ตอนนี้ผมกำลังนั่งมือเย็นเฉียบอยู่ในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง

ผมเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ตอนเด็กแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมอาการนี้ต้องเกิดขึ้นกับผมเวลาที่ตื่นเต้นหนักๆ ทุกครั้ง และสิ่งที่ทำให้ผมมานั่งมือเย็นเฉียบอยู่ตอนนี้เป็นเพราะผมมีนัดสัมภาษณ์กับ เฌอปราง อารีย์กุล

สำหรับคนที่รู้จัก BNK48 ดีอยู่แล้ว ผมคงไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมว่า เฌอปราง อารีย์กุล คือใคร แต่สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักหรือเคยได้ยินมาแค่เพียงผ่านหู ผมขออธิบายแบบกระชับและเข้าใจง่ายๆ

BNK48 คือวงไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปไทยหน้าใหม่ที่เกิดขึ้นจากการขยายสาขาของ AKB48 วงไอดอลชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่นที่มาในคอนเซปต์ ‘ไอดอลที่คุณไปพบได้’

วิธีการไปพบไอดอลของคุณนั้นมีทั้งการไปที่เธียเตอร์ หรือโรงละครของวงที่เปิดการแสดงให้แฟนๆ สามารถตีตั๋วเข้าไปดูกันเป็นประจำ หรือการไปงานจับมือที่เหล่าแฟนคลับสามารถไปพบ จับมือ และพูดคุย กับสมาชิกที่เราชื่นชอบได้อย่างใกล้ชิด นอกจากนั้นทางวงยังมีระบบต่างๆ ที่ช่วยให้แฟนๆ ได้สนับสนุนไอดอลที่ตัวเองชื่นชอบกันอย่างเต็มที่ รวมไปถึงมีระบบจบการศึกษาซึ่งหมายถึงการลาออกจากวงของสมาชิกเมื่อตนเองรู้สึกอิ่มตัวและพร้อมที่จะก้าวไปยังเป้าหมายอื่นในชีวิตต่อไป โดยทางวงก็จะมีการเปิดออดิชันเพื่อรับสมาชิกใหม่เข้ามาทดแทนอยู่เสมอ

วันนี้ เฌอปราง คือหนึ่งในสมาชิกที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ของวง BNK48 นั่นเอง

ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมผมถึงรู้เรื่องราวเหล่านี้เป็นอย่างดี เพราะความจริงแล้วผมก็เป็นหนึ่งในแฟนคลับของวงไอดอลวงนี้เหมือนกัน

และไม่ต้องสงสัยอีกเช่นกันว่าทำไมผมถึงได้มือเย็นเฉียบกับการสัมภาษณ์ครั้งนี้

แม้ BNK48 จะมีคอนเซปต์ ‘ไอดอลที่คุณไปพบได้’ แต่โอกาสที่จะได้นั่งคุยกันยาวๆ แบบตัวต่อตัวในระยะประชิดเท่านี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ

เฌอปราง BNK48 เฌอปราง BNK48

1

โอกาสที่มีแค่หนึ่งในหลายพัน

เมื่อถึงเวลานัด เฌอปรางก็เดินเข้ามาในร้านพร้อมกับชุดเสื้อยืดสีขาวสกรีนลาย BNK48 และกระโปรงสีกรมท่าซึ่งเป็นหนึ่งในชุดยูนิฟอร์มประจำวงที่แฟนๆ คุ้นเคย แต่ที่แปลกตาไปบ้างคงเป็นรองเท้ากีฬาสีน้ำเงิน ไม่ใช่รองเท้าผ้าใบสีขาวที่เรามักจะเห็นกันอยู่เป็นประจำ

“เดี๋ยวสัมภาษณ์เสร็จแล้วเฌอต้องไปซ้อมเต้นต่อค่ะ” หญิงสาวจาก BNK48 ตอบเรื่องรองเท้าหลังจากหย่อนตัวลงบนเก้าอี้

“แต่ช่วงนี้พวกเราจะซ้อมกันน้อยลงกว่าช่วงแรกแล้ว จากแต่ก่อนที่ต้องซ้อมทุกวัน ตอนนี้จะเหลือแค่สัปดาห์ละไม่กี่ครั้ง เพราะว่ามันมีกิจกรรมอื่นๆ ที่เราต้องทำมากขึ้น”

กิจกรรมที่ว่ามีทั้งงาน Road Show ที่ออกไปเล่นมินิคอนเสิร์ตให้แฟนๆ ดูกันทุกสัปดาห์ ไลฟ์จาก Digital Live Studio (หรือที่มีชื่อเล่นว่าตู้ปลา) ที่มีให้ดูกันทุกวันผ่านทางเฟซบุ๊ก รายการ BNK48 Show ที่ฉายให้ชมกันทุกเย็นวันอาทิตย์ รวมไปถึงการให้สัมภาษณ์ ออกรายการ และเข้าร่วมงานอีเวนต์อื่นๆ เพื่อกระตุ้นและโปรโมตวงให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ซึ่งก็เหมือนจะได้ผลดี เพราะคนรอบตัวของผมตอนนี้ก็เริ่มมีการพูดถึงวง BNK48 แม้จะไม่ใช่คนที่ติดตามวงการไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปมาก่อนเลยก็ตาม

“ช่วงนี้วงเราเลยมีอะไรให้ได้ดูกันทุกวัน วันละหลายรายการเลย เอาตามตรงเฌอเองก็พยายามไล่ตามดูนะ แต่มันเยอะมากจนดูไม่ทันเหมือนกัน” เธอหัวเราะออกมาหลังพูดจบ

จากที่สัมผัสด้วยตา เฌอปรางถือเป็นเด็กสาวที่ไม่ว่าใครก็คงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเหมาะกับการเป็นไอดอลอย่างมาก ไม่ว่าจะด้วยรูปลักษณ์ภายนอก ทักษะการร้องเต้น การวางตัว ความมุ่งมั่น หรือความเปล่งประกายที่ส่งออกมาจากตัวของเธอ ขนาดที่เคยมีสมาชิกวงคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า ตอนที่เธอเห็นเฌอปรางในการออดิชันครั้งแรกก็รู้เลยว่าคนคนนี้ต้องออดิชันผ่านแน่ๆ

“แต่ในชีวิตปกติเฌอมีความเป็นไอดอลน้อยมากเลยนะ” เด็กสาวคนที่ว่าตอบสวนทางกับสิ่งที่หลายๆ คนคิด

“ตอนเด็กๆ เฌอเป็นเด็กที่ออกจากบ้านเพื่อไปเรียน เรียนแล้วก็กลับบ้าน แล้วก็ตื่นมาเพื่อออกไปเรียนใหม่ อยู่แค่นั้นเลย คือที่บ้านจะเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างประคบประหงมหน่อย เราต้องอยู่ในสายตาเสมอ แล้วทีนี้บ้านเรามันก็อยู่ติดกับโรงเรียนเลยไง พอเลิกเรียนเราก็ไม่ได้มีโอกาสแวะไปไหน อาจจะมีไปเรียนไวโอลินบ้าง ซึ่งที่เรียนก็อยู่แถวบ้านอีกนั่นแหละ ชีวิตเราก็เลยวนอยู่แค่นี้ ไม่เคยจะไปร้องหรือเต้นที่ไหนเลย เรียนเสร็จก็กลับบ้านไปดูการ์ตูน”

และก็เป็นการ์ตูนนั่นเองที่พาให้เฌอปรางได้มารู้จักกับวงไอดอลญี่ปุ่นอย่าง AKB48 จากที่ตอนนั้นทางวงได้มีการสร้างการ์ตูนเกี่ยวกับวงขึ้นมาในชื่อ AKB0048 ซึ่งเฌอปรางก็มีโอกาสได้ดูเช่นกัน

เฌอปราง BNK48

“พอดูแล้วเราก็ได้รู้ว่ามันมีวงของจริงด้วยนะ เฌอก็เลยลองไปติดตามดู จนสุดท้ายก็กลายมาเป็นแฟนคลับของวงจริงๆ” เฌอปรางเล่าความหลังครั้งนั้นให้ผมฟัง “แต่ตอนนั้นเราก็ยังรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่เราไม่น่าจะเป็นได้นะ เราไม่ใช่สายร้องสายเต้น ไม่ได้อยากเป็นนักแสดงด้วย การอยู่บนเวทีตอนนั้นเป็นสิ่งที่เฌอกลัวมาก เราไม่ชอบอยู่ต่อหน้าคนด้วยซ้ำ”

แต่สุดท้ายแล้วชีวิตของเธอก็ต้องเปลี่ยนไป เมื่อ AKB48 ได้ประกาศออกมาว่าจะมีการสร้างวงสาขาอย่าง BNK48 ที่ประเทศไทย

“มันเป็นโอกาสที่มีแค่หนึ่งในหลายพันคนจะได้ทำ” เธอให้เหตุผลในการตัดสินใจเข้าร่วมการออดิชันครั้งนี้ “เฌอมองว่ามีคนอีกหลายร้อยหลายพันที่อยากมาอยู่ตรงนี้ เมื่อเราได้สิทธิ์ที่มาอยู่ตรงนี้แล้วมันก็ไม่เสียหายที่เราจะลอง เรามองเห็นโอกาสที่เขามอบให้เรา ถึงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่มันก็เป็นสิ่งที่คนไม่กี่คนจะได้สัมผัสเหมือนกันนะ”

แม้จะต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลงมากมาย แต่เธอก็อยากเข้าใจความรู้สึกไอดอลของเธอให้มากยิ่งขึ้น อยากรู้ว่าสิ่งที่ไอดอลของเธอต้องเจอระหว่างทางนั้นมันคืออะไร และทำไมไอดอลเหล่านั้นถึงเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายๆ คนได้

“ถึงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่เฌอคิดว่ามันคุ้มที่เราจะลอง”

และในที่สุดเธอก็ได้มาเป็น 1 ใน 29 สมาชิกรุ่นแรกของวง BNK48

เฌอปราง BNK48

2

วันที่น้ำตาไหลออกมา

“ความรู้สึกตอนงานเปิดตัวครั้งแรกมันเป็นความรู้สึกที่ใหม่มาก ก่อนขึ้นเวทีตอนนั้นจำได้ว่าเสียงคนดังมาก เราก็ โห รู้สึกได้ถึงสายตาของคนเป็นร้อยเป็นพันเค้ากำลังจะจับจ้องมาที่เรานะ เดี๋ยวเราต้องขึ้นไปอยู่ท่ามกลางเสียงเหล่านั้นแล้วนะ ชื่อของเรากำลังจะออกไปนะ ตอนนั้นกดดันแล้วก็ตื่นเต้นมาก เราก็พยายามจัดการตัวเอง บอกตัวเองว่าพออยู่ตรงนั้นแล้วเราต้องทำให้ดี ขึ้นไปต้องพูดในสิ่งที่ตั้งใจไว้ให้ได้” เธอย้อนเล่าถึงวันแรกที่ก้าวขึ้นเวทีในฐานะสมาชิก BNK48

แล้วพอได้เข้ามาเป็นไอดอลจริงๆ แล้ว เราเข้าใจไอดอลของเรามากขึ้นจริงมั้ย-ผมถาม

“เข้าใจมากขึ้นนะ เข้าใจว่าที่เค้าไม่ค่อยอัพอินสตาแกรมให้เราดูมันเป็นเพราะอะไร” ว่าถึงตรงนี้เธอก็หัวเราะ ออกมา “เราเข้าใจได้ว่ามันมีอะไรหลายๆ อย่างที่เค้าต้องทำเหมือนกัน บางทีแค่อัพสเตตัสสั้นๆ ก็ถือว่าเยอะแล้ว

“อีกอย่าง พอเข้ามาอยู่ในวงแล้วที่เซอร์ไพรส์เรามากก็คืองานเบื้องหลังมีอะไรต้องทำมากกว่าที่เคยคิดไว้เยอะเลย อย่างการโฆษณาสินค้าสักตัว เมื่อก่อนเราคิดว่าคงถ่ายกันแป๊บๆ ก็เสร็จ แต่ความจริงเราใช้เวลาเป็นวัน มันไม่ใช่ง่ายๆ หรืออย่างการทำเพลง กว่าจะแต่งเนื้อ กว่าจะซ้อม กว่าจะทำเอ็มวีออกมา ทำให้เรารู้ว่ามันยากกว่าที่คิดมากนะ”

อีกหนึ่งบทบาทที่เธอได้รับมอบหมายนอกจากการเป็นไอดอลนั้นคือการเป็น ‘กัปตัน’ ของวง ตำแหน่งนี้เปรียบเสมือนหัวหน้าห้องที่ต้องคอยดูแลเพื่อนๆ พี่ๆ และน้องๆ ทั้ง 29 ชีวิต

“ก่อนหน้านั้นเราเคยได้รับแต่งตั้งให้เป็นกัปตันชั่วคราวมาแล้ว แต่เรารู้สึกว่าเราไม่ได้ทำได้ดีขนาดนั้น เพราะมีคนมาบอกว่าเราดุ เราเข้มงวดกับน้องมากเกินไป ทั้งที่เราคิดว่าเราก็ลดลงมาแล้วนะ เลยคิดว่ามันคงไม่เหมาะกับเราล่ะมั้ง พอวันเดบิวต์ที่เค้าประกาศชื่อเฌอออกมาเราก็ยังไม่มั่นใจ แต่พอเราเดินออกมาแล้วมีคนตะโกนชื่อเรา มีคนที่คอยให้กำลังใจเราอยู่นะ จากที่เรากำลังดาวน์เพราะคิดว่าทำได้ไม่ดี พอมีคนที่ดีใจไปกับเราไปด้วยเราก็เลยร้องไห้ออกมา”

เฌอปราง BNK48

“ความจริงตอนนี้ในความรู้สึก เฌอยังไม่ค่อยได้ทำอะไรในฐานะกัปตันเลยนะ เพราะตอนนี้วงก็เพิ่งเริ่ม ยังไม่มีเธียเตอร์ ยังไม่ได้มีการซ้อมเพื่อขึ้นแสดงจริงจังขนาดนั้น กิจกรรมต่างๆ ก็ยังมีพี่ๆ ทีมงานคอยดูแลให้อยู่ ที่ได้ทำจริงๆ ก็คงได้เป็นตัวแทนในการพูดอยู่บ้าง เวลาเจอสัมภาษณ์น้องๆ ก็จะส่งมาให้เฌอพูดกันหมดเลย (หัวเราะ) หรือบางทีก็จะมีน้องๆ มาปรึกษาเราบ้าง อย่างบ่อยสุดก็จะเป็นปัญ ชอบส่งมาว่าพี่เฌอเลือกรูปให้หน่อย เอารูปไหนดี อันนี้เนี่ยจะบ่อยสุด (หัวเราะ) แล้วก็มีให้ช่วยแปลภาษาบ้าง หรือบางก็ถามเรื่องการเตรียมตัวหรือข้อมูลของงาน เพราะเฌอจะเป็นคนที่เมมโมรี่ไว้ในหัวได้เลย”

แล้วกัปตันที่ดีในความคิดของเฌอปรางนั้นเป็นแบบไหน-ผมสงสัย

“กัปตันในอุดมคติเป็นอะไรที่อธิบายยากนะ อย่างใน AKB48 ก็มีหลายคนที่มีจุดเด่นแตกต่างกันไป ซึ่งเฌอก็ไม่ได้อยากจะเป็นเหมือนใครหรอก เพราะเฌอก็เป็นตัวของเฌอเอง ตอนนี้เราอยากเรียนรู้ไปก่อนว่าการเป็นผู้นำต้องเป็นยังไง สิ่งที่เราต้องทำจริงๆ คืออะไร”

แม้จะยังไม่รู้ว่ากัปตันนั้นจริงๆ แล้วต้องเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่เฌอปรางน่าจะรู้แน่ๆ ก็คือความรู้สึกของเหล่าแฟนคลับ ในฐานะคนที่เคยเป็นแฟนคลับมาก่อนเหมือนกัน

เฌอปราง BNK48

“บางครั้งเราก็เห็นภาพตัวเองซ้อนทับกับพวกเขาอยู่เหมือนกันนะ” เธอเริ่มเล่า “อย่างตอนที่มีแฟนคลับคนนึงเขียนมาเล่าว่าพอเขาเห็นรูปของเฌอรูปนึงแล้วเค้ากรี๊ดมากเลย เราก็นึกย้อนไปถึงตอนที่เราเห็นรูปไอดอลของเราแล้วเราก็กรี๊ดเหมือนกัน มันคงเป็นความรู้สึกเหมือนกับเราในตอนนั้นเนอะ ไม่เคยคิดว่าวันนึงจะเกิดขึ้นกับเราเหมือนกันนะความรู้สึกนี้”

และในทางกลับกันเธอก็ได้รับรู้ความรู้สึกของไอดอลที่มีต่อแฟนคลับในแบบที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อน “ตอนที่เป็นแฟนคลับเฌอจะเป็นแฟนคลับประเภทที่ตามอย่างเดียว สนับสนุนไอดอลบ้างตามโอกาส ซื้ออัลบั้ม ซื้อของบ้าง แต่ไม่ได้แสดงตัวตนให้เขารู้ ในโซเชียลฯ เราไม่เคยไปคอมเมนต์อะไรเลย (หัวเราะ) แต่พอมาเจอแฟนคลับของตัวเองหลายๆ แบบ เรากลับรู้สึกว่าเราชอบแฟนคลับที่เขาคอมเมนต์มาหาเราเนอะ เราชอบอ่านเรื่องราวของเขานะ

“แล้วเวลาที่ได้รับจดหมายหรือข้อความตอบกลับมาว่าเราได้ไปเป็นแรงบันดาลใจอะไรสักอย่างให้เขาเราดีใจมากเลยนะ คือปกติได้รับกำลังใจจากคนทั่วไปเราก็โอเคแล้ว แต่พอได้เห็นว่ามีคนที่ชีวิตเค้าติดลบแล้วเค้าลุกขึ้นได้เพราะพวกเรานี่มันสุดยอดมาก มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้รู้ว่าการเป็นไอดอลจริงๆ แล้วมันไม่ใช่แค่การโด่งดังแล้วขึ้นไปเฉิดฉายอยู่ตรงนั้น แต่มันคือการอินสไปร์ให้กับคนอื่นๆ ด้วย”

แน่นอนว่าแม้จะได้รับดอกไม้จากแฟนๆ มามากแค่ไหน แต่การเปลี่ยนชีวิตมาเป็นบุคคลสาธารณะแบบนี้ก็ต้องมีก้อนหินที่ถูกโยนเข้ามาด้วยเช่นกัน “ปกติเราไม่ชอบการถูกวิพากษ์วิจารณ์เลย ไม่ชอบให้ใครรู้เรื่องส่วนตัวขนาดนั้นด้วย แต่เมื่อเรามาอยู่ตรงนี้แล้วเราก็ต้องพยายามปรับและยอมรับให้ได้ เพราะเราเลือกที่จะมาอยู่ตรงนี้เอง”

“แล้วปกติตามอ่านคอมเมนต์ในโลกออนไลน์บ้างมั้ย” ผมถามต่อ

“อ่านค่ะ ปกติเป็นคนที่ตามอ่านคอมเมนต์ทั้งในเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมอยู่แล้ว มันก็มีทั้งด้านบวกด้านลบ ซึ่งเฌอมองว่าข้อติชมพวกนี้มันก็เป็นสิ่งที่เราต้องรับเข้ามา นำไปปรับปรุง แล้วก็ปล่อยวาง คือไม่ไปจมปลักกับมันมากเกินไป เพราะเรารู้ว่าสาเหตุที่ทำให้มันออกมาเป็นแบบนี้จริงๆ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น เราก็ยังมีสิ่งที่เราต้องพัฒนาและยังมีหน้าที่ที่รอให้เราทำอยู่อีกมากมาย อาจเป็นเพราะชีวิตเฌอเคยเจอเรื่องเปลี่ยนผันแบบนี้มาสองสามรอบแล้วด้วยมั้ง ซึ่งเราก็ผ่านมันมาได้ แล้วทำไมตรงนี้เราจะผ่านไปไม่ได้”

เฌอปราง BNK48 BNK48

3

นิยามไอดอลของไอดอล

ในฐานะแฟนของ AKB48 เหมือนกัน ผมรู้ดีว่าความน่ากลัวของวงนี้ไม่ได้มีเพียงแค่คอมเมนต์หรือการแข่งขันจากภายนอกเท่านั้น แต่การต้องมาอยู่ในวงที่มีสมาชิกมากมายขนาดนี้ (และสามารถเพิ่มขึ้นได้ตลอดเวลา) แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะเปล่งประกายออกมาได้ หลายๆ คนถูกกลืนหายไปในบรรดาสมาชิกจำนวนมหาศาลนั้น ผมนึกสงสัยว่าเธอเคยกลัวบ้างมั้ย

“ก็กลัวนะคะ” เธอตอบแล้วนิ่งคิดไปสักพัก “คิดว่าทุกคนก็คงกลัวกันหมด แต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะสามารถสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองได้ว่าเราจะไม่หายไป สิ่งที่เราทำได้ก็แค่พยายามทำทุกวันให้ดีที่สุด เมื่อเรามีโจทย์ที่ต้องทำต่อไปเราก็ทำอย่างเต็มที่ ถ้าเขายังเห็นศักยภาพของเรา เราก็ต้องทำต่อไป เพราะงานเป็นสิ่งเดียวที่ยังทำให้เราอยู่ในจุดนี้ได้ ในจุดที่ทำให้ได้เจอกับผู้คน ในจุดที่ยังได้เจอกับแฟนๆ”

“ถ้าอย่างนั้นเป้าหมาย BNK48 ของเฌอปรางคืออะไร”

“ตอนคุยกันเล่นๆ ในวง แต่ละคนก็มีความฝัน มีจุดมุ่งหมายไม่เหมือนกัน แต่ที่เหมือนกันก็คืออยากให้วงเป็นที่รู้จัก ซึ่งก็เหมือนกับเฌอที่อยากจะทำให้ BNK48 เป็นที่รู้จักให้ได้ด้วยการทุ่มความสามารถทั้งหมดที่เฌอมี เวลาให้ทำอะไรเราก็ทำ ทำอะไรได้เราทำหมด เพื่อให้วงมั่นคงในไทยจนสามารถมีงานเข้ามาให้เราทำเรื่อยๆ น้องๆ ยังคงมีงานให้แสดง ฐานแฟนคลับมีมากยิ่งขึ้นและเป็นที่รู้จักแม้แต่ในหมู่คนทั่วไป แบบที่พอพูดถึงวงขึ้นมาแล้วอยากไปดูคอนเสิร์ตกันสักครั้งได้ก็คงดี” จากคำพูดและประกายจากตาของเธอ ผมเชื่อว่าเธอตั้งใจแบบนั้นจริงๆ และเชื่อว่าเธอจะทำมันได้ด้วย

ตอนนี้น้ำแข็งในแก้วช็อกโกแลตเย็นที่ผมสั่งมาตั้งแต่ตอนเริ่มสัมภาษณ์ละลายไปหมดแล้ว ด้วยความเสียดาย ผมเลยจึงดื่มช็อกโกแลตเจือจางในแก้วก่อนจะพาเข้าสู่คำถามเบาๆ ว่า ถ้าให้ตัดเกรดความเป็นไอดอลของตัวเองตอนนี้ คิดว่าตัวเองจะได้เกรดอะไร

“โห นี่เบาแล้วเหรอคะ” เธอถามกลับพร้อมหัวเราะเสียงดัง “ถ้าดูตามนิยามความเป็นไอดอลสำหรับเฌอแล้ว การเป็นอินสไปร์ให้คนอื่นตรงนี้เฌอว่าเราทำได้แล้ว เรามีการออกกำลังกาย ร่างกายเราแข็งแรงขึ้น แม้จะมีป่วยไปบ้างแต่ก็ไม่ถึงกับเข้าโรงพยาบาล ยังโอเค ยังทำงานได้ทุกอย่างที่เขามอบให้ก็คิดว่าใช้ได้อยู่ มีเรื่องร้องเพลงกับเรื่องเต้นนี่แหละที่เรายังพยายามฝึกมากกว่าอย่างอื่นอยู่ เพราะเรารู้สึกว่ายังไม่ดีพอ มันยังไม่ถึงขั้นที่จะดึงดูดหรือทำให้คนอื่นประทับใจในความสามารถด้านนี้ของเราได้

“ส่วนเรื่องนิสัยเฌอว่าเราก็เป็นตัวของเราเองนี่แหละ มีความคิดในแบบที่เราเป็น อาจจะไม่ถูกใจใครไปบ้าง แต่มันก็เป็นอะไรที่เมกเซนส์สำหรับเรานะ” เธอพูดจบแล้วเว้นช่วงไปสักพัก “ถ้าตัดเกรดก็คงให้สัก C+ แล้วกัน”

“C+ เองเหรอ” ผมถามกลับเพื่อความแน่ใจ เพราะเมื่อได้เห็นจากสิ่งที่ทำแล้วผมคิดว่าเธอน่าจะอยู่ในจุดที่สูงกว่านั้น “อะๆ งั้นเป็น B ก็ได้ ให้รางวัลตัวเองหน่อยแล้วกัน” เธอเปลี่ยนคำตอบพร้อมยิ้มกว้างอีกครั้ง “ก็สัก 80 คะแนน เพราะเฌอตัด A ของตัวเองไว้ที่ 90 คะแนน แล้วนี่เป็นแบบอิงเกณฑ์ด้วยนะ เพราะถ้าให้อิงกลุ่มนี่เกรดร่วงระนาวแน่”

หญิงสาวหัวเราะเสียงดังหลังแจกแจงวิธีการตัดเกรดของตัวเองแบบละเอียดยิบ ไม่รู้ว่าการเป็นนักศึกษาภาควิชาเคมีของเธอนั้นมีส่วนให้เธอเป็นคนแบบนี้หรือเปล่า

BNK48

4

วันที่จะได้พูดคำว่าขอบคุณกับทุกคน

“ถ้าให้เปรียบเทียบสมาชิกของวงตอนนี้กับวิชาเคมีที่เรียนเหรอ” เฌอปรางทวนคำถามของผม ขณะที่ผมนั่งรอคำตอบ

“เฌอว่ามันเป็นเหมือนธาตุหลายๆ ชนิดที่ผสมกันอยู่ในโหลแก้วที่ตั้งอยู่ในสภาพแวดล้อมที่กว้างใหญ่อีกทีนึง เทียบง่ายๆ ก็คงเหมือนน้ำสมูทตี้ปั่น บางคนเป็นน้ำเชื่อม เป็นน้ำแข็ง เป็นหลอด เป็นแก้ว พอมารวมตัวกันเป็นรสชาติที่ทุกคนอยากลิ้มลอง ซึ่งความจริงแล้วถ้าเราจับส่วนผสมมามิกซ์ใหม่ เอาสมาชิกที่มีมาจับเป็นกลุ่มแยกกันเราก็จะได้รสชาติที่ต่างออกไปและเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ ซึ่งเราหวังว่าพอทุกคนลองแล้วก็อยากให้ติดตลาดและอยู่ไปยาวๆ ไม่รู้ว่าตอบตรงคำถามรึเปล่า แต่เฌอมองว่ามันเป็นเคมีนะ”

ผู้จัดการของเฌอปรางเดินมาบอกกับผมว่าเรามีเวลาคุยกันอีกประมาณ 5 นาทีก่อนที่เธอจะต้องเดินทางเพื่อไปซ้อมเต้นต่อ ในเวลาช่วงสุดท้ายสั้นๆ นี้ ผมตัดสินใจถามเรื่องราวในอีก 5 ปีข้างหน้า ด้วยความอยากรู้ว่าเธอจะมองเห็นภาพตัวเองยืนอยู่ตรงจุดไหน

“อีก 5 ปีเฌอคงเรียนจบแล้ว และคงยังทำงานอยู่กับวง ตอนนั้นคงมีงานหลายๆ อย่างที่ไม่เคยได้ทำและได้ลองทำ อาจจะมีสมาชิกรุ่นที่ 2 ที่ 3 ตามมา วงเราก็คงใหญ่ขึ้น อาจจะได้เล่นคอนเสิร์ตในที่ใหญ่ๆ จุคนได้เป็นพันๆ และทุกคนก็แฮปปี้กับการที่ได้อยู่ในวง ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นเฌอก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่จุดสูงสุดของเฌอที่เคยคิดไว้ก็คงเป็นการได้มีคอนเสิร์ตจบการศึกษาเป็นของตัวเองสักครั้งก่อนออกจากวง

“แต่ถ้าเอาแบบใกล้ๆ ตอนนี้มีอยู่อย่างนึงที่ยังไม่ได้ทำแต่อยากทำมากก็คืองานจับมือ เรารอคอยที่จะได้เจอเลยนะ เฌอตั้งใจไว้เลยว่าจะพูดขอบคุณกับทุกคนไม่ว่าเขาจะมาพูดเรื่องอะไรกับเราก็ตาม เพราะเขามาหาเรา ยอมมาต่อแถวเพื่อคุยกับเราเลยนะ มันก็คงเป็นความรู้สึกที่แปลกดี ก็คิดเยอะนะว่าวันนั้นเราจะทำอะไรได้บ้าง จะพูดคุยกับเขาได้มากแค่ไหนเพราะเวลามันสั้นมาก แล้วหากเจอคนที่ไม่กล้าพูดอะไรออกมาเราก็คงต้องพูดให้เขานะ พยายามจินตนาการในหัวว่าจะได้เจอคนรูปแบบไหนบ้าง เราตื่นเต้นและอยากให้มาถึงไวๆ

“เพราะมันเป็นวันที่เราจะได้พูดว่าขอบคุณกับทุกคนจริงๆ”

การสัมภาษณ์จบลงตรงนี้ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ เราต่างบอกลาและแยกจากกัน ไม่รู้เหมือนกันว่ามือของผมกลับมาอุ่นเป็นปกติตั้งแต่เมื่อไหร่

ตอนนี้ผมเริ่มอยากรู้ขึ้นมาแล้วล่ะว่าอาการมือเย็นตอนพบเจอกันมันเกิดจากอะไร และผมคิดว่าความรู้ของนักศึกษาวิทยาศาสตร์อย่างเฌอปรางน่าจะช่วยให้ผมกระจ่างในเรื่องนี้ขึ้นมาได้บ้างไม่มากก็น้อย

ดีเลย เดี๋ยวผมเก็บคำถามนี้ไว้ไปถามเธอที่งานจับมือแล้วกัน ว่าแต่เมื่อถึงตอนนั้น มือผมจะเย็นขึ้นมาอีกครั้งหรือเปล่านะ

BNK48

Writer

พีรพิชญ์ ฉั่วสมบูรณ์

นักเขียน, แฟนคลับ AKB48 และเจ้าของเพจ AKBanything ผู้คลั่งไคล้วงนี้มากขนาดต้องเขียนหนังสือออกมาในชื่อว่า 12-4-48

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

“พี่ครับ รอผมแป๊บนะ ผมกำลังข้ามเรือไป น่าจะไม่เกินสิบนาที” เสียงปลายสายของของ หมูปิ้ง-ศุภชัย บุญกระจ่าง โทรมาบอกก่อนจะถึงเวลานัด เขากำลังรอเรือข้ามฟากเพื่อมายังร้าน Them.x สถานที่นัดพูดคุยกันในวันนี้

หมูปิ้ง เด็กหนุ่มวัย 19 กำลังเป็นที่โด่งดังใน TikTok ด้วยชื่อ เชฟหมู ณ ป้อมยาม (@mooping2545) เขาสร้างคลิปทำอาหารในป้อมยาม ผสมกลมกล่อมด้วยมุกโบ๊ะบ๊ะที่เล่นคนเดียว กินคนเดียว แต่ชวนคนขำด้วยเป็นล้าน

 ไม่แปลกใจที่คนส่วนใหญ่จะติดดูคลิปของเขา (เราเองยังติด) ด้วยจังหวะจะโคนการเล่นมุกที่ลื่นไหล ดูยังไงก็ชวนอมยิ้ม พร้อมลุ้นกับตอนท้ายว่าอาหารที่เขาทำจะรสชาติใช้ได้หรือไม่…

แล้วสุดท้ายหมูปิ้งก็บอกว่าอร่อย!

เตือนผู้อ่านทุกท่านที่กำลังอยากแวะไปส่องแอคเคาต์ไว้ตรงนี้ว่า อย่าดูระหว่างกินข้าวจะดีกว่า เกรงว่าจะฮาจนสำลัก

แม้รสชาติอาหารตรงหน้าจะขำขัน แต่รสชาติชีวิตของหมูปิ้งนั้นเข้มข้น เขาผ่านเรื่องราวอันมากมายเกินอายุ เริ่มต้นจากการตัดสินใจลาออกอย่างเด็ดเดี่ยวหลังเปิดเทอม ม.4 ได้ไม่นาน เพราะเขามองว่าการศึกษาไม่ตอบโจทย์ชีวิตขนาดนั้น ใช้ต้นทุนการไปโรงเรียนสูง ไหนจะค่าใช้จ่ายในการทำการบ้าน ทำโครงงานของแต่ละวิชาก็ต้องใช้เงินเยอะ รสชาติของการศึกษาไทยมันสุดจะขมขื่น โดยเฉพาะสำหรับเด็กคนหนึ่งที่ฐานะทางบ้านไม่ค่อยดีนัก เมื่อตกผลึกกับตัวเองได้ เขาเลยลาออกเพื่อมาทำงานหาเงิน

หมูปิ้งเดินทางจากโคราชเพื่อมาหางานทำในเมืองใหญ่ หอบกระเป๋าเสื้อผ้ามากางที่สมุทรปราการ ลิ้มลองเมนูชีวิตแบบใหม่ 

รสชาติจะเป็นอย่างไร ขอชวนผู้อ่านชิมผ่านอักษรเรื่องเล่าด้านล่างนี้

ศุภชัย บุญกระจ่าง หรือ เชฟหมู ณ ป้อมยาม ซุปตาร์ TikToker คนใหม่จากโคราช ผู้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ทลายข้อจำกัดของชีวิต

EP.1 ยามมาทำงาน 

หมูปิ้งเล่าว่าหลังพ่อเลี้ยงเสียชีวิต ก็เท่ากับครอบครัวได้เสียเสาหลักของบ้าน ยายและแม่ไม่ได้ทำงาน พี่ชายและพี่สาวต่างก็มีภาระดูแลครอบครัวของตนเอง ผลจึงตกมาที่หมูปิ้ง ซึ่งพอจะเป็นกำลังหลักคนใหม่ หาเงินเลี้ยงดูแม่และยาย

“ครอบครัวผม แค่แกงหนึ่งถุงก็คิดแล้วคิดอีก ถ้าจ่ายเงินซื้อแล้ว มื้อต่อไปจะกินอะไร จะให้ผมมาเสียเงินกับการทำการบ้านหรือโครงงานมันไม่ใช่จริงๆ ผมไม่ได้แอนตี้คุณครูนะ เพราะครูเขาต้องสอนตามระบบ ผมแอนตี้ระบบการศึกษาแบบนี้มากกว่า

“พอลาออกก็เดินทางมาสมุทรปราการคนเดียว เพราะพี่ชายอยู่ที่นี่ หางานตามเพจต่างๆ ตอนเช้าไปทำงานร้านขายปุ๋ย พอตอนเย็นเลิกงานก็ต้องรีบอาบน้ำ มาทำร้านพิซซ่าต่อ เคยไปเป็นพี่เลี้ยงเด็กด้วย ก็สนุกดีนะครับ” เขาว่า

นอกเหนือจากการทำงานหาเงิน หมูปิ้งชอบเข้าโบสถ์ สถานที่ที่ทำให้เขาค้นพบพรสวรรค์ และได้ฝึกฝนความสามารถของตัวเองผ่านกิจกรรมที่โบสถ์ เช่น เล่นดนตรี ถ่ายวิดีโอ ตัดต่อวิดีโอ ซึ่งกลายเป็นทักษะติดตัวชั้นยอด

ศุภชัย บุญกระจ่าง หรือ เชฟหมู ณ ป้อมยาม ซุปตาร์ TikToker คนใหม่จากโคราช ผู้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ทลายข้อจำกัดของชีวิต

EP.2 ยามหิว

หมูปิ้งทำงานเล็กๆ น้อยๆ มานักต่อนัก จนได้มาเป็นยามประจำหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เนื่องจากตัวงานไม่ได้หนักมาก จึงพอมีเวลาเล่นโซเชียลมีเดีย เขาชื่นชอบการดูคลิปตาม YouTube และ TikTok เลยได้สมัคร TikTok เอาไว้ และทำคลิปสนุกตามสไตล์ไปเรื่อยๆ

“ตอนแรกผมลิปซิงก์เพลงทั่วไปตามกระแส มีคนติดตามพันกว่าคน พอยอด Follower ครบพัน เราก็ไลฟ์สดได้ จำได้ว่ามีสองคนเองที่เข้ามาดู มีคนหนึ่งคอมเมนต์ถามว่า ‘ถ้าหิวในป้อมยามจะทำอะไรกิน’ ก็เลยเกิดเป็นไอเดียขึ้นมาว่า เฮ้ย ผมอยากลองทำเป็นรายการ ด้วยความว่าง ด้วยสกิลล์การตัดต่อที่ผมมี ก็เลยออกมาเป็นรายการ ยามหิว” หมูปิ้งเล่าย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นที่กำลังจะเปลี่ยนชีวิตเขาอย่างไม่คาดฝัน

คอนเซ็ปต์ของ ‘ยามหิว’ คือการทำกับข้าวโดยไม่ต้องใช้เครื่องครัว หรือใช้เครื่องครัวให้น้อยที่สุด นักแสดงหลักของช่องที่เราเห็นบ่อยๆ เลยเป็นหม้อหุงข้าวใบเดียวที่ทำได้ทุกเมนู ตั้งแต่กะเพราหมูสับ ป๊อปคอร์น ข้าวผัด มันบดรสไข่เค็ม ต้มยำไก่ และอีกมากมายหลายหลาก จะมีอุปกรณ์อื่นๆ มาเป็นนักแสดงสมทบบ้างบางคลิป เช่น ทำเส้นขนมจีนด้วยวิธี DIY จากกระป๋องกาแฟและขวดคาราบาว 

หมูปิ้งกำลังใช้ความคิดสร้างสรรค์ทลายข้อจำกัดที่มีอยู่ เขาศึกษาจากคลิปของคนอื่นๆ เยอะมาก แล้วเอามาพัฒนากับงานตัวเอง

“ผมชอบดูหนัง อย่างหนัง Marvel ผมดูเอาสนุกและดูการขายของหนัง ซึ่งการขายของหนังมันมีความน่าสนใจ มีการปล่อยทีเซอร์ไปก่อน ผมเลยเอามาปรับใช้บ้าง เวลาผมปล่อยทีเซอร์ไป บอกทุกคนว่าผมจะปรับเปลี่ยนรูปแบบรายการหน่อยนะ บอกคนดูว่าในเดือนนี้ คุณจะได้พบกับอะไรบ้าง นั่งตัดทีเซอร์เอาเอง เรียนรู้เอง 

“ผมเรียนรู้จาก YouTuber บ้านเราด้วย ดูการขายของเขา ขายยังไงให้น่าสนใจ ทำไมเราถึงหยุดดูเขานะ แล้วก็เอามาคิดว่าผมต้องทำยังไงดี ผมสังเกตจากคลิปที่ชอบดูบ่อยๆ เช่น Buffet Channel ดู พี่เติ้ล (ทวีศักดิ์ เพ็ชรปราณีนุกูล), พี่เจแปน (ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์) ผมเสพคลิปเขาเยอะมากเลยนะ รายการ ทำมาหาแดก ผมดูครบทุกอีพี แต่ละอีพีดูอย่างต่ำสามรอบ พอเราดูเยอะ มันก็เข้ามาในตัวเราอัตโนมัติเลย”

หมูปิ้ง ศุภชัย 'เชฟหมู ณ ป้อมยาม' TikToker ล้านวิววัย 19 ที่ทำอาหารด้วยหม้อหุงข้าวใบเดียว
หมูปิ้ง ศุภชัย 'เชฟหมู ณ ป้อมยาม' TikToker ล้านวิววัย 19 ที่ทำอาหารด้วยหม้อหุงข้าวใบเดียว

หมูปิ้งสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการดูคลิปเหล่านี้ไว้ 3 ข้อ

“หนึ่ง ตั้งแต่ไหนแต่ไร คนดูไม่ชอบโฆษณา คือถ้าโฆษณาไม่ดีจริงเขาจะไม่หยุดดู เพราะฉะนั้น ต้องทำยังไงก็ได้ให้โฆษณามันน่าสนใจด้วยการขายของผม

“สอง คือจริงใจ ไม่ดีบอกไม่ดี ถ้าต้องรับงานมาแล้วโดนบังคับว่าต้องพูดดี ผมไม่รับนะ ก่อนที่ผมจะรับงาน ผมจะขอดูสินค้าของเขาก่อน 

“สาม ผมจะบอกว่า รีวิวสไตล์ผมนะ ถ้าไม่ให้ ผมไม่รับ ลูกค้าที่เข้ามาส่วนมากโอเค เพราะเขาชอบสไตล์เรามาก เน้นอีกว่าขอฮาๆ มาก่อนเลยนะ ไม่ต้องห่วงผลิตภัณฑ์ ลูกค้าหลายคนหลังจากลงคลิปไปก็กลับมาจ้างเราต่อ ขอบอกตรงนี้ว่า ผมขอขอบคุณลูกค้านะครับผม”

@mooping2545

ยามหิว:ต้มยำไก่ในหม้อหุงข้าว #tiktokพากิน #ยาม

♬ เสียงต้นฉบับ – ยาม – ยาม

EP.3 ยามมีลูกค้าเข้า 

จากทำคลิปสนุกๆ สู่การสร้างรายได้อย่างจริงจัง

เกณฑ์การรับงานรีวิวของหมูปิ้งไม่มีอะไรมาก หนึ่ง ไม่ผิดกฎหมาย สอง ใช้ได้จริง สาม แมตช์กับคอนเทนต์ของหมูปิ้ง

โปรดักชันไม่ได้ยิ่งใหญ่ มีแค่มือถือธรรมดาเครื่องเดียว ภาพอาจไม่ชัดบ้าง ไม่มีการจัดไฟให้สวยๆ บางคลิปก็มีเสียงจิ้งหรีดเป็นมิวสิกแบกกราวนด์ นี่คือข้อจำกัด

แต่ใครหลายคนชอบ เพราะมันเรียล เข้าถึงง่าย และจริงใจ   

“ผมพยายามคิดว่า เราจะเล่นมุกกับสินค้าได้ยังไงบ้าง อย่างแลคตาซอย ผมก็เล่นว่า แลคตาซอย นมที่เวลาเราป่วยคนต้องซื้อมาให้กิน หรือกระทะ หมูกระทะ เขาบอกกระทะมันลื่นมากเลยนะ เราจะเล่นยังไงได้ ผมเลยเล่นมุก เวลากินหมูกระทะอย่าเอาไปใกล้เด็กนะ เดี๋ยวเด็กจะเอาไปเล่นเป็นสไลด์เดอร์

“ล่าสุดยาสีฟันเข้า จะแปรงฟันโชว์แล้วบอกฟันขาวก็ไม่ได้ ผมเลยเอายาสีฟันมา เปิดชิม แล้วบอกอร่อย แค่นี้เลย เรานึกไปถึงตอนเด็กๆ ที่หลายคนต้องเคยกินยาสีฟันและชอบรสยาสีฟัน ผมเลยหยิบตรงนั้นมาเล่น ให้ความสนใจว่ามันอร่อยไหมนะ ซึ่งผลตอบรับดีเกินคาด คนชอบมาก ลูกค้าก็ดีลต่อ

“ผมว่าเราต้องปล่อยให้ตัวเองสบาย ถ้ากดดันมันจะเครียด จากสิ่งที่เราชอบจะกลายเป็นไม่ชอบ อย่างลูกค้าบางเจ้าจะให้ผมทำคลิปเพลง ผมบอกลูกค้าว่า อย่าเร่งวันนะ ผมรู้ว่างานแบบนี้เร่งไม่ได้ ผมต้องชี้แจงก่อน” คอนเทนต์ครีเอเตอร์มือใหม่เล่าวิธีการทำงาน ในฐานะวิชาชีพเดียวกัน ยอมรับว่านี่คือวิถีของความเป็นมืออาชีพชัดๆ

“มีคนถามผมเหมือนกันว่าทำไมไม่ทำ YouTube เพราะงานแบบผมคู่แข่งเยอะ แต่ใน TikTok ส่วนมากจะเป็นลิปซิงก์ไม่ก็เต้น ที่ผมทำมันไม่มี ผมเลยเลือกเอางานไปลงที่ TikTok ก่อน คนดูทั้งเป็นวัยรุ่น วัยเรียน วัยทำงาน แม้กระทั่งคนแก่ เข้าถึงได้ทุกวัย” หมูปิ้งเล่าถึงการวางกลยุทธสร้างแบรนดิ้งและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างเฉียบคม

EP.4 ยามมีเคล็ดลับ

อย่างที่หมูปิ้งบอก การทำคลิปมีส่วนผสมสำคัญที่เรียกว่าความจริงใจ ความเรียลๆ ของชีวิตที่เรียบง่าย ส่วนข้อห้ามที่ต้องท่องให้ขึ้นใจคือ ห้ามนำเสนอไม่หมดหรือบิดเบือนความจริง เพราะแต่ละคลิปคนดูเยอะมาก 

“การทำคลิปแบบนี้มันต้องสร้างเซอร์ไพรส์ คาดเดาไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในวินาทีต่อไป คนถึงจะอยากดูจนจบครับ อย่าปล่อยให้คนดูเดาทางออก ถ้าคนดูเดาทางได้ เขาปัดทิ้งเลยนะ เพราะมันไม่น่าสนใจแล้ว” หมูปิ้งเผยเคล็ดลับวิชาทำคลิปให้ฟังเพิ่ม

EP.5 ยามดัง 

หลังคลิปทำข้าวผัดในป้อมยามปล่อยออกไป ชาว TikTok ต่างถูกใจ รัวไลก์ให้คลิปนี้ของหมูปิ้ง จนเขาแจ้งเกิดเป็นดาว TikTok อย่างแท้จริง ใครๆ ก็ชอบคลิปของเขา

ตอนนี้มีงานถ่ายคลิปไปถึงเดือนพฤศจิกายนแล้ว

“ผมรับวันละคลิปเอง ถ้าเรารับเยอะมันจะกดดัน งานแบบนี้ต้องปล่อยตัวเองให้สบายๆ เลยรับได้วันละงานเองครับ ถ้าเรากดดันมันจะเครียด จากสิ่งที่เราชอบมันก็จะกลายเป็นไม่ชอบ”

ทั้งกระแสออนไลน์อันล้นหลาม ลามมาถึงกระแสออฟไลน์ในชีวิตจริง หมูปิ้งเล่าว่าทุกคนเริ่มมาทักทายเขาที่ป้อมยาม เพราะจำได้ ทั้งคนที่ขับรถเข้าหมู่บ้านแล้วต้องแลกบัตร ไปจนถึงลูกบ้านในหมู่บ้าน ทุกคนต่างเอ็นดูเด็กหนุ่มคนนี้

“หลังคลิปทำข้าวผัดดัง ลูกบ้านเขาจำได้เลยเข้ามาทัก เมื่อก่อนผมนั่งอยู่ในป้อมเงียบๆ คนเดียวสิบสองชั่วโมง แทบไม่ได้คุยกับใครเลย นอกจากพ่อค้าแม่ค้าในตลาดเวลาเราไปซื้อของ ผมดีใจที่ได้คุยกับผู้คนมากขึ้น ลูกบ้านเขาก็ชอบ บอกว่าให้ทำอีกนะ ผมก็งง เพราะว่าเราถ่ายคลิปในเวลางาน ลูกบ้านไม่ห่วงเลย” หมูปิ้งเล่าแล้วหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

เขาเล่าต่อว่าบางวันลูกบ้านถือหม้อมาให้ก็มี ส่วนลูกบ้านอีกคนก็เอาทอดมันกุ้งที่ตนทำขาย แบ่งมาให้กินอิ่มท้องทุกอาทิตย์ หมูปิ้งเลยกินทอดมันกุ้งโชว์ในคลิปหนึ่ง ไม่ต้องสืบเลยว่า ชาวเน็ตแห่ไปถามหาทอดมันกุ้งว่าซื้อจากไหน จะตามไปเอฟ

“ลูกบ้านขับรถมาหา แล้วก็มาขอบคุณเรา ทีแรกผมงงว่ามาขอบคุณทำไม สืบไปเลยรู้ว่าคลิปที่เราลงทำให้ทอดมันกุ้งพี่เขาขายได้ จากที่ร้านเงียบมาหลายวัน พี่เขาจะจ้างเรารีวิวต่อด้วยนะ ผมบอกพี่ไม่ต้องจ้างผม เราอิ่มหลายมื้อเพราะเขา เดี๋ยวจัดการให้แจ่มๆ เลย”

แม้จะแจ้งเกิดเป็นอินฟลูเอนเซอร์ แต่สำหรับหมูปิ้ง อาชีพยามคืออาชีพสุจริตอย่างหนึ่งในสังคมเสมอ ไม่ได้ดูด้อยค่าไปกว่าใคร หรือไม่มีศักดิ์ศรีอย่างที่สายตาบางคนมอง 

“เคยสงสัยไหมว่าทำไมยามถึงดูไม่เท่าเทียมและดูไม่มีศักดิ์ศรี นั่นเป็นเพราะสื่อไทยครับ อย่างละครสั้นสะท้อนสังคม ถ้าดูเพลินๆ จะสอนใจนะ แต่ถ้าดูดีๆ ละครเหล่านี้ได้แอบใส่ความคิดหนึ่งไปแล้วเรียบร้อย เขาจะสร้างสถานการณ์ว่า เด็กเสิร์ฟ วินมอเตอร์ไซค์ ยาม และงานบริการต่างๆ เป็นอาชีพที่ไม่มีศักดิ์ศรี อาชีพพวกนี้จะโดนดูถูก โดนขยี้ โดนรังแก คนในสังคมย่ำยี หรือประธานบริษัทปลอมตัวมาเป็นยามแล้วก็มีคนเข้ามาดูถูก สุดท้ายเฉลยความจริงเพื่อสั่งสอนตัวร้าย จบด้วยการที่ตัวละครนั้นพูดประโยคเท่ๆ ออกมา คนดูก็รู้สึกว่ามันสอนใจจังเลย 

“แต่สิ่งที่สื่อไทยใส่เข้าไปคือ ถ้าคุณทำอาชีพนี้ คุณต้องโดนดูถูกแบบนี้นะ ในโลกความเป็นจริงไม่ใช่แบบนั้น เราเจอคนที่พูดจาดีกับเราและเอ็นดูเรามากกว่า”

ศุภชัย บุญกระจ่าง หรือ เชฟหมู ณ ป้อมยาม ซุปตาร์ TikToker คนใหม่จากโคราช ผู้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ทลายข้อจำกัดของชีวิต

EP.6 ยามฝัน

ความฝันจริง ๆ ของหมูปิ้ง อยากเป็นอะไร-เราชงคำถามปิดท้าย

“ผมอยากเป็นครูสอนศาสนา” เขาว่า

“ผมไม่ได้เกิดในครอบครัวคริสต์ครับ ผมเป็นคริสต์คนเดียว ผมอยากเป็นครูสอนศาสนา ผมอยากรวย เพราะครอบครัวจะได้สบาย เมื่อมีเยอะแล้วก็แจกจ่ายให้คนอื่น ผมมีโอกาสไปบนดอยแล้วเห็นชีวิตเด็กด้อยโอกาส เขาไม่ได้กินไข่เจียวหรือแม้กระทั่งเนื้อหมูบ่อยๆ แบบเรา ผมรู้สึกว่าถ้าวันหนึ่งเรามี เราอยากช่วยเขานะ 

“และอีกเรื่องหนึ่งก็คือ การตัดต่อ การถ่ายงานรีวิวที่ผมก็ชอบ ผมอยากเอาสองงานนี้มาแมตช์กัน ครูสอนศาสนากับอาชีพทำคลิป ผมเคยฝันเอาไว้ตั้งแต่สมัยมัธยมแล้ว ผมอยากเป็น YouTuber หรือ เป็น TikToker ผมพูดกรอกหูเพื่อนทุกวัน ชวนเพื่อนมาทำด้วย พูดมาตลอดเลยว่าเราอยากทำนะ จนตอนนี้ก็ได้ทำจริงๆ ก็ดีใจครับ” เขาตอบพร้อมรอยยิ้มบนแววตา

ถ้าเปรียบชีวิตตอนนี้เป็นเหมือนเมนูหนึ่ง จะเป็นอะไร

“ข้าวสวยครับ ข้าวเปล่าเลย ดูว่างๆ จืดๆ แต่มันสำคัญ อยู่กับเมนูไหนก็ได้ สำคัญที่ว่าคุณจะเอาอะไรมาใส่ข้าวจานนี้ จะเอารสไหนล่ะ รสเผ็ดเอามาสิ รสหวานเอามาสิ

“ข้าวเปล่าก็คือชีวิต อยากได้รสอะไรก็ตักเอาเอง ห้ามให้คนอื่นตักให้เด็ดขาด เพราะถ้าคนอื่นตักให้ แล้วคุณจะไม่ชอบจานนั้น คุณจะเขี่ยเข้าข้างจาน และรสชาติจานนั้นก็จะไม่อร่อย”

ศุภชัย บุญกระจ่าง หรือ เชฟหมู ณ ป้อมยาม ซุปตาร์ TikToker คนใหม่จากโคราช ผู้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ทลายข้อจำกัดของชีวิต

ขอบคุณสถานที่ : Them.x

Writer

นิภัทรา นาคสิงห์

ตื่นเช้า ดื่มอเมริกาโน เลี้ยงปลากัด นัดเจอเพื่อนบ่อย แถมยังชอบวง ADOY กับ Catfish and the bottlemen สนุกดี

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load