รศ.ประภาภัทร นิยม เป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนรุ่งอรุณ

โรงเรียนทางเลือกที่กำลังจะมีอายุครบ 20 ปีแห่งนี้ ได้ชื่อว่าเป็นโรงเรียนทางเลือกที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ทั้งเรื่องบรรยากาศของโรงเรียนที่เหมือนบ้านกลางป่า รูปแบบการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตัวเองตั้งแต่อนุบาลจนถึงมัธยมปลาย ในแต่ละชั้นปีมีธีมหลักที่ทุกวิชามุ่งเข้าหาสิ่งนั้น เช่น เรื่องข้าว เรื่องน้ำ เรื่องกรุงเทพฯ

ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องเป็นโรงเรียนสร้างครูชั้นยอด และอาจารย์ประภาภัทรก็เปรียบได้กับ

‘ครูของครู’

ถ้าเราไม่ใช่นักการศึกษา เราน่าจะตื่นเต้นกับการให้เด็กทำอาหารเที่ยงกินเอง เด็กประถมต้นว่ายน้ำและพายเรือได้ ประถมปลายปลูกข้าวได้ มัธยมต้นออกแบบเก้าอี้และทำเก้าอี้ไม้ทรงประหลาดด้วยตัวเองได้ การสอนวิชาสังคมด้วยการพาเด็กไปอยู่กับชาวเขา ชาวประมง และให้ทำวิดีโอสารคดีส่งเป็นเรื่องปกติ

ทั้งโรงเรียนแยกขยะจนไม่เหลือขยะสักชิ้น เป็น zero waste อย่างแท้จริง ขยะทุกชิ้นจะถูกแยกแบบละเอียดยิบ แพ็กเกจใส่อาหารที่เปื้อนจะถูกล้างและผึ่งให้แห้ง ปากกาหนึ่งด้ามถูกแยกปลอก ด้าม ไส้ และสปริง ออกจากกัน กระดาษเอกสารต้องแยกกระดาษกับลวดเย็บออกจากกัน ทุกคนในโรงเรียนต้องแยกขยะแบบนี้ ถ้าเด็กคนไหนเอาไปทำต่อที่บ้านแล้วผู้ปกครองไม่รู้จะจัดการกับขยะที่แยกยังไง ก็เอามาส่งให้โรงเรียนจัดการต่อได้

ถ้าใครบอกว่าเมืองไทยแยกขยะไม่ได้ หรือแยกไปเขาก็เอาไปเทรวมกัน ต้องมาดูงานที่นี่

ศิษย์เก่าของโรงเรียนรุ่งอรุณที่ The Cloud เคยสัมภาษณ์ไปแล้วคือ เอิ๊ต ภัทรวี, เฌอปราง BNK48 แล้วก็ยังมีคนอื่นๆ อีก เช่น นายแบบอินดี้อย่าง ทู สิราษฎร์ 

กลับมาทำความรู้จักผู้ก่อตั้งเพิ่มเติมอีกสักนิด

อาจารย์ประภาภัทรเริ่มต้นชีวิตครูจากการเป็นอาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อมีประสบการณ์สอนลูกที่มีอาการคล้ายออทิสติก ก็พบว่าหลักสูตรการศึกษาที่มีในเมืองไทยไม่ได้ตอบโจทย์ผู้เรียนทุกคน และเด็กทุกคนมีศักยภาพที่จะเรียนรู้ได้ ถ้าได้รับกระบวนการสอนที่เหมาะสม

อาจารย์จึงก่อตั้งโรงเรียนรุ่งอรุณเมื่อ 20 ปีก่อน

จากนั้นก็เปิดมหาวิทยาลัยอาศรมศิลป์เมื่อ 10 ปีที่แล้ว

และนี่คือบทสนทนาระหว่างเรากับประภาภัทร ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นครูของครู

ประภาภัทร นิยม

ในมุมมองของครู ครูคือใคร

ครูเป็นผู้บอกกล่าวจากภายนอก เป็นเสียงจากภายนอก ธรรมชาติก็เป็นครูได้

การมองแบบนี้ต่างจากมองว่าครูคือผู้สอนยังไง

ทำให้คนเรียนมีโอกาสใช้ศักยภาพในการเรียนรู้ของตัวเองมากขึ้น เพราะเขาจะไม่จำกัดตัวเองว่าต้องรอฟังจากใครคนใดคนหนึ่งคนเดียว หรือวิธีเดียว แล้วเสียงจากภายนอกก็ต้องคู่กับเครื่องรับข้างใน ซึ่งมีหลายเครื่อง แต่ที่สำคัญที่สุดคือ การรู้จักคิดอย่างแยบคาย บางคนนั่งมองบึง มองต้นไม้ ก็รู้อะไรขึ้นมาได้ ไม่ต้องบอกกล่าวด้วยคำพูด แสดงว่าเขามีความสามารถข้างในในการอ่านสิ่งต่างๆ ให้ออก นี่คือปัจจัยข้างใน ปัจจัยข้างนอกคือครู ถ้าสองสิ่งนี้ผสมกันเมื่อไหร่ การเรียนรู้ก็เกิด

รู้เมื่อไหร่ว่ามีความเป็นครูในตัวเอง

ตอนสอนที่จุฬาฯ มั้ง เราอยากถ่ายทอดอะไรบางอย่างที่เรามีอยู่ มีความตั้งใจ มีฉันทะที่จะทำ ทำแล้วก็พอใจ อยากทำให้ดี อยากให้ผู้เรียนไปได้ไกลกว่าข้อจำกัดของเขา

สมัยสอนที่่คณะสถาปัตย์ฯ อาจารย์สอนต่างจากอาจารย์ทั่วไปไหม

คณะสถาปัตย์ฯ สอนต่างอยู่แล้ว นักเรียนไม่ได้เป็นผู้ฟังอย่างเดียว เขาต้องลงมือทำ ต้องใช้ความสามารถของตัวเองค่อนข้างเยอะ เวลาสอนเราไม่ค่อยบอกผู้เรียน แต่ชอบตั้งคำถามไปเรื่อยๆ กระตุ้นให้เขาคิด เอาตัวอย่างมาให้ดู แล้วชวนตั้งคำถาม

ดีกว่าการเลกเชอร์ยังไง

คนเรามีธรรมชาติที่จะรับความรู้ที่เป็นก้อนๆ อยู่บ้าง ถ้าเป็นก้อนสำเร็จรูปจากคนอื่น เป็นความรู้ของคนอื่น เราไม่ค่อยกิน กินก็ไม่ค่อยย่อย แต่ถ้าเป็นสิ่งที่เราพยายามเรียนรู้ด้วยตัวเอง เป็นความรู้มือหนึ่งของเรา เราจะอือๆๆ กับมัน นั่นคือธรรมชาติของเรา การส่งมอบความรู้สำเร็จรูปให้อาจจะเป็นบทบาทหนึ่งของครู แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะการให้ผู้เรียนเรียนรู้จากสูตรสำเร็จรูปมีประสิทธิภาพน้อยมาก หลังๆ ถึงมีทฤษฎีเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ ด้วยการแลกเปลี่ยนความเห็น การสร้างความรู้ต้องเอาความรู้ออกมาประลองกัน ด้วยการพูดคุยกัน หรือการเอามาทดสอบว่าใช่หรือไม่ใช่ เป็นความรู้ที่เกิดจากการประยุกต์ใช้สิ่งที่เรามีอยู่ อาจารย์เรียกว่า ‘ขาออก’ การให้นักเรียนนั่งเรียนแล้วครูก็ใส่ๆๆ เข้ามา นั่นคือขาเข้า ประสิทธิภาพการเรียนรู้จะต่ำ ครูต้องตระหนักว่า บทบาทของครูไม่ใช่แค่เมสเซนเจอร์ที่เอาความรู้สำเร็จรูปมาให้ ต้องมีความรู้ขาออกด้วย

การทำข้อสอบถือเป็นขาออกไหม

เป็นขาออกที่ไม่เต็มใจ เขาไม่ได้อยากจะประลองด้วยวิธีนี้

ตอนสอนมหาวิทยาลัย อาจารย์ดุมาก ทำไมถึงดุขนาดนั้น

บางทีคนเราก็ไม่รู้ตัวนะ เราอยากเห็นนักเรียนประสบผลสำเร็จ เคี่ยวเข็ญตัวเองไม่พอ ไปเคี่ยวเข็ญคนอื่นด้วย เป็นสิ่งที่ไม่ดี ไม่ควรทำ

แต่ก็ทำให้เด็กพัฒนาขึ้น

ก็ใช้วิธีอื่นสิ ไม่ต้องดุก็ได้ ตั้งคำถามเขาก็อยากเรียนแล้ว ตอนนั้นอาจารย์ยังอายุไม่มาก ยังแรงอยู่ ก็ไม่รู้เนื้อรู้ตัว หลังๆ ไม่ดุแล้ว เปลี่ยนวิธีการ

ปีนเขา

พอเปลี่ยนจากสอนเด็กมหาวิทยาลัยมาเป็นเด็กอนุบาล อะไรคือสิ่งที่ต่างไปที่สุด

เราได้เริ่มต้นจากวัยที่ยังมีความหวังมากๆ เขายังไม่ถูกกำหนดกรอบความคิด โอกาสของเขาเยอะ เราเห็นว่ามันงอกงาม มันทำได้ เด็กมหาวิทยาลัยถูกกำหนดทุกอย่างมาหมดแล้ว เขาแค่ต้องการสำเร็จการศึกษา เลยไม่สนุกกับการเรียนรู้เท่าไหร่

ทำไมถึงเชื่อมั่นในศักยภาพการเรียนรู้ของมนุษย์ขนาดนี้

เราเรียนรู้จากลูกคนเล็ก เขามีอาการคล้ายออทิสติก ทำให้เราได้เรียนรู้เยอะมาก เขารับรู้ไม่เหมือนคนปกติ เขาตั้งใจฟังนานๆ ไม่ได้ ไม่มองตาเรา เราก็ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไร เข้าใจไหม แต่เราเริ่มเห็นว่าเขารู้นะ พอเขาคลิกอะไรบางอย่างได้ การเรียนรู้ของเขาไปลิ่วๆๆ เราก็ อ๋อ วิธีการจัดการเรียนการสอนแบบปกติบางทีก็ไม่ได้เหมาะกับเด็กทุกคน

โรงเรียนรุ่งอรุณ
โรงเรียนรุ่งอรุณ

ตอนเปิดโรงเรียนรุ่งอรุณ อาจารย์อยากเห็นภาพโรงเรียนแบบไหน

เราไม่ได้คิดภาพสุดท้ายว่าจะต้องเป็นยังไง มันเริ่มจากจุดเล็กๆ ในความเชื่อว่า มนุษย์ทุกคนมีความสามารถพิเศษ คือทุกคนเรียนรู้ได้ ตอนเป็นอาจารย์ที่จุฬาฯ เราเห็นว่าเด็กๆ ไม่ค่อยได้ใช้สิ่งนี้ เอาแต่รออาจารย์ตัดสิน ทำให้เราหงุดหงิดมาก เขาออกแบบมาแล้วรอให้เราตัดสิน ซึ่งการตัดสินของเราอาจจะใช่หรือไม่ใช่ก็ได้ เขาต้องแลกเปลี่ยนความเห็นได้ว่าสิ่งที่เขาคิดคืออะไร อาจารย์เลยอยากเห็นโรงเรียนที่ใช้ศักยภาพของมนุษย์ให้เต็มที่

20 ปีก่อนไม่มีโรงเรียนแบบนี้เหรอ

ไม่มี

ทำไมถึงไม่มี

เป็นจารีตที่เราเรียนกันมาด้วยวิธีนี้ เราต้องฟัง แล้วถูกตัดสินมาตลอด เมื่อก่อนอาจจะดีก็ได้ แต่ยุคนี้ไม่ค่อยจะเหมาะแล้ว

ทำไมถึงมั่นใจว่าทุกคนเรียนรู้ด้วยตัวเองได้

เราเชื่อพระพุทธเจ้า เรามาลองฝึก ลองเรียนรู้ ลองปฏิบัติด้วยตัวเอง แล้วพบว่าวิธีสอนของพระพุทธเจ้านี่ใช่เลย ท่านไม่ได้สอนด้วยการเอาความรู้ของท่านใส่เข้าไปในคน แต่ท่านดูว่าเขาเป็นใคร คิดอะไรอยู่ มีปัญหาอะไร แล้วท่านก็พลิกมุมมอง ทุกคนเลยเข้าใจได้ทันที แสดงว่าทุกคนมีสิ่งนี้รออยู่ที่จะอ๋อด้วยตัวเอง

การศึกษาทางเลือก
การศึกษาทางเลือก

สิ่งที่ยากที่สุดในการตั้งโรงเรียนทางเลือกเมื่อ 20 ปีก่อนคืออะไร

การสร้างครู พระพุทธเจ้าเป็นครูของโลก คนที่จะเป็นครูได้ต้องรู้ชีวิต รู้ความเป็นไปของความเป็นมนุษย์ รู้ความเป็นไปของกระบวนการเรียนรู้ซึ่งเกิดจากข้างในด้วย ข้างนอกด้วย

ครูคณิตศาสตร์รู้แค่คณิตศาสตร์ไม่พอหรือ

เขาต้องรู้ว่าเด็กเข้าใจคณิตศาสตร์อย่างไร แล้วเอามาใช้ให้เป็น ครูอาจจะเริ่มสอนด้วยสถานการณ์บางอย่าง เช่น มีเด็กเข้าแถวเรียงตามลำดับไหล่กันสิบเอ็ดคน แล้วมีคนหนึ่งยืนในตำแหน่งที่ผิด สิ่งนี้บอกอะไรบ้าง สิ่งนี้ยั่วให้เด็กคิดนะ หลังจากนั้นครูจะให้เด็กเขียนสิ่งที่คิด ดูว่าทั้งห้องมีกี่วิธี ให้เด็กอธิบายวิธีคิดแล้วดีเบตกัน จนได้ข้อสรุปที่เป็นเอกฉันท์ เข้าใจตรงกัน ออกมาเป็นทฤษฎี เป็นการเรียนย้อนหลัง เริ่มจุดประกายให้ผู้เรียนก่อน

การศึกษาทางเลือก

พ่อแม่ที่ส่งลูกมาเรียนสิ่งนี้เมื่อ 20 ปีก่อน เป็นคนแบบไหน

เป็นคนที่เห็นอะไรบางอย่างในตัวลูก เห็นว่ามันไม่ไปด้วยกันกับแบบแผนปกติตามจารีต แล้วเขาก็แสวงหาว่าที่ไหนที่จะให้โอกาสลูก มนุษย์เราไม่เหมือนกันสักคน แต่โรงเรียนพยายามจะทำให้เหมือนกัน บางทีเด็กบางคนก็ซื่อตรงกับตัวเอง เลยไม่ยอมทำตามนั้น

บางคนเรียกว่า ดื้อ แต่อาจารย์เรียกว่า ซื่อตรงกับตัวเอง

ใช่

มีข้อดีไหม

มันดีตรงที่เขารู้แล้วว่าเขาไม่ใช่แบบนั้น แล้วเขาก็ไม่แน่ใจว่าเขาเป็นอะไรกันแน่ เขาก็อยากทดลอง ถ้าไม่มีพื้นที่ให้เขาทดลองเขาก็เฟล มีทั้งข้อดีข้อเสีย

โรงเรียนรุ่งอรุณ
งานไม้

ระบบการศึกษาโลกกำลังมุ่งหน้าไปทางไหน

นวัตกรรมทางการศึกษาทั้งหลายมาทาง Active Learning มากขึ้นเรื่อยๆ คือเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ กับครู กับสถานการณ์จริง เรียนแบบเน้นเป็นโปรเจกต์ ให้ตั้งโจทย์เอง คิดว่าอะไรคือประเด็น จะแก้ปัญหายังไง ใกล้เคียงกับวิธีการเรียนรู้ของมนุษย์ตามธรรมชาติ เพราะเราพบว่า ความรู้ไม่ใช่แบบแผนที่ต้องรู้ แต่รู้เพื่อเอาไปใช้ และใช้ทันที การเรียนแบบโปรเจกต์ทำให้ได้ใช้ความรู้ทันที ไม่ใช่รู้ไว้ล่วงหน้านานๆ เรียนจบแล้วค่อยเอามาใช้ เช่น เรียนเรื่องกรดด่าง เราก็ทำโปรเจกต์ให้ศึกษาน้ำเสียจากครัวที่อยู่ในบ่อดักไขมัน เอาน้ำไปทดสอบด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์ แล้วก็หาวิธีบำบัด เขาต้องรู้มากกว่ากรดด่าง ต้องรู้ว่ามีจุลินทรีย์อะไรย่อยไขมันได้ เป็นการเรียนเพื่อใช้ความรู้ แล้วเขาก็ไม่ได้ตกใจกับการต้องออกไปหาความรู้ เพราะความรู้ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ใครสถาปนาไว้ ต้องกราบไหว้บนหิ้ง พอรู้แล้วก็ลืม น่าเสียดาย

ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงรู้สึกว่าความรู้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เราไปเชื่อแบบนั้นตอนไหน

ตอนที่เราพยายามทำให้ระบบการศึกษาหรือระบบโรงเรียนเป็นระบบแบบแมส เป็นระบบอุตสาหกรรมที่ทำให้เด็กดูเสมือนว่าเหมือนกันทุกคน เอาเด็กอายุเท่ากันเข้ามาในชั้นเรียน ซึ่งสภาพแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในสังคม เราทำแบบอุตสาหกรรม คัดมาเลย ป.1 ล้วนๆ แล้วคิดว่าเด็กทุกคนอ้าปากรองรับสิ่งเดียวกันแล้วจะรู้สิ่งเดียวกัน ทำให้จัดการง่าย

การศึกษาทางเลือก

ที่นี่กำลังให้ครูเป็น learning designer สิ่งนี้คืออะไร

ครูทำหน้าที่ออกแบบสถานการณ์การเรียนรู้ไว้ รอให้เด็กเข้ามาสัมผัส เหมือน Learning Lab ครูอนุบาลจัดมุมเรียนรู้เรื่องต่างๆ ไว้ (ตรงโถงระหว่างห้องและในทุกห้องเรียนเหมือนนิทรรศการที่เล่นได้ในพิพิธภัณฑ์) ตอนแรกครูไม่ค่อยเชื่อว่าเด็กจะควบคุมตัวเองให้ไปเรียนทุกมุมได้ ก็เลยคิดวิธีกำกับเด็กอนุบาลให้ไปฐานหนึ่ง ฐานสอง แต่พอเปิดเทอมมาไม่เป็นแบบนั้น เด็กเข้าเอง บางมุมเด็กอยู่นาน แต่ในที่สุดเขาก็อยากรู้มุมอื่น แล้วก็ไปจนครบ แล้วกลับมาอยู่มุมที่เขาสนใจจริงๆ จบแล้วครูก็มาสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ นอกห้องเรียนก็มี มีเครื่องสูบน้ำพุที่ทำไว้ให้เด็กเล่น เปิดเทอมมาเด็กเล่นกันทั้งวันไม่ไปไหน น้ำ ทราย เนินดิน ต้นไม้ เป็นสิ่งที่เด็กชอบเรียนรู้มาก

มีพ่อแม่ที่ไม่อยากให้ลูกเล่นดินเล่นทรายไหม

ตอนแรกๆ ก็แบบนั้น กลัวลูกตกน้ำ ช่วงก่อนปิดเทอมใกล้ๆ สงกรานต์ อาจารย์ให้เป็นวันปล่อยผี ให้เด็กทุกคนลงบ่อดินตื้นๆ ลงไปก็ขี้โคลนเต็มไปหมด เหมือนควายลงปลัก เด็กๆ สนุกมาก หลังจากนั้นพ่อแม่ก็เลิกบ่น เข้าใจแล้ว (หัวเราะ)

โรงเรียนรุ่งอรุณ

มีคนบอกว่า อาจารย์สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในเด็กได้เร็วมาก และตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงนั้นทันที

เราเห็นแล้วเราไม่เฉย เราจะพาครูไปดูทันที แล้วก็ปรับทันที เพราะเด็กกินไม่อิ่มแล้ว เด็กไปไกลกว่าครูแล้ว เด็กประถมทำคลิปขึ้นยูทูบเองได้แล้ว ครูต้องเห็นว่าเด็กไม่ต้องการให้สอนทำคลิป แต่เขาต้องการเนื้อหาคลิปที่ดี เราต้องท้าทายเขาด้วยเนื้อหา ทำยังไงให้เขาแปลงเรื่องราวเหล่านี้ให้กลายเป็นเนื้อหาในวิดีโอที่ดีได้

ทำไมที่นี่ถึงชอบให้เด็กทำวิดีโอสารคดีมาส่ง แทนที่จะให้เขียนรายงาน

เป็นวิธีการถ่ายทอดความรู้ที่มีประสิทธิภาพ กระบวนการทำงานก็ฝึกให้เด็กมี Critical Thinking ได้เรียนรู้ว่าอะไรคือประเด็นหลัก ฝึกตั้งคำถาม ต้องผ่านการคิดอย่างมีวิจารณญาณสูง เด็กชอบมาก เพราะเขาไม่ชอบเรื่องอะไรง่ายๆ โจทย์เขาก็ตั้งกันเอง จากสิ่งที่เขาเรียน

เด็กยุคนี้ต่างจากยุคก่อนยังไง

เรียนรู้ไว เขาจะไม่ทิ้งเวลานานสำหรับการเรียน เรียนแล้วต้องใช้ทันที คุณภาพการฟังของเขาอาจจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่เราเสริมได้ด้วยการให้เขาทำงานเป็นทีม ต้องคุยกัน ปรับความเห็นที่แตกต่าง ยอมรับให้ได้ ไม่ปิดกั้นตัวเอง

เด็กเปลี่ยน ครูก็ต้องเปลี่ยน

เราเปลี่ยนวิธีการสอนทุกปีนะ ไม่ได้เปลี่ยนตามทฤษฎีมากมายนัก แต่เปลี่ยนให้เข้ากับเด็ก เพื่อให้เด็กเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง ได้โตตามธรรมชาติ ครูต้องปรับวิธีไปเรื่อยๆ เด็กยุคนี้อยากเรียนรู้อะไร อย่างเด็กอนุบาลเราให้ทำขนมปัง ครูก็แทรกการเรียนเข้าไปด้วย ยีสต์ทำหน้าที่อะไร ทำไมขนมปังถึงฟู ตั้งคำถามแล้วทดลองกัน ตอนอบนี่หอมมากเลยนะ ถ้าไม่ใส่ยีสต์ขนมปังจะแข็งเลย แต่เด็กก็กินกันจนหมด (หัวเราะ) มันมีเรื่องที่น่าสนใจสำหรับเด็ก ครูต้องมองให้เห็น อ่านให้ออกว่าทุกอย่างมีมุมของการเรียนรู้อะไรที่ท้าทายตัวเด็ก

โรงเรียนรุ่งอรุณ

แนวคิดในการออกแบบโรงเรียนรุ่งอรุณคืออะไร

โรงเรียนเป็นบ้านและเป็นห้องเรียนธรรมชาติ บ้านให้ความรู้สึกเป็นกันเอง ครูจะผ่อนคลาย อยู่กับนักเรียนก็จะไม่วางท่าเป็นผู้รู้ ที่นี่ไม่มีโรงอาหาร เราให้นักเรียนกับครูแต่ละห้องทำอาหารและกินข้าวด้วยกันในห้องเรียน เหมือนบ้าน เป็นกิจวัตรที่เด็กได้เรียนรู้ไปด้วยกัน แล้วก็ได้ฝึกทักษะต่างๆ เยอะมาก ทั้งกล้ามเนื้อ มือ ตา ต้องบริการคนอื่นด้วย อนุบาลนานๆ ทำเองที ที่เหลือมีแม่ครัวมาทำให้ ประถมทำสัปดาห์ละครั้ง นักเรียน ม.ต้น ทำห้องใครห้องมัน ส่วน ม.ปลาย แบ่งเป็นกลุ่มผลัดเวรกันมาทำเลี้ยงทั้ง ม.ปลาย ทุกวัน เด็กๆ คิดรายการอาหารมาเสนอครู วันนี้ทำขนมจีนน้ำเงี้ยวกัน แล้วเด็กๆ ก็ทำความสะอาดห้องเรียนเอง ห้องโถง ส้วม เด็กอนุบาลก็ทำเอง กลับบ้านไปเก่งเลย เขาได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากการฝึกทำงานพวกนี้

คหกรรม

ทำไมธรรมชาติถึงเป็นห้องเรียนที่ดี

เป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ เรียนไม่รู้จบ เรียนได้ทุกชั้นตั้งแต่อนุบาลถึง ม.ปลาย เรียนในห้องเรียนเขาอึดอัดนะ เขาถูกจำกัดพื้นที่ อยู่กันเยอะๆ ก็ซน จะหาเรื่องเล่น ก็พาไปเล่นเลยดีกว่า เรารู้ว่าพฤติกรรมของคนถูกหล่อหลอมด้วยสภาพแวดล้อมทางกายภาพ คนที่อยู่ในสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่เปิดกว้าง จิตใจก็จะเป็นอีกแบบ

20 ปีก่อนต้นไม้ในโรงเรียนเยอะแบบนี้ไหม

ไม่มีเลย เดิมเป็นสวนกล้วยไม้ ปลูกใหม่หมดเลย แล้วการตัดต้นไม้ที่นี่เป็นเรื่องใหญ่มาก ต้องขออนุญาต

โรงเรียนรุ่งอรุณ

การมีต้นไม้ใหญ่ในโรงเรียนดีกับเด็กยังไง

มันเป็นที่มาของชีวิตทุกอย่างเลย คุณเชื่อไหม ที่นี่มีเห็ดโคนขึ้นนะ ตื่นเต้นกันจะตาย เด็กก็ได้เรียนรู้ว่าเห็ดโคนขึ้นจากอะไร การเรียนรู้ทุกเรื่องมาจากธรรมชาติหมดเลย มีต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เป็นต้นที่เราให้เด็กอนุบาลทุกคนมาปีน ให้เวลาห้านาที เด็กสิบกว่าคนต้องช่วยกันปีนต้นไม้ขึ้นไปให้หมด เป็นการฝึกความอดทน รู้ว่าเราเป็นผู้นำในบางครั้ง เป็นผู้ตามบ้าง ให้เด็กได้ตัดสินใจแบบแมนๆ หลังๆ ให้เด็กไต่สะพานเชือกข้ามน้ำด้วย

พ่อแม่เขาไม่กลัวลูกตกต้นไม้เหรอ

เราก็พาพ่อแม่มาทำด้วยกัน พอลูกเข้าอนุบาลหนึ่งได้ปุ๊บ ผู้ปกครองต้องมาเข้าห้องเรียนพ่อแม่ สามสิบชั่วโมง มาทำอะไรแบบนี้กับลูกทุกวันเสาร์ เขาจะเห็นความสามารถในการเรียนรู้ของลูก แล้วก็จะวางใจ ปล่อยให้ลูกเรียนรู้ ไม่กำกับมากเกินไป หรือปล่อยปละมากเกินไป พอดีๆ

โรงเรียนรุ่งอรุณ

เด็กได้ทำนาในโรงเรียนด้วย

นาใกล้ๆ นี้เป็นของเด็ก ป.5 เขาปลูกข้าวไรซ์เบอรี่ เขาปลูกมาหลายปีแล้ว เห็นว่ายังไม่ดีพอ ปีนี้เขาบอกว่า จะทำให้ข้าวของเขามีคุณภาพมาตรฐานเท่าข้าวอินทรีย์ของโลก เด็กเดี๋ยวนี้มันใช่ย่อย เขาก็จะค่อยๆ คืบไปแบบนี้

ทำไมถึงพาเด็ก ม.ปลาย ไปออกภาคสนามด้วยการพาไปอยู่กับชาวบ้านที่มีปัญหา

มันต้องเป็นสถานการณ์จริงของผู้คน เขาถึงจะได้เรียนรู้เยอะ ถ้าไปดูเฉยๆ เป็นแค่ผู้สังเกตการณ์ตัวเราก็จะห่างออกจากเรื่องนั้น แต่ถ้าลงไปอยู่กับเขาทำตัวเป็นลูกหลานเขา ไม่ว่าจะเป็นคนต้นน้ำ ชาวเขา ชาวประมง คนที่ได้รับผลกระทบจากเหมือง จากโรงไฟฟ้าถ่านหิน เราจะเข้าใจชีวิตเขาว่ากำลังเผชิญกับอะไร เขาอยู่อย่างสุขสบายด้วยวิธีไหน หรือเจอปัญหาอะไรในชีวิต ซึ่งมาจากเรื่องราวอะไรในสังคม เขาจะได้เรียนรู้หมด เป็นการเตรียมตัวเป็นมนุษย์ เป็นคนในสังคมที่เข้าใจสังคม ถ้าเราอยู่ในสังคมนี้เราต้องมีส่วนผูกพันกัน เขาจะไม่เป็นคนที่แยกตัวจากสังคมหรือแสวงหาแต่ผลประโยชน์ส่วนตัว เราต้องรับรู้ความเป็นไปทั้งหมดด้วยกัน

แยกขยะ
แยกขยะ

ทำยังไงที่นี่ถึงไม่มีขยะ

ทุกสิ่งที่ออกจากตัวเราจะไม่เป็นขยะ เราต้องคิดว่ามันจะไปยังไง เวลาไปซื้อของเราจะได้ไม่ซื้อขยะมามาก ทำให้เห็นวิธีการว่าทำได้ไม่ยาก แล้วก็ทำไปด้วยกัน ตอนแรกขยะในโรงเรียนเยอะ รอ กทม. มาเก็บ ถังก็ไม่พอ กองอยู่หลังโรงเรียน แมลงวันเยอะ อาจารย์เลยให้เอาขยะทั้งหมดมากองตรงกลางลาน แจกถุงมือกับหน้ากากให้ครูทุกคน มานั่งล้อมวง แล้วหยิบขยะมาดูทีละชิ้น ช่วยกันคิดว่าถ้าจะไม่ให้มันเป็นขยะต้องทำยังไง ก็เห็นภาพว่า เมื่อขยะที่ปล่อยจากตัวเราไปรวมกันเป็นยังไง ที่สาหัสคือแพ็กเกจที่เปื้อนแล้วไม่ได้ล้างอาหารจะบูดเน่าอยู่ในนั้น ก็ได้ข้อสรุปว่า ต่อไปจะไม่ปล่อยให้ถุงพลาสติกหรือกล่องที่เปื้อนแล้วไม่ได้ล้างลงไปอยู่ในกองขยะ เลยทำเป็นสถานีล้างขยะ พอเจอกระดาษห่อข้าวมันไก่ก็งงว่าทำไมมีครูคนหนึ่งลอกพลาสติกออก เอาพลาสติกไปล้าง กระดาษก็ทิ้งเป็นเศษกระดาษ กล่องนมใช้วิธีตัดแล้วแผ่ออก ล้างให้สะอาด เราให้เด็กอนุบาลทำสิ่งนี้ เพราะเขาต้องกินนมที่ทางบ้านเตรียมมา ก็ทำกันด้วยความสนุกสนาน ผู้ใหญ่ก็ต้องยอมทำตามในที่สุด

พระพุทธรูป

บางคนบอกว่าที่นี่เป็นโรงเรียนวิถีพุทธ มันต่างจากการสอนวิชาพุทธศาสนาในโรงเรียนอื่นยังไง

เราไม่ได้สอนเป็นวิชา แต่ประยุกต์แนวคิดของวิถีพุทธมา เราทำให้ครูตระหนักว่าทุกอย่างที่เรียนควรจะเป็นสิ่งที่มีคุณค่า มีความหมายต่อชีวิต และทำให้ชีวิตมีคุณค่า ครูต้องออกแบบทุกแผนการเรียนการสอนโดยตั้งเป้าหมายนี้ให้ชัด ถ้าให้เขาเรียนสมการกำลังสอง ต้องบอกได้ว่ามันเกี่ยวอะไรกับชีวิตเขา ทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นยังไง วิชาความรู้สรรพศาสตร์ทั้งหลายต้องทำให้ชีวิตดีขึ้น

ถ้าตอบว่าใช้สอบเข้ามหาวิทยาลัย ถือว่าทำให้ชีวิตดีขึ้นไหม

ก็ดีขึ้น แต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ต้องเอาชีวิตดีขึ้นเดี๋ยวนี้แบบที่เด็กเข้าใจและรู้สึกได้ด้วยตัวเอง ว่ามันมีความหมายต่อเรา แล้วเขาก็อยากเรียน เราพบว่าสิ่งที่มีความหมายต่อผู้เรียนและท้าทายมากที่สุดจะมีคุณค่าแฝงอยู่ในนั้น มนุษย์เราพิเศษตรงไม่รับสิ่งที่ไม่มีคุณค่า และไม่ได้ทำให้ตัวเองดีขึ้น เราถึงเติมคุณค่าเข้าไปในทุกเรื่องที่สอน ทุกกิจกรรมที่ทำ ทำไมเราถึงสร้างอาคารแบบนี้ สร้างโรงปั้นแบบนี้ เพราะเราเห็นว่ากิจกรรมการปั้นมีคุณค่า เราต้องการส่งเสริมคุณค่านี้ เราต้องให้เขาอยู่บนบรรยากาศที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติ เราพบว่าการปั้นช่วยฝึกมือ ตา และการบาลานซ์ มันช่วยฝึกวินัยบางอย่างในใจ เด็กพิเศษบางคนได้งานปั้นช่วยให้เขาสงบแล้วจัดการชีวิตตัวเองได้ ทุกเรื่องไม่ใช่สิ่งที่ทำไปอย่างงั้นๆ ทุกเรื่องทำให้ถึงคุณค่าได้ทั้งนั้น แยกขยะก็มีคุณค่าได้ มันกลับมาสอนใจตัวเองได้ เอาขยะออกจากใจตัวเองก่อน เป็นพุทธเชิงนัย ครูและนักเรียนทุกคนจึงเข้าถึงได้

การเรียนการสอนแบบนี้ทำให้เด็กเข้ามหาวิทยาลัยได้ไหม

เขาก็เข้าได้นี่ ถ้าเขาเข้าใจวิชาต่างๆ ได้ การสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ไม่ใช่เรื่องยาก บางคนก็ไปเรียนพิเศษเพิ่มเติม บางคนไปติวก่อนสอบ แค่ไปรู้ว่าข้อสอบมันจะถามอะไร

โรงเรียนรุ่งอรุณ
เซรามิก

เวลาเห็นข่าวครูแย่ๆ ท้อไหม

ครูเหล่านั้นเขายังไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเขาทำสิ่งที่ดีได้ ถ้ารู้เมื่อไหร่เขาก็คงทำ แต่ที่ร้ายจริงๆ ก็ไปทำอย่างอื่นเถอะอย่ามาเป็นครูเลย แต่ไม่ว่ายังไงโลกนี้ก็ยังต้องมีครู และมีครูดีๆ เยอะกว่าครูไม่ดี ไม่งั้นพวกเราจะรอดมาได้ไง เราเห็นแต่ข่าวครูไม่ดี เลยไปวอแวกับเรื่องนั้นเยอะ ทางที่ดีคือเราต้องมุ่งสร้างครูดีๆ

นักเรียนจำเป็นต้องเคารพครูไหม

ถ้าไม่เคารพก็จะไม่เกิดความสัมพันธ์ เหมือนที่พูดไปตอนแรกว่า การเรียนรู้มีทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน ถ้ามันไม่ถึงพร้อมการเรียนรู้ก็เกิดยาก ใครจะทำหน้าที่เหนี่ยวนำปัจจัยภายใน ครูที่เป็นกัลยาณมิตรของเด็กจะเหนี่ยวนำปัจจัยภายในของเด็กได้

เรื่องนี้มี 2 ด้าน ถ้าเด็กเคารพครู ความเป็นครูก็เกิดนะ ถ้าได้ชื่อเพียงว่าเป็นนักเรียนกับครูกันแต่ไม่เคารพก็ยังไม่เป็นครู ความเป็นครูมันขึ้นกับนักเรียนศรัทธาไหม ถ้าเขาเคารพ แสดงว่าครูเป็นผู้บอกกล่าวที่ดีสำหรับเขา ถ้าเด็กไม่เคารพครูจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ โลกนี้จะอยู่กันยังไง ใครจะบอกใคร มันก็ยุ่งเหมือนกันนะ ส่วนครูก็ต้องตระหนักว่าอะไรคือจุดที่ทำให้เด็กเชื่อมั่น ศรัทธา เด็กจะพึ่งพาสติปัญญาของเราได้ไหม เราเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณให้เขาได้หรือเปล่า การสถาปนาครูไม่ได้เกิดจากการแต่งตั้ง แต่เด็กเป็นคนเลือก ความเป็นครูถึงเกิด

ครูต้องทำตัวยังไงเด็กถึงเคารพ

ต้องเปิดใจเรียนรู้เด็กจริงๆ เด็กถึงจะวางใจ ถ้าครูคนไหนเคี่ยวเข็ญจะให้ได้อย่างนั้นอย่างนี้ก็เหมือนพ่อแม่ที่หวังดีอยากให้ลูกเป็นโน่นเป็นนี่ เด็กอาจยอมเคารพด้วยอำนาจบางอย่าง ดูเหมือนเคารพแต่เป็นไปด้วยอำนาจหรือเปล่า ครูต้องระวังส่วนนี้ให้ดี

โรงเรียนรุ่งอรุณ
โรงเรียนทางเลือก

ถ้าครูที่อยู่ในโรงเรียนซึ่งเต็มไปด้วยแบบแผนอ่านแล้วชอบวิธีการของรุ่งอรุณ เขาทำอะไรได้บ้าง

ทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั่นหละ สิ่งที่เล็กที่สุดคือความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน ตรงนี้ทำได้ไม่มีใครมาบังคับ จะโครงสร้างแบบไหนหลักสูตรไหนก็ทำได้ ที่นี่ก็ใช้หลักสูตรมาตรฐานแกนกลาง แต่ครูใช้วิธีการอีกอย่าง สอนเสร็จก็เอาไปเทียบว่าตอบตัวชี้วัดได้ มันขึ้นกับใจของคุณว่ามั่นคงแค่ไหน

20 ปีรุ่งอรุณ อะไรคือสิ่งที่อาจารย์ภูมิใจสุด

เราได้สร้างชุมชนที่ดีที่หล่อหลอมคนได้ ทั้งครู ทั้งนักเรียน ทั้งผู้ปกครอง การได้เห็นเด็กเติบโตขึ้น ประสบความสำเร็จในชีวิตเป็นความสุขของครูทุกคนที่นี่ เด็กที่จบไปก็เป็นตัวของเขาเอง มีวิธีคิดที่ทำให้เขาแก้ปัญหาหรือเลือกวิถีในชีวิตของเขาได้ดีเหมาะสม แม้แต่เจ้าเฌอปราง (BNK48) ก็ส่งเฟซบุ๊กมาให้อาจารย์ดู เขาอยากให้เรารู้ว่าเขาไปทำอะไร เขาเป็นเด็กที่ตั้งใจเรียนดี แต่ก็อยากทำอะไรอีกแบบ เป็นวิถีของเขาที่เราก็ดีใจด้วยที่ได้ทำสิ่งที่ชอบ

พูดถึงวันครู นึกถึงอะไรเป็นอย่างแรก

ครูมีหลายรูปแบบ พ่อแม่คือครูที่สำคัญที่สุดของลูก เป็นครูคนแรกและครูที่มีอิทธิพลสูงมากสำหรับลูก อยากให้พ่อแม่ระลึกถึงสภาวะนี้ของตัวเอง สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างลูกกับตัวเอง นี่คือสะพานของการเรียนรู้ ไม่ใช่ยกลูกมาให้ครูสอน แต่พ่อแม่ไม่สอน บางคนไม่รู้ตัวนะ เขารู้สึกว่าลูกต้องไปเรียน เวลาทำงานบ้านก็ไม่เรียกลูกมาทำด้วย เพราะลูกมีหน้าที่เรียนก็เรียนไป จะให้พาไปไหนก็พาไปแต่เป็นคนพาไปเฉยๆ ไม่ได้ไปเรียนรู้สิ่งนั้นๆ กับลูก ลูกก็จะเหงามาก หัวใจก็จะแหว่ง เขาเลยหาทางเติมเต็มด้วยวิธีแปลกๆ มันมีผลกระทบมากเลยนะ ถ้าพ่อแม่ลืมความสำคัญของการเรียนรู้ร่วมกับลูก

ประภาภัทร นิยม

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

จูดี้-จุรีพร ไทยดำรงค์ เป็นครีเอทีฟโฆษณาที่ประสบความสำเร็จระดับโลก มาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

5 ปีก่อน ผมได้ข่าวว่าเธอไปซื้อที่ดิน 300 ไร่ ที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อพลิกฟื้นให้กลับคืนเป็นป่า

ปลายปีที่แล้ว ผมได้ข่าวเพิ่มเติมว่า เธอตัดสินใจย้ายแมวพเนจรที่เธอดูแลอยู่ 64 ตัว ไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ (แบบมีรั้วรอบขอบชิด) ในพื้นที่ของเธอที่เรียกว่า ‘Mae Wang Sanctuary’ แถมยังเปิดบ้านต้นไม้กลางสวนแมวเป็นที่พักแบบ Airbnb ชื่อ ‘Suan Meow Mae Wang

ครั้งนั้นผมเดินทางไปเยี่ยมเธอเพื่อเขียนเรื่องสวนแมวลงในคอลัมน์ Have a Nice Stay และสัมภาษณ์ถึงจุดเปลี่ยนครั้งต่าง ๆ ในชีวิตการทำโฆษณา ลงในพอดแคสต์รายการ Coming of Age

แล้วผมก็ตั้งใจชวนเธอคุยเรื่องชีวิตปัจจุบัน กับการตัดสินใจมาใช้ชีวิตส่วนใหญ่ท่ามกลางธรรมชาติที่แม่วาง เราคุยกันไม่จบ เลยขอนัดสัมภาษณ์อีกรอบที่บ้านของเธอย่านอโศก ในวันที่เธอมีนัดเลี้ยงรวมรุ่นอดีตพนักงานของ JEH United

ผมอยากทำความรู้จักเธอผ่านบ้าน 3 หลัง ในชีวิต 3 ช่วง ซึ่งเป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ประตูบ้านเปิดแล้ว ขอเชิญเดินเข้ามาด้านใน

บ้านหลังที่หนึ่ง

บ้านยุค 60 บนพื้นที่ไร่ครึ่ง มีสระว่ายน้ำ สนามหญ้า และต้นไม้ใหญ่ในย่านอโศก

สถานะล่าสุดของบ้านหลังนี้คือ บาร์ที่ให้ความรู้สึกเหมือนไปสังสรรค์บ้านเพื่อนที่ชื่อ ‘House 20 Cat and Home Studio Bar’ เปิดเดือนละครั้ง โดยมีลูกเล่นเป็นการออกแบบเครื่องดื่มล้อกับผลงานโฆษณาชิ้นดังของเจ้าบ้าน นอกเหนือจากค่ำคืนพิเศษ ที่นี่คือโฮมสตูดิโอที่เปิดให้คนมาเช่าถ่ายงาน อย่างมิวสิกวิดีโอเพลง รักรักรักรักรักรักรัก ของ D Gerrard

อีกฝั่งของสนามหญ้า เป็นห้องเล็ก ๆ 2 – 3 ห้องใช้ดูแลแมวจรจัดที่ป่วย ส่วนบ้านหลังเล็กริมสระน้ำ คือบ้านของจูดี้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่ตอนนี้เธอใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่เชียงใหม่ กลับมาพักที่นี่ประมาณเดือนละสัปดาห์

ย้อนกลับไปปี 2010 ที่นี่เคยเป็นออฟฟิศสุดท้ายของเอเจนซี่ JEH United ที่เธอเป็นเจ้าของ ก่อนจะรวมตัวกับ Nude Communication ของ ต่อ สันติศิริ เป็น nudeJEH ในปีเดียวกัน แล้วย้ายไปใช้สำนักงานย่านพระรามสี่ พอปี 2015 ก็มีการรวมตัวทางธุรกิจอีกรอบเป็น GREYnJ UNITED

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

Chief Creative Officer และ Chairwoman ของ GREYnJ UNITED เล่าว่าเธอเจอบ้านหลังนี้ครั้งแรกเมื่อปี 2001 ครั้งนั้นเป็นออฟฟิศของ Finito โปรดักชันเฮาส์งานตัดต่อหนัง ซึ่งมีเจ้าของเป็นชาวออสเตรเลีย เธอหลงรักตัวบ้านที่ดูอบอุ่น ต้นไม้ใหญ่ และพื้นที่ที่มีทั้งสนามหญ้าและสระว่ายน้ำ จนเวลาผ่านไป 10 ปี บ้านหลังนี้ก็ว่างลง เพราะ Uppercut โปรดักชันเฮ้าส์หนังของ อู๊ด-ชูพงษ์ รัตนบัณฑูร ผู้เช่ารายล่าสุดขอย้ายออก เนื่องจากทนความวุ่นวายจากการก่อสร้างคอนโดสูงลิ่วที่อยู่ติดกันไม่ไหว เธอจึงขอเช่าต่อซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คอนโดสร้างเสร็จพอดี

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

“ตรงนี้เคยเป็นห้องนิวมีเดีย” เจ้าบ้านชี้ให้ดูมุมหนึ่งบริเวณชั้นล่างของบ้าน มันคือแผนกใหม่ที่เธอลองตั้งขึ้นมาเพื่อทำงานสนุก ๆ ตั้งแต่ยังไม่มีคำว่า Brand Experience ยุคนั้นเลยเกิดงานใหม่ ๆ ขึ้นที่บ้านหลังนี้มากมาย เช่น การเอาน้ำออกจากสระแล้วใช้เป็นพื้นที่จัดการแสดง รวมไปถึงการทำ Digital Mapping ใส่ตัวบ้าน ซึ่งเป็นลูกเล่นที่ใหม่มากในยุคนั้น

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

ตอนที่บ้านหลังนี้เป็นออฟฟิศ จูดี้ไม่ได้พักที่นี่ เมื่อออฟฟิศย้ายออกไปจึงไม่มีเหตุผลอะไรให้เช่าที่นี่ต่อ

“พี่เป็นคนประหลาด ทำอะไรไม่ค่อยถามใคร ไม่งั้นคงไม่ได้ทำ ชอบคิดเอง ทำเอง เราคิดว่าพื้นที่มันดี กว้างขวาง มีต้นไม้ใหญ่ มีสระว่ายน้ำ สนามหญ้า อยู่กลางเมือง แต่ไม่ได้ยินเสียงจากถนน ที่แบบนี้หายากนะ ก็เลยเช่าต่อไปก่อน ยังไม่รู้จะทำอะไรเหมือนกัน แต่มันเป็นรักแรกพบของเราเมื่อ 21 ปีที่แล้ว” ความประหลาดที่เธอว่าก็คือ เธอเช่าบ้านทิ้งไว้เฉย ๆ 1 ปี โดยมียาม 1 คน กับหมาที่เธอเก็บมาเลี้ยง 1 ตัวเฝ้าบ้านให้

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

จากนั้นเธอก็ย้ายเข้ามาอยู่ พร้อมกับเริ่มเก็บแมวพเนจรแถวนี้มาทำหมันแล้วเอามาเลี้ยงในบ้าน นับรวม ๆ ได้ 80 กว่าตัว จนทุกห้องในบ้านกลายเป็นที่อยู่ของแมว ซึ่งเป็นความสุขก้อนใหญ่ของชีวิตของเธอในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

ทำงานที่บ้าน

ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา โลกดิจิทัลทำให้วงการโฆษณาเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

“งานโฆษณาเริ่มเป็นดิจิทัล เป็นออนไลน์ มันคิดคนละแบบกับโฆษณายุคก่อน แต่ไอเดียที่ดีก็ยังเป็นไอเดียที่ดีนะ เพียงแต่อายุงานมันสั้นลงเรื่อย ๆ เมื่อก่อนหนังโฆษณาเรื่องนึงออนแอร์ไม่ต่ำกว่า 3 เดือน บางเรื่องฉายอยู่ 5 ปี เดี๋ยวนี้เราคิดหัวแทบแตกออนแอร์ไม่ถึงวันคนลืมหมดแล้ว ลูกค้าให้ความสำคัญกับโปรดักชันน้อยลง เมื่ออายุสั้นก็ไม่ต้องลงทุนมาก เน้นถ่ายง่าย ๆ แต่ไปเพิ่มจำนวนชิ้นงานแทน งานก็เลยเยอะขึ้นหลายเท่าตัว งานโฆษณาก็เลยเป็นงานที่หนักและเหนื่อยมาก” คนโฆษณารุ่นใหญ่สรุปภาพรวมของวงการ

เมื่อโฆษณาปรับตัว เธอก็ต้องปรับตัว

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

“เราก็อายุมากขึ้น เราอยู่คาบเกี่ยวระหว่างยุคแอนาล็อกกับดิจิทัลก็จริง แต่เราก็ไม่ได้ทำดิจิทัลเก่งเท่าน้อง ๆ เราเลยลดบทบาทของตัวเองลง ไม่ลงรายละเอียดแล้ว ให้คนหนุ่ม ๆ สาว ๆ ทำไป ส่วนเราก็ไปเน้นเรื่องการมองภาพแบรนด์ในระยะยาว ไอเดียในระยะยาว วิเคราะห์สถานการณ์ ตีโจทย์ ไปเน้นงานวางกลยุทธ์มากขึ้น”

เจ๊จูดี้ของน้อง ๆ ยังคงตรวจงานครีเอทีฟกับทีม แต่เธอเลือกให้น้อง ๆ มานั่งคุยงานกันที่ม้าหินหน้าบ้าน แทนที่เธอจะเข้าออฟฟิศ “ไปออฟฟิศไม่ค่อยได้งาน ประชุมตลอด ถ้าอยากได้งานต้องมาอยู่ที่เงียบ ๆ จะคิดงานได้เร็ว พี่คุยงานกับน้อง ๆ ที่โต๊ะนี้แทบทุกวันมา 4 – 5 ปี งานเคพลัสก็คุยกันที่โต๊ะนี้” เธอหมายถึงหนังโฆษณาเรื่อง Friendshit ที่กวาดรางวัลกรังปรีซ์จากเวทีประกวดโฆษณามาทั่วโลก

บ้านหลังที่สอง

บ้านไม้เรียบง่าย 2 ชั้น ริมบ่อปลา

“พี่อยากหาบ้านที่จะไปอยู่ตอนเกษียณ” จูดี้เปิดบทสนทนาที่โต๊ะรับแขกบนชานบ้านไม้หลังน้อยกลางสวนส้มที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ “พี่เริ่มคิดตั้งแต่ตอนอายุ 50 ร่างกายเริ่มไม่ไหว ช่วง 52 นี่เห็นชัดเจน นอนไม่หลับ ถ้าทำงานหามรุ่งหามค่ำอดนอนก็จะพูดจาไม่รู้เรื่องแล้ว เลยเริ่มคิดว่า ถ้าไม่ทำโฆษณาจะทำอะไรดี”

ทีแรกเธออยากไปซื้อบ้านอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติที่ต่างประเทศ พอลองหาข้อมูลทั้งฮาวาย ฝรั่งเศส และอีกหลายประเทศ ก็พบว่า ราคาถูกกว่าอยู่กลางเมืองเชียงใหม่เสียอีก แต่การไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ต่างประเทศในวัย 50 กว่า ๆ ดูจะเป็นเรื่องใหญ่เกินไป แล้วก็ไม่รู้ว่าจะจัดการแมว 80 กว่าตัวยังไง ก็เลยเลือกซื้อที่ในเมืองไทยเพื่อปลูกต้นไม้ ลองทำการเกษตรตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งครั้งหนึ่งเธอเคยทำหนังโฆษณาเรื่องนี้ เลยได้ศึกษาอย่างจริงจังจนติดอกติดใจ แต่ไม่มีโอกาสได้ลองทำสักที

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

“ส่วนใหญ่เราจะเห็นคุณค่าของธรรมชาติตอนอายุมากขึ้น พอได้อยู่ใกล้ต้นไม้ ในที่อากาศดี ๆ เราจะรู้สึกสบายตัว สบายใจ พออายุมากขึ้น ผ่านอุปสรรคปัญหามาเยอะ ๆ แล้วได้กลับไปอยู่กับธรรมชาติ มันเหมือนได้รางวัล” เพื่อนร่วมวงการของเธอหลายคนก็คิดและทำไม่ต่างกันไม่ว่าจะเป็น ต่อ-ธนญชัย ศรศรีวิชัย, ไก่-ธีรศักดิ์ ธนพัฒนากุล, ตุ้ย-เสกสรรค์ อุ่นจิตติ หรือ จอนนอนไร่ ครีเอทีฟต่างชาติก็ไม่ต่างกัน เพื่อนของเธอที่ Wieden+Kennedy ก็ไปซื้อที่ในสหรัฐฯ ทำฟาร์ม เลี้ยงม้า เลี้ยงสัตว์ มาเซโล เซอร์ปา (Marcello Serpa) เทพโฆษณาจากบราซิลก็ไปอยู่ฮาวาย หรือเซอร์ จอห์น เฮกาตี้ (Sir John Hegarty) ครีเอทีฟระดับตำนานของอังกฤษก็ไปทำไร่องุ่น ทำไวน์ไว้กินเอง

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

สุดท้ายจูดี้ก็ตกลงปลงใจซื้อที่ดินสวนส้มที่อำเภอแม่วางพื้นที่ 57 ไร่ เพื่อใช้เป็นที่มั่น แต่เธอดันไปเห็นพื้นที่ผืนข้าง ๆ ที่เป็นป่าเบญจพรรณเสื่อมโทรมแห้งแล้ง เพราะมีการเบี่ยงน้ำเพื่อทำการเกษตร เธอก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงเห็นภาพสัตว์ป่าวิ่งกรูกันหนีตายจากไฟป่าโผล่ขึ้นมาในหัวครั้งแล้วครั้งเล่า ทำงานก็เห็น จะนอนก็เห็น ต่อ ธนญชัย บอกว่า มันคงเป็นสัญญาณให้เธอซื้อที่ตรงนี้เพื่อพลิกฟื้นให้มันกลับมาเป็นป่า

“มาทางนี้มีแต่ได้ ไม่มีเสีย” ต่อแนะนำ ตอกย้ำด้วยความเห็นชอบจาก อาจารย์จุลพร นันทพานิช สถาปนิกผู้ถนัดในการฟื้นป่า จูดี้ก็เลยเป็นเจ้าของโฉนดที่ดินปึกใหญ่ที่นับพื้นที่รวมกันได้ประมาณ 300 ไร่

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

ให้ธรรมชาติเยียวยาอย่างเงียบ ๆ

ตอนนี้จูดี้พักอยู่ในบ้านไม้ 2 ชั้นหลังเล็ก มีทุกอย่างเท่าที่จำเป็น ซึ่งเดิมเป็นของผู้ดูแลสวนส้ม เธอรีโนเวตมันเล็กน้อย จนเป็นบ้านที่ดูอบอุ่นน่าอยู่

การใช้ชีวิตในบ้านหลังนี้ช่วงแรกไฟฟ้ายังมาไม่ถึง ต้องใช้น้ำบาดาล สัญญาณอินเทอร์เน็ตกระท่อนกระแท่น และไม่มีน้ำอุ่น ต้องใช้วิธีอาบน้ำตอนเที่ยง จูดี้เริ่มต้นจากการติดโซลาร์เซลล์แบบจริงจัง ตามด้วยโซลาร์เทอร์มอลสำหรับทำน้ำร้อนไว้อาบ และล่าสุดติดอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจนทำงานออนไลน์ได้ไม่ต่างจากอยู่อโศก

“ตอนแรกก็อึดอัดเหมือนกัน เราเคยอยู่แบบสะดวกสบาย เดินจากบ้านไม่ถึงร้อยเมตรมีเซเว่น 3 สาขา แต่ที่นี่ขับรถไป 15 กิโลยังไม่เจอเซเว่นเลย” จูดี้หัวเราะ “ไปไหนมาไหนก็ต้องขับรถกระบะ ไม่สะดวกเลย แต่พออยู่ไปนาน ๆ ก็เริ่มชิน ในรัศมีหลาย ๆ กิโลรอบบ้าน ไม่มีบ้านใครเลย มีแต่ต้นไม้กับสัตว์ ตอนแรกหลอนมาก อยู่คนเดียวไม่ได้ ได้ยินเสียงอะไรนิดหน่อยก็กลัวไปหมด แต่พออยู่ไปนาน ๆ เหมือนได้อยู่กับตัวเองกลางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ เริ่มสบายใจ ธรรมชาติเยียวยาเรา ความเงียบก็เยียวยา เสียงจิ้งหรีด เสียงกบเสียงเขียด เสียงนกฮูกก็เยียวยา”

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

สวนส้มแสนรัก

จูดี้ชวนเดินลงจากบ้าน ผ่านหลังบ้านแมว ไปดูสวนส้ม ตอนเธอมาดูที่รอบแรก ส้มเกือบ 3,000 ต้นอยู่ในสภาพใกล้ตาย แห้งเหี่ยวเพราะที่นี่แล้งอย่างรุนแรง เธอแก้ปัญหาด้วยการปลูกต้นไม้เพื่อช่วยกักเก็บน้ำ และเลิกใช้สารเคมีทั้งหมด เปลี่ยนไปปลูกส้มแบบอินทรีย์ ผลลัพธ์คือผลส้มเหลือขนาดเล็กจิ๋วเท่าลูกมะนาว แต่ 5 ปีผ่านไป ส้มก็ปรับสภาพได้และกลับมามีขนาดเท่าผ่ามือเหมือนเดิม

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

“ช่วงหน้าหนาวฝนตกเดือนละครั้งส้มก็ได้น้ำเท่านั้น เมื่อก่อนกลัวส้มตายต้องไปหาน้ำมารด แต่สุดท้ายก็พบว่าเขาอยู่ได้ ธรรมชาติจัดการตัวเองได้ ถ้าได้น้ำเขาจะเอาไปเลี้ยงใบ ถ้าฝนไม่ตกเขาจะเอาอาหารไปเลี้ยงลูก เดี๋ยวเดือนธันวาฯ มกราฯ กุมภาฯ ก็ได้กิน แต่เขาออกลูกไม่พร้อมกัน มันเป็นวิถีธรรมชาติ ถ้าจะให้ออกพร้อมกันมีขนาดเท่านั้นแบบอุตสาหกรรมต้องใช้เคมีจัดการ ซึ่งเราไม่ได้อยากเป็นแบบนั้น” ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกเล่าเรื่องส้มต่ออีกมากมายแบบคนทำจริงรู้จริง

“ลำไยนี่ก็ออร์แกนิกเหมือนกัน” จูดี้เด็ดลำไยสด ๆ จากต้นให้ชิม เธอบอกว่าเจ้าของเดิมปลูกผลไม้ติดสวนไว้หลายอย่าง ยังมีมะม่วง อะโวคาโด ขนุน เกาลัด มะนาวตาฮิติ ฯลฯ เจ้าของใหม่เลยได้อานิสงส์ไปด้วย

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

จูดี้เริ่มปลูกต้นไม้ป่าต้นแรกวันที่ 1 กรกฎาคม ปี 2017 ถึงตอนนี้เธอปลูกไปแล้ว 20,000 กว่าต้น 5 ปีผ่านไป จากที่ช่วงหน้าแล้งต้นไม้เคยใบเหลืองกรอบ ตอนนี้จะฤดูไหนใบไม้ก็ยังเขียว เธอบอกว่า ถ้าอยู่ที่นี่ งานหลักของเธอคือไปช่วยคนงานปลูกต้นไม้

“มันเป็นการทำสมาธิแบบนึง ก่อนจะหย่อนต้นกล้าลงหลุม เราจะพูดกับต้นไม้ พูดกับสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ขอให้เขาเจริญเติบโตแข็งแรงปลอดภัย แล้วหันหลังใบไปทางทิศใต้ แล้วค่อยเอาลงหลุม เพราะเมืองไทยแดดมาทางทิศใต้ ต้นไม้ส่วนใหญ่เลยหันหลังใบไปทางนั้น รากของเขาก็จะไปทางทิศใต้ ทำแบบนี้ต้นไม้จะโตเร็วขึ้น” จูดี้บอกเคล็ดลับที่อาจารย์จุลพรสอน

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ความสุขจากการปลูกต้นไม้ของเธอคือ การได้เห็นชีวิตเติบโตแผ่กิ่งก้านสวยงาม เปลี่ยนพื้นที่ร้อนตับแลบให้ร่มเย็น พอได้ยืนใต้ร่มเงาของต้นไม้ที่ตัวเองปลูกก็รู้สึกภูมิใจ

การใช้ชีวิตแบบนี้ในวัยปลาย 50 สร้างความสงสัยให้เพื่อนพ้องหลายคน ทำไมเธอถึงไม่เอาเงินจำนวนนี้ไปซื้อบ้านหรูริมทะเลที่ภูเก็ต หรือใช้ชีวิตหรูหราฟู่ฟ่ากลางเมือง

“พี่นึกภาพตัวเองแบบนั้นไม่ออกเลย วัน ๆ จะทำอะไรวะ นั่งเล่นโทรศัพท์เหรอ เป็นง่อยกันพอดี” จูดี้หัวเราะแล้วเล่าเหตุผลที่เธอเลือกเดินทางนี้

“การมาใช้ชีวิตแบบนี้ อาจจะทำให้ตัวเองรู้สึกมีคุณค่ามั้ง เราได้เกิดมาเป็นคน ได้ทำประโยชน์ให้ชีวิตอื่น กับโลกใบนี้ เราเป็นลูกคนเล็ก เป็นลูกสาวคนเดียว เป็นคนอ่อนแอ เปราะบาง แต่ไปช่วยหมาแมวที่ลำบากกว่าเรา ทำให้รู้สึกว่า ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ นอกจากจะไม่ทำ พอทำแล้วรู้สึกว่าเราเข้มแข็ง ก็เลยปลูกต้นไม้มาเรื่อย ๆ ตราบใดที่ยังไม่ปวดขา ปวดหลัง ก็จะยังทำไปเรื่อย ๆ นะ”

บ้านหลังที่ 3

บ้านที่ออกแบบเป็นรังนก มองออกไปเห็นต้นไม้สุดสายตา

“ตอนนี้พี่ใช้เวลาอยู่ที่เชียงใหม่ประมาณ 3 ใน 4 แต่พี่ยังทำงานโฆษณาอยู่นะ” ประธานกรรมการเอเจนซี่โฆษณาระดับโลกหัวเราะ “งานของพี่คือการสร้างทีมให้แข็งแกร่ง ทำให้ GREYnJ มีจุดยืนที่มั่นคงในเน็ตเวิร์ก WPP ทำให้บริษัทแข่งขันในตลาดไทยและเอเชียได้ หน้าที่พี่คือเซตทีม เซตทุกอย่างของบริษัทให้แข็งแรง ซึ่งอยู่ตรงนี้ก็เงียบดี คิดอะไรได้ปลอดโปร่ง”

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ด้วยความที่ต้องคิดงานสร้างสรรค์มาตลอด 30 ปี จูดี้จึงติดนิสัยที่ต้องเริ่มต้นคิดทุกอย่างจากคอนเซปต์ จะได้เห็นว่าภาพรวมคืออะไร การสร้างพื้นที่ผืนนี้ก็เช่นกัน เธอเรียกมันว่า ‘Mae Wang Project’ เป็นการสร้างพื้นที่ให้ ธรรมชาติ ต้นไม้ สัตว์ป่า สัตว์เลี้ยง และคน อยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต
ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

งานของเธอจึงมีทั้งปลูกป่า ปลูกพืชผักผลไม้ จนมีสัตว์ป่าหลายชนิดมาอยู่ในพื้นที่ เช่น หมาจิ้งจอก นกยูง ไก่ป่า กระต่ายป่า จากสัตว์ป่าก็มาสู่สัตว์เลี้ยง เมื่อกล้าไม้เติบใหญ่ ก็ได้เวลาของการนำสัตว์เข้ามาในพื้นที่เพื่อช่วยกินหญ้า เพราะการจ้างคนตัดหญ้าในพื้นที่ 300 ไร่มีต้นทุนที่สูงมาก แม่ชีจากสวนปันอิสรภาพที่ราชบุรีทำเรื่องไถ่ชีวิตโคกระบือและม้ามานานจนพื้นที่เต็ม และขาดแคลนหญ้าที่ปลอดภัยเพราะพื้นที่แถวนั้นส่วนใหญ่ใช้ยาฆ่าหญ้า เลยขอส่งควายและม้ามาเลี้ยงในพื้นที่นี้

นอกจากจะได้แรงงานช่วยกำจัดหญ้าแล้ว ก็ยังได้อึเอามาใช้เป็นปุ๋ยให้ส้มของเธอด้วย

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ศาลาใบไม้ สวนแมว บ้านนก

จูดี้พาเดินต่อมาถึงเนินสักซึ่งเต็มไปด้วยต้นสักขนาดใหญ่ กลางเนินเป็นที่ตั้งของศาลาใบไม้ซึ่งเป็นอาคารไม้ไผ่โมเดิร์นที่สร้างเสร็จเป็นหลังแรก ออกแบบเลียนแบบรูปทรงของใบสัก โดยสถาปนิกผู้หลงรักงานไม้ไผ่ซึ่งอาศัยอยู่ที่เชียงใหม่ เป็นมุมมองที่มีต่องานไม้ไผ่ซึ่งแตกต่างจากนักออกแบบชาวไทย

อาคารหลังนี้มีเพดานสูง มุมหนึ่งของอาคารยกพื้นเป็น 2 ชั้นให้ขึ้นไปชมวิวได้ เป็นศาลาอเนกประสงค์ที่จูดี้เอาไว้ใช้เล่นโยคะ นั่งสมาธิ และอ่านหนังสือ

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต
ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

เจ้าของบ้านอธิบายต่อว่า ภายใต้ร่มใหญ่ Mae Wang Project มีหน่วยย่อยที่เรียกว่า Mae Wang Sanctuary เป็นงานที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตอยู่อาศัยในพื้นที่นี้ ประกอบไปด้วย ศาลาใบไม้ สวนแมว และบ้านนก

จูดี้พาเดินต่อมาอีกนิดก็ถึงพื้นที่ของบ้านนกที่กำลังก่อสร้าง ซึ่งอยู่ติดกับสวนแมว

บ้านนกคือบ้านของเธอ เป็นบ้านไม้ที่มีหลังคาเป็นรูปนก ข้างในเหมือนรังนก คนที่อยู่ข้างในก็เหมือนแม่นก ลูกนก เธออยากสร้างให้เล็ก ๆ ดูแลง่าย แบบนกน้อยทำรังแต่พอตัว แต่สร้างออกมาก็ใหญ่กว่าที่คิดเล็กน้อย ในบ้านหลังนี้มีห้องนอนของเธอ 1 ห้อง ห้องนอนแขก 2 ห้อง ห้องทำงาน 1 ห้อง มีห้องนั่งเล่น และห้องครัว โดยมีระเบียงที่มองออกไปเห็นวิวภูเขาสีเขียวแบบสุดสายตา

บ้านหลังนี้น่าจะสร้างเสร็จช่วงสงกรานต์ปีนี้ หลังจากนั้นเธอก็จะย้ายมาอยู่ที่นี่ เริ่มต้นใช้ชีวิตตามภาพฝันที่วางไว้ เธอบอกว่าถึงตอนนั้นก็ยังมีอะไรให้ทำอีกมากมาย ยังมีต้นไม้ที่อยากปลูกอีกเยอะ ทั้งกาแฟ โกโก้ รวมถึงสมุนไพรและผักที่ใช้ทำอาหาร เธออวดว่าอาหารกลางวันที่เธอเตรียมไว้เลี้ยงพวกเรา น้ำพริกอ่อง ใช้มะเขือเทศที่ปลูกเอง ยำส้มโอ ใช้ส้มโอที่ปลูกเอง ผักกูด หัวปลี ผักสลัด ก็ปลูกเองทั้งหมด เหลือแค่เป็ดกับไก่เท่านั้นที่ยังไม่ได้เลี้ยงเอง

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

“อยู่แบบนี้ไม่เหงานะ พี่ชอบ ตอนนี้กลายเป็นว่าพอกลับไปอยู่ที่สุขุมวิทแล้วรู้สึกว่างเปล่า อยู่ตรงนั้นเหงากว่า” จูดี้ยิ้มกว้าง

ถ้ามองย้อนกลับไป เธอเติบโตมาในจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ เรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำ ทำงานในบริษัทใหญ่ และกลายเป็นครีเอทีฟโฆษณาระดับโลก เป็นผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จ การเลือกมาใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ ทำงานแบบเกษตรกรเช่นนี้ หลายคนอาจมองว่า เป็นการเดินถอยหลัง

“ถ้ามองในแง่วัตถุก็คงเป็นภาพชีวิตที่ถอยหลัง เพราะเรากลับไปใช้ชีวิตแบบโลกยุคเก่า อยากหุงข้าวก็ต้องไปหาไม้มาทำฟืน ถ้ามองแบบนั้นทุกวันนี้ึ่คนเยอรมันก็กำลังถอยหลังนะ เพราะเขาหันกลับไปใช้ฟืนกัน ค่าแก๊สมันแพง” จูดี้หัวเราะอย่างอารมณ์ดี

“การมีชีวิตเดินหน้าหรือถอยหลัง ขึ้นกับว่าเรามีสติ รู้จักตัวเองมากแค่ไหน รู้ว่าความสุข ความทุกข์คืออะไร อะไรคือความทุกข์ก็อย่าเข้าใกล้ สุขให้ง่าย ทุกข์ให้ยาก ชีวิตที่มีความสุขได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องใช้เงินเยอะ นั่นคือชีวิตที่ก้าวหน้า ยิ่งอยู่ยิ่งสุข ส่วนชีวิตที่อยู่ท่ามกลางความสะดวกสบาย หรูหรา มีทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เราไม่มีความสุข ทำในสิ่งที่ไม่ชอบ เดินในเส้นทางที่เราไม่ได้เชื่อ นั่นแหละชีวิตถอยหลัง มันทำให้เราเครียด ไม่สบายใจ เดี๋ยวก็เป็นมะเร็ง” เจ้าของพื้นที่สีเขียวแห่งความสุขยิ้มกว้าง แล้วชวนพวกเราไปกินอาหารเที่ยงด้วยกัน

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographers

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load