ในบรรดาซีรีส์ Netflix ครึ่งหลังของปี 2022 เรื่องที่น่าจับตามอง มีอยู่ 3 เรื่องด้วยกันครับ เรื่องแรกคือ 1899 ของผู้สร้าง Dark เรื่องที่สอง The Midnight Club ของ Mike Flanagan (ผู้สร้าง The Haunting of Hill House กับ Bly Manor

และเรื่องที่มาก่อนใครเพื่อนที่ผมภูมิใจนำเสนออย่างยิ่ง คือ The Sandman (TV series) ซีรีส์มหากาพย์แฟนตาซีที่ดัดแปลงจากคอมิกชื่อดังของ Neil Gaiman (ผู้แต่ง American Gods, Good Omens, Caroline และ Stardust) เรียกได้ว่าเป็นผลงานสร้างชื่อที่สุดของผู้แต่งคนนี้ และเจ้าตัวยินดีปรีดาเป็นอย่างมากหลังจาก 30 ปีที่มีการพยายามดัดแปลงเป็นหนัง/ซีรีส์แต่ล้มเหลว The Sandman ฉบับซีรีส์ได้เกิดขึ้นในยุคที่ทุกอย่างพร้อมที่สุด

ในฐานะแฟนตัวยงผลงาน Neil Gaiman (อ่านว่า ‘นีล เกแมน’ นะครับ เจ้าตัวเคยออกมางอนคนเรียกนามสกุลผิดมาแล้ว) และแฟนซีรีส์ที่อ่านแล้วอ่านอีกหลายรอบ เลยอยากพาไปทำความรู้จักกับ The Sandman ว่าเกี่ยวกับอะไร และทำไมถึงห้ามพลาดเรื่องนี้ โดยเริ่มจากแนะนำเบื้องต้น ไล่เรียงถึงที่มาที่ไป วิบากกรรม ไปจนถึงจุดเด่นของซีรีส์ ซึ่งขณะเขียนบทความนี้ผมได้ชมครบ 10 Episode แล้ว แต่จะไม่เผยรายละเอียดสำคัญเพราะอยากให้ไปชมกันเอง

30 ปีที่รอคอย เมื่อ The Sandman การ์ตูนขึ้นหิ้งของ Neil Gaiman ได้กลายเป็นซีรีส์ Netflix

The Sandman ว่าด้วยเรื่องราวของ Dream หรือ Morpheus เจ้าแห่งความฝันที่ตัวผอม ผิวซีดเซียวในชุดคุมโทนสีดำ ผู้เป็น 1 ใน 7 เทพกลุ่ม Endless (ผมขอถือวิสาสะแปลว่า ‘เทพอนันตกาล’) ถูกเรียกตัวและคุมขังโดยมนุษย์สุดโอหังที่ต้องการฝืนธรรมชาติเป็นเวลา 105 ปี 

เมื่อเวลาผ่านไป เขาหนีออกมาได้ แต่จักรวาลมีโครงสร้างเหมือนบ้านหนึ่งหลัง และในเมื่อเป็นเวลานับศตวรรษที่ปราศจาก 1 ใน 7 เสาหลักสมดุลของจักรวาล ผลกระทบย่อมเกิดขึ้น ทำให้เกิดความปั่นป่วนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน จึงเป็นหน้าที่ของ Morpheus ที่ต้องทำให้ทุกอย่างกลับคืนมาครับ โดยเริ่มจากภารกิจตามหาไอเท็ม 3 สิ่ง คือ หน้ากาก ถุงทราย และทับทิมเปลี่ยนแปลงความเป็นจริง

ตัวละคร Dream ถูกตีความในแบบฉบับของนีล อิงจากความเป็นเทพความฝันและเล่นกับมิติความฝันในเชิงจิตวิทยาอย่างไม่เคยมีคอมิกเรื่องไหนในเวลานั้นทำมาก่อน และพาผู้อ่านโลดแล่นไปกับองค์ประกอบและทฤษฎีความฝันของตัวเองได้อย่างน่าทึ่ง สร้างสรรค์ ผสมผสานกับเวทมนตร์ เต็มไปด้วยเรื่องเหนือธรรมชาติ อิงศาสนาคริสต์ตามสไตล์ ความทะเยอทะยานสุดแสนจะน่ากลัวของมนุษย์ปุถุชนเมื่อมีอำนาจในกำมือ และมีตัวละครอันเป็นเอกลักษณ์น่าจดจำ

ถ้าจะว่ากันด้วยที่มาของตัวละคร The Sandman หรือ Dream คงต้องเท้าความไปถึงต้นขั้วซึ่งมีต้นกำเนิดอยู่ที่แถบยุโรปครับ เรื่องราวของ Sandman เริ่มต้นด้วยการเป็นนิทานพื้นบ้านที่ไม่มีจุดกำเนิดชัดเจนเท่าไหร่นัก สิ่งที่ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยฮาวาร์ดค้นหาเจอ นอกจากคำบอกเล่าคือ เรื่องราวที่เขียนในศตวรรษที่ 18 โดยนักเขียนชาวเยอรมันที่ชื่อ E.T.A Hoffman เล่าเรื่องของ Der Sandmann ชายในยามวิกาล จะออกตามหาเด็ก ๆ ที่ไม่ยอมหลับไม่ยอมนอน จากนั้นก็เอาทรายโรยบนตาจนลูกตาหลุดออกจากเบ้า แล้วเก็บมันใส่ถุงที่พกมาด้วย (สยองขวัญใช่เล่นเลยนะเนี่ย) จากนิทานก่อนนอนสำหรับขู่เด็กไม่ยอมนอนและไม่ใช่สำหรับเด็ก จน Sigmund Freud เอาไปใช้อ้างอิงในทฤษฎีจิตวิเคราะห์

ต่อมามีอีกเวอร์ชันที่เป็นมิตรกับเด็ก ๆ มากขึ้นของ Hans Christian Andersen ว่าด้วยเรื่องราวของ Ole Lukøie ชายในชุดนอนและถือร่ม ภายหลังได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษในชื่อ The Sandman

นั่นทำให้ทำไปทำมา จากนิทานพื้นบ้าน Sandman กลายเป็นเทพแห่งความฝันและผูกโยงกับช่วงเวลาหลับใหลของผู้คนซะอย่างนั้น และเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ก็ได้กลายมาเป็น ‘ฮีโร่’ ในที่สุด ในคอมิกของค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง DC ที่เป็นเจ้าของฮีโร่ Iconic อย่าง Batman และ Superman

30 ปีที่รอคอย เมื่อ The Sandman การ์ตูนขึ้นหิ้งของ Neil Gaiman ได้กลายเป็นซีรีส์ Netflix

ในช่วงเวลานั้นมีปรากฏการณ์หนึ่งเรียกว่า ‘British Invasion’ นิยามการมาของนักเขียนคอมิกจากอังกฤษ ซึ่งเข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ในสหรัฐอเมริกา 3 คนในนั้นคือ Alan Moore (ผู้แต่ง Watchmen, The League of Extraordinary Gentleman, V for Vendetta และ Swamp Thing), Grant Morrison และ Neil Gaiman ครับ

ก่อนหน้านั้น นีลเป็นนักวารสารหรือนักข่าว แล้วเข้าสู่โลกของคอมิกโดยการอ่าน Swamp Thing ของ Alan Moore และการได้รู้จักกับอลัน ซึ่งนอกจากชี้ทางแล้ว ยังเป็นผู้ขัดเกลานีลในเส้นทางสายนี้อีกด้วย หรือจะเรียกว่าอลันเป็นอาจารย์ของนีลก็ว่าได้ครับ แน่นอนว่าคนมีของมักจะถูกมองเห็น ในตอนนั้น Karen Berger บรรณาธิการของ DC ได้อ่านคอมิกเรื่องแรกของนีลที่ชื่อ ‘Black Orchid’ เธอจึงชวนมาเขียนคอมิกให้กับค่ายลูกของ DC ชื่อ Vertigo ที่จะโจ่งแจ้งทั้งเพศ ภาษา ยาเสพติด และความรุนแรง “เราต้องการ Sandman คนใหม่ เอาแค่ชื่อไปใช้ แล้วจะเปลี่ยนจะทำอะไรกับมันก็ขึ้นอยู่กับคุณเลย” นี่คือสิ่งที่ Karen บอกนีล 

จึงเกิดเป็นคอมิก The Sandman ขึ้นในปี 1989 ครับ ซึ่งกลายเป็นว่าคอมิกที่มีตัวละครชื่อกลาง ๆ กับอยู่ในค่ายกระแสรอง ยอดขายพุ่งทะยานจนแซงผลงานอาจารย์ตัวเองอย่าง อลัน มัวร์ และขายดีกว่าคอมิกฮีโร่ Iconic ของค่าย DC อย่าง Superman และ Batman ในตอนนั้นซะอีก ในช่วงที่แรก ๆ The Sandman สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยความเฉพาะตัวของปกและเนื้อเรื่อง คือทำให้ผู้หญิงหันมาสนใจคอมิกอีกด้วย จากที่ในช่วงเวลานั้นปกติจะมีแต่เด็กผู้ชายอ่านซะส่วนใหญ่ 

The Sandman ยังเปลี่ยนนิยามของคำว่าคอมิก ซึ่งหลังจาก The Sandman ประสบความสำเร็จทั้งคำวิจารณ์และรายได้ จากความมีเอกลักษณ์ในเรื่องราว ความกล้าเล่า ความกล้าหยิบจับวัตถุดิบและตัวละครใน DC มาเล่นตามใจชอบอย่างไม่มีขอบเขตและเงื่อนไข 

นีลสองจิตสองใจเรื่องการดัดแปลง The Sandman เพราะเขาไม่แน่ใจและนึกภาพไม่ออกเลยว่ามันจะกลายมาเป็นหนังได้ยังไง แต่เมื่อมีโอกาส ก็อยากเห็นมันเกิดขึ้นและพยายามผลักดันอยู่เหมือนกัน เขายึดหลักข้อหนึ่งในการดัดแปลง The Sandman เสมอมา นั่นก็คือ “ผมยอมให้ไม่มีหนัง Sandman ซะยังดีกว่ามีหนัง Sandman ที่แย่”

นั่นก็เพราะทั้งในมุมของนีล The Sandman ขึ้นชื่อเรื่องความยากในการดัดแปลงและเต็มไปด้วยคำถามจากผู้อ่านคอมิกว่า “จะทำออกมาได้จริง ๆ หรือ” เพราะทั้งเสื้อผ้า พร็อพ ฉากหลัง และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่อง ต้องใช้ทุนสร้างสูงมหาศาล และติดชะงักอยู่ระหว่างกลางของการทำให้ตรงต้นฉบับจนไม่ได้มีอะไรใหม่แปลกตาเลย กับการเนรมิตฉากตอนใหม่โดยที่ยังคงแก่นเดิมและความรู้สึกเหมือนตอนอ่านไว้ได้ อีกทั้งยังมีวัตถุดับให้หยิบจับจำนวนมาก ตัดสินใจยากพอสมควรว่าจะหยิบตรงไหนมาใช้ หรือทิ้งตรงไหน

30 ปีที่รอคอย เมื่อ The Sandman การ์ตูนขึ้นหิ้งของ Neil Gaiman ได้กลายเป็นซีรีส์ Netflix

นั่นก็เพราะก่อนที่จะมี Netflix และซีรีส์เฟื่องฟูอย่างทุกวันนี้ ละครโทรทัศน์และทีวีโชว์ดูจะไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมเท่าไหร่นัก อีกทั้งนักแสดงยังมีการแยกเกรดกันอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะเหตุผลที่เพิ่งกล่าวไปว่าคอมิกเต็มไปด้วยจินตนาการและต้องใช้ทุนสร้างสูง ทำให้ก่อนหน้านี้ The Sandman มีทางเลือกเดียวคือสร้างเป็น ‘ภาพยนตร์’ และมีการปลุกปั้นมาตั้งแต่ยุค 90 กับทาง Warner Bros. แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่มีบทที่ควรค่าแก่การนำไปสร้างสักที (บางบทนีลบอกว่าเป็นบทหนังแย่ที่สุดที่เคยเห็นมาในชีวิตด้วยซ้ำ)

เวอร์ชันที่ดูเป็นรูปเป็นร่างที่สุด คือราว ๆ ปี 2013 ที่ David S. Goyer จะนำมาดัดแปลงร่วมกับนีลและนักแสดงน่าจับตามองอย่าง Joseph Gordon-Levitt แต่สุดท้ายด้วยเหตุผลความสร้างสรรค์ไม่ลงรอยกัน Joseph จึงถอนตัวและโปรเจกต์ก็ตกไปอยู่ในหุบเหวอีกครั้ง จน Warner Bros. ตัดสินใจสร้างป็นทีวีซีรีส์แทน และการมีอยู่ของ Netflix (กราบงาม ๆ ในฐานะแฟน The Sandman และ นีล เกแมน) ซีรีส์เรื่องนี้ก็เกิดขึ้นครับ หลังจาก 30 ปี

ไม่ใช่แค่เกิดขึ้นธรรมดา แต่ในสภาวะพร้อมที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในตอนนี้ ในยุคที่เทคโนโลยีล้ำพอที่จะถ่ายทอดจินตนาการไร้ขอบเขตของ The Sandman ลงในหน้าจอได้ และให้ความสำคัญกับเงินทุนที่สูง อีกทั้งลูกรักยังได้รับการดูแลโดยผู้ให้กำเนิดอย่างนีล เกแมน เองอีกด้วย นีลได้ออกมาบอกภายหลังเซ็นสัญญาว่า ดีใจมากที่ไม่เคยมีหนังเรื่องนี้มาก่อน เพราะนี่คือรูปแบบการนำเสนอที่ดีที่สุด ถูกที่ถูกเวลาแล้ว

30 ปีที่รอคอย เมื่อ The Sandman การ์ตูนขึ้นหิ้งของ Neil Gaiman ได้กลายเป็นซีรีส์ Netflix

“อะไรคือความหมายของการเป็นราชา” นี่คือสิ่งที่ นีล เกแมน คิด ก่อนที่จะลงมือปลุกปั้นเรื่องราวของ The Sandman และต่อยอดไอเดียด้วยคำถามนี้ เกิดเป็นตัวละครต่าง ๆ และเนื้อเรื่องที่มีคุณสมบัติ ‘เหนือกาลเวลา (Timless)’ หรือไม่เคยเก่าแม้จะนำมาอ่านในยุคไหน และมีความเป็นตัวของตัวเองชัดเจนเสมอ

The Sandman ฉบับซีรีส์ของ Netflix นับว่าเนรมิตรพร็อพ เสื้อผ้า ฉากอันวิจิตร ภาพงดงาม เอฟเฟกต์กับฉากทั้งสำคัญและฉากยิบย่อยต่าง ๆ กับจัดเต็มความดาร์กแฟนตาซีได้อย่างกำลังดีและน่าติดตาม (แม้จะพูดไม่ได้ว่าสำหรับทุกคน) โดยเป็นการหยิบยกเรื่องราวของ ‘Preludes and Nocturnes’ กับ ‘The Doll’s House’ ที่รวม ๆ กันราว 15 ตอนจากทั้งหมด 75 ตอนมาใช้เล่าเรื่องครับ (หมายความว่าถ้ากระแสดี เรามีแนวโน้มจะได้ดู The Sandman ทั้งหมด 5 ซีซั่นเลยทีเดียว) ที่จะเล่าช่วงต้นของ Dream ในระหว่างคุมขังและตามหาสิ่งของสำคัญเพื่อทวงอำนาจเจ้าแห่งความฝันกลับคืนมา ด้วยการตีความใหม่ด้วยเนื้อเรื่องที่ร่วมสมัย เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน โดยมีนีลเป็นผู้เลือกด้วยตัวเองเช่นกันว่า จะคงไว้ ตัด เปลี่ยนอะไรไหนบ้าง เพื่อให้ The Sandman ออกมาดีที่สุดในรูปแบบซีรีส์

ด้วยความเป็นซีรีส์ดัดแปลงที่มีเงื่อนไข คือไม่ใช่ดัดแปลงอย่างตรงไปตรงมาเพียงอย่างเดียว แต่ด้านเนื้อหา ภาพ การเล่าเรื่องยังต้องสอดคล้องกับแพลตฟอร์มนั้น ๆ ด้วย ซีรีส์ The Sandman จึงปรับเปลี่ยนรายละเอียดไปพอสมควรครับ ตั้งแต่การเพิ่มระยะเวลาคุมขังจาก 70 กว่าปีเป็น 105 ปี เพื่อให้เรื่องเกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน Pacing การเล่าเรื่อง บทบาทและการปรากฏตัวของตัวละครที่สลับสับเปลี่ยนและเพิ่ม/ลดความสำคัญ การตีความบางฉากใหม่ให้เล่าเป็นซีรีส์ได้ และมีการเพิ่ม เสริม เติม แต่งเรื่องราวให้กับตัวละครบางตัว 

ต้องพูดว่าแม้บางจุดจะเสียดายที่ยังทำไม่ถึงคอมิก (ตามวิสัยของการเป็นซีรีส์ดัดแปลง ซึ่งเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของก้อนน้ำแข็งมหึมาที่เรียกว่า ‘คอมิก/หนังสือต้นฉบับ’ แล้ว) และสารภาพตามตรงว่า รู้สึกเสียดายที่อดเห็นบางอย่างไป หรือบางอย่างเปลี่ยนไปในอีกทางที่รู้สึกว่าในคอมิกยอดเยี่ยมกว่านี้ แต่ก็ยังมีหลายอย่างที่ซีรีส์ตีความออกมาได้ดีคนละแบบกับคอมิก และน่าสนใจไม่แพ้กันเลยครับ

30 ปีที่รอคอย เมื่อ The Sandman การ์ตูนขึ้นหิ้งของ Neil Gaiman ได้กลายเป็นซีรีส์ Netflix

แม้จะบอกว่าซีรีส์มีองค์ประกอบของการเป็นมหากาพย์แฟนตาซี แต่จุดเด่นและจุดขายของซีรีส์ The Sandman อยู่ที่ ‘เอกลักษณ์’ มากกว่า ฉะนั้น เราจะได้เสพแก่นใน Pacing แบบค่อยเป็นค่อยไป แบบ Character-driven (การขับเคลื่อนเรื่องราวด้วยตัวละคร) มากกว่าฉากบู๊ล้างผลาญหรือปล่อยเวทมนตร์สู้กันอย่างเมามัน หรือถ้าหากมี (ฉากต่อสู้หรือเหตุการณ์เข้มข้น) ก็ถ่ายทอดตรงนั้นออกมาอย่างมีสไตล์

ฉากที่ผมชอบอย่างฉากสู้ด้วยกาพย์กลอนและมโนภาพแบบ 4DX อินจริง สัมผัสได้ ที่แปลกตาพอ ๆ กับหน้าตาของปลาน้ำลึกจากก้นทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อีพี 24/7 ที่ดำเนินเรื่องในร้านอาหาร เป็นสถานที่ปิดที่เดียวทั้งอีพี แต่ใช้สถานที่เดียวและตัวละครที่ใส่มาเพื่อขับเคลื่อนเรื่องราวได้อย่างคุ้มค่า ตึงเครียด หดหู่ เข้มข้น และน่าจดจำ 

ไปถึงจนอีพีที่ Dream ได้คุยกับ Death นี่ก็เป็นอีกอีพีที่ดัดแปลงรายละเอียดแต่ยังคงไว้ซึ่งความยอดเยี่ยม และแก่นจากคอมิกเรื่องชีวิตและความตายอย่างครบถ้วนครับ ด้วยฉากที่เรียบง่ายและไม่หวือหวาด้วยซ้ำ

30 ปีที่รอคอย เมื่อ The Sandman การ์ตูนขึ้นหิ้งของ Neil Gaiman ได้กลายเป็นซีรีส์ Netflix

หนึ่งในการตีความใหม่ที่ควรพูดถึงคิดว่าเป็น ‘การแคสติ้ง’ เพราะด้วยความที่ยุคสมัยเปลี่ยนไป ทัศนคติผู้คนในสังคมเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นก็ได้เปลี่ยนไป เช่น การเปิดกว้างทางเพศและสีผิว หรือการไม่ยึดติดหรือให้ค่ารูปลักษณ์มากไปกว่าตัวตน ซึ่งอันที่จริงต้องบอกว่าคอมิคอย่าง The Sandman นับว่ามาก่อนกาล ด้วยการสร้างข้อถกเถียงเรื่องเพศและบทบาททางเพศมาตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว จึงเป็นเรื่องดีที่ในฉบับซีรีส์ของ Netflix นั้น นีล เกแมน เป็นผู้คัดนักแสดงกับมือทุกคนด้วยตัวเอง และเปลี่ยนแปลงบางอย่างกับตัวละครตามเห็นสมควร

ตัวละครนำอย่าง Dream ที่รับบทโดย Tom Sturridge และตัวละครหลักที่คงเดิมไว้ การแคสติ้งถือว่าทำได้ดีมาก ส่วนการเปลี่ยนแปลงนั้น ตัวละครญาติกันอย่าง Death, Desire, บรรณารักษ์ความฝัน Lucienne, John Constantine และนักแสดงที่รับบทเป็น Lucifer Morningstar รวมไปถึงตัวละครรองและตัวละครประกอบ มีการเปลี่ยนให้เป็นทั้งตัวละครผิวสี เอเชีย Non-binary เปลี่ยนจากเพศชายเป็นเพศหญิง เปลี่ยนจากความสัมพันธ์ชาย-หญิงเป็นความสัมพันธ์ของตัวละครเพศเดียวกัน และผลคืออย่างที่กล่าวไป ซีรีส์มีความหลากหลายทางเพศและเชื้อชาติมากขึ้นกว่าในฉบับคอมิก

30 ปีที่รอคอย เมื่อ The Sandman การ์ตูนขึ้นหิ้งของ Neil Gaiman ได้กลายเป็นซีรีส์ Netflix

อีกจุดเด่นของ The Sandman คือการตีความสไตล์ นีล เกแมน สำหรับเรื่องนี้ว่าด้วยเทพอนันตกาลแล้ว Dream (ความฝัน) เป็นหนึ่งใน 7 เทพอนันตกาลที่จะมาปรากฏตัวในซีรีส์เรื่องนี้ ได้แก่ ความตาย (Death) พี่สาวของ Dream, การทำลายล้าง (Destruction), โชคชะตา (Destiny), ความสิ้นหวัง (Despair), ความปรารถนา (Desire) และความคุ้มคลั่ง (Delirium) ซึ่งค่อนข้างเป็น Dysfunctional Family พอสมควร เพราะแม้จะเป็นพี่น้องหรือญาติกัน นอกจากไม่ค่อยคุยกันแล้ว ยังไม่ถูกกัน ไม่ค่อยเจอกัน (เพราะแต่ละคนมีความรับผิดชอบของตัวเอง) และยังขอความช่วยเหลือกันไม่ค่อยได้อีกด้วยครับ

เมื่อสังเกตจะพบว่า เทพอนันตกาลเป็นเทพที่มาจากการตีความของความเป็นไปในจักรวาลนี้ หรือ The Endless ก็คือเสาหลักทั้ง 7 ของความเป็นจริงที่คอยค้ำยันให้จักรวาลหรือมิติความเป็นจริงคงตัวเป็นรูปเป็นร่าง เหมือนที่ American Gods ของนีลนำความเชื่อมาอยู่ในรูปแบบ Avatar ที่มีร่างเป็นตัวเป็นตน เช่นการจับเทพองค์เก่าอย่างเทพแถบนอร์ส อย่างโลกิและโอดิน มา VS กับเทพโทรทัศน์ เทพโลกาภิวัตน์ และเทพเทคโนโลยี แล้ววัดกันเลยว่าใครจะอยู่ใครจะไป

สิ่งหนึ่งที่อยากให้หลายคนเข้าใจคือคอนเซ็ปต์ของเทพใน The Sandman ที่ นีล เกแมน แสดงความชัดเจนตั้งแต่ต้นแล้วว่า ร่างกายและลายเส้นเป็นแค่เปลือกนอก สิ่งสำคัญที่สุดคือคอนเซ็ปต์ภายใต้นั้น อัตลักษณ์/ตัวตนภายใน และความหมายที่เทพแต่ละองค์มี กับบทบาทการขับเคลื่อนของตัวละครแต่ตัวมากกว่า 

ฉะนั้น สำหรับนีลแล้ว ไม่ว่าในคอมิกจะเป็นเพศไหน ผิวสีไหน สุดท้ายแล้วมันคือเปลือกนอกในเชิงอัตวิสัย (Subjective) มากกว่าวัตถุวิสัย (Objective) กล่าวคือ เทพในเรื่องเรื่องนี้ไม่มีตัวตนหรือรูปทรงที่แน่นอน และจะเห็นแตกต่างกันออกไปในสายตาของแต่ละคน เช่น บางคนเห็น Dream เป็นคนผิวสี หรือในคอมิก ตัวละครมนุษย์ดาวอังคารค่าย DC อย่าง Martian Manhunter ก็เห็น Dream เป็นเทพแห่งดาวอังคาร 

เหมือนในโลกแห่งความเป็นจริง ด้วยวัฒนธรรมประเพณี ทัศนคติ สภาพแวดล้อม องค์ความรู้ สิ่งที่เข้าถึงได้ ทำให้ผู้คนในแต่ละพื้นที่ ในแต่ละวัฒนธรรม ในแต่ละศาสนา ในแต่ละกลุ่มค่านิยมความเชื่อ มองหรือมีทัศนคติต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งคนละอย่าง และให้ค่าหรือตีความมันคนละแบบนั่นเองครับ

30 ปีที่รอคอย เมื่อ The Sandman การ์ตูนขึ้นหิ้งของ Neil Gaiman ได้กลายเป็นซีรีส์ Netflix

เชื่อว่าคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ ไม่ว่าจะอ่านคอมิกหรือไม่ น่าจะเห็นตรงกันว่าการดัดแปลง The Sandman จากคอมิกสู่ซีรีส์ Netflix น่าจับตามองและน่าตื่นเต้นไม่น้อย การเดินทางทำภารกิจสำคัญของ Dream เพื่อกอบกู้ทุกอย่างกลับคืนมา ซีรีส์แฟนตาซีโปรดักชันอลังการกับทุนหนาที่สุดเรื่องหนึ่งของ Netflix และการเนรมิตโลกดาร์กแฟนตาซีที่ให้ความรู้สึกสดใหม่นี้จะเป็นเช่นไรและออกมาหน้าตาเป็นแบบไหน ไปพิสูจน์พร้อมกันกับ 10 อีพีของ The Sandman ซีซั่น 1 รับชมได้แล้ววันนี้ทาง Netflix ครับ

ข้อมูลอ้างอิง

www.theguardian.com/culture/2013/oct/22/how-we-made-sandman-gaiman

en.wikipedia.org/wiki/The_Sandman_(comic_book)

history.howstuffworks.com/history-vs-myth/who-is-sandman.htm

bleedingcool.com/tv/the-sandman-neil-gaiman-now-relieved-film-adaptation-was-never-made

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

หนึ่งในโปรเจกต์ที่กระแสดีตั้งแต่ประกาศสร้างจนถึงช่วงซีรีส์พรีเมียร์คือ Cabinet of Curiosities ซีรีส์แนวลึกลับสยองขวัญ 8 เอพิโซด 8 เรื่องสั้นของ Netflix ที่สรรสร้างและคัดสรรโดยผู้สร้าง Guillermo del Toro จาก Shape of Water และ Hellboy ด้วยตัวเอง ทั้งเรื่องราวภายในตู้ลับกับผู้ถ่ายทอดเรื่องราวหรือผู้กำกับแต่ละเรื่อง

Cabinet of Curiosities เป็นอีกหนึ่งแพสชันโปรเจกต์ของผู้กำกับคนนี้ที่รอคอยมาตลอดเลยครับ ความคลั่งไคล้เรื่องสยองขวัญของผู้กำกับชื่อดัง ทำให้เขาหาอ่านหาดูทั้งเรื่องสั้น หนัง ซีรีส์ จนได้ค้นพบว่ามีเรื่องราวดี ๆ มากมายรอให้ดัดแปลงเป็นฉบับคนแสดงอยู่ และในขณะเดียวกันยุคสมัยใหม่นี้ ผู้กำกับหลายคนมีของและน่าดึงตัวมาให้พวกเขาได้ปล่อยของสักหน่อย 

เรื่องนี้จึงเป็นซีรีส์ที่โชว์ทั้งเรื่องสยองหลากหลายรสชาติและเนื้อหา และยังเป็นเวทีปล่อยของของผู้กำกับหลายคน ไม่ว่าจะเป็น Guillermo Navarro ผู้กำกับซีรีส์ Narcos, Vincenzo Natali ผู้กำกับ Cube กับ Splice, Jennifer Kent ผู้กำกับ The Babadook และอีกมากหน้าหลายตา ด้วยการดัดแปลงเรื่องราวที่มีตั้งแต่คลาสสิกปี 1900 เรื่องสั้นของกีเยร์โม เดล โตโร เอง ไปจนถึงเรื่องราวของปรมจารย์สยองขวัญ H.P. Lovecraft ส่วนนักแสดงก็มีตั้งแต่สุดคุ้นหน้าไปจนถึงหน้าไม่คุ้น

**บทความต่อไปนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญบางส่วนของซีรีส์**

Cabinet of Curiosities เปิดตู้ลับพิศวง ชมซีรีส์สยองขวัญจากผู้สร้าง Guillermo del Toro

Cabinet of Curiosities เป็นชื่อเรียกตู้สะสมสิ่งของและวัตถุที่มีเรื่องราว มีที่มาหลากหลาย ตั้งแต่ของสะสมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ของสะสมที่เกี่ยวข้องกับศาสนาหรือประวัติศาสตร์ ของสะสมประเภทงานศิลปะ จนถึงของสะสมที่มีประวัติอันน่าสนใจ ประหลาด น่าทึ่ง บิดเบี้ยว ไปจนถึงสยองขวัญ (เสิร์ชคำนี้ในกูเกิล ก็จะพบว่ากูเกิลเองก็เป็น Cabinet of Curiosities รูปแบบหนึ่งเช่นเดียวกัน) และมันยังเป็นชื่อหนังสือที่ เดล โตโร เขียนเกี่ยวกับของสะสมและความชื่นชอบส่วนตัวของตัวเอง รวมถึงเป็นคำจำกัดความบ้านที่เต็มไปด้วยของสะสมเหล่านี้จำนวนมากอีกด้วยครับ

รายการหนึ่งของ Nerdist ทำคลิปพาไปดูบ้านกีเยร์โม เดล โตโร ที่ L.A. นอกจากจะพบว่าบ้านทั้งหลังของเขาคือตู้ลับสุดหลอนอันฟุ้งไปด้วยกลิ่นของความโกธิกและพิศวงแล้ว บ้านหลังนี้ยังมีรูปปั้นของ H.P. Lovecraft ตั้งอยู่ ซึ่งพอจะบอกได้ว่าเขาเป็น FC ตัวยงงานของ Lovecraft แค่ไหน

ก่อนหน้าที่จะเป็น Cabinet of Curiosities เดล โตโร เคยต้องการสร้างหนังที่คล้ายคลึงกับซีรีส์เรื่องนี้ ชื่อว่า At The Mountains of Madness ดัดแปลงจากนิยายสั้นของ H.P. Lovecraft แต่ด้วยเนื้อหาและคอนเซ็ปต์ที่ค่อนข้างสยอง เลือดสาด แถมยังเรต R อีก ทำให้โปรเจกต์หนังเรื่องนี้ย้ายบ้านอยู่หลายครั้ง จนสุดท้ายไม่ได้สร้าง 

จึงไม่แปลกใจเท่าไหร่นักที่ Cabinet of Curiosities อุดมไปด้วยเรื่องราวที่มีทั้งความ Lovecraftian Horror และเต็มไปด้วยเรื่องราวสยองขวัญลึกลับแนว Gothic ตามสไตล์ถนัดของกีเยร์โม ผสมแนว Grand Guignol (อ่านว่า แกรนด์ กีญอล) หรือแนวที่บอกเล่าเรื่องราวเทา ๆ ของตัวละครที่ทำไม่ถูกศีลธรรม และมีการฆ่ากันตายเกิดขึ้น โดยเรื่องราวเหล่านี้ใช้อิสระและทุนสร้างมหาศาลจาก Netflix บอกเล่าในรูปแบบเรต R ถ่ายทอดความบ้าคลั่งสุดขีดเหนือจินตนาการในแบบที่กีเยร์โม เดล โตโร เคยต้องการบอกเล่าในหนังที่ไม่ได้สร้าง

Cabinet of Curiosities เปิดตู้ลับพิศวง ชมซีรีส์สยองขวัญจากผู้สร้าง Guillermo del Toro

รูปแบบการนำเสนอของ Cabinet of Curiosities คือแนว Anthology เป็นเรื่องราวจบในตอน โดยแต่ละเอพิโซด กีเยร์โมรับหน้าที่เป็นโฮสต์เดินออกมาเปิดตู้แนะนำให้คนดู ว่าเรื่องราวที่เรากำลังจะได้รับชมเกี่ยวกับอะไร ใครกำกับ พร้อมกับวางสิ่งที่หยิบออกมาจากตู้พร้อมรูปปั้นผู้กำกับอีพีนั้น ๆ หรือเรียกได้ว่าซีรีส์เรื่องนี้ค่อนข้างมีสไตล์คล้ายคลึงกับ The Alfred Hitchcock Hour หรือ The Twilight Zone ประมาณหนึ่งเลยครับ 

แต่ถึงอย่างนั้น ลายเซ็นของผู้สร้างคนนี้ก็ยังชัด (แม้ใช้ผู้กำกับต่างกันถึง 8 คน ทั้งยังปล่อยให้ทุกคนมีอิสระในการเป็นตัวเองให้มากที่สุด อยากเล่าแบบไหนเล่า อยากทำแบบไหนทำ) ตรงที่ทุกเรื่องมีความพิศวงอันมืดมิด ทำให้สองจิตสองใจว่าควรเดินเข้าไปหรือถอยห่างออกมาดี จึงกลายเป็นคนดูขอยืนดูในโซนริมประตูอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ไปก่อนแล้วกัน รู้ตัวอีกทีก็โดนดึงเข้าไปสู่ความมืดมิดนั่นแล้ว

อีกสิ่งที่มีความเป็น The Twilight Zone คือต่อให้บอกเรื่องย่อแล้ว ทุกเอพิโซดก็ยังน่าพิศวงและเป็นเรื่องราวที่หลากหลายตั้งแต่ติดดินจนถึงหลุดโลกครับ นั่นเลยทำให้หนึ่งในโปรดิวเซอร์มั่นใจว่า นี่จะเป็นซีรีส์สำหรับทุกคน และการเป็นเรื่องสั้นจบในตอนเช่นนี้ คนดูน่าจะเจอเรื่องราวที่ถูกจริตตัวเองบ้างล่ะ 

ไม่ว่าจะเป็นองค์ประกอบของวัตถุดิบ ไดอะล็อก นักแสดง ฉาก เรื่องราว วิสัยทัศน์ผู้กำกับ หรือความน่ากลัวที่แตกต่างระดับกันออกไป ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ Cabinet of Curiosities เป็นซีรีส์ที่นอกจากจะคละรสชาติแล้ว ยังคละคุณภาพอีกด้วย การจะถูกใจซีรีส์เรื่องนี้จึงมีตั้งแต่องค์ประกอบในแต่ละอีพี จนถึงชอบทั้งอีพีในบรรดาทั้งหมด 8 อีพี

Cabinet of Curiosities เปิดตู้ลับพิศวง ชมซีรีส์สยองขวัญจากผู้สร้าง Guillermo del Toro

แม้ Cabinet of Curiosities ดัดแปลงจากเรื่องสั้นของ H.P. Lovecraft เพียงแค่ 2 เรื่อง คือ Pickman’s Model กับ Dreams in the Witch House แต่หลาย ๆ อีพีมีความ Lovecraftian สูง ชนิดที่ถ้าไม่บอกว่าใครเป็นคนเขียนเรื่องต้นฉบับ เราจะนึกว่าทั้ง Lot 36, The Viewing โดยเฉพาะอีพี The Autopsy 

ฉะนั้นคงต้องบอกว่านี่คงเป็นซีรีส์ที่น่าจะถูกอกถูกใจหรือทำให้แฟน ๆ ผลงาน Lovecraft หันขวับมาสนใจได้ไม่น้อยเลยครับ 

ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตต่างดาว หนวดปลาหมึก ความกลัวจนถึงก้นบึ้งของจิตใจ จนถึงความกลัวที่ทำตัวละครไม่ตายก็สติแตกเป็นบ้าต้องควักลูกตา กับตอนจบที่ไม่สวยหรู แต่ดูแล้วจดจำความสยองเหล่านั้นได้ไม่ลืม 

พอดูจบ ถึงแม้ Cabinet of Curiosities จะไม่ได้ทำออกมาได้ดีทุกอีพี หรือที่จริงต้องใช้คำว่าอีพีที่ทำภาพรวมออกมาได้ขั้นยอดเยี่ยมจะมีไม่มากเท่าไหร่นัก อย่างน้อย ๆ ก็ถูกจัดอยู่ในลิสต์ ‘ผลงานที่อยากแนะนำให้คุณดู หากชอบงาน Lovecraft’ ไปโดยอัตโนมัติไปแล้ว 

Cabinet of Curiosities เปิดตู้ลับพิศวง ชมซีรีส์สยองขวัญจากผู้สร้าง Guillermo del Toro

ซีรีส์เรื่องนี้ผสมผสานไปด้วยเอฟเฟกต์ทำมืออย่าง Animatronic หุ่นหนูยักษ์ กับมนุษย์ครีมทาผิว และทั้งใช้ Visual Effects หรือ CGI ซึ่งถึงแม้จะมีจุดขัดหูขัดตาไปบ้าง แต่ก็เป็นการ Pay Tribute ให้กับเรื่องเล่าคลาสสิกที่ถูกเอามาตีความอีกทอดด้วยการทำหนังสยองขวัญแบบคลาสสิก ตามสไตล์ของผู้สร้างหรือผู้กำกับคนนี้

ส่วนสาเหตุที่มีความเป็นกีเยร์โม เดล โตโร เช่นนี้ แม้ใช้ระบบผู้กำกับหลายคน ก็เพราะ Chet Hirsch ผู้กำกับศิลป์ซีรีส์ Cabinet of Curiosities เล่าว่าเขากับเดล โตโร อ่านเรื่องสั้นและนิยายแนว ๆ เดียวกันครับ ทั้งสองคนจึงค่อนข้างเห็นภาพตรงกัน เรื่องการสร้างสรรค์งานอาร์ตเลยแทบไม่ต้องพูดกันเยอะ 

Cabinet of Curiosities เปิดตู้ลับพิศวง ชมซีรีส์สยองขวัญจากผู้สร้าง Guillermo del Toro

ว่าด้วยเรื่องของทั้ง 8 อีพี แต่ละเรื่องนับว่ามีความน่าสนใจในแบบของตัวเอง 

ขอเริ่มจากอีพีที่ถูกใจที่สุดอย่าง The Autopsy (อีพีที่ดูจบแล้วงงว่า นี่ไม่ใช่งานของ Lovecraft หรอกเหรอ) เล่าเรื่องราวของเอเลี่ยนผู้บุกยืดร่างมนุษย์ปะทะหมอผ่าตัดชันสูตร นอกจากมีทุกองค์ประกอบที่กล่าวไป ยังเป็นอีพีที่ทั้งมีความ Lovecraftian ทั้งหลายแหล่ ผสม Reverse-Lovecraftian ในตัว ตรงที่ตัวเอกเผชิญกับความกลัว แต่กลับเลือกหาทางออกอย่างฮีโร่และจบชีวิตแบบเท่ ๆ

สิ่งที่น่าสนใจในอีพีนี้นอกจากเป็นบทสรุปแล้ว คือการดำเนินเรื่องที่สร้างความกลัวจากทั้งสองฝั่งด้วยบทสนทนาอย่างชาญฉลาด ลุ้นระทึก น่าจดจำ เป็นอีพีที่ใช้สถานที่เดียว (ห้องเก็บศพ) ในการเล่าเรื่องที่มีเดิมพันสูง และเกี่ยวข้องกับสเกลที่ใหญ่กว่านั้นได้อย่างเห็นภาพ และการมอบความสยองให้คนดูด้วยภาพก็ทำได้ดีมีชั้นเชิงไม่แพ้กัน ทั้งบรรยากาศเงียบสงัด การเมคอัพศพ และการที่ตัวละครต้องนอนนิ่งก็เป็นเหมือนการมัดคนดูให้รู้สึกกลัวและขยับไม่ได้ตามไปด้วย

The Autopsy จึงเป็นอีพีที่สอบผ่านทุก ๆ ด้าน ใช้เวลาราว ๆ 1 ชั่วโมงได้อย่างคุ้มค่า ถือเป็นตัวชูโรงของซีรีส์ Cabinet of Curiosities เลยก็ว่าได้ครับ

Cabinet of Curiosities เปิดตู้ลับพิศวง ชมซีรีส์สยองขวัญจากผู้สร้าง Guillermo del Toro

มาที่ Lot 36, Graveyard Rats กับ The Viewing เป็นกลุ่มของ 3 อีพีที่ขายความน่ากลัวได้อย่างตราตรึง และเป็น 3 เรื่องที่เน้นความสยองแบบสั้นได้ใจความ เล่นกับอารมณ์คนดูระหว่างทางอย่างได้ผล ด้วยสถานที่แคบและใช้สถานที่ไม่มาก ว่าด้วยเรื่องของการเดินทางไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ค้นพบและไปปลุกความสยดสยองให้ตื่นขึ้นมา ทั้งปลุกปีศาจ ปลุกสิ่งมีชีวิตต่างดาว และนำตัวเองไปเผชิญหน้ากับหนูยักษ์ในโลกคนตาย แม้ตัวเองเป็นคนเป็น

พูดง่าย ๆ คือเป็น 3 เรื่องราวของการ ‘รนหาที่’ เราติดตามตัวละครเอกสีเทาที่พาตัวเองไปสะบักสะบอมจนเสียชีวิต เพราะไปแตะต้องสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควรเข้า และยังเป็น 3 อีพีที่ใจหนึ่งเราเชียร์ตัวเอง แต่ใจหนึ่งก็ได้เห็นถึงความไม่สมบูรณ์ของคน ความดิ้นรนมีชีวิตที่นำไปสู่การจบชีวิต กับความละโมบโลภมาก แสวงหาอะไรที่เกินตัว ผ่านตัวเอกที่รับซื้อของเก่า ตัวเอกที่ปล้นศพ และกลุ่มตัวละครที่อยากรู้อยากเห็นจนได้เรื่อง

เปิดตู้หลอน ชมความสยองขวัญสั่นประสาทในซีรีส์พิศวง 8 ตอนเต็ม ๆ โดยผู้สร้างที่รักความลึกลับ Guillermo del Toro

ซึ่งพูดถึงการทำอะไร ‘เกินตัว’ ก็ถือโอกาสโยงไปถึงอีกหนึ่งอีพีที่ตัวเอกมีตัวเลือกเช่นกันว่า จะเดินไปสู่หนทางมืดมิดหรือไม่ แต่ดูมี Safe Zone และทางเลือกมากกว่าตอนอื่น ๆ คืออีพี ‘The Outside’

The Outside พูดถึงการมีชีวิตอยู่ในฐานะสิ่งมีชีวิตในสังคมและระบบทุนนิยมได้อย่างน่าสนใจ แม้สไตล์การนำเสนอจะประหลาดพิลึก ด้วยการแสดงที่ผิดเพี้ยน กับการใช้เลนส์ที่ทำให้ภาพมีสัดส่วนผิดปกติ และบางฉากที่มีความเหนือจริง อย่างฉากทีวีพูดกับตัวเอก หรือฉากตัวเอกลอยได้ ทั้งหมดราวกับต้องการนำเสนอความบิดเบี้ยวของสังคมนี้ในเชิงสัญญะ และแสดงให้เห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราตามกระแสไปกับสังคมที่นิยมความสวยงามและให้ค่าที่เปลือกนอก 

ความรู้สึกดูไปอึดอัดไปจากทั้งการแสดง จังหวะการเคลื่อนไหว และบทสนทนา เชื่อว่าเป็นความตั้งใจของผู้กำกับที่ต้องการขับเน้นใจความของเอพิโซดนี้

The Outside ยังเป็นอีพีที่ตั้งคำถามถึงความปกติกับผิดปกติอย่างน่าสนใจผ่าน 2 อย่าง คือทีวีพูดกับคนดูได้ ซึ่งมีความคลุมเครือระหว่างเป็นเรื่องจริงกับเรื่องหลอนไปเอง คิดไปเอง เหมือนที่ไม่มีใครต่อว่าหรือด้อยค่าตัวเองนอกจากตัวเอง จนกระทั่งสุดท้ายตัวเอกที่เอาตัวเองไปเจ็บจากการทาครีมจนผิวแสบได้หลอมรวมกับมนุษย์ครีมจนเธอดูดีขึ้น ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้ต่างจากเดิมมากนัก และสภาพที่เปลี่ยนไปยังเป็นสิ่งที่ต่อให้ไม่มีครีม ก็ดูแลตัวเองจนดูดีขึ้นเองได้อย่างดัดฟัน แต่งหน้า ทำผม แต่งตัว 

สุดท้ายแล้วแทนที่จะดูแลตัวเองและพอใจกับสามีหรือคนในบ้าน (ตัวแทนของ Inside) ที่รักเธอในแบบที่เธอเป็น เธอกลับพึงพอใจที่จะใช้ชีวิตแบบด้านนอก เพื่อคนข้างนอก ด้วยเปลือกนอก (Outside) และชีวิตเต็มไปด้วยบทสนทนาไร้แก่นสาร นี่เป็นอีพีที่ถึงแม้ความบันเทิงและสยองจะสู้อีพีอื่น ๆ ไม่ได้ แต่ก็นำเสนออย่างจิกกัดด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ได้กล่าวไป รวมถึงมีทั้งสีสันสดใสเกินจริงและมีเลือดสาดในเวลาเดียวกันครับ

เปิดตู้หลอน ชมความสยองขวัญสั่นประสาทในซีรีส์พิศวง 8 ตอนเต็ม ๆ โดยผู้สร้างที่รักความลึกลับ Guillermo del Toro

ขยับมาอีกหน่อย คือ Pickman’s Model กับ Dreams in the Witch House เป็น 2 อีพีที่เล่นกับความน่ากลัวก้นบึ้งจิตใจได้ดี แม้ก่อนหน้านี้จะบอกว่าแยกไม่ออกว่าเรื่องไหน H.P. Lovecraft เป็นผู้ประพันธ์หรือไม่ แต่การจับคู่ 2 เรื่องนี้ที่มาจากความบังเอิญ ก็พอจะบอกได้แล้วว่าแก่นความน่ากลัวสไตล์​ Lovecraft มีอิทธิพลชัดเจนขนาดไหน

Pickman’s Model พูดถึงความมั่นอกมั่นใจของตัวเอกที่ชื่อ Will Thurber เขามีทุกอย่าง ทั้งภรรยาสาวสวย ลูกสาวน่ารัก ผลงาน แกลเลอรี่ภาพ และบ้านหลังใหญ่โต แต่การที่ก่อนหน้านั้นเขามองภาพวาดของนาย Pickman ที่อาศัยในบ้านแคบ ๆ กลับทำให้เขาหลอนไปตลอดชีวิต และไม่ต้องการเห็นมันอีก อีพีนี้ให้น้ำหนักในเรื่อง ‘ความจริง’ และ ‘ความหลอนไปเอง’ ผ่านการวาดภาพแบบที่เห็นอะไรก็วาดไปตามนั้น 

Will เห็นสิ่งสวยงามทุกอย่างตรงหน้าอย่างชัดเจน แต่เลือกให้ความมืดมามีอิทธิพลต่อใจมากเกินไป ไม่เพียงแต่เขาที่มองเห็นมัน แต่ทุกคนเห็น และคนรอบตัวเห็นมันด้วยเช่นกัน เมื่อเขาโอบอุ้มความมืดแทนที่จะโอบกอดครอบครัว เมื่อนั้นแล้วความมืดมีตัวตนอยู่จริง ไม่ว่าสุดท้ายแล้ว Pickman จะวาดมันขึ้นมาจากสัตว์ประหลาดที่มาจากมิติอื่นจริงหรือไม่

ความตลกร้ายอยู่ตรงที่ Ben Barnes นักแสดงผู้รับบทนี้เคยรับบทเป็น Logan ในซีรีส์ Westworld ที่มีเพื่อนชื่อ William (ตัวเอกของเรื่อง) ซึ่งเป็นตัวละครประมาณนี้ มีภรรยา ลูก เป็นคนที่แต่งงานกับหญิงมีชาติตระกูลเลยตกถังข้าวสาร แต่ชีวิตและครอบครัวพังเพราะความมืดในใจตัวเอง และเขายังเคยรับบทเป็น Dorian Grey ชายผู้ขายวิญญาณให้ภาพวาดอีกด้วยครับ แต่เรื่องนี้ต้องมาโดนหลอกหลอนด้วยภาพวาดซะเอง

เปิดตู้หลอน ชมความสยองขวัญสั่นประสาทในซีรีส์พิศวง 8 ตอนเต็ม ๆ โดยผู้สร้างที่รักความลึกลับ Guillermo del Toro

Dreams in the Witch House เป็นอีพีที่แม้จะเอื่อยช่วงต้น แต่ก็เพลิดเพลินและพูดถึงความกลัวอันไม่สิ้นสุด เป็นงานของ Lovecraft ที่เอ็นจอยได้ แม้ไม่ได้มีอะไรให้ตีความมากมาย และยังเป็นลายเซ็นที่ชัดแม้ไม่มีหนวดปลาหมึกยั้วเยี้ย เพราะอีพีนี้เต็มไปด้วยองค์ประกอบของการผจญภัย ผสมกับ Dark Fantasy และเกี่ยวข้องกับการท้าทายสิ่งเหนือความเข้าใจ โดยรวมแล้ว แม้จะไม่ใช่อีพีที่ดูแล้วชอบที่สุด แต่ก็ถือว่าสนุกไม่น้อยเลยครับ

เปิดตู้หลอน ชมความสยองขวัญสั่นประสาทในซีรีส์พิศวง 8 ตอนเต็ม ๆ โดยผู้สร้างที่รักความลึกลับ Guillermo del Toro

อีพีสุดท้ายที่อยากพูดถึง คือตอนสุดท้ายของซีซั่นแรก ‘The Murmuring’ ว่าด้วยสองสามีภรรยานักดูนก ซึ่งพบเรื่องสยองที่ผูกโยงกับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติในบ้านพักบนเกาะแห่งหนึ่ง คงไม่ใช่เรื่องเกินเลยที่จะพูดว่า The Murmuring เป็น 1 ใน 2 อีพีที่ดีที่สุดของซีรีส์เรื่องนี้ ควบคู่กับ The Autopsy 

The Murmuring มีสไตล์การเล่าเรื่องที่ชวนให้นึกถึงผลงานของ Mike Flanagan ผู้สร้าง The Haunting of Hill House กับ Bly Manor (ที่เพิ่งจะมีผลงานกับ Netflix ล่าสุดเหมือนกันครับ คือ The Midnight Club) การถ่ายทอดความสยองชวนขนลุกขนพองด้วยผี ปรากฏการณ์ หรือความมืดก็ทำได้ดีจังหวะและการกำกับทำให้แข็งแรงแบบออกนอกหน้านอกตาอีพีอื่น ๆ การบอกเล่าสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดอย่างความสัมพันธ์ก็ทำได้เด่น บาลานซ์ทั้งความน่ากลัวและการสื่อสารได้อย่างลงตัว 

ภายใต้เปลือกแห่งความสยอง ใจความพูดถึงการเปิดใจยอมรับความเจ็บปวดอย่างลึกซึ้ง (แม้ตอนท้าย ๆ จะรู้สึกว่าเร่งไปบ้างก็ตาม) ผ่านเรื่องของเจ้าของบ้านคนเก่า เป็นบทเรียนสำคัญว่าความสูญสลายมักทำให้เรามองข้ามความสวยงามที่มีอยู่ จนทำให้คนรักหรือสิ่งสวยงามที่เหลือเหี่ยวเฉาตายตามไปด้วย ทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว และเคสนี้กำลังจะเกิดขึ้นกับคู่สามีภรรยานักดูนกในทำนองเดียวกัน ถือเป็นเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งที่ดูจบ ไม่เพียงฝากไว้ซึ่งประสบการณ์ ความบันเทิง ความหวาดผวา แต่ยังฝากอะไรให้คิดในใจไปอีกพักใหญ่เลยครับ 

เปิดตู้หลอน ชมความสยองขวัญสั่นประสาทในซีรีส์พิศวง 8 ตอนเต็ม ๆ โดยผู้สร้างที่รักความลึกลับ Guillermo del Toro

แม้บางอีพีโดนบ้าง ไม่โดนบ้าง หรือโดนมาก โดนน้อย บางคนอาจชอบทุกตอน บางคนอาจไม่ชอบเลย สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ Cabinet of Curiosities เป็นซีรีส์ที่มาถูกที่ถูกเวลา ในยุคที่ Anthology กำลังบูมตั้งแต่การมาของ American Horror Story และ Black Mirror ซีรีส์เรื่องนี้เป็นการนำเรื่องราวจากฟอร์มการนำเสนอผลงานที่เก่าแก่ที่สุดรูปแบบหนึ่งอย่างหน้ากระดาษ มาดัดแปลงสู่ฟอร์มการนำเสนอผลงานที่มาแรงที่สุดอย่างสตรีมมิ่ง Netflix 

Cabinet of Curiosities เป็นซีรีส์ที่ใคร ๆ ก็น่าจะอยากดู ด้วยชื่อผู้สร้างมือฉมังคนนี้ กับความน่าสนใจด้วยตัวของมันเอง หวังอย่างยิ่งครับว่าจะมีซีซั่น 2 เพราะตู้ใบนี้ดูจะมีของสุดพิศวงและมีที่มาน่าสนใจอีกมากให้ได้บอกเล่า 

ข้อมูลอ้างอิง

www.themill.com

www.theguardian.com

www.nytimes.com

mashable.com

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load