12 ตุลาคม 2560
7.01 K

อาคารสไตล์ยุโรปท่ามกลางกลุ่มแมกไม้ วาดด้วยสีน้ำสวยงามละเอียดอ่อน ใส่กรอบแขวนอยู่ตรงหน้าฉัน

“นี่คือวิลล่าวัฒนา เป็นพระตำหนักที่ครอบครัวราชสกุลมหิดลเสด็จฯ ย้ายมาประทับหลังจากรัชกาลที่แปดเสด็จขึ้นครองราชย์” เสียงของ สุพจน์ โล่ห์คุณสมบัติ ดังขึ้นแทรกเสียงพูดคุยจอแจของนักช้อปชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวจีนรอบกาย ข้อมูลที่เขาบอกช่วยขับเสริมให้ภาพวาดที่ทรงเสน่ห์อยู่แล้วดูมีมนตร์ขลังมากขึ้นไปอีก

หลังจากพูดคุยเกี่ยวกับภาพนี้เสร็จแล้ว เราก็ขยับไปดูภาพอื่นในนิทรรศการกลางห้างสรรพสินค้าแห่งนั้นต่อ ภาพที่จัดแสดงล้วนแล้วแต่เป็นภาพวาดสีน้ำและภาพวาดลายเส้นของ อ.เกริกบุระ ยมนาค นำเสนอทิวทัศน์ในมุมต่างๆ ของเมืองแห่งหนึ่งในยุโรป สลับกับพระบรมฉายาลักษณ์ของมหากษัตริย์พระองค์หนึ่ง แต่ละภาพต่างก็มีความเป็นมาอันเกี่ยวเนื่องกับประเทศไทยกว่าที่ตามองเห็นมากมายนัก

การเดินทางไปยังเมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ของสุพจน์และ อ.เกริกบุระ มีเป้าหมายเพื่อเก็บข้อมูล ก่อนจะนำมารวบรวมเรียบเรียงเป็นหนังสือภาพ ๙ เหนือเกล้า จากโลซานน์ถึงลานพระเมรุมาศ – Notre Roi หนังสือภาพวาดสีน้ำที่บอกเล่าพระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผ่านมุมต่างๆ ของเมืองที่พระองค์ทรงเจริญวัยขึ้นมาจนทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างที่คนไทยรู้จัก

เมื่อถามถึงที่มาที่ไปของการเดินทางในครั้งนี้ สุพจน์บอกว่า แม้เขาจะเคยไปโลซานน์มาแล้วหลายครั้ง โดยครั้งแรกที่ไปคือไปเรียนวิชาการโรงแรมและการท่องเที่ยวเมื่อ ค.ศ. 1991 แต่ครั้งนี้เขาไปด้วยเหตุผลของการตามรอยพระบาทรัชกาลที่ 9 เพราะครอบครัวราชสกุลมหิดลที่ประทับอยู่ ณ เมืองโลซานน์ เกือบ 2 ทศวรรษ อีกทั้งทรงเจริญพระชนม์และทรงศึกษาตั้งแต่ประถม มัธยม จนถึงมหาวิทยาลัย ที่เมืองแห่งนี้

“หากจะกล่าวถึงพระราชประวัติหรือพระปรีชาสามารถของพระองค์ ก็คงจะมองข้ามเมืองโลซานน์ไปไม่ได้ ด้วยเป็นสถานที่ที่ทรงประทับเป็นเวลาถึง 18 ปี สำหรับผมแล้ว เมืองโลซานน์ถือเป็นประวัติศาสตร์ที่สำคัญหน้าหนึ่งของเมืองไทยเลยก็ว่าได้”

สุพจน์อธิบายต่อไปว่า สาเหตุที่ครอบครัวราชสกุลมหิดลเสด็จฯ ไปยังสวิตเซอร์แลนด์ เนื่องมาจากในตอนที่สมเด็จพระบรมราชชนกเสด็จฯ กลับประเทศไทยเพื่อร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพรัชกาลที่ 6 และพระราชพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ 7 สมเด็จพระบรมราชชนนีซึ่งประทับอยู่ที่ปารีสมีพระประสงค์จะนำพระโอรสธิดาคือ หม่อมเจ้ากัลยาณิวัฒนา และหม่อมเจ้าอานันทมหิดล ไปฝากไว้ที่บ้านเลี้ยงเด็กฌองป์ โซเลย์ (Champ Soleil) ในเมืองโลซานน์ จึงคุ้นเคยกับสวิตเซอร์แลนด์อยู่แล้วเป็นทุนเดิม นอกจากนั้น สวิตเซอร์แลนด์ก็อากาศดี จะช่วยเรื่องพระอาการภูมิแพ้อากาศของรัชกาลที่ 8 ได้ ทั้งยังเป็นประเทศที่เป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดอีกด้วย

โดยพื้นฐานแล้ว การเรียนการสอนของสวิตเซอร์แลนด์แตกต่างจากไทยอยู่ไม่น้อย คือจะเน้นการปฏิบัติจริงเป็นหลัก เห็นได้จากที่นักเรียนสวิสกว่า 60 – 70 เปอร์เซ็นต์ เลือกเรียนสายอาชีวะมากกว่าจะมุ่งเข้ามหาวิทยาลัย

ที่โรงเรียนเอกอลล์ นูแวลล์ เดอ ลา สวิส โรมองด์ (Ecole Nouvelle de la Suisse Romande) โรงเรียนประถมซึ่งรัชกาลที่ 9 ทรงเข้าศึกษาเมื่อครั้งทรงพระเยาว์ เน้นการปลูกฝังทักษะต่างๆ โดยเฉพาะในด้านงานช่างไม้และงานเกษตร โรงเรียนมีนโยบายให้นักเรียนทุกคนต้องรับผิดชอบแปลงผักคนละ 1 แปลงตลอดช่วงที่ศึกษาอยู่ “ที่นี่น่าจะเป็นแปลงเกษตรแปลงแรกในชีวิตพระองค์ท่านเลยก็ว่าได้” สุพจน์ตั้งข้อสังเกต และให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ทุกวันนี้โรงเรียนก็ยังสอนด้วยระบบเช่นนี้อยู่เหมือนเดิม

ไม่เพียงแค่การศึกษา แต่ตัวเมืองเองก็ช่วยหล่อหลอมพระองค์เช่นกัน สุพจน์บอกกับฉันว่า หลายคนเรียกชาวสวิสว่าเป็นชาวเขา เพราะภูมิประเทศเกินครึ่งเป็นเนินเขา บ้านเรือนมักจะตั้งอยู่ตามไหล่เขา อากาศช่วงฤดูหนาวมักจะหนาวเย็นกว่าประเทศอื่นๆ ทำให้ชาวสวิสมีความอดทน ขยันขันแข็ง เมืองโลซานน์เองก็มีลักษณะเช่นนั้น รัชกาลที่ 9 ซึ่งทรงเจริญวัยในเมืองเช่นนี้ ย่อมต้องได้รับคุณสมบัติเหล่านี้มาจากพวก (ภู) เขาเช่นกัน

เมื่อขณะประทับที่เมืองโลซานน์ สมเด็จพระบรมราชชนนีก็ทรงเลี้ยงดูพระโอรสธิดาเหมือนชาวสวิสทั่วไป คือทรงสอนให้รู้จักช่วยงานบ้าน รู้จักประหยัดอดออม อีกประการหนึ่ง ประเทศสวิตเซอร์เเลนด์เป็นประเทศที่ไม่เคยถูกปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ ทำให้ชาวสวิสปฏิบัติต่อพระองค์ดั่งบุคคลทั่วไป ที่ชาวเมืองเรียกกันว่า ‘เมอซิเออร์’ (เทียบเท่ากับ มิสเตอร์ ในภาษาอังกฤษ)

บุคคลพิเศษคนหนึ่งที่สุพจน์ได้พบในการเดินทางไปโลซานน์ครั้งนี้คือ มาดามโรส-มารี แบร์เชร์ (Rose-Marie Berger) อดีตเพื่อนบ้านของครอบครัวราชสกุลมหิดลสมัยที่ประทับอยู่ในวิลล่า และปัจจุบันอาศัยอยู่ที่แฟลตหมายเลข 16 ซึ่งเป็นบ้านหลังแรกในเมืองโลซานน์ของครอบครัวราชสกุลมหิดล เมื่อมาถึงเรื่องนี้ สุพจน์เล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นและใช้คำว่า ‘โชคดี’ ที่ได้มีโอกาสเจอกับมาดามแบร์เชร์ด้วยความบังเอิญ

เมื่อกันยายนปี 2559 ก่อนรัชกาลที่ 9 จะสวรรคตประมาณเดือนกว่า สมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ ในพระอุปถัมภ์ฯ ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบิร์น สมาพันธรัฐสวิส และทางการเมืองโลซานน์ จัดงานฉลอง 70 ปีครองราชย์ ถวายพระเกียรติรัชกาลที่ 9

สุพจน์ซึ่งเป็นกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ของสมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ ในพระอุปถัมภ์ฯ เดินทางมายังเมืองโลซานน์ และพาท่านทูตรวมถึงผู้ร่วมงานไปดูแฟลตหมายเลข 16 แห่งนี้ แล้วบังเอิญว่าเมโมรี่การ์ดกล้องถ่ายรูปของสุพจน์เต็ม ประจวบเหมาะกับที่ร้านถ่ายรูปเก่าแก่ตรงข้ามแฟลต (ซึ่งสมเด็จพระบรมราชชนนีก็ทรงเคยมาใช้บริการ) ยังเปิดอยู่ เขาจึงเข้าไปซื้อที่ร้านและได้พบมาดามเจ้าของร้าน นามว่า อะเตอลิเยร์ เดอ ยอง (Atelier de Jong) ซึ่งบังเอิญสนิทกับมาดามแบร์เชร์ เมื่อมาดามเจ้าของร้านทราบว่าพวกเขาคือกลุ่มคนไทย จึงเสนอตัวจะติดต่อกับมาดามแบร์เชร์ให้

การพูดคุยสนทนากันในวันนั้นทำให้ทราบว่าครอบครัวแบร์เชร์เคยใกล้ชิดกับครอบครัวราชสกุลมหิดล สามีของมาดามแบร์เชร์ เรเน่ แบร์เชร์ (René Berger) อดีตผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์เมืองโลซานน์และอดีตอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยโลซานน์ เคยได้มีโอกาสถวายการสอนภาษาฝรั่งเศสให้สมเด็จพระบรมราชชนนี ในขณะที่ลูกชายของทั้งคู่ก็เป็นนักสะสมงานศิลปะ ส่วนมาดามเองก็เป็นศิลปิน และเคยวาดพระบรมสาทิสลักษณ์ถวายรัชกาลที่ 9 อยู่บ้าง ในปัจจุบัน มาดามแบร์เชร์อายุ 95 ปี อาศัยอยู่คนเดียวในแฟลตแห่งเดิม หลังจากสามีและลูกชายเสียชีวิตไปแล้ว

“ครั้งนี้ที่กลับไปกับ อ.เกริกบุระ เราก็คิดว่าจะติดต่อมาดามเดอ ยอง เจ้าของร้านถ่ายรูปให้ติดต่อมาดามแบร์เชร์ให้ ปรากฏว่าตอนนี้มาดามแบร์เชร์อยู่โรงพยาบาล เราก็ไม่อยากรบกวน แต่มาดามเดอ ยอง ก็บอกว่าแกไปเยี่ยมทุกวันอาทิตย์อยู่แล้ว เดี๋ยวจะโทรไปขออนุญาตมาดามไว้ให้ก่อน แล้วค่อยไปด้วยกัน

“โรงพยาบาลเป็นบ้านคล้ายๆ บ้านพักคนชรา หรูหรา สะอาดสะอ้าน เป็นห้องเดี่ยวอยู่สบาย เมื่อเราเข้าไปเจอมาดาม แกก็ดีใจที่มีคนมาเยี่ยม และได้สนทนาทักทายกันสักครู่หนึ่ง”

“ก่อนกลับเราขออนุญาตเข้าไปชมห้องพักในอพาร์ตเมนต์เลขที่ 16 ถนนติโชต์ ของแก ซึ่งเป็นที่ที่ครอบครัวราชสกุลมหิดลเคยประทับ มาดามเดอ ยอง ก็ลองถามมาดามแบร์เชร์ว่าจะขอพาพวกเราเข้าไปดูแฟลตของมาดามได้มั้ย แกก็บอกว่า ได้ เอาสิ ให้กุญแจมาด้วย เป็นครั้งแรกที่เราได้เข้าไปในแฟลตที่รัชกาลที่เก้าเคยประทับ แม้พระองค์จะเคยประทับอีกห้องหนึ่งก็ตาม

“ถึงที่นั่นจะเรียกแฟลต แต่ก็ไม่ได้ทรุดโทรมเหมือนบ้านเรา ห้องใหญ่มาก มีประมาณสองถึงสามห้องนอน สไตล์การตกแต่งหรูหรา พื้นเป็นไม้ แล้วที่เราชอบมาก คือแฟลตนั้นเต็มไปด้วยงานศิลปะ มีทั้งรูปปั้น รูปวาด กองระเกะระกะอยู่ เราก็ถามมาดามเดอ ยอง ว่าถ้าเกิดมาดามแบร์เชร์เสียชีวิตไป ของพวกนี้จะไปอยู่ที่ไหน แกก็บอกว่าก็คงยกให้ทางการเมืองโลซานน์ไปไว้ในพิพิธภัณฑ์”

แฟลตหมายเลข 16 ทำหน้าที่เป็นที่ประทับของครอบครัวราชสกุลมหิดลประมาณ 2 ปี กระทั่งรัชกาลที่ 7 ทรงสละราชสมบัติ ส่งผลให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ทรงเสด็จขึ้นครองราชย์ฯ เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 8

ในตอนนั้น รัฐบาลไทยถวายเงินเพื่อให้ทุกพระองค์เสด็จฯ ย้ายไปอยู่บ้านที่สมพระเกียรติมากขึ้น ครอบครัวราชสกุลมหิดลจึงทรงได้ที่ประทับใหม่นาม ‘วิลล่าวัฒนา’ โดยเช่าบ้านหลังนี้เรื่อยมา แม้เจ้าของเสนอที่จะขายให้ แต่สมเด็จพระบรมราชชนนีไม่ต้องพระประสงค์ที่จะรบกวนเงินใคร โดยทรงให้เหตุผลว่ามีเงินไม่พอ และทรงขอเช่าแทน แสดงให้เห็นถึงความสมถะของครอบครัวมหิดล น่าเสียดายที่เมื่อครอบครัวเสด็จฯ ย้ายออก เจ้าของก็ขายต่อให้ลูกค้าคนอื่น ในปัจจุบัน วิลล่าแห่งนี้ได้ถูกทุบทิ้งไปเสียแล้ว

สุพจน์บอกว่า ในขณะประทับอยู่ที่วิลล่าวัฒนานั้นสมเด็จพระบรมราชชนนีพระราชทานเลี้ยงอาหารชาวไทยที่อาศัยในเมืองโลซานน์และเมืองใกล้เคียงเป็นประจำทุกอาทิตย์ ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีที่ชาวไทยจะได้เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด

นอกจากกลางเมืองโลซานน์แล้ว เมื่อนั่งรถไฟออกไป 15 นาทีก็จะพบหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีประวัติเกี่ยวเนื่องกับรัชกาลที่ 9 อีกแห่งหนึ่ง นั่นคือหมู่บ้านปุยดูซ์ (Puidoux) ซึ่งรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ มาประทับเป็นที่พักและศูนย์บัญชาการระหว่างการเสด็จประพาสยุโรป พ.ศ. 2503 ปุยดูซ์เป็นหมู่บ้านขนาดเล็กๆ ที่มีประชากรแค่ 1,500 คน

ปุยดูซ์ตั้งอยู่ในลาโวซ์ (Lavaux) ผืนไร่องุ่นอุดมสมบูรณ์และงดงามซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก ตัวไร่แผ่กว้างสุดลูกหูลูกตาลงไปจรดริมทะเลสาบเจนีวา สุพจน์สันนิษฐานว่า การที่พระองค์เลือกที่จะมาประทับที่นี่ ก็เพราะทรงผูกพันกับเมืองเล็กๆ ชานเมืองโลซานน์ อีกทั้งบรรยากาศอันสงบ อากาศดี และงดงาม เหมาะแก่การพักผ่อน

ในครั้งนั้น รัชกาลที่ 9 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง พร้อมด้วยพระราชโอรสพระราชธิดา ทรงเลือกเช่า ‘วิลล่าฟลองซาเลย์’ (Villa Flonzaley) ที่ปุยดูซ์ตลอดช่วง 6 เดือนในยุโรป

“แทนที่จะเลือกอยู่กลางเมืองปารีสหรือโรงแรมห้าดาวกลางกรุงลอนดอน กลับทรงเลือกสวิตเซอร์แลนด์ เราคิดว่าเป็นการแสดงให้เห็นความผูกพันของพระองค์กับประเทศสวิตเซอร์เเลนด์อย่างลึกซึ้ง แม้แต่ตอนมาทรงงาน ก็ยังทรงเห็นที่นี่เปรียบเสมือนบ้าน”

เมื่อสุพจน์และ อ.เกริกบุระ ไปปุยดูซ์ ก็ได้พบกับเจ้าหน้าที่ของศาลาประชาคมเมือง ซึ่งพาพวกเขาเข้าไปดูศาลาประชาคมของหมู่บ้านที่เคยเป็นสถานที่ถวายการต้อนรับรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง สุพจน์เล่าให้ฟังว่า “ห้องรับรองมีขนาดกะทัดรัด พร้อมเวทีเล็กๆ สำหรับการแสดง เหมือนภาพถ่ายที่เราเคยเห็นเมื่อครั้งทั้งสองพระองค์เสด็จฯ มา เพียงแต่หน้าตาทันสมัยขึ้น”

เจ้าหน้าที่หมู่บ้านปุยดูซ์ก็ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า คนที่รู้จักพระองค์น่าจะเสียชีวิตไปเกือบหมดแล้ว แต่ยังมีนายสถานีรถไฟปุยดูซ์ แชซบร์ นามว่า ดาเนียล โชแบร์ต (Daniel Chaubert) ซึ่งเคยรับเสด็จเมื่อครั้งทรงเสด็จฯ โดยรถไฟพระที่นั่งมาลงที่สถานีรถไฟแห่งนี้

“เราเลยขอวิธีติดต่อ เขาก็ไปเปิดทะเบียนในคอมพิวเตอร์แล้วพรินต์ออกมาเป็นหน้า มีชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล ทุกอย่างเลย เราก็โทรไปแนะนำตัวว่ามาจากเมืองไทย และอยากคุยด้วย แกดีใจมาก บอกว่าให้เรานั่งรถไฟจากโรงแรมของเราที่โลซานน์เวลานี้ ขบวนนี้ แล้วแกจะรออยู่ที่สถานี เหมือนว่าแกทำงานมาทั้งชีวิต เลยจำตารางรถไฟได้ขึ้นใจ 

“เราก็ตื่นแต่เช้าขึ้นรถไฟมา พอถึงสถานีปุยดูซ์เงียบมาก ไม่มีคนเลย เราเห็นแกนั่งใส่หมวกแดงอยู่คนเดียว ก็รู้ได้ทันทีว่าเขาคือ แดเนียล โชแบร์ต ผู้ที่เรานัดหมายในวันนี้ พอเข้าไปคุย แกบอกว่าพยายามจะใส่ชุดยูนิฟอร์มเหมือนที่เคยรับเสด็จ แต่ด้วยความอ้วนทำให้ใส่ไม่ได้แล้ว แกเลยเอาแค่หมวกแดงกับป้ายติดเสื้อมาให้ดู”

จากนั้น โชแบร์ตได้เล่าถึงความหลังกับประสบการณ์อันแสนประทับใจของเขาให้สุพจน์ฟังว่า รถไฟพระที่นั่งของพระองค์ออกจากโลซานน์เข้าเทียบชานชาลาที่ 2 เหมือนกับที่สุพจน์เดินทางมาในวันนี้ และเพื่อไม่ให้ทั้งสองพระองค์ต้องเสด็จฯ ลอดทางเดินใต้ดินเพื่อมาประทับรถยนต์พระที่นั่ง เขาจึงบอกไปที่พนักงานขับรถไฟพระที่นั่งว่าให้ขับเลยสถานีไปก่อน จากนั้นเขาจึงสับราง แล้วจึงให้รถไฟย้อนกลับมาเข้าชานชาลาที่ 1 อีกทั้งยังต้องกะให้ประตูทางเสด็จลงตรงกับลาดพระบาทที่เขาเตรียมไว้ 

เมื่อฉันถามสุพจน์ว่า หลังจากไปโลซานน์มาหลายครั้ง การตามรอยพ่อหลวงในครั้งล่าสุดนี้เป็นอย่างไร เขาตอบในทันทีว่า ครั้งนี้มองโลซานน์ต่างไปอย่างสิ้นเชิง “ก่อนหน้านี้ เวลาเราเดินผ่านอาคารหรือตึกอะไรที่เกี่ยวกับในหลวง เราก็แค่รู้ว่าเป็นสถานที่ที่เคยประทับตามที่เคยได้อ่านในหนังสือมาเท่านั้น แต่การไปทำหนังสือครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่เดินทางไปหลังจากพระองค์สวรรคต ความรู้สึกมันเปลี่ยนไปเลย แล้วเรารู้สึกว่าเรามองสถานที่เหล่านั้นอย่างเห็นคุณค่าและควรค่าแห่งการจดจำ”

หลังจากฟังเรื่องราวของสุพจน์ ฉันเดินกลับไปดูภาพวาดฝีมือ อ.เกริกบุระ ที่จัดแสดงอยู่อีกครั้ง โดยผิวเผินแล้ว แต่ละภาพก็เป็นเพียงแค่ตึกรามบ้านช่องธรรมดาในเมืองยุโรปแห่งหนึ่ง แต่เมื่อประกอบด้วยเรื่องราว กลับทำให้กลายเป็นเมืองที่มีความสำคัญยิ่งในฐานะสถานที่สะท้อนพระราชจริยวัตรอันงดงามของพระมหากษัตริย์แห่งชาติสยาม

ภาพ : ธนบูรณ์ เกิดพาณิช, เกริกบุระ ยมนาค

นิทรรศการภาพวาดสีน้ำรูปโลซานน์จัดแสดงที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ตลอดเดือนตุลาคม ปี 2560 อ่านรายละเอียดหนังสือภาพเพิ่มเติมได้ที่ ๙ เหนือเกล้า จากโลซานน์ถึงลานพระเมรุมาศ – Notre Roi

 

 

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

25 มิถุนายน 2565
1.83 K

The Cloud x Vespa

บรึ้น ๆ ! เสียงขบวนเวสป้าบึ่งเข้ามายังนครขอนแก่นเพื่อร่วมทริป Walk with The Cloud : บึ่งแก่นนคร ชมศิลปะและวัฒนธรรมในแดนอีสาน บ้างมาจากกรุงเทพฯ บ้างมาจากขอนแก่นบ้านเฮานี่แหละ วันนี้เป็นวันที่ฟ้าไร้แดดเหมาะกับการขี่รถตากลมสุด ๆ จากจุดรวมตัว เราจะบึ่งไปที่โฮงสินไซเป็นที่แรก

เป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่ในการขี่สกู๊ตเตอร์เที่ยวกับเพื่อนหน้าใหม่ที่เพิ่งทำความรู้จัก

เชื่อว่าทั้งคนในและคนนอกก็คงตื่นเต้นไม่ต่างกัน ไม่พูดพร่ำทำเพลง ขอสตาร์ทรถไปเบิ่งกันแน่จ้า

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

ที่นี่โฮงสินไซ

จอดสกู๊ตเตอร์ที่ ‘โฮงสินไซ’ บ้านสวนกลางเมืองจังหวัดขอนแก่น โอบล้อมด้วยรั้วไม้ไผ่และมวลแมกไม้นานาพันธุ์ สองมือยังไม่ทันล้วงกระเป๋า พวกเราก็พบกับ ผศ.ดร.ทรงวิทย์ พิมพะกรรณ์ ผู้ก่อตั้งโฮงสินไซ ที่ชวนน้อง ๆ เด็กพิเศษ มาเป็นวิทยากรพิเศษนำชมเรื่องราวของ สินไซ ด้วยกัน ที่นั่นมีเสียงจิ้งโกร่งต้อนรับพวกเราอย่างเนืองแน่น

เจ้าบ้านชวนเรานั่งล้อมวงสบาย ๆ บริเวณหน้าบ้าน แถมแจกจ่ายน้ำสมุนไพรเย็นชื่นใจดับกระหายให้คนละแก้ว (เติมได้ไม่อั้น) พร้อมขนมและผลไม้ตามฤดูกาล ก่อนจะเกริ่นแนะนำตัวและเล่าถึงวรรณคดีแบบกระชับ

สินไซ เป็นวรรณคดีของอุษาคเนย์ รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งคือ สังข์ศิลป์ชัย ท้องเรื่องไม่ได้ต่างจากวรรณคดีไทยส่วนใหญ่มากนัก แน่นอนว่า ‘สินไซ’ คือตัวเอกที่ต้องผ่านหลายเหตุการณ์ ต้องข้ามผ่าน 7 ย่านน้ำ 9 ด่านมหาภัย จนสุดท้ายก็จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง โดยท้าวกุดสะราดสละราชสมบัติให้สินไซปกครองต่ออย่างร่มเย็นเป็นสุข

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง
ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

อาจารย์ทรงวิทย์บอกว่า โฮงสินไซนี้มีที่มาจาก โฮง หมายถึง โรง ที่บรรจุเรื่องราวของวรรณคดีเรื่อง สินไซ เอาไว้ นอกจากฟังประวัติความเป็นมาและความตั้งใจของสถานที่แห่งนี้แล้ว พวกเรายังได้เดินดูของสะสมในตู้กระจกที่เก็บรวบรวมเอกสารเกี่ยวกับวรรณคดีเรื่องนี้ประมาณ 140 – 150 รายการ ทั้งหมดเกี่ยวกับ สินไซ ในด้านต่าง ๆ ทั้งแง่รัฐศาสตร์-การเมือง งานวิจัยภาษาไทย-ลาว อีกทั้งยังมีผนังห้องประดับภาพเขียนสีน้ำเล่าเรื่อง สินไซ ซึ่งอาจารย์เป็นผู้วาด และมีมุมการต่อยอด-ประยุกต์ให้ร่วมสมัย เป็นหนังตะลุง เสื้อยืด ถ้วยกาแฟ ร่ม และของที่ระลึกต่าง ๆ

“วรรณคดีเป็นที่อยู่ของวัฒนธรรม” มหาสิลา วีระวงส์ นักปราชญ์คนสำคัญของลาวกล่าวไว้ คำกล่าวนี้ไม่เกินจริงแต่อย่างใด เพราะเมื่อมีวัฒนธรรมจึงเกิดงานศิลป์หลายอย่าง วรรณคดีก็เป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นอยู่ของวัฒนธรรมนั้น ๆ ให้เห็นว่า วรรณคดีแต่ละยุคสมัย ผู้คนมีความคิด ความเชื่อ วัฒนธรรม พิธี ต่างกันหรือไม่ อย่างไร

โฮงสินไซเซอร์ไพรส์เราด้วยเสียงแคนกับหมอแคนรุ่นใหม่ ที่ผูกโยงกับ สินไซ และวัฒนธรรมอีสาน

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

“หมอลำจะไม่มีวันตาย เพราะปรับตัวง่าย พร้อมที่จะรับทุกสิ่งที่คิดว่าดีกว่า” เป็นคำกล่าวของ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ซึ่งหมอลำไม่ตายฉันใด หมอแคนก็ไม่ตายฉันนั้น เพราะ 2 สิ่งนี้เป็นสิ่งที่อยู่คู่กัน

ถ้าหมอลำ-หมอแคน ไม่ตายแล้ว สินไซ และวัฒนธรรมอีสานก็จะไม่มีวันหายไป เพราะเชื่อมโยงกับหมอลำอย่างขาดกันไม่ได้ ยิ่งมีหมอแคนใหม่ ๆ เกิดขึ้น ยิ่งทำให้วัฒนธรรมอีสานแข็งแรงมากขึ้นด้วย

นั่นแปลว่าพวกเราจะมีโอกาสบิดเวสป้ากลับมาม่วนที่นี่อีกแน่นอน!

โมเดิร์นในมอ

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

บึ่งมาต่อกันที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ชมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นที่ออกแบบโดย อมร ศรีวงศ์, สมคิด เพ็ญภาคกุล, เฉลิมชัย ห่อนาค และ สถาพร เกตกินทะ ที่ออกแบบให้เข้ากับบริบทแวดล้อมของมอดินแดง พัฒนาภาพลักษณ์ของอาคารในสมัยนั้นให้มีสไตล์โมเดิร์น ถือได้ว่าเป็นภาพลักษณ์ของการพัฒนา แสดงออกถึงความก้าวหน้าและทันสมัย

เจ้าถิ่นที่พาพวกเราทัวร์มอและชมสถาปัตยกรรม คือ รศ.ดร.นพดล ตั้งสกุล จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ศึกษาเกี่ยวกับตึกทั้งหมดร่วมกับอาจารย์หลายท่านในคณะ รวมถึงเปิดวิชาเลือกให้นักศึกษาสถาปัตยกรรมในคณะร่วมเก็บข้อมูลทำโมเดลออกมาเพื่ออนุรักษ์อาคารเหล่านี้ไว้ เกิดเป็นนิทรรศการ ‘อาคารสมัยใหม่ Modern Architecture’ กระซิบเลยว่า อาจารย์นพดลเล่าเรื่องสนุกมาก เพราะท่านเคยเป็นศิษย์เก่าที่นี่

อ้อ ลืมบอกว่าพวกเราเติมพลังให้เต็มพุงกันเรียบร้อยที่ร้านไก่ย่างปรีชา แถมจัดไอติมกะทิหวานมันคนละถ้วยสองถ้วย ไม่นานพวกเราก็ประจำที่ จับเวสป้าคู่ใจออกเดินทางอีกครั้ง ผ่านสะพานขาวด้วย บรรยากาศดีสุด ๆ

แดดร่มลมตก เรามาเริ่มกันที่ ‘ตึกกลม’ อาคารเรียนรวมของนักศึกษาปี 1 ที่เราเปิดประตูห้องไปทดลองนั่งเรียนเป็นนักศึกษา ก่อนเดินสำรวจโครงสร้างภายนอก พบว่าอาคารรุ่นคุณลุงสวยไม่แพ้อาคารฝั่งตะวันตกเลยทีเดียว

ส่วนภาพรวมการออกแบบ อาจารย์นพดลเล่าว่า มันบ่งบอกถึงแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก รองลงมาคือการใช้งานในภูมิอากาศแบบร้อนชื้น และตอบโจทย์ความงามภายนอกอาคาร จังหวะการออกแบบเปลือกอาคารเมื่อแสงแดดกระทบ ก็จะเกิดเฉดเงาที่แสดงถึงความงามของอาคารนั่นเอง

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง
ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

ขยับออกมาอีกนิด มองเห็น ‘ตึกหลอด’ น่าสนใจไม่แพ้กัน ด้วยรูปทรงหลอดทดลองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เดินไปหน่อยเป็น ‘ตึก SC01 ภาควิชาเคมี’ ตัวอาคารเป็นผนังคอนกรีต สะท้อนให้เห็นสัจจะของวัสดุ ที่ช่างฝีมือฉาบคอนกรีตผิวหยาบทิ้งไว้ ถ้าถอยหลังออกมาจะเห็นการเล่นเส้นเล็ก-ใหญ่บนตัวอาคาร เป็นกลิ่นอายสถาปัตยกรรมแบบ Le Corbusier ส่วนโถงโล่งใต้อาคารไม่มีเสาคานตรงกลาง แต่ดันอยู่ด้านข้าง ห่างกันถี่ ๆ เพื่อให้นักศึกษามีพื้นที่ทำกิจกรรมมากขึ้น เมื่อแหงนหน้ามองเพดาน จะเห็นโครงสร้างตาข่ายที่ตั้งใจออกแบบให้สอดคล้องกับพื้นที่ห้องแล็บบนอาคาร

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

ถัดจากตึกภาควิชาเคมีเพียงไม่กี่ก้าว มีอาคารทรงหลังคาคอนกรีตหล่อโค้งทรงเรขาคณิตครึ่งวงกลม หรือ ‘ห้องปฏิบัติการกลางเป่าแก้ว’ ออกแบบโครงสร้าง Hyperbolic Paraboloid ซึ่งไม่ใช่ของใหม่ หากแต่เป็นการออกแบบที่คิดค้นโดยสถาปนิกเมื่อ 50 ปีก่อน ที่สำคัญคือโชว์ประสิทธิภาพของคอนกรีตได้ดีเยี่ยม

คณะเกษตรศาสตร์ เป็นคณะเก่าแก่ที่สุดในมหาวิทยาลัยขอนแก่น ‘ตึก AG 01’ เป็นตึกเรียนรวมตึกแรกของคณะ ออกแบบเพื่อเมืองร้อน สะท้อนความเป็นระบบอุตสาหกรรมเมื่อยุค 50 ปีก่อน แผงสีเขียวที่เด่นชัดนั้น ทำหน้าที่กันฝนและเป็นราวกันตกให้นักศึกษา ซึ่งสถาปนิกออกแบบได้ตรงตามโจทย์ของสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์นทรอปิคัล

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มีตึกที่โดดเด่น 2 หลัง หนึ่ง คือ ‘ตึกโครงเหล็ก CB’ เป็นอาคารเรียนรวมและห้องซ้อมเชียร์ มองจากด้านนอกเป็นห้องสโลปบรรยายพร้อมอัฒจันทร์ โครงสร้างท่อเหล็กสีส้มทำหน้าที่ซัพพอร์ตโครงสร้างด้านใน ตัวอาคารไม่มีคานตรงกลาง แต่คานที่รับน้ำหนักเป็นหลักอยู่ริมนอกแทน และโครงเหล็กสีส้มจี๊ดถือเป็นสัญลักษณ์ของยุคโพสต์โมเดิร์นที่นำเหล็กมาใช้ในงานออกแบบเยอะขึ้น เพื่อเพิ่มลูกเล่น ลดความน่าเบื่อ

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย
บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

สอง คือ ‘ตึกของภาควิชาวิศวกรรมโยธา’ ที่นักศึกษามายืนดูโครงสร้างและเรียนกันจริง ๆ โดดเด่นตรงมีเสาซัพพอร์ตอยู่ริมสองข้าง การหิ้วโครงสร้างที่มีแรงกระทำในแนวดิ่งและแรงกระทำกลับคืนขึ้นไป คล้ายโครงสร้างการหิ้วของสะพาน เดินโฉบด้านในอีกนิด ไปดูบันไดแบบ Freestanding Structure ที่มีจุดบรรจบเพียง 2 จุด บริเวณชานพักไม่มีเสาเลยสักต้น! เป็นความเก๋าของนักออกแบบที่ผสานหลักวิศวกรรมได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

ใหม่อีหลี – ม่วนอีหลี – มักอีหลี

น้ำมันลดไปไม่มาก ก็มาจบทริปกันที่ ‘ใหม่อีหลี’ แกลเลอรี่งานศิลปะข้างบึงแก่นนคร สถานที่ที่เราได้พักดื่มชา-กาแฟในคาเฟ่ และเดินชมงานศิลปะตั้งแต่หน้าประตูแกลเลอรี่ จนถึงด้านในที่ชวนเราไปสัมผัสวัฒนธรรมภาคอีสานผ่านงานศิลปะที่ คุณเอริค บุนนาค บูทซ์ ผู้ก่อตั้งที่นี่ขึ้นมา ถัดจากแกลเลอรี่ใหม่เอี่ยมของเชียงใหม่

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

ตอนนี้กำลังจัดนิทรรศการ ‘A Minor History | ประวัติศาสตร์กระจ้อยร่อย’ โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ให้ได้ชมด้วย พวกเรานั่งลงบนเก้าอี้อย่างเงียบเชียบ ตัวหนังสือวิ่งขึ้นเป็นแนวตั้งคำต่อคำ เป็นการฉายโปรเจกเตอร์แบบสลับด้านให้มาฉายบนผ้าขาว จะอ่านออกได้ด้านเดียว ซึ่งคือด้านที่มีเก้าอี้ให้รับชม

นิทรรศการนี้น่าสนใจตรงที่เป็นการเล่าเรื่องของคนธรรมดาตัวเล็ก ๆ ฉีกกรอบประวัติศาสตร์แบบเดิม ที่มักเป็นเรื่องเล่าจากมุมมองผู้มีอำนาจเพียงฝ่ายเดียว

พระอาทิตย์เกือบลับขอบฟ้า พวกเราทั้ง 20 คนถ่ายภาพร่วมกัน ก่อนเอ่ยคำร่ำลาเพื่อเตรียมตัวกลับไปทำงานตามเดิม ขอนแก่นสำหรับใครบางคนในคาราวานเวสป้าวันนี้เป็นเมืองที่เขาเคยไม่รู้จัก แต่หากมีรถคู่ใจสักคัน เพื่อนรู้ใจสักคน รับรองว่าจะท่องเที่ยวเมืองนี้ได้สนุกเหมือนกับทริปนี้แน่ ๆ

ขอนแก่นและอีกหลายสถานที่กำลังรอให้คุณมาค้นพบเช่นเดียวกับเรา ไม่ต้องไปไหนไกล เริ่มจากสตาร์ทรถแล้วบึ่งไปเลาะโลด!

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load