Spoiler Alert! 

สปอยล์ตอนจบของสถานการณ์ไวรัสโคโรนาในเดนมาร์ก คือทุกคนกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติ แต่ไม่เหมือนเดิม เราจะมาเล่าให้ฟังว่าที่เดนมาร์กเรื่องราวเป็นมายังไงและจะดำเนินต่อไปยังไง รายงาน (หน้า) สดจากโคเปนเฮเกน

ก้าวผ่านวิกฤต COVID-19 แบบแดนิชมินิมอลสไตล์ ด้วย More is Less และ Less is More
ผู้คนปฏิบัติตามคำแนะนำ ยืนห่างกันอย่างน้อย 1 – 2 เมตร อย่างเคร่งครัด

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ วันแรกที่พบผู้ติดเชื้อรายแรกในเดนมาร์ก เราต่างรู้กันดีว่าจะเร็วหรือช้าเราก็จะได้พบกัน นับจากวันนั้นตัวเลขผู้ติดเชื้อก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนทะลุ 500 คน เมื่อวันที่ 12 มีนาคม เดนมาร์กจึงตัดสินใจประกาศ Lockdown ขอร้องให้ประชาชนทำงานที่บ้าน ปิดโรงเรียน ห้องสมุด มิวเซียม ผับ บาร์ และที่เที่ยวกลางคืน รวมทั้งห้ามอีเวนต์ทั้งหลาย 

จากนั้นจึงประกาศ Shut Down ปิดพรมแดนแบบจริงจัง ณ วันที่ 14 มีนาคม พ่วงด้วยมาตรการยิบย่อยอีกหลายข้อในวันถัดๆ มา ขยายเวลาปิดประเทศจาก 2 สัปดาห์ เป็น 1 เดือน เพิ่มอีกเป็น 2 เดือน แต่แล้วด้วยความร่วมมืออย่างยอดเยี่ยมของทุกคน (ปรบมือดังๆ) หลังจากผ่านไปเพียงแค่ 1 เดือน เดนมาร์กก็พร้อมเริ่มเปิดประเทศอีกครั้ง ด้วยความมั่นใจ

More is Less

ก้าวผ่านวิกฤต COVID-19 แบบแดนิชมินิมอลสไตล์ ด้วย More is Less และ Less is More
ป้ายบนรถไฟ แนะนำให้ใช้ข้อศอกกดปุ่ม เพื่อลดความเสี่ยงการสัมผัสเชื้อไวรัส

เดนมาร์กเป็นประเทศที่ 2 ในยุโรปที่ประกาศปิดประเทศรับมือโรค COVID-19 ตามหลังอิตาลีเพียงไม่กี่วัน ทั้งๆ ที่จำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศ (เท่าที่ตรวจเจอ) มีเพียงไม่กี่ร้อยคนจากประชากรจำนวน 5.8 ล้านคน นับว่าเป็นการตัดสินใจรวดเร็วเด็ดขาดอันน่าทึ่งของนายกรัฐมนตรีหญิงที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของเดนมาร์ก ด้วยเหตุผลหลักที่ว่า “รัฐบาลจะทำทุกวิธีทาง เพื่อปกป้องประชาชนเดนมาร์ก”

โอย ได้ใจประชาชนไปเต็มๆ ถ้ามงไม่ลงอีกสมัยจะงงมาก! และเราก็เชื่อเช่นนั้น เพราะทุกครั้งที่นายกรัฐมนตรีออกมาแถลง จะเริ่มจากประชาชนเป็นที่ตั้งเสมอ นั้บตั้งแต่แถลงการณ์ครั้งแรกสุดเรื่อง Lockdown จนถึงแถลงการณ์เปิดประเทศอีกครั้ง สิ่งที่นายกฯ ย้ำเสมอ คือประชาชนทุกคนต้องเสียสละอย่างมากเพื่อปฏิบัติตามมาตรการของรัฐบาล รัฐบาลจะต้องทำทุกทางเพื่อให้การเสียสละนี้เกิดประโยชน์สูงสุดและประชาชนเจ็บตัวจากวิกฤตนี้น้อยที่สุด เจ็บแล้วต้องจบให้เร็ว ทำเหลือดีกว่าขาด ทำมากตอนนี้ แล้วจะสูญเสียน้อยในอนาคต

ก้าวผ่านวิกฤต COVID-19 แบบแดนิชมินิมอลสไตล์ ด้วย More is Less และ Less is More
วิธีป้องกันคนกักตุนของ โดยเฉพาะเจลล้างมือแอลกอฮอล์ คือซื้อชิ้นแรกราคาปกติ ซื้อชิ้นที่สองราคา 500 โครน

แม้ว่ารัฐบาลจะสั่งปิดร้านอาหาร ร้านตัดผม ร้านนวด คลินิก สั่งห้ามรวมตัวกันเกิน 10 คน ห้ามเด็กคนละบ้านเล่นด้วยกันเกิน 2 คน และห้ามนู่นนี่นั่นอีกมากมาย แต่คนเดนมาร์กก็เหมือนจะเข้าใจและทำตามอย่างเป๊ะๆ 

ยกตัวอย่างเช่น รัฐบาลแนะนำให้ทุกคนอยู่ห่างกัน 1 – 2 เมตร เวลาคนเดินสวนกันบนทางเท้า จะมีคนหนึ่งลงไปเดินกลางถนน หรือไม่ก็ข้ามไปเดินอีกฝั่งถนน แล้วข้ามกลับมา 

โหย ยอมใจในความพยายามมาก

ส่วนหนึ่งเพราะด้วยพื้นฐานของคนในสังคมที่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน ทุกคนเชื่อว่าสิ่งที่รัฐบาลทำคือเพื่อประชาชนจริงๆ ไม่ได้มีผลประโยชน์ส่วนตัวแอบแฝง และอีกส่วนหนึ่งก็ต้องยกเครดิตให้รัฐบาลที่สื่อสารชัดเจนถึงเหตุผลของการตัดสินใจ จุดประสงค์หลักคือ เพื่อป้องกันและหยุดการแพร่เชื้ออย่างรวดเร็ว ควบคุมจำนวนคนป่วย ไม่ให้เกินศักยภาพที่โรงพยาบาลจะรับมือได้ และจะขยายเวลาไปเรื่อยๆ จนกว่าจำนวนผู้ป่วยในแต่ละวันเริ่มลดลง

ก้าวผ่านวิกฤต COVID-19 แบบแดนิชมินิมอลสไตล์ ด้วย More is Less และ Less is More
ช่องจ่ายเงินในซูเปอร์มาร์เก็ตมีเส้นขีดให้ยืนเข้าแถวเว้นระยะห่างกัน 1 เมตร

สิ่งสำคัญที่ทำให้คนเดนมาร์กรู้จักการรับมือกับโรค COVID-19 แบบไม่แตกตื่นจิตตก คือการให้ความรู้เกี่ยวกับไวรัสนี้แบบง่ายๆ สื่อสารเฉพาะข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนทั่วไป สถานที่ทุกแห่งในเดนมาร์ก ทั้งโรงพยาบาล ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร ร้านค้า ออฟฟิศ ป้ายรถเมล์ มีป้ายแปะให้คำแนะนำว่าเราควรปฏิบัติตัวอย่างไร และอาการของโรคนี้มีอะไรบ้าง ทุกที่ใช้โปสเตอร์จากไฟล์เดียวกันเป๊ะ พรินต์มาจากเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติแห่งชาติ 

ในฐานะประชาชนทั่วไป การที่ทุกคนอ้างอิงจากแหล่งเดียวกันเป็นเรื่องดีมาก เราไม่ต้องไปคิดมากมายว่าจะเชื่อใครดี WHO มีงานวิจัยรองรับมั้ย CDC อัปเดตแค่ไหน และเวลาไปคุยกับใคร ก็ไม่ต้องมาทะเลาะกันว่าทำไมยูไม่ใส่หน้ากาก การทำตัวเนียนเป็นคนเดนมาร์กง่ายมาก

 นอกจากนี้ ในฐานะพนักงานออฟฟิศ สิ่งนี้ทำให้การออกอีเมลแนะนำการปฏิบัติตัวของพนักงานเป็นเรื่องง่าย ไม่ต้องมานั่งประชุมถกกันยืดยาวว่าจะยึดเอาคำแนะนำของใครดี และสำหรับคนอยากรู้เพิ่มเติม ก็ไม่ต้องไปเสิร์ชกูเกิลเองให้เสียเวลา เพราะทุกคนจะได้รับข้อความทางมือถือและอีเมลทาง e-Boks (เป็นเหมือนตู้จดหมายในรูปแบบอีเมล เอาไว้ติดต่อกับหน่วยงานรัฐบาล) ให้ข้อมูลฉบับเต็มเกี่ยวกับไวรัสโคโรนา แบบเนื้อเน้นๆ หลายหมื่นตัวอักษร มีถึง 25 ภาษาให้เลือกอ่าน แบบแปลดีๆ ไม่ใช่ Google Translate พร้อมทั้งบริการสายด่วนและพิมพ์แชตได้ทั้ง 25 ภาษา ตอกย้ำการทำงานของรัฐบาลที่พร้อมปกป้องคนทุกชาติที่อาศัยอยู่ในเดนมาร์ก 

(เฮ้ย พึ่งรู้ตัวว่าเราอวยรัฐบาลเดนมาร์กไปเกือบครึ่งบทความละเนี่ย!) 

ก้าวผ่านวิกฤต COVID-19 แบบแดนิชมินิมอลสไตล์ ด้วย More is Less และ Less is More
ป้ายให้ความรู้เกี่ยวกับไวรัสโคโรนาตามสถานที่ต่างๆ ทั่วเดนมาร์ก

นอกจากรัฐบาล อีกหนึ่งท่านที่มีอิทธิพลต่อขวัญกำลังใจของคนเดนมาร์ก ก็คือ สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์ก ตามปกติแล้วเราจะได้เห็นควีนกล่าวสุนทรพจน์แบบเป็นทางการเพียงแค่ปีละครั้งตอนสิ้นปี และน้อยครั้งมากที่ควีนจะออกมากแถลงอะไรก็ตามเป็นการส่วนตัว แต่ด้วยโคโรนาเป็นวาระระดับชาติจริงๆ เราเลยได้เห็นควีนออกมากล่าวสร้างขวัญกำลังใจให้ทุกคนช่วยเหลือกันและกัน โดยเฉพาะช่วยกันดูแลคนกลุ่มเสี่ยงในสังคม อย่างคนแก่และคนที่มีโรคประจำตัว เน้นย้ำให้ทุกคนอยู่ห่างกันและปฏิบัติตามคำแนะนำของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด

ในวันที่ 16 เมษายน เป็นวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 80 พรรษาของควีน ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันทำให้จัดงานวันเกิดเอิกเกริกแบบปกติไม่ได้ ความน่ารักของควีนคือ พระองค์ทรงขอร้องให้ประชาชนส่งดอกไม้ไปให้ แพทย์ พยาบาล และผู้ป่วยในโรงพยาบาลแทน ส่วนคนเดนมาร์กในแต่ละเมืองก็รวมตัวกันทำอะไรน่ารักๆ (แบบห่างๆ ) เช่น ขับรถไปจอดหน้าโบสถ์แล้วร้องเพลงพร้อมกัน ประชาชนร่วมกันร้องเพลงออนไลน์พร้อมกับวงออร์เคสตรา เชื้อพระวงศ์ทั่วยุโรปส่งวิดีโอมาเซอร์ไพรส์ 

อ้อ และอีกอีเวนต์สำคัญที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตนี้ คือพิธีมอบสัญชาติเดนมาร์กแก่คนต่างชาติ เพราะจับมือ Shake Hand กับควีนไม่ได้ พิธีนี้เลยต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด 

ก้าวผ่านวิกฤต COVID-19 แบบแดนิชมินิมอลสไตล์ ด้วย More is Less และ Less is More
ควีนแถลงป็นกรณีเฉพาะกิจ ขอร้องให้ทุกคนอยู่บ้าน ‘Bliv hjemme’ 

Less is More

และแล้วคนเดนมาร์กก็ทำได้! หลังจากปิดประเทศมาได้ 2 อาทิตย์ นายกฯ ก็ออกมาประกาศข่าวดีว่าตัวเลขจำนวนผู้ป่วยเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ และมีแนวโน้มว่าจะลดลงเรื่อยๆ และถ้าตัวเลขยังคงรักษาระดับลดลงแบบนี้ต่อไป ผ่านพ้นช่วงวันหยุดยาวอีสเตอร์ 2 อาทิตย์หลังจากนี้ เราคงจะได้เริ่มเปิดประเทศกัน

หลังจากแถลงการณ์นี้ออกมา เราสัมผัสได้เลยว่าผู้คนดูผ่อนคลายมากขึ้น เริ่มส่งยิ้มทักทายกันมากขึ้น ไม่ได้เครียดเรื่องการรักษาระยะห่างแบบเป๊ะๆ เท่าเดิม แล้ววันที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง วันที่ 6 เมษายน นายกฯ ออกมาแถลงถึงผลลัพธ์ของการที่ทุกคนช่วยกันอยู่บ้านและรักษาระยะห่างซึ่งกันและกัน ทำให้รัฐบาลเริ่มเปิดประเทศได้ทีละนิด 

ตอนปิดประเทศ ออกกฎมากมาย เล่นใหญ่เกินเบอร์ แต่ตอนเปิดประเทศ จะใช้คอนเซปต์ตรงกันข้าม คือขาดดีกว่าเกิน โดยส่งหน่วยกล้าตายกลุ่มแรกกลับสู่สังคมในวันที่ 15 เมษายน คือเปิดโรงเรียนสำหรับเด็กเล็กชั้นอนุบาลถึง ป.5 เป็นปกติ แต่ต้องทำตามกฎระเบียบด้านความสะอาด เช่น พกขวดน้ำส่วนตัวไปเอง เด็กต้องนั่งห่างกัน 2 เมตร ล้างของเล่นวันละ 2 ครั้ง และคราวนี้เดนมาร์กได้เป็นที่หนึ่ง เป็นประเทศแรกในยุโรปที่เปิดโรงเรียนหลังจาก Lockdown

แผนต่อไปก็คืออนุญาตให้ธุรกิจขนาดเล็กเปิดทำการได้ตั้งแต่ 20 เมษายนเป็นต้นไป เช่น ร้านนวด ร้านเสริมสวย ร้านทำผม ร้านสัก เนื่องด้วยธุรกิจเหล่านี้ไม่สุ่มเสี่ยงต่อการรวมตัวคนจำนวนมากแบบร้านอาหารหรือผับบาร์ ส่วนออฟฟิศทั่วไปก็เปิดให้พนักงานไปทำงานที่ออฟฟิศได้แค่จำนวนจำกัด ธุรกิจอย่างอื่นนอกเหนือจากนี้ก็รอไปยาวๆ นู่น 10 พฤษภาคมนะจ๊ะ ส่วนอีเวนต์ต่างๆ เช่น งานเทศกาล คอนเสิร์ต หลังสิงหาคมค่อยมาว่ากันอีกที 

ถ้าตัวเลขลดลงไปในทางที่ดีขึ้น ทุกอย่างจะค่อยๆ เริ่มกลับสู่ภาวะปกติเหมือนก่อนวันแรกที่ตรวจเจอผู้ติดเชื้อโคโรนารายแรก และจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะรัฐบาลตั้งใจจะรีสตาร์ทประเทศแบบกรีนๆ รักษ์โลก เพื่อบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน 70 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2030 น่าจับตามองมากว่าเดนมาร์กจะพลิกวิกฤตโควิด พิชิตโลกร้อนได้อย่างไร

Writer & Photographer

ปัณฑารีย์ คุรุจิตโกศล

ย้ายมาใช้ชีวิตและทำงานใน NGO ที่โคเปนเฮเกนตั้งแต่ปี 2018 กำลังค้นพบความสุขง่ายขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก และการเขียนก็เป็นหนึ่งในนั้น

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาด การขยับตัวสร้างสรรค์ของย่านท้องถิ่นต่าง ๆ เป็นสัญญาณของการปรับตัวและความหวังใหม่ ในปี 2021 ที่ผ่านมา ทั่วประเทศมีเทศกาลย่านสร้างสรรค์มากมายหลายงาน นำร่องโดยหัวเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ที่จัดงาน Design Week ต่อเนื่องทุกปี ภาคใต้มีความเคลื่อนไหวสนุก ๆ อย่างงาน Made in Songkla และ Creative Nakhon ที่นครศรีธรรมราช ฟากอีสานก็มีงานเทศกาลอีสานสร้างสรรค์ (Isan Creative Festival) ที่ขอนแก่น และ สกลจังซั่น เทศกาลงานสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าสกลนคร 

การเติบโตของเมืองแห่งธรรมะ โคขุน และผ้าครามน่าสนใจมาก ๆ จากเมืองอีสานที่ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวหลัก ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี แรงผลักดันจากท้องถิ่น โดยเฉพาะชาวสกลนครรุ่นใหม่ สร้างแรงกระเพื่อมให้เมืองมีมิติร่วมสมัย ควบคู่ไปกับวัฒนธรรมดั้งเดิม 

เบื้องหลังสีสันความสนุกของสกลจังซั่นคือความตั้งใจขับเคลื่อนเมืองอย่างแรงกล้า หลังเฟสติวัลจบ เราจึงชวนผู้จัดงานหลายฝ่ายมาถอดบทเรียนให้ฟังว่างานสร้างสรรค์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร สกลนครในฝันของพวกเขาหน้าตาเป็นอย่างไร ควรเติบโตไปทางไหน และตั้งใจจะปั้นอะไรให้เมืองงอกงามต่อจากนี้บ้าง

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง

สกลเฮ็ด สกลทำ

เมื่อ พ.ศ.​ 2560 กลุ่มคนทำงานคราฟต์รวมตัวกันจัดเฟสติวัลรับลมหนาวปลายปีชื่อ สกลเฮ็ด จากงานเล็ก ๆ ที่มีผู้จัดงานเพียง 10 กว่าร้าน คลื่นเล็ก ๆ นั้นพัดพาไปสู่การจัดงานใหญ่ในปีนี้ ‘สกลจังซั่น’ คือเฟสติวัลความยาว 4 วันที่กินอาณาเขตไปทั้งเมืองเก่า โดยกลุ่มภาคีเครือข่ายในเมืองสกลอย่างหอการค้า และภาคีเครือข่ายจากภายนอก ทั้งภาครัฐอย่างสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ซึ่งคัดเลือกให้สกลนครเป็นหนึ่งใน TCDN ( Thailand Creative District Network) และกำลังมองหาพื้นที่ทดลองจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาย่านเศรษฐกิจ ไปจนถึงภาคเอกชนและประชาสังคม ช่วยกันเนรมิตขึ้นมาให้สนุกครบเครื่องทุกมิติ ใช้ความคิดสร้างสรรค์และสินทรัพย์ท้องถิ่น ยกระดับศักยภาพเมืองและเศรษฐกิจไปอีกขั้น

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
ภาพ : บ้านเสงี่ยม-มณี
สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
ภาพ : ปฏิพล รัชตอาภา

‘สกลจังซั่น’ เป็นชื่อที่ ติ๊ดตี่-ธรรศ วัฒนาเมธี สถาปนิกผู้ดูแลที่พัก ‘บ้านเสงี่ยม-มณี’ สมาชิกกลุ่มสกลเฮ็ด และหนึ่งในผู้จัดงานสกลจังซั่นตั้งขึ้น และได้รับโหวตให้เป็นชื่องาน โดยสกลจังซั่น (จังซี่) หมายถึง สกลนครก็เป็นอย่างนั้นแหละ ที่เห็นอยู่นี่ก็เป็นสกลนครแหละ พ้องกับคำว่า ‘Junction’ ในภาษาอังกฤษ หมายถึง ทางแยก จุดตัด จุดเชื่อมต่อ ชุมทาง สื่อถึงลักษณะงานที่เป็นจุดนัดพบของหลาย ๆ ภาคส่วนมาจัดกิจกรรมร่วมกัน และชื่อจังหวัดสกลนคร ที่แปลว่านครแห่งเมืองทั้งมวล หรือหมายถึงการเป็นเมืองศูนย์กลางนั่นเอง

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง

หนึ่งในพื้นที่จัดงานหลักคือเทียนอันโอสถ สกลโฮเต็ล ตึกเก่า 5 ชั้นที่ปลดระวางจากการเป็นโรงแรมประจำเมืองมาเนิ่นนาน แปลงโฉมเป็นศูนย์ Showcase งานดีไซน์และศิลปะของชาวสกลนคร ทั้งนักออกแบบ นักเรียนนักศึกษา และประชาชนทั่วไป 

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง

ยามค่ำคืน ตึกฝั่งตรงข้ามจะจัดไฟสวยงาม พร้อมให้คณะหมอลำมาเต้นตามระเบียงห้องให้สนุกแบบ Social Distancing กันไปยาว ๆ ส่วนดาดฟ้าสกลโฮเต็ลเองก็จัดดินเนอร์พิเศษวันละครั้ง เป็น Fine Dining ชื่อ สะออน (Sound On) โดย House Number 1712 เล่าวัฒนธรรมการกินอาหารท้องถิ่นของคนสกลนครในหลากหลายเชื้อชาติและชนเผ่าผ่านมื้ออาหาร แต่ละคำผ่านการตีความหมายใหม่ปรับให้เข้ากับยุคสมัย แต่ยังคงไปด้วยเอกลักษณ์และรสชาติตามแบบฉบับดั้งเดิม เสริมความน่าสนใจด้วยวัตถุดิบท้องถิ่นที่เข้าร่วมโครงการ Esan Gastronomy โดยมีเสียงดนตรีหมอลำคลอไปตลอดมื้อ

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง

“ผลตอบรับของสกลจังซั่นดูดีกว่าที่คิดเลยนะ งานเปิดวันแรก มีคนต่อคิวยาวมากเพื่อจะขึ้นมาตึกนี้ แต่ไม่แน่ใจว่าต่อคิวเพื่อขึ้นมาดูหมอลำฝั่งตรงข้ามรึเปล่า” แมน-ปราชญ์ นิยมค้า ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Mann Craft และสวนแมนเอ่ยแกมหัวเราะ ขณะพาชมนิทรรศการสีครามเล็ก ๆ ของเขาในตึกโรงแรมเก่า “มันเป็นพื้นที่ใหม่ที่คนอยากจะออกมาดู นอกจากห้างสรรพสินค้าที่สำเร็จรูป เป็นพื้นที่อื่นที่เด็ก ๆ วัยรุ่นอยากจะรู้ว่าตึกนี้มันมีอะไร ทำไมฉันไม่เคยเข้าไป เขาก็อยากสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ ถือว่าเป็นสิ่งที่สร้างได้ดี ปลุกให้คนในพื้นที่รู้ว่ามีสินทรัพย์อะไรดี ๆ บ้าง แล้วถ้าเกิดโชคดีได้ทำต่อเนื่อง มันจะทำให้คนมีส่วนร่วม นอกจากดูแล้วอาจจะเป็นคนมาลงมือทำด้วยกันได้”

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง

ในสายตานักออกแบบและนักธุรกิจงานคราฟต์ การเกิดขึ้นของสกลจังซั่น ซึ่งรวมตัวคนรักสกลนครหลากหลายกลุ่ม ยกระดับงานท้องถิ่นที่ทำกันเองให้ไปสู่สเกลภูมิภาค ไม่ใช่แค่งานที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่หรือนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม แต่งานที่มีกิจกรรมหลากหลายตลอด 4 วัน พาความคึกคักไปสู่หลายพื้นที่ทั่วสกลนคร ตัวเขาเองก็จัดงาน Craft Market ฤดูหนาวที่สวนแมนไปพร้อม ๆ กันใต้ร่มเทศกาลสกลจังซั่น กิจกรรมรวมตัวคนรักงานคราฟต์ทั้งผู้ผลิตและผู้ซื้อไว้ที่เดียว เป็นอีกแหล่งสีเขียวใกล้ชิดธรรมชาติที่ถูกใจผู้คนทั้งในและนอกจังหวัด 

“เราอยากสร้างศูนย์รวมพลังงานดี ๆ สร้างแรงบันดาลใจให้กันและกัน ผมชอบองค์ความรู้และการสร้างเครือข่าย คิดว่ามันเป็นการกระตุ้นความคิดทั้งคนทำงานเองแล้วก็ผู้บริโภคด้วย”

ฟื้นย่านเมืองเก่า

ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น
ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น
ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น

ยิปซี จันทร์เพ็งเพ็ญ แห่ง Gypsy Coffee Drip ชวนเพื่อนฝูงมาจัดงาน ‘จังซั่น ละเบ๋อ ซาวคุ้ม’ ปิดคุ้มกลางธงชัย ย่านเก่ากลางเมืองให้ครึกครื้น ในตรอกเล็ก ๆ ความยาวราว 200 เมตร พวกเขาต่อยอดกราฟฟิตี้สตรีทอาร์ตที่มีอยู่แล้วให้มากขึ้น แล้วรวมกิจกรรมสารพัดมาไว้ด้วยกัน ทั้งตลาดศิลปะ สินค้าทำมือ ร้านตัดผมริมทาง กาแฟ Slow Bar จาก 4 ร้านกาแฟดังในสกล โดยคนรุ่นใหม่จาก 4 ชนเผ่า แถมร้านต่าง ๆ ก็เปิดหน้าบ้านเอาของมาวางขาย เป็นพื้นที่รื่นรมย์ให้คนมาล้อมวงนั่งฟังดนตรี แวะซื้อข้าวจี่ต้มเส้น ปากหม้อ กุนเชียง ขนมจุบจิบ หรือเข้าบ้านไปทำขันหมากเบ็งหรือบายศรีกับคุณยาย แล้วออกมาเล่นสบาย ๆ 

“ย่านนี้เป็นชุมชนดั้งเดิมของสกลนคร อยู่ใกล้วัด มีแต่บ้านไม้เก่าสวย ๆ มีคุ้มเก่าของตระกูลวงกาฬสินธุ์ ที่เป็นตระกูลแรกของสกลนคร บ้านบางหลังไม่มีรั้ว ทะลุกันไปหมด บางบ้านยังมีเตาเก่า เล้าข้าว ปลูกผักปลูกกล้วย คนส่วนใหญ่เป็นคนแก่ที่ยังคงวิถีเดิมของสกล แต่ตอนนี้มีเมืองล้อมรอบ ตรงนี้ก็ดูรก ๆ ซบเซา คนสกลบางคนลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ามีซอยนี้ บางคนก็ไม่รู้จัก” ยิปซีอธิบายเบื้องหลังการปลุกย่านเก่า

ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น

“เราอยากแทรกซึมอยู่ในชุมชน ให้เขาเห็นคุณค่าบ้านเก่าตัวเอง ให้พื้นที่นี้กลับมาคึกคักมีชีวิต คนรุ่นใหม่ก็ได้ทำงานกับคนแก่ ไม่ให้เขาเหงา วันเตรียมงานก็สนุกแล้วนะ ยาย ๆ เขาก็ตื่นเต้น มาให้กำลังใจกัน มาบอกว่าอยากให้มาเพนต์บ้านยายบ้าง มีคนมาถ่ายรูป บอกว่าแถวบ้านเขาสวย เขาก็ได้ออกมาเดินดูแล้วก็สดใสขึ้น ส่วนพวกเพื่อน ๆ ก็อยากสนุก ปิดร้านมาขายของ สิงตามบ้านตรงนั้นตรงนี้ เป็นพลังที่น่ารักมาก มากกว่าความร่วมมือคือความรู้สึกว่าของธรรมดานั้นพิเศษ” แกนนำสกลเฮ็ดอธิบายด้วยรอยยิ้ม 

กล่าวตามตรง ด้วยสเกลเล็กจิ๋ว พื้นที่ตรงนี้อาจยังห่างไกลจากการเป็นแม่เหล็กดึงดูดสำหรับนักท่องเที่ยว ผู้ร่วมงานส่วนใหญ่คือคนในท้องที่มากกว่า แต่ในสายตาคนใน พื้นที่นี้คือหนึ่งในหมุดไฮไลต์สำคัญของงาน

ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น

“มีคนทำงานหลายกลุ่มมาลงพื้นที่ทำเรื่องสตรีทอาร์ตแล้วนะคะ คืบหน้าดีขึ้นเรื่อย ๆ มีชีวิตขึ้นเรื่อย ๆ แต่อาจจะยังมองไม่เห็นภาพชัดเจนเท่าครั้งนี้ เหมือนคนก็ยังมองภาพไม่ออกว่างานวาดกำแพงมันเป็นยังไง อาจจะติดภาพงานเขียนพ่นสเปรย์เลอะ ๆ แรก ๆ เขาก็ยังไม่เปิดใจ พอมาเห็นงานสวย ๆ ก็อนุญาตให้เพนต์กำแพงบ้าน” เตย-ไอรัตน์ดา มหาชัย ครูศิลปะ เจ้าของร้านกาแฟกึ่งแกลเลอรี่ Blue Bica Coffee x Local Art Space เล่าบ้าง ผู้ออกแบบคาแรกเตอร์ ‘น้องก่ำ’ มาสคอตของงาน มองว่ากิจกรรมป๊อปอัปแบบนี้กระตุ้นชีพจรของเมือง ให้คนหลากหลายกลุ่มหลายช่วงวัยได้พบปะม่วนซื่น แลกเปลี่ยนวิถีที่แตกต่างแต่สนุกร่วมกัน

ก้าวสู่สังเวียนสร้างสรรค์

เทศกาลนี้ดึงผู้คนจากหลายภาคส่วนมาร่วมมือกันอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน จากเป้าหมายในตอนแรกจะจัดกิจกรรมในเดือนมิถุนายน และฝันกันว่าจะเข้าไปจัดในพื้นที่เรือนจำเก่า ขยายผลเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์มากมายทั่วเมืองสกลนคร ไม่ว่านิทรรศการเล่าเรื่องเมืองสกล แผนที่ย่านเมือง นิทรรศการงานออกแบบ ศิลปะ อาหาร ดนตรี งานเสวนา ตลาด ต่างรวมพลังงานดี ๆ ไว้มากมาย

“งานเพียง 4 วันอาจดูสั้นไปเมื่อเทียบกับงานในจังหวัดอื่น แต่ก็ทำให้เกิดสิ่งดี ๆ หลายอย่างต่อเมืองสกล กระตุ้นให้คนสกลนครเองให้ได้เห็นศักยภาพของพื้นที่ที่จะพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ เห็นศักยภาพของคนที่ซ่อนอยู่ และเกิดการรวมตัวกันเพื่อทดลองทำสิ่งที่อยากสิ่งคิดให้เป็นจริง ในช่วงเวลาเตรียมงานจนงานจบลงนี้ ทำให้ผมได้รู้จักคนใหม่ ๆ ได้รู้จักคนเก่า ๆ มากยิ่งขึ้น และได้ทำในสิ่งที่เคยคาดหวังว่าจะทำ ผมหวังว่าเหล่าองค์กรภาคีต่าง ๆ ทั้งน้อยใหญ่จะกลับมาสร้างงานนี้ให้สำเร็จลงด้วยดีอีกครั้ง ต้องขอบคุณผู้คนมากมายที่ให้โอกาสได้ร่วมงานกันครับ” ติ๊ดตี่ออกความเห็น โดยหวังอย่างยิ่งว่างานนี้จะได้จัดขึ้นอีกครั้งในปีนี้

“งานนี้เกินคาดไปเยอะมาก ๆ คนตอบรับดี มันสร้างประสบการณ์รับรู้ใหม่ให้คนในพื้นที่มองเมืองเปลี่ยนไป เห็นว่าย่านเมืองเก่าทำอะไรได้มากกว่าจะปล่อยให้ร้างไป และภาคศิลปะก็ตื่นตัว นักดนตรี ศิลปินก็มีกำลังใจสร้างงาน เพราะรู้ว่างานเขามีที่รองรับ มีกลุ่มคนดู และในแง่การท่องเที่ยว คนนอกอยากมาเข้าร่วมเยอะ คนในเมืองก็อยากขอเป็นสปอนเซอร์สนับสนุน อยากมาช่วย” เสือ-ธรรมวิทย์ ลิ้มเลิศเจริญวนิช ทายาทเทียนอันโอสถ สกลโฮเต็ล หนึ่งในผู้จัดงานหลักเอ่ยอย่างกระตือรือร้น

ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น

“ต้องยอมรับว่าตัวเมืองสกลนครยังดึงคนให้อยู่เที่ยวยาว ๆ ทั้งวันจนนอนค้างไม่ได้ ขณะที่เมืองข้าง ๆ อย่างนครพนมมีวิวแม่น้ำโขง มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ บรรยากาศมันชวนพักผ่อนมาก สิ่งที่ทำให้สกลนครแตกต่างคือวัฒนธรรมและงานคราฟต์ที่มีเอกลักษณ์เหนียวแน่น แต่ยังอาจเข้าถึงยาก คือต้องตั้งใจมามาก ๆ เฟสติวัลนี้เลยช่วยได้มาก ครั้งถัดไปก็อยากจัดให้ใกล้ช่วงเทศกาลแห่ดาวที่ท่าแร่ คนจะได้อยู่สกลนครได้ทั้งอาทิตย์ และปรับปรุงหลายอย่างให้ดีขึ้น ทั้งการประชาสัมพันธ์ การเตรียมสถานที่ การจัดการ หรือการสื่อสารเรื่องการชมงานศิลปะโดยไม่จับชิ้นงานให้เสียหาย สกลจังซั่นครั้งถัดไปน่าจะมีคนมาร่วมหลากหลายขึ้น เยอะขึ้น พอมีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น ก็อยากชวนศิลปินจังหวัดอื่น ๆ ใกล้ ๆ มาคอลแล็บกัน เพื่อเพิ่มความสนุกให้มากขึ้น”

ด้วยสถานการณ์การท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบยาว ๆ จากโควิด-19 ผนวกกับความขลุกขลักของการจัดงานครั้งแรก นักท่องเที่ยวอย่างเรามองเห็นช่องว่างหลายจุดที่สกลจังซั่นน่าจะปรับปรุงหรือขยายผลให้ดียิ่งขึ้นได้ อย่างไรก็ดี เทศกาลสร้างสรรค์ร่วมสมัยนี้เป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตามองมาก ๆ ของเมืองอีสาน 

“เราอยากให้เมืองเป็นยังไงก็ต้องลงมือทำที่บ้านเรา ก่อนจะไปหวังความช่วยเหลือจากภาครัฐหรือหน่วยงานไหน พูดตรง ๆ ว่าเราต้องดิ้นรนกันเองก่อน จังหวัดข้าง ๆ อย่างมุกดาหารก็ขยับตัวจัดงานเหมือนกันนะครับ เขามาดูงานเราแล้วก็เริ่มโครงการเลย เดือนกุมภาพันธ์กำลังจะมีงานสตรีทอาร์ตและภาพถ่าย คนในมุกดาหารร่วมมือกันทำงานในย่านที่สนใจ เงินจัดงานก็มาจากคนในเมืองช่วยกันบริจาค เราก็ดีใจที่งานนี้มีผลไปถึงคนข้างนอกด้วย” เสือเล่าอย่างภาคภูมิใจ

“ผมคิดว่าวัฒนธรรมอีสานแข็งแรงน่าสนใจมาก ดึงดูดทั้งสายอาร์ต สายคราฟต์ สายมู สายดนตรี สีสันความเป็นอีสานซิ่ง ๆ สด ๆ ทำให้น่าสนใจ คนกลับบ้านก็เยอะ ตอนนี้โจทย์ถัดไปคือต้องค่อย ๆ หาทางปัดฝุ่น หาอะไรมาลงพื้นที่ตลอดทั้งปี พอเทศกาลมันไม่ถาวร จบงานแล้วเมืองก็กลับมาเงียบเหมือนเดิม ผมสนใจงานออกแบบผลิตภัณฑ์แบบ Made in Songkhla อยากหาทุนต่อยอดร้านเก่าแก่ ต่อให้มีโควิด ก็มีกิจกรรมขายของและท่องเที่ยวได้ทั้งปี ร้านค้าก็อยู่ได้อย่างยั่งยืน ชอบอะไรแบบนี้ เริ่มจากสิ่งที่เรามีในเมืองก่อน แล้วขยายผลไปพื้นที่ใกล้เคียง” 

นักธุรกิจรุ่นใหม่เล่าถึงโปรเจกต์ต่อยอดที่เขากำลังดูแล คือ Sakon Gastronomy ส่งเสริมการท่องเที่ยวและอาหาร เข้าป่าไปหาวัตถุดิบมาทำอาหาร แล้วมาเที่ยวในเมืองต่อ เพื่อดึงให้คนอยู่ในจังหวัดให้นานที่สุด รวมถึงการจัดการระบบที่ทันสมัยและการตลาด เพื่อกระจายรายได้ให้เกษตรกรท้องถิ่นมากขึ้น

สกลจังซั่นจะกลับมาเป็นนิทรรศการฉบับย่อส่วนที่เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ (Isan Creative Festival) จังหวัดขอนแก่น ส่วนปลายปีนี้ เราจะได้เห็นสกลจังซั่นเติบโตจนกลายเป็นเทศกาลท้องถิ่นร่วมสมัยประจำปีหรือไม่ โปรดติดตามกันต่อไป 

ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

จิราภรณ์ ล้อมหามงคล

ช่างภาพฟรีแลนซ์ตัวไม่เล็กจากแดนอีสาน ผู้ชื่นชอบในประวัติศาสตร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load