ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ ผมได้ยินชื่อนี้ครั้งแรกขณะนั่งรถกระบะบุโรทั่งปุเลงๆ ผ่านหน้าวัดเก่าแก่ประจำชุมชนบ้านน้ำโจ้ที่ตอนนี้เปลี่ยนโฉมราวกับถูกเนรมิต หลังพวงมาลัยมิตรสหายสายไฟน์อาร์ตผ่อนคันเร่งแล้วชี้ชวนให้ดูประติมากรรมประหลาดตาบริเวณลานสนามหญ้าหน้าวัด ก่อนสาธยายให้ฟังฉับๆ ตั้งแต่แนวคิดผลงาน อัตลักษณ์ รวมถึงความโด่งดังของศิลปินผู้สร้างสรรค์มันขึ้นมา

สำหรับคนในแวดวงศิลปะ ชื่อของธงชัยคงเป็นที่รู้จักคุ้นเคยกันดี เพราะเขาเคยเป็นทั้งอาจารย์ประจำภาควิชาศิลปะไทย คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และศิลปินที่สร้างผลงานศิลปะไทยร่วมสมัยได้โดดเด่นอยู่ในระดับหัวแถวเมืองไทย ตั้งแต่ยุคแรกของผลงานจิตรกรรม ซึ่งนำลวดลายศิลปะโบราณมาต่อยอดผ่านกลวิธีศิลปะสมัยใหม่ จนถึง ‘ยุคสีน้ำเงิน’ ที่เลือกใช้สีน้ำเงินอัลตรามารีน (Ultramarine) มาเป็นโครงสีหลักถ่ายทอดมิติด้านอารมณ์ ความรู้สึก และสื่อสารนัยได้อย่างลุ่มลึก น่าอัศจรรย์ จนกลายเป็นลายเซ็นเอกลักษณ์ของงานจิตรกรรมและประติมากรรมแบบธงชัย

บนถนนศิลปินของ ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ กับการพาศิลปะกลับบ้านเกิดและเปิดหอศิลป์

ยกตัวอย่างผลงานชุดมหาวิเนษกรมณ์ จิตรกรรมพุทธศิลป์ซึ่งหยิบยกเอาเหตุการณ์ตอนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จออกผนวชมานำเสนอสุนทรียะแตกต่างจากแบบแผนดั้งเดิม ด้วยเทคนิคประติมากรรมซ้อนภาพจิตรกรรม ดูลวงตา หนาหนัก และรุงรัง ประหนึ่งเป็นกิเลสที่ยากจะตัดขาด หรือชุดโลกียธรรม ที่ก่อร่างรูปทรงแปลกใหม่ชวนพินิจจากการผสานสรีระของคน สัตว์ สัญลักษณ์ทางพุทธศาสนา และลวดลายวิจิตรบรรจง เพื่อสะท้อนการดิ้นรนวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏ 

บนถนนศิลปินของ ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ กับการพาศิลปะกลับบ้านเกิดและเปิดหอศิลป์
บนถนนศิลปินของ ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ กับการพาศิลปะกลับบ้านเกิดและเปิดหอศิลป์

ตลอดจนเป็นหนึ่งในคณะศิลปินที่ร่วมเดินทางไปรังสรรค์งานจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถวัดพุทธประทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ กับศิลปินรุ่นพี่ เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พ.ศ. 2554 

ไม่เพียงบูรณปฏิสังขรณ์วัด ถัดไปอีกไม่ไกล มีแนวรั้วกำแพงสูงใหญ่ซุกซ่อนกลุ่มอาคารสีเทาไว้เบื้องหลังอย่างลับๆ ท่ามกลางสวนลำไย ดงกล้วยน้ำว้า บ้านเรือนชาวบ้าน และร้านลาบของชุมชนขนาดเล็กในจังหวัดเชียงใหม่ ธงชัยกำลังมีแผนเปิดหอศิลป์ เมื่อมีโอกาสได้พบกัน นอกจากแลกเปลี่ยนพูดคุยเส้นทางชีวิต มุมมองศิลปะ และตัวตน ผมเทความสงสัยถามถึงความตั้งใจเหล่านี้ของเขา คำตอบนั้นน่าสนใจและน่าค้นหาพอกัน 

“ถ้าคิดแบบโง่ๆ สั้นๆ คือ สะใจ”

1

หอศิลป์สีเทา

แม้จะเลือกนัดหมายในช่วงบ่าย เพื่อยื้อเวลาให้ฟ้าฝนบรรเทาลงบ้าง ทว่าบรรยากาศยังคงอึมครึมอย่างไม่มีหวังได้เห็นแสงอาทิตย์ หญิงสาวในชุดลุยงานขัดถูรอยคราบบนพื้นละล้าละลัง ก่อนที่นายจะสั่งให้หยุดพัก เมื่อสังเกตว่าฟ้าเริ่มโปรยสัญญาณเตือนลงมาอีกระลอก

ผมขออภัยที่ขัดจังหวะสนทนา เขาจึงโบกมือให้หล่อนรีบเก็บสัมภาระหลบเข้าที่ร่มแล้วตรงมาทักทายผม พร้อมชวนไปนั่งพูดคุยกันในสตูดิโอ 

ธงชัยเป็นชายวัยกลางคนท่าทางทะมัดทะแมงและแต่งตัวเท่กระชากวัย จนแวบแรกทำให้ผมนึกไปถึงศิลปินชาวอังกฤษ เดเมียน เฮิร์สต์ (Damien Hirst) และอาจเพราะบุคลิกดังกล่าวผมจึงไม่ค่อยฉงนใจนัก เมื่อได้เห็นงานจิตรกรรมและประติมากรรมไทยวางรายล้อมรอบห้อง ที่ออกแบบตกแต่งในสไตล์โมเดิร์นเรียบโก้ ที่นี่เป็นสตูดิโอและพื้นที่เก็บรวบรวมผลงานส่วนตัวชั่วคราวของเขา ก่อนเตรียมขนย้ายไปติดตั้งในอาคารหลังข้างๆ ซึ่งเป็น 1 ใน 4 อาคารจัดแสดงผลงานศิลปะของ ‘หอศิลป์เทา’ 

บนถนนศิลปินของ ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ กับการพาศิลปะกลับบ้านเกิดและเปิดหอศิลป์

“เดิมทีพื้นที่ตรงนี้เป็นบ้านเกิดของแม่ พอท่านเสียก็ส่งต่อให้เราดูแล แต่ด้วยความที่เรามีบ้านพักอยู่แล้วเลยตัดสินใจเปิดเป็นหอศิลป์ เหตุผลแค่อยากมาสร้างอะไรสักอย่างในที่ที่ไม่จำเป็นต้องเรียกร้อง คิดแบบโง่ๆ สั้นๆ คือ ‘สะใจ’ สะใจที่ได้ทำอะไรในแบบที่ตัวเองอยากทำโดยไม่ต้องสนใจผลลัพธ์ สะใจว่าเราได้ทำเพื่อศิลปะที่เรารักแค่นี้พอแล้ว 

“ส่วนมันจะได้ผลอื่นๆ ตามมามั้ย อันนั้นก็แล้วแต่ว่าคนเห็นจะคุณค่าของมันแค่ไหน ถ้าเห็นค่าน้อยก็ได้น้อย เห็นค่ามากก็ได้มาก มันอาจจะไม่มีค่าเลย หรือมีค่าเท่าขี้หมาก้อนก็ได้ แล้วจะให้เราคาดหวังอะไร ในเมื่อเหล่านี้มันเป็นเรื่องเหนือการคอนโทรล ขนาดชีวิตตัวเองเรายังคอนโทรลไม่ได้ จะหมดลมหายใจเมื่อไหร่ยังไม่รู้ แล้วเราจะคอนโทรลคนมาชื่นชมหรือให้คุณค่ากับสิ่งที่เราสร้างเหรอ เป็นไปไม่ได้” ธงชัยคลายข้อสงสัย ถึงสาเหตุการมาลงทุนเปิดหอศิลป์ขนาดใหญ่ในชุมชนรอบนอก

บนถนนศิลปินของ ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ กับการพาศิลปะกลับบ้านเกิดและเปิดหอศิลป์

ก่อนขยายความว่าชื่อ ‘ศิลป์เทา’ นั้นพ้องเสียงมาจากเส้น ‘สินเทา’ เส้นแผลงแบ่งมิติในงานจิตรกรรมไทย และอีกความหมายสื่อถึงสีสันเทาล้วนของหอศิลป์แห่งนี้ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากพิพิธภัณฑ์บ้านดำ ของ อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี และวัดร่องขุ่น ของอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ สองศิลปินที่เคารพรัก ผู้เป็นต้นแบบในการทำงาน และมีส่วนสำคัญยิ่งที่ช่วยผลักดันให้ความถนัดด้านศิลปะของเขาชัดเจนและเข้มข้นขึ้น จนกลายเป็นจุดยืนของชีวิต

2

เด็กชายขี้สงสัย

“ตั้งแต่จำความได้ แม่เล่าให้ฟังว่า เราเกิดในห้องแถวที่ครอบครัวเราเคยพักอาศัย วันนั้นเป็นวันศุกร์ แม่อดทนรอพ่อที่ยังไม่กลับจากวงไพ่นกกระจอกจนถึงตีสี่ สุดท้ายก็ทนไม่ไหวท่านคลอดเราตรงขั้นบันได แล้วไม่นานพ่อกับแม่ก็เลิกกัน พอโตขึ้น เราจึงกลายเป็นเด็กที่ค่อนข้างซุกซนและอยากดีอยากเด่น มุ่งเล่นแต่กีฬา ทั้งฟุตบอล วิ่งข้ามรั้ว วิ่งร้อยเมตร และทำได้ดีจนติดตัวแทนนักกีฬาโรงเรียนแทบทุกประเภท” 

ธงชัยย้อนความทรงจำที่ปลูกฝังให้เขากลายเป็นคนเอาจริงเอาจัง ก่อนเล่าต่อว่า หลังจากแยกทาง แม่ก็ย้ายกลับบ้านเกิดที่หมู่บ้านน้ำโจ้ โดยทุกๆ วันหยุดสุดสัปดาห์จะแวะมารับเขาไปอยู่ด้วยกัน และนั่นเองเป็นจุดเริ่มต้นของความผูกพันกับวิถีชีวิตชุมชน วัฒนธรรมพื้นบ้าน รวมถึงใกล้ชิดกับวัดวาอาราม กระทั่งสมัครใจเป็นเด็กวัดในช่วงปิดภาคเรียน 

กีฬาเด่นแต่การเรียนเป็นรอง ผลการเรียนของเด็กชายธงชัยจึงไม่ค่อยสู้ดีนัก และเหมือนจะรู้ตัวเองว่าคงไม่รอดถ้ายังฝืนไปต่อในสายสามัญ ดังนั้น ทันทีที่จบชั้น ม.ศ.3 โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย เขาจึงตัดสินใจเบนเข็มสอบเข้าเรียนด้านศิลปกรรม สถาบันเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วิทยาเขตเทคนิคภาคพายัพ เชียงใหม่ 

“พอย้ายมาเรียนศิลปะ เราก็ทำคะแนนได้ดีขึ้น ขนาดเรียนบ้างโดดบ้างยังอยู่ระดับต้นๆ ของชั้นตลอด คงเพราะมันเป็นสิ่งที่เราชื่นชอบและถนัดด้วย ตอนเด็กๆ เราชอบวาดการ์ตูนมาก เวลาเรียนก็แอบขีดเขียน กลับบ้านก็หัดวาด นอกจากคะแนนเต็มวิชาพละ วิชาศิลปะเป็นอีกวิชาที่เรามั่นใจ จนคุณครูเลือกให้เขียนภาพปกวารสารประจำโรงเรียนเลย” 

อาจารย์ธงชัยยิ้มภูมิใจ ก่อนตั้งข้อสังเกตต่อว่า การได้เติบโตมากับวัดวาอาราม มีส่วนอย่างมากที่ทำให้เขาซึมซับมุมมองด้านศิลปะไทย ซ้ำยังเป็นเด็กขี้สงสัยชอบเรียนรู้โดยซักไซ้ไต่ถาม หนหนึ่งเขาได้ปุจฉาเรื่องใบเสมา ธรรมจักร และลักษณะสถาปัตยกรรมต่างๆ ภายในวัดกับหลวงลุง พระครูอดิศัยสิริวัฒน์ จนถึงคำถามว่า เหตุใดวัดเก่าแก่เช่นนี้จึงไม่มีเจดีย์ คำตอบของพระครูราบเรียบ แสนธรรมดา ในเมื่อไม่มีแม้พระอุโบสถ ไหนเลยจะมีเจดีย์

เด็กชายอยากรู้อยากเห็นจำไม่ได้แล้วว่าวันนั้นตนเองรู้สึกอย่างไรเมื่อได้ยินคำตอบ แต่ในเวลาต่อมา มันกลับกลายเป็นสิ่งมีค่าที่จุดประกายให้เขาได้หวนคืนสู่บ้านอีกครั้ง

บนถนนศิลปินของ ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ กับการพาศิลปะกลับบ้านเกิดและเปิดหอศิลป์

3

ถนนศิลปะ

หลังจบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ เขาก็สามารถสอบเอ็นทรานซ์ผ่านเข้าคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ทันทีที่ทราบข่าวดี สุรสิทธิ์ เสาว์คง ครูคนแรกที่เขาเคารพยกย่อง จัดแจงร่างจดหมายถึงเพื่อนสนิท เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ขอฝากฝังให้ช่วยดูแลศิษย์รักระหว่างร่ำเรียนในรั่วมหาวิทยาลัย

เมื่อจดหมายไปถึงมือผู้รับ พลันธงชัยก็ได้รู้จักกับศิลปินรุ่นพี่ฝีมือฉกาจ ซึ่งคอยให้ความช่วยเหลือและชักชวนไปบ้านทุกศุก ร์เพื่อแบ่งปันความรู้ ทักษะ รวมถึงบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ศิลปะแก่เขาผ่านประสบการณ์การทำงาน 

“แกเป็นคนมุ่งมั่นฉิบหายเลย แกจะไม่ยอมไปทำอย่างอื่นนอกจากเป็นศิลปิน นี่คือสิ่งที่แกเราสอนจากชีวิต หรือบางครั้งก็คอยจุดเติมพลังให้เราอย่ามัวหลงในความงามของชีวิต จนหลงลืมปณิธานของตัวเอง” ธงชัยแทรกเหตุการณ์ประทับใจอีกเรื่อง “แล้วก็สมัยนั้นนักศึกษาไม่มีใครได้มีสิทธิ์ไปหาลุงหวันเป็นการส่วนตัวนะ แต่พี่เหลิมพาเราไป พอได้เห็นความแน่วแน่ ความแม่นยำ และความมีพลังของท่าน มันก็ทำให้เราเกิดความฮึกเหิมในใจ ว่าสักวันเราจะต้องเป็นศิลปินแบบนั้นให้ได้” 

บนถนนศิลปินของ ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ กับการพาศิลปะกลับบ้านเกิดและเปิดหอศิลป์
บนถนนศิลปินของ ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ กับการพาศิลปะกลับบ้านเกิดและเปิดหอศิลป์

หากบันไดขั้นแรกของชีวิตทำให้เขาทะเยอะทะยาน การได้พบปะกับศิลปินแห่งชาติทั้งสองท่านคงเปรียบดังบันไดขั้นสอง ที่ทำให้เด็กน้อยในวันวานแน่วแน่เติบโตบนเส้นทางสายศิลปะเต็มตัว

ชีวิตนักศึกษาศิลปะของธงชัยเปลี่ยนไปเป็นคนที่จริงจังกับการเรียน เขาเคี่ยวกรำพัฒนาฝีมือจนได้รับความไว้วางใจจากอาจารย์เฉลิมชัย ให้ไปช่วยแต่งแต้มผลงานจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถวัดพุทธประทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ขณะอยู่เพียงชั้นปี 2 ทว่าอาจารย์ที่ปรึกษาขอให้เขาผลัดผ่อนการเดินทางไปอีกปี ด้วยเป็นห่วงในภาระหน้าที่การเรียน

พอจบปีสาม เราก็ไปอังกฤษช่วยพี่เหลิมร่างภาพจิตรกรรมฝาหนังอยู่เป็นปี มีเวลาว่างก็ออกไปเปิดหูเปิดตาบ้าง ประสบการณ์ครั้งนั้น ทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หลายอย่าง ทั้งศิลปวัฒนธรรม ภาษา ระเบียบและความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม ซึ่งมันค่อยๆ หลอมให้เราเป็นคนรอบคอบ ไตร่ตรองต่อชีวิต และมีจิตสำนึกสาธารณะมากขึ้น”

ผลการเรียนของธงชัยดีขึ้นตามลำดับหลังกลับจากอังกฤษ จนอาจารย์เห็นแววและทาบทามให้เขามาเป็นผู้ช่วยสอน ก่อนชวนให้บรรจุในตำแหน่งอาจารย์ แน่นอนว่าจังหวะนั้นเขาเลือกคว้าโอกาส… โดยไม่ทันได้ฉุกคิด 

“ตอนตัดสินใจว่าจะบรรจุ เราไม่ได้ปรึกษาพี่เหลิมเลย จนวันดีคืนดีเราบังเอิญเจอกัน แล้วพอเขารู้ว่าผมเป็นอาจารย์ก็โมโหชี้หน้าด่า ไอห่า ไอโง่ มึงคิดผิดมากๆ เพราะเหมือนเขาปั้นเรามา และตั้งความหวังให้เป็นศิลปินอิสระเหมือนกับเขา” 

“โกรธจริงจังเลยเหรอครับ” ผมกึ่งสงสัยกึ่งเห็นใจ

อาจารย์ธงชัยหัวเราะร่วน “ตอนนั้นน่าจะจริงนะ แต่พอเจอหน้าก็กอดคอกันอยู่ดี” 

บนถนนศิลปินของ ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ กับการพาศิลปะกลับบ้านเกิดและเปิดหอศิลป์

4

ความคิดสร้างศิลป์

“เมื่อก่อนเราเคยคิดนะว่าศิลปะไทยนี่คือสุดยอด แต่พอได้เห็นงานศิลปะตะวันตกก็แทบอยากเขวี้ยงพู่กันทิ้ง เพราะสู้เขาไม่ได้ ความภาคภูมิใจแบบเดิมของเรา มันเป็นความภูมิใจเฉพาะตน แต่มันไม่สากล” 

นอกจากบทเรียนชีวิตการเดินทางการข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังดินแดนแห่งศิลปะ ทำให้ธงชัยได้กลับมาทบทวนคุณค่าและความหมายของงานศิลป์ พร้อมตั้งคำถามกับตัวเอง ถึงวิธีการมุ่งไปสู่จุดหมายปลายทางที่จะสามารถผลักดันศิลปะไทยให้ก้าวเทียบสากล 

“หนึ่งเลยคือ ละวางอัตตา ไม่มัวหลงคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่ ไม่จำเป็นต้องสนโลก แต่เราต้อง ‘ยิ่งใหญ่และสนโลกด้วย’ สอง หากอยากได้รับการยอมรับ เราก็ต้องรู้จักยอมรับและให้เกียรติผู้อื่นก่อนเสมอ สิ่งเหล่านี้ช่วยเปิดทัศนคติและทลายกำแพงทางศิลปะให้สื่อไปถึงผู้คนทุกชาติ ทุกภาษา” ธงชัยประมวลตะกอนความคิด ซึ่งมีส่วนผลักดันให้การทำงานของเขาประสบความสำเร็จ 

การันตีจากรางวัลทางศิลปะหลากหลายเวที เช่น รางวัลศิลปกรรมยอดเยี่ยม การประกวดศิลปกรรมร่วมสมัย ประจำ พ.ศ 2533 รางวัลที่ 1 เหรียญทองจิตรกรรมบัวหลวง จิตรกรรมแนวไทยประเพณี นิทรรศการจิตรกรรมบัวหลวง ครั้งที่ 14 รางวัลเกียรตินิยมอันดับ 3 เหรียญทองแดง สาขาจิตรกรรม การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 37 39 และ 40

ผมเหลือบมองผ่านผนังกระจกบานใหญ่ ข้างนอกฝนซู่ซาลงเป็นละออง จึงขออนุญาตลุกไปยืดเส้นยืดสาย พร้อมเดิมชมอาคารหอศิลป์ เขาตอบตกลงและอาสาจะนำผมไป แล้วก้าวขึ้นบันไดสูงขั้นที่ใช้วิ่งออกกำลังกายทุกเย็นย่ำอย่างกระฉับกระเฉง จนทำให้ผมแลดูเป็นคนหนุ่มที่ปวกเปียก

บนถนนศิลปินของ ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ กับการพาศิลปะกลับบ้านเกิดและเปิดหอศิลป์
บนถนนศิลปินของ ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ กับการพาศิลปะกลับบ้านเกิดและเปิดหอศิลป์

ด้านหน้าทางเข้าอาคารที่เขาหมายใจไว้ให้เป็นสถานที่จัดแสดงผลงานศิลปะส่วนตัว ปรากฏวลี “ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น” เมล็ดพันธุ์ทางความคิดในการสร้างสรรค์งานที่เขาได้รับปลูกฝังมาจาก ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี ปัจจุบันอาคารหลังนี้สมบูรณ์สุดใน 4 หลัง ซึ่งแบ่งออกเป็นอาคารแสดงผลงานศิลปะส่วนตัวทุกยุค อาคารแสดงผลงานของเหล่าเพื่อนฝูง อาคารสำหรับนิทรรศกาลหมุนเวียน และโซนคาเฟ่พักผ่อนหย่อนใจ

ส่วนภายในอาคารกว้างขวาง สีทึมเมารอบด้าน เพดานสูงโปร่ง และมีช่องแสงเรื่อเรื่องสวยงาม ผลงานจิตรกรรมบางส่วนถูกวางพิงผนังไว้รอติดตั้งบริเวณชั้นล่าง ส่วนชั้นบนมีจิตรกรรมพระพุทธบำเพ็ญทุกรกิริยา ตั้งสูงเด่นสะดุดตา ธงชัยบอกว่าชิ้นนี้เป็นผลงานล่าสุดในยุคสีน้ำเงินของเขา ซึ่งในอนาคตมีแผนการว่าจะต่อยอดสู่ประติมากรรมถวายประดิษฐานไว้ในหอพระพุทธบำเพ็ญ สถานที่ตั้งบำเพ็ญบุญกุศลแด่ผู้วายชนม์ของวัดน้ำโจ้ ตำบลดอนแก้ว อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่

5

สำนึกรักบ้านเกิด

ก่อนที่ ศาสตราจารย์ ชลูด นิ่มเสมอ จะจากไป ท่านเคยฝากฝังให้ธงชัย ซึ่งขณะนั้นขึ้นเป็นหัวหน้าภาควิชาศิลปะไทย คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ ขอรับตำแหน่งทางวิชาการ เนื่องจากมีคุณสมบัติพร้อมสรรพ ทว่าเขากลับเลือกเดินบนเส้นทางที่ใครๆ ก็ไม่อาจคาดคิด นั่นคือลาออกมาเป็นศิลปินอิสระ

เราย้อนกลับมานั่งบนโซฟาสีเทาตัวเดิมภายในสตูดิโอชั่วคราว เพื่อฟังเรื่องราวแรงบันดาลใจที่ทำธงชัยสละหน้าที่การงานอันมั่นคงและกำลังรุ่งโรจน์

ระหว่างที่สอนหนังสืออยู่ คุณบุญชัย เบญจรงคกุล เขาก็ช่วยซื้องานของเราสม่ำเสมอ ซึ่งอันที่จริงท่านตามซื้อมาตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาไม่ได้รับรางวัลอะไรเลยสักอย่าง จึงทำให้เราค่อยๆ มีทุนเลี้ยงดูตัวเอง มีกำลังใจในการทำงานศิลปะ จนถึงจุดหนึ่ง ก็รู้สึกว่าอยากออกมาทำตามปณิธานที่ตั้งใจไว้ แล้ววิธีคิด การใช้ชีวิต หรือ ‘โครงการสำนึกรักบ้านเกิด’ ของท่าน ก็มีส่วนจุดประกายให้เราอยากกลับมาทำประโยชน์ให้กับบ้านเกิดด้วย”

ในวันที่ธงชัยแวะเวียนมาดูที่ดินบ้านเกิดซึ่งแม่ทิ้งไว้ให้เป็นสมบัติ มัคนายกก็ผ่านมากบอกว่าหลวงลุงถามถึง เมื่อนึกขึ้นได้ว่าไม่ได้กราบไหว้ท่านเสียนาน จึงรีบมุ่งหน้าตรงไปวัด

“พอเจอกัน ท่านก็ชี้มาด้านหลังแล้วบอกว่าสร้างแล้วนะเจดีย์ ตอนนั้นเราอ้ำอึ้งและตื้นตันบอกไม่ถูก ประจวบเหมาะกับช่วงก่อนเราทำงานชุดหนึ่งให้กับธนาคารแห่งประเทศไทยได้เงินก้อนใหญ่ มองเห็นองค์เจดีย์ที่กำลังขึ้นองค์ค้างไว้ จึงรับปากกับท่านว่าจะช่วยสร้างต่อให้เสร็จ” ธงชัยชะงัก “เชื่อมั้ยว่าพอเจดีย์เสร็จสมบูรณ์ ท่านพระครูก็ถึงแก่มรณภาพทันที” 

หลังพิธีทำบุญของหลวงลุงผ่านพ้น ธงชัยก็กลับบ้านบ่อยขึ้น ด้วยมีเหตุให้สานสร้างซุ้มประตูชัยของวัด รวมถึงผุดความคิดว่าอยากนำผลงานศิลปะมาฝากไว้ให้บ้านเกิด ตามความรู้สึกเบื้องลึก ‘สำนึกรักบ้านเกิด’ ที่วนเวียนอยู่ในหัวอยู่ตลอดเวลา 

บนถนนศิลปินของ ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ กับการพาศิลปะกลับบ้านเกิดและเปิดหอศิลป์
บนถนนศิลปินของ ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ กับการพาศิลปะกลับบ้านเกิดและเปิดหอศิลป์

6

ค่าของความอิ่มใจ

ขณะที่สมองยังงุ่นง่านและมึนเบลอจนไขว่คว้าเสี้ยวความทรงจำก่อนหน้านี้ได้ไม่ชัดนัก เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาในห้องพักฟื้นเย็นเชียบ ท่ามกลางความว่างเปล่า ธงชัยเล่าว่า ปรากฏภาพนิมิตในหลวงรัชกาลที่ 9 เบื้องหน้า ทว่าร่างกายคล้ายถูกตรึงให้แน่นิ่ง จึงทำได้แค่อธิษฐานจิตกราบไหว้ พร้อมกับปวารณาตนว่า หากหายกลับไปเป็นปกติ ตนจะปั้นพระบรมรูปในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระพุทธรูปถวายเป็นมงคลชีวิต กระทั่งสติสัมปชัญญะเริ่มฟื้นคืนมา จึงได้รับรู้ว่าตัวเองน็อก เส้นเลือดในสมองแตกฉับพลันจากการทำงานหนักเกินกำลัง

“เรานอนอยู่ในห้องไอซียูสามวันและตั้งจิตปวารณาตนแทบจะสามเวลา ด้วยกลัวว่าตัวเองจะพิการ ไม่น่าเชื่อว่าคำอธิษฐานจะกลายเป็นจริง เราหายสนิท สุขภาพร่างกายแข็งแรงเป็นปกติดังเดิมทุกอย่าง ก็เลยตั้งมั่นปั้นพระบรมรูปในหลวงรัชกาลที่ 9 ขึ้นมาสามองค์ และพระพุทธพระโพธิญาณตามคำมั่นสัญญา” เหตุการณ์ปาฏิหาริย์นี้ไม่เพียงพลิกชีวิต แต่ยังชุบชูแนวคิดและปณิธานของเขา 

“ระหว่างที่ปั้นพระพุทธพระโพธิญาณก็มีหลายคนสนใจ และขอให้หล่อเป็นสัมฤทธิ์ ผู้จัดการศิลปะของเราเลยบอกให้ทำขึ้นมาร้อยแปดองค์ สำหรับเช่าบูชา ปรากฏว่าภายในหนึ่งสัปดาห์หมดเกลี้ยง ได้เงินกว่าแปดหลัก ทีนี้ก็คิดต่อว่าในเมื่อเงินมันมาจากกุศลจิต เราจะเอาไปใช้จ่ายตามอำเภอใจคงไม่เหมาะสม จึงนำมาสร้างหอไตรพระโพธิญาณถวายวัด”

บนถนนศิลปินของ ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ กับการพาศิลปะกลับบ้านเกิดและเปิดหอศิลป์

‘หอไตรพระโพธิญาณ’ ตั้งอยู่เบื้องซ้ายของซุ้มประตูชัย มีลักษณะเป็นอาคารครึ่งปูนครึ่งไม้ ที่โดดเด่นด้วยรายละเอียดงานสถาปัตยกรรมไทยอ่อนช้อยสวยงาม รวมถึงประดับตกแต่งด้วยองค์พระพุทธพระโพธิญาณทั้งภายนอกและภายในรวมกว่า 216 องค์ 

จากนั้นธงชัยก็ได้บูรณปฏิสังขรณ์หอพระพุทธบำเพ็ญ หอกลอง หอระฆัง ตลอดจนสร้างสรรค์มกรคายนาคเฝ้าหน้าวัด ซึ่งมีรูปลักษณ์แตกต่างจากทั่วไป เช่น มีเกรียวหางและส่วนพังพานที่ลักษณะคล้ายใบโพธิ์ โดยอธิบายว่า ตั้งใจสร้างขึ้นมาเพื่อนำร่องแนวทาง ให้ช่างหรือศิลปินกล้าที่จะเปิดรูปลักษณ์ใหม่ๆ ทางศิลปะ ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนงานศิลปะไทยให้เติบโต 

นอกจากนี้ เขายังนำผลงานบางส่วนจากชุดโลกียธรรม อาทิ สามขุม กิเลส ตัณหา กามา อรหันต์ มาถวายจัดแสดงไว้บริเวณลานหน้าวัดและบนแนวกำแพง แต่ความน่าสนใจคือ เหตุใดเขาจึงเลือกผลงานชุดนี้ที่มีองค์ประกอบเปิดเปลือย อย่างอวัยวะเพศชาย อวัยวะเพศหญิง หรือเต้านม ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการถูกครหาด้านศีลธรรมและความไม่เหมาะสม

บนถนนศิลปินของ ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ กับการพาศิลปะกลับบ้านเกิดและเปิดหอศิลป์

จริงๆ แล้วสิ่งเหล่านี้มันอยู่ในมนุษย์ ไม่ต่างอะไรจากเราแก้ผ้าดูตัวเอง อีกอย่างเราก็มีแดนของเราเหมือนกัน เพราะเลือกจะไม่เอาเข้าไปไว้ในวัดให้เกิดเป็นที่หมองต่อพระสงฆ์ แต่ถามว่าพระสงฆ์ท่านเห็นมั้ย ท่านก็เห็นทุกวันอยู่ดี ฉะนั้นมันอยู่ที่ว่าเมื่อคุณพินิจพิเคราะห์สิ่งเหล่านี้แล้วคุณคิดอะไรต่อ หากเกิดเป็นกำหนัดหรืออารมณ์ อย่างนั้นคุณต้องไปควบคุมตัวคุณเอง คุณจะควบคุมที่ศิลปะเหรอ ในเมื่อศิลปะเปิดเผยให้คุณมองได้เห็นโลกียธรรม แล้วถามว่าผมกำลังทำให้ศาสนาเสื่อมหรือไม่ ผมคิดว่ากำลังพยายามทำให้ศาสนาเป็นเรื่องน่าสนใจมากกว่า เสื่อมหรือไม่เสื่อมมันอยู่ที่คนปฎิบัติ” 

ธงชัยเสริมว่า สำหรับเป้าหมายสูงสุดในการทำงานศิลปะ เขากล้าพูดได้เต็มปากว่าทำเพื่อตัวเองและต้องการแสดงตัวตน ทางเดียวกันก็มุ่งหวังให้ศิลปะเป็นสะพานเชื่อมแนวคิดทางพุทธศาสนาที่เขายึดมั่นออกไปสู่ผู้คนทั่วโลก ดังผลงานระยะหลังที่เขาหยิบจับธรรมะของพุทธะมาบอกเล่าในรูปแบบ ‘ธรรมศิลป์’ โดยผลงานชุดโลกียธรรมสะท้อนแก่นแกนนี้อย่างแจ่มชัด ผ่านนัยยะของกิเลส ผัสสะ ความรัก ความไคร่ ฯลฯ ซึ่งเกิดจากวินิจฉัยธรรมอันเป็นธรรมชาติของชีวิต 

“ตอนนำศิลปะชุดนี้ไปเสนอท่านเจ้าอาวาส ท่านชอบนะ บอกว่ามันเตือนสติคนดี เวลาดูปุ๊บต้องมีสติก่อน พอสติมาจึงเกิดสัมปะชัญญะ มีครบหมดแล้วค่อยสำรวจจิตใจตัวเอง เมื่อเตรียมใจได้และเข้าไปในวัด เราก็จะรู้ว่าเรามาที่นี่ทำไม”

กระนั้นธงชัยเปรยว่า ท่านเจ้าอาวาสก็ยังอยากทราบถึงจุดประสงค์ของการทำบุญที่ต้องสละทุนทรัพย์ส่วนตัวจำนวนมาก ซึ่งเขากล่าวแก่ท่านว่า ด้วยความเป็นคนชอบให้เงินแก่ขอทานสม่ำเสมอ แต่มีหลายหนที่ไม่อาจควักเพราะตนเองก็ขาดเหลือ การบูรณปฏิสังขรณ์วัดน้ำโจ้จึงเป็นความตั้งใจที่เขาเปรียบเทียบว่า เหมือนได้ทำบุญให้ทุกคนที่ผ่านวัดคนละ 5 บาท เพียงแต่จำนวนเงินนั้น คือค่าของความอิ่มใจจากการได้มองเห็นวัดที่สวยงามและงานศิลปะจากความอุตสาหะทุ่มเท 

“เงินห้าบาท หรือร้อยบาท มันใช้อะไรได้ไม่มาก แต่อิ่มใจเนี่ย มันอิ่มไปตลอด แถมยังวนมาอิ่มได้อีก ผมเชื่อว่าคนที่มาเห็นแล้วเป็นสุขก็น่าจะมีเยอะอยู่นะ” ธงชัยทิ้งท้าย

บนถนนศิลปินของ ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ กับการพาศิลปะกลับบ้านเกิดและเปิดหอศิลป์

หอศิลป์เทา (Hall Zinthao) ตั้งอยู่ที่ชุมชนบ้านน้ำโจ้ ตำบลดอนแก้ว อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมเปิดให้เข้าชมนิทรรศการผลงานศิลปะบางส่วนของธงชัย ศรีสุขประเสริฐ ภายในปลายปีนี้ สามารถติดตามข่าวสารได้ทางเพจ Facebook : หอศิลป์เทา

Writer

Avatar

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

Studio Visit

แวะเยี่ยมสตูดิโอของศิลปินเพื่อทำความรู้จักคนสร้างงานศิลปะอีกกลุ่มในอีกมุม

“ผมเคยฝันว่า ผมวาดรูปไม่ได้ วาดรูปไม่เป็น เป็นฝันร้ายที่สุดในชีวิตเมื่อ 30 ปีที่แล้ว เฮ้ย เราวาดรูปไม่ได้จริง ๆ หรอวะ มาลองวาดก็รู้ว่ามันเป็นความฝันนี่นา เรายังจับปากกาวาดรูปได้อยู่เลย มันเลยกลายเป็นว่าตื่นเช้ามาก็ต้องฝึกวาด”

เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา

ความโชคดีหนึ่งของอาชีพสื่อ คืออยากไปคุยกับใครก็ได้คุย วันนี้โชคดีที่อาจารย์เมืองมนต์เสียสละเวลาช่วงเช้าที่อาจวาดเรือนได้หลายเรือน วาดวัดได้หลายวัด มานั่งคุยกับเรา

เมืองมนต์ เคหารมย์ เป็นนักวาดรูปสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงในหมู่คนวาดภาพด้วยกัน ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา หลายคนที่สิงอยู่ตามกลุ่มต่าง ๆ ในเฟซบุ๊กก็จะเห็นผลงานอันมีเส้นสายเป็นเอกลักษณ์และละเอียดลออของอาจารย์บ่อย ๆ 

ด้วยพื้นฐานจากการเป็นสถาปนิก เมืองมนต์หลงใหลการวาดเรือน วัดวา เมืองต่าง ๆ จนรวมภาพวาดออกขายได้หลายเล่ม และที่เป็นกระแสฮือฮาก็คือการวาดแผนที่แผ่นใหญ่ มีตั้งแต่แผนที่กรุงเทพฯ ที่ใช้เวลาเก็บข้อมูลและคลุกคลีกับพื้นที่ถึง 10 ปี และแผนที่กรุงศรีอยุธยาในยุคก่อนเสียกรุงซึ่งตัวเขาเองก็เกิดไม่ทัน แต่มีแรงวาดขึ้นมาเมื่อติดละคร บุพเพสันนิวาส

ที่ใคร ๆ เรียกว่า ‘อาจารย์’ เพราะเขาทั้งสอนวาดรูปทางออนไลน์ ทั้งเปิดคอร์สสอนผู้คนหลากหลายวัยทางออฟไลน์ สำหรับเราที่รู้จักเขาฝ่ายเดียวตั้งแต่มัธยม ไม่เคยได้คุยกันสักคำ แต่การเสพผลงาน รวมไปถึงการลงทุนปรินต์มานั่งวาดตาม ก็ทำให้รู้สึกเหมือนเขาเป็นอาจารย์อีกท่านของเรา

ชายผู้มีการวาดรูปเป็นชีวิต มีปากกาเป็นอวัยวะที่ 33 และยังกลัวฝันร้ายว่าจะวาดรูปไม่ได้ แม้จะผ่านไปถึง 30 ปี อยู่กับเราในคอลัมน์ Studio Visit แล้ว

เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา

นักวาดบนพื้นทราย

เราต่อสายไปคุยกับเขาถึงนครพนม เมืองที่เขาสนใจและขลุกตัวอยู่ในช่วงปีหลัง ๆ เขาว่านครพนมเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ในแง่วัฒนธรรม เชื้อชาติที่หลากหลาย และประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำโขง จนถึงตอนนี้ เมืองมนต์วาดมุมต่าง ๆ ของนครพนมจนใกล้จะรวมเล่มเป็น ‘ออนซอนสะออนนครพนม’ ได้แล้ว

เมืองมนต์ เคหารมย์ หรือ อ๊อด จบจากวิทยาลัยเทคนิคดุสิต ภาควิชาสถาปัตยกรรม เคยทำอาชีพผู้ช่วยสถาปนิกและสถาปนิก ก่อนออกจากบริษัทมาเป็นศิลปินอิสระไม่นานมานี้ แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ใช้ชีวิตด้วยการวาดรูปมาตั้งแต่จำความได้ราวคาบปากกามาเกิด

“ตอนนี้หายจากเป็นสถาปนิกแล้วครับ แต่ยังหายไม่ขาด มีรับงานบ้าง ยังต้องกินยาต่อเนื่องอยู่” เมืองมนต์ระเบิดหัวเราะขณะตอบคำถามเรื่องอาชีพ

เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา

เมืองมนต์ไม่ใช่คนนครพนมอย่างที่เราเข้าใจตอนแรก เมื่อเขานัดช่างภาพของเราที่หอนาฬิกาอนุสรณ์เวียดนาม จ.นครพนม แต่พื้นเพเดิมเป็นคนอุบลราชธานี ก่อนจะย้ายตามพ่อแม่มาหาชีวิตที่ดีขึ้นที่กรุงเทพฯ ตอนอายุได้ 2 ขวบ โดยที่แม่มาขายส้มตำ พ่อทำงานรับเหมาก่อสร้าง หลังจากอยู่กรุงเทพฯ หลายสิบปี เขาก็ย้ายกลับไปอยู่อีสาน คราวนี้ไม่ใช่อุบลฯ แต่เป็นกาฬสินธุ์บ้านภรรยา

“ตอนเด็ก ๆ ปิดเทอม นั่งรถไฟกลับมาที่บ้านเกิดเมืองนอน ไม่มีอะไรทำ ใต้ถุนบ้านมีดินทรายละเอียด ๆ เราก็เอานิ้วไปวาด” เขาเล่าอย่างสนุกสนาน “ตอนนั้นไม่มีตำรา เราก็เอาสภาพแวดล้อมที่อยู่ตรงนั้นมาเป็นครูผู้สอน อยากวาดใบไม้ก็หยิบใบไม้มาวาด เจอวงกลม เจอสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม ก็วาดไปเรื่อย ๆ จนประกอบเป็นรูปร่างต่าง ๆ”

จุดหนึ่งที่สำคัญในชีวิตของเขาคือการได้พบ ‘อาจารย์สมชาย’ อาจารย์ศิลปะชั้นมัธยมต้นที่เขาชื่นชมว่า ‘เก่งมาก’ และขลุกตัวอยู่กับอาจารย์ตลอด แม้เพื่อน ๆ จะรวมตัวเตะฟุตบอลกันอยู่ อาจารย์สเก็ตช์ เด็กชายเมืองมนต์ก็เสิร์ฟน้ำบ้าง ช่วยเหลาดินสอให้บ้าง อาจารย์ก็ใจดีช่วยแนะนำวิธีการวาดภาพให้เด็กชายลองขีดตาม จนกระทั่งได้เป็นครูผู้ช่วยตั้งแต่วัยมัธยมต้น

เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา

แปลว่าอาจารย์เพิ่งมาเริ่มวาดแนวสถาปัตย์ตอนที่ต่อเฉพาะทางเหรอ?

“ใช่ครับ ผมไปเจอเทคนิคการวาดรูปแบบ Isometric แล้วก็ Perspective การจะสร้างภาพภูมิทัศน์ วาดภาพเมือง หลักวิชานี้อธิบายได้ ผมรู้สึกโชคดีมากที่ได้เรียนสถาปัตย์และได้เปิดโลกทัศน์อะไรบางอย่าง” เขาพูดเสียงจริงจัง 

“ผมชอบวิชาพวกนี้มาก เพราะมันทำให้วาดรูปสถานที่ต่าง ๆ ได้มีสัดส่วน มีสเกล มีความชัดลึกของสภาพแวดล้อม มันตอบโจทย์ผมหมดเลยจริง ๆ”

ถ้านี่เป็นการ์ตูนโชเน็น นี่ก็คงเป็นฉากที่พระเอกค้นพบพลังของตัวเอง และตื่นเต้นที่จะได้รู้ว่าตัวเองจะได้ทำอะไรยิ่งใหญ่อีกมากมายในอนาคต

เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา
เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา

นักวาดไร้ดินสอ

อาจารย์ชอบวาดรูปมากกว่าออกแบบรึเปล่า?

“ใช่” อาจารย์เมืองมนต์ตอบรวดเร็ว “ชอบเพราะว่าผมมีอิสระ จะวาดอะไรก็ได้ มันเรื่องของผม ผมคิดว่างานศิลปะเป็นงานที่ทำตามใจตัวเองได้มากที่สุด ไม่มีใครบังคับเราได้ และถ้ามีคนชอบก็ดีใจ

เอกลักษณ์ของเมืองมนต์ คือการใช้ปากกาวาดสด ๆ ไม่มีการร่างด้วยดินสอก่อน แต่ถึงอย่างนั้นสัดส่วนต่าง ๆ ก็ออกมาถูกต้องไม่ขัดตา

“แล้วทำไมคุณถึงใช้ดินสอก่อน” อาจารย์ถามกลับแทนการตอบคำถามที่ว่า ทำไมถึงไม่ใช่ดินสอ

กลัวไม่เป๊ะ – เราตอบ

“งานศิลปะมันมีอะไรเป๊ะ” เมืองมนต์หัวเราะเสียงดัง

เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา

“ผมใช้ปากกาวาดเพราะไม่กลัวที่จะผิด ผมไม่ชอบความเป๊ะ มนุษย์เป็นอะไรที่ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว สองมือคุณยังขนาดไม่เท่ากันเลย ตาก็ยังเอียงข้าง มือก็มีถนัดซ้ายถนัดขวา เราไม่สามารถทำอะไรสมบูรณ์แบบได้”

พูดไปก็เหมือนจะง่าย จริง ๆ แล้วเขาเองก็เคยเป๊ะมาก่อนเหมือนกัน แต่มาวันหนึ่ง เมื่อเขาหลุดจากความเป๊ะที่เคร่งเครียดนั้นมาแล้ว อาวุธของเขาก็เหลือแค่ปากกาด้ามเดียวกับกระดาษ และเขาก็ชื่นชอบร่องรอยเส้นร่างด้วยปากกาที่ปรากฏให้เห็นเสียด้วย “จะได้รู้ที่มาที่ไปของงาน” เขาว่า

เมืองมนต์วาดไปทั่วเมือง บางทีก็เป็นวัดวาอารามที่มีดีเทลเยอะ ๆ ทั้งช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ บางทีก็เป็นสถาปัตยกรรมอื่น ๆ บ้านเรือนบ้าง อาคารเก่าบ้าง โรงเรียนบ้าง แล้วแต่ว่าสายตาจะเห็นความงามของ Perspective ที่ไหน และจะประทับใจกับแสงเงาจากพระอาทิตย์เมื่อไหร่ ซึ่งโดยปกติแล้วก็ไม่ได้เลือกล่วงหน้านักว่าจะวาดอะไร

เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา
เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา

สำหรับสถานที่วาดภาพ เขาบอกว่าหากตรงนั้นนั่งวาดได้สะดวก ๆ คนไม่พลุกพล่านจนเกินไป สภาพดินฟ้าอากาศเป็นใจ เขาก็นั่งวาดที่นั่นได้เลย (เรียกว่า On Location) แต่หากไม่สะดวกอย่างนั้น ก็อาจจะเก็บภาพมานั่งวาดที่ร้านกาแฟหรือที่บ้านก็ได้

“ผมเป็นคนที่ไม่ทรมานตัวเอง และแทบจะไม่ยืนวาดเลย การวาดภาพควรจะมีความสุข ดูรูปแล้วเจ๋งแต่ร่างกายไม่ไหวก็ไม่ดี” เขาเผย “ถ้าไปยืนพิงกำแพงวาดร้อน ๆ เหงื่อแตก แล้วเส้นออกมาไม่เป็นตัวเรา ยอมถ่ายภาพไว้แล้วเดินไปหาร้านกาแฟนั่ง สั่งกาแฟ สั่งเค้กสักชุดดีกว่า ภาพจะได้ดีขึ้น”

หากไปส่องเฟซบุ๊กเมืองมนต์ จะเห็นว่าบางรูปอาจารย์ก็วาดคร่าว ๆ เหมือนเป็นการสเก็ตช์ไว ๆ แต่บางรูปก็มีเส้นสายละเอียดลออมาก ๆ ตรงนี้อาจารย์บอกว่า “แล้วแต่ความอยากมัน” หากรู้สึกว่าอยากใช้วิชา อยากอยู่กับภาพไหนนาน ๆ อาจารย์ก็จะใช้สมาธิฝนเส้นละเอียด ๆ คม ๆ นับพันเส้น จนออกมาเป็นภาพที่มีความชัดลึก

เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา

ความเป็นอีสานส่งผลอะไรต่อความชอบด้านสถาปัตยกรรมหรือการวาดรูปของอาจารย์ไหม?

“ส่งผลนะ เรารักถิ่นฐาน รักความเป็นชาวอีสาน และภูมิใจในสภาพแวดล้อมที่เคยอยู่ก่อนจะรู้เรื่องรู้ราวที่เป็นบ้านเพิงไม้ของชาวไทดำ” เขาตอบ “คนอีสานมีเชื้อสายที่แตกแขนงลงไปเป็นลาวซ่ง ภูไท ลาวพวน ลักษณะบ้านก็แตกต่างกัน ผมเห็นมาตั้งแต่เด็กเลยชอบครับ

“ผมทำอาชีพสถาปนิก อยู่กับบ้านก่ออิฐถือปูน ผ่านกระบวนการสวย ๆ งาม ๆ มานาน ก็เกิดความเบื่อ ผมชอบเส้นสายที่ชาวบ้านเขาออกแบบ มีไม้ทับเกล็ด ไม้ไผ่ขัดแตะ หลังคามุงจาก นี่แหละคือครูที่ดีในการสอนผมวาดลายเส้น”

นักวาดแผนที่

หลักจากชวนคุยเรื่องการวาดเส้นไปได้สักพัก เราก็ไม่พลาดที่จะถามถึงการวาด ‘แผนที่เมือง’ บนกระดาษเยื่อไผ่ของเมืองมนต์ จนถึงตอนนี้เขาวาดมา 7 สถานที่ 8 แผ่น ได้แก่ แผนที่กรุงเทพฯ กรุงศรีอยุธยา (2 ภาพ) เชียงใหม่ เพชรบุรี หลวงพระบาง นครศรีธรรมราช นครพนม โดยมีนครปฐมและเวียงจันทน์กำลังต่อคิว

“เราวาดเพราะไม่เคยวาด” เมืองมนต์เล่าอย่างอารมณ์ดี “เราเป็นศิลปินก็ต้องสร้างงานใหม่ ๆ ออกมานำเสนอคนอื่น พอทำงานเดิม ๆ ก็ลองเปลี่ยนสไตล์การทำงาน ใช้วิชาชีพสถาปัตยกรรมผังเมืองลองวาดบ้าน วาดนู่นนี่นั่นเข้าไป จนเกิดมาเป็นงานแผนที่

“อีกประเด็นหนึ่งคือ ผมอยากอยู่กับลายเส้นนาน ๆ ก็เลยอยากทำแผนที่” เขาเสริม

สำหรับเมืองมนต์แล้ว การทำแผนที่ให้ดี ไม่ใช่แค่การเปิด Google Maps มาวาด หากเขาใช้วิธีเดียวกับตอนฝึกวาดรูปสมัยมัธยมต้น ก็คือการเอาตัวลงไป ‘ขลุก’ ลงไป ‘คลุกคลี’ กับสิ่งที่ต้องการศึกษา อย่างหลวงพระบาง กว่าจะวาดจนเสร็จ เขาก็เทียวไปเทียวมา 5 – 6 ครั้ง สร้างความผูกพัน วาดมุมนั้นมุมนี้ของเมืองจนรวมได้เป็นหนังสือ ‘The Spirit of Lungprabang ดินแดนแห่งบรรพชน’ แล้วค่อยออกมาเป็นแผนที่หลวงพระบางจริง ๆ

ส่วนแผนที่กรุงศรีอยุธยาที่เขาตั้งชื่อเล่นให้ตามละครที่ติดว่า ‘ออเจ้า’ เขาใช้วิธีศึกษาแผนที่โบราณ รีเสิร์ชสถานที่สำคัญ ๆ และเดินทางไปดู ไปวาดรูป ถ่ายรูปอยุธยาจนพรุน เช้านั่งรถไฟไป เย็นนั่งรถไฟกลับ วันรุ่งขึ้นก็ไปใหม่ แม้สถานที่จะเปลี่ยนไป แต่โครงเดิมก็ยังอยู่

“นอกนั้นก็ยอมรับว่ามโนเอานะ” นักวาดพูด “ภาพวาดทุกภาพเกิดจากการมโนเยอะเลยนะ มันไม่มีทางที่จะทำทุกอย่างให้เป๊ะ เมื่อไหร่ที่คุณคิดอยากวาดภาพให้เหมือน มันก็ไม่เหมือนแล้ว แต่เมื่อไหร่ที่คุณวาดตามสไตล์ตัวเองนั่นแหละ มันจะเกิดงานใหม่ ๆ ขึ้นมา

“เราขายจินตนาการของเรา เหมือนกับคนแต่งเพลงที่รักที่สื่อสารความรักออกมา แต่เราสื่อสารด้วยภาษาของศิลปะ เพราะศิลปะเป็นการสื่อสารแรก ๆ ของมนุษย์

แผนที่กรุงเทพฯ
แผนที่กรุงศรีอยุธยา

นักวาดเพื่อชีวิต

ผมวาดรูปของผมไปเรื่อย จนกระทั่งคนจำลายมือลายเส้นเราได้ จำสไตล์งานเราได้ การได้สไตล์งานเนี่ยมันมากกว่าถูกรางวัลที่หนึ่งอีกนะ” การหาสไตล์ไม่ใช่เรื่องง่าย และกว่าจะกลายเป็นภาพจำ ‘สไตล์อาจารย์เมืองมนต์’ ของคนหัดวาดหลาย ๆ คน อาจารย์เองก็ผ่านการฝึกฝนมาหลายสิบปี

ในทางกลับกัน เมืองมนต์ไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นเจ้าของสไตล์การวาดแบบนี้แต่อย่างใด แต่เขาชื่นชอบงานของนักเดินทางชาวอังกฤษ-ชาวฝรั่งเศสสมัยก่อน และนำมาตีความใหม่เป็นเส้นสายของตัวเอง ซึ่งหากใครจะหัดวาดแบบที่เขาวาดบ้าง เขาก็ยินดีมาก

“ทุกวันนี้ผมวาดรูปเพื่อเติมเชื้อไฟ ผมใช้เวลาเกือบครึ่งชีวิตก็จะหาลายเส้นของตัวเองได้ เราก็ไม่อยากจะทิ้ง ผมจะวาดไปจนกว่าจะไม่มีแรง โลกนี้ยังมีอะไรเป็นพันเป็นหมื่นที่ผมยังไม่ได้วาด มัน Never die เลย” เมืองมนต์เล่าด้วยน้ำเสียงที่มีพลังแรงกล้า ทำเอาเราที่ตั้งใจจะถามต่อว่าเขาจะทำยังไงหากรู้สึกหมดไฟพับเก็บคำถามนั้นไป

ที่สำคัญอีกอย่าง ด้วยบทบาท ‘อาจารย์’ เมืองมนต์ได้ส่งต่อความรู้และทักษะการวาดรูปไปให้คนมากมาย ทั้งไลฟ์สอนวาดในเฟซบุ๊ก เปิดคอร์สเรียนโดยมีเด็ก 4 ขวบเป็นลูกศิษย์ซึ่งอ่อนวัยที่สุด และมีคุณลุงอายุ 90 เป็นลูกศิษย์ที่สูงวัยที่สุด

“ยอมรับเลยว่าการวาดรูปเป็นชีวิตของผม ผมมีกินมีใช้เพราะวาดรูป มีชื่อเสียง มีอะไรทุกอย่างก็เกิดจากการวาดรูป ผมยังนึกภาพไม่ออกเลยว่าถ้าวาดรูปไม่เป็น เราจะต้องทำอะไรวะ อาจจะเดินเรื่อยเปื่อยละมั้ง” 

เขาบอกว่าการวาดรูปนั้นต่อยอดไปได้มากมาย รูปวาดเป็นตั้งทั้งหมดก็เป็นลิขสิทธิ์ของเขา อยากจะทำเป็นผลิตภัณฑ์อะไรก็ยังทำได้ หากเด็ก ๆ คนไหนอยากเรียนศิลปะแต่พ่อแม่ไม่สนับสนุน เพราะกลัวชีวิตจะไม่มั่นคง ก็สืบค้นแนวทางการประกอบอาชีพในอนาคตไปนำเสนอให้ผู้ปกครองฟังก่อนได้

“คนที่กำลังฝึกวาดรูปอยู่ อ่านเสร็จแล้วก็ไปวาดนะ” ชายผู้กลัวฝันร้ายหัวเราะอีกครั้ง “วาดรูปให้มันเสร็จ แล้วจะดีต่อตัวคุณเอง นี่คือสิ่งที่ผมฝากไว้ครับ ไม่มีอะไรลึกซึ้ง ไม่มีคำคมหรือปรัชญาอะไรทั้งสิ้น”

ภาพ : เมืองมนต์ เคหารมย์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

เจษฎาภรณ์ บัวสาย

เจษฎาภรณ์ บัวสาย

ช่างภาพอาชีพ สารคดีท่องเที่ยว อีเวนท์ และ เวดดิ้ง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load