22 กรกฎาคม 2564
18 K

ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนรายการแนวร้องเพลงหรือไม่ เราเชื่อมั่นว่าคุณเคยเห็นรายการโทรทัศน์หน้าตาประหลาดที่เปิดโอกาสให้คนสองคนร้องเพลงคู่กัน โดยมีกำแพงอันยักษ์กั้นอยู่ตรงกลาง แน่นอน เรากำลังพูดถึง ร้องข้ามกำแพง เรียลลิตี้เกมโชว์ที่มาแรงที่สุดช่วงปีที่ผ่านมา

ร้องข้ามกำแพง หรือ The Wall Song เป็นรายการจากเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ ที่ออกอากาศทุกวันพฤหัสบดี เวลา 20.05 น. โดยมี กันต์ กันตถาวร เป็นผู้ดำเนินรายการ 

แต่ละสัปดาห์ นักร้อง นักแสดง รวมถึงเซเลบจากวงการต่างๆ 3 คน จะได้ร้องเพลงคู่กับนักร้องหลังกำแพงทีละคน โดยไม่รู้ว่าคนที่ตัวเองร้องเพลงอยู่ด้วยคือใคร

หลังเพลงจบคือช่วงเวลาแห่งการโกหก หลอกล่อ และเล่นมุกสารพัด ศิลปินหน้ากำแพงต้องพยายามทายชื่อนักร้องหลังกำแพงให้ถูก โดยมีศิลปินรับเชิญคนอื่นช่วยใบ้

นี่คือปรากฏการณ์ครั้งใหม่ของเวิร์คพอยท์ถัดจาก The Mask Singer

ยอดผู้ชมทางยูทูบของ ร้องข้ามกำแพง สูงกว่าล้านวิวแทบทุกตอน

9 วิธีคิดเบื้องหลังความฮิตของ 'ร้องข้ามกำแพง' ที่แรงข้ามประเทศและขายลิขสิทธิ์ทั่วโลก

การร้องคู่ของ ตู่-ภพธร สุนทรญาณกิจ และ แอลลี่-อชิรญา นิติพน ในเพลง Like I’m Gonna Lose You มียอดผู้ฟังรวมกว่า 10 ล้านครั้ง

ภาพการเซอร์ไพร์สคุณแม่ นิโคล เทริโอ ของ น้องทิกเกอร์-อชิระ ปานพุ่ม กลายเป็นกระแสในทวิตเตอร์แบบชั่วข้ามคืน

9 วิธีคิดเบื้องหลังความฮิตของ 'ร้องข้ามกำแพง' ที่แรงข้ามประเทศและขายลิขสิทธิ์ทั่วโลก

ใครจะคิดว่าวันหนึ่งจะได้เห็น มาดามแป้ง-นวลพรรณ ล่ำซำ ร้องเพลงคู่กับ โต๋-ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร

และใครจะเชื่อว่ารายการสัญชาติไทยจะถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปยัง 8 ประเทศทั่วโลก

ประเทศไทยมีรายการร้องเพลงมาแล้วมากมาย การให้ศิลปินสองคนมาจับคู่ร้องเพลงด้วยกันก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะอะไร ร้องข้ามกำแพง จึงมาแรงและโด่งดังได้ไกลขนาดนี้

The Cloud ขอพาทุกคนสำรวจวิธีคิดหลังกำแพงที่ ดาว-ดาราราย ศรีจิตรแจ่ม ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตรายการของเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จะเล่าให้เราฟัง

9 วิธีคิดเบื้องหลังความฮิตของ 'ร้องข้ามกำแพง' ที่แรงข้ามประเทศและขายลิขสิทธิ์ทั่วโลก
00

เจ้าแห่งรายการวาไรตี้

อิฐแห่งความสำเร็จก้อนแรกของ ร้องข้ามกำแพง ไม่ได้ตั้งบนพื้นดิน แต่อยู่บนรากฐานมั่นคงของเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนต์ ซึ่งผลิตรายการน้อยใหญ่สู่สายตาชาวไทยมาตลอดระยะเวลากว่า 31 ปี ชื่อต่อไปนี้คือหลักฐานการันตีความยิ่งใหญ่ในฐานะเจ้าแห่งรายการโทรทัศน์ 

ชิงร้อยชิงล้าน, ระเบิดเถิดเทิง, แฟนพันธุ์แท้, เกมทศกัณฐ์, ชิงช้าสวรรค์, คุณพระช่วย, I Can See Your Voice Thailand และ The Mask Singer

ในวันที่โทรทัศน์เป็นช่องทางหลักในการเผยแพร่ความบันเทิง เวิร์คพอยท์ก็ปล่อยรายการคุณภาพสู่ช่องหลักทั้ง 3 5 7 9 จนบริษัทเป็นที่รู้จักของคนไทยในวงกว้าง

ต่อมาเมื่อทีวีดิจิทัลเข้ามามีบทบาท เวิร์คพอยท์ก็ประกาศยกระดับองค์กร เปิดช่องโทรทัศน์ระบบดิจิทัลเป็นของตัวเองในชื่อ ช่องเวิร์คพอยท์ 23 

ถึงยุคปัจจุบันที่คนไทยใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต เวิร์คพอยท์ยังพกกลเม็ด ครองฐานคนดูเดิม และเพิ่มฐานคนดูใหม่จนมียอด Subscribers ทาง YouTube ถึง 34 ล้าน ในเวลาไม่ถึง 5 ปี

นี่คือการวางอิฐก้อนใหม่บนยอดเขาแห่งความสำเร็จที่องค์กรสั่งสมมากว่า 3 ทศวรรษ เฟ้นหาวัตถุดิบแปลกตา ปรุงด้วยรูปแบบรายการเข้าถึงทุกวัยอย่างที่เวิร์คพอยท์ถนัด ก่อนงัดน้ำจิ้มรสเด็ดที่ทีมงานคิดแล้วคิดอีกเพื่อชูรสชาติ

01

คนไทยอยากรู้อยากเห็น

“ถ้าเอาดาราสองคนมาร้องเพลงโดยมีกำแพงกั้น แล้วให้ทายว่าคนที่ร้องอยู่อีกฝั่งเป็นใคร ตอนหนึ่งสักสามคู่ น่าจะสนุกดีนะ”

จิก-ประภาส ชลศรานนท์ รองประธานกรรมการบริหาร โยนไอเดียตั้งต้นของ ร้องข้ามกำแพง ให้ดาราราย เป็นไอเดียสุดท้าทายที่ทีมงานทุกคนอยากพัฒนาต่อ

คอนเซปต์ของรายการนี้คือการเล่นกับความอยากรู้อยากเห็นของคนดู เติมรสด้วยความตลกที่ได้จากความกะล่อนหลอกล่อของศิลปิน ตบท้ายด้วยเพลงเพราะๆ ที่ผู้ชมไม่เคยฟังที่ไหนมาก่อน

9 วิธีคิดเบื้องหลังความฮิตของ 'ร้องข้ามกำแพง' ที่แรงข้ามประเทศและขายลิขสิทธิ์ทั่วโลก

ดารารายอธิบายว่า ลึกๆ แล้วคนไทยมีความเสแสร้ง ปลิ้นปล้อน หลอกลวงเก่ง ทุกคนอยากรู้อยากเห็นและพร้อมถูกหลอกในเวลาเดียวกัน ความแพรวพราวในการโกหกของศิลปินจึงเป็นสิ่งที่คนไทยยุคนี้ชื่นชอบ

ผลลัพธ์ของการทายนักร้องหลังกำแพงไม่ใช่สิ่งสำคัญอีกต่อไป เพราะต่อให้ทายผิด คนดูก็สนุกจนจบรายการได้อยู่ดี

02

ประสบการณ์เก่าช่วยยกระดับ

เวิร์คพอยท์เคยทดสอบสมมติฐานที่ว่า คนไทยรักความอยากรู้อยากเห็นจากรายการ The Mask Singer หรือ หน้ากากนักร้อง แต่แทนที่จะให้ผู้ชมต้องอดทนรอเฉลยหลายสัปดาห์ว่านักร้องหลังหน้ากากคือใคร ร้องข้ามกำแพง เลือกจะให้ผู้ชมรู้ความจริงในเวลาที่สั้นกว่านั้น

“ทีมงานตั้งคำถามกันว่าควรให้คนดูได้ร่วมเดาด้วยหรือไม่ ควรเฉลยไปเลยตั้งแต่ต้นหรือเฉลยพร้อมนักร้องหน้ากำแพงดี เราเจอทั้งคนที่บอกว่าอยากเล่นด้วยว่ะพี่ และคนที่บอกว่าเฉลยไปเลยสนุกกว่า สุดท้ายเราจึงลองทำเดโม่ออกมาทดสอบ”

ข้อสรุปที่ทีมงานเห็นตรงกันคือการเฉลยผู้ชมช่วงกลางเพลง คล้ายกับการเฉลยนักร้องเสียงเพี้ยนในรายการ I Can See Your Voice Thailand นักร้องซ่อนแอบ ผู้ชมจะมีเวลาครึ่งเพลงในการร่วมทายว่านักร้องหลังกำแพงคือใคร ก่อนจะสวมบท ‘ผู้รู้’ เพื่อสนุกสนานกับการหลอกล่อนักร้องหน้ากำแพงได้อย่างเต็มที่ในเวลาที่เหลือ

พูดได้มั้ยว่ารายการนี้ได้ไอเดียมาจาก The Mask Singer -เราถามดาราราย

เธอตอบกลับมาว่า “คนดูอาจมองว่าซ้ำ เพราะเป็นรายการว่าด้วยการทายเหมือนกัน ถ้าเขาจะคิด เราคงห้ามไม่ได้อยู่แล้ว แต่เอาจริงๆ พี่กับทีมงานไม่ได้คิดถึง The Mask Singer เลยนะ พยายามหนีด้วยซ้ำ คนเบื่อแล้ว เราไม่อยากเอาของเดิมมาเป็นตัวตั้ง เราแค่มีการแกล้ง การปั่น การหลอกเป็นคอนเทนต์หลักในการสื่อสาร”

อย่างไรก็ดีสิ่งที่ ร้องข้ามกำแพง ยังคงไว้เหมือนรายการก่อนหน้า คือการปล่อยคลิปที่ตัดแยกเฉพาะการร้องเพลง ซึ่งเป็นการตัดต่อใหม่โดยลดทอนเสียงอื่นๆ ในรายการออกทั้งหมด เกิดเป็นคลิปเพลงคัฟเวอร์เวอร์ชันใหม่โดยเฉพาะ

ทีมงานเรียนรู้ว่าคลิปเพลงเหล่านี้เป็นสิ่งที่คนจะเปิดฟังซ้ำๆ และทำให้รายการยังตราตรึงอยู่ในใจของผู้ชมอย่างไม่รู้จบ

“คนไหนที่อินก็ฟังวันละสามรอบ เข้าห้องน้ำก็ฟัง นอนก็ฟัง เครียดก็ฟัง”

03

กดสูตรจับคู่ศิลปิน

ตัวแปรที่สำคัญที่สุดของรายการ คือ นักร้องทั้งหน้าและหลังกำแพง ดารารายเล่าว่า ศิลปินที่ทีมงานมองหา นอกจากจะร้องเพลงได้แล้ว ต้องนำเสนอเก่งด้วย และหากเล่นมุกหรือหลอกคนได้ก็จะยิ่งดี

ศิลปินไทยที่เข้าข่าย ‘ร้องได้ เล่นดี’ มีมากมาย การที่รายการจะสนุกได้ต้องอาศัยการจับคู่ที่กลมกล่อม

“หลักการคือสองคนต้องไม่เคยร้องเพลงด้วยกัน ไม่งั้นเขาอาจจะจำกันได้ เราเริ่มคิดจากนักร้องหน้ากำแพงก่อน สมมติอยากเห็น แจ๊ส ชวนชื่น ก็ไม่ควรชวนแฟนเขามาอยู่หลังกำแพง เพราะทั้งคู่น่าจะร้องเพลงด้วยกันบ่อย แต่ถ้าชวนมาเป็นนักร้องหน้ากำแพงเหมือนกัน น่าจะแกล้งกันสนุกดี”

อย่างไรก็ตาม ตอนโปรดของแฟนๆ รายการกลับเป็นตอนที่นักร้องหน้าและหลังกำแพงเป็นแฟน เพื่อนสนิท หรือคนในครอบครัว ซึ่งน่าจะเคยร้องเพลงด้วยกันมาก่อน

9 วิธีคิดเบื้องหลังความฮิตของ 'ร้องข้ามกำแพง' ที่แรงข้ามประเทศและขายลิขสิทธิ์ทั่วโลก
ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ

ทีมงานค้นพบในภายหลังว่า แม้นักร้องสองฝั่งกำแพงจะเคยร้องเพลงด้วยกัน แต่การได้คู่ที่สนิทกันมากพอ จะนำไปสู่บทสนทนาลึกซึ้งและการเล่นมุกตลกวงในได้ แต่วิธีการนี้ก็มาพร้อมความเสี่ยงว่าศิลปินหน้ากำแพงจะจับได้ว่าใครคือคนที่ยืนอยู่อีกฟากหนึ่ง

ดารารายหัวเราะแล้วเล่าว่า รายการต้องกำชับให้นักร้องหลังกำแพงห้ามบอกแฟน เพื่อนสนิท หรือคนในครอบครัวโดยเด็ดขาด จะใช้วิธีการไหนก็ได้ แต่อีกฝ่ายต้องไม่รู้ 

มีหลายครั้งที่นักร้องหน้ากำแพงจำได้ในทันทีว่านักร้องอีกฝั่งคือใคร วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของทีมงาน คือการบิลด์ให้นักร้องหน้ากำแพงแกล้งด่า หรือแซวนักร้องหลังกำแพงในทำนองที่ว่า ‘รู้อะไรก็เผาให้หมด’

“เราจะได้มู้ดแอนด์โทนแบบเรียลลิตี้ คนดูได้เห็นภาพผัวเมียหรือเพื่อนสนิททะเลาะกันก็สนุกไปอีกแบบ เหมือนครั้งที่คู่แฟนอย่าง เก้า (จิรายุ ละอองมณี) กับ วี (วิโอเลต วอเทียร์) แซวกัน หรือตอนเอกชัย (เอกชัย ศรีวิชัย) กับ ผัดไท (ดีใจ ดีดีดี) ก็ตลกมาก จับได้มั้ยไม่สำคัญ แต่เขาสนิทกันมากพอที่จะด่ากันทุกเรื่อง เป็นครั้งเดียวในการอัดรายการที่ทำให้ทีมงานหัวเราะจนน้ำตาไหลได้ครบทุกฝ่าย”

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ

ความสนุกเหล่านี้เกิดจากการทำการบ้านอย่างละเอียด ดารารายอธิบายว่า เมื่อได้นักร้องหน้ากำแพง ทีมงานต้องหาข้อมูลบุคคลทั้งหมดที่อยู่รอบตัวคนคนนั้นเพื่อหาคู่ร้องที่เหมาะสม เพื่อนสนิทเขาคือใคร ใครคือคนที่เขานับถือ หรือถ้าหาคนใกล้ชิดมาร้องคู่ไม่ได้ ทีมงานก็จะลงความเห็นว่าการปรากฏตัวของใครที่จะเซอร์ไพรส์คนดูในสัปดาห์นั้นได้ดีที่สุด

“เราคิดจากความสัมพันธ์ในคู่ ดูว่าไปได้ถึงไหน ครอบครัว เพื่อน หัวหน้า เจ้านาย ไปจนถึงบุคคลที่ประเทศชาติจะร้องว้าว ซึ่งเราเคยไปไกลถึงมาดามแป้ง เราเจอว่าเขามีช่วงร้องคาราโอเกะที่บ้าน น่าจะพอร้องเพลงได้ แต่ก็กังวลต่อว่าเขากับโต๋ จะเข้ากันได้รึเปล่า รีเสิร์ชไปเรื่อยๆ ก็เจอข้อมูลว่าตอนเล่นบอล โต๋เคยเจอมาดามแป้ง โอเค งั้นลองดู บังเอิญอีกว่าพี่แป้งชอบรายการนี้เป็นทุนเดิม เขาก็เลยยอมมาร่วมสนุก”

อีกเรื่องที่ทีมงานต้องคำนึงถึง คือคุณภาพของบทเพลง คู่ศิลปินที่เคมีในการหยอกล้อตรงกันอาจช่วยให้รายการสนุก แต่ไม่สามารถขับร้องสิ่งที่คนดูรักได้

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ

โปรดิวเซอร์เล่าว่า ภายหลังทุกขั้นตอนที่กล่าวมา ทีมงานต้องวิเคราะห์เสมอว่าศิลปินประเภทไหนที่จะให้งานฟีเจอริ่งเวอร์ชันใหม่ ตัวอย่างที่ดีคือคู่ของ ตู่ ภพธร กับ น้องแอลลี่ 

สูตรในการสร้างเพลงคุณภาพคือ รายการจะให้นักร้องหน้ากำแพงเลือกเพลงก่อนเสมอ หากเลือกแล้ว นักร้องหลังกำแพงร้องไม่ได้ หลายครั้งก็ต้องเปลี่ยนคน บางครั้งถึงขนาดเปลี่ยนนักร้องหน้ากำแพงก็มีมาแล้ว

แม้จะยุ่งยากและต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงแทบทุกขั้นตอน แต่กรรมวิธีทั้งหมดก็เป็นไปเพื่อให้ได้คู่ศิลปินที่เหมาะสม และถ่ายทอดบทเพลงที่มีคุณภาพได้จริง

‘ไม่เคยร้องด้วยกัน-มีความสัมพันธ์-งานคัฟเวอร์ครั้งใหม่’ คือวิธีคิดที่ส่งให้ ร้องข้ามกำแพง มีทีมศิลปินที่น่าตื่นตาตื่นใจ คุณภาพการร้องคับแก้ว และคุณภาพความสนุกคับจอในทุกสัปดาห์

04

ไม่พลาดทุกรีแอคชัน

เมื่อได้ส่วนผสมหลักครบถ้วน ขั้นตอนต่อไปคือการปรุงรสให้ถึงเครื่อง เวิร์คพอยท์ค้นพบว่าการหลอกล่อปลุกปั่นของเหล่าศิลปินจะยิ่งทวีความสนุก หากผู้ชมได้เห็นลักษณะท่าทางตอนศิลปินหัวเราะ ตกใจ หรือเคลื่อนไหวแบบที่ไม่เคยเห็นในละครหรือคอนเสิร์ต 

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ

ดารารายเล่าให้ฟังว่า ไอเดียตั้งต้นเริ่มจากการที่กล้องหลักไม่สามารถหมุนไปรับภาพการหัวเราะ ลุกยืน หรือแอคชันต่างๆ ของศิลปินทัน ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ผู้ชมไม่มีโอกาสได้เห็นภาพตลกๆ เหล่านั้น

ทีมงานแก้ไขโดยการติดกล้องโกโปรไว้หน้าที่นั่งของศิลปินทุกคน เกิดเป็นจังหวะและมุมภาพใหม่ๆ ที่ผู้ชมไม่ค่อยได้เห็นในรายการที่ผ่านมา

ร้องข้ามกำแพง จึงไม่เคยพลาดรีแอคชันของศิลปินอีกเลย

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ
05

ตัดต่อเสิร์ฟทุกวัย

“การตัดต่อต้องชมน้องครีเอทีฟ เขาเสพงาน YouTube เยอะจนรู้ว่าจังหวะงานออนไลน์ที่ดีเป็นแบบไหน เขาถามเราตลอดว่าใส่ตรงนี้ได้มั้ย จังหวะโบ๊ะบ๊ะแบบนี้ใช้ได้รึเปล่า จนรายการกลมขึ้นเรื่อยๆ ฉึบฉับมากขึ้น”

ดารารายบรรยายถึงการตัดต่ออันเป็นเอกลักษณ์ของ ร้องข้ามกำแพง ที่ทลายเส้นแบ่งระหว่างรายการโทรทัศน์และคอนเทนต์ทาง YouTube เมื่อรายการต้องเผยแพร่ 2 ช่องทาง การมองหาวิธีนำเสนอที่อยู่กึ่งกลางจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทีมงานต้องตัดต่อให้คนในโซเชียลมีเดียดูแล้วสนุก หัวเราะทัน ส่วนผู้สูงอายุและคนที่ดูผ่านโทรทัศน์ก็ต้องเข้าใจได้

“เราทำรายการโดยมีเป้าหมายว่าคนส่วนใหญ่ต้องดูได้ คนส่วนใหญ่ที่ว่าคืออายุสิบห้าจนถึงเจ็ดสิบ เราต้องการจังหวะที่เขาดูแล้วหัวเราะเลย เข้าใจได้ทันที ไม่ใช่ต้องคิดสามชั้นแล้วมาหัวเราะวันรุ่งขึ้น พอเราใส่จังหวะโบ๊ะบ๊ะเข้าไป ก็ทันใจการหัวเราะมากกว่าเดิม ถามว่าคนที่อายุมากหน่อยยังดูได้มั้ย พูดตรงๆ เรายังต้องศึกษาอีกสักพัก แต่เท่าที่วิเคราะห์คนในวัยสี่สิบหรือห้าสิบ เขายังหัวเราะกับการตัดต่อแบบนี้ได้ ยังสนุก เข้าใจ ไม่ถึงกับปวดหัว”

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ
ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ
06

เพิ่มผู้ช่วย ชูรสชาติ

“บางทีศิลปินที่เราได้คิวมาก็โกหกไม่เก่ง แต่คอนเทนท์เราต้องปั่น ต้องหลอกล่อ เลยต้องหาตัวชงเก่งๆ มาช่วยเสริม”

ดารารายเผยถึงการเพิ่มผู้ช่วยทายเข้าไปในรายการ จากเดิมที่จะมีซูเปอร์สตาร์และนักร้องหลังกำแพงรวม 6 คน ซึ่งไม่ใช่ทุกครั้งที่ทั้ง 6 คนจะเอาคนดูทางบ้านได้อยู่หมัด การเพิ่มตัวละครลับที่มีทักษะการเล่นมุกตลกโปกฮาเข้าไปเพียงคนเดียว อาจช่วยพลิกตอนธรรมดาๆ ให้น่าจดจำมากยิ่งขึ้น

ยกตัวอย่างเช่นการเพิ่ม คุณครูเพ็ญศรี หรือ ตุ๊กกี้-สุดารัตน์ บุตรพรม เข้าไปในตอนที่ศิลปินรับเชิญไม่ได้สนิทสนมกันมากนัก นอกจากจะช่วยเรียกเสียงฮาได้แน่ๆ แล้ว บุคลิกของเธอยังช่วยให้นักร้องทั้งหน้าและหลังกำแพงผ่อนคลาย และกล้ายิงมุกใส่กันได้ง่ายขึ้น

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ
07

พัฒนาจากฟีดแบ็กคนดู

แม้จะคำนวณมาอย่างถี่ถ้วน แต่ผลตอบรับก็อาจไม่สอดคล้องกับความตั้งใจเสมอไป ครั้งที่บรรยากาศตอนอัดรายการเฮฮา แต่อาจไม่สนุกในสายตาของผู้ชม

ดารารายเล่าว่าทีมงานต้องคอยเช็กฟีดแบ็กเพื่อเรียนรู้ผู้ชมอยู่เสมอ การทำรายการไม่มีสูตรตายตัว ทีมงานทำได้เพียงพยายามให้ดีที่สุด ขณะเดียวกันก็ต้องเปิดใจศึกษาเสียงตอบรับจากผู้ชมด้วย

“ถ้ารายการถูกพูดถึงในวันถัดไป แปลว่าคนดูต้องสนุกหรือหัวเราะ ล่าสุดเราได้รู้ว่า อ๋อ คนดูชอบที่ เต้ย พงศกร (พงศกร เมตตาริกานนท์) มาร้องเพลงกับ จิ๋ว (ปิยนุช เสือจงพรู) เราก็คาดเดาต่อได้ว่า เขาคงสนุกที่ได้เห็นศิลปินที่ชอบ มาร้องเพลงคู่กับคนที่เขาคาดไม่ถึง

“มันเป็นเรื่องของอารมณ์และความรู้สึก ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่สนุกที่สุดสำหรับพี่ดันเป็นตอนที่เรตติ้งน้อยที่สุด แต่เทปนิโคลกลับมีกระแสพูดถึงเยอะมาก เพราะอะไร ทำไมคนดูร้องไห้ไปกับนิโคลและลูก อ๋อ เรื่องราวนี้เข้าถึงความรู้สึกคน คนดูซาบซึ้งกับความเป็นแม่ลูก”

08

ปรุงสนุกโดยไม่มีกำแพงภาษา

ร้องข้ามกำแพง พิสูจน์ให้เห็นว่าความสนุกของรายการนี้เป็นสิ่งที่ทั่วโลกเข้าถึงได้ คอนเซปต์ทั้งหมดสร้างความบันเทิงได้โดยไม่มีกำแพงภาษา นำมาซึ่งการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในอุตสาหกรรมฟอร์แมตโลกเป็นชาติที่ 3 ของเอเชีย ถัดจากญี่ปุ่นและเกาหลีที่ขายฟอร์แมตรายการไปได้ในทวีปยุโรป

ปัจจุบันรายการขายลิขสิทธิ์ไปแล้วมากถึง 8 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ อิตาลี สเปน เยอรมนี โปรตุเกส และเวียดนาม 

เมื่อถามว่าทำไมชาวต่างชาติจึงเทใจซื้อลิขสิทธิ์รายการร้องเพลงสัญชาติไทย ดารารายตอบเราด้วยรอยยิ้มว่า

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ

ร้องข้ามกำแพง เป็นรายการวาไรตี้ตลก ฟีลกู๊ด ดูง่าย กลุ่มเป้าหมายคือครอบครัว ชาวต่างชาติชอบอะไรพวกนี้ แถมองค์ประกอบอย่างเพลงหรือดนตรีก็เป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ บวกกับกลิ่นอายความเป็นเกมทายหน่อยๆ เขายิ่งชอบ”

ดารารายเล่าต่อว่า เวิร์คพอยท์จะพยายามขายลิขสิทธิ์ของ ร้องข้ามกำแพง ไปยังประเทศอื่นๆ ต่อไป ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยซื้อลิขสิทธิ์รายการอย่าง The Mask Singer และ I Can See Your Voice จากต่างประเทศ ดังนั้น คงเป็นเรื่องที่ดีหากขายรายการของไทยออกไปได้เช่นเดียวกัน

“ประเทศเราทำผ้าไทยส่งออก เราอยากทำแบบนั้นกับรายการวาไรตี้ให้ได้ด้วย”

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ
09

ไม่มองเป้าใหญ่ แต่ใส่ใจทุกรายละเอียด

การพารายการไปได้ไกลถึง 8 ประเทศดูเป็นหมุดหมายสำคัญครั้งหนึ่งของเวิร์คพอยท์ แต่เมื่อเราถามดารารายถึงประเด็นดังกล่าว เธอกลับบอกว่าทีมงานไม่เคยวาดฝันความสำเร็จอะไรเลย

“เอาจริงๆ เราไม่เคยคิดอะไรแบบนั้นเลย ไม่ได้คิดถึงผลลัพธ์ ไม่ได้สนว่าปลายทางจะสำเร็จรึเปล่า ทีมงานส่วนใหญ่จะเอาแต่ขลุกตัวอยู่กับการออกไอเดีย หมกมุ่นกับการหาส่วนผสมที่ลงตัว ถ้าไม่ได้ก็เปลี่ยน เปลี่ยนจนกว่าจะได้ เราคิดแค่ว่าชิ้นส่วนนี้หัวเราะมั้ย ร้องไห้รึเปล่า แขกรับเชิญที่มาดีที่สุดรึยัง เราคิดแค่นี้

“รายการประสบความสำเร็จเราก็ดีใจ พูดตรงๆ คือภูมิใจ แต่อย่างที่บอก เราไม่ได้คิดถึงปลายทางว่าต้องประสบความสำเร็จ เป้าหมายของเราคือการทำให้คนดูรู้สึกตามไปกับเราให้ได้ หัวเราะให้สุด ร้องไห้ก็ได้ ถูกหลอก อยากทาย ตอบผิดไปกับแขกรับเชิญ เราแค่อยากได้อารมณ์พวกนี้จากคนดู”

เป้าหมายของทีมงานไม่ใช่สิ่งอื่นใด นอกจากการคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อสร้างอารมณ์ร่วมให้กับผู้ชมทางบ้าน และถึงตรงนี้คงพูดได้อย่างเต็มปากว่า พวกเขาทำได้จริงๆ 

ถ้าคุณไม่เชื่อ ลองเปิดช่องเวิร์คพอยท์ 23 ตอน 2 ทุ่มของคืนวันพฤหัสบดีดูสิ

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ

ภาพ : รายการร้องข้ามกำแพง

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

“หมาน้อยมี 2 ความหมายครับ ความหมายแรกคือใบหมาน้อย เป็นใบไม้ที่ภาคกลางเรียกว่า ใบเขมา ภูมิปัญญาอีสานใช้คั้นกับน้ำทำเป็นวุ้น กินเป็นยาเย็น ส่วนอีกความหมายหนึ่ง หมาน้อยเป็นสมญานามเรียกลูกชายผม” น้ำเสียงของ เชฟหนุ่ม-วีระวัฒน์ ตริยเสนวรรธน์ เจือรอยยิ้ม ขณะอธิบายความลึกซึ้งเบื้องหลังผลงานล่าสุดในนาม ‘หมาน้อยฟู้ดแล็บ’ ที่ร่วมมือกับเชฟชาวแคนาดา Kurtis Hetland เชฟหนุ่มยืนยันว่าโปรเจกต์นี้ไม่ได้เดินรอยตามซาหมวยแอนด์ซันส์ เป็นธุรกิจอาหารที่ไม่ใช่ร้านอาหาร แต่ทำอย่างอื่นที่แตกต่าง

“มันคือ Food Lab ที่ทำ Research and Development โดยเฉพาะเลย หมาน้อยเกิดจากเราอยากนำเสนอรสชาติที่แตกต่างของวัตถุดิบท้องถิ่นอีสาน อย่างอาหารหมักดองในวันนี้ ซึ่งถ้าทำให้คนเข้าใจในวงกว้างได้ ถ้ามีผลตอบรับด้านธุรกิจ สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราทำโปรดักต์ต่าง ๆ ได้หลากหลาย พวกองค์ความรู้ก็ส่งต่อให้ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งเอย โรงเรียนสอนทำอาหารเอย หรืออยู่ในชุมชนก็ได้เช่นกัน วันหนึ่งถ้าเราคิดค้นอะไรที่ปุถุชนเข้าใจง่าย เอาไปหยอดใส่อะไรก็อร่อย แบบนี้ก็เป็นโปรดักต์เช่นกัน” 

เชฟอธิบายโมเดลธุรกิจจากวัตถุดิบอีสานให้เข้าใจง่าย ตามเป้าหมายเพื่อให้วัตถุดิบอีสานละแวกบ้านมีมูลค่ามากขึ้น และเก็บรักษาภูมิปัญญาที่ส่งต่อกันปากต่อปาก ซึ่งนับวันจะจางหายไกลตัวไปเรื่อย ๆ 

“ถ้าคนเรายังกังวลปัญหาปากท้องอยู่ การตระหนักเรื่องพวกนี้ค่อนข้างยากครับ ถ้ามันย้อนกลับไปสร้างรายได้ให้คนได้เลย การอนุรักษ์ทางอ้อมจะเกิดขึ้นเอง” ผู้ประกอบการชาวอีสานเล่าวิธีแก้ปัญหาด้วยระบบธุรกิจ ซึ่งเขาออกแบบให้ไม่สร้างสูตรอาหาร เพราะเชื่อว่าน่าจะทวีความซับซ้อนต่อการเข้าใจวัตถุดิบ แต่เน้นสร้างรสชาติใหม่ด้วยเครื่องปรุงท้องถิ่นสารพัด

รสชาติใหม่ของอีสาน

เมื่อตกลงปลงใจสร้างฟู้ดแล็บด้วยกัน เชฟหนุ่มและเชฟหนุ่มกว่าอย่างเชฟเคอร์ติส มีข้อตกลงร่วมกันว่า 

หนึ่ง หมาน้อยจะทำงานกับวัตถุดิบอีสานและสร้างรสชาติใหม่

สอง เทคนิคที่ใช้เป็นหมักดอง แบบใหม่ก็ดี แบบเก่าก็ดี แต่ไม่เก่าซะทีเดียว 

ตรงนี้เชฟหนุ่มอธิบายเพิ่มเติมว่าของเก่าที่ดีมีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องทำซ้ำเดิม แต่จะพลิกแพลงหาความเป็นไปได้ใหม่ สมมติทำปลาร้า ของดั้งเดิมอร่อยอยู่แล้วก็ไม่ไปทำแข่ง แต่อาจจะเอาปลาไป Cold Smoke ก่อนหมัก เป็นต้น 

สาม หมาน้อยจะทดลองค้นคว้าอาหารสุดโต่งอย่างไรก็ได้ แต่ต้องมีรากเหง้า เพื่อให้คนกินเชื่อมโยงเข้าใจที่มาอาหารได้ง่าย 

“สมมติเราสร้างรสชาติใหม่ได้แล้ว คำถามถัดไปคือ แล้วเราจะเอาไปทำอะไรวะ อร่อยเราจะเท่ากับอร่อยเขาไหม อยากจะหาความเป็นไปได้จากรสชาติที่เราสร้างขึ้น ดังนั้น เราจึงค้นคว้าทดลองเยอะมากเพื่อให้คนทั่วไปเข้าใจงานที่ออกมา” 

ไอเดียหลัก ๆ สร้างสรรค์เก๋ไก๋ทั้งหลายมาจากเชฟเคอร์ติส ส่วนตัวเชฟหนุ่มเองเป็นคนคอยตบภาพรวมให้เข้าที่ และแนะนำรสชาติที่ถูกปากคนไทยให้แก่เชฟชาวแคนาดา

“ความแตกต่างของเราคือความหนุ่มและความแก่ครับ” เชฟหนุ่มผู้สูงวัยกว่าเอ่ยพลางหัวเราะลั่น “เขาเป็นเชฟรุ่นใหม่ไฟแรง ความคิดอ่านสดใหม่ และจัดได้ว่าเป็นเนิร์ดที่ลุ่มหลงเสพติดอาหารคนหนึ่งเลย”

เชฟเคอร์ติสเคยทำงานที่ Inua ร้านอาหารของอดีตเชฟร้าน Noma ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งอันดับหนึ่งของโลก เคอร์ติสเป็นเชฟสายหมักดอง อาหารของเขารสชาติเรียบง่าย ต่างจากรสอาหารไทยที่ต้องกลมกล่อมครบรส การร่วมมือกันระหว่างเชฟต่างเชื้อชาติ วัฒนธรรม วัย และประสบการณ์ จึงทำให้เกิดการต่อยอดใหม่ให้วงการอาหารอีสานไทย

'หมาน้อยฟู้ดแล็บ' การตามหารสใหม่ของอีสาน โดยเชฟลูกอีสานกับเชฟฝรั่งนักหมักระดับโลก

Exploring Isaan Flavor

เชฟหนุ่มและเชฟเคอร์ติส ลองใช้ผลลัพธ์ที่ได้จากฟู้ดแล็บแปรเปลี่ยนเป็นเครื่องปรุงกับส่วนผสมในกระบวนการปรุง จัดเป็นมื้ออาหารที่ได้แรงบันดาลใจจากอาหารอีสานและอาหารหลากหลายสัญชาติ 

อาหารมื้อนี้ราวกับจัดขึ้นเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า รสวัตถุดิบของอีสานอยู่กับอาหารได้หลากหลายชนิด และกลายเป็นรสอร่อยแบบสากลได้ และต้องการทำให้รสใหม่ ๆ ที่ค้นพบกลายเป็นรสใหม่ที่คนกินชื่นชอบ และเข้าใจ

เต้าหู้ถั่วดินกับซุปใส

ซุปมิโสะที่หมาน้อยฟู้ดแล็บใช้เวลาทำ 2 เดือน นำมาทำเป็นซุปใส กินคู่กับถั่วดินต้ม ให้ความสดชื่นจากก้านผักชี กินกับเต้าหู้นิ่ม

'หมาน้อยฟู้ดแล็บ' การตามหารสใหม่ของอีสาน โดยเชฟลูกอีสานกับเชฟฝรั่งนักหมักระดับโลก

ทาโก้บักมี่

อีสานผสมเม็กซิกัน ใช้เทคนิคเดียวกันกับที่เม็กซิกันทำแป้งตอติญ่าที่ใช้ด่างในการทำ เชฟนำเม็ดขนุนมาต้มกับน้ำขี้เถ้าจนนุ่ม ล้าง แล้วปอกเปลือก ปั่น ผสมแป้งให้มันเกาะตัวกัน จะได้เป็นแผ่นแป้งตอติญ่าเม็ดขนุน 

โมเล่หรือแกง ใช้ขนุนสุก ขนุนอ่อนย่างไฟเบา ๆ ไปเรื่อย ๆ ผสมกับซีอิ๊วที่ทำจากเห็ด ทำให้ซีอิ๊วได้ความเค็มความนัวและความเปรี้ยว ทานคู่กับหอมเจียวและพริกดอง

'หมาน้อยฟู้ดแล็บ' การตามหารสใหม่ของอีสาน โดยเชฟลูกอีสานกับเชฟฝรั่งนักหมักระดับโลก

ก้อยไข่มดแดง แกล้มคาเวียร์

โคจิเค้กที่ทำจากข้าวบาเล่ย์ มีซอสทาบาง ๆ ย่างไฟเบา ๆ ให้ตัวโคจิสุก กลิ่นผลไม้ฟรุตตี้จะชัดขึ้น ทำให้เค้กนัวขึ้น จับคู่กับไข่มดแดง ลองเปรียบเทียบกับคาเวียร์โดยการเสิร์ฟมาคู่กัน 

'หมาน้อยฟู้ดแล็บ' การตามหารสใหม่ของอีสาน โดยเชฟลูกอีสานกับเชฟฝรั่งนักหมักระดับโลก

กุ้งแม่น้ำแกงข่า

ต้มข่าที่ปรุงเปรี้ยวแบบไม่ใช้มะนาว หมาน้อยฟู้ดแล็บทำโคจิเยอะมาก และเชฟเคอร์ติสก็เอาโคจิบางส่วนไปทำแบบแลคโตเฟอร์เมนต์ ผลลัพธ์ที่ได้คือความเปรี้ยวนัว เชฟเลยทดลองเอาน้ำแลคโตโคจิที่ได้มาปรุงน้ำต้มข่าแทนน้ำมะนาว 

ในซอสมีน้ำแลคโตโคจิผสมกับกะทิ กับน้ำข่าที่เชฟใช้วิธีคั้นน้ำออกมาแทนการต้มข่าแบบเดิม ผลที่ได้คือความเข้มข้นที่มีมากกว่า และได้สารอาหารครบถ้วน 

ส่วนเนื้อกุ้งจะแช่น้ำชิโอะโคจิก่อนให้นุ่ม ผลลัพธ์ที่ได้คือโคจิจะช่วยให้โปรตีนนุ่ม

และเกลือในชิโอะโคจิจะทำให้เนื้อกุ้งเด้งขึ้นด้วยในคราวเดียวกัน ก่อนเสิร์ฟจะนำไปตุ๋นไฟเบา ๆ ในน้ำแลคโตอีกที ให้ความเค็มและความเปรี้ยว ดึงความหวานของกุ้งออกมา กินกับผักดองต่าง ๆ

'หมาน้อยฟู้ดแล็บ' การตามหารสใหม่ของอีสาน โดยเชฟลูกอีสานกับเชฟฝรั่งนักหมักระดับโลก

แกงเนื้อพริกรมควันกับโดนัททอด

ข้างในใส่เนื้อของ ว. ทวีฟาร์ม ทำเป็นแกงเผ็ด ท็อปด้วยผักหวาน คลุกกับน้ำของพริกที่รมควัน 2 อาทิตย์ กินกับชีสฟักทอง 

'หมาน้อยฟู้ดแล็บ' การตามหารสใหม่ของอีสาน โดยเชฟลูกอีสานกับเชฟฝรั่งนักหมักระดับโลก

หมกปลากับแจ่วผักชีลาว

หมกปลากราย ด้านบนเป็นปลาบู่ปรุงรสด้วยผักชีลาว ขูดด้วยมะกรูดดำทำกระบวนการเดียวกับกระเทียมดอง น้ำแกงเป็นซุปไก่เหมือนซุปไพตันของราเมง แต่ต้มกับขมิ้น ปรุงรสด้วยน้ำชิโอะโคจิเพิ่มความนัว ใส่หอมแดงสับ หยดด้วยน้ำมันผักชีลาว

โปรเจกต์ตามหารสใหม่ของวัตถุดิบอีสานด้วยศาสตร์หมักดอง และแปรผลเป็นเครื่องปรุงรสกับมื้ออาหาร

อกเป็ด น้ำลาบ แนมหม่ำเป็ดกับข้าวเหนียวมันเป็ด

อกเป็ดหมักโมโรมิหรือกากถั่วเหลืองจากการหมักซีอิ๊ว เอามาย่างไฟเบา ๆ เสิร์ฟแบบมีเดียมแรร์ ส่วนซอสข้นจะมีความเผ็ดจากพริกป่นและหอมข้าวคั่ว ให้อารมณ์พริกลาบ 

ส่วนข้าวเหนียว เป็นข้าวเหนียวมันเป็ดที่มีสัมผัสหนึบหนับ มีความมันจากธรรมชาติแบบไม่ได้ใส่น้ำมันลงไปเลย ห่อด้วยผักชุนฉ่ายผัดกับน้ำปลาร้ากับน้ำขึ้นฉ่าย โรยด้วยหม่ำเป็ด ตัดเลี่ยนด้วยลูกไหนดอง

โปรเจกต์ตามหารสใหม่ของวัตถุดิบอีสานด้วยศาสตร์หมักดอง และแปรผลเป็นเครื่องปรุงรสกับมื้ออาหาร

สังขยาอบฟาง 

ส่วนผสมคล้ายสังขยา แต่เชฟใช้ฟางข้าวแห้งใส่เข้าไปด้วย รสคล้ายสังขยาใส่ชาเอิร์ลเกรย์ กินคู่กับใบไชยากรอบ ได้รสขม ๆ มีกลิ่นหอม กินกับลูกหม่อนแช่อิ่ม

โปรเจกต์ตามหารสใหม่ของวัตถุดิบอีสานด้วยศาสตร์หมักดอง และแปรผลเป็นเครื่องปรุงรสกับมื้ออาหาร

Future Food

“สิ่งที่ผมต้องศึกษาทั้งที่ไม่เคยรู้มาก่อนคือเรื่องสตาร์ทอัพ ว่าโปรดักต์พวกนี้ต้องไปอยู่ช่องทางไหนถึงดี ซึ่งปรากฏว่าไปตกช่อง Future Food แล้วผลตอบรับดี 

“ตอนมีงานดีไซน์วีกที่ขอนแก่น เป็นครั้งแรกที่ได้รู้จักคำว่า Future Food จริง ๆ ซึ่งเขาใช้วัตถุดิบแบบหมาน้อยเลยนะ แต่ใช้ในเชิงอุตสาหกรรม เช่น เอาจิ้งหรีด เอาสาหร่ายน้ำจืดไปทำแป้ง ถามว่าอร่อยไหม ก็แล้วแต่คนแน่นอน คือรสชาติเขาไม่ได้มาก่อน เขาเอาเรื่องคุณค่าสารอาหาร เรื่องโจทย์สิ่งแวดล้อมเป็นตัวตั้ง มันเป็นอีกโลกของอาหารที่เราไม่เคยสนใจมาก่อน พอเราทำแล้วคนกินรู้สึกว่า เฮ้ย ทำงี้แล้วอร่อยได้ด้วยเว้ย มันก็เป็นความหวังเล็ก ๆ ว่าหมาน้อยมีช่องทางไปต่อ” เชฟหนุ่มเล่าโครงการอนาคต

โปรเจกต์ตามหารสใหม่ของวัตถุดิบอีสานด้วยศาสตร์หมักดอง และแปรผลเป็นเครื่องปรุงรสกับมื้ออาหาร
โปรเจกต์ตามหารสใหม่ของวัตถุดิบอีสานด้วยศาสตร์หมักดอง และแปรผลเป็นเครื่องปรุงรสกับมื้ออาหาร

เป้าหมายในอนาคตของหมาน้อย คือร่วมมือกับหน่วยงานมหาวิทยาลัยต่าง ๆ หรือภาครัฐ เพื่อค้นคว้าต่อยอดงานวิจัย และสร้างโปรดักต์ออกมาให้ได้ 

เขามองว่าปลายทางที่ยั่งยืนมาจากธุรกิจที่เลี้ยงตัวเองได้ และทำให้ฟู้ดแล็บนี้ได้ตั้งมั่นกับปณิธาน R&D ไปตลอดรอดฝั่ง 

“Future Food เป็นอีกหนึ่งความหวังของเกษตรกรครับ ตลาดในประเทศไทยยังน้อยมาก แต่หลายประเทศสนใจนำเข้า อย่างญี่ปุ่น เม็กซิโก ซึ่งเม็กซิโกเขาก็กินแมลง เห็นแมลงไทยก็กินได้ไม่เคอะเขิน แถมแมลงและสาหร่ายน้ำจืดยังตกอยู่ในกลุ่ม Super Food ซึ่งได้รับความนิยมในโลกตะวันตก หลายคนที่กินเขามองหาสารอาหาร ไฟเบอร์ทางเลือกให้ร่างกาย เขาก็สนใจ เราเลยอยากทำตลาดในเมืองนอกก่อน

“ประเทศไทยคงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ เพราะของกินบ้านเราหลากหลายครับ พืชผักและของธรรมชาติมีเยอะ ไม่จำเป็นต้องกินแมลง ซึ่งก็เป็นเรื่องจริงนะ แต่เรามองว่าถ้ามันอร่อย ให้สารอาหาร ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจให้คนไทย” เชฟหนุ่มตบท้าย จากการชิมอาหารของหมาน้อย ขอยืนยันว่าผลงานรังสรรค์ของทีมงานทั้งสนุกและอร่อย จนน่าจับตามองทั้งอาหารและอนาคตของฟู้ดแล็บมาแรงแห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

Writers

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Photographer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load