั้นต่ำอย่างน่าใจหาย ถึงขั้นไม่ต้องพูดเลยว่ามีอินเทอร์เน็ตใช้กันหรือเปล่า

บันทึกฝึกงานของเด็ก ป.โท ผู้ไปศึกษาระบบสาธารณะสุขและวิจัย HIV ที่ รพ. บนภูเขา ประเทศยูกันดา

ตัวเมือง Kabale ตั้งอยู่บนที่ราบล้อมรอบด้วยภูเขาทั้งสองด้าน มีถนนหลักเพียงเส้นเดียวผ่านกลางเมือง ฝุ่นค่อนข้างเยอะเพราะถนนบางเส้นยังเป็นดินลูกรัง สองข้างทางเป็นห้องแถวและร้านค้า เราพยายามจะ Cafe Hopping หาร้านกาแฟชิคๆ ไว้นั่งทำงาน สุดท้ายทั้งเมืองมีร้านที่ใช้ Wi-Fi ได้อยู่แค่ร้านเดียว เราไปบ่อยจนพนักงานทุกคนในร้านจำหน้าเราได้ แถมเจ้าของร้านก็เป็นคนอินเดียที่ย้ายมาตั้งรกรากที่นี่ อินดี้ไปอีก

บันทึกฝึกงานของเด็ก ป.โท ผู้ไปศึกษาระบบสาธารณะสุขและวิจัย HIV ที่ รพ. บนภูเขา ประเทศยูกันดา

ส่วนถนนหนทางที่ออกจากเมืองไปยังหมู่บ้านรอบนอกถ้าไม่ใช่เส้นทางหลักก็จะเป็นถนนดินลูกรังเช่นกัน การเดินทางค่อนข้างลำบากและใช้เวลามาก หากชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตามหมู่บ้านที่ไกลออกไปจากตัวเมืองเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา ส่วนใหญ่ก็เลือกไม่ไปโรงพยาบาล แต่จะไปหาหมอบ้านแทน (หมอบ้านรักษาด้วยเวทมนตร์และสมุนไพร) 

ฉะนั้น การให้บริการทางสุขภาพในชุมชน (Community-Based Health Care) จึงมีบทบาทสำคัญมากทั้งด้านการป้องกันและรักษาโรค โดยเฉพาะผู้ป่วยติดเชื้อ HIV ที่มีความจำเป็นต้องกินยาต้านไวรัสต่อเนื่อง แต่มีความลำบากในการเดินทางมารับยาที่โรงพยาบาล อีกโครงการหนึ่งของ KIHEFO ที่น่าสนใจ คือการสร้างความร่วมมือระหว่างการแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์พื้นบ้าน มีการอบรมให้ความรู้ด้านการแพทย์เบื้องต้นกับหมอบ้าน โดยเฉพาะการสังเกตว่าผู้ป่วยมีอาการแบบไหนจึงควรมารับการรักษาที่โรงพยาบาลแทนการรักษากับหมอบ้าน

บันทึกฝึกงานของเด็ก ป.โท ผู้ไปศึกษาระบบสาธารณะสุขและวิจัย HIV ที่ รพ. บนภูเขา ประเทศยูกันดา

คนแถบนี้ทำเกษตรกรรมเพื่อยังชีพ (Subsistence Farming) เป็นหลัก เขานิยมปลูกกล้วย ข้าวโพด ถั่ว มันฝรั่ง กาแฟ และสับปะรด ส่วนผลผลิตที่ได้ก็ใช้บริโภคกันในครัวเรือน แต่ยังขาดเทคโนโลยีทางการเกษตรและพึ่งพาแรงงานคน 100 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณผลผลิตทางการเกษตรเลยขึ้นกับสภาพอากาศในแต่ละปีว่าฝนตกมากน้อยแค่ไหน สำหรับอาหารการกิน แต่ละมื้อก็มีแป้งและผักเป็นส่วนประกอบหลัก มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนน้อย เพราะราคาค่อนข้างแพง แหล่งโปรตีนจึงมาจากถั่ว (ที่เราได้กินเกือบทุกวัน)

Kabale Regional Referral Hospital 

บันทึกฝึกงานของเด็ก ป.โท ผู้ไปศึกษาระบบสาธารณะสุขและวิจัย HIV ที่ รพ. บนภูเขา ประเทศยูกันดา
บันทึกฝึกงานของเด็ก ป.โท ผู้ไปศึกษาระบบสาธารณะสุขและวิจัย HIV ที่ รพ. บนภูเขา ประเทศยูกันดา

โรงพยาบาลรัฐบาลขนาดกลางตั้งอยู่บนเขา มีวิว 180 องศาเป็นตัวเมืองด้านล่าง ที่นี่มีหมอเฉพาะทางแค่ 8 คน น้องหมออินเทิร์น 10 คน และมีตำแหน่งที่เรียกว่า Clinical Officer ซึ่งเรียนแค่ 3 ปี จบออกมาก็ช่วยตรวจคนไข้ที่แผนกผู้ป่วยนอกในเคสที่ไม่ซับซ้อนได้ (เป็นการแก้ปัญหาบุคลาการทางการแพทย์ขาดแคลนได้ในระดับหนึ่ง) สถานที่แห่งนี้ยังเป็นสถาบันร่วมฝึกสอนของโรงเรียนแพทย์ Kabale University อีกด้วย 

โรงพยาบาลรัฐที่นี่เจอปัญหาคล้ายกับไทย คือขาดแคลนบุคลากรและงบประมาณ อุปกรณ์ทางการแพทย์และเวชภัณฑ์ไม่เพียงพอกับความต้องการ เงินเดือนตกเบิกคือเรื่องปกติ มีบางครั้งที่เจ้าหน้าที่ได้รับค่าทำงานล่วงเวลาเป็นน้ำตาลทรายแดงคนละถุงเป็นการแก้ขัดไปก่อน (เห็นแล้วเศร้าแทน)

โรงพยาบาลนั้นห่างจากที่พักของเรา (ที่อยู่บนเขาเช่นกัน) ประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งเราเดินไปกลับทุกวัน แต่ถ้าวันไหนรีบ ก็จะนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้าง (มีชื่อเรียกว่า Boda boda) เด็กอเมริกันที่มาดูงานที่เดียวกับเราทุกคนจะกลัวการนั่ง Boda boda มาก เพราะได้รับการบอกเล่าว่าอันตรายและห้ามนั่งถ้าไม่จำเป็น แต่ในฐานะที่มาจากประเทศไทย การนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างถือเป็นเรื่องชิลล์ๆ สำหรับเรา 

บันทึกฝึกงานของเด็ก ป.โท ผู้ไปศึกษาระบบสาธารณะสุขและวิจัย HIV ที่ รพ. บนภูเขา ประเทศยูกันดา

ในช่วงที่เราวนไปทำงานที่ห้องผ่าตัด สิ่งที่เราทึ่งมาก คือหมอศัลยกรรมทั่วไปผ่าตัดได้ตั้งแต่หัวจรดเท้า (เหมือนหมอไทยตามต่างจังหวัดเมื่อ 30 ปีที่แล้ว) ส่วนเราเป็นหมอดมยาคนเดียวในโรงพยาบาล จึงช่วยดมยาและบล็อกหลังกับป้าๆ วิสัญญีพยาบาลกันไป (รวมถึงแอบไปช่วยอยู่เวรกะบ่ายดึกด้วย) ตึกผ่าตัดและอุปกรณ์ของแผนกวิสัญญียังดูค่อนข้างใหม่เพราะเพิ่งได้รับบริจาคจากรัฐบาลญี่ปุ่น แต่ยาสลบที่ใช้เก่าจนเมืองไทยเลิกใช้ไปแล้วเป็น 10 ปี วันแรกก็ทุลักทุเลพอสมควร เพราะเรายังไม่ชินกับอุปกรณ์และยาที่มีให้ใช้ เราได้เรียนรู้ว่า ท่ามกลางความไม่พร้อมในหลายด้าน ทุกอย่างที่นี่ก็ดำเนินไปได้ในแบบของมัน เวลา 2 อาทิตย์ในห้องผ่าตัดผ่านไปอย่างรวดเร็ว ถือเป็นประสบการณที่ดีสำหรับหมอดมยาคนหนึ่งเลยทีเดียว

HIV

HIV เป็นปัญหาด้านสาธารณสุขอันดับต้นของทั้งภูมิภาค Sub-Saharan Africa ปัจจุบันความชุกของโรคทั้งประเทศอยู่ที่ 6 เปอร์เซ็นต์ (ประเทศไทยประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์) โดยมีสัดส่วนผู้ติดเชื้อ HIV ผู้หญิงสูงกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะผู้หญิงอายุ 15 – 24 ปี สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ (Gender-Based Violence) และวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ ทำให้ผู้หญิงมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาและการบริการทางสุขภาพได้น้อยกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตชนบท

บันทึกฝึกงานของเด็ก ป.โท ผู้ไปศึกษาระบบสาธารณะสุขและวิจัย HIV ที่ รพ. บนภูเขา ประเทศยูกันดา

คลินิก HIV ของ Kabale Regional Referral Hospital มีผู้ป่วยอยู่ในความดูแลประมาณ 3,000 คน คนไข้ล้นคลินิกเป็นภาพปกติที่เห็นได้ทุกวัน บางวันหมอประจำคลินิกต้องทำงานโดยไม่หยุดพักกินข้าวเที่ยง หรือแอบไปกินแค่ 5 – 10 นาที มีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่มีนัดห่างถึง 6 เดือน คือปีนึงมารับยาแค่ 2 ครั้ง เพราะทำงานเป็นคนขับรถบรรทุกระยะไกล มารับยาต่อเนื่องไม่ได้ทุกเดือนแบบคนอื่น (ส่วนกินยาครบหรือเปล่าเป็นอีกเรื่องหนึ่ง)

ภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาล และ U.S. Agency for International Development (USAID) การดำเนินงานป้องกันและควบคุมโรคถือว่าประสบความสำเร็จในแง่ความชุกและอัตราการผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่ลดลงตลอดระยะเวลา 10 ปี แต่กลุ่ม LGBT ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรหลัก (Key Population) ของการดำเนินงานเรื่อง HIV ยังมีปัญหาด้านสิทธิเสรีภาพและการยอมรับจากสังคมเป็นอย่างมาก จากการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับคนยูกันดา ชายรักชายที่นี่มักไม่เปิดเผยสถานะของตัวเอง เพราะกลัวจะได้รับผลกระทบ และช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีข่าวออกมาว่ากฎหมายต่อต้านคนรักเพศเดียวกัน (เรียกกันว่า ‘Kill the gays’ bill) จะถูกรัฐบาลนำกลับมาพิจารณาใหม่อีกครั้งหลังยกเลิกไปเมื่อ 5 ปีก่อน

Uganda People 

สิ่งที่เราประทับใจมากที่สุดในการฝึกงาน คือ คนยูกันดาที่เราเจอและทำงานด้วยไม่ได้เถื่อนหรือน่ากลัวอย่างที่คิด ทุกคนเฮฮาเป็นกันเองและน่ารักมากกกก ตลอด 10 สัปดาห์ของการฝึกงานสนุกมากและไม่เหงาเลย พอเขารู้ว่าเรามาจากประเทศไทยก็จะพูดถึง Tony Jaa และเปิดหนังเรื่อง องค์บาก ให้ดู (เรื่องนี้ดังมากที่นี่) มีนักเรียนเทคนิคการแพทย์ยูกันดาคนหนึ่งมาฝึกงานที่เดียวกัน บอกว่าชอบประเทศไทยมากและอยากไปเที่ยวพัทยาสักครั้ง เขาได้ยินมาว่าคนไทยรักพระมหากษัตริย์ รู้แม้กระทั่งว่าคนไทยใส่เสื้อสีเดียวกันในวันสำคัญอีกต่างหาก (ที่ยูกันดายังมี 3 – 4 ราชวงศ์ แบ่งตามอาณาเขตปกครองดั้งเดิม ถือว่ายังมีอิทธิพลแต่ไม่มีบทบาททางการเมืองแล้ว

บันทึกฝึกงานของเด็ก ป.โท ผู้ไปศึกษาระบบสาธารณะสุขและวิจัย HIV ที่ รพ. บนภูเขา ประเทศยูกันดา

อีกอย่าง ผู้หญิงที่นี่ดื่มเบียร์หนักมากไม่แพ้ผู้ชาย จากที่เราสังเกต ประมาณ 5 โมงเย็น บาร์จะเริ่มมีสาวๆ และป้าๆ เข้ามานั่งกระดกเบียร์คนละขวด ซึ่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกือบทุกชนิดราคาไม่แพงและเข้าถึงง่าย (รัฐบาลกำลังเตรียมประกาศขึ้นภาษีและจำกัดช่วงเวลาการขายเร็วๆ นี้) ตรงข้ามกับบุหรี่ แทบจะไม่เห็นใครสูบ เพราะราคาค่อนข้างแพงและหาร้านที่ขายบุหรี่ได้น้อยมาก

Social Determinants of Health

ท้ายสุดจะเห็นได้ว่าสุขภาพของปัจเจกบุคคลนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ตั้งแต่สภาพแวดล้อม สภาพสังคมและเศรษฐกิจ การศึกษา นโยบายทางการเมือง ความเชื่อและวัฒนธรรม ล้วนส่งผลต่อสุขภาพทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนั้น การจะสร้างสุขภาวะในกลุ่มประชากรหนึ่งๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเหล่านี้ร่วมด้วย มากกว่ามุ่งเน้นพัฒนาด้านการแพทย์หรือระบบสาธารณสุขเพียงอย่างเดียว

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

พรชนัน ดุริยะประพันธ์

นักศึกษาปริญญาโทด้านระบาดวิทยา UCLA ที่รักการเดินทางไปหาประสบการณ์ใหม่ให้กับชีวิต ชอบกินกาแฟดริป และอะไรก็ได้ที่ทำจากกล้วย

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

3 กุมภาพันธ์ 2566
97

คงต้องเกริ่นก่อนว่า ผมเป็นเด็กกรุงเทพฯ ที่ขึ้นมาใช้ชีวิตมหาวิทยาลัยอยู่ที่เชียงใหม่เป็นเวลากว่า 1,131 วัน ท่องเที่ยวไปมาหลายแห่ง บุกป่าฝ่าดง หอบข้าวของขึ้นไปกางเต็นท์ก็หลายจุด เพียงแต่ปลายทางในครั้งนี้เห็นจะเป็นสถานที่อีกแห่งที่ผมยังไม่เคยมีโอกาสได้ไป แต่เมื่อแบรนด์กาแฟอย่าง ‘อินทนิล’ ทำกาแฟดริปแบบ Single Origin ออกมาวางจำหน่ายเมื่อช่วงปีใหม่ ผมจึงอยากรู้ว่า 3 แหล่งที่อินทนิลเลือกมามีความพิเศษยังไง

Single Origin ของอินทนิลคราวนี้ประกอบด้วย กาแฟแม่แจ๋ม (Fruity Taste) จากจังหวัดลำปาง กาแฟป่าแป๋ (Nutty Taste) และกาแฟเทพเสด็จ (Special Taste) จากจังหวัดเชียงใหม่ ย้อนไปเมื่อหลายปีที่ผ่านมา อินทนิลเคยออกกาแฟออร์แกนิกดริปมาแล้ว เป็นเมล็ดออร์แกนิกอาราบิก้าแบบเดียวกับที่ใช้ในร้าน ซึ่งมาจาก 2 แหล่งเพาะปลูกหลัก คือ ป่าแป๋และแม่แจ๋ม สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ทำไมอินทนิลถึงเลือก กาแฟเทพเสด็จ มาใช้กับ Single Origin ในครั้งนี้ และดูเหมือนว่าจะเป็นตัวไฮไลต์เสียด้วย

แม้ว่าการเดินทางไปยังดอยสะเก็ด เพื่อขึ้นไปดูไร่กาแฟ 2 แห่งที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านปางบงและหมู่บ้านแม่ตอนหลวง ตำบลเทพเสด็จ อําเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ จะไม่ได้อยู่ในแผนการชีวิตใกล้เรียนจบของผมแม้แต่น้อย แต่การเดินทางครั้งนี้ก็ทำให้ผมได้รู้จักกับหมู่บ้านกาแฟ รวมไปถึงเรื่องราวหลังบ้านของเกษตรกรเจ้าของไร่กาแฟที่น้อยคนจะรู้มาก่อน

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
#01

หมู่บ้านปางบง

ความสูงอยู่ที่ประมาณ 1,000 – 1,200 เมตร

เอาเข้าจริงแล้ว การเยือนไร่กาแฟในครั้งนี้ไม่ค่อยยากลำบากอย่างที่เด็กกรุงเทพฯ ผู้ใช้ชีวิตรอบล้อมไปด้วยต้นไม้คอนกรีตหรือเสาไฟฟ้าอย่างผมคาดการณ์ไว้ 

การเดินทางไปหมู่บ้านปางบงไม่ถึงกับต้องขึ้นเขาลงห้วย (ถ้าไม่นับการนั่งรถขึ้นดอยนะ) หรือเดินทางไกลอะไรมากมาย แถมยังได้นั่งจิบกาแฟดริป ชิมบรรยากาศรับลมหนาว พักสายตาด้วยสายธารด้านล่าง และรับกลิ่นโชยของป่าเขา ณ ร้านดอยปางบง กาแฟ & ฟาร์มสเตย์ ของ คุณนนท์-อานนท์ พวงเสน เจ้าของไร่กาแฟในหมู่บ้าน ก็นับว่าเป็นอะไรที่สะดวกสบายและผ่อนกายคลายใจได้พอสมควร

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

ที่สำคัญ คุณนนท์เจ้าของไร่แห่งนี้มีดีกรีเป็นถึงผู้ชนะการประกวดสุดยอดกาแฟไทย (Thai Coffee Excellence) ด้วยกระบวนการ Wet Process ในปี 2021 และ Honey Process ในปี 2022 อีกด้วย

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

คุณนนท์อธิบายความหมายของ Honey Process ให้ผมผู้มีความรู้เรื่องนี้เป็นศูนย์เข้าใจอย่างง่ายว่า ในกระบวนการแปรรูปผลกาแฟสดจาก ‘กะลา’ ให้กลายเป็น ‘เมล็ดกาแฟ’ (สารกาแฟ) นั้น มี 3 กรรมวิธีที่คนนิยมกัน ได้แก่ 

1. Wet / Washed Process คือการนำผลกาแฟที่สุกจากต้นมากะเทาะเปลือก แล้วจึงนำตัวกะลาไปแช่น้ำกำจัดเมือกแล้วตากให้แห้ง ซึ่งหากเปรียบกับข้าว กะลาเหมือนเปลือกข้าวที่ยังไม่ได้สี จึงต้องผ่านกระบวนการทำให้พร้อมเป็นเมล็ดกาแฟสำหรับคั่ว

2. Dry Process คือการนำผลกาแฟไปตากให้แห้งทั้งเปลือก แล้วค่อยนำไปสีเอาเปลือกออก

3. Honey Process วิธีนี้ไม่ได้มีน้ำผึ้งเป็นส่วนประกอบแต่อย่างใดนะครับ แต่เป็นการนำกะลาไปตากทันทีหลังจากกะเทาะเปลือกแล้ว โดยข้ามขั้นตอนแช่น้ำขจัดเมือก กาแฟที่ผ่านกรรมวิธีนี้จะมีความเปรี้ยวต่ำ (Lower Acidity) และติดรสละมุนจากความหวานซึ่งจางอ่อนตามธรรมชาติมากกว่าเมล็ดทั่วไป

วกกลับมาที่การเดินทาง หลังจากเสพบรรยากาศจนอิ่มหนำสำราญ กินกาแฟคั่วกลางและอ่อนพอให้ได้สัมผัสรสชาติ จากนั้นผมก็กลับขึ้นรถเพื่อไปยังที่พัก แต่ระหว่างทางลงดอย เมื่อร่างกายกระทบกับเบาะนิ่ม ๆ ก็เหมือนระลึกได้และเลิกหลอกตัวเองในทันทีว่า มันก็เหนื่อยใช้ได้เลยเหมือนกัน

ไหนจะทางลาดชันอันขรุขระ ที่หากรองเท้าไม่พร้อม คงมีลำบากกันไปข้างสองข้าง หรือจะเป็นการต้องมุดดงพงไพรตามคุณนนท์เข้าไปในไร่ เดินไป คุยไป ทั้งกรรมวิธีการปลูก เก็บ และการต่ออายุต้นกาแฟ เรียกได้ว่าแกขยันเดินให้เราตามไปทุกหนแห่งที่พอจะไปได้จริง ๆ

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

“ที่นี่เดินง่ายกว่าสวนอื่นอีกนะ” คุณนนท์ว่า ส่วนผมนั้นได้แต่คิดว่า ไม่อยากจินตนาการถึงสวนอื่นเลยครับ

ระหว่างทางเป็นที่ร่มและโล่งแจ้งสลับกันไปตามความสูงใหญ่ของต้นไม้ในพื้นที่ คุณนนท์บอกว่า การปล่อยให้ต้นกาแฟสูงขึ้นเรื่อย ๆ มีแต่จะส่งผลเสีย เพราะสารอาหารจะน้อยลง และผลผลิตก็จะน้อยลงตาม ด้วยเหตุนี้ เหล่าคนทำไร่กาแฟจึงจำเป็นต้องทำสาวหรือตัดแต่งกิ่ง เพื่อให้ออกมาเป็นกิ่งใหม่และไม่สูงจนเกินไป แต่การทำอย่างนั้นก็ส่งผลให้ไม่สามารถเก็บผลผลิตในช่วง 1 – 2 ปีแรก ก่อนที่จะกลับมามีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวอีกครั้งในปีที่ 3 – 4

“ข้อดีกับข้อเสียมันบาลานซ์กันครับ” คุณนนท์ว่า

พูดถึงที่ร่มกับที่โล่งแจ้ง ตรงส่วนนี้ก็มีผลกับกาแฟนะครับ คุณนนท์บอกว่าที่โล่งแจ้งมีโอกาสจะได้ผลผลิตมากกว่า เพราะผลกาแฟจะสุกไว ในทางกลับกัน ต้นไม้ก็มีโอกาสที่จะติดโรคตามธรรมชาติได้มากกว่า

ในขณะที่การปลูกในพื้นที่ร่ม คุณภาพของผลผลิตย่อมดีกว่า แต่ก็แลกมาด้วยปริมาณน้อยลงจากระยะเวลาที่แต่ละผลจะสุกช้าลงเช่นกัน 

ทว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดนั้นไม่ใช่โรค แมลง หรือสภาพอากาศ หากแต่เป็นสิ่งที่ผมเองก็เพิ่งทราบ มันนับเป็นปัญหาที่หากเกิดแล้วจะแก้ไขได้ยาก และจะส่งผลกระทบต่อไร่กาแฟไม่มากก็น้อย 

สิ่งนั้นคือ ปัญหาแรงงาน

คุณนนท์ยืนยันว่า ‘เป็นปัญหาที่น่ากลัวที่สุด’ เนื่องจากถ้าในหมู่บ้านไม่มีแรงงาน เมื่อถึงช่วงฤดูเก็บเกี่ยวก็ต้องไปจ้างคนจากข้างล่างขึ้นมา แต่ปัญหาคืออย่างในปีนี้ แรงงานไม่ค่อยขึ้นมากันแล้ว เนื่องจากหากเก็บผลผลิตได้ไม่มากพอ พวกเขาว่าไม่คุ้มค่าแรง แถมการเก็บผลกาแฟจำเป็นต้องทำอย่างละเอียด เก็บกันทีละลูก ค่อย ๆ คัด ค่อย ๆ หาลูกที่สุกสมบูรณ์

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

ที่สำคัญ ฤดูเก็บเกี่ยวของกาแฟดันไม่เหมือนใครเพื่อนในวงการพืชผลทางการเกษตรอื่น ๆ และไม่ได้จบในการเก็บเกี่ยวเพียงครั้งเดียว

โดยแบ่งออกได้ 4 ช่วง

ช่วงที่ 1 : พฤศจิกายน เป็นช่วงที่ผลกาแฟเพิ่งสุกใหม่ และเป็นช่วงสำหรับคัดอันที่เป็นโรคทิ้ง

ช่วง 2 และ 3 : ธันวาคม-มกราคม เป็นช่วงที่ผลกาแฟสุกสมบูรณ์ที่สุด

ช่วงที่ 4 : กุมภาพันธ์ เรียกกันว่า ช่วงรูด นั่นคือการเก็บทั้งผลที่สุกและไม่สุกออกจากต้นให้หมด เพื่อไม่ให้ทับกับดอกของกาแฟที่กำลังจะบาน

“กาแฟเป็นพืชที่เอาใจยาก (หัวเราะ)” ผมเห็นด้วยกับคุณนนท์ทุกประการ บนเส้นทางที่เดินลำบากแล้ว พืชผลระหว่างทางกลับเอาใจและดูแลยากกว่าอีกครับ 

แต่ในความยากลำบากของกาแฟ คุณนนท์ก็พยายามตามใจพวกมันอย่างสุดความสามารถ ไม่อย่างนั้นแล้วเขาคงไม่คว้ารางวัลจากการประกวดสุดยอดกาแฟไทยมาได้ ซึ่งสำหรับผมที่ยังไม่ใช่คอกาแฟ (อนาคตก็ไม่แน่) ตอนที่ได้ลิ้มรสกาแฟดริปของคุณนนท์ นับว่าเป็นประสบการณ์ที่ชวนให้รู้สึกละมุนลิ้น รับรู้ได้ถึงรสเปรี้ยว และเมื่อกินน้ำเปล่าตามก็ยังมีความหวานค้างอยู่ในปาก

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
#02

หมู่บ้านแม่ตอนหลวง

ความสูงอยู่ที่ประมาณ 1,300 – 1,500 เมตร

สำหรับวันที่ 2 ณ หมู่บ้านแม่ตอนหลวง ตำบลเทพเสด็จ และจังหวัดเชียงใหม่เช่นเคย มันคือความลำบากอย่างที่จินตนาการไว้แล้วครับ เรียกได้ว่าก้าวพลาดหนึ่งก้าว โน้มตัวผิดองศา ขาพันกันแม้เพียง 1 ม้วน ก็มีโอกาสกลิ้งหลายตลบม้วนลงทางลาด ไปนอนหยอดน้ำข้าวต้ม เขียนบทความนี้อยู่ในโรงพยาบาลแน่นอน

เพราะที่นี่คือไร่กาแฟของ ลุงเทียม-บุญเทียม ขันเป็ง ซึ่งมีขนาด 38 ไร่ ส่วนบน 28 กับส่วนล่างอีก 10 ไร่ ซึ่งแน่นอนว่าผมได้ขึ้นไปข้างบน

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

บันไดธรรมชาติสูงชันและน่ากลัว นั่นคือคำแรกที่โผล่เข้ามาในหัวหลังจากเห็นทางขึ้นไปยังไร่ส่วนบน เอาเข้าจริงไม่ใช่บันไดด้วยซ้ำ มันคือทางดินลาดชันที่สึกกร่อนตามธรรมชาติจนมีลักษณะคล้ายบันได ส่วนความสมประกอบคงไม่ต้องอธิบายให้มากความ เพราะสภาพเหมือนจงใจให้เราก้าวพลาดได้โดยไม่ยากเย็น

ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล
ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

เมื่อขึ้นมาถึงข้างบน ผมได้พบกับไร่ขนาดใหญ่ของลุงเทียมที่ก็ลาดชันเหมือนเดิม เป็นไร่กาแฟขนาดใหญ่ที่หากดูไกล ๆ คงเหมือนเนินเขาสีเขียวทั่วไป แถมยังไม่มีทางเดินไว้รองรับรอยเท้าของมนุษย์แม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่ต้องทำสำหรับผู้มาเยือนอย่างเรา คือทำใจและระมัดระวังทุกฝีก้าว เพราะถึงคุณลุงจะบอกว่าเดินขึ้นลงตรงไหนก็ได้ แต่พอพินิจพิเคราะห์ด้วยสายตาตัวเอง ผมว่ามันก็ลื่นไถลตรงไหนก็ได้เหมือนกัน

ระหว่างทางลุงเทียมให้ทั้งข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับการทำไร่กาแฟ ซึ่งประเด็นต่างไปจากไร่ของคุณนนท์ตรงอายุของต้นกาแฟ เพราะต้นกาแฟของคุณลุงเทียมมีอายุน้อยกว่า ผลที่ได้รับจึงมีขนาดใหญ่กว่าแบบสังเกตเห็นได้

เวลาส่วนใหญ่ที่เราใช้ไปในวันนี้คือการปีนป่ายให้ทันตามคุณลุง ทั้งจับพื้น ตะกุยดิน คว้ารากต้นไม้ข้างทาง เพื่อเดินขึ้นไปเรื่อย ๆๆๆ ให้ทันลุงเทียมที่เดินขึ้นไปอย่างง่ายดายเหมือนขึ้นสะพานลอย

ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

และมีคำเตือนมาฝาก หากมีโอกาสได้ไปท่องเที่ยวในไร่กาแฟที่มีสภาพภูมิศาสตร์เช่นเดียวกับผม อย่าจับหรือคว้าต้นกาแฟเพื่อดึงตัวเองขึ้นไปโดยเด็ดขาด เพราะผลกาแฟนั้นร่วงจากต้นง่ายมาก ซึ่งลูกที่ร่วงจะถูกนับเป็นคนละเกรดกับลูกที่เก็บสด ๆ จากต้น ฉะนั้น ถ้าไม่อันตรายถึงชีวิตจริง ๆ อย่าไปทำพืชผลเขาเสียหายนะครับ

อีกสิ่งที่แตกต่างระหว่างไร่ของคุณนน์กับลุงเทียมคือเรื่องแรงงาน ลุงเทียมยังคงหาแรงงานขึ้นมาช่วยเก็บกาแฟได้ แต่เป็นค่าแรงในราคากิโลกรัมละ 12 บาท ซึ่งปรับขึ้นมาจากแต่ก่อนที่ราคากิโลกรัมละ 7 – 8 บาท

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

เมื่อค่าแรงเพิ่มขึ้น ราคาการรับซื้อกาแฟเองก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน เราได้ข้อมูลจากสหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ดพัฒนามาว่า ผลกาแฟ 5 กิโลกรัม ได้กะลา 1 กิโลกรัม ตอนนี้ราคารับซื้อผลกาแฟขึ้นมาประมาณ 15% ส่วนราคากะลาขึ้นมาประมาณ 40% และยังคงมีวี่แววจะสูงขึ้นอีกเรื่อย ๆ

ในปีหน้าจะเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่ราคาคงเพิ่มขึ้นอีกแน่นอน เพราะด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะฝนหลงฤดูที่ทำให้ผลกาแฟหล่นลงพื้น จนปริมาณเก็บเกี่ยวลดลง อย่างที่บอกไปครับว่า กาแฟที่ดีต้องเด็ดสด ๆ จากต้น

หลังจากที่ลุงเทียมอธิบายและพาผมเดินไปยังทางลง ความสงสัยก็ผุดขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย จนเกิดเป็นคำถามที่ว่า “เคยมีคนไหลตกลงไปบ้างไหมครับ”

ลุงเทียมหัวเราะ และคำตอบของลุงก็ชวนให้ผมเพิ่มความระมัดระวังเป็นเท่าตัว

และแล้วก็มาถึงทางลงที่ดูจะปลอดภัยกับผู้มาเยือนมากขึ้น แล้วลุงเทียมก็พูดขึ้นว่า “จริง ๆ ขึ้นทางนี้ก็ได้ มันง่ายกว่า” พูดไม่ออก บอกไม่ถูก เอาเป็นว่าอย่างน้อยผมก็ได้มีเรื่องราวความลำบากมาเขียนแล้วกัน

ก่อนที่จะเดินทางกลับ ผมได้นั่งท้ายรถกระบะมาเยี่ยมเยียนบ้านคุณลุงในหมู่บ้านแม่ตอนหลวง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ลุงเทียมทั้งโม่ (กะเทาะเปลือก) แช่ และตากกาแฟทั้งหมดจากไร่ของตัวเอง

ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล
ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

น่าเสียดายที่ลุงเทียมส่งกาแฟทั้งหมดไปขายแล้ว เราจึงไม่มีโอกาสได้ชิม แต่จากการปลูก ณ จุดสูงสุดของตำบลเทพเสด็จที่ผนวกรวมเข้ากับธรรมชาติรอบข้าง ไม่ได้โล่งแจ้งจนชวนให้กังวลว่าผลผลิตจะติดโรค และไม่ได้ร่มรื่นจนยากที่จะสุกทันฤดูเก็บเกี่ยว เรียกได้ว่าไร่ของลุงเทียมเพียบพร้อมไปด้วยปัจจัยมากมายที่จะทำให้ผลกาแฟนั้นออกมาดีมากถึงมากที่สุด  

ใครจะไปคิดครับว่า แม้ราคารับซื้อผลกาแฟจะมากขึ้น แต่ชาวไร่กาแฟกลับต้องประสบทั้งปัญหาขาดแคลนแรงงาน จำนวนผลผลิตที่ลดลงจากฝนหลงฤดูในช่วงปลายปีก่อน และอีกหลายปัญหาที่อาจส่งผลต่อทั้งวงการในระยะยาว

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

อย่างไรก็ตาม คุณภาพกาแฟของทั้ง 2 หมู่บ้านเป็นข้อพิสูจน์แล้วว่า ‘ยิ่งสูงยิ่งดี’ หมายถึงยิ่งปลูกกาแฟในที่สูง คุณภาพก็จะออกมาดีตามได้ ซึ่งในฐานะที่ผมได้ไปเห็นกระบวนการและปัญหาตั้งแต่ต้นเปลือกยันปลายกะลา การันตีได้เลยครับว่า คุณภาพและธรรมชาติที่อยู่อย่างเป็นมิตรกับผู้ดื่ม ทำให้กาแฟจากทั้ง 2 หมู่บ้านมีคุณค่าและทุกคนควรได้ลิ้มลองสักครั้งจริง ๆ สำหรับใครที่สนใจกาแฟของคุณนนท์และคุณลุงเทียม รวมถึงผลผลิตจากหมู่บ้านต่าง ๆ ของตำบลเทพเสด็จ โดยกลุ่มสมาชิกสหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ดพัฒนา ที่ได้รับการสนับสนุนและพัฒนาผลผลิตกาแฟ จากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) ไปลิ้มรสชาติ Single Origin Drip Coffee Special Series กาแฟดริปใหม่ล่าสุดจากอินทนิลกันได้แล้ววันนี้ และไม่ว่าในอนาคต เราอาจได้ชิมกาแฟจากเทพเสด็จที่ร้านอินทนิลในรูปแบบเมล็ดกาแฟชงสด ๆ ก็เป็นได้

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

ทำความรู้จักกับรสชาติของ Single Originดริปคอฟฟี่ซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

  • Mae Jaem กาแฟออร์แกนิกดริป แม่แจ๋ม จากหมู่บ้านแม่แจ๋ม ต.แจ้ซ้อน อ.แม่ปาน จ.ลำปาง
  • Pa Pae กาแฟออร์แกนิกดริป ป่าแป๋ จาก ต.ป่าแป๋ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
  • Thep Sadet กาแฟดริปเทพเสด็จ จากเขตโครงการหลวงป่าเมี่ยง ต.เทพเสด็จ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ โดยสหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ดพัฒนา

พบกับ Single Origin ทั้ง 3 แหล่งได้แล้ว ตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นไปที่ร้านอินทนิล

Writer

Avatar

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

Avatar

ศรีภูมิ สาส่งเสริม

ช่างภาพเชียงใหม่ ชอบอยู่ในป่า มีเพื่อนเป็นช้าง และชาวเขาชาวดอย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load