ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนรายการแนวร้องเพลงหรือไม่ เราเชื่อมั่นว่าคุณเคยเห็นรายการโทรทัศน์หน้าตาประหลาดที่เปิดโอกาสให้คนสองคนร้องเพลงคู่กัน โดยมีกำแพงอันยักษ์กั้นอยู่ตรงกลาง แน่นอน เรากำลังพูดถึง ร้องข้ามกำแพง เรียลลิตี้เกมโชว์ที่มาแรงที่สุดช่วงปีที่ผ่านมา

ร้องข้ามกำแพง หรือ The Wall Song เป็นรายการจากเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ ที่ออกอากาศทุกวันพฤหัสบดี เวลา 20.05 น. โดยมี กันต์ กันตถาวร เป็นผู้ดำเนินรายการ 

แต่ละสัปดาห์ นักร้อง นักแสดง รวมถึงเซเลบจากวงการต่างๆ 3 คน จะได้ร้องเพลงคู่กับนักร้องหลังกำแพงทีละคน โดยไม่รู้ว่าคนที่ตัวเองร้องเพลงอยู่ด้วยคือใคร

หลังเพลงจบคือช่วงเวลาแห่งการโกหก หลอกล่อ และเล่นมุกสารพัด ศิลปินหน้ากำแพงต้องพยายามทายชื่อนักร้องหลังกำแพงให้ถูก โดยมีศิลปินรับเชิญคนอื่นช่วยใบ้

นี่คือปรากฏการณ์ครั้งใหม่ของเวิร์คพอยท์ถัดจาก The Mask Singer

ยอดผู้ชมทางยูทูบของ ร้องข้ามกำแพง สูงกว่าล้านวิวแทบทุกตอน

9 วิธีคิดเบื้องหลังความฮิตของ 'ร้องข้ามกำแพง' ที่แรงข้ามประเทศและขายลิขสิทธิ์ทั่วโลก

การร้องคู่ของ ตู่-ภพธร สุนทรญาณกิจ และ แอลลี่-อชิรญา นิติพน ในเพลง Like I’m Gonna Lose You มียอดผู้ฟังรวมกว่า 10 ล้านครั้ง

ภาพการเซอร์ไพร์สคุณแม่ นิโคล เทริโอ ของ น้องทิกเกอร์-อชิระ ปานพุ่ม กลายเป็นกระแสในทวิตเตอร์แบบชั่วข้ามคืน

9 วิธีคิดเบื้องหลังความฮิตของ 'ร้องข้ามกำแพง' ที่แรงข้ามประเทศและขายลิขสิทธิ์ทั่วโลก

ใครจะคิดว่าวันหนึ่งจะได้เห็น มาดามแป้ง-นวลพรรณ ล่ำซำ ร้องเพลงคู่กับ โต๋-ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร

และใครจะเชื่อว่ารายการสัญชาติไทยจะถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปยัง 8 ประเทศทั่วโลก

ประเทศไทยมีรายการร้องเพลงมาแล้วมากมาย การให้ศิลปินสองคนมาจับคู่ร้องเพลงด้วยกันก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะอะไร ร้องข้ามกำแพง จึงมาแรงและโด่งดังได้ไกลขนาดนี้

The Cloud ขอพาทุกคนสำรวจวิธีคิดหลังกำแพงที่ ดาว-ดาราราย ศรีจิตรแจ่ม ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตรายการของเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จะเล่าให้เราฟัง

9 วิธีคิดเบื้องหลังความฮิตของ 'ร้องข้ามกำแพง' ที่แรงข้ามประเทศและขายลิขสิทธิ์ทั่วโลก
00

เจ้าแห่งรายการวาไรตี้

อิฐแห่งความสำเร็จก้อนแรกของ ร้องข้ามกำแพง ไม่ได้ตั้งบนพื้นดิน แต่อยู่บนรากฐานมั่นคงของเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนต์ ซึ่งผลิตรายการน้อยใหญ่สู่สายตาชาวไทยมาตลอดระยะเวลากว่า 31 ปี ชื่อต่อไปนี้คือหลักฐานการันตีความยิ่งใหญ่ในฐานะเจ้าแห่งรายการโทรทัศน์ 

ชิงร้อยชิงล้าน, ระเบิดเถิดเทิง, แฟนพันธุ์แท้, เกมทศกัณฐ์, ชิงช้าสวรรค์, คุณพระช่วย, I Can See Your Voice Thailand และ The Mask Singer

ในวันที่โทรทัศน์เป็นช่องทางหลักในการเผยแพร่ความบันเทิง เวิร์คพอยท์ก็ปล่อยรายการคุณภาพสู่ช่องหลักทั้ง 3 5 7 9 จนบริษัทเป็นที่รู้จักของคนไทยในวงกว้าง

ต่อมาเมื่อทีวีดิจิทัลเข้ามามีบทบาท เวิร์คพอยท์ก็ประกาศยกระดับองค์กร เปิดช่องโทรทัศน์ระบบดิจิทัลเป็นของตัวเองในชื่อ ช่องเวิร์คพอยท์ 23 

ถึงยุคปัจจุบันที่คนไทยใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต เวิร์คพอยท์ยังพกกลเม็ด ครองฐานคนดูเดิม และเพิ่มฐานคนดูใหม่จนมียอด Subscribers ทาง YouTube ถึง 34 ล้าน ในเวลาไม่ถึง 5 ปี

นี่คือการวางอิฐก้อนใหม่บนยอดเขาแห่งความสำเร็จที่องค์กรสั่งสมมากว่า 3 ทศวรรษ เฟ้นหาวัตถุดิบแปลกตา ปรุงด้วยรูปแบบรายการเข้าถึงทุกวัยอย่างที่เวิร์คพอยท์ถนัด ก่อนงัดน้ำจิ้มรสเด็ดที่ทีมงานคิดแล้วคิดอีกเพื่อชูรสชาติ

01

คนไทยอยากรู้อยากเห็น

“ถ้าเอาดาราสองคนมาร้องเพลงโดยมีกำแพงกั้น แล้วให้ทายว่าคนที่ร้องอยู่อีกฝั่งเป็นใคร ตอนหนึ่งสักสามคู่ น่าจะสนุกดีนะ”

จิก-ประภาส ชลศรานนท์ รองประธานกรรมการบริหาร โยนไอเดียตั้งต้นของ ร้องข้ามกำแพง ให้ดาราราย เป็นไอเดียสุดท้าทายที่ทีมงานทุกคนอยากพัฒนาต่อ

คอนเซปต์ของรายการนี้คือการเล่นกับความอยากรู้อยากเห็นของคนดู เติมรสด้วยความตลกที่ได้จากความกะล่อนหลอกล่อของศิลปิน ตบท้ายด้วยเพลงเพราะๆ ที่ผู้ชมไม่เคยฟังที่ไหนมาก่อน

9 วิธีคิดเบื้องหลังความฮิตของ 'ร้องข้ามกำแพง' ที่แรงข้ามประเทศและขายลิขสิทธิ์ทั่วโลก

ดารารายอธิบายว่า ลึกๆ แล้วคนไทยมีความเสแสร้ง ปลิ้นปล้อน หลอกลวงเก่ง ทุกคนอยากรู้อยากเห็นและพร้อมถูกหลอกในเวลาเดียวกัน ความแพรวพราวในการโกหกของศิลปินจึงเป็นสิ่งที่คนไทยยุคนี้ชื่นชอบ

ผลลัพธ์ของการทายนักร้องหลังกำแพงไม่ใช่สิ่งสำคัญอีกต่อไป เพราะต่อให้ทายผิด คนดูก็สนุกจนจบรายการได้อยู่ดี

02

ประสบการณ์เก่าช่วยยกระดับ

เวิร์คพอยท์เคยทดสอบสมมติฐานที่ว่า คนไทยรักความอยากรู้อยากเห็นจากรายการ The Mask Singer หรือ หน้ากากนักร้อง แต่แทนที่จะให้ผู้ชมต้องอดทนรอเฉลยหลายสัปดาห์ว่านักร้องหลังหน้ากากคือใคร ร้องข้ามกำแพง เลือกจะให้ผู้ชมรู้ความจริงในเวลาที่สั้นกว่านั้น

“ทีมงานตั้งคำถามกันว่าควรให้คนดูได้ร่วมเดาด้วยหรือไม่ ควรเฉลยไปเลยตั้งแต่ต้นหรือเฉลยพร้อมนักร้องหน้ากำแพงดี เราเจอทั้งคนที่บอกว่าอยากเล่นด้วยว่ะพี่ และคนที่บอกว่าเฉลยไปเลยสนุกกว่า สุดท้ายเราจึงลองทำเดโม่ออกมาทดสอบ”

ข้อสรุปที่ทีมงานเห็นตรงกันคือการเฉลยผู้ชมช่วงกลางเพลง คล้ายกับการเฉลยนักร้องเสียงเพี้ยนในรายการ I Can See Your Voice Thailand นักร้องซ่อนแอบ ผู้ชมจะมีเวลาครึ่งเพลงในการร่วมทายว่านักร้องหลังกำแพงคือใคร ก่อนจะสวมบท ‘ผู้รู้’ เพื่อสนุกสนานกับการหลอกล่อนักร้องหน้ากำแพงได้อย่างเต็มที่ในเวลาที่เหลือ

พูดได้มั้ยว่ารายการนี้ได้ไอเดียมาจาก The Mask Singer -เราถามดาราราย

เธอตอบกลับมาว่า “คนดูอาจมองว่าซ้ำ เพราะเป็นรายการว่าด้วยการทายเหมือนกัน ถ้าเขาจะคิด เราคงห้ามไม่ได้อยู่แล้ว แต่เอาจริงๆ พี่กับทีมงานไม่ได้คิดถึง The Mask Singer เลยนะ พยายามหนีด้วยซ้ำ คนเบื่อแล้ว เราไม่อยากเอาของเดิมมาเป็นตัวตั้ง เราแค่มีการแกล้ง การปั่น การหลอกเป็นคอนเทนต์หลักในการสื่อสาร”

อย่างไรก็ดีสิ่งที่ ร้องข้ามกำแพง ยังคงไว้เหมือนรายการก่อนหน้า คือการปล่อยคลิปที่ตัดแยกเฉพาะการร้องเพลง ซึ่งเป็นการตัดต่อใหม่โดยลดทอนเสียงอื่นๆ ในรายการออกทั้งหมด เกิดเป็นคลิปเพลงคัฟเวอร์เวอร์ชันใหม่โดยเฉพาะ

ทีมงานเรียนรู้ว่าคลิปเพลงเหล่านี้เป็นสิ่งที่คนจะเปิดฟังซ้ำๆ และทำให้รายการยังตราตรึงอยู่ในใจของผู้ชมอย่างไม่รู้จบ

“คนไหนที่อินก็ฟังวันละสามรอบ เข้าห้องน้ำก็ฟัง นอนก็ฟัง เครียดก็ฟัง”

03

กดสูตรจับคู่ศิลปิน

ตัวแปรที่สำคัญที่สุดของรายการ คือ นักร้องทั้งหน้าและหลังกำแพง ดารารายเล่าว่า ศิลปินที่ทีมงานมองหา นอกจากจะร้องเพลงได้แล้ว ต้องนำเสนอเก่งด้วย และหากเล่นมุกหรือหลอกคนได้ก็จะยิ่งดี

ศิลปินไทยที่เข้าข่าย ‘ร้องได้ เล่นดี’ มีมากมาย การที่รายการจะสนุกได้ต้องอาศัยการจับคู่ที่กลมกล่อม

“หลักการคือสองคนต้องไม่เคยร้องเพลงด้วยกัน ไม่งั้นเขาอาจจะจำกันได้ เราเริ่มคิดจากนักร้องหน้ากำแพงก่อน สมมติอยากเห็น แจ๊ส ชวนชื่น ก็ไม่ควรชวนแฟนเขามาอยู่หลังกำแพง เพราะทั้งคู่น่าจะร้องเพลงด้วยกันบ่อย แต่ถ้าชวนมาเป็นนักร้องหน้ากำแพงเหมือนกัน น่าจะแกล้งกันสนุกดี”

อย่างไรก็ตาม ตอนโปรดของแฟนๆ รายการกลับเป็นตอนที่นักร้องหน้าและหลังกำแพงเป็นแฟน เพื่อนสนิท หรือคนในครอบครัว ซึ่งน่าจะเคยร้องเพลงด้วยกันมาก่อน

9 วิธีคิดเบื้องหลังความฮิตของ 'ร้องข้ามกำแพง' ที่แรงข้ามประเทศและขายลิขสิทธิ์ทั่วโลก
ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ

ทีมงานค้นพบในภายหลังว่า แม้นักร้องสองฝั่งกำแพงจะเคยร้องเพลงด้วยกัน แต่การได้คู่ที่สนิทกันมากพอ จะนำไปสู่บทสนทนาลึกซึ้งและการเล่นมุกตลกวงในได้ แต่วิธีการนี้ก็มาพร้อมความเสี่ยงว่าศิลปินหน้ากำแพงจะจับได้ว่าใครคือคนที่ยืนอยู่อีกฟากหนึ่ง

ดารารายหัวเราะแล้วเล่าว่า รายการต้องกำชับให้นักร้องหลังกำแพงห้ามบอกแฟน เพื่อนสนิท หรือคนในครอบครัวโดยเด็ดขาด จะใช้วิธีการไหนก็ได้ แต่อีกฝ่ายต้องไม่รู้ 

มีหลายครั้งที่นักร้องหน้ากำแพงจำได้ในทันทีว่านักร้องอีกฝั่งคือใคร วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของทีมงาน คือการบิลด์ให้นักร้องหน้ากำแพงแกล้งด่า หรือแซวนักร้องหลังกำแพงในทำนองที่ว่า ‘รู้อะไรก็เผาให้หมด’

“เราจะได้มู้ดแอนด์โทนแบบเรียลลิตี้ คนดูได้เห็นภาพผัวเมียหรือเพื่อนสนิททะเลาะกันก็สนุกไปอีกแบบ เหมือนครั้งที่คู่แฟนอย่าง เก้า (จิรายุ ละอองมณี) กับ วี (วิโอเลต วอเทียร์) แซวกัน หรือตอนเอกชัย (เอกชัย ศรีวิชัย) กับ ผัดไท (ดีใจ ดีดีดี) ก็ตลกมาก จับได้มั้ยไม่สำคัญ แต่เขาสนิทกันมากพอที่จะด่ากันทุกเรื่อง เป็นครั้งเดียวในการอัดรายการที่ทำให้ทีมงานหัวเราะจนน้ำตาไหลได้ครบทุกฝ่าย”

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ

ความสนุกเหล่านี้เกิดจากการทำการบ้านอย่างละเอียด ดารารายอธิบายว่า เมื่อได้นักร้องหน้ากำแพง ทีมงานต้องหาข้อมูลบุคคลทั้งหมดที่อยู่รอบตัวคนคนนั้นเพื่อหาคู่ร้องที่เหมาะสม เพื่อนสนิทเขาคือใคร ใครคือคนที่เขานับถือ หรือถ้าหาคนใกล้ชิดมาร้องคู่ไม่ได้ ทีมงานก็จะลงความเห็นว่าการปรากฏตัวของใครที่จะเซอร์ไพรส์คนดูในสัปดาห์นั้นได้ดีที่สุด

“เราคิดจากความสัมพันธ์ในคู่ ดูว่าไปได้ถึงไหน ครอบครัว เพื่อน หัวหน้า เจ้านาย ไปจนถึงบุคคลที่ประเทศชาติจะร้องว้าว ซึ่งเราเคยไปไกลถึงมาดามแป้ง เราเจอว่าเขามีช่วงร้องคาราโอเกะที่บ้าน น่าจะพอร้องเพลงได้ แต่ก็กังวลต่อว่าเขากับโต๋ จะเข้ากันได้รึเปล่า รีเสิร์ชไปเรื่อยๆ ก็เจอข้อมูลว่าตอนเล่นบอล โต๋เคยเจอมาดามแป้ง โอเค งั้นลองดู บังเอิญอีกว่าพี่แป้งชอบรายการนี้เป็นทุนเดิม เขาก็เลยยอมมาร่วมสนุก”

อีกเรื่องที่ทีมงานต้องคำนึงถึง คือคุณภาพของบทเพลง คู่ศิลปินที่เคมีในการหยอกล้อตรงกันอาจช่วยให้รายการสนุก แต่ไม่สามารถขับร้องสิ่งที่คนดูรักได้

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ

โปรดิวเซอร์เล่าว่า ภายหลังทุกขั้นตอนที่กล่าวมา ทีมงานต้องวิเคราะห์เสมอว่าศิลปินประเภทไหนที่จะให้งานฟีเจอริ่งเวอร์ชันใหม่ ตัวอย่างที่ดีคือคู่ของ ตู่ ภพธร กับ น้องแอลลี่ 

สูตรในการสร้างเพลงคุณภาพคือ รายการจะให้นักร้องหน้ากำแพงเลือกเพลงก่อนเสมอ หากเลือกแล้ว นักร้องหลังกำแพงร้องไม่ได้ หลายครั้งก็ต้องเปลี่ยนคน บางครั้งถึงขนาดเปลี่ยนนักร้องหน้ากำแพงก็มีมาแล้ว

แม้จะยุ่งยากและต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงแทบทุกขั้นตอน แต่กรรมวิธีทั้งหมดก็เป็นไปเพื่อให้ได้คู่ศิลปินที่เหมาะสม และถ่ายทอดบทเพลงที่มีคุณภาพได้จริง

‘ไม่เคยร้องด้วยกัน-มีความสัมพันธ์-งานคัฟเวอร์ครั้งใหม่’ คือวิธีคิดที่ส่งให้ ร้องข้ามกำแพง มีทีมศิลปินที่น่าตื่นตาตื่นใจ คุณภาพการร้องคับแก้ว และคุณภาพความสนุกคับจอในทุกสัปดาห์

04

ไม่พลาดทุกรีแอคชัน

เมื่อได้ส่วนผสมหลักครบถ้วน ขั้นตอนต่อไปคือการปรุงรสให้ถึงเครื่อง เวิร์คพอยท์ค้นพบว่าการหลอกล่อปลุกปั่นของเหล่าศิลปินจะยิ่งทวีความสนุก หากผู้ชมได้เห็นลักษณะท่าทางตอนศิลปินหัวเราะ ตกใจ หรือเคลื่อนไหวแบบที่ไม่เคยเห็นในละครหรือคอนเสิร์ต 

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ

ดารารายเล่าให้ฟังว่า ไอเดียตั้งต้นเริ่มจากการที่กล้องหลักไม่สามารถหมุนไปรับภาพการหัวเราะ ลุกยืน หรือแอคชันต่างๆ ของศิลปินทัน ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ผู้ชมไม่มีโอกาสได้เห็นภาพตลกๆ เหล่านั้น

ทีมงานแก้ไขโดยการติดกล้องโกโปรไว้หน้าที่นั่งของศิลปินทุกคน เกิดเป็นจังหวะและมุมภาพใหม่ๆ ที่ผู้ชมไม่ค่อยได้เห็นในรายการที่ผ่านมา

ร้องข้ามกำแพง จึงไม่เคยพลาดรีแอคชันของศิลปินอีกเลย

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ
05

ตัดต่อเสิร์ฟทุกวัย

“การตัดต่อต้องชมน้องครีเอทีฟ เขาเสพงาน YouTube เยอะจนรู้ว่าจังหวะงานออนไลน์ที่ดีเป็นแบบไหน เขาถามเราตลอดว่าใส่ตรงนี้ได้มั้ย จังหวะโบ๊ะบ๊ะแบบนี้ใช้ได้รึเปล่า จนรายการกลมขึ้นเรื่อยๆ ฉึบฉับมากขึ้น”

ดารารายบรรยายถึงการตัดต่ออันเป็นเอกลักษณ์ของ ร้องข้ามกำแพง ที่ทลายเส้นแบ่งระหว่างรายการโทรทัศน์และคอนเทนต์ทาง YouTube เมื่อรายการต้องเผยแพร่ 2 ช่องทาง การมองหาวิธีนำเสนอที่อยู่กึ่งกลางจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทีมงานต้องตัดต่อให้คนในโซเชียลมีเดียดูแล้วสนุก หัวเราะทัน ส่วนผู้สูงอายุและคนที่ดูผ่านโทรทัศน์ก็ต้องเข้าใจได้

“เราทำรายการโดยมีเป้าหมายว่าคนส่วนใหญ่ต้องดูได้ คนส่วนใหญ่ที่ว่าคืออายุสิบห้าจนถึงเจ็ดสิบ เราต้องการจังหวะที่เขาดูแล้วหัวเราะเลย เข้าใจได้ทันที ไม่ใช่ต้องคิดสามชั้นแล้วมาหัวเราะวันรุ่งขึ้น พอเราใส่จังหวะโบ๊ะบ๊ะเข้าไป ก็ทันใจการหัวเราะมากกว่าเดิม ถามว่าคนที่อายุมากหน่อยยังดูได้มั้ย พูดตรงๆ เรายังต้องศึกษาอีกสักพัก แต่เท่าที่วิเคราะห์คนในวัยสี่สิบหรือห้าสิบ เขายังหัวเราะกับการตัดต่อแบบนี้ได้ ยังสนุก เข้าใจ ไม่ถึงกับปวดหัว”

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ
ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ
06

เพิ่มผู้ช่วย ชูรสชาติ

“บางทีศิลปินที่เราได้คิวมาก็โกหกไม่เก่ง แต่คอนเทนท์เราต้องปั่น ต้องหลอกล่อ เลยต้องหาตัวชงเก่งๆ มาช่วยเสริม”

ดารารายเผยถึงการเพิ่มผู้ช่วยทายเข้าไปในรายการ จากเดิมที่จะมีซูเปอร์สตาร์และนักร้องหลังกำแพงรวม 6 คน ซึ่งไม่ใช่ทุกครั้งที่ทั้ง 6 คนจะเอาคนดูทางบ้านได้อยู่หมัด การเพิ่มตัวละครลับที่มีทักษะการเล่นมุกตลกโปกฮาเข้าไปเพียงคนเดียว อาจช่วยพลิกตอนธรรมดาๆ ให้น่าจดจำมากยิ่งขึ้น

ยกตัวอย่างเช่นการเพิ่ม คุณครูเพ็ญศรี หรือ ตุ๊กกี้-สุดารัตน์ บุตรพรม เข้าไปในตอนที่ศิลปินรับเชิญไม่ได้สนิทสนมกันมากนัก นอกจากจะช่วยเรียกเสียงฮาได้แน่ๆ แล้ว บุคลิกของเธอยังช่วยให้นักร้องทั้งหน้าและหลังกำแพงผ่อนคลาย และกล้ายิงมุกใส่กันได้ง่ายขึ้น

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ
07

พัฒนาจากฟีดแบ็กคนดู

แม้จะคำนวณมาอย่างถี่ถ้วน แต่ผลตอบรับก็อาจไม่สอดคล้องกับความตั้งใจเสมอไป ครั้งที่บรรยากาศตอนอัดรายการเฮฮา แต่อาจไม่สนุกในสายตาของผู้ชม

ดารารายเล่าว่าทีมงานต้องคอยเช็กฟีดแบ็กเพื่อเรียนรู้ผู้ชมอยู่เสมอ การทำรายการไม่มีสูตรตายตัว ทีมงานทำได้เพียงพยายามให้ดีที่สุด ขณะเดียวกันก็ต้องเปิดใจศึกษาเสียงตอบรับจากผู้ชมด้วย

“ถ้ารายการถูกพูดถึงในวันถัดไป แปลว่าคนดูต้องสนุกหรือหัวเราะ ล่าสุดเราได้รู้ว่า อ๋อ คนดูชอบที่ เต้ย พงศกร (พงศกร เมตตาริกานนท์) มาร้องเพลงกับ จิ๋ว (ปิยนุช เสือจงพรู) เราก็คาดเดาต่อได้ว่า เขาคงสนุกที่ได้เห็นศิลปินที่ชอบ มาร้องเพลงคู่กับคนที่เขาคาดไม่ถึง

“มันเป็นเรื่องของอารมณ์และความรู้สึก ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่สนุกที่สุดสำหรับพี่ดันเป็นตอนที่เรตติ้งน้อยที่สุด แต่เทปนิโคลกลับมีกระแสพูดถึงเยอะมาก เพราะอะไร ทำไมคนดูร้องไห้ไปกับนิโคลและลูก อ๋อ เรื่องราวนี้เข้าถึงความรู้สึกคน คนดูซาบซึ้งกับความเป็นแม่ลูก”

08

ปรุงสนุกโดยไม่มีกำแพงภาษา

ร้องข้ามกำแพง พิสูจน์ให้เห็นว่าความสนุกของรายการนี้เป็นสิ่งที่ทั่วโลกเข้าถึงได้ คอนเซปต์ทั้งหมดสร้างความบันเทิงได้โดยไม่มีกำแพงภาษา นำมาซึ่งการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในอุตสาหกรรมฟอร์แมตโลกเป็นชาติที่ 3 ของเอเชีย ถัดจากญี่ปุ่นและเกาหลีที่ขายฟอร์แมตรายการไปได้ในทวีปยุโรป

ปัจจุบันรายการขายลิขสิทธิ์ไปแล้วมากถึง 8 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ อิตาลี สเปน เยอรมนี โปรตุเกส และเวียดนาม 

เมื่อถามว่าทำไมชาวต่างชาติจึงเทใจซื้อลิขสิทธิ์รายการร้องเพลงสัญชาติไทย ดารารายตอบเราด้วยรอยยิ้มว่า

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ

ร้องข้ามกำแพง เป็นรายการวาไรตี้ตลก ฟีลกู๊ด ดูง่าย กลุ่มเป้าหมายคือครอบครัว ชาวต่างชาติชอบอะไรพวกนี้ แถมองค์ประกอบอย่างเพลงหรือดนตรีก็เป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ บวกกับกลิ่นอายความเป็นเกมทายหน่อยๆ เขายิ่งชอบ”

ดารารายเล่าต่อว่า เวิร์คพอยท์จะพยายามขายลิขสิทธิ์ของ ร้องข้ามกำแพง ไปยังประเทศอื่นๆ ต่อไป ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยซื้อลิขสิทธิ์รายการอย่าง The Mask Singer และ I Can See Your Voice จากต่างประเทศ ดังนั้น คงเป็นเรื่องที่ดีหากขายรายการของไทยออกไปได้เช่นเดียวกัน

“ประเทศเราทำผ้าไทยส่งออก เราอยากทำแบบนั้นกับรายการวาไรตี้ให้ได้ด้วย”

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ
09

ไม่มองเป้าใหญ่ แต่ใส่ใจทุกรายละเอียด

การพารายการไปได้ไกลถึง 8 ประเทศดูเป็นหมุดหมายสำคัญครั้งหนึ่งของเวิร์คพอยท์ แต่เมื่อเราถามดารารายถึงประเด็นดังกล่าว เธอกลับบอกว่าทีมงานไม่เคยวาดฝันความสำเร็จอะไรเลย

“เอาจริงๆ เราไม่เคยคิดอะไรแบบนั้นเลย ไม่ได้คิดถึงผลลัพธ์ ไม่ได้สนว่าปลายทางจะสำเร็จรึเปล่า ทีมงานส่วนใหญ่จะเอาแต่ขลุกตัวอยู่กับการออกไอเดีย หมกมุ่นกับการหาส่วนผสมที่ลงตัว ถ้าไม่ได้ก็เปลี่ยน เปลี่ยนจนกว่าจะได้ เราคิดแค่ว่าชิ้นส่วนนี้หัวเราะมั้ย ร้องไห้รึเปล่า แขกรับเชิญที่มาดีที่สุดรึยัง เราคิดแค่นี้

“รายการประสบความสำเร็จเราก็ดีใจ พูดตรงๆ คือภูมิใจ แต่อย่างที่บอก เราไม่ได้คิดถึงปลายทางว่าต้องประสบความสำเร็จ เป้าหมายของเราคือการทำให้คนดูรู้สึกตามไปกับเราให้ได้ หัวเราะให้สุด ร้องไห้ก็ได้ ถูกหลอก อยากทาย ตอบผิดไปกับแขกรับเชิญ เราแค่อยากได้อารมณ์พวกนี้จากคนดู”

เป้าหมายของทีมงานไม่ใช่สิ่งอื่นใด นอกจากการคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อสร้างอารมณ์ร่วมให้กับผู้ชมทางบ้าน และถึงตรงนี้คงพูดได้อย่างเต็มปากว่า พวกเขาทำได้จริงๆ 

ถ้าคุณไม่เชื่อ ลองเปิดช่องเวิร์คพอยท์ 23 ตอน 2 ทุ่มของคืนวันพฤหัสบดีดูสิ

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ

ภาพ : รายการร้องข้ามกำแพง

Writer

Avatar

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

อ่านบทความภาษาไทยได้ที่นี่

As an educator who has the opportunity to give students a number of learning experiences, I strongly believe that the most important evidence of success in education management has to come from the students – how they reflect what they have learnt and felt.  

Looking into Thai education at the moment, I found that there is very little attention paid to the voices of the students despite the broad array of reflections that they give. Those of us who call ourselves ‘adults’ do not care enough about their opinions, while still believing in that old adage, ‘Children are the future of the nation.’

That is why today’s conversation with King’s College International School Bangkok (King’s Bangkok) is interesting because we would discuss with them over their event named ‘King’s Bangkok Education Forum 2022,’ a forum that invites leaders from various fields of work to come together to pass on their experiences to their audience of students along the theme ‘Career. Life. Social Values.’ The event includes Professor Sakorn Suksriwong DBA, Chairman of the Executive Committee of this international school, together with Mr. Ben-Vittawat Panpanich, an Executive Vice President of the school, and two of the Year 11 students ‘Marty’ Yosphat Srithanasakulchai and ‘Japper’ Chanudom Impat. They sat in a circle, side by side, to share what they had learned.

ถอดบทเรียน King’s Bangkok Education Forum ที่จัดโดยนักเรียน เพื่อตั้งใจส่งต่อโอกาสการศึกษาให้กับนักเรียนอีกกลุ่มในสังคม
King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

The two students joining us were, in fact, not just attendees of this first ever Education Forum for students at this young age, but also helped to organize the event and were highly involved from start to finish. Thus, the Education Forum is an event hosted by students, for students, that intends to create opportunities for other students in society which is novel approach. From the conception of the event and the selection of the speakers to the publicising of the event and the reception of reflections and feedback from the event, students were involved at every stage of the process.

We would like to invite you to consider and explore with us, ‘What kind of seeds did King’s Bangkok plant in the hearts of their pupils at this event?’

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

Career

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

A primary definition of success in life for many people would inevitably be professional success.

Over 30 years in Prof. Sakorn’s career, be it in teaching or business, his career can without doubt be considered one of success. Although in the heart of this teacher, there was one hole that needed to be filled.

“In Thailand, we have quite a few talents and experienced thought leaders, who are highly successful in academic, educational and professional fields. Some of them work in multinational organizations, many of them already have calendars filled with speaking engagements, but the only groups of people who have the opportunity to listen to those successful people speak are those at university or already working. The senior school student audiences do not have the opportunity to hear from these successful professionals, so this is something that I have always wanted to push for.” – Prof. Sakorn who opened our conversation helped us see the big picture and the original idea behind the Education Forum.

 “While I was teaching at Chulalongkorn University, I had the opportunity to initiate a Mentoring Program that connects successful and talented executives with tertiary learners to exchange ideas for the first time, and this mentoring program received the Innovation of the Year award from the Association to Advance Collegiate Schools of Business (AASCB), USA. That got me thinking ‘why can’t high school students have the same opportunities?’”

When the time was right, Prof. Sakorn and King’s Bangkok’s team did not hesitate and gathered student representatives like Marty and friends to form a special student committee to organize a joint Education Forum where all revenue from ticket sales without deducting expenses would be given to high school students in need as a scholarship, under the condition that King’s Bangkok’s students were fully involved in the process from start to finish.

“An event like this would not be too difficult for the school staff to organize themselves,” said Prof. Sakorn with a slight smile. “Our school pays attention to the three core values, namely; good manners, kindness, and wisdom. The main purpose of this event is to provide high school students with firsthand learning experience from the top-notch leaders about their future careers, work and life,  as well as giving  our students the opportunity to work and learn about organizing events at the same time.”

“Moreover, this is also a great opportunity to learn the value of compassion. We want to teach our children to be kind to themselves and to others in society as well.”

“Frankly, this kind of thing cannot be learned by rote, right?” Prof. Sakorn asks. “Children must absorb that feeling with their hearts and reflect by themselves. That is the reason why this Education Forum  was created as an experiment to let them experience kindness with their own hearts.”

“Another essential point is the content that the speakers shared. Whether it is about Ikigai; living with values according to Japanese philosophy; creating value for life through understanding cultures, taking a leadership role in world-class organizations; or discussions on learning, working and living a valuable life. The talks have helped pave the way for children having a strong foundation before moving forward in their working life”

Marty was the first to be invited to the team. Then, he was tasked with finding friends who shared the same ideology, managing to assemble a team of 22 people. One of the team members is Japper, another participant in this conversation who acted as an MC taking to the stage and dealing with the four experienced speakers.

The world of Year 11 students is about to change through the process of working as an adult for the first time in their life.

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน
King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

Life

“At first, I thought that the opportunity to listen to world-class educated people from Harvard, Stanford, Chicago, Yale and other really successful people on the global stage was very rare for me and my friends. So, I thought that I would like to try and take part, then I invited my friends to come with me not knowing what sort of responsibility I would have or how much I would learn.” Marty recalled his first impression having learned about the  school’s project.

“At the first meeting, they sit very blindly.” Mr. Ben, a graduate of the University of Cambridge and one of King’s Bangkok’s executives who is in charge of coordinating with the student committee, told the story jokingly. “The staff tried to explain to the children how the event would benefit them, but it wasn’t until I described how the event would benefit others. From that moment, I could see the sparkles in their eyes.”

“We tried to plan well, with support from Prof.Sakorn and the marketing team, so I felt confident,” Marty recalls the feeling when he and his friends saw the benefits of organizing the event. “But Japper was super excited.”

“Of course!” Japper jumps in with vigour at this point. “I was going to be an MC on stage. Who wouldn’t be excited? It is a great opportunity for me and all the students who have joined the team to become role models for the younger generation as well. The event is very powerful.”

Participating in the event means setting fundraising goals, creating strategies for selling tickets, promoting the event, and running queues on the event day itself.

For adults like us, it may sound very normal. Now, let’s take a time machine and go back to the first time we had to manage a big event involving a large number of people, such as; sporting events, or a prom. Then imagine how big this experience would be for high school kids?

“It was hard in the beginning to find the team.” Marty began. “We started by designing logos and art works together with the school’s marketing team. Though, finding time to work together is not so easy because we only have free time during lunch and after school. Thus, we often meet during breaks and have lunch together.”

“I like lunch meetings. When we sat in a circle, eating delicious food, and talking about work. For me, it’s much better than online meetings because there’s good food.” Japper cheerfully continued after his friend.

“Selling tickets was challenging. We posted online content. Even the invited speakers helped us promote. Additionally, our parents also helped us with this. Although we set the funding goal for supporting scholarships for 7 students because the number was pretty, we are all very happy that we exceeded our goal.”

Of course, the difficulty did not end at the planning stage. When it came to the day itself, both the people in public-facing positions like Japper, and behind the scenes, Marty, had to solve many problems head-on.

“Today my main task is taking care of the speakers,” Marty explains. “But while taking care of honoured speakers who will be sharing their valuable stories with us, I also have to take care of my team at the same time. I have to make sure each person performs his or her own duty and carry the event off successfully.”

Although this task is not an easy one; a taxing undertaking from start to finish; they both said that it was a great taste of life.

This event covers a broad range of subjects, with speakers coming to give a sense of their lives. They discussed ideas directly valuable to student audiences, from the issue of finding the meaning of life through the Ikigai principle and understanding life through cultural diversity to providing first-hand experience from successful role models and including how they prepared for university to how to find yourself and how to find the right career for you. More than the content, students like them get to practise exerting force to open the first door to adult life with the process behind the event itself.

“This event gives us a taste of adult life,” Japper commented. “As one of our speakers said on stage, the barrier between his ideal and real life came crashing down when he was attending university abroad for the first time. That was the first time he felt the need to face reality. It was very emotional. Luckily, his honesty also helps us to be less afraid of real life as well.”

“When looking superficially, we may see that a duck floats comfortably in the water, although under the water, that duck has to kick its feet vigorously to stay afloat.” Marty talked about what one of the speakers said “To me, it was as if every speaker presenting today was that duck, because underneath the surface of everyone’s success, there always is a story of determination, hard work, and unyielding focus.”

“Another interesting thing is that we got to work closely with our marketing team as well,” adds Japper. “At first, I wondered how adults could work so much, though I understand now.”

 “Where else can we find opportunities to do real work like this if it’s not given to me by the school?” Marty nods in agreement. “I think many of our team members have grown through this process. Initially, they were already good, but they improved even more.”

“Even though you keep complaining that you ran the whole event until your legs almost broke?” Japper teases causing the whole group to laugh heartily.

Social Values

While Marty and Japper only spoke to us for a short time it was clear to see that their experience had altered their outlook on life and that they had both grown as people and moved towards being functioning adult members of society.

Growth comes through a process of learning by doing, surrounded by supportive educators who watched as their students blossomed.

 Additionally, Prof.Sakorn finishes with a reflection on the big picture of how this event for small groups of people can play a role in the education system and for the overall benefit of this country.

 “If we step back and look at the big picture, our group of children are the lucky ones. They have the potential to achieve so much, thus, we have to sow the seeds of creating value for society, so that they have the opportunity to think about this as they grow older. The speakers who come to present at this forum are living proof that when we give something to others, we will receive that back in return.”

Because education is not just about enhancing intellectual power, providing students with a sense of fulfilment allowing them to realize their role in society is equally important.

“We are trying to create a new generation with leaders of change using a new learning process to create people who see the right goal and hold on to the right values. That is what Thai education should offer to the learners, not just academic excellence.”

“Education Philosophy in England, the model of which King’s Bangkok  follows, tells us that in addition to academic excellence, there are two other ingredients that are essential to shaping young people into well-rounded individuals: diligence and a blended curriculum, including music, art, sports, and more. While complementary activities help build social and personal preferences, comprehensive attention will support children to grow up to be happy adults, and learn to overcome obstacles.” The executive lecturer concluded.

But the energetic Japper couldn’t help but add,

“I think many children don’t even know how important social values are. Though, after listening to the experiences of all speakers on stage, I understand that success is not just the matter of being respected, it is also about giving something back to others.”

This conclusion from Japper showed us that learning methods that do not focus on memorisation, but instead on hands-on work help to make  someone’s heart to really grow in a fantastic direction

Moreover, giving children the opportunity to speak, act, and make changes, as teachers and staff at King’s Bangkok have done and shared their results with us through this interview. This would be a good example for adults and even teachers around the country to be open, to listen more, and to give opportunities for their own learners to take action, stand up, and learn from their mistakes.

It matters not what the results will be, the hands-on learning that takes place throughout the process is also an important foundation for preparing students moving towards their dream university and life with goals and early success that is not just about “receiving” but also “giving.”

Writer

Avatar

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load