นี่เป็นบันทึกช่วงหนึ่งของชีวิตที่เจอกับโรคระบาดครั้งใหญ่ในปี 2019 ลากยาวมาปี 2020

ปกติเราเป็นคนที่ใช้รถไฟในการเดินทางตลอด ไม่ว่าจะเป็นรถไฟไทย BTS MRT ARL จะว่าไปก็รถไฟทุกแบบนั่นแหละ โดยทั่วไปรถไฟจะคนแน่นมากถึงมากที่สุด หากเป็นรถไฟฟ้าคงชินกับภาพคนที่ยืนกันเต็มชานชาลา ประตูเปิดปั๊บก็ต้องแย่งกันเข้าไปในรถ ยืนเบียดกันตรงประตู ไม่ค่อยเดินเข้าข้างใน 

หรือถ้าเป็นรถไฟไทยก็มีหมดทั้งนั่งทั้งยืน ทั้งรถไฟทางไกล รถไฟชานเมืองที่ผู้คนเดินทางกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ไม่น่าเชื่อว่าวันนึงมันเปลี่ยนภาพไปจริงๆ

COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน
COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน

เริ่มต้น

ปลายปี 2019 เริ่มมีกระแสเข้ามาในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่แพร่ระบาดมาจากจีน แถมเคลมกันว่ารุนแรงกว่า SARS หรือไข้หวัดใหญ่ H1N1 ซะอีก ตอนนั้นยังมีเหตุการณ์อื่นที่สร้างความสนใจให้กับคนไทยมากกว่าเรื่องนี้ และอีกอย่างคนยังมองว่ามันเป็นเรื่องที่แสนจะไกลตัวและไม่มีทางมาถึงไทยได้ง่ายๆ หรอกน่า

จนกระทั่งเริ่มมีข่าวการติดเชื้อในประเทศไทย เริ่มมีคนป่วย เริ่มมีการให้กักตัวของคนที่เดินทางมาจากจีนหรือประเทศที่มีผู้ติดเชื้อ จำนวนผู้ติดเชื้อในโลกเริ่มเพิ่มจำนวนขึ้น ทำให้ชื่อเสียงของโคโรนาไวรัส 2019 ต้นกำเนิดโรค COVID-19 เริ่มโด่งดังมากขึ้นและเกิดการตื่นตัวที่เพิ่มขึ้นในประเทศไทย ตอนนั้นการตามข่าว COVID-19 แทบจะเป็นงานประจำวันของเราที่คอยดูว่าจำนวนมันจะเพิ่มขึ้นแค่ไหน คงที่ไหม หรือมีแนวโน้มลดลง

ช่างน่าตกใจที่มันดันไม่ลดลง แถมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 

มาตรการทำงานที่บ้านและการดูแลตัวเองเริ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน คนเริ่มไม่ค่อยออกจากบ้าน ระบบขนส่งมวลชนเริ่มมีคนน้อยลง ยิ่งมีข่าวจากญี่ปุ่นว่าขนส่งมวลชนคือหนึ่งในปัจจัยการกระจายของผู้ติดเชื้อ ยิ่งทำให้คนวิตกกังวลกันสุดๆ จนหน่วยงานด้านขนส่งต่างๆ ต้องออกมาประกาศกันยกใหญ่ว่ามีมาตรการป้องกันและการทำความสะอาดเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการ จนกระทั่งเริ่มมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลก็เลยประกาศมาตรการควบคุมออกมา 

COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน

จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์นี้ที่มีผลกระทบต่อรถไฟก็สตาร์ทเครื่องเมื่อวันที่มาเลเซียปิดชายแดน และรถไฟที่วิ่งระหว่างไทย-มาเลเซียต้องงดให้บริการเมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2563 ก่อนจะตามมาติดๆ ด้วยการปิดด่านพรมแดนฟากไทย-ลาว ที่หนองคาย ทำให้รถไฟที่วิ่งระหว่างหนองคาย ประเทศไทย กับท่านาแล้ง สปป. ลาว ก็ต้องระงับการให้บริการด้วยเช่นกัน ก่อนที่จะเริ่มงดขบวนรถไฟนำเที่ยวที่ปริมาณคนทิ้งตั๋วไม่เดินทางมีเยอะมากจนทั้งขบวนนับหัวคนเดินทางได้

COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน

สถานการณ์นี้ทำให้ผู้ให้บริการระบบรถไฟต่างๆ ในไทยก็ต้องยกระดับมาตรการเพื่อป้องกันโรคแพร่ระบาด ทั้งระดมทำความสะอาดถี่ขึ้น เช็ดทุกพื้นที่อย่างละเอียด พ่นยาฆ่าเชื้อ วางเจลแอลกอฮอล์ให้ผู้โดยสาร จนตอนหลังต้องเริ่มล่ามโซ่เอาไว้เพราะโดนฉกไปบ่อยเหลือเกิน ออกกฎให้ผู้โดยสารต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าทุกครั้งที่เดินทางด้วยรถไฟทุกระบบ และสุดท้ายที่พีกที่สุดแล้วคือ Social Distancing กำหนดที่นั่งให้ผู้โดยสารนั่งตามจุดกันเลยทีเดียว

COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน
COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน
COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน
COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน
COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน
COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน

สำหรับ BTS MRT ARL นั้น ยังมีความจำเป็นที่ยิ่งยวดต่อการใช้ชีวิตประจำวันมากพอควร เพราะยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังต้องทำงาน แต่ที่สร้างความช็อกให้กับแฟนคลับรถไฟมากที่สุด คงเป็นรถไฟไทยที่เป็นรถไฟระบบเดียวในประเทศที่ต้องงดให้บริการบางขบวน ด้วยเพราะเป็นระบบรถไฟที่เดินทางไปทั่วประเทศ

COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน
COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน

เริ่มงด

เมื่อรัฐบาลประกาศให้วันสงกรานต์เป็นวันทำงานตามปกติ และการรถไฟประกาศให้ผู้โดยสารที่จองตั๋วไว้ตั้งแต่ก่อนวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2563 คืนตั๋วได้เต็มราคา ตอนนั้นยังมีรถไฟแค่ไม่กี่ขบวนที่หยุดวิ่ง โดยส่วนใหญ่รถไฟทางไกล รถไฟชานเมือง รถไฟท้องถิ่น ก็ยังให้บริการตามปกติ จนกระทั่งตัวเลขผู้ติดเชื้อมีจำนวนมากขึ้น 

การรถไฟก็เลยตัดสินใจเริ่มงดรถไฟหลายขบวนตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป ผู้คนที่จองตั๋วกันไว้แล้วก็เลยต้องแห่มาคืนตั๋วกันจนเป็นปรากฏการณ์แถวคืนตั๋วยาวกว่าการซื้อตั๋ว รวมถึงออกมาตรการจำกัดที่นั่งในตู้รถไฟที่ยังวิ่งให้บริการอยู่ให้รถนั่งเหลือที่นั่งแค่ 25 เปอร์เซ็นต์ และรถนอนเหลือที่นั่ง 50 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่ขายตั๋วเพิ่มหากทุกที่นั่งจองเต็มแล้ว

นั่งกันเหงาๆ เลย

COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน
COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน

แน่นอน ถึงรถไฟหลายขบวนหยุดวิ่ง แต่เราก็ยังต้องไปทำงานตามปกติโดยใช้รถไฟสุดที่รักในการเดินทางตามเดิม สิ่งที่เห็นทุกเช้าและเย็นคือคนบางตาลงมาก อาจเป็นเพราะรถไฟชานเมืองถูกเพิ่มตู้ให้ยาวขึ้น เพื่อลดการนั่งและยืนที่แออัด ก็ยังเห็นได้ว่าคนส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงรถเมล์แล้วมาใช้รถไฟแทน เพราะมีรอบเวลาชัดเจน วางแผนได้ เพราะรถเมล์ส่วนใหญ่หากมีคนยืนมากเกินไป คนก็ไม่สะดวกใจจะขึ้นเท่าไหร่

COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน

ตอนนั้นถ้ากวาดตามองในลิสต์ของขบวนรถไฟทั้งประเทศก็ยังมีรถไฟวิ่งอยู่ราวๆ 60 เปอร์เซ็นต์ ของทั้งประเทศไทย จนกระทั่งรัฐบาลประกาศเคอร์ฟิวช่วงหลังเที่ยงคืน ทำให้รถไฟระหว่างเมืองที่วิ่งตอนกลางคืนปลิวยกกระดานและมีประกาศจากการรถไฟกันแบบฉุกเฉินสุดๆ ให้เหลือบริการเฉพาะรถไฟเที่ยวกลางวันและไม่คาบเกี่ยวเวลาเคอร์ฟิวเท่านั้น

นอกเหนือไปจากนั้น กระบวนการในการนั่งรถไฟก็เพิ่มขึ้นมา จากเดิมเข้าสถานี ซื้อตั๋ว เดินขึ้นรถ ตอนนี้ต้องปรับเปลี่ยนความเคยชินอีกนิดหน่อย ต้องตรวจอุณหภูมิและล้างมือก่อนเข้าสถานี ก่อนซื้อตั๋วต้องกรอกข้อมูลเพื่อใช้ในการติดตามตัวถึงจะซื้อตั๋วได้ และต้องใส่หน้ากากบนรถไฟและในสถานีตลอดเวลาแม้แต่ผู้ปฏิบัติงาน แม้จะดูวุ่นวายขึ้นจากเดิม แต่ก็เป็นวิธีการที่ดีไม่น้อยสำหรับสวัสดิภาพของเราเอง และเป็นที่น่าดีใจที่หลายๆ คนปรับตัวได้เป็นอย่างดีทีเดียว

COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน
COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน
COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน

ยกกระดาน

เราพยายามนึกอยู่ตลอดว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมา 30 กว่าปีในชีวิตเรามีช่วงไหนบ้างที่รถไฟเจอกับเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องหยุดวิ่งเยอะขนาดนี้

น้ำท่วมใหญ่ พ.ศ. 2538 ก็ไม่ใช่ทั้งหมด ยังมีบางสายที่วิ่งได้อยู่ แต่ตอนนั้นเรายังเด็ก ภาพที่จำได้คือมีรถไฟวิ่งลุยน้ำด้วยความเร็วต่ำๆ มีภาพน้ำท่วมทางรถไฟ มีภาพคนลุยน้ำ

น้ำท่วมใหญ่ พ.ศ. 2554 นั่นก็เหมือนกัน ยังมีรถไฟบางสายที่วิ่งได้อยู่ แต่ก็ลุ้นระทึกพอสมควร เพราะสถานการณ์มันแย่ลงเรื่อยๆ มวลน้ำก้อนใหญ่ค่อยๆ คืบคลานเข้าใกล้กรุงเทพฯ จากตอนแรกงดเฉพาะโซนต่างจังหวัด ก่อนค่อยๆ ร่นลงมายกเลิกหลายขบวนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่มันก็ยังเดินรถได้เป็นช่วงๆ เฉพาะที่ไม่ได้มีปัญหากับเรื่องน้ำท่วม 

เรายังจำได้ดีว่าเราเพลิดเพลินกับการนั่งรถไฟสายอีสานตอนนั้นมาก เพราะมันถูกเอาไปวิ่งในเส้นทางสายฉะเชิงเทรา-องครักษ์-แก่งคอย ที่มีแต่รถสินค้า เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้คนรักรถไฟทั้งหลายตายตาหลับ เมื่อได้นั่งรถไฟผ่านเส้นทางที่พวกเขาไม่เคยได้นั่งผ่านมาก่อน

แต่กับเหตุการณ์นี้มันไม่ใช่เลย 

เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันจะอีกนานแค่ไหน จะสิ้นสุดที่ตรงไหน 

COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน
COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน

ปริมาณคนที่เดินทางเริ่มน้อยลง แม้แต่รถไฟชานเมืองที่มีคนมากมายอาศัยมาทำงาน จนในที่สุดวันที่ 8 เมษายน ก็เหลือรถไฟวิ่งอยู่ทั้งหมด 54 ขบวน จาก 200 กว่าขบวน นั่นหมายความว่ามีรถไฟที่งดวิ่งเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ โดยรถไฟระหว่างเมืองกลางคืนทุกขบวน รถไฟนำเที่ยว รถไฟระหว่างประเทศ รถไฟสายแม่กลอง หยุดให้บริการทั้งหมด เหลือเพียงรถไฟระหว่างเมืองกลางวันบางขบวน รถไฟชานเมือง และท้องถิ่นบางขบวนที่ยังจำเป็นกับการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนที่ยังต้องทำหน้าที่ของตัวเองอยู่

COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน
COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน

รถไฟที่ยังให้บริการอยู่เพิ่มความยาวตู้จากเดิม 1 – 2 เท่า เพื่อลดความแออัดจากรอบที่น้อยลง

จริงอย่างที่เขาบอกว่าอะไรที่ไม่เคยเห็นก็จะได้เห็นในยุคนี้

รถไฟชานเมืองจากเดิมที่มีความยาวแค่ 5 – 8 ตู้ กลายเป็นยาวถึง 16 ตู้ 

รถไฟระหว่างเมืองที่ยังวิ่งอยู่เพิ่มความยาวจากเดิมมาเป็นเท่าตัว กลายเป็นภาพที่คนรักรถไฟตื่นเต้นกันเป็นทวีคูณ เพราะเราไม่ได้เห็นภาพรถไฟที่ยาวเหยียดขนาดนี้มานานแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้ หลายคนอยากออกไปถ่ายรูปมากแต่ก็ต้องอดใจเอาไว้ก่อน

COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน
COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน
COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน

เราไม่เคยเห็นสถานีรถไฟกรุงเทพเงียบเหงาขนาดนี้มาก่อน ไม่มีคนในห้องโถงเลยตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน ชานชาลาที่เคยมีคนเดินขวักไขว่เงียบกริบ รถไฟที่จอดอยู่ในชานชาลาดูเหมือนจะนอนหลับอยู่ตลอดเวลา ช่องขายตั๋วที่เคยมีคนยาวเหยียดกลับมีแต่ความว่างเปล่าเงียบเหงา บอร์ดหน้าจอที่บอกว่ารถไฟเที่ยวสุดท้ายจะออกจากสถานีในเวลา 18.25 น. จากที่เที่ยวสุดท้ายเคยออกตอน 5 ทุ่ม แม้แต่ป้ายบอกเส้นทางของรถไฟก็ถูกถอดออกจากตู้มาวางรวมกัน มองแล้วยิ่งย้ำเข้าไปอีกว่า มีรถไฟหลายขบวน หลายเส้นทาง ที่ต้องหยุดพักตอนนี้

COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน

สถานีระหว่างทางก็ไม่ต่างกัน 

สถานีเงียบเหงามาก ไม่มีผู้คนตั้งแต่ฟ้ายังสว่าง บรรยากาศมันอึมครึมและเงียบเชียบอย่างบอกไม่ถูก และยิ่งสะเทือนใจเรายิ่งกว่า เมื่อบอร์ดเวลาเข้าออกของรถไฟนั้นเต็มไปด้วยคำว่า ‘งดให้บริการ’ เหลือเว้นว่างไว้แค่ไม่กี่ขบวนที่ยังได้ไปต่อ 

นี่คงเป็นเหตุการณ์ที่หนักหนาที่สุดของรถไฟที่เราเคยเห็นตั้งแต่อยู่กับรถไฟมา 30 กว่าปี

COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน
COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน

อย่างไรก็ดี สิ่งที่เราต้องขอบคุณคือพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่อีกหลายๆ คน ทุกส่วน ทุกหน้าที่ ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็น รฟท. BTS MRT ARL ที่ยังให้บริการผู้โดยสารอีกหลายชีวิตที่ยังต้องพึ่งพารถไฟในการเดินทาง เขายังต้องทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป เพราะรถไฟยังหยุดไม่ได้ ตราบใดที่ประชาชนยังใช้ชีวิตตามปกติโดยไม่ได้ถูกจำกัด 24 ชั่วโมง

ขอบคุณที่ดูแลพวกเราเป็นอย่างดี และขอเป็นกำลังใจให้ผ่านช่วงที่หนักหนาที่สุดช่วงนี้ไปให้ได้ 

จะรอเธอกลับมาวิ่งเต็มตารางเหมือนเดิม ในวันที่ทุกอย่างมันดีขึ้นและเข้มแข็งขึ้น ระหว่างนี้ก็พักผ่อนก่อนหลังจากที่เหนื่อยมาหลายปีไม่ได้หยุดพักเลย

COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน
COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน
COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน
COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

“ชอบรถไฟสายไหนมากที่สุด” 

เป็นคำถามยอดนิยมที่โดนถามตลอด เมื่อคู่สนทนารู้ว่าเรานั่งรถไฟมาแล้วทั่วราชอาณาจักรไทย และคำตอบก็มักจะเหมือนเดิมว่าเราชอบทุกสาย ทุกสายไม่เหมือนกัน แต่สายที่ชอบที่สุด บอกได้เต็มปากเต็มคำเลยว่า สายใต้ โดยเฉพาะเส้นทางสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ปลายด้ามขวาน ที่เริ่มนับจากสถานีชุมทางหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ผ่านปัตตานี ยะลา และไปสุดที่สถานีสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เต็มไปด้วยการเติมเต็มความสุขจนล้นออกจากปากได้หลากหลายมาก ทั้งของกิน ธรรมชาติ ผู้คน รวมถึงความเร็วรถไฟในระดับที่เรียกว่าซิ่ง น่าจะไม่ผิดเท่าไหร่

ความชอบของเราเริ่มจากเป็นสายที่ไปยากที่สุด เพราะไกลที่สุดจากกรุงเทพฯ ด้วยระยะทางกว่าพันกิโลเมตร นั่งรถไฟที่ใช้คำว่าตูดด้าน ถ้าคุณเลือกนั่งชั้นสาม แต่คุณจะรู้สึกสบายสุด ๆ ถ้ามารถนอน นั่นหมายความว่าการจะได้ไปเยือนทางรถไฟสุดทางที่สุไหงโก-ลก เป็นเรื่องยากมาก ๆ สำหรับเด็กบ้ารถไฟในวัยเรียน ที่เงินในกระเป๋ายังไม่มากพอจะนั่งรถนอน

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

การเดินทางไปเส้นทางรถไฟสายหาดใหญ่ – สุไหงโก-ลก เกิดขึ้นครั้งแรกก็ปาเข้าไปช่วงทำงานแล้ว ตอนนั้นเรากลัวนะจากข่าวที่เคยได้ยิน แต่ไหน ๆ แล้ว การลงไปครั้งนั้นต้องไปหาคำตอบกับตัวเองให้ได้ว่าน่ากลัวจริงหรือเปล่า

คำตอบที่เราได้กับตัวเองคือ ทางรถไฟสายนี้ก็เหมือนกับทางรถไฟทั่ว ๆ ไป มีสถานี มีเส้นทาง มีสะพาน มีเรื่องเล่า มีธรรมชาติ และที่สำคัญคือมี ‘คน’ ที่ทำให้รถไฟสายนี้มีชีวิตชีวาไม่เหมือนใคร ในความเป็นชุมชนที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติ การอยู่ร่วมกันอย่างผสมผสานของคนพื้นถิ่นต่างศาสนา แต่การใช้ชีวิต อาหารการกิน และการเดินทางกลับเหมือนกันอย่างลงตัวและเชื้อเชิญให้เราไปทำความรู้จัก

เมื่อมีครั้งแรก ก็ต้องมีครั้งต่อ ๆ มา

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

ปกติแล้วเราจะนั่งรถเร็ว 171 กรุงเทพฯ – สุไหงโก-ลก ลงไปใต้สุดเสมอ เพราะเป็นรถที่ใช้เวลาเดินทางนานที่สุด (เขามีแต่เดินทางให้น้อยที่สุด ไอ้นี่แปลก) ออกจากกรุงเทพฯ ในช่วงเที่ยงครึ่ง ถึงหาดใหญ่ในช่วงเช้ามืด จอดรออีกประมาณครึ่งชั่วโมงเพื่อรอฟ้าสาง ก่อนจะเดินทางต่อไปถึงปลายทาง

รถไฟขบวน 171 มีความยาว 10 กว่าตู้ เป็นรถนั่งชั้นสามไปแล้วค่อนขบวน มีรถนั่งชั้น 2 พัดลมปรับเอน และรถนอนชั้น 2 แอร์เย็นฉ่ำอยู่ท้ายขบวน ระยะทางที่มันเดินทางนั้นร่วมหนึ่งพันกิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางที่เรียกได้ว่าใครนั่งชั้น 3 ก็คือเตรียมตัวเข้าคลาสกายภาพบำบัด หรือหาหมอนวดมาช่วยเหลือร่างกายโดยทันที

ขบวนรถไฟสายสุไหงโก-ลก เป็นหนึ่งในขบวนยอดนิยม มีผู้โดยสารจำนวนไม่น้อยเลยที่เดินทางในทุก ๆ วัน และตั๋วเต็มเร็วเสียยิ่งกว่าใคร อาจเป็นเพราะรถไฟคือการเดินทางที่สะดวกที่สุดสำหรับระยะไกลขนาดนี้ และที่สำคัญ เส้นทางที่มันผ่านถือว่าเข้าเมืองแบบตรง ๆ ชนิดถนนเส้นหลักต้องอ้อมไปมา จึงทำให้คนใต้นิยมนั่งรถไฟมาก แม้ว่าสายการบินต้นทุนต่ำจะมาแย่งลูกค้าไปบางส่วน 

กระนั้นแล้วความนิยมในการใช้รถไฟของพี่น้องชาวใต้ก็ยังคงเรียกได้ว่าอุ่นหนาฝาคั่ง เพราะนอกจากตัวเลือกของชั้นโดยสารมีมากมายแล้ว การเอาสัมภาระติดตัวมานั้นก็พกน้ำหนักมาได้มากกว่าเครื่องบินหลายเท่าตัว แถมถ้ารู้สึกเมื่อยขบ ก็ลุกขึ้นเดินยืดเส้นยืดสาย หรือแม้แต่อาบน้ำบนตู้รถไฟยังทำได้เลย

ไม่แปลกใจเลยถ้าตู้นอนจะเต็มเร็วขนาดนี้

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

สงขลา

จากสถานีกรุงเทพด้วยระยะทาง 945 กิโลเมตรมาถึง ‘สถานีชุมทางหาดใหญ่’ สถานีที่ได้ชื่อว่ามีคนขึ้นลงมากที่สุดในเส้นทางรถไฟสายใต้ สถานีที่ทำหน้าที่เป็นชุมทางสำคัญของทางรถไฟตอนล่างที่แยกออกเป็น 2 ส่วน สายหนึ่งไปเจอกับทางรถไฟของมาเลเซียที่ปาดังเบซาร์ เพื่อมุ่งหน้าไปบัตเตอร์เวอร์ธ (ปีนัง) กัวลาลัมเปอร์ และสิงคโปร์

อีกสายหนึ่งมุ่งหน้าผ่านปัตตานี ยะลา นราธิวาส เส้นทางที่เรากำลังจะเดินทางไป

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

รถไฟทุกขบวนที่มาถึงชุมทางหาดใหญ่นั้นจะต้องจอดนานหลายนาที สาเหตุนั้นคือการตรวจสภาพรถจักร ตรวจสภาพรถ ให้มีความพร้อมก่อนเดินรถเข้าไปในเขตที่เรียกกันว่า ‘พื้นที่สีแดง’ บางขบวนก็ตัดตู้ให้สั้นลง

ในขณะที่จอดอยู่นั้น แขกกลุ่มใหม่ก็เริ่มเดินขึ้นมาบนรถในทุก ๆ ตู้ ลักษณะของแขกกลุ่มใหม่คนที่ไม่คุ้นเห็นแล้วอาจจะตกใจได้ เขาคือเหล่าอาสาความมั่นคงในชุดเครื่องแบบคอยคุ้มกันความปลอดภัยในพื้นที่สีแดง ให้แก่ขบวนรถไฟทุกขบวนที่ต้องวิ่งในเส้นทางสายสุไหงโก-ลก

นอกจากกระบวนการหลังบ้านแล้ว การจอดที่หาดใหญ่นาน ๆ ก็เป็นช่วงเวลาอันดีที่เราจะได้สรรหาของกินเพื่อสะสมสำหรับการเดินทาง ข้าวเหนียวไก่ทอดสีส้มโรยหอมเจียว เนื้อเค็มสีน้ำตาลเข้ม คืออาหารประจำสถานีชุมทางหาดใหญ่ แต่ก็เตือนไว้ก่อนว่าอย่าเพิ่งซื้อเยอะ เพราะมีอีกหลายสถานีข้างหน้าที่ของกินอร่อย ๆ รอเราอยู่ การเลือกสรรเมนูต่าง ๆ แล้วลิ้มชิมรสไปกับการเดินทางความสนุกของการเดินทางด้วยรถไฟไทย ที่สำคัญ มันทำให้เราได้รู้จักอาหารท้องถิ่นมากขึ้น

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

การตรวจสอบขบวนรถทั้งหมดเรียบร้อย รถไฟก็ออกเดินทางต่อเมื่อสิ้นเสียงระฆัง

เมื่อออกจากหาดใหญ่ สภาพสองข้างทางมีความเป็นเมืองขยายใหญ่โต การตัดทางรถไฟมาถึงได้สร้างจำนวนประชากรให้หลั่งไหลมาอยู่ในเมืองเศรษฐกิจแห่งนี้ ตึกรามบ้านช่องมากมายเกิดขึ้น ขยายอาณาเขตกว้างขวางจนรู้สึกได้เลยว่าหาดใหญ่เป็นเมืองหลวงของภาคใต้ตอนล่างได้ไม่ยาก ก่อนที่ภาพเมืองจะค่อย ๆ เลือนไปแล้วธรรมชาติเข้ามาแทนที่

แม้ว่ารถไฟจะออกจากหาดใหญ่มาแล้ว แต่คนในขบวนไม่ได้บางตาลงเลย ส่วนหนึ่งก็ขึ้นมาจากหาดใหญ่เพื่อเดินทางไปปัตตานี ยะลา นราธิวาส ด้วย นั่นเป็นเพราะการเดินทางด้วยถนนนั้นมีเส้นทางที่อ้อมกว่า ไม่ได้ตัดเข้าเมืองตรง ๆ อย่างรถไฟ การเดินทางด้วยขบวนรถเร็ว ไม่ได้จอดทุกสถานี เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้โดยสารที่ไม่ต้องการนั่งรถไฟท้องถิ่นแบบจอดทุกสถานี ยิ่งการซื้อตั๋วรถไฟตู้นอนในช่วงเวลากลางวันในราคาพิเศษแบบไม่คิดค่าเตียงในราคาประหยัด ทำให้ตู้นอนที่แต่ก่อนเมื่อมีคนลงแล้วก็ลงเลย กลับมีคนตีตั๋วขึ้นมาจนทำให้ที่นั่งไม่ว่างเปล่า

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

สถานีเทพา เป็นสถานีไม้เล็ก ๆ ตั้งอยู่ในทางโค้ง ด้านหลังสถานีเป็นบ้านเรือน ต้นไม้ใหญ่ และถังเติมน้ำรถจักรไอน้ำ อนุมานได้ว่าในอดีต สถานีเทพาเป็นหนึ่งในสถานีสำคัญของเส้นทางสายใต้ นอกจากด้านการเดินรถไฟแล้ว อาหารการกินของที่นี่เรียกได้ว่า เมื่อไหร่ที่รถไฟมาถึง เราต้องชะเง้อตัวคอยเรียกแม่ค้าที่หอบหิ้วกระเช้าเตรียมค้าขายที่ริมหน้าต่าง

เทพาอาจจะไม่คุ้นหูมากนักกับคนทั่วไป แต่ถ้าใครสักคนเคยอ่านหนังสือเรื่องผีเสื้อและดอกไม้ ที่นี่คือฉากหลังของเรื่องราวอันสละสลวยสวยงามของเด็กหนุ่มสาวชาวใต้ จนกลายเป็นหนังไทยอมตะเรื่องหนึ่ง บรรยากาศในหนังมีหลายอย่างที่ยังเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นตัวอาคารสถานี ต้นไม้รกครึ้ม ผู้คนที่ขายของบนชานชาลา สะพานข้ามแม่น้ำขนาดใหญ่ ส่วนสิ่งที่หายไปแล้วแน่ ๆ คือการขึ้นไปนั่งบนหลังคารถไฟและหัวรถจักรไฮดรอลิกส์รุ่นเก่า ถ้าใครได้ดูหนังเรื่องนี้ก่อนนั่งรถไฟสายสามจังหวัดชายแดนน่าจะอินได้ไม่ยาก

สำหรับสถานีเทพา แกงเขียวหวานไก่ใส่ฟัก พร้อมไก่ทอดสีส้มรสเค็มราดบนข้าวสวยร้อน ๆ หอมกรุ่น คืออาหารห้ามพลาด ความคล่องแคล่วของแม่ค้าที่วิ่งหิ้วของมาเสนอขายตรงหน้าต่าง แข่งกับเวลาที่รถไฟจอดเพียงน้อยนิดแค่ 1 นาที เพียงแค่คุณเอ่ยปากไปว่าจะเอากี่กระทง เจ้าอาหารเช้าซิกเนเจอร์แห่งเทพาก็พร้อมเสิร์ฟเป็นชุด

รสชาติหวาน ๆ เผ็ด ๆ ของฟักนั้นเข้าเนื้อมาก กัดไปแล้วไม่จืดเลย ส่วนไก่ก็เค็มกำลังดี กินเพลิน ๆ พร้อมเลียนิ้วมือ ถือได้ว่าเป็นอาหารสวรรค์ของคนนั่งรถไฟสายนี้

เมื่อก่อนข้าวที่นี่ขายเป็นกระทงใบตองจริง ๆ แต่ช่วงหลัง ๆ สังเกตได้ว่ามาเป็น Traveling Kit ในถุงพลาสติก ป้าแม่ค้าบอกว่ามันง่ายกับการกิน ถ้าเป็นกระทงใบตอง จะร้อนมือเวลาจับ เมื่อราดแกงลงไปมันจะแฉะและกินลำบาก ป้าเลยอำนวยความสะดวกให้ด้วยการบรรจุข้าวใส่กระทง โปะไก่ไว้ แล้วจับแต่ละชุดลงถุงพร้อมช้อน พอขายก็ค่อยราดแกง ตอนกินก็พุ้ยเข้าปากได้โดยไม่ต้องเอามือน้อย ๆ ประคองกระทงใหญ่ กินหมดก็รวบทุกอย่าง (รวมถึงขยะอื่น ๆ) เข้าถุงแล้วเอาไปหย่อนในถุงขยะบนรถไฟต่อไป

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

ปัตตานี

สถานีปัตตานี เป็นอีกที่หนึ่งที่มีคนขึ้นลงหนาตา จริง ๆ แล้วสถานีนี้ไม่ได้ชื่อปัตตานีมาแต่อ้อนแต่ออก นามที่แท้จริงคือสถานีโคกโพธิ์ ด้วยเพราะสถานีนี้ตั้งอยู่ในอำเภอโคกโพธิ์ ห่างจากตัวเมืองปัตตานีไปราว ๆ 20 กิโลเมตร แต่เพราะว่าทั้งจังหวัดปัตตานีทางรถไฟผ่านที่นี่ที่เดียว และซ้ำยังเป็นสถานีประจำจังหวัดอีก สถานีโคกโพธิ์จึงเปลี่ยนชื่อเป็นสถานีปัตตานี แล้วมีวงเล็บห้อยท้ายว่า ‘โคกโพธิ์’ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน และยังคงชื่อสถานีตามพื้นที่เอาไว้ให้รู้ว่าที่นี่คืออำเภอโคกโพธิ์

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

ออกจากปัตตานีแล้วเราจะผ่านสถานีนาประดู่ และตามมาด้วย สถานีวัดช้างให้ สถานีนี้เป็นที่ตั้งของ วัดช้างให้ราษฎร์บูรณาราม ตามตำนานเล่าว่า เจ้าเมืองไทรบุรีต้องการหาชัยภูมิสำหรับสร้างเมืองใหม่ให้กับน้องสาว จึงได้อธิษฐานปล่อยช้างให้ออกเดินทางไปในป่า ช้างได้หยุดตรงที่แห่งหนึ่งแล้วร้องออกมา 3 ครั้ง เจ้าเมืองจะใช้บริเวณนั้นสร้างเมืองแต่น้องสาวไม่ชอบ จึงได้สร้างเป็นวัดตรงที่นั้นแทน แล้วตั้งชื่อว่าวัดช้างให้

นอกจากตำนานวัดช้างให้แล้ว ที่นี่ยังเป็นที่สักการะบูชาหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ที่จะเห็นเหล่าบรรดาชาวพุทธหอบหิ้วของมาไหว้บูชาบ้าง มาแก้บนบ้าง ไม่ก็มาทำบุญบ้างมากับรถไฟแล้วลงที่สถานี เดิมทีที่นี่ไม่มีสถานี ใครจะมาวัดต้องไปลงที่สถานีป่าไร่ หรือสถานีนาประดู่เท่านั้น พอคนมามาก ๆ เข้า ก็เลยอำนวยความสะดวกโดยการสร้างสถานีซะเลย อยู่หน้าวัดชนิดเรียกว่าลงปุ๊บ เดินหน่อยก็ถึงปั๊บ

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

ระหว่างทางนั้นขบวนของเราสวนกับรถไฟท้องถิ่นมาประปราย จะว่าไปแล้วชีวิตคนในสายใต้ตอนล่างใช้รถไฟเดินทางกันเรียกได้ว่าเป็นประจำเลยดีกว่า มีรถท้องถิ่นเชื่อมระหว่างสุไหงโก-ลก ไปสุราษฎร์ธานี จากสุไหงโก-ลก ไปยะลา หรือแม้แต่ไปนครศรีธรรมราชหรือพัทลุง 

ขบวนที่สวนมา เต็มไปด้วยผู้คนทุกที่นั่ง ตู้ขบวนก็สีไม่เหมือนกับรถไฟแถวกรุงเทพฯ ออกจะเป็นสีเขียว-ขาว ซึ่งเราจะเห็นรถสีนี้ได้แค่ทางสายใต้ตอนล่าง ตั้งแต่ชุมพรลงมาเท่านั้น แถมที่ไม่เหมือนใคร คงเป็นเก้าอี้นั่งที่ทำจากไม้สักสีน้ำตาล เห็นแล้วชวนปวดก้นไม่ใช่น้อย และในทุก ๆ ขบวน จะมีตู้ขนสัมภาระ 1 ตู้ ที่คอยไว้ขนมอเตอร์ไซค์ กล่องพัสดุ ถุงกระสอบใบใหญ่ หรือแม้แต่สะตอและลองกอง

บางทีสีเขียวของตู้โดยสารรถท้องถิ่นสายใต้ อาจจะมีแรงบันดาลใจมาจากสะตอก็ได้มั้ง

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

ยะลา

เรามาถึงครึ่งทางของเส้นทางนี้แล้ว จังหวัดยะลาตั้งอยู่ริมแม่น้ำปัตตานี มีสะพานรถไฟสีดำทะมึนทอดข้ามลำน้ำเข้ามาที่ตัวเมือง ยะลาถือว่าเป็นเมืองที่คึกคักมาก

สถานียะลา ค่อนข้างแปลก ดูเหมือนอาคารพาณิชย์มากกว่าสถานีรถไฟ ทางเข้าเป็นตึกแถวสูงและมีเพียงชานชาลาเท่านั้นเองมั้ง ที่ทำให้รู้ว่าที่นี่คือสถานีรถไฟ

เดิมทีนั้นสถานียะลาก็เป็นอาคารสถานีทั่วไปนี่แหละ การเอาพื้นที่สถานีมาพัฒนาเชิงพาณิชย์นั้นเริ่มต้นมาราว ๆ 20 กว่าปีได้ เมื่อการรถไฟฯ ก็ต้องการหารายได้จากที่ดินของตัวเอง และสถานีรถไฟเองก็เป็นทำเลทองที่พัฒนาเป็นย่านการค้าได้ เพราะตั้งอยู่ในตัวเมืองมีชุมชนล้อมรอบ การสร้างอาคารพาณิชย์ควบรวมกับสถานีรถไฟจึงเป็นทางเลือกหนึ่งในยุคนั้น นอกจากร้านค้าแล้วก็ยังมีสำนักงาน โรงแรม และอื่น ๆ อยู่ในตึกนั้นควบคู่กับสถานีรถไฟ จะเห็นได้ชัด ๆ ก็ที่สถานียะลา ชุมทางหาดใหญ่ อุตรดิตถ์

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

ที่ยะลา เราไม่อยากให้คุณพลาดไก่ฆอและ (ไก่กอและ) เป็นอาหารพื้นถิ่นรสชาติจัดจ้านด้วยเครื่องเทศคลุกกับกะทิสีออกแดง ๆ รสชาติติดหวาน บ้านเกิดเมนูนี้เขาว่าอยู่ที่ปัตตานี ก่อนจะกระจายมาเรื่อย ๆ ในภาษามลายูจะเรียกว่า Ayam Golek คำว่า Ayam แปลว่าไก่ ส่วน Golek แปลว่ากลิ้ง ก็คงหมายถึงเวลาปิ้งไก่ก็ต้องกลิ้ง ๆ ๆ ไปนั่นแหละ แม่ค้าที่นี่ขายกันคึกครื้น ไม่ต่างอะไรกันกับข้าวแกงกระทงที่สถานีเทพาเลย ถ้าเราช้าก็อาจอดกินได้ ซึ่งแน่นอนเราอด ช่างน่าเศร้า มาตั้งไกลไม่ได้กิน

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

ตั้งแต่ยะลาเป็นต้นไป คนบนรถหายไปเกือบครึ่ง มีที่ว่างมากพอให้สลับหน้าต่างซ้ายขวาดูวิวได้มากขึ้น ทัศนียภาพจะเริ่มเปลี่ยนไป ความเป็นป่ามีมากขึ้น มีภูเขาที่ยอดจับด้วยเมฆและหมอกกระจายตัวไปทั่ว อากาศเย็นสบาย ท้องฟ้าใสไร้ฝุ่น บ้านเรือนจับกลุ่มกันเป็นชุมชนที่มีทั้งผสมผสานไทยพุทธและไทยมุสลิม หรือแม้แต่เป็นหมู่บ้านที่มีคนมุสลิมอาศัยอยู่ล้วน ๆ

ทางรถไฟสายนี้ผ่านปัตตานีและยะลาในระยะแค่ไม่กี่กิโลเมตร เหมือนว่าทางรถไฟแค่ตัดผ่านบางส่วนของจังหวัดเท่านั้น สถานีที่ถัดจากยะลาเป็นต้นไปมีการล้อมรั้วเขตสถานีแน่นหนา มีรั้วลวดหนามรวมถึง เราสังเกตได้ว่าตรงสุดขอบรั้วนั้นมีประตูเปิดปิดได้ หมายความว่าเมื่อขบวนสุดท้ายของวันผ่านไป สถานีจะปิดประตูกั้นทางรถไฟเอาไว้ คงด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยของตัวอาคารสถานีและอุปกรณ์ของรถไฟทั้งหมด

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

รถไฟเคลื่อนตัวมาจนถึงชายแดนระหว่างยะลาและนราธิวาส เส้นแบ่งเขตจังหวัดเป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำสายบุรี แม่น้ำเส้นใหญ่ที่โอบล้อมด้วยป่า มีสะพานรถไฟขนาดใหญ่ตั้งอยู่เป็นชุด วิ่งผ่านทีเสียงดังกึงกัง เพื่อนร่วมทางของเราบอกว่าสะพานกลุ่มนี้เป็นเหมือนจุดสังเกตที่บอกคนนั่งได้ว่ากำลังจะถึงสถานีรือเสาะ และเข้าเขตจังหวัดนราธิวาส จังหวัดสุดท้ายของเส้นทาง

นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ

นราธิวาส

สถานีรถไฟตั้งแต่ช่วงนี้เป็นต้นไปจะเริ่มมีชื่อแปลก ๆ ไม่คุ้นหู จากก่อนหน้านั้นเป็นชื่อที่เรารู้สึกคุ้นหู เช่น นาม่วง วัดควนมีด จะนะ เกาะสะบ้า เทพา นาประดู่ คลองทราย หลังจากยะลาก็เข้าสู่พื้นที่ของสถานีชื่อพื้นถิ่น ที่ต้องตั้งใจอ่านและสนุกสนานไปกับการตามหาความหมายว่า สถานีนั้นชื่อแปลว่าอะไร

สถานีรือเสาะ เป็นอีกหนึ่งสถานีสำคัญของเส้นทาง อำเภอนี้คนนิยมเดินทางด้วยรถไฟมาก ทำให้คนในขบวนเริ่มดูโล่งตาขึ้นอีก ชื่อของรือเสาะเป็นภาษามลายู แปลว่า ‘ต้นสักน้ำ’ พันธุ์ไม้ชนิดนี้พบได้ทางภาคใต้ ขึ้นอยู่ริมฝั่งแม่น้ำสายบุรี ลักษณะเป็นไม้เนื้ออ่อนต้นใหญ่ ซึ่งเป็นไม้สักคนละแบบกับของภาคเหนือ คนท้องที่จะเรียกรือเสาะอีกชื่อหนึ่งว่า ‘ยะบะ’ แปลว่าการแสดงความคารวะโดยการจับมือกันด้วยไมตรีจิต

นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ
นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ

ขบวนรถไฟของเราก็ยังคงเดินทางต่อไปเรื่อย ๆ ผ่านสถานีชื่อแปลกหูอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นบ้านสะโลว์บูกิ๊ตยือแร (บูกิ๊ตแปลว่าภูเขา) สถานีลาโละ (ชื่อต้นไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์) สถานีมะรือโบ (ต้นไม้เนื้อแข็งชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นต้นสูงใหญ่ตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน) ที่หยุดรถกะแด๊ะ (อันนี้สะดุดตามากว่าต้องมีคนอ่านผิดแน่ ๆ) จนมาจอดที่สถานีตันหยงมัส

ตันหยงมัส คนจะคุ้นเคยชื่อนี้จากพันธุ์ลองกองสุดอร่อย ตันหยงมัสคือชื่อสถานีรถไฟที่เป็นสถานีประจำจังหวัดนราธิวาส ตั้งอยู่ในอำเภอระแงะ ห่างจากตัวเมืองนราธิวาสไปประมาณ 20 กม.

ตันหยงมัสมีความหมายที่สวยงาม

ตันหยง หมายถึง ต้นพิกุล หรือแหลม (แผ่นดินที่งอกออกไป)

มัส หมายถึง ทอง (มาศ)

ตันหยงมัส คือต้นพิกุลทอง ซึ่งก็มีอีกความหมายหนึ่งเช่นกัน ก็คือ แหลมทอง

นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ

เหลือระยะอีกไม่มากรถไฟขบวนนี้ก็ถึงปลายทางสุไหงโก-ลก หลังจากออกเดินทางมาร่วม 20 ชั่วโมง ช่วงสุดท้ายของการเดินทาง จำนวนผู้โดยสารเริ่มบางตาลงหลังจากลงชุดใหญ่ไปแล้วที่ตันหยงมัส พี่ ๆ อาสาฯ ยังคงทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยบนรถไฟตลอดเวลา พี่อาสาฯ ที่ประจำตู้เราเป็นผู้หญิงดูทะมัดทะแมงในชุดพราง ใบหน้าแต่งด้วยเครื่องสำอางสะสวย พี่สาวอาสาฯ เล่าให้ฟังว่าเป็นอาสาฯ มา 20 ปีแล้ว

“ก็ยังอยากทำงานแบบนี้อยู่เรื่อย ๆ เพราะถ้าไม่ทำงานตรงนี้ก็ต้องไปค้าขาย เขาก็มีเพื่อนอาสาฯ ด้วยกันเยอะนะ หายไปก็หลายคนอยู่ บางคนไม่ได้ร่ำลากันด้วยซ้ำ”

เราถามพี่เขาว่ากลัวไหม พี่สาวตอบแทบจะทันควัน “ไม่กลัว พี่ไม่มีอะไรต้องกลัวแล้ว ชีวิตเรามันก็แค่นี้แหละ พี่มีความสุขกับที่พี่ทำ เขาก็ดูแลเราดี”

“เนี่ย เดี๋ยวออกสุไหงปาดีไปก็ถึงสุไหงโก-ลก แล้ว มากี่วันล่ะน้อง จะไปไหนมาไหนก็หูตาไวหน่อยนะ จริง ๆ มันก็ไม่น่ากลัวหรอก ถ้าคนต่างถิ่นที่ไม่คุ้นก็ต้องช่างสังเกตหน่อย คนโก-ลก ใจดี ลองไปกินก๋วยเตี๋ยวหลังสถานีนะ อร่อยดี” พี่อาสาฯ พูดไหลไปเรื่อยชนิดที่ว่าคนพูดเก่งอย่างเรายังพูดตามไม่ทัน เราแลกเปลี่ยนอะไรกันเยอะมาก เผลอแป๊บเดียวรถไฟก็ถึงสถานีสุไหงโก-ลก ปลายทางของรถไฟขบวนนี้ในช่วงเวลาเกือบเที่ยง

นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ

สุไหงโก-ลก

สถานีสุไหงโก-ลก เป็นสถานีสุดท้ายในเส้นทางสายใต้ และเป็นสถานีที่อยู่ไกลจากกรุงเทพฯ ที่สุด ด้วยระยะทางกว่า 1,159 กิโลเมตร

สุไหง แปลว่า แม่น้ำ

โก-ลก แปลว่า คดเคี้ยว

สุไหงโก-ลก จึงหมายถึงแม่น้ำที่คดเคี้ยว ซึ่งนั่นก็คือแม่น้ำที่กั้นระหว่างประเทศไทยกับรัฐกลันตันของมาเลเซีย ในอดีตนั้นมีทางรถไฟเดินทางต่อไปรัฐกลันตัน ตรังกานู ในประเทศมาเลเซีย และสุดสายอยู่ที่สิงคโปร์

เดิมทีที่นี่เป็นสถานีชายแดนเหมือนกับปาดังเบซาร์ที่ฟากสงขลา ตัวอาคารสถานีตั้งอยู่ตรงกลางมีทางรถไฟล้อมรอบไว้ ถ้าว่ากันตรง ๆ มันคือสถานีที่เป็นชานชาลาเกาะ (Island Platform) ซึ่งในประเทศไทยตอนนี้เหลืออยู่เพียงแค่สถานีสุไหงโก-ลก กับสถานีชุมทางบ้านภาชี ที่อยุธยาเท่านั้น ตัวอาคารมีลักษณะของสถาปัตยกรรมที่แปลกตาทีเดียว จะว่าไทยก็ไม่ไทย จะว่าโมเดิร์นก็ไม่ใช่ น่าจะเป็นรูปแบบผสมผสาน ที่ปลายสุดของชานชาลาฝั่งมาเลเซียมีอาคารหลังคาโดมทรงกลม ส่วนด้านฝั่งประเทศไทยเป็นอาคารหลังคาทรงไทย

นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ
นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ

จากอาคารสถานีมีสะพานลอยข้ามย่านออกไปทางฝั่งอำเภอสุไหงโก-ลก ซึ่งปัจจุบันสะพานไม่ได้ใช้แล้ว ใครจะเดินเข้าอำเภอก็ใช้ทางข้ามบนทางรถไฟได้เลย

ในอดีตสถานีแห่งนี้คึกคักมาก นอกจากเป็นสถานีเชื่อมต่อออกสถานีไปรันตูปันยังที่ฝั่งมาเลเซียแล้ว ที่นี่ยังเป็นแหล่งขนสินค้าจากฝั่งมาเลเซียเข้ามาที่ไทยอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง รวมถึงคนมาเลเซียและคนไทยที่เดินทางข้ามไปมาผ่านพรมแดนแห่งนี้ด้วย 

แม้ว่าในตอนนี้การเดินรถไฟข้ามไปมาระหว่างไทย-มาเลเซียของสุไหงโก-ลก จะปิดตัวลงไป และไม่รู้ว่าจะได้กลับมาเชื่อมกันอีกเมื่อไหร่ แต่ทางการก็ได้ปรับปรุงสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำโก-ลก เผื่อว่าสักวัน ความร่วมมือระหว่างสองประเทศจะทำให้เส้นทางสายนี้ได้กลับมาเชื่อมต่อผ่านเส้นทางรถไฟได้อีกครั้งเหมือนในอดีต

นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ

กลับหาดใหญ่

เราไม่ได้วางแผนที่จะค้างคืนที่นี่ เราเลือกนั่งรถไฟกลับไปหาดใหญ่ พี่ ๆ อาสาฯ ที่มากับขบวนรถเร็ว 171 ก็ต้องเดินทางกลับกับขบวน 172 เพื่อทำหน้าที่คุ้มกันความปลอดภัยต่อ

บรรยากาศการเดินทางกลับไปหาดใหญ่นั้นมันก็เหมือนขามา อากาศช่วงบ่ายค่อนข้างร้อนอบอ้าวทีเดียว ท้องฟ้าใส ๆ ก็เริ่มมีเมฆจับหนาขึ้น บางก้อนดำทะมึน เป็นสัญญาณว่าอีกไม่นานฝนคงเทลงมาแน่นอน แล้วก็จริง อากาศภาคใต้ค่อนข้างเดาใจยาก เดี๋ยวแดด เดี๋ยวครึ้ม เดี๋ยวฝน

นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ
นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ
นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ

เหล่าบรรดาผู้โดยสารเปลี่ยนจากคนลงเมื่อถึงปลายทางในช่วงเช้า กลายเป็นคนที่เริ่มต้นเดินทางเข้ากรุงเทพฯ แทน ผู้โดยสารเริ่มขึ้นมาเยอะขึ้นเรื่อย ๆ ไล่มาตั้งแต่เจาะไอร้อง ตันหยงมัส มะรือโบ รือเสาะ ไล่มาเรื่อย ๆ จากที่นั่งว่าง ๆ เริ่มเต็มจนแน่นตาที่ยะลาและปัตตานี

แดดบ่ายเริ่มคล้อยลง ป่าเขตร้อนที่เขียวชอุ่มเปลี่ยนเป็นทุ่งกว้าง แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเมืองขึ้นเรื่อย ๆ จนในช่วงบ่ายแก่ขบวนรถเร็ว 172 เข้าจอดที่สถานีหาดใหญ่

หลายคนลงจากขบวนรถ และอีกหลายคนขึ้นมาบนรถ กลุ่มอาสาฯ สิ้นสุดภารกิจใจวันนี้แล้ว ก่อนจากกัน พี่สาวอาสาฯ ที่นั่งคุยกันมาตลอดทางบอกว่า “มาเที่ยวใต้อีกนะน้อง ไว้มีโอกาส หวังว่าเราคงได้เจอกันอีกนะ”

“ผมขอบอกว่า โอกาสหน้าเราจะต้องเจอกันอีกนะพี่ รักษาตัวนะครับ”

ภายใต้หน้ากากอนามัยสีฟ้านั้น เราเห็นนัยน์ตาที่บ่งบอกได้ว่าเจ้าของใบหน้ายิ้มอยู่ และเป็นยิ้มที่กว้างน่าดูทีเดียว

นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load