22 กรกฎาคม 2564
10 K

ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนรายการแนวร้องเพลงหรือไม่ เราเชื่อมั่นว่าคุณเคยเห็นรายการโทรทัศน์หน้าตาประหลาดที่เปิดโอกาสให้คนสองคนร้องเพลงคู่กัน โดยมีกำแพงอันยักษ์กั้นอยู่ตรงกลาง แน่นอน เรากำลังพูดถึง ร้องข้ามกำแพง เรียลลิตี้เกมโชว์ที่มาแรงที่สุดช่วงปีที่ผ่านมา

ร้องข้ามกำแพง หรือ The Wall Song เป็นรายการจากเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ ที่ออกอากาศทุกวันพฤหัสบดี เวลา 20.05 น. โดยมี กันต์ กันตถาวร เป็นผู้ดำเนินรายการ 

แต่ละสัปดาห์ นักร้อง นักแสดง รวมถึงเซเลบจากวงการต่างๆ 3 คน จะได้ร้องเพลงคู่กับนักร้องหลังกำแพงทีละคน โดยไม่รู้ว่าคนที่ตัวเองร้องเพลงอยู่ด้วยคือใคร

หลังเพลงจบคือช่วงเวลาแห่งการโกหก หลอกล่อ และเล่นมุกสารพัด ศิลปินหน้ากำแพงต้องพยายามทายชื่อนักร้องหลังกำแพงให้ถูก โดยมีศิลปินรับเชิญคนอื่นช่วยใบ้

นี่คือปรากฏการณ์ครั้งใหม่ของเวิร์คพอยท์ถัดจาก The Mask Singer

ยอดผู้ชมทางยูทูบของ ร้องข้ามกำแพง สูงกว่าล้านวิวแทบทุกตอน

9 วิธีคิดเบื้องหลังความฮิตของ 'ร้องข้ามกำแพง' ที่แรงข้ามประเทศและขายลิขสิทธิ์ทั่วโลก

การร้องคู่ของ ตู่-ภพธร สุนทรญาณกิจ และ แอลลี่-อชิรญา นิติพน ในเพลง Like I’m Gonna Lose You มียอดผู้ฟังรวมกว่า 10 ล้านครั้ง

ภาพการเซอร์ไพร์สคุณแม่ นิโคล เทริโอ ของ น้องทิกเกอร์-อชิระ ปานพุ่ม กลายเป็นกระแสในทวิตเตอร์แบบชั่วข้ามคืน

9 วิธีคิดเบื้องหลังความฮิตของ 'ร้องข้ามกำแพง' ที่แรงข้ามประเทศและขายลิขสิทธิ์ทั่วโลก

ใครจะคิดว่าวันหนึ่งจะได้เห็น มาดามแป้ง-นวลพรรณ ล่ำซำ ร้องเพลงคู่กับ โต๋-ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร

และใครจะเชื่อว่ารายการสัญชาติไทยจะถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปยัง 8 ประเทศทั่วโลก

ประเทศไทยมีรายการร้องเพลงมาแล้วมากมาย การให้ศิลปินสองคนมาจับคู่ร้องเพลงด้วยกันก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะอะไร ร้องข้ามกำแพง จึงมาแรงและโด่งดังได้ไกลขนาดนี้

The Cloud ขอพาทุกคนสำรวจวิธีคิดหลังกำแพงที่ ดาว-ดาราราย ศรีจิตรแจ่ม ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตรายการของเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จะเล่าให้เราฟัง

9 วิธีคิดเบื้องหลังความฮิตของ 'ร้องข้ามกำแพง' ที่แรงข้ามประเทศและขายลิขสิทธิ์ทั่วโลก
00

เจ้าแห่งรายการวาไรตี้

อิฐแห่งความสำเร็จก้อนแรกของ ร้องข้ามกำแพง ไม่ได้ตั้งบนพื้นดิน แต่อยู่บนรากฐานมั่นคงของเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนต์ ซึ่งผลิตรายการน้อยใหญ่สู่สายตาชาวไทยมาตลอดระยะเวลากว่า 31 ปี ชื่อต่อไปนี้คือหลักฐานการันตีความยิ่งใหญ่ในฐานะเจ้าแห่งรายการโทรทัศน์ 

ชิงร้อยชิงล้าน, ระเบิดเถิดเทิง, แฟนพันธุ์แท้, เกมทศกัณฐ์, ชิงช้าสวรรค์, คุณพระช่วย, I Can See Your Voice Thailand และ The Mask Singer

ในวันที่โทรทัศน์เป็นช่องทางหลักในการเผยแพร่ความบันเทิง เวิร์คพอยท์ก็ปล่อยรายการคุณภาพสู่ช่องหลักทั้ง 3 5 7 9 จนบริษัทเป็นที่รู้จักของคนไทยในวงกว้าง

ต่อมาเมื่อทีวีดิจิทัลเข้ามามีบทบาท เวิร์คพอยท์ก็ประกาศยกระดับองค์กร เปิดช่องโทรทัศน์ระบบดิจิทัลเป็นของตัวเองในชื่อ ช่องเวิร์คพอยท์ 23 

ถึงยุคปัจจุบันที่คนไทยใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต เวิร์คพอยท์ยังพกกลเม็ด ครองฐานคนดูเดิม และเพิ่มฐานคนดูใหม่จนมียอด Subscribers ทาง YouTube ถึง 34 ล้าน ในเวลาไม่ถึง 5 ปี

นี่คือการวางอิฐก้อนใหม่บนยอดเขาแห่งความสำเร็จที่องค์กรสั่งสมมากว่า 3 ทศวรรษ เฟ้นหาวัตถุดิบแปลกตา ปรุงด้วยรูปแบบรายการเข้าถึงทุกวัยอย่างที่เวิร์คพอยท์ถนัด ก่อนงัดน้ำจิ้มรสเด็ดที่ทีมงานคิดแล้วคิดอีกเพื่อชูรสชาติ

01

คนไทยอยากรู้อยากเห็น

“ถ้าเอาดาราสองคนมาร้องเพลงโดยมีกำแพงกั้น แล้วให้ทายว่าคนที่ร้องอยู่อีกฝั่งเป็นใคร ตอนหนึ่งสักสามคู่ น่าจะสนุกดีนะ”

จิก-ประภาส ชลศรานนท์ รองประธานกรรมการบริหาร โยนไอเดียตั้งต้นของ ร้องข้ามกำแพง ให้ดาราราย เป็นไอเดียสุดท้าทายที่ทีมงานทุกคนอยากพัฒนาต่อ

คอนเซปต์ของรายการนี้คือการเล่นกับความอยากรู้อยากเห็นของคนดู เติมรสด้วยความตลกที่ได้จากความกะล่อนหลอกล่อของศิลปิน ตบท้ายด้วยเพลงเพราะๆ ที่ผู้ชมไม่เคยฟังที่ไหนมาก่อน

9 วิธีคิดเบื้องหลังความฮิตของ 'ร้องข้ามกำแพง' ที่แรงข้ามประเทศและขายลิขสิทธิ์ทั่วโลก

ดารารายอธิบายว่า ลึกๆ แล้วคนไทยมีความเสแสร้ง ปลิ้นปล้อน หลอกลวงเก่ง ทุกคนอยากรู้อยากเห็นและพร้อมถูกหลอกในเวลาเดียวกัน ความแพรวพราวในการโกหกของศิลปินจึงเป็นสิ่งที่คนไทยยุคนี้ชื่นชอบ

ผลลัพธ์ของการทายนักร้องหลังกำแพงไม่ใช่สิ่งสำคัญอีกต่อไป เพราะต่อให้ทายผิด คนดูก็สนุกจนจบรายการได้อยู่ดี

02

ประสบการณ์เก่าช่วยยกระดับ

เวิร์คพอยท์เคยทดสอบสมมติฐานที่ว่า คนไทยรักความอยากรู้อยากเห็นจากรายการ The Mask Singer หรือ หน้ากากนักร้อง แต่แทนที่จะให้ผู้ชมต้องอดทนรอเฉลยหลายสัปดาห์ว่านักร้องหลังหน้ากากคือใคร ร้องข้ามกำแพง เลือกจะให้ผู้ชมรู้ความจริงในเวลาที่สั้นกว่านั้น

“ทีมงานตั้งคำถามกันว่าควรให้คนดูได้ร่วมเดาด้วยหรือไม่ ควรเฉลยไปเลยตั้งแต่ต้นหรือเฉลยพร้อมนักร้องหน้ากำแพงดี เราเจอทั้งคนที่บอกว่าอยากเล่นด้วยว่ะพี่ และคนที่บอกว่าเฉลยไปเลยสนุกกว่า สุดท้ายเราจึงลองทำเดโม่ออกมาทดสอบ”

ข้อสรุปที่ทีมงานเห็นตรงกันคือการเฉลยผู้ชมช่วงกลางเพลง คล้ายกับการเฉลยนักร้องเสียงเพี้ยนในรายการ I Can See Your Voice Thailand นักร้องซ่อนแอบ ผู้ชมจะมีเวลาครึ่งเพลงในการร่วมทายว่านักร้องหลังกำแพงคือใคร ก่อนจะสวมบท ‘ผู้รู้’ เพื่อสนุกสนานกับการหลอกล่อนักร้องหน้ากำแพงได้อย่างเต็มที่ในเวลาที่เหลือ

พูดได้มั้ยว่ารายการนี้ได้ไอเดียมาจาก The Mask Singer -เราถามดาราราย

เธอตอบกลับมาว่า “คนดูอาจมองว่าซ้ำ เพราะเป็นรายการว่าด้วยการทายเหมือนกัน ถ้าเขาจะคิด เราคงห้ามไม่ได้อยู่แล้ว แต่เอาจริงๆ พี่กับทีมงานไม่ได้คิดถึง The Mask Singer เลยนะ พยายามหนีด้วยซ้ำ คนเบื่อแล้ว เราไม่อยากเอาของเดิมมาเป็นตัวตั้ง เราแค่มีการแกล้ง การปั่น การหลอกเป็นคอนเทนต์หลักในการสื่อสาร”

อย่างไรก็ดีสิ่งที่ ร้องข้ามกำแพง ยังคงไว้เหมือนรายการก่อนหน้า คือการปล่อยคลิปที่ตัดแยกเฉพาะการร้องเพลง ซึ่งเป็นการตัดต่อใหม่โดยลดทอนเสียงอื่นๆ ในรายการออกทั้งหมด เกิดเป็นคลิปเพลงคัฟเวอร์เวอร์ชันใหม่โดยเฉพาะ

ทีมงานเรียนรู้ว่าคลิปเพลงเหล่านี้เป็นสิ่งที่คนจะเปิดฟังซ้ำๆ และทำให้รายการยังตราตรึงอยู่ในใจของผู้ชมอย่างไม่รู้จบ

“คนไหนที่อินก็ฟังวันละสามรอบ เข้าห้องน้ำก็ฟัง นอนก็ฟัง เครียดก็ฟัง”

03

กดสูตรจับคู่ศิลปิน

ตัวแปรที่สำคัญที่สุดของรายการ คือ นักร้องทั้งหน้าและหลังกำแพง ดารารายเล่าว่า ศิลปินที่ทีมงานมองหา นอกจากจะร้องเพลงได้แล้ว ต้องนำเสนอเก่งด้วย และหากเล่นมุกหรือหลอกคนได้ก็จะยิ่งดี

ศิลปินไทยที่เข้าข่าย ‘ร้องได้ เล่นดี’ มีมากมาย การที่รายการจะสนุกได้ต้องอาศัยการจับคู่ที่กลมกล่อม

“หลักการคือสองคนต้องไม่เคยร้องเพลงด้วยกัน ไม่งั้นเขาอาจจะจำกันได้ เราเริ่มคิดจากนักร้องหน้ากำแพงก่อน สมมติอยากเห็น แจ๊ส ชวนชื่น ก็ไม่ควรชวนแฟนเขามาอยู่หลังกำแพง เพราะทั้งคู่น่าจะร้องเพลงด้วยกันบ่อย แต่ถ้าชวนมาเป็นนักร้องหน้ากำแพงเหมือนกัน น่าจะแกล้งกันสนุกดี”

อย่างไรก็ตาม ตอนโปรดของแฟนๆ รายการกลับเป็นตอนที่นักร้องหน้าและหลังกำแพงเป็นแฟน เพื่อนสนิท หรือคนในครอบครัว ซึ่งน่าจะเคยร้องเพลงด้วยกันมาก่อน

9 วิธีคิดเบื้องหลังความฮิตของ 'ร้องข้ามกำแพง' ที่แรงข้ามประเทศและขายลิขสิทธิ์ทั่วโลก
ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ

ทีมงานค้นพบในภายหลังว่า แม้นักร้องสองฝั่งกำแพงจะเคยร้องเพลงด้วยกัน แต่การได้คู่ที่สนิทกันมากพอ จะนำไปสู่บทสนทนาลึกซึ้งและการเล่นมุกตลกวงในได้ แต่วิธีการนี้ก็มาพร้อมความเสี่ยงว่าศิลปินหน้ากำแพงจะจับได้ว่าใครคือคนที่ยืนอยู่อีกฟากหนึ่ง

ดารารายหัวเราะแล้วเล่าว่า รายการต้องกำชับให้นักร้องหลังกำแพงห้ามบอกแฟน เพื่อนสนิท หรือคนในครอบครัวโดยเด็ดขาด จะใช้วิธีการไหนก็ได้ แต่อีกฝ่ายต้องไม่รู้ 

มีหลายครั้งที่นักร้องหน้ากำแพงจำได้ในทันทีว่านักร้องอีกฝั่งคือใคร วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของทีมงาน คือการบิลด์ให้นักร้องหน้ากำแพงแกล้งด่า หรือแซวนักร้องหลังกำแพงในทำนองที่ว่า ‘รู้อะไรก็เผาให้หมด’

“เราจะได้มู้ดแอนด์โทนแบบเรียลลิตี้ คนดูได้เห็นภาพผัวเมียหรือเพื่อนสนิททะเลาะกันก็สนุกไปอีกแบบ เหมือนครั้งที่คู่แฟนอย่าง เก้า (จิรายุ ละอองมณี) กับ วี (วิโอเลต วอเทียร์) แซวกัน หรือตอนเอกชัย (เอกชัย ศรีวิชัย) กับ ผัดไท (ดีใจ ดีดีดี) ก็ตลกมาก จับได้มั้ยไม่สำคัญ แต่เขาสนิทกันมากพอที่จะด่ากันทุกเรื่อง เป็นครั้งเดียวในการอัดรายการที่ทำให้ทีมงานหัวเราะจนน้ำตาไหลได้ครบทุกฝ่าย”

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ

ความสนุกเหล่านี้เกิดจากการทำการบ้านอย่างละเอียด ดารารายอธิบายว่า เมื่อได้นักร้องหน้ากำแพง ทีมงานต้องหาข้อมูลบุคคลทั้งหมดที่อยู่รอบตัวคนคนนั้นเพื่อหาคู่ร้องที่เหมาะสม เพื่อนสนิทเขาคือใคร ใครคือคนที่เขานับถือ หรือถ้าหาคนใกล้ชิดมาร้องคู่ไม่ได้ ทีมงานก็จะลงความเห็นว่าการปรากฏตัวของใครที่จะเซอร์ไพรส์คนดูในสัปดาห์นั้นได้ดีที่สุด

“เราคิดจากความสัมพันธ์ในคู่ ดูว่าไปได้ถึงไหน ครอบครัว เพื่อน หัวหน้า เจ้านาย ไปจนถึงบุคคลที่ประเทศชาติจะร้องว้าว ซึ่งเราเคยไปไกลถึงมาดามแป้ง เราเจอว่าเขามีช่วงร้องคาราโอเกะที่บ้าน น่าจะพอร้องเพลงได้ แต่ก็กังวลต่อว่าเขากับโต๋ จะเข้ากันได้รึเปล่า รีเสิร์ชไปเรื่อยๆ ก็เจอข้อมูลว่าตอนเล่นบอล โต๋เคยเจอมาดามแป้ง โอเค งั้นลองดู บังเอิญอีกว่าพี่แป้งชอบรายการนี้เป็นทุนเดิม เขาก็เลยยอมมาร่วมสนุก”

อีกเรื่องที่ทีมงานต้องคำนึงถึง คือคุณภาพของบทเพลง คู่ศิลปินที่เคมีในการหยอกล้อตรงกันอาจช่วยให้รายการสนุก แต่ไม่สามารถขับร้องสิ่งที่คนดูรักได้

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ

โปรดิวเซอร์เล่าว่า ภายหลังทุกขั้นตอนที่กล่าวมา ทีมงานต้องวิเคราะห์เสมอว่าศิลปินประเภทไหนที่จะให้งานฟีเจอริ่งเวอร์ชันใหม่ ตัวอย่างที่ดีคือคู่ของ ตู่ ภพธร กับ น้องแอลลี่ 

สูตรในการสร้างเพลงคุณภาพคือ รายการจะให้นักร้องหน้ากำแพงเลือกเพลงก่อนเสมอ หากเลือกแล้ว นักร้องหลังกำแพงร้องไม่ได้ หลายครั้งก็ต้องเปลี่ยนคน บางครั้งถึงขนาดเปลี่ยนนักร้องหน้ากำแพงก็มีมาแล้ว

แม้จะยุ่งยากและต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงแทบทุกขั้นตอน แต่กรรมวิธีทั้งหมดก็เป็นไปเพื่อให้ได้คู่ศิลปินที่เหมาะสม และถ่ายทอดบทเพลงที่มีคุณภาพได้จริง

‘ไม่เคยร้องด้วยกัน-มีความสัมพันธ์-งานคัฟเวอร์ครั้งใหม่’ คือวิธีคิดที่ส่งให้ ร้องข้ามกำแพง มีทีมศิลปินที่น่าตื่นตาตื่นใจ คุณภาพการร้องคับแก้ว และคุณภาพความสนุกคับจอในทุกสัปดาห์

04

ไม่พลาดทุกรีแอคชัน

เมื่อได้ส่วนผสมหลักครบถ้วน ขั้นตอนต่อไปคือการปรุงรสให้ถึงเครื่อง เวิร์คพอยท์ค้นพบว่าการหลอกล่อปลุกปั่นของเหล่าศิลปินจะยิ่งทวีความสนุก หากผู้ชมได้เห็นลักษณะท่าทางตอนศิลปินหัวเราะ ตกใจ หรือเคลื่อนไหวแบบที่ไม่เคยเห็นในละครหรือคอนเสิร์ต 

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ

ดารารายเล่าให้ฟังว่า ไอเดียตั้งต้นเริ่มจากการที่กล้องหลักไม่สามารถหมุนไปรับภาพการหัวเราะ ลุกยืน หรือแอคชันต่างๆ ของศิลปินทัน ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ผู้ชมไม่มีโอกาสได้เห็นภาพตลกๆ เหล่านั้น

ทีมงานแก้ไขโดยการติดกล้องโกโปรไว้หน้าที่นั่งของศิลปินทุกคน เกิดเป็นจังหวะและมุมภาพใหม่ๆ ที่ผู้ชมไม่ค่อยได้เห็นในรายการที่ผ่านมา

ร้องข้ามกำแพง จึงไม่เคยพลาดรีแอคชันของศิลปินอีกเลย

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ
05

ตัดต่อเสิร์ฟทุกวัย

“การตัดต่อต้องชมน้องครีเอทีฟ เขาเสพงาน YouTube เยอะจนรู้ว่าจังหวะงานออนไลน์ที่ดีเป็นแบบไหน เขาถามเราตลอดว่าใส่ตรงนี้ได้มั้ย จังหวะโบ๊ะบ๊ะแบบนี้ใช้ได้รึเปล่า จนรายการกลมขึ้นเรื่อยๆ ฉึบฉับมากขึ้น”

ดารารายบรรยายถึงการตัดต่ออันเป็นเอกลักษณ์ของ ร้องข้ามกำแพง ที่ทลายเส้นแบ่งระหว่างรายการโทรทัศน์และคอนเทนต์ทาง YouTube เมื่อรายการต้องเผยแพร่ 2 ช่องทาง การมองหาวิธีนำเสนอที่อยู่กึ่งกลางจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทีมงานต้องตัดต่อให้คนในโซเชียลมีเดียดูแล้วสนุก หัวเราะทัน ส่วนผู้สูงอายุและคนที่ดูผ่านโทรทัศน์ก็ต้องเข้าใจได้

“เราทำรายการโดยมีเป้าหมายว่าคนส่วนใหญ่ต้องดูได้ คนส่วนใหญ่ที่ว่าคืออายุสิบห้าจนถึงเจ็ดสิบ เราต้องการจังหวะที่เขาดูแล้วหัวเราะเลย เข้าใจได้ทันที ไม่ใช่ต้องคิดสามชั้นแล้วมาหัวเราะวันรุ่งขึ้น พอเราใส่จังหวะโบ๊ะบ๊ะเข้าไป ก็ทันใจการหัวเราะมากกว่าเดิม ถามว่าคนที่อายุมากหน่อยยังดูได้มั้ย พูดตรงๆ เรายังต้องศึกษาอีกสักพัก แต่เท่าที่วิเคราะห์คนในวัยสี่สิบหรือห้าสิบ เขายังหัวเราะกับการตัดต่อแบบนี้ได้ ยังสนุก เข้าใจ ไม่ถึงกับปวดหัว”

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ
ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ
06

เพิ่มผู้ช่วย ชูรสชาติ

“บางทีศิลปินที่เราได้คิวมาก็โกหกไม่เก่ง แต่คอนเทนท์เราต้องปั่น ต้องหลอกล่อ เลยต้องหาตัวชงเก่งๆ มาช่วยเสริม”

ดารารายเผยถึงการเพิ่มผู้ช่วยทายเข้าไปในรายการ จากเดิมที่จะมีซูเปอร์สตาร์และนักร้องหลังกำแพงรวม 6 คน ซึ่งไม่ใช่ทุกครั้งที่ทั้ง 6 คนจะเอาคนดูทางบ้านได้อยู่หมัด การเพิ่มตัวละครลับที่มีทักษะการเล่นมุกตลกโปกฮาเข้าไปเพียงคนเดียว อาจช่วยพลิกตอนธรรมดาๆ ให้น่าจดจำมากยิ่งขึ้น

ยกตัวอย่างเช่นการเพิ่ม คุณครูเพ็ญศรี หรือ ตุ๊กกี้-สุดารัตน์ บุตรพรม เข้าไปในตอนที่ศิลปินรับเชิญไม่ได้สนิทสนมกันมากนัก นอกจากจะช่วยเรียกเสียงฮาได้แน่ๆ แล้ว บุคลิกของเธอยังช่วยให้นักร้องทั้งหน้าและหลังกำแพงผ่อนคลาย และกล้ายิงมุกใส่กันได้ง่ายขึ้น

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ
07

พัฒนาจากฟีดแบ็กคนดู

แม้จะคำนวณมาอย่างถี่ถ้วน แต่ผลตอบรับก็อาจไม่สอดคล้องกับความตั้งใจเสมอไป ครั้งที่บรรยากาศตอนอัดรายการเฮฮา แต่อาจไม่สนุกในสายตาของผู้ชม

ดารารายเล่าว่าทีมงานต้องคอยเช็กฟีดแบ็กเพื่อเรียนรู้ผู้ชมอยู่เสมอ การทำรายการไม่มีสูตรตายตัว ทีมงานทำได้เพียงพยายามให้ดีที่สุด ขณะเดียวกันก็ต้องเปิดใจศึกษาเสียงตอบรับจากผู้ชมด้วย

“ถ้ารายการถูกพูดถึงในวันถัดไป แปลว่าคนดูต้องสนุกหรือหัวเราะ ล่าสุดเราได้รู้ว่า อ๋อ คนดูชอบที่ เต้ย พงศกร (พงศกร เมตตาริกานนท์) มาร้องเพลงกับ จิ๋ว (ปิยนุช เสือจงพรู) เราก็คาดเดาต่อได้ว่า เขาคงสนุกที่ได้เห็นศิลปินที่ชอบ มาร้องเพลงคู่กับคนที่เขาคาดไม่ถึง

“มันเป็นเรื่องของอารมณ์และความรู้สึก ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่สนุกที่สุดสำหรับพี่ดันเป็นตอนที่เรตติ้งน้อยที่สุด แต่เทปนิโคลกลับมีกระแสพูดถึงเยอะมาก เพราะอะไร ทำไมคนดูร้องไห้ไปกับนิโคลและลูก อ๋อ เรื่องราวนี้เข้าถึงความรู้สึกคน คนดูซาบซึ้งกับความเป็นแม่ลูก”

08

ปรุงสนุกโดยไม่มีกำแพงภาษา

ร้องข้ามกำแพง พิสูจน์ให้เห็นว่าความสนุกของรายการนี้เป็นสิ่งที่ทั่วโลกเข้าถึงได้ คอนเซปต์ทั้งหมดสร้างความบันเทิงได้โดยไม่มีกำแพงภาษา นำมาซึ่งการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในอุตสาหกรรมฟอร์แมตโลกเป็นชาติที่ 3 ของเอเชีย ถัดจากญี่ปุ่นและเกาหลีที่ขายฟอร์แมตรายการไปได้ในทวีปยุโรป

ปัจจุบันรายการขายลิขสิทธิ์ไปแล้วมากถึง 8 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ อิตาลี สเปน เยอรมนี โปรตุเกส และเวียดนาม 

เมื่อถามว่าทำไมชาวต่างชาติจึงเทใจซื้อลิขสิทธิ์รายการร้องเพลงสัญชาติไทย ดารารายตอบเราด้วยรอยยิ้มว่า

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ

ร้องข้ามกำแพง เป็นรายการวาไรตี้ตลก ฟีลกู๊ด ดูง่าย กลุ่มเป้าหมายคือครอบครัว ชาวต่างชาติชอบอะไรพวกนี้ แถมองค์ประกอบอย่างเพลงหรือดนตรีก็เป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ บวกกับกลิ่นอายความเป็นเกมทายหน่อยๆ เขายิ่งชอบ”

ดารารายเล่าต่อว่า เวิร์คพอยท์จะพยายามขายลิขสิทธิ์ของ ร้องข้ามกำแพง ไปยังประเทศอื่นๆ ต่อไป ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยซื้อลิขสิทธิ์รายการอย่าง The Mask Singer และ I Can See Your Voice จากต่างประเทศ ดังนั้น คงเป็นเรื่องที่ดีหากขายรายการของไทยออกไปได้เช่นเดียวกัน

“ประเทศเราทำผ้าไทยส่งออก เราอยากทำแบบนั้นกับรายการวาไรตี้ให้ได้ด้วย”

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ
09

ไม่มองเป้าใหญ่ แต่ใส่ใจทุกรายละเอียด

การพารายการไปได้ไกลถึง 8 ประเทศดูเป็นหมุดหมายสำคัญครั้งหนึ่งของเวิร์คพอยท์ แต่เมื่อเราถามดารารายถึงประเด็นดังกล่าว เธอกลับบอกว่าทีมงานไม่เคยวาดฝันความสำเร็จอะไรเลย

“เอาจริงๆ เราไม่เคยคิดอะไรแบบนั้นเลย ไม่ได้คิดถึงผลลัพธ์ ไม่ได้สนว่าปลายทางจะสำเร็จรึเปล่า ทีมงานส่วนใหญ่จะเอาแต่ขลุกตัวอยู่กับการออกไอเดีย หมกมุ่นกับการหาส่วนผสมที่ลงตัว ถ้าไม่ได้ก็เปลี่ยน เปลี่ยนจนกว่าจะได้ เราคิดแค่ว่าชิ้นส่วนนี้หัวเราะมั้ย ร้องไห้รึเปล่า แขกรับเชิญที่มาดีที่สุดรึยัง เราคิดแค่นี้

“รายการประสบความสำเร็จเราก็ดีใจ พูดตรงๆ คือภูมิใจ แต่อย่างที่บอก เราไม่ได้คิดถึงปลายทางว่าต้องประสบความสำเร็จ เป้าหมายของเราคือการทำให้คนดูรู้สึกตามไปกับเราให้ได้ หัวเราะให้สุด ร้องไห้ก็ได้ ถูกหลอก อยากทาย ตอบผิดไปกับแขกรับเชิญ เราแค่อยากได้อารมณ์พวกนี้จากคนดู”

เป้าหมายของทีมงานไม่ใช่สิ่งอื่นใด นอกจากการคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อสร้างอารมณ์ร่วมให้กับผู้ชมทางบ้าน และถึงตรงนี้คงพูดได้อย่างเต็มปากว่า พวกเขาทำได้จริงๆ 

ถ้าคุณไม่เชื่อ ลองเปิดช่องเวิร์คพอยท์ 23 ตอน 2 ทุ่มของคืนวันพฤหัสบดีดูสิ

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ

ภาพ : รายการร้องข้ามกำแพง

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

เมื่อพูดถึงงานของกระทรวงการต่างประเทศ คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงภาพการนั่งโต๊ะเจรจาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ก็ยังมีงานอีกมิติที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การดูแลคนไทยในต่างแดน ซึ่งใน พ.ศ. 2564 มีคนไทยอาศัยอยู่ในต่างประเทศมากถึง 1.4 ล้านคน

งานสองส่วนนี้ส่งเสริมซึ่งกันและกัน เราต้องมีสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศก่อน จึงจะเข้าไปตั้งสถานทูต สถานกงสุลใหญ่ เพื่อดูแลคนไทย ซึ่งเป็นทั้งงานเชิงรับและเชิงรุก ที่จะคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ ในขณะเดียวกันก็สร้างชุมชนไทยให้เข้มแข็งผ่านระบบอาสาสมัคร ‘สหวิชาชีพ’ และโครงการต่างๆ ที่ช่วยเสริมสร้างความรู้ ส่งเสริมสุขภาพ สร้างทักษะอาชีพ ไปจนถึงการทำให้สถานทูตเป็นที่พึ่งทางใจ และการสร้างความสามัคคีในชุมชนชาวไทย

14 ภารกิจดูแลคนไทยในต่างแดนที่คุณอาจนึกไม่ถึงว่า นี่คืองานของสถานทูต
นำวิทยากรสหวิชาชีพไปให้ความรู้การสร้างเสริมอาชีพแก่คนไทยในนอร์เวย์

เมื่อชุมชนไทยในต่างแดนเข้มแข็ง ย่อมจะเกื้อหนุนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็จะดีขึ้นด้วย

ภารกิจนี้อยู่ภายใต้การดูแลของกองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ โดยผ่านสถานทูตและสถานกงสุลใหญ่ที่ตั้งอยู่ทั่วโลก ซึ่งปีที่ผ่านมาช่วยเหลือคนไทยในต่างแดนไปเกือบ 150,000 คน

ความช่วยเหลือที่ว่ามีตั้งแต่งานขีดเขียนเอกสาร ไปจนถึงการลงพื้นที่ทุรกันดารที่อาจมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากทุกรูปแบบ ซึ่งหลากหลาย และบางงานก็ไม่น่าเชื่อว่า นี่คืองานของนักการทูตไทย

The Cloud ขอแนะนำ 14 ภารกิจดูแลคนไทยที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่า นี่คืองานของสถานทูตไทยและสถานกงสุลใหญ่ โดยผู้ที่จะมาถ่ายทอดเรื่องราวของแต่ละภารกิจให้เราฟังก็คือ คุณนฤชัย นินนาท ผู้อำนวยการกองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ

1. ตามหาญาติ

การตามหาญาติ คืองานที่มีผู้ใช้บริการเกือบ 2,000 รายในปีที่ผ่านมา โดยผู้ใช้บริการเป็นคนไทยที่อยู่ในเมืองไทย ซึ่งพบว่าญาติผู้อยู่ต่างแดนขาดการติดต่อ จึงขอให้สถานทูตช่วยตามหาว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร เหล่านักการทูตจึงต้องรับบทประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือชุมชนไทยในประเทศนั้นๆ เพื่อแกะรอยตามหา บางกรณีพบว่าถูกจับไปดำเนินคดี แต่หลายกรณีก็พบความจริงที่โหดร้ายว่า เขาหรือเธอคนนั้นไม่อยากติดต่อกับคนเคยรักอีกต่อไป เพราะมีคนรักใหม่ไปแล้ว ในกรณีนี้ทางสถานทูตจะส่งข่าวเศร้าให้ทราบว่า ญาติปลอดภัยดี แต่ไม่ต้องการเปิดเผยที่อยู่ และไม่ต้องการให้ติดต่อไปแล้ว

2. เปิดสถานทูตเป็นที่พึ่งทางใจ

สถานทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทย ถือว่าเป็นที่พึ่งสำหรับผู้ตกทุกข์ได้ยาก เพราะเมื่อเกิดปัญหาไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ คนไทยจำนวนมากมักจะหนีร้อนมาพึ่งเย็นที่สถานทูต

เคยมีกรณีหญิงไทยจดทะเบียนสมรสกับชาวต่างชาติ แล้วย้ายไปอยู่กับสามี พอเกิดเหตุทะเลาะวิวาทรุนแรง ผู้หญิงก็หนีออกมาตัวเปล่า ไม่มีเงินและเอกสารใดๆ เธอมาขอให้สถานทูตช่วยส่งเธอกลับเมืองไทย แต่โชคร้ายที่ประเทศนั้นจะเดินทางออกได้ก็ต่อเมื่อได้รับ Exit Visa หรือการอนุญาตให้ออกจากประเทศก่อนเท่านั้น กรณีนี้ต้องให้สามีเป็นผู้ยินยอม ในเบื้องต้นไม่ว่าสถานทูตจะต่อรองเท่าไรก็ไม่เป็นผล เพราะทางการมองว่าเป็นเรื่องในครอบครัว หญิงไทยรายนี้เลยต้องขอรับการปรึกษาและช่วยเหลือจากสถานทูตเป็นที่พึ่งทางใจเป็นเวลาต่อเนื่องถึง 9 เดือน จนสามารถเดินทางกลับไทยได้

3. ช่วยเหลือคนไทยถูกจับเป็นตัวประกัน

ครั้งหนึ่งลูกเรือประมงของไทยถูกกลุ่มโจรสลัดข้ามประเทศแถบภูมิภาคแอฟริกาจับตัวไปเรียกค่าไถ่ ด้วยการโทรมาขอเงินจากสถานทูตไทย เพื่อแลกกับชีวิตลูกเรือ ความยากคือจะต้องช่วยคนไทยให้ปลอดภัย แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่เจรจาต่อรองหรือจ่ายเงินให้กับกลุ่มโจร แต่จะต้องใช้วิธีประสานงานและเจรจาผ่านรัฐบาลและองค์กรเอกชนท้องถิ่น จนสุดท้ายก็ช่วยลูกเรือทั้งหมดกลับมาได้อย่างปลอดภัย ถือเป็นงานเจรจา ในอีกรูปแบบที่หลายคนคงไม่คาดคิดว่านี่คืองานของนักการทูต

14 ภารกิจดูแลคนไทยในต่างแดนที่คุณอาจนึกไม่ถึงว่า นี่คืองานของสถานทูต
การช่วยเหลือลูกเรือประมงกลับจากโซมาเลีย

4. ส่งคนไทยกลับบ้านท่ามกลางสถานการณ์ฉุกเฉิน

เมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ภัยธรรมชาติ ภัยสงคราม สถานทูตและสถานกงสุลใหญ่มีหน้าที่ช่วยดูแลคนไทย เช่น ส่งแรงงานไทยกลับประเทศเมื่อเกิดสงครามในลิเบีย หรือในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา สถานทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลกก็ช่วยประสานงานพาคนไทยราว 200,000 คน กลับประเทศ ความท้าทายของการขนคนในช่วงวิกฤต คือการหาเครื่องบิน ซึ่งมีทั้งการส่งเครื่องบินไปรับ ประสานเครื่องบินพาณิชย์ กึ่งพาณิชย์ เครื่องบินทหารของไทย ไปจนถึงการขอฝากเครื่องบินต่างชาติกลับมา ถ้าเป็นการอพยพฉุกเฉิน รัฐบาลอาจจะดูแลค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้

14 ภารกิจดูแลคนไทยในต่างแดนที่คุณอาจนึกไม่ถึงว่า นี่คืองานของสถานทูต
สอท. ณ กรุงลอนดอน ให้บริการ One Stop Service แก่คนไทยในอังกฤษ
ผู้บริหารกรมการกงสุลหารือภารกิจการดูแลคนไทย

5. ส่งคนไทยที่ประสบปัญหากลับบ้าน

กรณีคนไทยที่ประสบปัญหาในต่างประเทศและต้องการเดินทางกลับไทย แต่ไม่มีเอกสารเดินทางไม่ว่าด้วยสาเหตุใด เช่น หนังสือเดินทางหายหรือโดนนายจ้างยึด ทางสถานทูตจะทำการพิสูจน์หลักฐานอื่นๆ ยืนยันว่าเป็นคนไทยจริง แล้วจึงจะออกเอกสารเดินทางชั่วคราวให้ แต่หลายรายก็ยังกลับไม่ได้อีกเพราะไม่มีเงิน โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางเข้ามาทำงานอย่างผิดกฎหมาย เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่มีระบบประกันชีวิตหรือสวัสดิการต่างๆ มาช่วยค่ารักษาพยาบาล ก็ต้องเดินทางกลับไปรักษาตัวที่เมืองไทย

ในกรณีที่เจ้าตัวและญาติที่เมืองไทยมีเงินไม่เพียงพอ สามารถขอยืมเงินในการเดินทางกลับไทยได้จากกระทรวงการต่างประเทศ โดยต้องลงนามในสัญญาชดใช้เงินคืน และต้องชดใช้เงินคืนตามข้อกำหนด ในช่วงที่ยังไม่คืนเงิน ก็จะไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศไทยได้ เพราะจะไม่มีหนังสือเดินทาง รวมทั้งหากไม่ชำระเงินคืนตามกำหนดระยะเวลา ก็อาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

ถ้าสงสัยว่า หากเข้าเมืองมาแบบผิดกฎหมายแล้วตอนเดินทางออกจะทำอย่างไร ในกรณีที่เจ็บป่วย ประเทศต้นทางมักจะยินดีให้ออก แต่ก่อนออกอาจจะโดนปรับ โดนแบนวีซ่า หรือขึ้นบัญชีดำไม่อนุญาตให้กลับเข้ามาอีก แล้วแต่นโยบายของแต่ละประเทศ

งานดูแลคนไทยของนักการทูตตั้งแต่ตามหาญาติ เจรจากับโจร ให้ยืมเงินกลับบ้าน และส่งศพกลับประเทศ
ช่วยเหลือและรอรับคนไทยกลับจากอินเดีย

6. ช่วยคนไทยที่ถูกดำเนินคดี

คดีเด็ดที่คนไทยในต่างประเทศทำผิดบ่อยที่สุดคือ การพำนักอาศัยเกินเวลา ส่วนเรื่องที่ถึงขั้นถูกคุมขังมักจะเป็นคดียาเสพติด เมื่อคนไทยในต่างแดนถูกจับ บางประเทศจะแจ้งมาที่สถานทูต ซึ่งมักจะเป็นการแจ้งเพื่อทราบ จากนั้นก็ปล่อยให้คดีดำเนินไปตามกระบวนการยุติธรรม หน้าที่ของสถานทูตคือ จะเข้าไปให้ความช่วยเหลือต่างๆ ในฐานะที่เป็นคนไทยไม่ว่าจะผิดหรือถูก โดยไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งจะช่วยประสานงานแจ้งญาติที่เมืองไทย หรือช่วยหาทนาย

บางประเทศให้ความสำคัญกับเรื่องความเป็นส่วนตัวมาก จะแจ้งสถานทูตก็ต่อเมื่อผู้ต้องหาร้องขอ ถ้าไม่ร้องขอ (เพราะกลัวหรืออาย) ก็ไม่แจ้งสถานทูต ในกรณีนี้ทางสถานทูตจะไม่ทราบเลยว่ามีคนไทยต้องโทษจองจำอยู่ในประเทศนั้น บางประเทศที่เคร่งครัดเรื่องความเป็นส่วนตัวมากๆ ถึงสอบถามไปว่ามีคนไทยอยู่ในเรือนจำไหม เขาก็จะไม่เปิดเผยข้อมูลใดๆ

การส่งตัวคนไทยที่ได้รับการปล่อยตัวหลังสิ้นสุดการดำเนินคดีจาก สปป. ลาวกลับประเทศไทย

7. ช่วยพาญาติไปพบผู้ต้องหา

เคยมีกรณีที่หญิงไทยลักลอบนำเฮโรอีนเข้าประเทศหนึ่ง ศาลตัดสินให้ประหารชีวิต เมื่อลูกสาวทราบข่าวก็อยากจะไปเจอคุณแม่เป็นครั้งสุดท้าย ทางสถานทูตก็ช่วยประสานให้ได้เดินทางไปพบ ซึ่งบางประเทศการเยี่ยมผู้ต้องหาทำได้ยากมาก บางประเทศก็ไม่อนุญาตเลย ในกรณีนี้ลูกสาวได้พบคุณแม่ทันเวลาก่อนวันประหารชีวิต 1 วัน แล้วก็ได้นำอัฐิคุณแม่กลับมา

การเดินทางเข้าประเทศอื่นในกรณีเร่งด่วนแบบนี้ เช่น มีญาติถูกดำเนินคดีในต่างประเทศ ต้องไปขึ้นศาลเป็นพยาน ต้องไปดูแลญาติที่เจ็บป่วยหรือกำลังจะเสียชีวิต หรือไปทำพิธีสำคัญ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ จะช่วยประสานงานกับสถานทูตต่างๆ ให้ช่วยออกวีซ่าแบบเร่งด่วนเป็นกรณีพิเศษ

8. นำศพกลับประเทศ

เมื่อชาวไทยเสียชีวิตในต่างประเทศ ญาติมักต้องการให้นำศพกลับมาทำพิธีทางศาสนาในเมืองไทย ซึ่งความยากง่ายก็แตกต่างกันไปตามประเทศและศาสนา

หากชาวพุทธหรือคริสต์อยากนำศพใส่โลงแล้วส่งกลับประเทศ มีบริษัทที่ให้บริการด้านนี้ แต่มีค่าใช้จ่ายสูงมาก และมีกระบวนการต่างๆ มากมายที่ต้องทำ ทั้งระเบียบขั้นตอนการบรรจุเคลื่อนย้ายศพและงานเอกสาร ในช่วงโควิด-19 เช่นนี้ก็มีกฎระเบียบที่เข้มงวดยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งทางสถานทูตก็จะประสานงานกับญาติ เพื่อให้ความช่วยเหลือในทุกขั้นตอน

ถ้าญาติไม่สามารถเดินทางมาเองได้ ก็จะมอบอำนาจให้สถานทูตเป็นผู้จัดการให้

9. เผาศพ

วิธีการนำร่างผู้เสียชีวิตกลับประเทศที่สะดวกที่สุดคือ ฌาปนกิจแล้วนำกลับมาแต่อัฐิ ในเมืองที่มีวัดและเมรุ กระบวนการเผาศพทำได้ไม่ยาก แต่หากเมืองนั้นไม่มีวัดหรือมีวัดแต่ไม่มีเมรุ ก็ต้องหาสถานที่เผา ซึ่งอาจเป็นสถานที่ที่ให้บริการด้านนี้โดยตรง หรืออย่างในบางประเทศ นักการทูตก็เคยต้องไปประสานกับท้องถิ่นเพื่อนำศพไปจุดไฟเผากลางลานแบบดั้งเดิม โดยทั่วไปแล้วนักการทูตจะช่วยตั้งแต่การติดต่อรับศพจากโรงพยาบาล ติดต่อพระมาทำพิธี ไปจนถึงช่วยเก็บอัฐิ เป็นภารกิจอีกประการที่คนทั่วไปอาจไม่ได้นึกถึง

งานดูแลคนไทยของนักการทูตตั้งแต่ตามหาญาติ เจรจากับโจร ให้ยืมเงินกลับบ้าน และส่งศพกลับประเทศ
สอท. ณ กรุงเทลอาวีฟ เตรียมการส่งอัฐิผู้เสียชีวิตกลับไทย เนื่องจากเหตุการณ์ไม่สงบทางการเมืองในอิสราเอล

10. ฝังศพและขุดศพ

ในกรณีที่ผู้เสียชีวิตเป็นชาวมุสลิม ก็มีทั้งการฝังในประเทศที่เสียชีวิตภายใน 24 ชั่วโมงตามหลักศาสนา และการส่งศพกลับมาฝังในประเทศไทย เคยมีกรณีหนึ่งเป็นลูกเรือชาวไทยที่นับถือศาสนาพุทธไปเสียชีวิตในประเทศมุสลิม ทางบริษัทจึงนำศพไปฝังในสุสาน เมื่อญาติรู้ข่าวก็อยากจะนำศพกลับมาทำพิธีทางศาสนาที่ไทย จึงประสานให้ทางสถานทูตช่วยติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศนั้นเพื่อขุดศพขึ้นมา และเพื่อให้มั่นใจว่าขุดถูกศพ ก็ต้องมีการนำชิ้นเนื้อไปพิสูจน์อัตลักษณ์ก่อน จากนั้นก็นำไปเผาแล้วนำอัฐิกลับมา โดยมีนักการทูตหรือกงสุลเป็นผู้จัดการทุกขั้นตอน

11. รับส่งอัฐิ

หากญาติผู้เสียชีวิตไม่สามารถเดินทางไปรับอัฐิกลับมาได้ด้วยตัวเอง ทางสถานทูตก็พร้อมทำพิธีทางศาสนาอย่างถูกต้อง แล้วจัดส่งอัฐิกลับมาให้ด้วย ผ่านระบบถุงเมล์การทูตของกระทรวงที่ใช้รับส่งเอกสารระหว่างประเทศ เมื่ออัฐิมาถึงเมืองไทย จะถูกเก็บไว้ในห้องเก็บอัฐิ ซึ่งเป็นห้องหนึ่งอยู่ในกองคุ้มครองฯ (ซึ่งน่าจะมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับห้องนี้มากมายเหลือเกิน) เพื่อรอให้ญาติมารับ ถ้าญาติไม่มารับ ก็จะนำไปเก็บไว้ที่วัดต่อไป

งานดูแลคนไทยของนักการทูตตั้งแต่ตามหาญาติ เจรจากับโจร ให้ยืมเงินกลับบ้าน และส่งศพกลับประเทศ

12. ส่งทรัพย์สินผู้เสียชีวิตกลับไทย

การส่งทรัพย์สินผู้เสียชีวิตกลับไทยไม่ได้ง่ายเหมือนการแพ็กของย้ายบ้านเสมอไป เมื่อมีคนไทยเสียชีวิตในต่างแดน บ่อยครั้งที่ญาติจะขอให้สถานทูตช่วยรวบรวมทรัพย์สินของผู้ตายส่งกลับมาให้ ราวสิบปีก่อน รถบัสท่องเที่ยวไทยพลิกคว่ำในต่างประเทศ มีผู้เสียชีวิตกว่า 20 ราย ทรัพย์สินทั้งหมดกระจัดกระจายรวมกันอยู่ในรถ ทางสถานทูตก็ต้องรวบรวมข้าวของต่างๆ ซึ่งบางชิ้นยังมีคราบเลือดติด กลับมาให้ญาตินำหลักฐานมาพิสูจน์เพื่อรับกลับ

อีกกรณี คนไทยไปเสียชีวิตในห้องพักที่ต่างประเทศ กว่าจะรู้ว่าเสียชีวิตก็นอนเป็นศพในห้องอยู่หลายวัน เจ้าหน้าที่สถานทูตต้องช่วยนำศพไปฌาปนกิจให้ และเมื่อญาติขอร้องให้ช่วยส่งทรัพย์สินในห้องกลับมา เจ้าหน้าที่ก็ต้องเข้าไปทำความสะอาดห้อง เพื่อขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ออกไปก่อน จะได้ตรวจเช็กและนำข้าวของในห้องส่งกลับมาให้ญาติที่เมืองไทยได้ครบถ้วนตามที่ร้องขอไว้

13. จัดเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร

หนึ่งในภารกิจของกรมการกงสุลก็คือ การจัดการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ซึ่งมีระยะเวลารับบัตรเลือกตั้ง และส่งบัตรคืนตามที่กฎหมายกำหนด โดยทำผ่าน 3 วิธี 

หนึ่ง จัดคูหาเลือกตั้งที่สถานทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ เหมาะกับประเทศที่มีคนไทยอาศัยกระจุกอยู่รวมกันในพื้นที่ที่ไม่ไกลจากสถานทูต

สอง ลงคะแนนผ่านระบบไปรษณีย์ เหมาะกับประเทศขนาดใหญ่ หรือเดินทางมาที่สถานทูตลำบาก 

สาม จัดคูหาเลือกตั้งเคลื่อนที่ไปยังจุดที่มีคนไทยอยู่ร่วมกันเป็นจำนวนมาก เช่น ไซต์ก่อสร้าง ซึ่งบางประเทศก็ไม่อนุญาต เพราะถือเป็นการใช้แผ่นดินของเขาดำเนินการเรื่องการเมืองภายในประเทศ ซึ่งต้องดูข้อกำหนดและข้อห้ามของประเทศเจ้าบ้านด้วย

ความท้าทายคือ การส่งข้อมูลข่่าวสารรวมทั้งเอกสารจำนวนมากให้คนไทยที่กระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ในเวลาที่จำกัดตามกฎหมายเลือกตั้งของไทย รวมทั้งการรับคืน รวบรวม และจัดส่ง บัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้วให้ทันเวลา เพื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถคัดแยกตามเขตเลือกตั้งในประเทศ และจัดส่งไปนับคะแนนรวมกับบัตรเลือกตั้งที่เขตเลือกตั้งนั้นๆ แต่ในทางปฏิบัติพบว่า ระบบไปรษณีย์ในหลายประเทศยังมีความล่าช้า ส่งผลใ่ห้ไม่สามารถส่งบัตรฯ กลับมาให้ได้ทันตามกรอบเวลา ทำให้บัตรเลือกตั้งนั้นๆ กลายเป็นบัตรเสีย แต่ถือว่าผู้ลงคะแนนได้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งแล้ว

สถานกงสุลใหญ่ ณ นครหนานหนิงจัดการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร

14. จัดเลือกตั้งแบบ E-Voting

ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ผ่านมา ประเทศไทยวางแผนจะเปิดให้ลงคะแนนเสียงแบบออนไลน์เป็นครั้งแรกในบางประเทศ โดยผู้ทีี่มีคุณสมบัติครบสำหรับการลงคะแนนเสียงจะได้รับรหัสเข้าไปโหวตจากสถานทูต อย่างไรก็ดี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังมีข้อห่วงกังวลด้านกฎหมาย จึงได้เลื่อนการทดลองลงคะแนนแบบออนไลน์ออกไปโดยไม่มีกำหนด แต่หวังว่าเราจะได้เห็นการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งแบบออนไลน์ในต่างประเทศในอนาคต

งานดูแลคนไทยของนักการทูตตั้งแต่ตามหาญาติ เจรจากับโจร ให้ยืมเงินกลับบ้าน และส่งศพกลับประเทศ

ภาพ : กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ

5 สิ่งควรทำสำหรับคนไทยไปต่างแดน

1. เข้าเมืองอย่างถูกกฎหมาย โดยขอวีซ่าให้ถูกประเภทก่อนเดินทาง และเมื่อเดินทางถึงประเทศปลายทางแล้ว ต้องอยู่ตามข้อกำหนดของวีซ่านั้นๆ ไม่ควรไปทำงานโดยใช้วีซ่าผิดประเภท เพราะนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังจะไม่ได้รับสิทธิและสวัสดิการต่างๆ อาจถูกหลอก ถูกนายจ้างยึดหนังสือเดินทาง โดนกักขังหรือทำร้ายร่างกาย และบางกรณีไม่กล้าเปิดเผยตัว ยิ่งทำให้การให้ความช่วยเหลือเป็นไปโดยยาก

2. ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ควรศึกษาให้ดีว่าแต่ละประเทศมี กฎระเบียบเกี่ยวกับการเดินทางเข้า-ออกเมือง อย่างไรบ้าง เพื่อไม่ให้ถูกปฏิเสธการเข้าเมือง และต้องโดนส่งตัวกลับประเทศไทย

3. ควร ทำประกันสุขภาพ สำหรับช่วงเวลาที่อยู่ในต่างประเทศ เนื่องจากการเข้าถึงสถานพยาบาลในหลายประเทศอาจมีข้อจำกัดพอสมควรและยังมีค่าใช้จ่ายที่สูง

4. เมื่อเดินทางถึงประเทศปลายทางแล้ว ควร ลงทะเบียน ไว้กับสถานทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ ซึ่งสามารถทำออนไลน์ได้ผ่านหน้าเว็บไซต์ของแต่ละสถานทูตฯ สถานกงสุลใหญ่ฯ

5. โหลดแอปพลิเคชัน ‘Thai Consular’ เพื่ออัปเดตข้อมูลเกี่ยวกับประเทศที่จะไป เมื่อมีเหตุการณ์ต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว แอปฯ จะส่งข้อมูลเตือนผู้เดินทาง รวมถึงมีปุ่ม SOS ขอความช่วยเหลือจากสถานทูตได้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินต่างๆ นอกจากนี้ ควรมีหมายเลขโทรศัพท์ของสถานทูต สถานกงสุลใหญ่ และกรมการกงสุลไว้ในกรณีที่มีเหตุการณ์ฉุกเฉิน

Writer

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load