ปลายเดือนมีนาคมคือช่วงเวลาผัดเปลี่ยนของฤดูกาลที่สวิตเซอร์แลนด์ จากฤดูหนาวไปสู่ฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งความคาบเกี่ยวระหว่างฤดูนี่เองที่ทำให้เมืองเก่าแก่อย่างฟริบูร์ก (Fribourg) ดึงดูดให้ฉันต้องกลับมาครั้งแล้วครั้งเล่า

ด้วยภารกิจการงานที่ทำให้ต้องมาสวิตเซอร์แลนด์ในช่วงปลายมีนาคมของทุกปี ทำให้ฉันรู้สึกสนิทสนมกับที่นี่เป็นพิเศษ อันที่จริงตัวงานไม่ได้อยู่ที่ฟริบูร์ก แต่เลือกมาพักที่ฟริบูร์กก็เพราะความคลาสสิกและความสงบไม่พลุกพล่าน แถมรถไฟของสวิตก็เป็นระบบดีมาก ตรงเวลา รวดเร็ว ทำให้เราเดินทางข้ามเมืองได้ไม่ยากเลย

สวิตเซอร์แลนด์

สวิตเซอร์แลนด์

ฟริบูร์กเป็นเมืองเก่าอายุกว่าพันปี สร้างขึ้นตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 12 มีแม่น้ำล้อมรอบถึง 3 ด้าน ในยุคนั้นจึงเป็นชัยภูมิที่เหมาะสมในเรื่องการศึกสงคราม ตั้งแต่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเบิร์น (Bern) เมืองหลวงของสวิตเซอร์แลนด์ในปัจจุบัน แต่มีขนาดเล็กกว่ามาก ใช้เวลาเที่ยวแค่วันสองวันก็ครบหมดแล้ว

ถ้าหากนั่งรถไฟจากกรุงเบิร์นจะใช้เวลาแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น และเมืองนี้ยังเป็นทางผ่านไปโลซานน์ (Lausanne) และเมืองอื่นๆ ทางใต้ของสวิตอีกด้วย ทำให้หลายๆ คนแวะเมืองนี้เพียงชั่วครู่ชั่วคราวแล้วจากไป แต่สำหรับฉัน ที่นี่คือเมืองสวยที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของยุคกลาง หลังคาบ้านเรือนส่วนใหญ่เป็นสีน้ำตาลตัดกับภูเขาสีเขียวสด และด้วยลักษณะที่เป็นเนินสูงต่ำไล่ระดับจากภูเขาลงไปสู่แม่น้ำ มองลงไปจะเห็นบ้านเรือนเรียงรายเหมือนบ้านตุ๊กตาเลยทีเดียว

เมืองฟริบูร์กเป็นเมืองที่ถูกคั่นกลางด้วยแม่น้ำซารีน (Sarine) และความเก๋ก็คือ คนสองฝั่งแม่น้ำนี้เขาพูดกันคนละภาษา นั่นคือฝรั่งเศสและเยอรมัน แต่ในส่วนของตัวเมืองซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟ SBB บริเวณนั้นจะใช้ภาษาฝรั่งเศสหมดเลย ตั้งแต่ป้ายตามถนนหนทางต่างๆ ไปยันเมนูในร้านอาหาร อย่างไรก็ตาม คนทุกคนในเมืองนี้เป็นเนทีฟ Bilingual ทั้งภาษาฝรั่งเศสและเยอรมัน สามารถฟังพูดอ่านเขียนได้อย่างคล่องแคล่วทั้งสองภาษา ยิ่งกว่าภาษาอังกฤษเสียอีก

สวิตเซอร์แลนด์

สวิตเซอร์แลนด์

ฉันเคยรู้มาว่าเด็กๆ ในเมืองนี้เมื่อเข้าเรียน ที่โรงเรียนก็จะสอนภาษาเยอรมันและฝรั่งเศสก่อน พอเรียนถึงในระดับชั้นที่โตขึ้นจึงค่อยมีการสอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ 3

วันแรกที่เดินอยู่ในฟริบูร์ก ฉันรู้สึกว่าตัวเองแต่งตัวจัดที่สุดในเมืองแล้ว ด้วยความที่มันคาบเกี่ยวระหว่างฤดูหนาวกับใบไม้ผลิ เสื้อผ้าในกระเป๋าที่เตรียมมาก็จะเป็นเฟอร์บ้าง โค้ตบ้าง รองเท้าบู๊ตบ้าง แต่อยู่ๆ เมื่อวันที่อากาศอบอุ่นขึ้นโดยที่เราไม่ได้เช็กอุณหภูมิล่วงหน้าก่อนออกจากที่พัก เดินตามถนนก็จะเด๋อๆ นิดหนึ่ง เพราะคนส่วนใหญ่ในเมืองนี้แต่งตัวชิลล์มาก สวมกางเกงยีนส์ เสื้อยืด รองเท้าผ้าใบ จนเราอยากจะเข้าไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ที่ห้างแถวนั้นเปลี่ยน

สวิตเซอร์แลนด์

สวิตเซอร์แลนด์

ไฮไลต์ที่เที่ยวในเมืองนี้มีอยู่ไม่กี่แห่ง เริ่มจากโซนเมืองเก่า แถวนั้นจะมีมหาวิหารเซนต์นิโคลัส (Saint Nicolas) สูงเด่นเป็นตระหง่านที่สุดในเมือง เราสามารถขึ้นไปบนหอคอยด้านบนเพื่อชมวิวได้โดยต้องเสียค่าเข้าชม แต่สำหรับตัววิหารด้านในเข้าไปได้ฟรี ในขณะที่ใกล้ๆ วิหารเป็นถนนที่มีตรอกซอกซอย ตามทางเราก็จะเห็นน้ำพุเป็นระยะๆ ซึ่งโดยรอบก็จะมีร้านรวงมากมายให้กินให้ช้อปและเดินเล่น

ถ้าเดินมาถึงมหาวิหารแล้ว เดินต่อไปอีกไม่ไกลมากจะเจอสะพานข้ามแม่น้ำเล็กๆ โดยที่ด้านล่างเป็นสนามหญ้า มีผู้คนมานั่งเล่นอาบแสงแดด บ้างก็มาวาดรูป บ้างก็เอาอาหารมานั่งปิกนิกกับเพื่อน ฉันลงไปนั่งปล่อยใจอยู่ตรงนั้นสักพักใหญ่แล้วรู้สึกชอบมากเลยเวลาที่เห็นแสงแดดกระทบกับหลังคาสีส้มของบ้านเรือนต่างๆ แม้ว่าต้นไม้จะยังโกร๋น แทบจะไร้ดอกไร้ใบ แต่เราก็เริ่มเห็นสัญญาณของการผลิบานและเติบโตที่กำลังค่อยๆ มาถึง

สวิตเซอร์แลนด์

สวิตเซอร์แลนด์

สวิตเซอร์แลนด์

การเดินเล่นในเมืองนี้ ถึงแม้พื้นถนนหลายแห่งจะเป็นหินซึ่งเดินไม่ง่ายเท่าไร แถมบางจุดก็ยังเป็นเนินสูงชัน แต่เขามีตัวช่วยอย่าง Funicular หน้าตาเป็นรถสีเขียวๆ แล่นบนรางที่จะพาเราขึ้นและลงเขาชันๆ ได้อย่างน่าสนุก รถสายนี้สร้างมาตั้งแต่ปี 1899 เชื่อมระหว่างย่าน Basse-Ville หรือตรงด้านล่างของภูเขา กับใจกลางเมือง อยากให้ทุกคนมาลองนั่งดูสักครั้งเพราะเราจะได้เห็นวิวเมืองของฟริบูร์กในรูปแบบที่แปลกตา อ้อ! ถ้ามีสวิสพาสก็สามารถขึ้นรถคันนี้ได้ฟรีด้วยนะ

สวิตเซอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์

อย่างไรก็ตาม ฟริบูร์กไม่ได้มีแต่ความเก่าอย่างเดียว ที่นี่ยังมีห้างสรรพสินค้าที่ทันสมัย มีร้านขายแผ่นเสียง มีร้านไอศครีม ร้านขายเสื้อผ้ากระเป๋ารองเท้าแบรนด์เนม รวมไปถึงร้านกาแฟเก๋ๆ ฮิปๆ หลายร้าน ที่แนะนำเลยก็คือ Cyclo Café ที่แต่งร้านได้น่ารักสุดๆ ด้วยความที่เจ้าของร้านรักการขี่จักรยาน จึงได้แรงบันดาลใจมาตกแต่งร้านด้วยสิ่งของที่เกี่ยวกับจักรยาน ภายในร้านมีทั้งที่นั่งแบบเป็นโต๊ะ อินดอร์ เอาต์ดอร์ แล้วยังมีที่นั่งแบบเคาน์เตอร์บาร์เหมาะสำหรับคนที่มาคนเดียวอย่างเรา แค่เริ่มมื้อเช้าด้วยครัวซองต์กับกาแฟสักแก้วก็รู้สึกเป็น Good morning ที่จะทำให้เราอารมณ์ดีไปทั้งวันแล้ว

หลายคนบอกว่ามาเมืองนี้ครั้งเดียวก็เกินพอเพราะไม่ค่อยมีอะไรเที่ยว แต่ไม่รู้ทำไมเราไปตั้ง 2 รอบแล้วก็ยังรู้สึกอยากไปอีก คงเพราะความเรียบง่ายของทั้งผู้คนและสถานที่ แล้วก็การผสมผสานกันระหว่างความเก่าและใหม่ที่ลงตัวมั้งที่ทำให้ฟริบูร์กมีเสน่ห์เหลือเกิน

สวิตเซอร์แลนด์

 

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

อัญวรรณ ทองบุญรอด

นักเขียน/นักดนตรี เจ้าของผลงานหนังสือ 'เวียนนา ลาทีโด' และบล็อกท่องเที่ยว lavieenroad.com นอกจากเล่นเชลโลแล้วยังชอบออกเดินทางคนเดียวอยู่เสมอๆ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

‘บันจี้จัมพ์’ (Bungee Jump) กีฬาเอ็กซ์ตรีมชื่อก้องโลกที่เชื่อกันว่าเริ่มเล่นครั้งแรกในประเทศนิวซีแลนด์นั้น ความจริงแล้วกีฬาชนิดนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากพิธีนาโกล (Nagol) บนเกาะเพนเทอคอสต์ (Pentecost) ประเทศวานูอาตู (Vanuatu) ต่างหาก

นาโกลของจริงเด็ดสะระตี่กว่าบันจี้จัมพ์มากมายหลายเท่า และผู้เล่นไม่ได้อาศัยเพียงความกล้า แต่ต้องมีศรัทธาอย่างเต็มหัวใจ

นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู

เช้าตรู่วันเสาร์ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา เครื่องบินเล็กขนาด 10 ที่นั่ง ติดเครื่องกระหึ่มก่อนทะยานสู่ท้องฟ้าพร้อมพาผู้โดยสารทั้งสิบชีวิตออกเดินทางจากพอร์ต วิลา (Port Vila) เมืองหลวงของวานูอาตู สู่เกาะเพนเทอคอสต์ โดยมีผมเป็นคนไทยเพียงหนึ่งเดียว

วานูอาตู ประกอบไปด้วยหมู่เกาะน้อยใหญ่ 87 เกาะที่เรียงรายดูคล้ายตัวอักษร Y บนมหาสมุทรแปซิฟิกอันกว้างใหญ่ การเดินทางด้วยเครื่องบินเล็กจากเกาะหนึ่งไปยังอีกเกาะหนึ่งเป็นประสบการณ์อันแสนพิเศษเพราะเครื่องบินต้องบินต่ำใต้เมฆ ทำให้เราได้ทักทายเกาะต่างๆ ไปเรื่อย ๆ ตามระยะทางที่บิน น้ำทะเลเป็นสีครามสวยสดใสหลากหลายเฉดในวันอากาศดี และถ้าเราโชคดีพอ เราอาจมองลงไปเห็นฝูงวาฬพันธุ์หายากว่ายโชว์อยู่เบื้องล่าง

นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู

เพียง 1 ชั่วโมงต่อมา เครื่องบินลำจิ๋วก็เริ่มลดระดับเพดานบินลงสู่เกาะเพนเทอคอสต์ที่เขียวชอุ่มและแน่นทึบไปด้วยป่ารกชัฏเบื้องล่าง มีเพียงลานหญ้าที่ไถโล่งไว้เป็นรันเวย์สำหรับให้เครื่องบินลงจอด

ที่สนามบินลานอรอร์ (Lanoror) ชาวเกาะมารอดูเครื่องบินขึ้นลงกันมากมาย ผู้คนดูตื่นเต้นที่วันนี้มีแขกจากทั่วทุกมุมโลกแห่แหนกันมาเยือนเกาะสวยของพวกเขา ถึงกับมีวงดนตรีเล็กๆ เล่นกีตาร์ เคาะจังหวะ และร้องเพลงพื้นเมืองรอต้อนรับพวกเราอยู่ด้วย

นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู

นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู

ก่อนจะชมพิธีนาโกล ผมว่าเรามารู้จักที่มาของนาโกลกันก่อนนะครับ ตำนานของนาโกลนั้นมีอยู่ 2 เรื่องที่เล่าขานกันมาจนถึงทุกวันนี้

ตำนานแรกกล่าวถึงสาวน้อยนางหนึ่งเป็นสตรีโชคร้ายเพราะได้แต่งงานกับสามีที่มักมากในกามกิจ ไม่ว่านางจะสนองเขาอย่างไรก็ไม่สามารถถมความต้องการของเขาได้เสียที นางเลยคิดว่าอย่าทนเลยผัวแบบนี้ ชิ่งหนีดีกว่า

วันร้ายคืนร้ายนางจึงวิ่งหนีสามีออกจากบ้านเข้าป่าใหญ่ โดยมีสามีไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด นางเห็นต้นไทรใหญ่อยู่เบื้องหน้าจึงรีบปีนป่ายขึ้นไปเรื่อยๆ ขณะที่สามีจอมหื่นก็ไม่คิดที่จะลดละและยังปีนไล่ตามต่อไปเรื่อยๆ จนนางปีนขึ้นมาถึงยอดไทร ละลนละลานหนีไปจนสุดปลายกิ่ง และแล้วเขาก็ตามมาจนเกือบจะทัน

‘ฮ่า ฮ่า ฮ่า… หนีไม่รอดแน่นังหนู’ เขาคิด

นางเหลือบไปเห็นเถาวัลย์ที่ห้อยอยู่บนนั้นจึงรีบคว้ามาผูกที่ข้อเท้า และในเสี้ยววินาทีที่เขาเกือบจะคว้าตัวนางไว้ได้ นางก็รีบชิงกระโดดหนี พร้อมกับที่สามีกระโดดตาม

‘ตุ้บ’ เสียงร่างของสามีร่วงหล่นแหลกเหลวเละอยู่บนพื้นดิน ขณะที่นางรอดตายได้ด้วยเถาวัลย์เส้นนั้นที่เกี่ยวกระตุกร่างให้กระดอนขึ้นในเสี้ยววินาทีสุดท้าย

ผู้ชายชาวเกาะเพนเทอคอสต์จึงดำริว่าเหตุการณ์นี้มันแสบสันยิ่งนัก พวกเราจงมาโดดด้วยการเอาเถาวัลย์ผูกข้อเท้าไว้เพื่อเตือนลูกหลานเพศชายทั้งหลายไว้ว่าอย่าปล่อยให้เพศหญิงหลอกลวงพวกเราจนถึงแก่ชีวิตอีกต่อไป

นั่นเป็นที่มาของพิธีนาโกลตามตำนานที่ 1

ส่วนตำนานที่ 2 นั้นกล่าวว่าในช่วงเวลาที่จะมีพิธีนาโกลเป็นช่วงเวลาเดียวกับการเก็บเกี่ยว ‘แยม’ (Yam) พืชมีหัวคล้ายเผือก แยมจัดเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตหลักของชาววานูอาตู และในช่วงเดือนเมษายนนี้เป็นช่วงเวลาแห่งการเก็บเกี่ยวแยมครั้งแรกพร้อมๆ กับการเตรียมดินเพื่อเพาะปลูกแยมครั้งที่ 2 ของปี

เพื่อเป็นการแสดงคารวะต่อผืนดินและขอพรให้การเพาะปลูกครั้งที่ 2 ได้ผลสำเร็จดีกว่าครั้งแรก ชาวเผ่าจึงดำริให้มีพิธีนาโกลขึ้นเพื่อแสดงความคารวะต่อผืนดินดังกล่าว

ไม่ว่าตำนานจะเป็นอย่างไร สิ่งที่ผมทึ่งมากที่สุดคือเรื่อง ‘ภูมิปัญญาท้องถิ่น’

เดือนเมษายนที่จัดพิธีนาโกลเป็นช่วงฤดูฝนชุก ดังนั้น หอโดดที่สร้างขึ้นด้วยไม้จึงไม่เปราะร้าว ผู้โดดสามารถปีนขึ้นไปยืนเตรียมกระโดดได้ย่างสบายใจ ส่วนเถาวัลย์ ผู้โดดแต่ละคนต้องเข้าป่าไปเลือกขนาดตามความสูงและน้ำหนักตัวของตน และไปตัดกลับมาใช้ในพิธีนาโกลด้วยตัวเอง เมื่อเป็นช่วงฤดูฝน เถาวัลย์ก็จะอยู่ในสภาพอุ้มน้ำ มีความเหนียวหนืดกำลังดี ไม่เปราะแตกง่ายเช่นกัน

ที่สำคัญคือ พื้นดินบริเวณที่จัดพิธีนั้นก็จะอยู่ในสภาพกึ่งดินกึ่งโคลน มีความหยุ่นและนุ่ม ไม่ใช่ดินแห้งแตกระแหงแบบหน้าร้อน หากจะมีความผิดพลาดจากการโดดบ้าง ผู้โดดก็จะไม่ได้รับบาดเจ็บมาก

ผมว่าพิธีนี้ผ่านการคิดมาอย่างรอบคอบ ทำให้ไม่เคยมีผู้ใดเสียชีวิตจากพิธีนี้เลย แม้จะโดดกันมานานเป็นร้อยปีแล้วก็ตาม

ปะรำโดดบนหอนั้นจะมีหลายระดับความสูงตั้งแต่ไม่กี่เมตรเหนือพื้นดินขึ้นไปเรื่อยๆ จนสูงลิบไม่ต่ำกว่า 30 เมตร ผู้โดดจะเป็นเพียงผู้ชายที่ผ่านการขลิบอวัยวะเพศมาแล้วเท่านั้น คือต้องมีอายุประมาณ 8 – 10 ปี ไล่ขึ้นไปเรื่อยๆ จนหัวหน้าเผ่าซึ่งมักเป็นผู้ที่มีอาวุโสสูงสุด ผู้ที่อายุน้อยก็โดดในระดับใกล้พื้น ส่วนผู้อาวุโสสูงสุดก็โดดจากยอด และการโดดก็จะเริ่มจากผู้น้อยก่อน

 

นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู

นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู

เมื่อไปถึง ผมพบชาวเกาะจำนวนมากทั้งหญิงและชายในชุดพื้นเมืองยืนกันอยู่เป็นกลุ่มใหญ่ ผู้ชายจะถือพลองที่ทำจากไม้ ส่วนผู้หญิงจะถือพู่ที่ทำจากใบไม้ ผู้ชายอยู่ทางขวา ผู้หญิงอยู่ทางซ้าย มีหอโดดเป็นเส้นแบ่งชายหญิงออกจากกัน ทั้งชายและหญิงจะพากันร้อง เต้น และเดินไปมาตามจังหวะกันอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ เสียงก้องกระหึ่ม

ผมไม่แน่ใจว่าความหมายของเพลงคืออะไร แต่ผมรู้สึกว่าเป็นการส่งพลังใจให้ผู้โดดที่ดีเยี่ยม พิธีนี้เป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าที่ทุกคนมีส่วนร่วม ไม่ใช่เฉพาะผู้โดดเท่านั้น เพราะการเต้นและร้องเพลงพื้นเมืองเช่นนี้มีขึ้นนับเป็นชั่วโมงๆ ตลอดตั้งแต่ต้นจนจบพิธี

คนแรกที่โดดเป็นเด็กน้อยตัวเล็กๆ โดยพ่อเป็นผู้รัดเถาวัลย์ที่ข้อเท้าให้แน่น แล้วดูลูกชายโดดลงมาท่ามกลางความหวาดเสียวมากๆ ของผู้ดู เพราะเถาวัลย์จะกระตุกในเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนหัวถึงพื้นจริงๆ

สำหรับผู้ใหญ่จะปีนขึ้นไปโดดด้วยตัวเอง โดยบนปะรำจะมีเพื่อนชาวเผ่าอีก 2 – 3 คนคอยช่วยนำเถาวัลย์มารัดที่ข้อเท้าให้เรียบร้อย จากนั้นผู้โดดจึงเดินมาปลายสุดของปะรำ ในมือจะถือช่อดอกไม้และหญ้าแห้งพร้อมโยกตัวไปมาเล็กน้อย ก่อนจะยืดตัว โปรยดอกไม้ แล้วโดดลงมา

นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู

การโดดเป็นการโดดแบบทิ้งดิ่งเลยนะครับ ทิ้งตัวปักหัวลงมาเลย เล่นเอาคุณป้าฝรั่งเศสกรีดร้องออกมาแทบจะทุกครั้งที่มีการกระโดด บางครั้งคุณป้าถึงกับเรียกหาพระเจ้า หรือ Mon Dieu กันให้วุ่น

ขอสารภาพว่าผมแอบลุ้นจนกำมือแน่นไปหลายครั้ง ยิ่งการกระโดดเขยิบสูงขึ้นไปเท่าไหร่ ความตื่นเต้นก็ทวีคูณขึ้นไปเท่านั้น เวลาเถาวัลย์กระตุกในวินาทีสุดท้ายเป็นสิ่งที่ลุ้นมากที่สุด ผมเห็นผู้โดดกางมือออกตะปบพื้นดินในเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนเถาวัลย์จะดีดร่างของพวกเขาขึ้นจากพื้นดินและความตายเพียงไม่กี่เซนติเมตร

หลังเวลาผ่านไปนานนับชั่วโมง มีผู้โดดหอหลายสิบคน คนสุดท้ายคือท่านผู้อาวุโสสูงสุดของเผ่าที่โดดจากยอดหอลงมาอยางสวยงาม พร้อมกันนั้น การเต้นและร้องเพลงท้องถิ่นของกองเชียร์ชายหญิงด้านล่างก็จบลงด้วย

นาโกลคือพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวเผ่าอนุญาตให้เราเข้าไปร่วมชมได้ แต่เราต้องประพฤติอย่างผู้ที่มาชื่นชมพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ของเขา คือดูด้วยความเคารพ สงบ และไม่เพ่นพ่านวุ่นวาย แม้แต่จะเข้าใกล้หอโดด ผมยังได้รับคำแนะนำว่าไม่ควรทำอย่างยิ่ง ในวันนั้นผมคิดว่านักท่องเที่ยวปฏิบัติตัวได้ดีมาก เพราะเสียงที่ได้ยินตลอดพิธีคือเสียงเพลงพื้นเมืองที่ชาวเกาะร้องเท่านั้น ไม่มีเสียงโห่ฮาเป่าปากใดๆ

นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู

เมื่อพิธีโดดในวันเสาร์นี้เสร็จสิ้นลง หอไม้ทั้งหอจะถูกคลุมด้วยใบตองเพื่อรักษาความชุ่มน้ำไว้ในเนื้อไม้ และจะเลิกใบตองที่คลุมอยู่อีกทีเมื่อถึงเวลาโดดในเสาร์ต่อไป เมื่อครบกำหนดการโดด 5 – 6 สัปดาห์ติดกันแล้ว ชาวเกาะก็จะรื้อหอโดดลง และจะสร้างใหม่อีกทีเมื่อถึงพิธีนาโกลปีหน้า

ภาพของชายชาวพื้นเมืองหลากวัยหลากรุ่นที่ค่อย ๆ ปีนขึ้นหอโดดด้วยอาการมุ่งมั่น ก่อนยืดอกตั้งตัวตรง และพุ่งหัวเหินทิ้งดิ่งไปลงมาแบบไม่กลัวเกรงอะไรทั้งสิ้นยังติดอยู่ในความทรงจำของผม ที่เท้าของพวกเขามีเพียงเถาวัลย์เกี่ยวกระหวัดเอาไว้เท่านั้น

พวกเขาทำได้อย่างไร ถ้าไม่ใช่ศรัทธาที่แรงกล้าต่อพิธีนาโกลอันน่าทึ่งนี้

 

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่ / บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue/โรงเรียนนานาชาติ’

ถ้าผลงานของคุณได้รับการตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load