ปลายเดือนมีนาคมคือช่วงเวลาผัดเปลี่ยนของฤดูกาลที่สวิตเซอร์แลนด์ จากฤดูหนาวไปสู่ฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งความคาบเกี่ยวระหว่างฤดูนี่เองที่ทำให้เมืองเก่าแก่อย่างฟริบูร์ก (Fribourg) ดึงดูดให้ฉันต้องกลับมาครั้งแล้วครั้งเล่า

ด้วยภารกิจการงานที่ทำให้ต้องมาสวิตเซอร์แลนด์ในช่วงปลายมีนาคมของทุกปี ทำให้ฉันรู้สึกสนิทสนมกับที่นี่เป็นพิเศษ อันที่จริงตัวงานไม่ได้อยู่ที่ฟริบูร์ก แต่เลือกมาพักที่ฟริบูร์กก็เพราะความคลาสสิกและความสงบไม่พลุกพล่าน แถมรถไฟของสวิตก็เป็นระบบดีมาก ตรงเวลา รวดเร็ว ทำให้เราเดินทางข้ามเมืองได้ไม่ยากเลย

สวิตเซอร์แลนด์

สวิตเซอร์แลนด์

ฟริบูร์กเป็นเมืองเก่าอายุกว่าพันปี สร้างขึ้นตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 12 มีแม่น้ำล้อมรอบถึง 3 ด้าน ในยุคนั้นจึงเป็นชัยภูมิที่เหมาะสมในเรื่องการศึกสงคราม ตั้งแต่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเบิร์น (Bern) เมืองหลวงของสวิตเซอร์แลนด์ในปัจจุบัน แต่มีขนาดเล็กกว่ามาก ใช้เวลาเที่ยวแค่วันสองวันก็ครบหมดแล้ว

ถ้าหากนั่งรถไฟจากกรุงเบิร์นจะใช้เวลาแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น และเมืองนี้ยังเป็นทางผ่านไปโลซานน์ (Lausanne) และเมืองอื่นๆ ทางใต้ของสวิตอีกด้วย ทำให้หลายๆ คนแวะเมืองนี้เพียงชั่วครู่ชั่วคราวแล้วจากไป แต่สำหรับฉัน ที่นี่คือเมืองสวยที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของยุคกลาง หลังคาบ้านเรือนส่วนใหญ่เป็นสีน้ำตาลตัดกับภูเขาสีเขียวสด และด้วยลักษณะที่เป็นเนินสูงต่ำไล่ระดับจากภูเขาลงไปสู่แม่น้ำ มองลงไปจะเห็นบ้านเรือนเรียงรายเหมือนบ้านตุ๊กตาเลยทีเดียว

เมืองฟริบูร์กเป็นเมืองที่ถูกคั่นกลางด้วยแม่น้ำซารีน (Sarine) และความเก๋ก็คือ คนสองฝั่งแม่น้ำนี้เขาพูดกันคนละภาษา นั่นคือฝรั่งเศสและเยอรมัน แต่ในส่วนของตัวเมืองซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟ SBB บริเวณนั้นจะใช้ภาษาฝรั่งเศสหมดเลย ตั้งแต่ป้ายตามถนนหนทางต่างๆ ไปยันเมนูในร้านอาหาร อย่างไรก็ตาม คนทุกคนในเมืองนี้เป็นเนทีฟ Bilingual ทั้งภาษาฝรั่งเศสและเยอรมัน สามารถฟังพูดอ่านเขียนได้อย่างคล่องแคล่วทั้งสองภาษา ยิ่งกว่าภาษาอังกฤษเสียอีก

สวิตเซอร์แลนด์

สวิตเซอร์แลนด์

ฉันเคยรู้มาว่าเด็กๆ ในเมืองนี้เมื่อเข้าเรียน ที่โรงเรียนก็จะสอนภาษาเยอรมันและฝรั่งเศสก่อน พอเรียนถึงในระดับชั้นที่โตขึ้นจึงค่อยมีการสอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ 3

วันแรกที่เดินอยู่ในฟริบูร์ก ฉันรู้สึกว่าตัวเองแต่งตัวจัดที่สุดในเมืองแล้ว ด้วยความที่มันคาบเกี่ยวระหว่างฤดูหนาวกับใบไม้ผลิ เสื้อผ้าในกระเป๋าที่เตรียมมาก็จะเป็นเฟอร์บ้าง โค้ตบ้าง รองเท้าบู๊ตบ้าง แต่อยู่ๆ เมื่อวันที่อากาศอบอุ่นขึ้นโดยที่เราไม่ได้เช็กอุณหภูมิล่วงหน้าก่อนออกจากที่พัก เดินตามถนนก็จะเด๋อๆ นิดหนึ่ง เพราะคนส่วนใหญ่ในเมืองนี้แต่งตัวชิลล์มาก สวมกางเกงยีนส์ เสื้อยืด รองเท้าผ้าใบ จนเราอยากจะเข้าไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ที่ห้างแถวนั้นเปลี่ยน

สวิตเซอร์แลนด์

สวิตเซอร์แลนด์

ไฮไลต์ที่เที่ยวในเมืองนี้มีอยู่ไม่กี่แห่ง เริ่มจากโซนเมืองเก่า แถวนั้นจะมีมหาวิหารเซนต์นิโคลัส (Saint Nicolas) สูงเด่นเป็นตระหง่านที่สุดในเมือง เราสามารถขึ้นไปบนหอคอยด้านบนเพื่อชมวิวได้โดยต้องเสียค่าเข้าชม แต่สำหรับตัววิหารด้านในเข้าไปได้ฟรี ในขณะที่ใกล้ๆ วิหารเป็นถนนที่มีตรอกซอกซอย ตามทางเราก็จะเห็นน้ำพุเป็นระยะๆ ซึ่งโดยรอบก็จะมีร้านรวงมากมายให้กินให้ช้อปและเดินเล่น

ถ้าเดินมาถึงมหาวิหารแล้ว เดินต่อไปอีกไม่ไกลมากจะเจอสะพานข้ามแม่น้ำเล็กๆ โดยที่ด้านล่างเป็นสนามหญ้า มีผู้คนมานั่งเล่นอาบแสงแดด บ้างก็มาวาดรูป บ้างก็เอาอาหารมานั่งปิกนิกกับเพื่อน ฉันลงไปนั่งปล่อยใจอยู่ตรงนั้นสักพักใหญ่แล้วรู้สึกชอบมากเลยเวลาที่เห็นแสงแดดกระทบกับหลังคาสีส้มของบ้านเรือนต่างๆ แม้ว่าต้นไม้จะยังโกร๋น แทบจะไร้ดอกไร้ใบ แต่เราก็เริ่มเห็นสัญญาณของการผลิบานและเติบโตที่กำลังค่อยๆ มาถึง

สวิตเซอร์แลนด์

สวิตเซอร์แลนด์

สวิตเซอร์แลนด์

การเดินเล่นในเมืองนี้ ถึงแม้พื้นถนนหลายแห่งจะเป็นหินซึ่งเดินไม่ง่ายเท่าไร แถมบางจุดก็ยังเป็นเนินสูงชัน แต่เขามีตัวช่วยอย่าง Funicular หน้าตาเป็นรถสีเขียวๆ แล่นบนรางที่จะพาเราขึ้นและลงเขาชันๆ ได้อย่างน่าสนุก รถสายนี้สร้างมาตั้งแต่ปี 1899 เชื่อมระหว่างย่าน Basse-Ville หรือตรงด้านล่างของภูเขา กับใจกลางเมือง อยากให้ทุกคนมาลองนั่งดูสักครั้งเพราะเราจะได้เห็นวิวเมืองของฟริบูร์กในรูปแบบที่แปลกตา อ้อ! ถ้ามีสวิสพาสก็สามารถขึ้นรถคันนี้ได้ฟรีด้วยนะ

สวิตเซอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์

อย่างไรก็ตาม ฟริบูร์กไม่ได้มีแต่ความเก่าอย่างเดียว ที่นี่ยังมีห้างสรรพสินค้าที่ทันสมัย มีร้านขายแผ่นเสียง มีร้านไอศครีม ร้านขายเสื้อผ้ากระเป๋ารองเท้าแบรนด์เนม รวมไปถึงร้านกาแฟเก๋ๆ ฮิปๆ หลายร้าน ที่แนะนำเลยก็คือ Cyclo Café ที่แต่งร้านได้น่ารักสุดๆ ด้วยความที่เจ้าของร้านรักการขี่จักรยาน จึงได้แรงบันดาลใจมาตกแต่งร้านด้วยสิ่งของที่เกี่ยวกับจักรยาน ภายในร้านมีทั้งที่นั่งแบบเป็นโต๊ะ อินดอร์ เอาต์ดอร์ แล้วยังมีที่นั่งแบบเคาน์เตอร์บาร์เหมาะสำหรับคนที่มาคนเดียวอย่างเรา แค่เริ่มมื้อเช้าด้วยครัวซองต์กับกาแฟสักแก้วก็รู้สึกเป็น Good morning ที่จะทำให้เราอารมณ์ดีไปทั้งวันแล้ว

หลายคนบอกว่ามาเมืองนี้ครั้งเดียวก็เกินพอเพราะไม่ค่อยมีอะไรเที่ยว แต่ไม่รู้ทำไมเราไปตั้ง 2 รอบแล้วก็ยังรู้สึกอยากไปอีก คงเพราะความเรียบง่ายของทั้งผู้คนและสถานที่ แล้วก็การผสมผสานกันระหว่างความเก่าและใหม่ที่ลงตัวมั้งที่ทำให้ฟริบูร์กมีเสน่ห์เหลือเกิน

สวิตเซอร์แลนด์

 

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

อัญวรรณ ทองบุญรอด

นักเขียน/นักดนตรี เจ้าของผลงานหนังสือ 'เวียนนา ลาทีโด' และบล็อกท่องเที่ยว lavieenroad.com นอกจากเล่นเชลโลแล้วยังชอบออกเดินทางคนเดียวอยู่เสมอๆ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

8 กุมภาพันธ์ 2566
103

“เธอ ไปโมร็อกโกกันดีกว่า สวิตเซอร์แลนด์หน้าหนาวมันน่าเบื่อ จากสวิตเซอร์แลนด์บินไปแค่ไม่กี่ชั่วโมงเอง ไปกับ Easy Jet เป็น Low Cost Airline ไม่แพง เที่ยวที่นี่ถูกกว่ายุโรปด้วย” คุณแฟนชาวสวิสเอ่ยชวนขึ้น

“อืม ก็ได้นะ อยากไปทะเลทรายซาฮาราเหมือนกัน เราไปนอนแคมป์กลางทะเลทรายซาฮารากันดีกว่า ได้ยินชื่อมาตั้งแต่เรียนตอนเด็ก อยากจะไปเห็นกับตาตัวเองซักที”

“ฉันอยากไป Jardin Majorelle พิพิธภัณฑ์ของ อีฟส์ แซ็งต์ โลร็องต์ (Yves Saint-Laurent) ที่เมืองมาร์ราเกชด้วย”

“มีพิพิธภัณฑ์ของ อีฟส์ แซ็งต์ โลร็องต์ ที่โมร็อกโกด้วยเหรอ ไม่เห็นรู้เรื่องเลย โอเค ๆ ไปกัน”

ด้วยประโยคเชิญชวนของแฟนนี้ จึงเป็นที่มาของ Road Trip 20 วันในประเทศโมร็อกโกของเรา หลังจากตกลงปลงใจว่าจะไปกันเรียบร้อยแล้วนั้น เราก็เริ่มจองตั๋วเครื่องบิน ทำการบ้าน หาข้อมูล จองที่พัก เช่ารถล่วงหน้ากันเสร็จสรรพ ซึ่งทริปนี้เราบินไป-กลับจากเมืองบาเซิล (สวิตเซอร์แลนด์)-เมืองมาร์ราเกช (โมร็อกโก)

การเดินทางจากเมืองบาเซิล สวิตเซอร์แลนด์ ไปยังสนามบินในเมืองมาร์ราเกช ประเทศโมร็อกโก ใช้เวลาเดินทางแค่ 3 ชั่วโมงครึ่ง จากสวิตเซอร์แลนด์มาโมร็อกโกความแตกต่างจึงบังเกิด ถือเป็นประสบการณ์ที่ตื่นเต้น สวยงาม และน่าจดจำมากเลยทีเดียว

เริ่มต้นกันที่เมืองมาร์ราเกช เมืองใหญ่อันดับ 4 ของโมร็อกโก 1 ใน 4 เมืองอิมพีเรียล และเป็นเมืองหลวงของภูมิภาคมาราเกช-ซาฟี ตั้งอยู่ทางตะวันตกของเชิงเขาของเทือกเขาแอตลาสในทวีปแอฟริกา

เมืองนี้ถือเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวมากมาย เพราะมีจุดเด่นและเอกลักษณ์แบบเฉพาะตัวมาก ทั้งสถาปัตยกรรม อาหารการกิน รวมถึงการใช้ลาเป็นพาหนะขนของ ซึ่งวิ่งปะปนกับรถยนต์ จักรยานยนต์ จักรยาน และรถอื่น ๆ บนท้องถนนเป็นเรื่องปกติ บอกเลยว่าตัดภาพจากสวิตเซอร์แลนด์มาโมร็อกโกก็จะมีความงง ๆ นิดหนึ่ง

จากสนามบินเดินทางไปยังตัวเมืองก็จะเริ่มเห็นรถม้าพานักท่องเที่ยววิ่งชมเมือง ถือว่าธรรมดา ยังไม่แปลก

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

พอแอร์พอร์ตบัสเริ่มขับเข้ามาในตัวเมืองเรื่อย ๆ อ้าว! อันนี้ไม่ใช่รถม้าที่พานักท่องเที่ยวนั่งชมเมืองแต่อย่างใด แต่คือรถลากด้วยลาที่ใช้ขนของ ซึ่งเป็นวิถีชีวิตปกติของชาวมาร์ราเกช พวกเขาจะวิ่งกันอยู่บนถนนเส้นเดียวกันกับที่รถต่าง ๆ วิ่งอยู่นั่นแหละ

พอเข้ามาในย่านตัวเมือง เราได้เห็นบ้านโมร็อกโกแบบดั้งเดิม กำแพงขนาดใหญ่และประตู ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังสัมผัสวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนในท้องถิ่นได้ รวมถึงการใช้ลาเป็นพาหนะขนของด้วย

นี่คือลานะคะ ไม่ใช่ม้า เมืองนี้เขายังใช้ลาเป็นพาหนะเป็นเรื่องปกติ สังเกตว่าลาตัวเล็กกว่าและมีราคาถูกกว่า

ลาถูกเลี้ยงครั้งแรกเมื่อประมาณ 6,000 ปีที่แล้ว ในแอฟริกาเหนือและอียิปต์ เพื่อกินเนื้อและนม จนกระทั่งเมื่อประมาณ 2,000 ปีที่แล้ว ลาเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่ใช้บรรทุกผ้าไหมจากมหาสมุทรแปซิฟิกไปยังทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตามเส้นทางสายไหมเพื่อแลกเปลี่ยนกับสินค้าอื่น

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ
ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

ต่อมา สิ่งที่ขาดไม่ได้ของการมาเที่ยวเมืองมาร์ราเกชคือการเดินตลาด ไม่ว่าจะเป็น Souks ตลาดสด และ Traditional Bazaars ตลาดแบบดั้งเดิม เราได้เห็นความงดงามของตรอกซอกซอยและตลาดขายของที่ระลึก ของกระจุกกระจิก เสื้อผ้า รองเท้า บอกได้เลยว่าสินค้าเหล่านั้นดูน่าสนใจไปหมด ทั้งเรื่องสีสัน พรม ผ้าทอ โดยเฉพาะเครื่องเทศนานาชนิด และถ้วยชามที่มีเอกลักษณ์การออกแบบอย่างสวยงามที่วางขายกันละลานตา

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ
ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

การเจอลาวิ่งอยู่ในตลาดเป็นเรื่องปกติมาก รวมไปถึงจักรยานและมอเตอร์ไซค์ที่วิ่งปะปนอยู่กับคนเดินเท้าในตรอกซอกซอยของตลาดแคบ ๆ เพราะฉะนั้น เวลาเดินต้องคอยระวังหรือคอยหลบเขาด้วย

หนึ่งในสาเหตุที่ชาวมาร์ราเกชยังใช้ลาเป็นพาหนะในการบรรทุกข้าวของ โดยเฉพาะในตัวเมืองเก่า (Old Town) และในตลาดหรือที่เรียกว่าเมดินา (Medina) เพราะถนนในเมดินาแคบและเล็ก อีกทั้งยังมีการก่อสร้างปรับปรุงอยู่ตลอด การใช้ลาเป็นพาหนะขนส่งสิ่งของรวมถึงวัสดุก่อสร้าง จึงสะดวกสำหรับชาวเมืองนี้

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

ในตลาดมีแผงขายเครื่องเทศสีสันสดใสมากมาย ซึ่งเครื่องเทศถือเป็นสัญลักษณ์ของอาหารโมร็อกโกแท้ ๆ นอกจากทำให้อาหารน่ารับประทาน ยังเป็นที่รู้จักในการใช้เป็นยาอีกด้วย โดยเครื่องเทศ 10 ชนิดที่สำคัญที่สุดสำหรับอาหารโมร็อกโก ได้แก่ พริกป่น อบเชย ขมิ้น ขิง พริกไทยดำ โป๊ยกั๊ก เมล็ดยี่หร่า ปาปริก้า และหญ้าฝรั่น ซึ่งถือเป็นสุดยอดเครื่องเทศที่แพงที่สุดในโลก

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ
ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

จากเรื่องลามาถึงเรื่องอาหารโมร็อกโกที่อยากพูดถึงกันบ้าง เพราะส่วนตัวชอบและรู้สึกว่าอร่อยมาก ในตลาดมีร้านอาหารท้องถิ่นให้เลือกทานเยอะแยะ

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

จานนี้คือ ‘Tagine’ (ทาจีน) เป็นอาหารท้องถิ่น ตุ๋นมาในจานดินเผาทรงกลมแบบดั้งเดิม มีฝาปิดรูปกรวยที่ใช้สำหรับกักเก็บความร้อนและรสชาติ ใช้ตุ๋นเนื้อสัตว์และผักจนนุ่ม มีกลิ่นหอมเป็นพิเศษ โดยเครื่องเทศที่ใช้ปรุงทาจีน ได้แก่ พริกไทยดำ ขิง ปาปริก้า และขมิ้น นอกจากเนื้อสัตว์ยังมีพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเลนทิลและถั่วชิกพี ก็ยังนิยมใส่เป็นส่วนผสมของทาจีน รวมไปถึงผักที่มีประโยชน์อย่างฟักทอง มันฝรั่ง และแคร์รอต เหล่านี้ก็จะใส่ลงไปเพื่อเพิ่มรสเค็ม โดยเราสั่งได้ว่าจะเอาทาจีนผัก มังสวิรัติ เนื้อวัว เนื้อแกะ หรือไก่ จานนี้ทานกับมันฝรั่งปรุงรสด้วยเครื่องเทศแล้วอร่อยดี แต่ประเทศนี้เขาเป็นมุสลิม เลยไม่มีหมูค่ะ

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

จานนี้ชื่อว่า ‘Couscous’ (คูสคูส) เป็นอีกหนึ่งอาหารหลักของชาวโมร็อกโก และเป็นอาหารแบบดั้งเดิมของแอฟริกาเหนือ ที่เห็นคล้าย ๆ เมล็ดข้าว คือเมล็ดแป้งสาลีนึ่ง ทานกับสตูเนื้อสัตว์และผัก เสิร์ฟพร้อมขนมปัง มะกอก และสลัดสไตล์โมร็อกโก

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

  และสุดท้ายที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ ‘Moroccan Mint Tea’ หรือเรียกว่า ชามินต์โมร็อกโก เป็นชาเขียวของแอฟริกาเหนือ ปรุงด้วยใบสเปียร์มินต์และน้ำตาลที่เขาเอาไว้เสิร์ฟเพื่อต้อนรับแขกตามธรรมเนียม บอกเลยว่าชาวโมร็อกโกนิยมดื่มชามาก เรียกได้ว่าดื่มกันทั้งวัน ถ้ารู้สึกว่าชาขมไปก็ใส่น้ำตาลแบบก้อนเพิ่มลงไปได้

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

อิ่มท้องแล้วก็ไปต่อกันที่พิพิธภัณฑ์ของ Yves Saint-Laurent ซึ่งเป็นจุดหมายปลายของคุณแฟน

Jardin Majorelle หรือ Majorelle Garden จริง ๆ แล้วไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ซะทีเดียว แต่มีลักษณะคล้ายบ้านสวนมากกว่า สถานที่นี้ได้รับการออกแบบโดยศิลปินชาวฝรั่งเศสชื่อ Jacques Majorelle จิตรกรหนุ่มผู้ทะเยอทะยานที่ถูกส่งไปอยู่ที่โมร็อกโกราวปี 1917 เพื่อพักฟื้นจากอาการป่วยหนัก และเมื่อเขาเดินทางมายังมาร์ราเกช เขาก็ตกหลุมรักสีสันที่สดใสและชีวิตตามท้องถนน จนตัดสินใจตั้งถิ่นฐานถาวรที่เมืองนี้

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ
ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

ในปี 1923 หลังจากที่ Jacques Majorelle แต่งงาน เขาซื้อที่ดินขนาด 4 เอเคอร์ซึ่งตั้งอยู่ริมสวนปาล์ม แล้วสร้างบ้านในสไตล์โมร็อกกัน และค่อย ๆ ซื้อที่ดินเพิ่มเติมอีกประมาณ 10 เอเคอร์ ในบริเวณรอบที่พัก จากนั้นเริ่มปลูกสวนที่เขียวชอุ่มที่เขาถือว่า เป็น ‘ห้องทดลองทางพฤกษศาสตร์’ โดยเริ่มปลูกพืชและเก็บตัวอย่างต้นไม้แปลกใหม่จากทั่วทุกมุมโลกมารวมไว้

ต่อมาสวนแห่งนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ ‘Jardins Majorelle’ หรือ ‘Majorelle’ เขาอุทิศตนเพื่อพัฒนาสวนแห่งนี้เป็นเวลาเกือบ 40 ปีจนกลายเป็นผลงานสำคัญของชีวิต 

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

ในช่วงชีวิตของเขา Majorelle มีชื่อเสียงในฐานะจิตรกรชาวตะวันออกผู้โด่งดังด้วยเฉดสีพิเศษของสีน้ำเงินโคบอลต์เข้ม เขาได้รับแรงบันดาลใจจากกระเบื้องสีที่เคยเห็นรอบเมืองมาร์ราเกชและในบ้านที่ถูกไฟไหม้ของชาวเบอร์เบอร์ (ชนพื้นเมืองของประเทศโมร็อกโก) ซึ่งต่อมาการออกแบบลักษณะนี้ได้รับชื่อตามเขาว่า ‘Bleu Majorelle’ อีกทั้งยังมีการจดสิทธิบัตรสีในชื่อของเขาเอาไว้ด้วย

ชมลาวิ่งบนถนน ดมกลิ่นเครื่องเทศหอมหวน เข้าสวนสวยประจำเมืองที่ Yves Saint-Laurent รักยิ่งชีวิต

แล้วบ้านสวนแห่งนี้เกี่ยวอะไรกับ Yves Saint-Laurent 

เนื่องจากบ้านสวนแห่งนี้มีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสูงมาก ในปี 1947 Majorelle จึงเปิดสวนให้คนทั่วไปเข้าชมโดยคิดค่าเข้า แต่ต่อมาหลังจากการหย่าร้างในปี 1950 Majorelle ก็ถูกบังคับให้ขายบ้านและที่ดิน บ้านสวนแห่งนี้จึงถูกละเลยและทรุดโทรมลง จนในปี 1980 Yves Saint-Laurent และ ปิแอร์ แบร์เก (Pierre Bergé) ดีไซเนอร์ชื่อดังชาวฝรั่งเศสผู้เป็นทั้งคู่รักและพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจมาถึงโมร็อกโกครั้งแรกในปี 1966 จึงซื้อ Jardin Majorelle เอาไว้เพื่อช่วยไม่ให้ที่นี่ถูกทำลาย

ชมลาวิ่งบนถนน ดมกลิ่นเครื่องเทศหอมหวน เข้าสวนสวยประจำเมืองที่ Yves Saint-Laurent รักยิ่งชีวิต

อีฟส์ แซ็งต์ โลร็องต์ เคยกล่าวไว้ว่า Jardin Majorelle มอบแรงบันดาลใจไม่รู้จบให้กับเขา และเขาก็มักฝันถึงสีสันที่เป็นเอกลักษณ์ของสถานที่แห่งนี้ ในปี 2008 หลังจากที่เขาเสียชีวิต เถ้ากระดูกของเขาก็ถูกโรยไว้ที่สวน Majorelle แห่งนี้ด้วย

ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา มูลนิธิ Pierre Bergé-Yves Saint Laurent ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไรของฝรั่งเศสได้เข้ามาเป็นเจ้าของบ้านสวนแห่งนี้ และตั้งแต่ปี 2011 ก็ได้รับการจัดการโดยมูลนิธิ Jardin Majorelle ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร โดยมี Pierre Bergé เป็นผู้อำนวยการของ Garden’s Foundation จนกระทั่งเขาเสียชีวิตในปี 2017

ชมลาวิ่งบนถนน ดมกลิ่นเครื่องเทศหอมหวน เข้าสวนสวยประจำเมืองที่ Yves Saint-Laurent รักยิ่งชีวิต
ชมลาวิ่งบนถนน ดมกลิ่นเครื่องเทศหอมหวน เข้าสวนสวยประจำเมืองที่ Yves Saint-Laurent รักยิ่งชีวิต

ใน Jardin Majorelle ยังมีหอแสดงเรื่องราวและประวัติของ อีฟส์ แซ็งต์ โลร็องต์ รวมถึงมีผลิตภัณฑ์โมร็อกโกแบบดั้งเดิมจัดแสดงและวางจำหน่าย โดยเป็นผลิตภัณฑ์ทำมือโดยช่างฝีมือชาวโมร็อกโกที่ดีที่สุด ใช้วัสดุที่มีคุณภาพสูงสุด และประณีตที่สุด มีการผสมผสานการใช้สีน้ำเงินโคบอลต์เข้ม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Majorelle และตกแต่งภายในด้วยสีสันสดใส เพื่อแสดงความเคารพโดยตรงต่อดีไซเนอร์ชื่อดัง เนื่องจากผลงานของเขาได้รับแรงบันดาลใจอย่างลึกซึ้งจากสีสันของเมืองมาร์ราเกชแห่งนี้

ชมลาวิ่งบนถนน ดมกลิ่นเครื่องเทศหอมหวน เข้าสวนสวยประจำเมืองที่ Yves Saint-Laurent รักยิ่งชีวิต

สำหรับเมืองมาร์ราเกช อย่างแรกต้องบอกเลยว่าการจราจรในเมืองถือเป็นสิ่งที่แปลกตาสำหรับเรามาก นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นการใช้ลาเป็นพาหนะขนของ ซึ่งยังมีอยู่จริงในทวีปแอฟริกา ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในหนังเรื่อง อะลาดิน หรือย้อนกลับไปเมื่อหลายพันปีที่แล้วก็ว่าได้

การได้มาเยือนเมืองนี้จึงถือเป็นประสบการณ์ที่น่าทึ่ง ตื่นเต้น และสนุกสนานมาก รวมถึงเรื่องของความสวยงาม สถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ สีสันที่โดดเด่นของสถานที่อย่าง Jardin Majorelle บ้านสวนที่มีต้นไม้นานาชนิด ตั้งแต่ต้นส้ม กระบองเพชรนานาพันธุ์ ไปจนถึงต้นไผ่จากเอเชีย ทำให้สถานแห่งนี้มีเสน่ห์ดึงดูดให้คู่รักดีไซเนอร์ระดับโลกต้องซื้อเอาไว้ และเป็นสถานที่แห่งแรงบันดาลใจที่นำมาสู่ผลงานแฟชั่นระดับโลกมากมาย

ชมลาวิ่งบนถนน ดมกลิ่นเครื่องเทศหอมหวน เข้าสวนสวยประจำเมืองที่ Yves Saint-Laurent รักยิ่งชีวิต

ท่ามกลางการจราจรอันแปลกตา น้องลาที่วิ่งอยู่บนถนน ผสมผสานสีสันของสถาปัตยกรรมอย่างลงตัว ทำให้มาร์ราเกชไม่เหมือนกับเมืองไหนที่เราเคยเดินทางผ่านมาเลยก็ว่าได้

จริง ๆ แล้วโมร็อกโกเป็นประเทศที่มีสถาปัตยกรรมสวยงาม มีสถานที่น่าสนใจ รวมถึงมีทะเลทรายซาฮารา ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่ง Dream Destination ของเรา ประสบการณ์และความสนุกสนานในมาร์ราเกชจึงเป็นแค่จุดเริ่มต้นของ Road Trip 20 วันที่ประเทศโมร็อกโกของเราเท่านั้น!

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

พรพิไล คงเกตุ มูเมนทาเลอร์

พรพิไล คงเกตุ มูเมนทาเลอร์

ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นฟรีแลนซ์ นักแปล นักเขียนอิสระ รับจ้างเลี้ยงแมว ผู้ชื่นชอบในการท่องเที่ยวและถ่ายภาพ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load