นี่เป็นบันทึกช่วงหนึ่งของชีวิตที่เจอกับโรคระบาดครั้งใหญ่ในปี 2019 ลากยาวมาปี 2020

ปกติเราเป็นคนที่ใช้รถไฟในการเดินทางตลอด ไม่ว่าจะเป็นรถไฟไทย BTS MRT ARL จะว่าไปก็รถไฟทุกแบบนั่นแหละ โดยทั่วไปรถไฟจะคนแน่นมากถึงมากที่สุด หากเป็นรถไฟฟ้าคงชินกับภาพคนที่ยืนกันเต็มชานชาลา ประตูเปิดปั๊บก็ต้องแย่งกันเข้าไปในรถ ยืนเบียดกันตรงประตู ไม่ค่อยเดินเข้าข้างใน 

หรือถ้าเป็นรถไฟไทยก็มีหมดทั้งนั่งทั้งยืน ทั้งรถไฟทางไกล รถไฟชานเมืองที่ผู้คนเดินทางกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ไม่น่าเชื่อว่าวันนึงมันเปลี่ยนภาพไปจริงๆ

COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน
COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน

เริ่มต้น

ปลายปี 2019 เริ่มมีกระแสเข้ามาในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่แพร่ระบาดมาจากจีน แถมเคลมกันว่ารุนแรงกว่า SARS หรือไข้หวัดใหญ่ H1N1 ซะอีก ตอนนั้นยังมีเหตุการณ์อื่นที่สร้างความสนใจให้กับคนไทยมากกว่าเรื่องนี้ และอีกอย่างคนยังมองว่ามันเป็นเรื่องที่แสนจะไกลตัวและไม่มีทางมาถึงไทยได้ง่ายๆ หรอกน่า

จนกระทั่งเริ่มมีข่าวการติดเชื้อในประเทศไทย เริ่มมีคนป่วย เริ่มมีการให้กักตัวของคนที่เดินทางมาจากจีนหรือประเทศที่มีผู้ติดเชื้อ จำนวนผู้ติดเชื้อในโลกเริ่มเพิ่มจำนวนขึ้น ทำให้ชื่อเสียงของโคโรนาไวรัส 2019 ต้นกำเนิดโรค COVID-19 เริ่มโด่งดังมากขึ้นและเกิดการตื่นตัวที่เพิ่มขึ้นในประเทศไทย ตอนนั้นการตามข่าว COVID-19 แทบจะเป็นงานประจำวันของเราที่คอยดูว่าจำนวนมันจะเพิ่มขึ้นแค่ไหน คงที่ไหม หรือมีแนวโน้มลดลง

ช่างน่าตกใจที่มันดันไม่ลดลง แถมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 

มาตรการทำงานที่บ้านและการดูแลตัวเองเริ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน คนเริ่มไม่ค่อยออกจากบ้าน ระบบขนส่งมวลชนเริ่มมีคนน้อยลง ยิ่งมีข่าวจากญี่ปุ่นว่าขนส่งมวลชนคือหนึ่งในปัจจัยการกระจายของผู้ติดเชื้อ ยิ่งทำให้คนวิตกกังวลกันสุดๆ จนหน่วยงานด้านขนส่งต่างๆ ต้องออกมาประกาศกันยกใหญ่ว่ามีมาตรการป้องกันและการทำความสะอาดเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการ จนกระทั่งเริ่มมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลก็เลยประกาศมาตรการควบคุมออกมา 

COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน

จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์นี้ที่มีผลกระทบต่อรถไฟก็สตาร์ทเครื่องเมื่อวันที่มาเลเซียปิดชายแดน และรถไฟที่วิ่งระหว่างไทย-มาเลเซียต้องงดให้บริการเมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2563 ก่อนจะตามมาติดๆ ด้วยการปิดด่านพรมแดนฟากไทย-ลาว ที่หนองคาย ทำให้รถไฟที่วิ่งระหว่างหนองคาย ประเทศไทย กับท่านาแล้ง สปป. ลาว ก็ต้องระงับการให้บริการด้วยเช่นกัน ก่อนที่จะเริ่มงดขบวนรถไฟนำเที่ยวที่ปริมาณคนทิ้งตั๋วไม่เดินทางมีเยอะมากจนทั้งขบวนนับหัวคนเดินทางได้

COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน

สถานการณ์นี้ทำให้ผู้ให้บริการระบบรถไฟต่างๆ ในไทยก็ต้องยกระดับมาตรการเพื่อป้องกันโรคแพร่ระบาด ทั้งระดมทำความสะอาดถี่ขึ้น เช็ดทุกพื้นที่อย่างละเอียด พ่นยาฆ่าเชื้อ วางเจลแอลกอฮอล์ให้ผู้โดยสาร จนตอนหลังต้องเริ่มล่ามโซ่เอาไว้เพราะโดนฉกไปบ่อยเหลือเกิน ออกกฎให้ผู้โดยสารต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าทุกครั้งที่เดินทางด้วยรถไฟทุกระบบ และสุดท้ายที่พีกที่สุดแล้วคือ Social Distancing กำหนดที่นั่งให้ผู้โดยสารนั่งตามจุดกันเลยทีเดียว

COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน
COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน
COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน
COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน
COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน
COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน

สำหรับ BTS MRT ARL นั้น ยังมีความจำเป็นที่ยิ่งยวดต่อการใช้ชีวิตประจำวันมากพอควร เพราะยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังต้องทำงาน แต่ที่สร้างความช็อกให้กับแฟนคลับรถไฟมากที่สุด คงเป็นรถไฟไทยที่เป็นรถไฟระบบเดียวในประเทศที่ต้องงดให้บริการบางขบวน ด้วยเพราะเป็นระบบรถไฟที่เดินทางไปทั่วประเทศ

COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน
COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน

เริ่มงด

เมื่อรัฐบาลประกาศให้วันสงกรานต์เป็นวันทำงานตามปกติ และการรถไฟประกาศให้ผู้โดยสารที่จองตั๋วไว้ตั้งแต่ก่อนวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2563 คืนตั๋วได้เต็มราคา ตอนนั้นยังมีรถไฟแค่ไม่กี่ขบวนที่หยุดวิ่ง โดยส่วนใหญ่รถไฟทางไกล รถไฟชานเมือง รถไฟท้องถิ่น ก็ยังให้บริการตามปกติ จนกระทั่งตัวเลขผู้ติดเชื้อมีจำนวนมากขึ้น 

การรถไฟก็เลยตัดสินใจเริ่มงดรถไฟหลายขบวนตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป ผู้คนที่จองตั๋วกันไว้แล้วก็เลยต้องแห่มาคืนตั๋วกันจนเป็นปรากฏการณ์แถวคืนตั๋วยาวกว่าการซื้อตั๋ว รวมถึงออกมาตรการจำกัดที่นั่งในตู้รถไฟที่ยังวิ่งให้บริการอยู่ให้รถนั่งเหลือที่นั่งแค่ 25 เปอร์เซ็นต์ และรถนอนเหลือที่นั่ง 50 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่ขายตั๋วเพิ่มหากทุกที่นั่งจองเต็มแล้ว

นั่งกันเหงาๆ เลย

COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน
COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน

แน่นอน ถึงรถไฟหลายขบวนหยุดวิ่ง แต่เราก็ยังต้องไปทำงานตามปกติโดยใช้รถไฟสุดที่รักในการเดินทางตามเดิม สิ่งที่เห็นทุกเช้าและเย็นคือคนบางตาลงมาก อาจเป็นเพราะรถไฟชานเมืองถูกเพิ่มตู้ให้ยาวขึ้น เพื่อลดการนั่งและยืนที่แออัด ก็ยังเห็นได้ว่าคนส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงรถเมล์แล้วมาใช้รถไฟแทน เพราะมีรอบเวลาชัดเจน วางแผนได้ เพราะรถเมล์ส่วนใหญ่หากมีคนยืนมากเกินไป คนก็ไม่สะดวกใจจะขึ้นเท่าไหร่

COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน

ตอนนั้นถ้ากวาดตามองในลิสต์ของขบวนรถไฟทั้งประเทศก็ยังมีรถไฟวิ่งอยู่ราวๆ 60 เปอร์เซ็นต์ ของทั้งประเทศไทย จนกระทั่งรัฐบาลประกาศเคอร์ฟิวช่วงหลังเที่ยงคืน ทำให้รถไฟระหว่างเมืองที่วิ่งตอนกลางคืนปลิวยกกระดานและมีประกาศจากการรถไฟกันแบบฉุกเฉินสุดๆ ให้เหลือบริการเฉพาะรถไฟเที่ยวกลางวันและไม่คาบเกี่ยวเวลาเคอร์ฟิวเท่านั้น

นอกเหนือไปจากนั้น กระบวนการในการนั่งรถไฟก็เพิ่มขึ้นมา จากเดิมเข้าสถานี ซื้อตั๋ว เดินขึ้นรถ ตอนนี้ต้องปรับเปลี่ยนความเคยชินอีกนิดหน่อย ต้องตรวจอุณหภูมิและล้างมือก่อนเข้าสถานี ก่อนซื้อตั๋วต้องกรอกข้อมูลเพื่อใช้ในการติดตามตัวถึงจะซื้อตั๋วได้ และต้องใส่หน้ากากบนรถไฟและในสถานีตลอดเวลาแม้แต่ผู้ปฏิบัติงาน แม้จะดูวุ่นวายขึ้นจากเดิม แต่ก็เป็นวิธีการที่ดีไม่น้อยสำหรับสวัสดิภาพของเราเอง และเป็นที่น่าดีใจที่หลายๆ คนปรับตัวได้เป็นอย่างดีทีเดียว

COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน
COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน
COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน

ยกกระดาน

เราพยายามนึกอยู่ตลอดว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมา 30 กว่าปีในชีวิตเรามีช่วงไหนบ้างที่รถไฟเจอกับเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องหยุดวิ่งเยอะขนาดนี้

น้ำท่วมใหญ่ พ.ศ. 2538 ก็ไม่ใช่ทั้งหมด ยังมีบางสายที่วิ่งได้อยู่ แต่ตอนนั้นเรายังเด็ก ภาพที่จำได้คือมีรถไฟวิ่งลุยน้ำด้วยความเร็วต่ำๆ มีภาพน้ำท่วมทางรถไฟ มีภาพคนลุยน้ำ

น้ำท่วมใหญ่ พ.ศ. 2554 นั่นก็เหมือนกัน ยังมีรถไฟบางสายที่วิ่งได้อยู่ แต่ก็ลุ้นระทึกพอสมควร เพราะสถานการณ์มันแย่ลงเรื่อยๆ มวลน้ำก้อนใหญ่ค่อยๆ คืบคลานเข้าใกล้กรุงเทพฯ จากตอนแรกงดเฉพาะโซนต่างจังหวัด ก่อนค่อยๆ ร่นลงมายกเลิกหลายขบวนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่มันก็ยังเดินรถได้เป็นช่วงๆ เฉพาะที่ไม่ได้มีปัญหากับเรื่องน้ำท่วม 

เรายังจำได้ดีว่าเราเพลิดเพลินกับการนั่งรถไฟสายอีสานตอนนั้นมาก เพราะมันถูกเอาไปวิ่งในเส้นทางสายฉะเชิงเทรา-องครักษ์-แก่งคอย ที่มีแต่รถสินค้า เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้คนรักรถไฟทั้งหลายตายตาหลับ เมื่อได้นั่งรถไฟผ่านเส้นทางที่พวกเขาไม่เคยได้นั่งผ่านมาก่อน

แต่กับเหตุการณ์นี้มันไม่ใช่เลย 

เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันจะอีกนานแค่ไหน จะสิ้นสุดที่ตรงไหน 

COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน
COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน

ปริมาณคนที่เดินทางเริ่มน้อยลง แม้แต่รถไฟชานเมืองที่มีคนมากมายอาศัยมาทำงาน จนในที่สุดวันที่ 8 เมษายน ก็เหลือรถไฟวิ่งอยู่ทั้งหมด 54 ขบวน จาก 200 กว่าขบวน นั่นหมายความว่ามีรถไฟที่งดวิ่งเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ โดยรถไฟระหว่างเมืองกลางคืนทุกขบวน รถไฟนำเที่ยว รถไฟระหว่างประเทศ รถไฟสายแม่กลอง หยุดให้บริการทั้งหมด เหลือเพียงรถไฟระหว่างเมืองกลางวันบางขบวน รถไฟชานเมือง และท้องถิ่นบางขบวนที่ยังจำเป็นกับการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนที่ยังต้องทำหน้าที่ของตัวเองอยู่

COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน
COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน

รถไฟที่ยังให้บริการอยู่เพิ่มความยาวตู้จากเดิม 1 – 2 เท่า เพื่อลดความแออัดจากรอบที่น้อยลง

จริงอย่างที่เขาบอกว่าอะไรที่ไม่เคยเห็นก็จะได้เห็นในยุคนี้

รถไฟชานเมืองจากเดิมที่มีความยาวแค่ 5 – 8 ตู้ กลายเป็นยาวถึง 16 ตู้ 

รถไฟระหว่างเมืองที่ยังวิ่งอยู่เพิ่มความยาวจากเดิมมาเป็นเท่าตัว กลายเป็นภาพที่คนรักรถไฟตื่นเต้นกันเป็นทวีคูณ เพราะเราไม่ได้เห็นภาพรถไฟที่ยาวเหยียดขนาดนี้มานานแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้ หลายคนอยากออกไปถ่ายรูปมากแต่ก็ต้องอดใจเอาไว้ก่อน

COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน
COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน
COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน

เราไม่เคยเห็นสถานีรถไฟกรุงเทพเงียบเหงาขนาดนี้มาก่อน ไม่มีคนในห้องโถงเลยตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน ชานชาลาที่เคยมีคนเดินขวักไขว่เงียบกริบ รถไฟที่จอดอยู่ในชานชาลาดูเหมือนจะนอนหลับอยู่ตลอดเวลา ช่องขายตั๋วที่เคยมีคนยาวเหยียดกลับมีแต่ความว่างเปล่าเงียบเหงา บอร์ดหน้าจอที่บอกว่ารถไฟเที่ยวสุดท้ายจะออกจากสถานีในเวลา 18.25 น. จากที่เที่ยวสุดท้ายเคยออกตอน 5 ทุ่ม แม้แต่ป้ายบอกเส้นทางของรถไฟก็ถูกถอดออกจากตู้มาวางรวมกัน มองแล้วยิ่งย้ำเข้าไปอีกว่า มีรถไฟหลายขบวน หลายเส้นทาง ที่ต้องหยุดพักตอนนี้

COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน

สถานีระหว่างทางก็ไม่ต่างกัน 

สถานีเงียบเหงามาก ไม่มีผู้คนตั้งแต่ฟ้ายังสว่าง บรรยากาศมันอึมครึมและเงียบเชียบอย่างบอกไม่ถูก และยิ่งสะเทือนใจเรายิ่งกว่า เมื่อบอร์ดเวลาเข้าออกของรถไฟนั้นเต็มไปด้วยคำว่า ‘งดให้บริการ’ เหลือเว้นว่างไว้แค่ไม่กี่ขบวนที่ยังได้ไปต่อ 

นี่คงเป็นเหตุการณ์ที่หนักหนาที่สุดของรถไฟที่เราเคยเห็นตั้งแต่อยู่กับรถไฟมา 30 กว่าปี

COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน
COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน

อย่างไรก็ดี สิ่งที่เราต้องขอบคุณคือพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่อีกหลายๆ คน ทุกส่วน ทุกหน้าที่ ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็น รฟท. BTS MRT ARL ที่ยังให้บริการผู้โดยสารอีกหลายชีวิตที่ยังต้องพึ่งพารถไฟในการเดินทาง เขายังต้องทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป เพราะรถไฟยังหยุดไม่ได้ ตราบใดที่ประชาชนยังใช้ชีวิตตามปกติโดยไม่ได้ถูกจำกัด 24 ชั่วโมง

ขอบคุณที่ดูแลพวกเราเป็นอย่างดี และขอเป็นกำลังใจให้ผ่านช่วงที่หนักหนาที่สุดช่วงนี้ไปให้ได้ 

จะรอเธอกลับมาวิ่งเต็มตารางเหมือนเดิม ในวันที่ทุกอย่างมันดีขึ้นและเข้มแข็งขึ้น ระหว่างนี้ก็พักผ่อนก่อนหลังจากที่เหนื่อยมาหลายปีไม่ได้หยุดพักเลย

COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน
COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน
COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน
COVID-19 เหตุการณ์หนักหนาที่สุด ที่ทำให้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการรถไฟไทยมาก่อน

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

29 พฤศจิกายน 2564
1K

บางทีสิ่งที่เรารัก อาจไม่ได้อยู่กับเราไปตลอดหรอกนะ

เราบอกกับตัวเองเป็นการปลอบใจ

ถ้าหากว่าสิ่งนั้นมันสลายไปตามวาระของมันจากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เราคงทำใจได้มากกว่านี้

แต่ถ้าสิ่งนั้นมันเป็นสถานที่ที่ผูกพัน มันคงทำใจยากเหมือนกัน เรื่องหนึ่งก็คือการนับถอยหลังบทบาทของสถานีกรุงเทพ หรือหัวลำโพง ในฐานะสถานีหลัก 

การกำเนิดเกิดมาของสถานีกลางบางซื่อเป็นการลดบทบาทของสถานีกรุงเทพอยู่แล้ว ให้รถไฟส่วนใหญ่ไปใช้งานที่สถานีกลางบางซื่อ และทำให้สถานีกรุงเทพกลายเป็นสถานีรองในเขตเมือง จะมีแค่รถไฟเข้ามาบางขบวน และรับหน้าที่ใหม่ในการเป็นสถานีรถไฟชานเมืองสายสีแดง เรื่องนี้เข้าใจดี มันต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อการพัฒนาที่สูงขึ้น

นั่นคือการกระจายให้รถไฟทุกขบวนไม่ต้องมากองที่สถานีกรุงเทพ ถัว ๆ แบ่ง ๆ กันไป

อำลาสถานีรถไฟกรุงเทพ เมื่อ ‘หัวลำโพง’ อดีตสถานีรถไฟหลักของไทยปิดตัว
อำลาสถานีรถไฟกรุงเทพ เมื่อ ‘หัวลำโพง’ อดีตสถานีรถไฟหลักของไทยปิดตัว

อยู่ ๆ เมื่อต้น พ.ศ. 2564 เสียงแพร่สะพัดมาว่าจะไม่มีรถไฟเข้าหัวลำโพงเลยแม้แต่ขบวนเดียว รวมถึงรถไฟสายตะวันออกด้วย ตามนโยบายที่จะให้ใช้สถานีกลางบางซื่ออย่างเต็มรูปแบบ และแก้ปัญหารถติดในกรุงเทพฯ

เสียงบ่นเซ็งแซ่ขึ้นมาทันที เพราะการเดินทางด้วยรถไฟที่เข้าในเมืองนั้นมันต้องลำบากขึ้นแน่นอน แถมทางรถไฟตัดตรงเข้ามาที่สามเสน รามาธิบดี ยมราช และหัวลำโพง เป็นอันที่จะต้องยุติบทบาททำให้คนที่ลงสถานีละแวกนั้นต้องคิดเรื่องการเดินทางใหม่ เพราะรถเมล์ก็ไม่มี รถไฟฟ้าก็มาไม่ถึง

อำลาสถานีรถไฟกรุงเทพ เมื่อ ‘หัวลำโพง’ อดีตสถานีรถไฟหลักของไทยปิดตัว

ไม่นานนักก็มีเสียงสวรรค์ดังก้อง ราวกับหยาดฝนชโลมหัวใจว่า จะยังคงเหลือรถไฟเข้าหัวลำโพง 22 ขบวน เป็นรถไฟชานเมืองคนทำงานเที่ยวเช้าและเที่ยวเย็น ซึ่งแน่นอนว่ามันช่วยต่อชีวิตให้กับคนทำงานที่ใช้รถไฟชานเมืองในชีวิตประจำวัน เพราะประหยัดทั้งราคาและเวลา 

หัวลำโพงได้ต่อลมหายใจออกไปอีกในฐานะสถานีรถไฟที่มีขบวนคนทำงานเข้ามาอยู่ ความเบาใจของประชาชนก็เกิดขึ้น ส่วนตัวอาคารสถานีที่ลดภารกิจลง ก็ใช้พื้นที่บางส่วนพัฒนาเป็นพื้นที่สาธารณะ เป็นพิพิธภัณฑ์รถไฟ เราชาวคนรักรถไฟรู้สึกดีใจกับทางออกนี้ และรู้สึกว่ามันคือความลงตัวที่สุด เพราะที่นี่คือพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต ทำให้หัวลำโพงยังมีชีวิตและรถไฟเข้ามาใช้บริการหรือมาถึงพิพิธภัณฑ์นั้น นับเป็นข่าวดีที่สุดที่เคยได้ยินมาในโมงยามแห่งความสับสนของข่าวสารมีอยู่เต็มโซเชียลเน็ตเวิร์ก

แต่แล้วในช่วงแห่งความสับสนนั้นก็มีข่าวเรื่องการปิดสถานีกลับมาอีกครั้งจนกลายเป็นกระแสที่ถือว่ากระเพื่อมแรงมากทีเดียว ซึ่งในที่สุดแล้วผู้เกี่ยวข้องก็ได้ตระเตรียมเพื่อรับฟังความคิดเห็นเพื่อให้หัวลำโพงยังคงเป็นพื้นที่สำคัญของทุก ๆ คนอยู่

ในระยะนี้จะเห็นคนที่ไม่ค่อยได้ใช้รถไฟก็เข้ามาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกจนหนาตา ช่วงนี้หัวลำโพงจึงอบอุ่นและคึกคักเป็นพิเศษ ทั้งที่ก่อนหน้าเงียบงันจากช่วงโควิด-19

อำลาสถานีรถไฟกรุงเทพ เมื่อ ‘หัวลำโพง’ อดีตสถานีรถไฟหลักของไทยปิดตัว
อำลาสถานีรถไฟกรุงเทพ เมื่อ ‘หัวลำโพง’ อดีตสถานีรถไฟหลักของไทยปิดตัว

เราใช้เวลาในวันเสาร์นั่งอยู่ที่สถานีกรุงเทพเต็มวัน เพื่ออยู่กับเพื่อนเก่าแก่ของเราให้ได้นานที่สุด และเฝ้ามองช่วงชีวิตของเขาในหนึ่งวัน ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตก เราเก็บรายละเอียดทั้งหมดในสถานีในวันนั้น เดินย่ำต๊อกไปบนชานชาลา ตามองเข้าไปผ่านกล้องถ่ายรูป บันทึกภาพให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วความทรงจำมันก็ Flashback เข้ามาเป็นฉาก ๆ 

ความผูกพันของเรากับสถานีรถไฟนี้กินเวลายาวนานกว่าที่คิดไว้ซะอีก ก็คงเหมือนต้นไม้ที่หยั่งรากลึกลงไป ขุดเท่าไหร่ก็ไม่เจอปลาย แถมดึงต้นไม้นั้นออกมาก็ต้องใช้แรงมหาศาล

ไม่ใช่เพราะเราเป็นคนที่ชอบรถไฟ แต่เราเป็นคนใช้รถไฟมา 30 กว่าปีตั้งแต่ลืมตาดูโลก

ช่วงวัยเด็กของเรานั้น แม่เล่าให้ฟังว่าหลังจากคลอดเราไม่กี่เดือน แม่อุ้มเราขึ้นรถไฟจากสถานีกรุงเทพ ไปบ้านคุณยายที่พิจิตร ต่อมาก็กลายเป็นกิจวัตรประจำปีที่ต้องไปอยู่บ้านคุณยายในทุก ๆ ปิดเทอม การนั่งรถไฟจากหัวลำโพงไปตะพานหินนั้น คือสิ่งที่เราปรารถนาและตั้งตารอทุกครั้งด้วยความตื่นเต้น วันก่อนเดินทางจะเป็นคืนที่เรานอนไม่หลับเลย ภาพรถไฟกับสถานีหัวลำโพงเวียนวนในหัวอยู่ตลอด หัวใจเต้นตึกตัก พอดึกเข้าไม่หลับไม่นอน พ่อกับแม่ก็จะท้าวเอววีนไล่ให้ไปนอนโดยทันที 

เราจำได้ว่าการขึ้นรถไฟเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน เป็นชาเลนจ์ของพ่อเรามากทีเดียว สองคนพ่อลูกเข้าไปรอรถไฟค่อย ๆ ไหลเข้ามาจอด ด้วยความนิยมเดินทางด้วยรถไฟนั้น ทำให้ทุกที่นั่งถูกจองเต็มหมด และมักไม่มีคนนั่งตามที่นั่งของตัวเอง สิ่งที่พ่อเราทำได้เพื่อให้ลูกรักได้มีที่นั่งคือ เมื่อรถไฟจอดสนิท พ่อจะจับเราอุ้มเข้าทางหน้าต่าง ให้จองที่ไว้ก่อนแล้วพ่อค่อยขึ้นตามมา และเมื่อถึงเวลารถไฟออก เราจะโผล่หัวน้อย ๆ หน้ากลม ๆ ออกไปนอกหน้าต่าง เพื่อดูรถไฟขบวนยาวค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากสถานี 

นั่นคือความทรงจำในวัยเด็ก

อำลาสถานีรถไฟกรุงเทพ เมื่อ ‘หัวลำโพง’ อดีตสถานีรถไฟหลักของไทยปิดตัว

โตมาหน่อยสักมัธยม ช่วง ม.ต้น คือไม่ต้องคาดหวังว่าจะได้ไปที่สถานีรถไฟเลย เพราะยังไม่ปีกกล้าขาแข็งพอจะออกไปนั่งรถไฟคนเดียวได้ อิสระเสรีของเราเริ่มต้นขึ้นเมื่อมัธยมปลาย ที่เข้ามาสู่แวดวงรถไฟไทยอย่างเต็มตัว เมื่อโลกอินเทอร์เน็ตได้พัดพาเราไปอยู่ในกลุ่มคนรักรถในโลกออนไลน์ เราเริ่มขอที่บ้านเพื่อไปนั่งรถไฟเที่ยว ไกลที่สุดของเด็กวัยรุ่นอายุ 16 ตอนนั้นใน พ.ศ. 2546 คือการนั่งรถไฟจากหัวลำโพงไปบางซื่อ นั่นคือไกลแล้วจริง ๆ นะ พอเริ่มกล้าหาญชาญชัยขึ้น ก็ต่อขยายออกไปเป็นดอนเมืองบ้าง รังสิตบ้าง อยุธยาบ้าง 

การทัศนศึกษาหัวลำโพงเกิดขึ้นเพราะการนั่งรถไฟนี่แหละ กิจวัตรการเยือนหัวลำโพง คือการเข้าไปขอตารางรถไฟที่หน่วยบริการเดินทาง เดินถ่ายรูปในชานชาลา ดูรถไฟวิ่งเข้าออก สเก็ตช์ภาพรถไฟ และถ่ายรูปรถไฟไว้ทั้งวัน ไปโพสต์ในเว็บบอร์ดคนรักรถไฟ ตอนนั้นจำได้ว่าหัวลำโพงคือบ้านหลังที่ 3 รองมาจากบ้านตัวเอง ไอ้การไปทัศนศึกษาหัวลำโพงทำให้เราได้เปิดโลกแบบขั้นสุด เพราะไปเห็นป้ายชื่อหน้าสถานี แล้วก็ลองค้นหาข้อมูลจากหอสมุดแห่งชาติ จนได้ค้นพบว่า “สถานีหัวลำโพงที่เราเรียกกันมาตลอดนั้น จริง ๆ มันชื่อสถานีกรุงเทพ และก็เป็นคนละที่กับสถานีหัวลำโพง” 

หลังจากย่อหน้านี้ไป เราขอเรียกสถานีกรุงเทพว่า ‘หัวลำโพง’ ก็แล้วกัน

อำลาสถานีรถไฟกรุงเทพ เมื่อ ‘หัวลำโพง’ อดีตสถานีรถไฟหลักของไทยปิดตัว
อำลาสถานีรถไฟกรุงเทพ เมื่อ ‘หัวลำโพง’ อดีตสถานีรถไฟหลักของไทยปิดตัว

ย่างเข้าสู่วัยมหาวิทยาลัย จำได้ว่าพอเอ็นทรานซ์ติด เราขอที่บ้านนั่งรถไฟไปขุนตานกับเพื่อน และแน่นอนว่าจุดเริ่มต้นคือสถานีกรุงเทพนี่แหละ ช่วงวัยนี้เราได้นั่งรถไฟมากขึ้น และทุก ๆ ครั้ง เราเลือกที่จะใช้หัวลำโพงเป็นต้นทางเสมอ แม้ว่าบ้านจะอยู่ใกล้สามเสนมากกว่า 

เหตุผลในการเลือกนั้นไม่ได้มีอะไรเลย นอกจากอยากนั่งรถไฟที่ต้นทาง ความฮึกเหิมในการนั่งรถไฟที่เคลื่อนตัวออกจากสถานีสุดคลาสสิก และเป็นการนั่งรถไฟแบบ ‘เต็มสาย’ จริง ๆ ตั้งแต่จุดเริ่มต้น รวมถึงการได้นั่งเฝ้าดูรถไฟขบวนแล้วขบวนเล่า วิ่งเข้า ๆ ออก ๆ ชานชาลาสถานีภายใต้หลังคาโค้งนั้น มันเป็นความสุขของเราที่ยากจะอธิบายได้ วัยขึ้นต้นด้วยเลข 2 ของเรามันขยับเข้าใกล้คำว่าผูกพันกับสถานีแล้วจริง ๆ จนเมื่อการฝึกงานเดินทางมาถึง เราเลือกโดยไม่ต้องคิดว่าจะใช้ชีวิต 3 เดือนฝึกงานกับการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อที่จะได้อยู่ใกล้ชิดรถไฟ และเริ่มต้นความฝันของเราที่จะได้ทำงานในหน่วยงานแห่งนี้

จากเด็กที่แวะเวียนมาสถานี สู่การเริ่มต้น ‘ฝึกงาน’ อย่างเป็นทางการกับการรถไฟฯ เราเลือกงานที่หน่วยบริการเดินทาง จุดสำคัญในสถานี จุดที่ใครต่อใครหากไม่รู้จะไปไหน ไม่รู้เวลารถ จะต้องมุ่งหน้าเข้ามาถามไถ่ข้อมูล เราเรียนรู้กับระบบของการรถไฟ เรียนรู้กับข้อมูลรถไฟที่ต้องตอบคำถามในแต่ละวัน จนค่อย ๆ ซึมซับเอารถไฟเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต นั่นน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นจริง ๆ ของการหลงรักรถไฟไทย และได้จุดประกายการไปแข่งขันรายการ แฟนพันธุ์แท้ รถไฟไทยในเวลาต่อมา 

การฝึกงานที่ดุเดือดเลือดพล่านในหัวลำโพงคือประสบการณ์ชีวิตที่สำคัญ ช่วงสงกรานต์ที่มวลมหาประชาชนทะลักล้นไปทั่วบริเวณ เราได้ฝึกการรับมือช่วงเทศกาล ฝึกความอดทน เรียนรู้ส่วนต่าง ๆ ในสถานี เพื่อให้ข้อมูลกับประชาชนให้มากที่สุด เหนื่อยแต่หัวใจพองโต จนในที่สุดช่วงเวลา 3 เดือนของการฝึกงานก็สิ้นสุดลง เรากลับไปใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยอีกครั้ง และตั้งตารอว่าในวันสำเร็จการศึกษา เราจะได้ทำงานในการรถไฟอย่างที่ฝันไว้ตั้งแต่วัยเด็ก 

อำลาสถานีรถไฟกรุงเทพ เมื่อ ‘หัวลำโพง’ อดีตสถานีรถไฟหลักของไทยปิดตัว
รูปถ่ายตอนสมัยเราฝึกงานที่หัวลำโพง

หลายคนคงรู้ว่า เราคือคนที่ไปแข่งขันรายการ แฟนพันธุ์แท้ซูเปอร์แฟน ในหัวข้อรถไฟไทย 

ในรอบออดิชันของรายการนั้น เราต้องเล่าเรื่องความชอบในรถไฟไทยให้กับกรรมการฟังในเวลาเพียง 2 นาที เพื่อเขาจะได้ตัดสินว่าเราเหมาะสมจะก้าวเข้าไปสู่รอบต่อไปหรือเปล่า และเพื่อเป็นการประกอบข้อมูลต่าง ๆ เข้าด้วยกันของรายการ กรรมการต้องถามคำถามเราเพิ่ม และมีกรรมการหนึ่งท่านถามเราว่า “เรื่องเกี่ยวกับรถไฟไทยอะไรที่คุณอยากเล่าแล้วคิดว่าว้าวที่สุด”

ในหัวตอนนั้นตีกันอยู่ 2 เรื่อง 

โบกี้ไม่ใช่ตู้รถไฟ สถานีกรุงเทพไม่ใช่หัวลำโพง

เราเลือก ‘สถานีกรุงเทพไม่ใช่หัวลำโพง’ เพราะเป็นเรื่องที่คนทุกคนเข้าถึงได้มากที่สุด และเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ยังไม่เคยรู้เรื่องนี้ แน่นอน มันทำงานได้ดีมาก ความว้าวเกิดขึ้นจนเราสัมผัสได้ แม้ว่าเราจะรู้อยู่ลึก ๆ ว่า ยังไงชื่อของ หัวลำโพง ก็เป็นที่แพร่หลายมากกว่า สถานีกรุงเทพ อยู่แล้ว ซึ่งเราคงเปลี่ยนการเรียกไม่ได้อยู่แล้ว เพราะหลาย ๆ ครั้งเราก็เรียกชื่อสถานีกรุงเทพว่าหัวลำโพง แต่เราคิดว่ามันคือเรื่องเล่าที่น่าสนใจ

อำลาสถานีรถไฟกรุงเทพ เมื่อ ‘หัวลำโพง’ อดีตสถานีรถไฟหลักของไทยปิดตัว

วัยทำงานของเรา หัวลำโพงเป็นสถานีปลายทางในช่วงเช้าและต้นทางในช่วงเย็น สถานีที่เป็นเหมือนกับที่ทำงานและที่พักผ่อนแบบ 2 in 1 

34 ปีที่เราเป็นส่วนหนึ่งของหัวลำโพง และหัวลำโพงเป็นส่วนหนึ่งของเรา มันค่อย ๆ ไต่ระดับจากสถานีรถไฟที่พาเราไปบ้านยายในวัยเด็ก สนามเด็กเล่นให้เรียนรู้ตอนวัยเรียน สถานที่ฝึกงานวัยมหาวิทยาลัย และสถานีที่เป็นชีวิตประจำวันในวัยทำงาน

มันทำให้เรารู้สึกรักและผูกพันกับที่นี่ไม่น้อยไปกว่าใคร ลึก ๆ แล้วเราเสียดายถ้าที่นี่ต้องปิดตัวลง สถานีนี้อาจจะไม่ได้เป็นความทรงจำหรือส่วนหนึ่งของชีวิตกับทุกคน แต่มันก็ยังเป็นสถานที่ที่ใครจะเริ่มต้นนั่งรถไฟก็ต้องนึกถึง หรือแม้อีกหลากหลายเหตุการณ์และความทรงจำเกิดขึ้นที่นี่ และยังคงจำมันได้ชัดเจน

รถจักรไอน้ำขบวนพิเศษที่พ่นไอน้ำสีขาว และฉากหลังคือหลังคาโค้งของสถานีรถไฟ พร้อมหมู่คนที่ถือกล้องเพื่อถ่ายรูปขบวนคุณทวดท่าทางขึงขังที่ค่อย ๆ แผดเสียง พ่นไอน้ำ และเคลื่อนตัวออกจากสถานีซึ่งไม่มีที่ไหนเหมาะไปกว่าที่นี่อีกแล้ว

เสียงบูม เชียร์ สันทนาการของขบวนรับน้องรถไฟมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่เรียกได้ว่าเป็นประเพณีมาร่วมครึ่งศตวรรษ การเริ่มต้นใช้ชีวิตใหม่จากกระโปรงบานขาสั้นเป็นวัยมหาวิทยาลัยของใครหลาย ๆ คน เริ่มต้นที่นี่

ความตื่นเต้นของการเริ่มต้นเดินทางไปเที่ยว แวะถ่ายรูปก่อนขึ้นสถานีรถไฟ โพสต์ลงเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ก็มีแต่รูปหัวลำโพงนี่แหละที่บอกได้โดยไม่ต้องมีรูปตู้รถไฟเลยว่า “ฉันจะนั่งรถไฟไปเที่ยวแล้วนะ”

ร้านอาหารหลากหลายรอบข้างสถานีรถไฟที่ฝากท้องได้ระหว่างวัน ก่อนจะไปเดินเที่ยวเยาวราช ตลาดน้อย สี่พระยา

อำลาอาลัย ‘หัวลำโพง’ ความในใจจากแฟนพันธ์ุแท้รถไฟไทย ตัวแทนชาวไทยที่ผูกพันกับสถานีรถไฟกรุงเทพ
อำลาอาลัย ‘หัวลำโพง’ ความในใจจากแฟนพันธ์ุแท้รถไฟไทย ตัวแทนชาวไทยที่ผูกพันกับสถานีรถไฟกรุงเทพ
อำลาอาลัย ‘หัวลำโพง’ ความในใจจากแฟนพันธ์ุแท้รถไฟไทย ตัวแทนชาวไทยที่ผูกพันกับสถานีรถไฟกรุงเทพ

ในแต่ละวันมีหลายพันชีวิตแวะเวียนเข้ามาไม่ขาดสาย ชีวิตของสถานีรถไฟก็คือการที่ยังมีคนและขบวนรถไฟเดินทางเข้ามาถึง ไม่ใช่แค่คนเดินทางรถไฟเท่านั้นที่มีบทบาทร่วมกับที่นี่ ความสำคัญของหัวลำโพงมันมีค่ามากกว่าการเป็นสถานีรถไฟ แต่ยังรวมถึงชุมชน ร้านค้า ร้านอาหาร หรือแม้แต่โรงแรมที่อยู่รายล้อมสถานีรถไฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและเป็นที่รู้จักมากที่สุดอีกแห่งหนึ่ง

ในหลาย ๆ เมือง สถานีรถไฟหลักดั้งเดิมล้วนแล้วแต่อยู่ในเมืองทั้งสิ้น แม้ว่าการขยับขยายสถานีหลักออกไปเพื่อรองรับปริมาณขบวนรถไฟที่เพิ่มมากขึ้นจนทำให้เกิดการลดบทบาทของสถานีเดิม แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสถานีเก่ากลางเมืองจะยุติบทบาทเพียงแค่มีสถานีใหม่เกิดขึ้น หากแต่การเชื่อมโยงของสถานีใหม่และเก่านั้นจะถูกวางระบบการเชื่อมต่อด้วยรถไฟเดิมนี่แหละ แค่ลดปริมาณเที่ยวรถแต่ไม่ตัดขาด พร้อมเพิ่มตัวเลือกการเดินทางอื่น ๆ เข้ามา เช่น รถเมล์ หรือรถไฟเมโทร ที่เชื่อมโยงให้สถานีเก่าและใหม่เดินทางไปสู่ส่วนต่าง ๆ ได้อย่างเป็นระบบ ไม่ขาดตกบกพร่อง เพราะเขายังมองว่า ‘ใจกลางเมืองคือพื้นที่สำคัญ’ ที่คนต้องเดินทางได้อย่างสะดวกที่สุด

สำหรับหัวลำโพง ที่นี่เป็น iconic ของรถไฟไปแล้ว การลดบทบาทของสถานีอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าท้าทาย เราไม่คัดค้านในการพัฒนา เราไม่คัดค้านในการปรับเปลี่ยนให้สถานีกลางบางซื่อเป็นสถานีหลัก แต่สำหรับหัวลำโพงนั้นเราอยากเห็นเขายังคงทำหน้าที่เป็นสถานีรถไฟในเมืองที่ทำหน้าที่รับช่วงต่อจากสถานีหลักแห่งใหม่ เชื่อมจุดใจกลางเมืองกับสถานีใหม่ได้อย่างสะดวกด้วยเวลาและราคาที่สมเหตุสมผล และพื้นที่สำคัญของเมืองที่อยู่ในรูปแบบของพิพิธภัณฑ์ ศูนย์แสดงศิลปะ ย่านการค้าของชุมชน Co-working space และพื้นที่สาธารณะที่เต็มไปด้วยธรรมชาติท่ามตึกของเมืองหลวงที่ทำให้เราได้เลือกที่จะใช้ชีวิตได้ในย่านที่เรียกได้ว่าเป็นจุดกำเนิดการเดินทางของประเทศ

เพราะหัวลำโพงไม่ใช่แค่สถานีรถไฟ แต่เป็นผู้คน และพื้นที่ที่เรามีความทรงจำร่วมกัน

อำลาอาลัย ‘หัวลำโพง’ ความในใจจากแฟนพันธ์ุแท้รถไฟไทย ตัวแทนชาวไทยที่ผูกพันกับสถานีรถไฟกรุงเทพ
อำลาอาลัย ‘หัวลำโพง’ ความในใจจากแฟนพันธ์ุแท้รถไฟไทย ตัวแทนชาวไทยที่ผูกพันกับสถานีรถไฟกรุงเทพ
อำลาอาลัย ‘หัวลำโพง’ ความในใจจากแฟนพันธ์ุแท้รถไฟไทย ตัวแทนชาวไทยที่ผูกพันกับสถานีรถไฟกรุงเทพ
อำลาอาลัย ‘หัวลำโพง’ ความในใจจากแฟนพันธ์ุแท้รถไฟไทย ตัวแทนชาวไทยที่ผูกพันกับสถานีรถไฟกรุงเทพ

ธงสีเขียวโบกสะบัดบนชานชาลาและบนขบวนรถ เสียงหวีดรถไฟดังขึ้น ล้อเหล็กค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากร่มเงาของหลังโค้งใหญ่โต ขบวนรถไฟค่อย ๆ เลื่อนห่างจากเราออกไปทีละนิด ๆ จนลับสายตา 

เรายังนึกไม่ออกเลยว่า วันที่รถไฟขบวนสุดท้ายเคลื่อนออกจากสถานี เราจะเสียน้ำตาแค่ไหน เราไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าในวันนั้นจะรู้สึกยังไง และไม่อยากให้ถึงวันนั้นจริง ๆ มันคงเจ็บปวดไม่น้อยกับภาพที่เห็นและความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามา เก้าอี้ที่เคยมีคนนั่งเต็มต้องว่างเปล่า ชานชาลาที่มีรถไฟจอดก็เงียบเชียบ สถานีที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนก็เหงาหงอย หรือแม้แต่รอบนอกที่เคยเต็มไปด้วยผู้คนซึ่งมุ่งหน้าเข้ามาในสถานี อาจจะเหลือเพียงแค่คนที่เดินผ่านไป แล้วแค่ยกกล้องถ่ายรูปเฉย ๆ เท่านั้น

ความสุขมันอยู่กับเราไม่นาน เท้าเราก้าวออกจากสถานี เดินออกมาด้านหน้า มองย้อนหลังกลับไปดูอาคารที่เปิดไฟส่องสว่าง สร้างความโดดเด่นท่ามกลางตึกรามบ้านช่อง ที่รายล้อมใต้ท้องฟ้ายามสนธยา 

ขอบคุณนะ ที่เป็นความทรงจำที่ดีของเรา เราจะไม่ลืมเธอในฐานะสถานีรถไฟที่ยิ่งใหญ่อีกเลย

แด่หัวลำโพง เพื่อน… ที่ระลึก

อำลาอาลัย ‘หัวลำโพง’ ความในใจจากแฟนพันธ์ุแท้รถไฟไทย ตัวแทนชาวไทยที่ผูกพันกับสถานีรถไฟกรุงเทพ
อำลาอาลัย ‘หัวลำโพง’ ความในใจจากแฟนพันธ์ุแท้รถไฟไทย ตัวแทนชาวไทยที่ผูกพันกับสถานีรถไฟกรุงเทพ

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load