The death and life of the great Gotham Metropolis
จุดจบ-จุดเริ่มต้น ของมหานครก็อตแธม

เงามืดดำของตึกสูงระฟ้าซ้อนทับกันอย่างคลุ้มคลั่ง ทอดยาวลงตามตรอกซอกซอย เรียงตัวกันตามเส้นตะแกรงกริดของผังเมือง เมื่อมองจากยอดตึก ซอกซอยเหล่านี้ไม่ต่างอะไรกับการทางเดินในเขาวงกต ที่ไม่รู้ว่าหากเดินตามความมืดลึกเข้าไปเรื่อย ๆ จะมีสิ่งเลวร้ายอะไรเกิดขึ้นบ้าง 

ตำนานเมืองแห่งเงามืดของอาชญากรรมและแก๊งอาชญากรสุดบ้าคลั่ง คือฝันร้ายที่กัดกินความหวังของผู้คนในเมือง

มหานครก็อตแธม (Gotham) เมืองในจักรวาลของดีซีคอมมิค (DC Comics) เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อกว่า 80 ปีที่แล้ว ในหนังสือการ์ตูน Batman No.4 ปี 1940 โดยนักเขียนชื่อ Bill Finger ผู้หวังว่ามันจะช่วยให้ผู้อ่านสร้างภาพในจินตนาการของเมืองร่วมกันได้ โดยเป็นที่รู้กันว่าจุดกำเนิดของอัศวินรัตติกาล เริ่มต้นขึ้นจากโศกนาฏกรรมในตรอกอาชญากรรม การสูญเสียพ่อแม่กระตุ้นให้บรูซ เวย์น ตั้งตัวเป็นศาลเตี้ยต่อกรกับอาชญากรในเมือง

ตลอดเวลาที่ผ่านมา รูปลักษณ์เมืองก็อตแธมเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ผ่านมือนักเขียน ผู้กำกับ นักออกแบบ และนักวาดภาพประกอบฉาก ซึ่งแต่ละยุคสมัย ต่างเสกสรรภูมิทัศน์ของเมืองก็อตแธมขึ้นมาในบริบทและอิทธิพลทางสถาปัตยกรรมในช่วงนั้น กลิ่นอายของเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์กซิตี้ ลอสแอนเจลิส เวสต์ลอนดอน ชิคาโก พิตต์สเบิร์ก โตเกียว ไปจนถึงฮ่องกง คือรากฐานที่นำมาใช้เชื่อมโยงการออกแบบเมืองก็อตแธม

บทความนี้อยากชวนผู้อ่านมาแกะรอยวิวัฒนาการของเมืองนี้ จากกว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมาในยุคของผู้กำกับ Tim Burton (ค.ศ. 1989 – 1992), Joel Schumacher (ค.ศ. 1995 – 1997) และ Christopher Nolan (ค.ศ. 2005 – 2012) จนมาถึงในเวอร์ชันล่าสุดของ Matt Reeves (ค.ศ. 2022) ที่ไม่ว่ารูปลักษณ์ของเมืองจะเปลี่ยนไปมากน้อยเท่าไร สิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่คืออาชญากรรมและความโกลาหล ซึ่งคอยหลอกหลอนชาวเมืองกว่า 12 ล้านคนที่อาศัยอยู่บนเกาะแห่งนี้

Gotham City สถาปัตยกรรมเมืองของแบทแมน ที่เปลี่ยนไปตามความตั้งใจของผู้สร้าง

The City

ผังเมืองก็อตแธมออกแบบขึ้นโดย Eliot R. Brown ในปี 1998 อ้างอิงจากเขตเมืองแมนแฮตตันของนิวยอร์กซิตี้ ลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็นเกาะที่มีแม่น้ำ 4 สายล้อมรอบ ตัวเมืองแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ 

Uptown โซนที่ไม่ปรากฏในฉากภาพยนตร์เท่าไหร่

Midtown ใจกลางเมืองที่รายล้อมด้วยตึกสูงมากมาย และเป็นที่ตั้งของธุรกิจในเมืองนี้เกือบทั้งหมด 

และ Downtown ย่านที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เป็นศูนย์กลางการเงินของเมือง และมีพื้นที่จำนวนมากที่ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง 

ส่วนตัวเมืองเชื่อมต่อกับเมืองอื่น ๆ ด้วยสะพานและอุโมงค์ ซึ่งถ้าระเบิดจุดเชื่อมเหล่านั้นออก Gotham ก็จะถูกตัดขาดจากโลกภายนอกไปโดยปริยาย

Gotham City สถาปัตยกรรมเมืองของแบทแมน ที่เปลี่ยนไปตามความตั้งใจของผู้สร้าง
Gotham City สถาปัตยกรรมเมืองของแบทแมน ที่เปลี่ยนไปตามความตั้งใจของผู้สร้าง

01
Tim Burton‘s Gotham City (1989 – 1992)

เมืองก็อตแธมเริ่มเผยให้เห็นถึงเค้าโครงเส้นขอบฟ้า ที่เป็นเอกลักษณ์ของตึกสูงระฟ้าครั้งแรกในภาพวาดของ แฟรงค์ มิลเลอร์ (Frank Miller) ในหนังสือการ์ตูนจากปี 1986 และต่อมา 3 ปีให้หลัง ในช่วงระหว่างปี 1989 – 1992 ในภาพยนตร์ Batman เวอร์ชันผู้กำกับ Tim Burton เอกลักษณ์ของเมืองถูกถ่ายทอดผ่านรูปแบบสถาปัตยกรรมอาร์ตเดโค อาร์ตนูโว และโกธิก โดดเด่นด้วยผนังกำแพงอิฐหนาทึบ ยอดแหลมอันวิจิตรของตัวอาคาร โค้งโครงสร้างและการตกแต่งลวดลายประตูหน้าต่าง องค์ประกอบเหล่านี้บอกเล่าความอันตรายและความน่าสะพรึงกลัวของเมืองได้เป็นอย่างดี

Burton ต้องการสร้างก็อตแธมให้เหมือนกับว่า นรกปะทุขึ้นมาตามท้องถนน และผู้คนต่างใช้ชีวิตกันต่อมาหลังจากนั้น 

จากภาพสเก็ตช์ของ Anton Furst ผู้ออกแบบงานสร้างใน Batman ของ Burton สะท้อนให้เมืองก็อตแธมปกคลุมไปด้วยความมืด รูปทรงสถาปัตยกรรมของตึกอาคารเต็มไปด้วยยอดแหลมและซุ้มประตูแบบโกธิก ตระหง่านอยู่เหนือถนนที่มืดมิด ความดิบของรูปทรงยิ่งถูกขับให้เด่นชัดขึ้นบนเส้นขอบฟ้าในเวลากลางคืน การไม่มีแสงอุปมาอุปมัยถึงเมืองที่ขาดการบำรุงรักษา หรืออาจจะสื่อถึงสภาวะเมืองที่อยู่ภายใต้การบริหารขององค์กรอาชญากรมาเป็นเวลานาน เป็นเมืองที่ปราศจากการวางผังเมือง โดยมีรูปปั้นการ์กอยล์ ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของผู้พิทักษ์ คอยเฝ้ามองและปกป้องชาวเมืองจากยอดตึก

ก็อตแธม สถาปัตยกรรมเมืองของ Batman โดย 4 ผู้กำกับ Tim Burton, Joel Schumacher, Christopher Nolan และ Matt Reeves
ก็อตแธม สถาปัตยกรรมเมืองของ Batman โดย 4 ผู้กำกับ Tim Burton, Joel Schumacher, Christopher Nolan และ Matt Reeves

02
Joel Schumacher’s Gotham City (1995 – 1997)

ต่อมา ความมืด ฟิลเตอร์ดำ ๆ และความขมุกขมัวของเมือง ได้ถูกลดทอนลงไปในเวอร์ชันของ Joel Schumacher ที่ทำร่วมกับนักออกแบบงานสร้างอย่าง Barbara Ling ในช่วง ปี 1995 – 1997 

ในภาคนี้ มีการผสมผสานสไตล์ต่าง ๆ ทางสถาปัตยกรรมและเฉดสีนีออนเหนือจริงสว่างไสวไปทั่วเมือง ทำให้ก็อตแธมมีกลิ่นอายของความแฟนตาซีล้ำยุค แตกต่างจากภาคที่ผ่านมา สถาปัตยกรรมโกธิกถูกทับซ้อนด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมอันบ้าบิ่นแบบ Modern Expressionism เพื่อสื่อสารวิธีคิด ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกประหนึ่งประติมากรรม เช่น ใช้รูปทรงที่บิดเบี้ยว เพื่อสื่อเชิงสัญลักษณ์ถึงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับนวัตกรรมการก่อสร้างแบบใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นใน Claw Island ภาค Batman Forever และตรงกันข้ามกับเวอร์ชันของ Burton โดยสิ้นเชิง 

ก็อตแธม สถาปัตยกรรมเมืองของ Batman โดย 4 ผู้กำกับ Tim Burton, Joel Schumacher, Christopher Nolan และ Matt Reeves

03
Christopher Nolan‘s Gotham City (2005-2012)

เกือบ 1 ทศวรรษต่อมา กว่าไตรภาคของหนัง The Dark Knight โดยผู้กับกำกับชื่อดังอย่าง Christopher Nolan เข้าฉายในช่วงปี 2005 – 2012 ฉากเมืองก็อตแธมในแบบฉบับของเขา ก้าวข้ามรูปลักษณ์ของ 2 เวอร์ชันก่อน ก้าวออกจากสถาปัตยกรรมแฟนตาซีฉูดฉาดในภาคของ Schumacher และความมืดมนของสถาปัตยกรรมโกธิกแบบ Burton มาสู่ความธรรมดาสมจริง โดยใช้สถานที่จริงในเมืองใหญ่ อย่างชิคาโกและมหานครนิวยอร์กในการถ่ายทำ ถือเป็นก้าวสำคัญของเมืองก็อตแธมที่เข้ามาเชื่อมกับโลกภายนอกเป็นครั้งแรก ราวกับว่าก็อตแธมซิตี้นั้น เป็นเมืองที่คุณก็อาศัยอยู่ได้ ซึ่งนั่นสะท้อนให้เห็นว่าอาชญากรรมซ่อนอยู่ใกล้ตัวกว่าที่เราคิด

มากไปกว่านั้น เหตุการณ์จริงในแต่ละยุคก็เหมือนจะถูกสะท้อนเข้าไปอยู่ในฉากภาพยนตร์ของเมืองก็อตแธม สภาพแวดล้อมในเมืองที่ผู้คนหวาดกลัวกับการก่อการร้าย ซึ่งภาพยนตร์ Batman ฉบับของ Nolan นั้นถ่ายทำหลังจากเหตุการณ์ 9/11 ที่ตึก World Trade ถล่มจากการก่อการร้ายในปี 2001 

ความธรรมดาของเมืองก็อตแธมในแบบฉบับ Nolan สร้างความหวาดกลัวและเงามืดให้กับเมืองได้ โดยไม่จำเป็นต้องปรับรูปแบบสถาปัตยกรรมใด ๆ เข้าไป เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยตึกสูงทรงโมเดิร์นร่วมสมัย เรียงตัวกันเป็นเส้นตรง และต่างชี้ขึ้นบนท้องฟ้าอย่างเป็นระเบียบ เป็นก็อตแธมในอุดมคติ ก่อนที่โจ๊กเกอร์จะก่อความโกลาหล 

ความสะอาดสะอ้านและความเจริญของเมืองไม่แตกต่างกับเมืองที่เราใช้ชีวิตปกติทั่วไป แต่ในขณะเดียวกันก็แอบซุกซ่อนความยุ่งเหยิงไว้ในตรอกซอกซอยและชั้นใต้ดินที่เสื่อมโทรม เป็นเมืองดิสโทเปียที่ซ่อนรูปและซับซ้อนอยู่บนความแตกต่างชนชั้น ความสูงของระดับชั้นที่อยู่อาศัย ความมืดและความสว่าง ความชั่วและความดี

ก็อตแธม สถาปัตยกรรมเมืองของ Batman โดย 4 ผู้กำกับ Tim Burton, Joel Schumacher, Christopher Nolan และ Matt Reeves
ก็อตแธม สถาปัตยกรรมเมืองของ Batman โดย 4 ผู้กำกับ Tim Burton, Joel Schumacher, Christopher Nolan และ Matt Reeves

04
Matt Reeves ‘s Gotham City (2022)

ใครจะเชื่อว่าอีกทศวรรษต่อมา ในเดือนมีนาคมปี 2022 เมืองก็อตแธมจะได้เติบโตขึ้นอีกครั้ง ในฉบับของผู้กำกับ Matt Reeves และผู้ออกแบบงานสร้าง James Chinlund ที่นำประวัติศาสตร์ของเมืองอายุกว่า 80 ปี มาประสานกันได้อย่างแปลกประหลาดและสมจริงในคราวเดียวกัน 

เขานำสถาปัตยกรรมโกธิกในเวอร์ชันของ Burton กลับมาใช้ถ่ายทอดสภาพแวดล้อมบ้านเมืองที่ใกล้จะล่มสลาย ถูกความมืดครอบงำ ถนนตรอกซอกซอยเต็มไปด้วยขยะ สิ่งสกปรก และสุสาน มีการผสมผสานสถาปัตยกรรมโมเดิร์นร่วมสมัยในโลกความเป็นจริง อย่างแลนด์มาร์กของเมืองนิวยอร์ก เพื่อสร้างเมืองที่มีกลิ่นอายความเสมือนจริงในรูปแบบเดียวกันกับ Nolan 

ยิ่งไปกว่านั้น ก็อตแธมของ Reeves ยังขับเน้นความขัดแย้งที่น่ามหัศจรรย์ของสถาปัตยกรรม โดยนำรางรถไฟยกระดับ ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งจากภาพร่างในแบบฉบับของ Burton เมื่อ 30 ปีที่แล้ว มาเป็นส่วนหนึ่งในองค์ประกอบของเมืองด้วย ทำให้ในภาคนี้ ผู้ชมมีโอกาสได้เห็นองค์ประกอบสถาปัตยกรรมยุคโกธิกกลมกลืนไปกับสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์น ซึ่งยากที่จะเห็นในโลกแห่งความเป็นจริง เพราะตึกจากช่วงยุคโกธิกส่วนมากถูกทำลายไปในช่วงสงครามโลก

Chinlund ต้องการให้ฉากของเมืองบอกเล่าเรื่องราวทั้งขาขึ้นและขาลง ทั้งช่วงเวลายากลำบากและช่วงเวลารุ่งโรจน์ เมืองที่ผ่านเหตุการณ์ความวุ่นวายมามากมาย โดยมีตึกระฟ้าที่ยังสร้างไม่เสร็จและถูกปล่อยให้รกร้างเป็นจำนวนมาก สลับกับมีโครงการก่อสร้างที่เสร็จสมบูรณ์ ฉากของเมืองบางส่วนเสื่อมโทรม แต่ขณะเดียวกันก็มีตึกสูงระฟ้าเบียดเสียดแออัด ความไร้ระเบียบแบบแผนขององค์ประกอบต่าง ๆ ทำให้รู้ว่าความไม่ปลอดภัยนั้นแทรกซึมอย่างลึกซึ้งในเมืองนี้

ก็อตแธม สถาปัตยกรรมเมืองของ Batman โดย 4 ผู้กำกับ Tim Burton, Joel Schumacher, Christopher Nolan และ Matt Reeves

“ตราบใดที่เขายังทำให้คนเลวรวยต่อไป และทำให้คนดีหวาดกลัว คนดีเช่นพ่อแม่ของคุณที่จะลุกขึ้นต่อต้านกับความอยุติธรรมนั้น พวกเขาจากไปโลกนี้ไปแล้ว ก็อตแธมยังมีความหวังเหลืออยู่ไหม เมื่อคนดีต่างนิ่งเฉยไม่ทำอะไร”

คำคมจากภาพยนตร์ Batman Begins สะท้อนให้เห็นถึงเอฟเฟกต์ลูกโซ่ของเมือง ที่ส่งผลต่อความคิดของชาวเมืองกับคำถามว่า แล้วอะไรเกิดก่อนกัน เมืองหรืออาชญากรรม พระเอกหรือคนร้าย สถาปนิกหรือเมือง

สถาปนิกผู้คลั่งไคล้ศาสนาต้องการวางผังเมืองในอุดมคติ เพื่อวางรากฐานเมืองที่จะสร้างพลเมืองที่มีศีลธรรม ในขณะเดียวกัน ด้วยรูปแบบที่บิดเบี้ยวของเมืองและความเหลื่อมล้ำ ก็ก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรม และปัญหานั้นเป็นจุดกำเนิดของ Batman ผู้พิทักษ์เมือง ซึ่งการคงอยู่ของเขาเป็นตัวดึงดูดและสร้างสุดยอดวายร้ายที่เป็นอันตรายขึ้นมาด้วย

Gotham City จะยังคงเป็นเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่ตลอดเวลา เป็นเมืองที่มีจุดเริ่มต้นและจุดจบวนลูปไปเรื่อย ๆ ในแต่ละเวอร์ชันของภาพยนตร์ล้วนถ่ายทอดรูปแบบของฝันร้าย ความอันตราย ความไม่ปลอดภัย ผ่านองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่แตกต่างออกไปในแต่ละฉบับ 

ท้ายที่สุดแล้ว เป็นไปได้หรือไม่ที่ Gotham City จะเป็นเหมือนกระจกเงาถ่ายทอดความล้มเหลว ความฝัน ความสุข และความโหดร้ายของเมืองในโลกแห่งความเป็นจริง 

เป็นดิสโทเปียที่เราไม่ควรได้สัมผัส 

ข้อมูลอ้างอิง

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

Set Design

ทฤษฎีสถาปัตยกรรมในภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องสังคม ความเชื่อ และยุคสมัย

ก้มหน้าก้มตาเดินขึ้นไปทีละก้าวตามบันไดหินที่เหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด ลมหายใจหอบแฮก ๆ บ่งบอกถึงระยะทางและความชันของระดับพื้น เมื่อถอนหายใจพร้อมกับเงยหน้าขึ้น จะพบซุ้มประตูทางเข้าชั้นนอกของวัด แข้งขาที่อ่อนล้ากลับแข็งขันขึ้นมาอีกครั้ง 

ความรู้สึกนี้หรือเปล่า ที่ทำให้การเดินทางมานมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ล้วนพิเศษ และมีความหมายที่แตกกันออกไป

คอล์ม Set Design ครั้งนี้ ขอพาทุกท่านไปตามรอยสถาปัตยกรรมวัดพุทธนิกายเซนในประเทศญี่ปุ่น ผ่านฉากในการ์ตูนย้อนวัยเรื่อง ‘อิคคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญา’ เมื่อหลักคำสอน ปรัชญา พิธี และวิถีปฏิบัติในพุทธศาสนาหลอมรวมเข้ากับธรรมชาติ บริบทของภูมิประเทศ และสถาปัตยกรรม มากไปกว่านั้น สิ่งที่สะท้อนผ่านพุทธศาสนสถานแบบดั้งเดิมอย่างวิถีแห่งพุทธนิกายเซน ยังมีอิทธิพลในกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ที่เป็น Soft Power ต่อวัฒนธรรม ศิลปะ รวมถึงสถาปัตยกรรม ซึ่งบ่งบอกและสร้างวิถีความเป็นญี่ปุ่นยุคใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย 

เมื่อศาสนาเชื่อมโยงสัมพันธ์กับจิตใจผู้คน วัดหรือศาสนสถานก็เป็นรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่สื่อสารอย่างทรงพลัง ราวกับสถาปัตยกรรมนั้นพูดได้ มีตัวตน และมีพื้นที่ของตัวเอง

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ Soft Power ของอัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลก

สึกิ สึกิ สึกิ สึกิ สึกิ สึกิ อาอิชิเตรุ หรือจะเป็น “อิค-คิว-ซางงงง…” “คร๊าบผม…จะรีบไปไหน จะรีบไปไหน พักเดี๋ยวนึงสิครับ” 

เพลงเปิดและคำพูดก่อนตัดเข้าโฆษณาที่หลาย ๆ คนจดจำได้เป็นอย่างดีจาก อิคคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญา มาพร้อมกับการถาม-ตอบเชิงปัญญาทางธรรมแบบปุจฉาวิสัชนา แฝงด้วยเกร็ดธรรมะและข้อคิดในการดำเนินชีวิตในทุกตอน ดังความหมายของคำว่าอิคคิว ( 一休 ) ที่แปลว่าการพักครู่หนึ่ง เหมือนกับการชะลอความคิด สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ “ใช้’หมอง นั่ง’มาธิ” เพื่อเรียกสติ สร้างสมาธิเพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหานั่นเอง

อนิเมะ อิคคิวซัง (一休さん) ฉายครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่นเมื่อ พ.ศ. 2518 อำนวยการผลิตโดยโทเอแอนิเมชัน (Toei Animation) และฉายครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2525 ทางไทยทีวีสีช่อง 3 ทั้งหมด 296 ตอน การ์ตูนเรื่องนี้อ้างอิงประวัติศาสตร์บ้านเมืองญี่ปุ่นยุคมูโรมาจิ (Muromachi) (ค.ศ. 1336 – 1573) ยุคที่รัฐบาลโชกุนอยู่ภายใต้การนำของ โชกุนอาชิกางะ โยชิมิตสึ มีอำนาจในการปกครองเหนือพระจักรพรรดิ และยังนำชีวประวัติของ พระอิคคิว โซจุน หรือชื่อในวัยเด็กคือ เซงกิกุมารุ ในช่วง ค.ศ. 1394 ถึง ค.ศ. 1481 มาเป็นต้นแบบของอิคคิวซังในการ์ตูน เณรน้อยเจ้าปัญญา อีกด้วย 

เมื่อศึกษาดูแล้ว พบว่าตัวตนของพระอิคคิว โซจุน นั้น เป็นพระสายอินดี้พอตัว ท่านไว้หนวดเครา ไม่โกนผม มักต่อต้านจารีตประเพณีและยศศักดิ์ โดยมองว่าสิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นสิ่งสมมติ ท่านยึดแก่นของพระธรรมและสัจจธรรมของชีวิตที่ไม่แน่นอนเป็นที่ตั้ง

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ Soft Power ของอัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลก

ตามท้องเรื่องในอนิเมะ พระมารดาส่งอิคคิวซังให้ออกบวชเป็นสามเณรที่วัดอังโคะกุจิ ( 安国寺, Ankoku-ji) เพื่อหนีราชภัยในวัย 5 ขวบ โดยมีเจ้าอาวาสไกคังเป็นผู้อุปสมบทให้ (ในความเป็นจริง ณ ขณะนั้นได้รับสมญานามว่า สามเณรชูเคน) และโชกุนโยชิมิตสึก็ยังสั่งการให้ซามูไรชินเอมอนซังคอยเฝ้าติดตามอิคคิวซังไปทุกที่

ในแต่ละตอนเรื่องราวเกิดขึ้นในเมืองเกียวโต เมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น บ้างถ่ายทอดกิจวัตรประจำวันและปัญหาต่าง ๆ ของเหล่าเพื่อนเณรและซาโยจัง (เด็กหญิงที่อาศัยอยู่บริเวณวัด) ภายในวัดอังโคะกุจิ บ้างถ่ายเรื่องราวในละแวกเมือง อย่างร้านขายของชำของคิเคียวยะซังและลูกสาวยาโยย ที่มักจะตั้งคำถามทดลองเชาว์ปัญญาของอิคคิวอยู่เป็นเนือง ๆ

I
วัดอังโคะคุจิ

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ Soft Power ของอัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลก

วัดอังโคะคุจิ คือหัวใจสำคัญของฉากในการ์ตูนเรื่องนี้ ก่อตั้งโดยตระกูลโชกุนอาชิคางะ ซึ่งสร้างขึ้นหลายแห่งทั่วประเทศญี่ปุ่น เครือข่ายวัดอังโคะคุจิได้รับการสนับสนุนปัจจัยจากเหล่าขุนนางและพ่อค้าเป็นอย่างดี ในขณะที่เป้าหมายดั้งเดิมคือสร้างขึ้นเพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน แต่อีกนัยหนึ่ง ตัววัดก็ทำหน้าที่สนับสนุนการปกครองของโชกุนไปโดยปริยาย

วัดอังโคะคุจิได้ต้นแบบมาจากเมืองยามาชิโระที่สามเณรชูเคนออกบวชและจำวัด ซึ่งถูกเผาทำลายไปแล้วในช่วงสงคราม ทางทีมงานผู้สร้างจึงต้องถอดแบบจากวัดอังโคะคุจิในเมืองอายาเบะ จังหวัดเกียวโต แม้ว่าจะไม่มีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับพระอิคคิว โซจุน โดยตรงก็ตาม

ภายในเต็มไปด้วยเสน่ห์และกลิ่นอายของฉากในวัดตามแบบฉบับการ์ตูน ไม่ว่าจะเป็นซุ้มประตูไม้หน้าทางเข้าวัด (Sōmon) และตัวห้องโถงพระใหญ่ (Hondo) ที่ปกคลุมด้วยหลังคาหน้าจั่วมุงหญ้าขนาดใหญ่ สร้างด้วยโครงสร้างเสาคานไม้ขนาดใหญ่ในรูปแบบ Post and Lintel ก่อนปิดตัวอาคารด้วยผนังปูนสีขาว โดยอาคารตั้งอยู่บนแท่นหิน ล้อมรอบไปด้วยธรรมชาติและต้นไม้ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนนั่นเอง 

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ Soft Power ของอัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลก
สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ Soft Power ของอัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลก
วัดชูองอัน อิคคิวจิ

รูปแบบพุทธสถาปัตยกรรมของจีนเข้ามามีอิทธิพลต่อวัดในญี่ปุ่นตั้งแต่ศตวรรษที่ 6 ทั้งการวางผังที่ยึดตามแกนกลาง ซุ้มประตูทางเข้าจะตรงกับโถงหอพระใหญ่ ประดิษฐานพระพุทธรูป การแยกแบ่งฟังก์ชันของอาคารออกไปเป็นส่วน ๆ ซุ้มระฆัง ส่วนที่อยู่อาศัยของพระและสามเณร ห้องซักล้าง ห้องน้ำ และอื่น ๆ การจัดวางผังอาคารตามกายภาพภูมิประเทศ การสร้างลานกว้าง (Courtyard) และสวนหินจากพื้นที่ระหว่างอาคารแต่ละหลัง ได้กลายเป็นเอกลักษณ์ของศาสนสถานแบบพุทธเซน

อีกหนึ่งวัดที่ไม่ได้ปรากฏในการ์ตูนเรื่องนี้ ทว่าเป็นวัดที่พระอิคคิว โซจุน เป็นผู้ก่อตั้งขึ้นในช่วงบั้นปลายของชีวิต คือ วัดชูองอัน อิคคิวจิ (Shuonan Ikkyuji Temple) ตัววัดโอบล้อมไปด้วยต้นไม้และสวนหินแบบเซน จากซุ้มประตูทางเข้า ต่อเนื่องเป็นทางเดินลายหินทอดยาวผ่านแนวต้นไม้ ก่อนจะเข้าถึงภายในวัด ช่วยสร้างพื้นที่เปลี่ยนผ่านจากความวุ่นวายของโลกภายนอกให้แก่ผู้มาเยือน 

ตัวสวนหินเซนที่อยู่ภายในวัดก็เป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นถึงสัจธรรมของธรรมชาติที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การกวาดหินเป็นลวดลายเหมือนกระแสน้ำลื่นไหลผ่านพื้นดินนิ่งสงบ เป็นการลอกเลียนความสมบูรณ์ของธรรมชาติเพื่อให้เกิดความตระหนักรู้

II
วัดคินคะคุจิ

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ Soft Power ของอัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลก

อีกหนึ่งฉากที่ปรากฏอยู่ในหลาย ๆ ตอน คือ ปราสาทคินคะคุ (Kinkaku The Gloden Pavillion) ศาลาพลับพลาทองที่หลายคนจดจำได้ ในตอนที่โชกุนท้าทายให้อิคคิวซังจับเสือในภาพวาดบนฉากกั้น ตัวอาคารสร้างขึ้นใน ค.ศ. 1398 โดยโชกุนรุ่นที่ 3 อาชิคางะ โยชิมิตสึ เพื่อใช้เป็นวิลล่าคอมเพล็กซ์สำหรับอยู่อาศัยและว่าราชการ ตั้งบนเนินเขาคิตะยามะ (Kitayama) ต่อมาหลังจากโชกุนโยชิมิตสึถึงแก่อสัญกรรม สถานที่แห่งนี้จึงกลายเป็น วัดคินคะคุจิ (Kinkakuji Temple) หรือที่รู้จักกันอย่างเป็นทางการในชื่อ วัดโรกูอนจิ (Rokuon-ji) ตามความประสงค์ของท่าน

ความหรูหราสวยงามของตัวศาลาเปรียบเหมือนสวรรค์บนดิน โครงสร้าง 3 ชั้นของศาลาทองสร้างขึ้นบนฐานหินเหนือสวนสระน้ำอันกว้างขวาง สะท้อนและทอดเงาสีทองลงผิวน้ำ ล้อมรอบด้วยต้นไม้เปลี่ยนสี ผลัดและผลิใบไปตามวัฏจักรฤดูกาลของมัน 

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ Soft Power ของอัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลก
วัดคินคะคุจิ

ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมผสมผสาน ชั้นหนึ่งเป็นสไตล์ที่อยู่อาศัยแบบชินเด็น (รูปแบบสถาปัตยกรรมที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูง) เรียกกันว่าหอน้ำพระธรรม (Hosuiin) มีชานระเบียงล้อมรอบห้อง เปิดเผยโครงสร้างเสาไม้ธรรมชาติ ผนังปูนสีขาว และประตูและหน้าต่างบานเลื่อนไม้ เมื่อกวาดสายตามองไป ก็แทบกลมกลืนหายไปกับบริบทแวดล้อม ขับให้ตัวอาคารชั้นสองและชั้นสามที่ภายนอกห่อหุ้มผิวผนังด้วยทองคำเปลวโดดเด่นยิ่งขึ้นไปอีก

หอคอยแห่งเสียงคลื่น (Choonkaku) คือส่วนชั้นบนของศาลา เป็นที่ประดิษฐานรูประโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิม สร้างขึ้นในสไตล์บุกเกะ ซึ่งใช้เป็นที่พักอาศัยของซามูไร ส่วนบนสุดสร้างเป็นทรงคิวโพลา เรียกว่า Kukyocho สถาปัตยกรรมโถงเซนแบบจีน มีหน้าต่างโค้งขนาดใหญ่ กลางห้องประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ พื้นที่ภายในและภายนอกปูด้วยแผ่นทองคำเปลว บนยอดหลังคามีรูปปั้นนกฟีนิกซ์สีทอง สัญลักษณ์ของราชวงศ์ อันเป็นตัวแทนของไฟและดวงอาทิตย์

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ Soft Power ของอัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลก

ภายหลังใน ค.ศ. 1950 ศาลาหลังนี้ถูกวางเพลิงเผาทำลาย และสร้างขึ้นมาให้เหมือนเก่าอีกครั้งใน ค.ศ. 1955 นอกจากศาลาทองหลังนี้ โดยรอบอาณาเขตบริเวณยังมีสิ่งปลูกสร้างในรูปสถาปัตยกรรมเซนหลังอื่น ๆ อาทิ ศาลาเงิน (สร้างขึ้นเกือบ 1 ศตวรรษให้หลัง) วิลล่า ห้องพักพระสงฆ์ และสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ที่สร้างขึ้นในยุคต่อมา

III
อวัจนภาษา

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ ที่หลอมรวมสิ่งปลูกสร้างกับธรรมชาติ และมีบทบาทต่ออัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงคราม

อวัจนภาษาในการออกแบบพุทธสถาปัตยกรรมแบบเซน ถ่ายทอดแก่นคำสอนของการตื่นรู้ การตระหนักรู้ถึงความไม่แน่นอนของชีวิต อัตตา และการลดทอนสิ่งไม่จำเป็นออกไป ภาษาที่สื่อสารผ่านวัดเซน กลมกลืนหลอมรวมไปกับธรรมชาติ ความงามและสุนทรียภาพที่ไม่ยั่งยืนตามการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล สถาปัตยกรรมที่เรียบง่าย เปลือย และตรงไปตรงมา เผยสัจจะวัสดุในแบบโครงสร้างตามวัสดุที่ใช้ก่อสร้าง

การทำความสะอาด เป็นอีกสิ่งที่มักพบเห็นในหลาย ๆ ฉาก ทั้งการถูพื้นหรือกวาดลานวัด หรือแม้แต่ในวัดชูองอัน อิคคิวจิ ก็มีรูปปั้นของพระอิคคิว โซจุน ถือไม้กวาดอยู่ จะเป็นไปได้หรือไม่ที่การทำความสะอาดเป็นหนึ่งในวิถีปฏิบัติของพุทธเซนในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล 

ความงามที่เกิดจากการขัดถู ทำความสะอาด การตัดแต่งกิ่งของต้นบอนไซ หรือแม้แต่การกวาดลวดลายในสวนหิน 

ความงามประณีตเกิดขึ้นจากความอดทน และความพยายามผ่านกระบวนการอันยาวนานเพื่อหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ 

สิ่งนี้หรือเปล่าที่วัดนิกายเซนพยายามรักษา ผ่านการทำความสะอาดด้วยความเพียรในแต่ละวัน

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ ที่หลอมรวมสิ่งปลูกสร้างกับธรรมชาติ และมีบทบาทต่ออัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงคราม

เมื่อนั่งพิเคราะห์ถึงแก่นพื้นฐานของพุทธนิกายเซน และเชื่อมโยงกับหลักการปรัชญาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นในวงการงานออกแบบ สถาปัตยกรรม หรือหลักการใช้ชีวิตและการทำงาน เราจะพบว่าแก่นคำสอนของเซนนั้นเป็นหนึ่งใน Soft Powre ที่สร้างอัตลักษณ์ของญี่ปุ่นหลังสงครามโลกขึ้นมา 

ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดในการใช้ชีวิตแบบอิคิไก (Ikigai) ซึ่งช่วยหาจุดสมดุลของการดำรงอยู่และการทำงาน แนวคิดการลดทอนสิ่งไม่จำเป็นออกไปในงานออกแบบและสถาปัตยกรรม อย่าง Minimalism แนวคิดในการตกแต่งภายในแบบ Wabi-sabi ที่ค้นหาความงามในความเรียบง่ายผ่านสัจจะวัสดุและธรรมชาติ หรือจะเป็นแนวคิด No-frills ในงานออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เน้นเพิ่มความสะดวกสบาย เป็นต้น 

คำถามน่าคิดในวันนี้ที่เราอาจมองย้อนกลับมาว่า แก่นของพุทธแบบไทย ๆ นั้น กำลังสื่อสารอะไรกับวิถีการดำเนินชีวิต รวมถึงการออกแบบพุทธสถาปัตยกรรมของเรา ในยุคที่สังคมขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจ รูปทรงหลังคาวัดแบบดั้งเดิมวางอยู่บนผนังกระจกขอบอะลูมิเนียม เต็นท์สำเร็จรูปกางที่ลานวัด ปกคลุมอยู่บนองค์พระพุทธรูปและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่รายล้อมไปด้วยกล่องรับบริจาค จนกลายเป็นภาพชินตาที่เราพบเห็นได้ทั่วไป

ข้อมูลอ้างอิงและที่มาของภาพประกอบ :

Kimio Yabuki (Director). Chiaki Imada (Producer). 1978. 一休さん Ikkyū-san (TV series) . Toei Animation (Production Studio)

Nishi, K., & Hozumi, K. (1983). What is Japanese architecture?. Kodansha international.

Hara, K. (2017). Back to White. In White. essay, Lars Muller Publishers.

www.youtube.com/watch?v=rf9yQ2Hh5ac

www.posttoday.com/ent/news/428318

mgronline.com/japan/detail/9640000129536

www.mangozero.com/ikkyu-san-place-history/

www.ikkyuji.org

www.shokoku-ji.jp/en/kinkakuji/about/

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load