Spoiler Alert! 

สปอยล์ตอนจบของสถานการณ์ไวรัสโคโรนาในเดนมาร์ก คือทุกคนกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติ แต่ไม่เหมือนเดิม เราจะมาเล่าให้ฟังว่าที่เดนมาร์กเรื่องราวเป็นมายังไงและจะดำเนินต่อไปยังไง รายงาน (หน้า) สดจากโคเปนเฮเกน

ก้าวผ่านวิกฤต COVID-19 แบบแดนิชมินิมอลสไตล์ ด้วย More is Less และ Less is More
ผู้คนปฏิบัติตามคำแนะนำ ยืนห่างกันอย่างน้อย 1 – 2 เมตร อย่างเคร่งครัด

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ วันแรกที่พบผู้ติดเชื้อรายแรกในเดนมาร์ก เราต่างรู้กันดีว่าจะเร็วหรือช้าเราก็จะได้พบกัน นับจากวันนั้นตัวเลขผู้ติดเชื้อก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนทะลุ 500 คน เมื่อวันที่ 12 มีนาคม เดนมาร์กจึงตัดสินใจประกาศ Lockdown ขอร้องให้ประชาชนทำงานที่บ้าน ปิดโรงเรียน ห้องสมุด มิวเซียม ผับ บาร์ และที่เที่ยวกลางคืน รวมทั้งห้ามอีเวนต์ทั้งหลาย 

จากนั้นจึงประกาศ Shut Down ปิดพรมแดนแบบจริงจัง ณ วันที่ 14 มีนาคม พ่วงด้วยมาตรการยิบย่อยอีกหลายข้อในวันถัดๆ มา ขยายเวลาปิดประเทศจาก 2 สัปดาห์ เป็น 1 เดือน เพิ่มอีกเป็น 2 เดือน แต่แล้วด้วยความร่วมมืออย่างยอดเยี่ยมของทุกคน (ปรบมือดังๆ) หลังจากผ่านไปเพียงแค่ 1 เดือน เดนมาร์กก็พร้อมเริ่มเปิดประเทศอีกครั้ง ด้วยความมั่นใจ

More is Less

ก้าวผ่านวิกฤต COVID-19 แบบแดนิชมินิมอลสไตล์ ด้วย More is Less และ Less is More
ป้ายบนรถไฟ แนะนำให้ใช้ข้อศอกกดปุ่ม เพื่อลดความเสี่ยงการสัมผัสเชื้อไวรัส

เดนมาร์กเป็นประเทศที่ 2 ในยุโรปที่ประกาศปิดประเทศรับมือโรค COVID-19 ตามหลังอิตาลีเพียงไม่กี่วัน ทั้งๆ ที่จำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศ (เท่าที่ตรวจเจอ) มีเพียงไม่กี่ร้อยคนจากประชากรจำนวน 5.8 ล้านคน นับว่าเป็นการตัดสินใจรวดเร็วเด็ดขาดอันน่าทึ่งของนายกรัฐมนตรีหญิงที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของเดนมาร์ก ด้วยเหตุผลหลักที่ว่า “รัฐบาลจะทำทุกวิธีทาง เพื่อปกป้องประชาชนเดนมาร์ก”

โอย ได้ใจประชาชนไปเต็มๆ ถ้ามงไม่ลงอีกสมัยจะงงมาก! และเราก็เชื่อเช่นนั้น เพราะทุกครั้งที่นายกรัฐมนตรีออกมาแถลง จะเริ่มจากประชาชนเป็นที่ตั้งเสมอ นั้บตั้งแต่แถลงการณ์ครั้งแรกสุดเรื่อง Lockdown จนถึงแถลงการณ์เปิดประเทศอีกครั้ง สิ่งที่นายกฯ ย้ำเสมอ คือประชาชนทุกคนต้องเสียสละอย่างมากเพื่อปฏิบัติตามมาตรการของรัฐบาล รัฐบาลจะต้องทำทุกทางเพื่อให้การเสียสละนี้เกิดประโยชน์สูงสุดและประชาชนเจ็บตัวจากวิกฤตนี้น้อยที่สุด เจ็บแล้วต้องจบให้เร็ว ทำเหลือดีกว่าขาด ทำมากตอนนี้ แล้วจะสูญเสียน้อยในอนาคต

ก้าวผ่านวิกฤต COVID-19 แบบแดนิชมินิมอลสไตล์ ด้วย More is Less และ Less is More
วิธีป้องกันคนกักตุนของ โดยเฉพาะเจลล้างมือแอลกอฮอล์ คือซื้อชิ้นแรกราคาปกติ ซื้อชิ้นที่สองราคา 500 โครน

แม้ว่ารัฐบาลจะสั่งปิดร้านอาหาร ร้านตัดผม ร้านนวด คลินิก สั่งห้ามรวมตัวกันเกิน 10 คน ห้ามเด็กคนละบ้านเล่นด้วยกันเกิน 2 คน และห้ามนู่นนี่นั่นอีกมากมาย แต่คนเดนมาร์กก็เหมือนจะเข้าใจและทำตามอย่างเป๊ะๆ 

ยกตัวอย่างเช่น รัฐบาลแนะนำให้ทุกคนอยู่ห่างกัน 1 – 2 เมตร เวลาคนเดินสวนกันบนทางเท้า จะมีคนหนึ่งลงไปเดินกลางถนน หรือไม่ก็ข้ามไปเดินอีกฝั่งถนน แล้วข้ามกลับมา 

โหย ยอมใจในความพยายามมาก

ส่วนหนึ่งเพราะด้วยพื้นฐานของคนในสังคมที่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน ทุกคนเชื่อว่าสิ่งที่รัฐบาลทำคือเพื่อประชาชนจริงๆ ไม่ได้มีผลประโยชน์ส่วนตัวแอบแฝง และอีกส่วนหนึ่งก็ต้องยกเครดิตให้รัฐบาลที่สื่อสารชัดเจนถึงเหตุผลของการตัดสินใจ จุดประสงค์หลักคือ เพื่อป้องกันและหยุดการแพร่เชื้ออย่างรวดเร็ว ควบคุมจำนวนคนป่วย ไม่ให้เกินศักยภาพที่โรงพยาบาลจะรับมือได้ และจะขยายเวลาไปเรื่อยๆ จนกว่าจำนวนผู้ป่วยในแต่ละวันเริ่มลดลง

ก้าวผ่านวิกฤต COVID-19 แบบแดนิชมินิมอลสไตล์ ด้วย More is Less และ Less is More
ช่องจ่ายเงินในซูเปอร์มาร์เก็ตมีเส้นขีดให้ยืนเข้าแถวเว้นระยะห่างกัน 1 เมตร

สิ่งสำคัญที่ทำให้คนเดนมาร์กรู้จักการรับมือกับโรค COVID-19 แบบไม่แตกตื่นจิตตก คือการให้ความรู้เกี่ยวกับไวรัสนี้แบบง่ายๆ สื่อสารเฉพาะข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนทั่วไป สถานที่ทุกแห่งในเดนมาร์ก ทั้งโรงพยาบาล ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร ร้านค้า ออฟฟิศ ป้ายรถเมล์ มีป้ายแปะให้คำแนะนำว่าเราควรปฏิบัติตัวอย่างไร และอาการของโรคนี้มีอะไรบ้าง ทุกที่ใช้โปสเตอร์จากไฟล์เดียวกันเป๊ะ พรินต์มาจากเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติแห่งชาติ 

ในฐานะประชาชนทั่วไป การที่ทุกคนอ้างอิงจากแหล่งเดียวกันเป็นเรื่องดีมาก เราไม่ต้องไปคิดมากมายว่าจะเชื่อใครดี WHO มีงานวิจัยรองรับมั้ย CDC อัปเดตแค่ไหน และเวลาไปคุยกับใคร ก็ไม่ต้องมาทะเลาะกันว่าทำไมยูไม่ใส่หน้ากาก การทำตัวเนียนเป็นคนเดนมาร์กง่ายมาก

 นอกจากนี้ ในฐานะพนักงานออฟฟิศ สิ่งนี้ทำให้การออกอีเมลแนะนำการปฏิบัติตัวของพนักงานเป็นเรื่องง่าย ไม่ต้องมานั่งประชุมถกกันยืดยาวว่าจะยึดเอาคำแนะนำของใครดี และสำหรับคนอยากรู้เพิ่มเติม ก็ไม่ต้องไปเสิร์ชกูเกิลเองให้เสียเวลา เพราะทุกคนจะได้รับข้อความทางมือถือและอีเมลทาง e-Boks (เป็นเหมือนตู้จดหมายในรูปแบบอีเมล เอาไว้ติดต่อกับหน่วยงานรัฐบาล) ให้ข้อมูลฉบับเต็มเกี่ยวกับไวรัสโคโรนา แบบเนื้อเน้นๆ หลายหมื่นตัวอักษร มีถึง 25 ภาษาให้เลือกอ่าน แบบแปลดีๆ ไม่ใช่ Google Translate พร้อมทั้งบริการสายด่วนและพิมพ์แชตได้ทั้ง 25 ภาษา ตอกย้ำการทำงานของรัฐบาลที่พร้อมปกป้องคนทุกชาติที่อาศัยอยู่ในเดนมาร์ก 

(เฮ้ย พึ่งรู้ตัวว่าเราอวยรัฐบาลเดนมาร์กไปเกือบครึ่งบทความละเนี่ย!) 

ก้าวผ่านวิกฤต COVID-19 แบบแดนิชมินิมอลสไตล์ ด้วย More is Less และ Less is More
ป้ายให้ความรู้เกี่ยวกับไวรัสโคโรนาตามสถานที่ต่างๆ ทั่วเดนมาร์ก

นอกจากรัฐบาล อีกหนึ่งท่านที่มีอิทธิพลต่อขวัญกำลังใจของคนเดนมาร์ก ก็คือ สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์ก ตามปกติแล้วเราจะได้เห็นควีนกล่าวสุนทรพจน์แบบเป็นทางการเพียงแค่ปีละครั้งตอนสิ้นปี และน้อยครั้งมากที่ควีนจะออกมากแถลงอะไรก็ตามเป็นการส่วนตัว แต่ด้วยโคโรนาเป็นวาระระดับชาติจริงๆ เราเลยได้เห็นควีนออกมากล่าวสร้างขวัญกำลังใจให้ทุกคนช่วยเหลือกันและกัน โดยเฉพาะช่วยกันดูแลคนกลุ่มเสี่ยงในสังคม อย่างคนแก่และคนที่มีโรคประจำตัว เน้นย้ำให้ทุกคนอยู่ห่างกันและปฏิบัติตามคำแนะนำของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด

ในวันที่ 16 เมษายน เป็นวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 80 พรรษาของควีน ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันทำให้จัดงานวันเกิดเอิกเกริกแบบปกติไม่ได้ ความน่ารักของควีนคือ พระองค์ทรงขอร้องให้ประชาชนส่งดอกไม้ไปให้ แพทย์ พยาบาล และผู้ป่วยในโรงพยาบาลแทน ส่วนคนเดนมาร์กในแต่ละเมืองก็รวมตัวกันทำอะไรน่ารักๆ (แบบห่างๆ ) เช่น ขับรถไปจอดหน้าโบสถ์แล้วร้องเพลงพร้อมกัน ประชาชนร่วมกันร้องเพลงออนไลน์พร้อมกับวงออร์เคสตรา เชื้อพระวงศ์ทั่วยุโรปส่งวิดีโอมาเซอร์ไพรส์ 

อ้อ และอีกอีเวนต์สำคัญที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตนี้ คือพิธีมอบสัญชาติเดนมาร์กแก่คนต่างชาติ เพราะจับมือ Shake Hand กับควีนไม่ได้ พิธีนี้เลยต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด 

ก้าวผ่านวิกฤต COVID-19 แบบแดนิชมินิมอลสไตล์ ด้วย More is Less และ Less is More
ควีนแถลงป็นกรณีเฉพาะกิจ ขอร้องให้ทุกคนอยู่บ้าน ‘Bliv hjemme’ 

Less is More

และแล้วคนเดนมาร์กก็ทำได้! หลังจากปิดประเทศมาได้ 2 อาทิตย์ นายกฯ ก็ออกมาประกาศข่าวดีว่าตัวเลขจำนวนผู้ป่วยเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ และมีแนวโน้มว่าจะลดลงเรื่อยๆ และถ้าตัวเลขยังคงรักษาระดับลดลงแบบนี้ต่อไป ผ่านพ้นช่วงวันหยุดยาวอีสเตอร์ 2 อาทิตย์หลังจากนี้ เราคงจะได้เริ่มเปิดประเทศกัน

หลังจากแถลงการณ์นี้ออกมา เราสัมผัสได้เลยว่าผู้คนดูผ่อนคลายมากขึ้น เริ่มส่งยิ้มทักทายกันมากขึ้น ไม่ได้เครียดเรื่องการรักษาระยะห่างแบบเป๊ะๆ เท่าเดิม แล้ววันที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง วันที่ 6 เมษายน นายกฯ ออกมาแถลงถึงผลลัพธ์ของการที่ทุกคนช่วยกันอยู่บ้านและรักษาระยะห่างซึ่งกันและกัน ทำให้รัฐบาลเริ่มเปิดประเทศได้ทีละนิด 

ตอนปิดประเทศ ออกกฎมากมาย เล่นใหญ่เกินเบอร์ แต่ตอนเปิดประเทศ จะใช้คอนเซปต์ตรงกันข้าม คือขาดดีกว่าเกิน โดยส่งหน่วยกล้าตายกลุ่มแรกกลับสู่สังคมในวันที่ 15 เมษายน คือเปิดโรงเรียนสำหรับเด็กเล็กชั้นอนุบาลถึง ป.5 เป็นปกติ แต่ต้องทำตามกฎระเบียบด้านความสะอาด เช่น พกขวดน้ำส่วนตัวไปเอง เด็กต้องนั่งห่างกัน 2 เมตร ล้างของเล่นวันละ 2 ครั้ง และคราวนี้เดนมาร์กได้เป็นที่หนึ่ง เป็นประเทศแรกในยุโรปที่เปิดโรงเรียนหลังจาก Lockdown

แผนต่อไปก็คืออนุญาตให้ธุรกิจขนาดเล็กเปิดทำการได้ตั้งแต่ 20 เมษายนเป็นต้นไป เช่น ร้านนวด ร้านเสริมสวย ร้านทำผม ร้านสัก เนื่องด้วยธุรกิจเหล่านี้ไม่สุ่มเสี่ยงต่อการรวมตัวคนจำนวนมากแบบร้านอาหารหรือผับบาร์ ส่วนออฟฟิศทั่วไปก็เปิดให้พนักงานไปทำงานที่ออฟฟิศได้แค่จำนวนจำกัด ธุรกิจอย่างอื่นนอกเหนือจากนี้ก็รอไปยาวๆ นู่น 10 พฤษภาคมนะจ๊ะ ส่วนอีเวนต์ต่างๆ เช่น งานเทศกาล คอนเสิร์ต หลังสิงหาคมค่อยมาว่ากันอีกที 

ถ้าตัวเลขลดลงไปในทางที่ดีขึ้น ทุกอย่างจะค่อยๆ เริ่มกลับสู่ภาวะปกติเหมือนก่อนวันแรกที่ตรวจเจอผู้ติดเชื้อโคโรนารายแรก และจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะรัฐบาลตั้งใจจะรีสตาร์ทประเทศแบบกรีนๆ รักษ์โลก เพื่อบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน 70 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2030 น่าจับตามองมากว่าเดนมาร์กจะพลิกวิกฤตโควิด พิชิตโลกร้อนได้อย่างไร

Writer & Photographer

ปัณฑารีย์ คุรุจิตโกศล

ย้ายมาใช้ชีวิตและทำงานใน NGO ที่โคเปนเฮเกนตั้งแต่ปี 2018 กำลังค้นพบความสุขง่ายขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก และการเขียนก็เป็นหนึ่งในนั้น

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

เสียงสนทนาระหว่างคนหลายช่วงวัยที่เป็นไปอย่างครื้นเครงบนเรือนลาวเวียงหลังใหญ่ กลางหมู่บ้านดอนคา อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ชวนให้นึกถึงความแน่นแฟ้นของครอบครัวที่เกิดจากการรวมตัวของสมาชิกอย่างเหนียวแน่น เรื่องราวการพูดคุยสารพันต่างแสดงถึงความห่วงใยและความรักที่มีต่อลูกหลาน หลังได้กลับมาเจอกันอีกครั้งในช่วงเทศกาลสำคัญของชุมชน และหนึ่งในบทสนทนาที่สร้างความประทับใจกลับมิใช่เรื่องอื่นใด หากแต่เป็นการถ่ายทอดถึงความสุขที่ได้ลิ้มรสชาติของชุมชนผ่านขนมก้นกระทะจากฝีมือของย่ายายที่ตั้งใจปรุงขึ้นไว้รอท่า

แรกลิ้มชิมรสชาติ วัฒนธรรมลาวเวียง 

เสียงกลองยาวดังแว่วมาแต่ไกล ชักนำให้ต้องมองตามพร้อมสาวเท้าเข้าไปใกล้ จนพบกับพระภิกษุที่เดินนำด้วยความสุขุม ตามด้วยเหล่าหญิงชายหลากช่วงวัยต่างแต่งกายด้วยซิ่นตีนแดง ตีนจก ตามประเพณีนิยมของชาวลาวเวียง ร่วมเดินขบวนแห่ดอกไม้ไปรอบ ๆ หมู่บ้านเพื่อมุ่งหน้าไปยังวัดโภคาราม ฉันสังเกตเห็นผู้คนส่วนใหญ่ถือดอกไม้ ธูป และน้ำอบไทย ฟ้อนรำกันอยู่อย่างสนุกสนาน 

ฟอร์ด-ธนกิจ หงส์เวียงจันทร์ เดินเข้ามากระซิบให้ฟังว่า “เย็นนี้พวกเราจะไปใต้พระทรายกันที่วัด” ตามประเพณีสงกรานต์ของชาวลาวเวียง ซึ่งปกติเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 13 เมษายนของทุกปี จวบจนกระทั่งถึงวันที่ 19 ในเดือนเดียวกัน จึงจะถือว่าสิ้นสุดการเฉลิมฉลองเทศกาลขึ้นปีใหม่ของชาวดอนคาที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ

ดังนั้น เมื่อวันที่ 13 เมษายนของทุกปีเดินทางมาถึง ชาวลาวเวียงแห่งบ้านดอนคาจะร่วมด้วยช่วยกันเชิญพระพุทธรูปลงประดิษฐานที่หอสรงเพื่อสรงน้ำขอพร จากนั้นจึงค่อยแยกย้ายกันกลับเรือนจัดการปัดกวาดหิ้งพระประจำบ้านพร้อมสรงน้ำและเตรียมชุดที่สวยที่สุด ซึ่งส่วนมากเป็นผ้าที่ทอขึ้นเอง หรือบางบ้านอาจเป็นผ้าที่แม่ทอไว้ให้กับลูก ๆ สำหรับใส่ไปทำบุญที่วัด เมื่อเสร็จสิ้นกิจกรรมดังกล่าว จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นเทศกาลสงกรานต์ของชุมชนอย่างแท้จริง

อย่างนั้นแล้ววันที่ 14 – 19 เมษายน ชาวลาวเวียง ณ หมู่บ้านดอนคาแห่งนี้เฉลิมฉลองหรือทำกิจกรรมใด ๆ กัน คำถามจากความสงสัยที่ฉันได้เอื้อนเอ่ยออกไป และแทบจะทันที เอ็ม-ภูชิชย์ นิลทมร หนึ่งในลูกหลานบ้านดอนคาก็ไขข้อข้องใจให้กระจ่างว่า 

สูตรขนมก้นกระทะ รสชาติสงกรานต์ของชาวลาวเวียง สุพรรณบุรี
สูตรขนมก้นกระทะ รสชาติสงกรานต์ของชาวลาวเวียง สุพรรณบุรี

“วันที่ 14 – 16 เมษายน ถือเป็น ‘วันเนาว์’ หรือ ‘วันเน่าวันเหม็น’ โดยทุกเช้าชาวบ้านจะทำบุญตักบาตรและละเว้นการงาน เพราะมีความเชื่อว่าใครทำงานจะมีหนังหมาเน่ามาคลุมหัว ชาวบ้านจึงต่างนำหนามมาคลุมอุปกรณ์ทำงาน เพื่อแสดงออกถึงการพักผ่อนอยู่กับครอบครัว และรดน้ำดำหัวญาติผู้ใหญ่เป็นการขอพร ตลอดจนสรงน้ำอัฐิบรรพบุรุษที่ล่วงลับ และวันที่ 17 – 19 เมษายน หรือที่เรียกว่า หวิดเน่าหวิดเหม็น จึงจะเป็นวันที่ผู้คนออกเล่นสาดน้ำสงกรานต์กันอย่างสนุกสนาน”

กระทั่ง บุ้ค-พลวัตน์ แก้วพงษ์ศา เดินมาสมทบพร้อมจูงมือฉันเข้าร่วมขบวนแห่ดอกไม้ ซึ่งจะจัดขึ้นหลังจากเล่นน้ำสงกรานต์ในช่วงเช้า โดยเล่าให้ฟังว่า 

“ในช่วงเย็นเช่นนี้ชาวบ้านจะพากันจัดเตรียมดอกไม้และธูปจำนวน 2 ชุด สำหรับถวายพระสงฆ์และร่วมขบวนแห่ พร้อมฟ้อนรำกันอย่างสนุกสนาน นอกจากแห่ดอกไม้ในหมู่บ้านแล้วยังเดินไปยังหมู่บ้านใกล้เคียง เพื่อสรงน้ำพระและทำกิจกรรมร่วมกัน”

บรรยากาศยามค่ำคืนของวัดโภคารามเต็มไปด้วยแสงสี เสียงเพลง ผู้คน และขนมในงานวัดที่คุ้นตาตามประสาเด็กชนบท ประกอบด้วยลูกชิ้นทอด น้ำอัดลม ข้าวเกรียบกุ้ง รถขายก๋วยเตี๋ยว และอีกสารพัดที่เข้ามาย้ำเตือนคืนและวันอันเคยคุ้น อย่างไรก็ตาม จุดรวมผู้คนกลับอยู่ที่เจดีย์ทรายซึ่งมีทั้งสิ้น 9 กอง และหนึ่งในจำนวนนั้นก่อเป็นรูปหงส์ สัญลักษณ์สำคัญของชุมชน ดังที่บุ้คเล่าให้ฟัง

“ชาวดอนคาเชื่อว่าบรรพบุรุษของตนมีชื่อว่า ‘พ่อคุณหงส์’ ท่านเป็นผู้ที่นำพาลูกหลานมาก่อตั้งชุมชน ณ บ้านดอนคา ดังนั้น ลูกหลานในรุ่นต่อมาจึงก่อกองทรายเป็นรูปหงส์เพื่อระลึกถึงบุญคุณของท่าน” 

หลังจากบูชาพระทรายโดยนำธูปไปปักไว้จนรอบหรือที่เรียกว่า ‘ไต้พระทราย’ เรียบร้อยแล้ว จึงมายังลานวัดร่วมกิจกรรมการละเล่นต่าง ๆ เช่น ผีนางด้ง ลูกช่วง ข้าวหลามตัด มอญซ่อนผ้า ความสนุกสนานและการได้เป็นส่วนหนึ่งในประเพณีสำคัญของชุมชนร่วมกับวัยรุ่นหนุ่มสาว ทำให้ฉันหลงรักบ้านดอนคา ชุมชนที่คนรุ่นใหม่รักและหวงแหนวัฒนธรรมของตนเองอย่างเหนียวแน่น

จบกิจกรรมแสนอิ่มใจ เจ้าของพื้นที่ทั้ง 3 คน พร้อมใจกันเชื้อเชิญให้ฉันไปนอนยังเรือนของย่ามั่น ซึ่งเป็นเรือนลาวเวียงโบราณอายุกว่า 100 ปี มุ้งที่นำมากางยังระเบียงกับความงดงามของแสงจันทร์พร้อมลมพัดเย็นสบาย ทำให้นอนหลับไหลอย่างเป็นสุขจนหลงลืมไปว่านี่คือเดือนที่ร้อนที่สุดในรอบปี     

สูตรขนมก้นกระทะ รสชาติสงกรานต์ของชาวลาวเวียง สุพรรณบุรี
เยี่ยมประเพณีสงกรานต์หมู่บ้านดอนคา ล้อมวงลูกหลานลาวเวียง สุพรรณบุรี อร่อยสำราญกับขนมก้นกระทะ

ก่อร่างสร้างรูปชุมชน

เสียงไก่ขันและแสงตะวันสีส้มทองยามเช้าที่เยี่ยมหน้าเข้ามาทักทายถึงชายมุ้งช่วยปลุกให้ตื่น เพื่อเตรียมตัวท่องโลกของอาหารตามที่นัดหมายไว้กับเหล่าเยาวรุ่นแห่งบ้านดอนคา 

บุ้คผู้ขึ้นมายังเรือนชานเป็นคนแรกกล่าวถามถึงความสบายจากการพักผ่อน พร้อมเล่าถึงลักษณะการก่อตั้งชุมชนลาวเวียงให้ฟัง

“ชาวลาวเวียงนิยมตั้งบ้านเรือนรวมกันเป็นกลุ่มในสายตระกูล โดยที่เรือนแต่ละหลังเชื่อมต่อกันอย่างเป็นอิสระ มีการแบ่งอาณาเขตจากแนวต้นไม้ นอกจากนี้มักปลูกเรือนให้ตรงกันและไม่เอามุมบ้านหันเข้าหากัน เพราะเชื่อว่าจะเป็นการทิ่มแทงกันในหมู่ญาติ ทางสัญจรภายในหมู่บ้านประกอบด้วยทางหลักและทางรองที่คดอ้อมลัดเลาะไปตามกลุ่มบ้านต่าง ๆ คล้ายใยแมงมุมแบบหลวม ๆ ดังนั้น หากใครไม่คุ้นทางผ่านเข้ามา อาจหลงเป็นวงกลมในเขาวงกตแห่งนี้ได้” 

หลังกล่าวจบก็ชักชวนกันขี่จักรยานวกวนจนมาพบเรือนลาวเวียงหลังใหญ่ เมื่อลูกหลานพร้อมหน้า เหล่าย่ายายก็เริ่มบรรเลงการทำขนมก้นกระทะ โดยมีเนื้อร้องเป็นวัตถุดิบและท่วงทำนองเป็นเครื่องครัวและกระบวนการขณะทำขนม 

อร่อยสำราญกับขนมก้นกระทะ

ขนมก้นกระทะ อาหารหวานโบราณคู่ชาวลาวเวียงบ้านดอนคา มีที่มาตามที่เอ็มเล่าให้ฟังว่า ในอดีตชุมชนดอนคามีลักษณะเป็นครอบครัวขยายขนาดใหญ่ ดังนั้น การทำขนมให้ลูกหลานหลายคนกินอย่างอิ่มหนำ จึงต้องเป็นขนมที่ทำได้โดยง่ายและให้ปริมาณมาก รวมทั้งใช้เพียงวัตถุดิบที่อยู่ติดครัวเท่านั้น ขนมก้นกระทะได้ทำหน้าที่ตอบโจทย์ความต้องการ และกลายเป็นขนมที่ลูกหลานชาวลาวเวียงหลายคนเมื่อได้กินแล้วต้องหวนคิดถึงสมัยที่ตนเองเป็นเด็กในวันนั้นอย่างแน่นอน

“นี่คือขนมที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวบ้านดอนคา และที่ได้ชื่อเช่นนี้เป็นเพราะต้องใช้กระทะในการทำนั่นเอง” ฟอร์ดกล่าวเสริม

เยี่ยมประเพณีสงกรานต์หมู่บ้านดอนคา ล้อมวงลูกหลานลาวเวียง สุพรรณบุรี อร่อยสำราญกับขนมก้นกระทะ

ส่วนประกอบสำคัญแบบฉบับดั้งเดิม

  1. ข้าวเจ้า 500 กรัม 
  2. ข้าวสุก 
  3. กะทิ 500 กรัม
  4. เกลือปริมาณเล็กน้อย
  5. น้ำมะพร้าวอ่อน 
  6. เนื้อมะพร้าวอ่อน
เยี่ยมประเพณีสงกรานต์หมู่บ้านดอนคา ล้อมวงลูกหลานลาวเวียง สุพรรณบุรี อร่อยสำราญกับขนมก้นกระทะ

สูตรปรับใหม่ทันสมัยวิถีบริโภค

  1. แป้งข้าวเจ้า 500 กรัม 
  2. กะทิ 500 กรัม
  3. เกลือปริมาณเล็กน้อย
  4. น้ำมะพร้าวอ่อน 
  5. เนื้อมะพร้าวอ่อน

ท่วงทำนองแห่งความอร่อย 

เยี่ยมประเพณีสงกรานต์หมู่บ้านดอนคา ล้อมวงลูกหลานลาวเวียง สุพรรณบุรี อร่อยสำราญกับขนมก้นกระทะ

1. หมักแป้งข้าวเจ้ากับหัวกะทิและเนื้อมะพร้าว ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง

2. นำน้ำหางกะทิมาเคล้าให้เข้ากันกับแป้งที่นวดไว้ ผสมเกลือลงไปเล็กน้อย 

เยี่ยมประเพณีสงกรานต์หมู่บ้านดอนคา ล้อมวงลูกหลานลาวเวียง สุพรรณบุรี อร่อยสำราญกับขนมก้นกระทะ

3. เติมน้ำหางกะทิลงไปเพื่อไม่ให้แป้งข้น เพราะหากแป้งข้นจะทำให้ขนมไม่กรอบอร่อยตามสูตรโบราณ 

4. นำกระทะมาตั้งไฟบนเตาถ่านจนร้อน แนะนำให้ใช้น้ำมันหมูทาลงไปที่กระทะเพื่อป้องกันแป้งติด

5. ตักเอาส่วนผสมเทลงไปในกระทะ ใช้มือหมุนกระทะให้ส่วนผสมกระจายไปทั่วจนเป็นแผ่นบาง ๆ 

เยี่ยมประเพณีสงกรานต์หมู่บ้านดอนคา ล้อมวงลูกหลานลาวเวียง สุพรรณบุรี อร่อยสำราญกับขนมก้นกระทะ

6. ใช้ฝาหม้อปิดกระทะเอาไว้รอจนขนมสุกกรอบ 

7.ใช้ตะหลิวตักขนมออกมา ได้ขนมหน้าตาคล้ายขนมครก กินได้ทันที แต่หากใครต้องการความหวาน โรยน้ำตาลลงไปเล็กน้อยจะได้รสหวาน มัน เค็ม กลมกล่อมยิ่งขึ้น

น้าแมว-กาญจนา ศรีสุราษฎร์ แม่ครัวฝีมือเด็ดประจำชุมชน เล่าเสริมให้ฟังว่า “แต่ก่อนจะต้องนำข้าวเจ้ามาแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน เมื่อข้าวพองขึ้นจึงนำมาผสมข้าวสุกในอัตราส่วนข้าวเจ้า 1 ถ้วยต่อข้าวสุก 1 ช้อนโต๊ะ แล้วจึงนำมาโม่ให้เกิดเป็นแป้ง สาเหตุที่ต้องผสมข้าวสุกลงไปเพราะจะทำให้แป้งเหนียวนุ่ม” 

น้าแมวเผยถึงอีกหนึ่งเคล็ดลับความอร่อยของขนมก้นกระทะไว้ว่า “ระหว่างนวดแป้งต้องค่อย ๆ หยอดหัวกะทิและน้ำมะพร้าว แล้วค่อย ๆ นวด เพื่อให้แป้ง น้ำกะทิ และมะพร้าว เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน โดยน้ำมะพร้าวจะช่วยให้ขนมมีความเหลืองกรอบน่ากินมากยิ่งขึ้น” 

ขนมก้นกระทะร้อน ๆ กลิ่นหอมกรุ่นถูกยกออกมาตั้ง ท่ามกลางวงล้อมของลูกหลานที่ส่งเสียงพูดคุยถึงคืนวันแต่ก่อนเก่า เรื่องราวสารพันจากวัยเยาว์ช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้า คล้ายได้หลบเข้าสู่พื้นที่ปลอดภัยในนามของครอบครัว โดยมีขนมก้นกระทะแสนอร่อยจากวัยเด็กเข้ามาสร้างพลังแห่งชีวิตเมื่อก้าวเข้าสู่วัยหนุ่มสาว ให้ได้อิ่มใจและอิ่มท้องในทุกครั้งที่กลับบ้าน

Writer & Photographer

โสภา ศรีสำราญ

ลูกหลานลาวครั่งที่พันพัวอยู่กับวงการอาหารและงานเขียนหลากแนว ชื่นชอบงานศิลปะ วัฒนธรรม รักการท่องเที่ยวและการตีสนิทกับผู้คนในทุกที่ที่ไปเยือน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load