เช้านี้โลกกำลังเคลื่อนที่เข้าสู่กลุ่มเมฆ

ผมหมายถึง อีกไม่กี่นาทีข้างหน้า Earth กำลังจะมาเยือน The Cloud

Earth ที่ว่าคือ เอิ๊ต ภัทรวี ศรีสันติสุข นักร้องผู้เริ่มต้นจากการร้องเพลงคัฟเวอร์ลงยูทูบเมื่อปี 2552 โด่งดังระดับล้านวิวจากการคัฟเวอร์เพลง แสงสุดท้าย เมื่อปี 2555 เซ็นสัญญาเป็นนักร้อง ออกผลงานกับค่าย White Music เมื่อปี 2557 และออกซิงเกิลใหม่ มีไว้แค่เป็นของเธอเท่านั้น กับค่ายมิวซิกมูฟ เรคคอร์ดส เมื่อเดือนที่แล้ว

เอิ๊ต ภัทรวี ศรีสันติสุข

ในโลกยุคที่เราแนะนำตัวกันด้วยตัวเลข เอิ๊ตคือเจ้าของแชนแนล EarthPatravee ในยูทูบซึ่งมีคนติดตามอยู่ 3 แสนกว่าคน เพลง แสงสุดท้าย ที่เธอคัฟเวอร์มีผู้ชม 5 ล้านวิว เพลง อยู่ต่อเลยได้ไหม ที่คัฟเวอร์เช่นกันมียอด 8 ล้านวิว ส่วนเพลง Sky&Sea ของเธอเองมียอด 72 ล้านวิว

ถ้าปิดตัวเลข เอิ๊ตคือนักร้องที่คุณจะหลงรักได้ไม่ยาก เพราะเธอมีเสียงร้องที่หวานละมุน ฝีไม้ลายมือทางดนตรีก็มีดีพอตัว ดังนั้นไม่ว่าเอิ๊ตจะเอาเพลงของใครมาคัฟเวอร์ เธอก็เรียบเรียงจนกลายเป็นเพลงของเธอ

จากเด็กมัธยมปลายที่อัดคลิปลงยูทูบเล่นในวันนั้น กลายมาเป็นนักร้องอาชีพที่ทำเพลงเองในวันนี้ โลกหมุนรอบตัวเองไปแล้ว 8 รอบ

ผมไม่ทันดูว่าเอิ๊ตหมุนตัวกี่รอบ แต่เธอเปิดประตูห้อง The Cloud เข้ามาแล้ว

หญิงสาวผู้ซึ่งกลับมาจากการร่ำเรียนด้านดนตรีที่ออสเตรเลียหยิบกีตาร์ออกจากกระเป๋า แล้วแนะนำตัวเองผ่าน 5 เพลงของเธอ

คุณตาพาเอิ๊ตเข้าสู่วงการดนตรี

ผมสรุปเองแบบนั้น เมื่อรู้ว่าเอิ๊ตในวัย 6 – 7 ขวบ เห็นคุณตามาเล่นไวโอลินที่บ้าน เลยรบเร้าอยากเล่นบ้าง คุณแม่จึงส่งเธอไปเรียนไวโอลิน แล้วก็เรียนดนตรีต่อมาเรื่อยๆ ทั้งคลาสสิกและป๊อป เอิ๊ตเข้าสู่วงการดนตรีจริงๆ เมื่อโอ๋ ดูบาดู (เจษฎา สุขทรามร) พบเธอที่โรงเรียนสอนร้องเพลง เลยชวนไปออดิชันเพื่อเป็นคอรัสให้อัลบั้ม Let’s talk about love ของเพชร โอสถานุเคราะห์ ในปี 2550 และเธอได้รับคัดเลือก

“ช่วง ม.5 – 6 เอิ๊ตทำงานเยอะมาก เป็นคอรัสแบบฟูลไทม์ มีเงินเดือน เรียนเสร็จ 6 โมง เดินทาง กินข้าว ซ้อมตอนตี 2 – ตี 4 กลับบ้านนอน แล้ว 6 โมงเช้าก็ตื่นไปเรียน ต้องแวะซื้อกาแฟก่อนเข้าโรงเรียนทุกวัน เป็นช่วงที่สนุกมาก และได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก” เอิ๊ตเล่าถึงชีวิตสมัยเรียนมัธยมที่รุ่งอรุณ โรงเรียนทางเลือกซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการสอนให้เด็กเติบโตมากับความเข้าใจในธรรมชาติ

เอิ๊ตเล่าว่า ตอน ม.5 โรงเรียนพาไปใช้ชีวิตกับชาวปกาเกอะญอบนดอย แล้วให้เขียนหนังสือหรือทำสารคดีเล่าเรื่องว่าเด็กๆ ได้เรียนรู้อะไรจากคนชนเผ่าที่อยู่ได้ด้วยการพึ่งตนเอง

“การได้ออกภาคสนามหลายๆ ครั้งส่งผลกับชีวิตนะ ถ้าเอิ๊ตไม่ได้เห็นสิ่งนี้คงคิดว่าโลกคือการทำงานแลกเงิน หาแพสชันของตัวเองให้เจอ ทำฝันให้เป็นจริง มีแค่นั้น การได้ไปเห็นอะไรแบบนี้บอกเราว่า อะไรคือทรัพยากรที่ทำให้มนุษย์คนนึงมีชีวิตอยู่ได้ มันทำให้เราไม่ได้ชื่นชมคนที่วัตถุนอกกาย แต่เราให้ค่ากับสิ่งที่อยู่ในตัวคนนั้นจริงๆ ความคิดแบบนี้ยังอยู่กับเอิ๊ตนะ เวลาเครียดๆ ว่าเราทำเพลงไม่ดีเท่าคนอื่น เราจะทำการตลาดยังไง สมองก็จะดึงให้เรากลับมาบอกตัวเองว่า ความสุขพื้นฐานในการใช้ชีวิตของมนุษย์มันคืออะไรกันแน่”

การทำวิดีโอสารคดีชิ้นแล้วชิ้นเล่าส่งครูในวิชาสังคมศึกษาทำให้เอิ๊ตพบว่าตัวเองชอบทำงานด้านนี้ เธอจึงเลือกเรียนด้านภาพยนตร์ในคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ และการบ้านสมัยมัธยมชิ้นหนึ่งที่เธอต้องทำรายงานเรื่องยูทูบ ทำให้เอิ๊ตได้ลองร้องเพลงอัดคลิปลงยูทูบเป็นครั้งแรก

เอิ๊ต ภัทรวี ศรีสันติสุข เอิ๊ต ภัทรวี ศรีสันติสุข

“ตอนทำคลิปช่วงแรก เอิ๊ตไม่ได้คิดอะไรมากเลย อยากฝึกร้องเพลงก็หยิบเพลงของศิลปินที่ชอบมาร้อง อยากสื่อสารเพลงออกมาในแบบที่เรารู้สึกกับเพลงนั้น” เอิ๊ตเล่าถึงวิธีคิดในการคัฟเวอร์เพลงของเธอยุคแรก ส่วนวิดีโอก็ตั้งใจทำให้เรียบง่าย ไม่เซ็ตอัพ ทำให้คนดูรู้สึกสนิทกับเอิ๊ต

วิดีโอช่วงถัดมาของเอิ๊ตเริ่มมีลูกเล่นมากขึ้น โดยเฉพาะการอัดเสียงกลางแจ้งตามโลเคชันต่างๆ

“การร้องสดให้ความรู้สึกอะไรบางอย่างมากกว่าการอัดเสียงในห้องอัดแล้วทำเอ็มวี เพลงอาจไม่เพอร์เฟกต์เต็มร้อย แต่มีเสน่ห์ที่หาไม่ได้ด้วยการอัดเพลงปกติ ตอนนั้นเรียนฟิล์มด้วย เราเจอโลเคชันที่ชอบก็เก็บไว้ในใจเรื่อยๆ เพลงเอิ๊ตเลยมีเสียงแทรกเป็นเสียงนกบ้าง เสียงหมาบ้าง แต่ไม่เป็นไร” เอิ๊ตหัวเราะแทรก ไม่นานมานี้เธอก็เพิ่งอัดเพลง Lay me down ในห้องนอน โดยมีเสียงสายฝนจางๆ และฟ้าร้องเบาๆ ประกอบ เป็นเสน่ห์ที่หาไม่ได้จากห้องอัดอย่างที่เธอว่าจริงๆ

เสน่ห์อีกอย่างในเพลงคัฟเวอร์ของเอิ๊ตก็คือ ไม่ว่าเพลงต้นฉบับจะเป็นของใคร เอิ๊ตก็เอามาเรียบเรียงใหม่จนเหมือนเป็นเพลงของเธอเอง

“ไม่ได้คิดขนาดนั้นนะ” เอิ๊ตหัวเราะ “ทำมาแล้วมันหนีไม่ได้ ก็เราชอบคอร์ดแบบนี้ ชอบร้องแบบนี้”

เอิ๊ตเปิดประเด็นเรื่องการคัฟเวอร์ต่อ “ที่แน่ๆ เพลงคัฟเวอร์ที่ประสบความสำเร็จ 80 เปอร์เซ็นต์มาจากเพลงต้นฉบับที่ดี เราไปยืมชื่อเสียงคนอื่นมาทำ เราบอกว่าความสำเร็จมาจากเราไม่ได้เลย เราต้องขอบคุณคนทำเพลงต้นฉบับ พอได้มาทำเพลงเอง เราเห็นคุณค่าของทุกเพลงมากขึ้น เพราะการแต่งเพลงมันยากนะ ทั้งการเขียนเนื้อให้คนเข้าใจ ให้คนร้องตามแล้วสนุก”

เอิ๊ต ภัทรวี ศรีสันติสุข

เอิ๊ตมองว่าการทำเพลงคัฟเวอร์เหมือนดาบสองคม

“การคัฟเวอร์ได้ฝึกเยอะมาก ได้ฝึกเรียบเรียงเพลง เปลี่ยนคอร์ด เปลี่ยนจังหวะ ได้ฝึกทั้งการแสดงและการคิด เวลาที่เราร้องแล้วมีคนชอบ เรารู้สึกดีทุกครั้งนะ” เอิ๊ตเว้นจังหวะ “แต่ถ้าเราคัฟเวอร์จนคนจดจำว่าเราเป็นนักร้องคัฟเวอร์ อยากฟังเราร้องคัฟเวอร์มากกว่าเพลงที่เราแต่งมันก็อันตราย เพราะมันจะขัดแย้งกับสิ่งที่เรากำลังทำ คือการเป็นนักร้องอาชีพ”

เอิ๊ต ภัทรวี ศรีสันติสุข

เส้นทางในวงการดนตรีของเอิ๊ตดูเหมือนจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ

ทำเพลงแบบสมัครเล่นจนโด่งดัง ได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินอาชีพ มีเพลงฮิตของตัวเอง ที่มียอดวิวสูงถึง 72 ล้านวิว ได้ทัวร์คอนเสิร์ต และได้เล่นดนตรีอย่างที่รัก

แต่เอิ๊ตรู้สึกว่าตัวเองกำลังเดินมาถึงจุดที่หนทางโรยด้วยหนามกุหลาบ

“พอปล่อยเพลงมาสองเพลง มีกระแสตอบรับที่ดีมาก เรามาถึงจุดที่ต้องภูมิใจมากสิ แต่ทำไมเราไม่มีความสุขเท่าที่ควร ไม่ภูมิใจเท่าที่ควร เราสับสนว่าเราเดินมาถูกทางแล้วเหรอ เวลากลับจากโชว์เราคิดมาก เราไม่่รู้จักตัวเองดีพอ ไม่รู้ว่าจะเล่นแนวไหน ที่แย่ที่สุดคือ ไปเล่นในสถานที่แบบในผับหรือในร้านอาหารที่เราเอาคนดูไม่อยู่ มันเป็นสังคมอีกแบบหนึ่งที่เราไม่รู้จะทำตัวยังไง เราเดินทางมาถึงจุดที่เรางงมากว่าจะไปไหนต่อ ถ้าดนตรีไม่ใช่ เราก็ทำอย่างอื่นไม่เป็นแล้วด้วย เราก็เลยตัดสินใจหนีดีกว่า”

ตอนไปทัวร์ร่วมกับวง เอิ๊ตไม่อยากเล่นเพลงอื่นๆ ในเวอร์ชันของศิลปินต้นฉบับก็เลยเรียบเรียงขึ้นมาใหม่ แต่ปัญหาคือ พอคุยกับวง นักดนตรีมากประสบการณ์เหล่านั้น ถึงจะคุยกันด้วยภาษาที่เอิ๊ตไม่เข้าใจ แต่พวกเขาช่วยสอนเอิ๊ตให้รู้จักการเรียบเรียงดนตรี นิสัยอย่างหนึ่งของเอิ๊ตก็คือ ถ้าชอบอะไรแล้วจะไปให้สุดทาง หญิงสาวในวัยเบญเพสเลยตัดสินใจออกเดินทางไปทำความรู้จักโลกกว้าง ด้วยการเรียนต่อด้านดนตรีที่เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย

เอิ๊ต ภัทรวี ศรีสันติสุข พื้นที่เล็กๆ ของเอิ๊ต ภัทรวี

“ตอนแรกคิดว่า ทุกคนต้องใช้ชีวิตเหมือนในเรื่อง Glee เป็นชีวิตแบบ musical” เอิ๊ตหัวเราะเมื่อย้อนเล่าถึงจินตนาการของตัวเอง “เอาเข้าจริงๆ มันก็คือการเรียนปกตินั่นแหละ มีทั้งวิชาที่ชอบและวิชาที่ไม่ชอบ แต่การไปครั้งนี้ทำให้เอิ๊ตเปลี่ยนไปเลย ได้เห็นการใช้ชีวิตของคนที่ทำงาน เลิกงานก็ไปใช้ชีวิต ไปเที่ยว มันทำให้เราผ่อนคลาย ปลดล็อกเลย แล้วก็ได้พลังจากคนต่างชาติที่มาเรียนดนตรีด้วยกัน ได้เห็นคนที่กำลังอยู่กับสิ่งที่ตัวเองชอบ พวกเขาเดินทางมาจากประเทศต่างๆ เพื่อเรียนดนตรี มาเพื่อทำให้เส้นทางสายดนตรีของเขาสำเร็จ โลกมันกว้างใหญ่กว่าที่เราเคยเห็นมาก จากที่เคยคิดว่า เราเดินมาถึงทางตันแล้ว มันไม่ใช่ เอิ๊ตก็ไม่รู้จะเรียกสิ่งนี้ว่าอะไร แต่มันทำให้เราพร้อมที่จะกลับมาทำงานของเรา ทำโดยไม่ต้องสนคนอื่น ไม่ต้องสนกระแส เดินตามทางของเรา พัฒนาแบบของเรา” เอิ๊ตตอบด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น

เอิ๊ตปล่อย 2 เพลงใหม่ ภายใต้สังกัดใหม่ ในระหว่างอยู่ที่ออสเตรเลีย ตอนนี้เธอเรียนจบกลับมาอยู่เมืองไทยแล้ว และเพิ่งปล่อยเพลงล่าสุดไป

“เพลงของเอิ๊ตเป็นเหมือนการจดไดอารี่ที่มองโลกในแง่บวก ไม่ว่าจะเขียนเพลงแนวไหน จะเศร้าแค่ไหน ชีิวิตก็ไปต่อได้ อย่างเพลงใหม่ มีไว้แค่เพียงของเธอเท่านั้น เป็นเพลงอกหักนะ แต่ก็มีความสุข เอิ๊ตไม่ได้มองโลกแบบเป็นขาวเป็นดำ มันไม่มีอะไรที่สุดขั้ว” เอิ๊ตปิดท้ายประโยคด้วยรอยยิ้ม

เอิ๊ต ภัทรวี ศรีสันติสุข

ถ้าใครติดตามแชนแนลของเอิ๊ตจะเห็นว่า ช่วงก่อนไปออสเตรเลีย เธอทำวิดีโอคัฟเวอร์บ่อยมาก แต่อยู่ดีๆ ก็หายไปเลยร่วมปี เพิ่งจะกลับมาทำวิดีโอคัฟเวอร์อีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้เอง

“มีช่วงหนึ่งที่เอิ๊ตเริ่มมองการทำคลิปเป็นงาน จริงจังเลย ต้องหาอะไรมาลงเรื่อยๆ มันก็จะแข็งๆ นิดนึงนะ เราไม่ได้ทำเพราะอยากทำเหมือนเมื่อก่อน คิดแค่ช่วงนี้เพลงอะไรดัง คลิปที่แล้วเราเล่นมุมกล้องนี้ไปแล้ว คราวนี้ต้องลองกรีนสกรีน ต้องลองแบบอื่น มันก็ช่วยเรื่องการฝึกครีเอทีฟดีนะ แต่ความรู้สึกในการทำมันไม่ใช่แพสชันเหมือนตอนแรกอีกแล้ว ทำไปแล้วก็คิดว่าคลิปนี้จะได้กี่วิว นั่งรีเฟรชดูยอด ไม่ใช่ว่ามันไม่ดีนะ แต่ความรู้สึกมันไม่เหมือนเดิมแล้ว”

เอิ๊ตเล่าต่อว่า มีช่วงหนึ่งที่เธอพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองตามที่คนคอมเมนต์ มีคนบอกว่าเวลาที่ร้องเพลงเอิ๊ตชอบทำหน้าบูดเบี้ยว เธอก็พยายามเปลี่ยน

“บางครั้งพออ่านคอมเมนต์เยอะๆ แล้วร้องไห้เลย ก็เราไม่ใช่คนสวย เราเลยพยายามยิ้มทุกครั้งที่ร้องเพลง จนเราไม่คิดถึงเรื่องเพลงแล้ว สนใจแต่คลิปนี้เราหน้าตาดีไหม จนวันนึงก็รู้สึกว่า ช่างมัน มาสนใจดนตรีดีกว่า เราไปห้ามตรงนั้นไม่ได้จริงๆ ถ้ายิ้มตลอดเพลงเศร้ามันก็ไม่เศร้า หรือถ้าเก๊กหน้าตลอด มันก็จะร้องบางโน้ตไม่ถึง

หากแวะเวียนไปเยี่ยมแชนแนลของเธอ จะพบว่า เพลงใหม่ๆ ที่เธอคัฟเวอร์มีชั้นเชิงทางดนตรีและการร้องที่เหนือชั้นกว่าเพลงยุคแรกๆ เยอะมาก แต่ยอดวิวกลับสวนทางอย่างน่าตกใจ

“เอิ๊ตไม่ได้อัพคลิปมาปีกว่า เพิ่งกลับมาทำ ยอดวิวไม่ได้เยอะเลย อาจเพราะโปรดักชันวิดีโอแย่ หรือไม่ก็เลือกเพลงที่ไม่ดัง เพราะเราไม่ได้สนใจยอดแล้ว มันกลับไปเหมือนตอนอัดคลิปใหม่ๆ เราแค่ทำในสิ่งที่เราอยากทำ ได้กลับไปอยู่ในจุดนั้นอีกครั้ง เมื่อก่อนแชนแนลยูทูบคือทุกอย่างของเอิ๊ต ทุกอย่างต้องดี ต้องเป๊ะ ทั้งภาพ ทั้งเสียง แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว มันกลับมาเป็นพื้นที่เล็กๆ ของเราอีกครั้ง”

ความหมายของพื้นที่เล็กๆ แห่งนี้ที่มีต่อเอิ๊ตก็คือ

ในการทำงาน ถึงแม้ว่าเราจะเป็นตัวเอง แต่เราก็มีหลายมุม มีสิ่งที่เราอยากทดลองเล็กๆ น้อยๆ อยู่ตลอด เราอยากมีพื้นที่เล็กๆ ที่เราไม่ต้องสนใจอะไรมากไปกว่า เราได้ร้องเพลงที่เรารู้สึกกับมันจริงๆ” เอิ๊ตทิ้งท้าย

โชคดีที่วงโคจรของโลกใบนี้เป็นวงรี หลังจากการเดินทางอันยาวไกล โลกใบนี้จึงได้โคจรกลับมาที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง

เอิ๊ต ภัทรวี ศรีสันติสุข

Youtube | EarthPatravee
Facebook | Earthpatravee

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ในวันที่อะไร ๆ ก็ดูไม่เป็นใจเราเท่าไหร่ ต้องเผชิญหน้ากับรถที่ติดบรม ฟ้าฝนเริ่มตั้งเค้า สติสตังพลันหล่นหาย ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่อำนวยความสะดวกนัก

เรื่องดี ๆ ไม่กี่อย่างในวันนี้คือ เรานัดพบกับศิลปินคนหนึ่งในยามบ่าย

บทสนทนาที่ยาวนานร่วมชั่วโมง ทำให้เราเข้าใจว่ามันก็เป็นเพียงวันแย่ ๆ หนึ่งวันในชีวิต เป็นรสชาติขื่นขมที่ต้องฝืนกลืนลงไปบ้าง และเช้าวันใหม่จะงดงามอีกครั้งเสมอ

เราคุยกับเขาในนาม จ๋าย-อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี คนละคนกับ จ๋าย ไททศมิตร ที่เขาเองบอกว่าไม่มีทางเป็นคนเดียวกันได้ เว้นแต่มีเนื้อในและความเชื่อเดียวกันเท่านั้น

ใครหลายคนมักพูดกันว่า ชีวิตก็เหมือนหนังเรื่องหนึ่งที่ยากจะรู้ตอนจบของมัน และตัดสินกันแค่ฉากเดียวไม่ได้ เราโยนคำถามง่าย ๆ ต่อให้จ๋าย หลังเขากลับมาสานต่อความฝันอยากเป็นผู้กำกับในวัยเยาว์ ด้วยการกำกับ MV เพลง ความสัมพันธ์ซับซ้อน ของมนัสวีร์ ศิลปินรุ่นน้องในค่ายของเขาเอง

เราถามจ๋ายว่าถ้าชีวิตเป็นเหมือนหนังเรื่องหนึ่งจริง ในสายตาผู้กำกับหน้าใหม่ หนังของเขาจะเป็นอย่างไร

จ๋ายหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะเริ่มต้นเล่าให้เราฟัง

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย
ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 1 คุณยายผมดีที่สุดในโลก

“หนังของผมมันเหมือนรถไฟเหาะ ยาวมาก ผมว่ามันจะเป็นหนัง 4 ภาค

“ภาคแรกเป็นหนังแนวญี่ปุ่น คุณยายผมดีที่สุดในโลก อวล ๆ อบอุ่น ร้องไห้น้ำตาไหล”

แน่นอนไม่ต้องบอก จ๋ายเป็นเด็กที่เติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูของยาย พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เขายังจำความไม่ได้ เราเกือบไม่มีศิลปินที่ชื่อจ๋ายอย่างทุกวันนี้ด้วยซ้ำ เพราะใครต่างก็บอกว่าหากเด็กคนนี้ลืมตาดูโลกขึ้นมาจะมีร่างกายไม่สมประกอบ แม้กระทั่งถูกบอกว่าถ้าเกิดเป็นผู้หญิงจะไม่มีใครเลี้ยงดู

จ๋ายเล่าเองก็ยังเขิน ที่ชีวิตจริงของเขาน่าสงสารเกินกว่าจะเชื่อลง แต่ถึงอย่างนั้น ไม่ว่าดีหรือเลว ยายก็ยังเลี้ยงดูเขาด้วยความรัก ไม่เคยคาดหวังให้เขาเป็นอะไร จ๋ายจึงเป็นเด็กที่เติบโตมาโดยปราศจากความฝัน มีเพียงอิสระทางความคิด

คอหนังญี่ปุ่นจะทราบดี ว่าโทนหนังสีอบอุ่นในบรรยากาศนุ่มนวลแบบนี้ มักลงเอยด้วยคราบน้ำตาเต็มสองแก้ม เพราะละอองแห่งความสุขของเด็กน้อยจบลงด้วยการที่ยายจากไปไม่มีวันกลับ ขณะที่เขาเป็นเพียงเด็กประถม

น่าสนใจว่าปัจจุบัน ทั้งบทบาทการเป็นนักแสดง นักร้อง รวมถึงรอยสักมากมายที่ทั้งปรากฏและไม่ปรากฏให้เห็น ล้วนเป็นการแสดงออกถึงตัวตนอย่างหนึ่งของเขาหรือไม่

จ๋ายตอบว่าลึก ๆ แล้ว เขาชอบให้คนมาสนใจตั้งแต่เด็ก พยายามหาความรักจากที่อื่นมาทดแทนความอบอุ่นของพ่อแม่ที่ขาดหายไป แม้ในบางช่วงชีวิต ความกล้าแสดงออกของเขาจะหนักไปทางเรื่องไม่ดีก็ตาม

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย
ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 2 เรียกเขาว่าอีกา

“ภาค 2 เป็นอีกาเลย เป็นเรื่องตอนที่เราย้ายไปจังหวัดสุราษฎร์ธานี เราเริ่มสู้คน มีเรื่องชกต่อย โดนกระทืบ คนล้อเราไอ้ลาว สารพัด”

หลายคนรู้จักจ๋ายจากการเป็นนักร้องนำวงไททศมิตร เพลง แดงกับเขียว หรือภาพลักษณ์ไว้หนวดเครายาว ยากจะมีใครเหมือน แต่จ๋ายบอกกับเราว่า เพราะการรับบทเป็น ‘บิลลี่ อินทร’ จากภาพยนตร์เรื่อง 4 Kings ทำให้คนแห่แหนรู้จักไททศมิตรมากขึ้นเป็นเท่าตัว จากที่เคยมีโต๊ะว่างเวลาเล่นคอนเสิร์ต ก็ไม่มีภาพนั้นให้เห็นอีกแล้ว

แม้บทบาทการเป็นบิลลี่ จะทำให้เขาคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมมาครอบครอง มีเครื่องการันตีความสามารถ ได้รับการยอมรับในฐานะนักแสดงในสายตาใครหลายคน จ๋ายกลับบอกว่า นั่นยังไม่ถึงมาตรฐานที่เขาเคยทำได้

“ผมว่าผมแสดงได้ดีกว่านี้ถ้าได้เล่นหลังเรียนจบใหม่ ๆ ผมเป็นจ๋ายไททศมิตรมานานแล้ว ผมทิ้งการแสดงไป เพราะผมยอมรับในอุตสาหกรรมหนังบ้านเราว่าไม่มีที่ให้กับคนอย่างผม เราไว้หนวด ไว้เครา สักทั้งตัว ผมคงไม่มีทางโด่งดังเหมือนพระเอกละคร”

เราพยายามเทียบให้เห็นภาพตัวเขาในภาค 2 นี้ง่าย ๆ เพราะจ๋ายเองก็ผ่านการตอบคำถามเรื่องชีวิตมามากมาย และเรื่องราวของเขามันเยอะสิ่งจนไม่สามารถสาธยายให้ฟังได้ทั้งหมด

คิดว่าตัวคุณกับ บิลลี่ อินทร เหมือนหรือต่างกันยังไง เราถาม

“เหมือนกันเลยครับ” เขาตอบทันที “บิลลี่อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดของจ๋าย แต่ทั้งหมดของบิลลี่ในหนังเป็นจ๋ายแน่ ๆ เราเป็นคนมีอะไรแล้วไม่ค่อยพูดเหมือนกัน ครอบครัวแตกแยก เคยเข้าสถานพินิจ พื้นเพคล้ายกันมาก”

ส่วน เรียกเขาว่าอีกา เชื่อว่าคนวัยทำงานอย่างเรา ๆ คงไม่มีใครไม่รู้จักหนังวัยรุ่นชกต่อยในตำนานแห่งโรงเรียนมัธยมปลายซูซูรัน ที่ต้องต่อสู้กันเพื่อชิงความเป็นใหญ่และอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมโรงเรียน จนกระทั่ง ‘เก็นจิ’ นักเรียนชายปริศนาย้ายเข้ามาที่นี่ เช่นเดียวกับเด็กอีสานที่ต้องกลายไปเป็นคนแปลกหน้า แปลกถิ่น ในแผ่นดินด้ามขวานอย่างเขา

ถ้าจ๋ายว่าช่วงชีวิตหนึ่งของเขาเป็นเหมือนหนังเรื่องนี้ ลองคิดกันเล่น ๆ ว่าแก๊ง 4 Kings เป็นอีกหนึ่งผู้ทรงอิทธิพลในซูซูรัน เข้าไปมีเรื่องกับเก็นจิ ต่อยตีกับกองกำลังเซริซาวะ ด้วยทักษะการต่อสู้แบบแดงกับเขียว จินตนาการเอาแล้วกันว่าจะเลือดตกยางออกขนาดไหน

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 3 สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ

“ภาค 3 ก็เป็นเรื่องในมหาลัย สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ ถึงเวลาที่ต้องตั้งใจเรียนแล้ว ผมเป็นเด็กเนิร์ดมาก อยากเก่งกว่าเพื่อน อยากเก่งกว่ารุ่นพี่ อยากเก่งกว่าอาจารย์ แสดงละครทุกเรื่อง หอบผ้าหอบผ่อนมากินนอนที่มหาลัย”

หลังยายจากไปและผ่านการตะลุมบอนแบบซูซูรันมาอย่างโชกโชน จ๋ายเริ่มมีความคิดอยากเป็นผู้กำกับก็ตอนมัธยมปลาย จากการถูกครูชักชวนให้ขึ้นไปแสดงบนเวทีหลายครั้ง พอได้ลองเป็นผู้ควบคุม ได้คิด ได้วางแผน เขาก็ชอบจนอยากเรียนต่อด้านนี้อย่างจริงจัง แม้จะไม่ได้เป็นคอหนังตัวยง ไม่มีภาพยนตร์เรื่องโปรด ไม่มีผู้กำกับหนังในดวงใจ จ๋ายใกล้ชิดกับโลกดารามากที่สุดก็คงจะเป็นตอนที่ถูกถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร แล้วเขาตอบว่า ‘ตี๋ใหญ่’ นั่นแหละ

จากเด็กที่อยู่โดยปราศจากความฝัน กลายเป็นเด็กที่ทะเยอทะยานอยากเก่งกว่าใคร ในยุคที่ละครเวทีของ บอย ถกลเกียรติ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จ๋ายคิดว่าการเป็นผู้กำกับละครเวทีจะต้องยากและท้าทายมากกว่าแน่นอน เว้นเสียแต่ว่า

“จุดเปลี่ยนของเรา คือ อาจารย์จับเราไปเล่นเรื่อง คำพิพากษา เป็นละครเวทีเรื่องแรก ด้วยลุคที่เราไว้หนวดมาตั้งแต่ปีหนึ่ง ก็ได้รับบทเป็นสัปเหร่อ มันมีบทพูดว่า “โลกยังหมุนวนต่อไป ไม่มีเอ็ง ไม่มีข้า ก็ไม่มีใครใส่ใจ เพลงชาติก็ยังขึ้น จบก็สวดมนต์ แล้วครูใหญ่ก็ให้โอวาทเหมือนทุกวัน”

“เราพูดเสร็จแล้วน้ำตาไหลทำไมไม่รู้ แล้วเราก็แบลงก์เลย ลืมบท เล่นเสร็จเราลงมาถามอาจารย์ว่าเมื่อกี้มันคืออะไร เหมือนไม่ใช่ตัวเรา เขาบอกว่านี่แหละ คือการแสดง

“ผมสักคำว่า ‘ศีล’ กับ ‘สติ’ หลายคนถามว่ามาจากศาสนาเหรอ เปล่าเลย มาจากการเล่นละคร เพราะการแสดงมีอคติไม่ได้ ต้องถือศีล ไม่มีใครทำถูกใจใครทั้งหมด เสี้ยวหนึ่งของเขาอาจจะติดใจเราบ้าง แต่เราก็ต้องเล่น”

เพราะชีวิตประจำวันในบางครั้งเหนื่อยยากเหลือเกิน จ๋ายจึงชอบเวลาที่ได้สวมบทบาทเป็นคนอื่น เราถามเขาต่อว่าเหตุการณ์ไหนเกิดขึ้นก่อนกัน ระหว่างเป็นจ๋ายที่ร้องเพลงเพราะ หรือต้องฝึกร้องเพลงให้เพราะเพื่อเล่นละครเวที แปลกที่เขาไม่เลือกสักอย่าง แต่จ๋ายตอบว่าเขาไม่คิดว่าตัวเองร้องเพลงเพราะ

“ทุกวันนี้ก็ยังไม่คิดว่าเพราะ ผมจะประหม่ามากเวลาร้องกับนักร้องที่มีชื่อเสียง เช่น ลูกหว้า พิจิกา, พี่พี สะเดิด ถ้าต้องใส่สูท ยืนหน้าเวที ร้องเพลงจริงจัง แต่ผมไม่มีปัญหากับการแสดงสดไททศมิตร”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

ภาค 4 ไททศมิตร

หยิ่งทะนงองอาจในวิถี แบกศักดิ์ศรีค้ำคอเดินสุดสาย ไม่ยอมงอ อ่อนข้อ โถ ไอ้ควาย เมื่อความตายมาเยือนเพื่อนไม่มี

หยิ่งผยองลำพองว่าตนเก่ง ว่าตนเจ๋งว่าตนสุด ไอ้ฉิบหาย เมื่อถึงฆาตถึงคราวชีพมลาย ผลสุดท้ายกลัวตายเป็นแม่งทุกคน

บทเปิดทรงพลังจากเพลงดัง แดงกับเขียว เราพบว่ามันคล้ายคลึงกับละครเวทีอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อถามว่าจ๋ายดีไซน์หรือนำเทคนิคจากละครเวทีมาใช้ในการแสดงสดด้วยหรือไม่ เขาตอบว่าไททศมิตรเล่นสดด้วยสัญชาตญาณ

หากใครไม่เคยดูการแสดงสดของพวกเขา เราขอท้าให้คุณไปดูว่ามันดุเดือดขนาดไหน และคำตอบของคำถามว่า ‘ทำไมจ๋ายไททศมิตรกับจ๋ายที่นั่งอยู่ตรงหน้าเราถึงเป็นคนละคนกัน’ ก็เป็นเพราะไม่มีใครแสดงความ Aggressive ได้ตลอดเวลา (จ๋ายย้ำว่าฝากบอกทุกคนด้วย ว่าการเล่นสดแต่ละครั้งกินพลังมากเหลือเกิน)

เขาเชื่อว่าศิลปะทุกแขนง ทั้งงานศิลป์ ดนตรี ละคร ภาพยนตร์ ฯลฯ มีแก่นเดียวกัน คือการทำให้ผู้รับสารรู้สึกได้ เพียงแต่วิธีการแสดงออกแตกต่างกันเท่านั้น การเล่นสดของพวกเขาจึงไม่ใช่การจัดวาง ไม่มีดีไซน์ ไม่กำหนดว่าใครรับบทเป็นใคร หากเล่นไปตามความรู้สึกอย่างเต็มที่ คนดูย่อมรู้สึกไปกับมัน

หลังโลดแล่นอยู่บนเส้นทางดนตรีมาพักใหญ่ ในที่สุดเขาก็ได้หวนกลับไปทำตามฝัน และใช้ทักษะจากการเรียนละครเวทีเป็นข้อได้เปรียบ เรากำลังพูดถึง MV เพลง ความสัมพันธ์ซับซ้อน ของมนัสวีร์ ที่เขาลงมือเขียนบทและกำกับด้วยตัวเองเป็นชิ้นแรก

จ๋ายเล่าว่า เขาเริ่มจากการตีความหมายของชื่อเพลง มองเห็นว่ามนุษย์เราจับความรู้สึกกันได้เก่งมาก บางทีเพื่อนทะเลาะกัน เดินเข้ามาในห้อง เพื่อนอีกคนก็จะรับรู้ได้ทันทีว่าวันนี้ไม่ปกติ เช่นเดียวกับตัวเอก 3 คนที่มีความรักให้กันเป็นวงกลมอยู่ดี ๆ พอมีสถานะมาครอบไว้ก็กลายเป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนขึ้นมา ส่วนเรื่องโรคเอดส์ จ๋ายอยากเป็นกระบอกเสียงให้กับชาว LGBTQIA+ ที่ในยุคหนึ่งก็เคยออกมาต่อสู้เรื่องนี้อย่างจริงจัง

เราอดถามไม่ได้ว่าคนที่มีประสบการณ์การกำกับน้อยมากอย่างเขา มีวิธีการทำงานอย่างไร

“ผมเป็นผู้กำกับที่ปล่อยให้คนเก่งทำงาน และไม่ทำในสิ่งที่ไม่รู้ อย่างเรื่องภาพ เราก็จะให้คนที่เขาเชี่ยวชาญทำ เราเอาเวลามาเวิร์กกับบท ที่มาที่ไปของตัวละคร เป็นแอคติ้งโค้ชบ้าง เพราะเราถนัดเรื่องนี้”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู
คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

เมื่อพระเอกผ่านการใช้ชีวิตมาอย่างยากลำบาก (อาจถึงขั้นเข็ดหลาบ) ถึงจุดหนึ่งก็ต้องถึงคราวอวสาน เราถามจ๋ายว่าเขาออกแบบตอนจบของหนังความยาว 4 ภาคนี้ว่าอย่างไร จ๋ายตอบทันควันว่า “ตายครับ”

เป็นอย่างที่จ๋ายเคยพูดไว้ในการสัมภาษณ์รายการหนึ่ง ว่าเขาอยากนอนอยู่บนเตียง ตายไปโดยที่ยังหัวเราะได้อย่างสุดเสียง เพราะเขาสะใจที่ได้ใช้ชีวิต

เพียงแต่มีเพิ่มเติมเล็กน้อยก็ตรงเมื่อถึงแดนสนธยา ยายที่จ๋ายรักที่สุดในโลกจะยืนรอเขาอยู่ตรงนั้น ทักทายเขาด้วยน้ำเสียงประชดประชันที่จ๋ายอาจลืมไปแล้วว่า “เป็นไง เหนื่อยไหม” กับชีวิตเหนื่อยยากมานานที่ได้จบลงเสียที

“ถ้าเราสามารถสร้างตัวละครยายให้คนดูผูกพันได้ตั้งแต่ภาคแรก แล้วปิดจบด้วยยายนะ โอโห ผมว่าน้ำตาท่วมโรง

“ผมจะตั้งชื่อหนังเรื่องนี้ว่า ‘จ๋าย’ ไม่มีต่อท้าย ไม่มีอะไร คำโปรยก็ง่าย ๆ ว่าชีวิตจริงมันยิ่งกว่าละครนี่แหละ”

เขียนบทและกำกับโดยจ๋าย

“อะไรที่เป็นของจริงมักจะดี อะไรที่ดีมักจะจำเป็น และอะไรที่จำเป็นมักจะได้รับการรักษา” คือคำพูดที่ โอม Cocktail มอบให้กับเขา

ผู้ชายที่สวมเสื้อลายเสือใหญ่ ซ่อนแววตาไว้ใต้เงาของหมวกถักคู่ใจ แต่ความคิดส่งตรงมายังปากได้อย่างฉาดฉาน ไม่มีลังเล จ๋ายบอกกับเราว่า ข้อดีอย่างหนึ่งของเขาคือการที่เขาสนทนาได้กับทุกคน ทั้งรุ่นน้อง รุ่นพี่ รุ่นเดียวกัน บางคนอาจจะไม่รู้ว่าเขาคุยได้ทั้งซ้ายและขวา

อย่างน้อยที่สุด จ๋ายอยากทำตัวให้มีประโยชน์ต่อสังคม และถ้ามีโอกาส เขาก็อยากทำหนังที่ส่งมอบความหวังให้กับประเทศนี้

“จริง ๆ เราอยากเล่าหลายเรื่องมาก เรื่องเล็ก ๆ ไม่ต้องเป็นเรื่องตัวเองก็ได้ แต่อยากเล่าให้คนดูรู้สึกไปกับมัน เราว่านี่คือความมหัศจรรย์ของภาพยนตร์ ทั้งภาพ แสง สี เสียง มันทำให้เรามีอารมณ์ร่วม

“เราอยากทำหนังที่เล่าเรื่องความหวัง เพราะเราว่าปัจจุบันที่คนเราทะเลาะกัน ด่ากัน ความโกรธมันเกิดจากความสิ้นหวัง เราอยากบอกว่ามันยังมีความหวังอยู่ ขอแค่รอเวลา ต่อให้ปัจจุบันดำมืดแค่ไหน มันจะยังมีแสงสว่างรออยู่ ขอแค่รออย่างมีหวัง สิ่งเหล่านี้มันยิ่งกว่าศาสนาอีกนะ”

ตลอดการพูดคุย จะเห็นว่าจ๋ายพูดเรื่องแสงสว่างในชีวิตบ่อยมาก เราถามเขาด้วยความสงสัยว่านั่นเป็นคติพจน์ประจำใจของเขาหรือเปล่า

“ไม่เชิงคติพจน์ มันเป็นความเชื่อของผมมากกว่า เราโตมากับยุคที่เพลงพูดถึงความเชื่อและความฝัน แต่เดี๋ยวนี้ไปสอนเด็กเรื่องความเชื่อมันด่าเราหมดแล้ว ข้าวยังไม่มีจะกินเลยจะให้เชื่ออะไร

“เราอยากให้ทุกคนใช้ชีวิตด้วยความรู้สึก ถ้าเรารักพ่อ สักวันหนึ่งพ่อจะต้องตาย แต่ถ้าเรารักความรู้สึกที่พ่อมีให้เรา พ่อจะไม่มีวันตาย”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

ย้อนกลับไปที่หนัง 4 ภาคของตัวเขาเอง ไม่รู้จ๋ายมองว่าแต่ละภาคใช้เวลานานแค่ไหน แต่หากต้องเล่าถึงอัตชีวประวัติตลอด 30 กว่าปีของเขาให้จบ เราอยากรู้ว่าจ๋ายจะให้ใครเล่นเป็นพระเอกหนังเรื่องนี้

“หายากมาก” เขาตอบ “มันต้องเหนื่อยมากนะ เล่นหนัง 4 ภาค ผมว่ามันต้องเป็นคนละคนกันเล่น เพราะเพื่อนที่อีสานก็จะงงว่าผมที่ร้องเพลงเป็นใคร เพื่อนที่เคยตีกันก็งงว่าผมที่ตั้งใจเรียนละครเวทีเป็นใคร เพื่อนทุกคนจะงงว่าทำไมจ๋ายมาเล่นหนัง มันเหมือนเป็นคนละคน”

แล้วคุณชอบภาคไหนของ ‘จ๋าย’ ที่สุด เราถาม

“ตอบไม่ได้ เมื่อก่อนอาจจะตอบได้ว่าเราไม่ชอบภาคนี้ของชีวิตเลย อยากตัดออกไป แต่ตอนนี้เรายอมรับความอ่อนแอของตัวเองได้แล้ว เราพูดทุกวันเกิดเลยว่า เราขอบคุณทุกคนในชีวิต ขอบคุณพ่อแม่ที่ทิ้งเราไปและที่กลับมาในวันนี้ ขอบคุณยาย ขอบคุณเพื่อน ขอบคุณสังคมแย่ ๆ ขอบคุณคนที่เคยกระทืบเรา มีเรื่องกับเรา”

ถ้านั่งอยู่ในโรงภาพยนตร์ เอนด์เครดิตก็คงกำลังเลื่อนผ่านไปพร้อมกับเพลงประกอบหนังสักเพลง มีรายชื่อคนที่เขารักและเคยบาดหมางในอดีตเป็นผู้ร่วมสร้าง มีความหวัง มีการจากลา ผ่านการเดินทางราวกับรถไฟเหาะที่เกินจะคาดเดา แม้บางทีเรื่องราวล้มลุกคลุกคลานจะเล่าไปแล้วอายเพื่อน แต่จ๋ายยังคงยืนยันว่าอยากให้ทุกคนได้ดูหนังชีวิตของเขา

“ถ้าคนชื่อจ๋ายดังมีชื่อเสียง หนังมันก็คงจะทำเงิน แต่ผมไม่รู้สึกว่าผมดัง ความดังคืออะไร มันวัดกันเป็นเดซิเบลไม่ได้ ถ้าผมยังเดินห้างได้อยู่ก็โอเค อาจจะยังไม่ดังมาก” ผู้กำกับหนังหัวเราะ

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load