ในบรรดาซีรีส์ Netflix ครึ่งหลังของปี 2022 เรื่องที่น่าจับตามอง มีอยู่ 3 เรื่องด้วยกันครับ เรื่องแรกคือ 1899 ของผู้สร้าง Dark เรื่องที่สอง The Midnight Club ของ Mike Flanagan (ผู้สร้าง The Haunting of Hill House กับ Bly Manor

และเรื่องที่มาก่อนใครเพื่อนที่ผมภูมิใจนำเสนออย่างยิ่ง คือ The Sandman (TV series) ซีรีส์มหากาพย์แฟนตาซีที่ดัดแปลงจากคอมิกชื่อดังของ Neil Gaiman (ผู้แต่ง American Gods, Good Omens, Caroline และ Stardust) เรียกได้ว่าเป็นผลงานสร้างชื่อที่สุดของผู้แต่งคนนี้ และเจ้าตัวยินดีปรีดาเป็นอย่างมากหลังจาก 30 ปีที่มีการพยายามดัดแปลงเป็นหนัง/ซีรีส์แต่ล้มเหลว The Sandman ฉบับซีรีส์ได้เกิดขึ้นในยุคที่ทุกอย่างพร้อมที่สุด

ในฐานะแฟนตัวยงผลงาน Neil Gaiman (อ่านว่า ‘นีล เกแมน’ นะครับ เจ้าตัวเคยออกมางอนคนเรียกนามสกุลผิดมาแล้ว) และแฟนซีรีส์ที่อ่านแล้วอ่านอีกหลายรอบ เลยอยากพาไปทำความรู้จักกับ The Sandman ว่าเกี่ยวกับอะไร และทำไมถึงห้ามพลาดเรื่องนี้ โดยเริ่มจากแนะนำเบื้องต้น ไล่เรียงถึงที่มาที่ไป วิบากกรรม ไปจนถึงจุดเด่นของซีรีส์ ซึ่งขณะเขียนบทความนี้ผมได้ชมครบ 10 Episode แล้ว แต่จะไม่เผยรายละเอียดสำคัญเพราะอยากให้ไปชมกันเอง

30 ปีที่รอคอย เมื่อ The Sandman การ์ตูนขึ้นหิ้งของ Neil Gaiman ได้กลายเป็นซีรีส์ Netflix

The Sandman ว่าด้วยเรื่องราวของ Dream หรือ Morpheus เจ้าแห่งความฝันที่ตัวผอม ผิวซีดเซียวในชุดคุมโทนสีดำ ผู้เป็น 1 ใน 7 เทพกลุ่ม Endless (ผมขอถือวิสาสะแปลว่า ‘เทพอนันตกาล’) ถูกเรียกตัวและคุมขังโดยมนุษย์สุดโอหังที่ต้องการฝืนธรรมชาติเป็นเวลา 105 ปี 

เมื่อเวลาผ่านไป เขาหนีออกมาได้ แต่จักรวาลมีโครงสร้างเหมือนบ้านหนึ่งหลัง และในเมื่อเป็นเวลานับศตวรรษที่ปราศจาก 1 ใน 7 เสาหลักสมดุลของจักรวาล ผลกระทบย่อมเกิดขึ้น ทำให้เกิดความปั่นป่วนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน จึงเป็นหน้าที่ของ Morpheus ที่ต้องทำให้ทุกอย่างกลับคืนมาครับ โดยเริ่มจากภารกิจตามหาไอเท็ม 3 สิ่ง คือ หน้ากาก ถุงทราย และทับทิมเปลี่ยนแปลงความเป็นจริง

ตัวละคร Dream ถูกตีความในแบบฉบับของนีล อิงจากความเป็นเทพความฝันและเล่นกับมิติความฝันในเชิงจิตวิทยาอย่างไม่เคยมีคอมิกเรื่องไหนในเวลานั้นทำมาก่อน และพาผู้อ่านโลดแล่นไปกับองค์ประกอบและทฤษฎีความฝันของตัวเองได้อย่างน่าทึ่ง สร้างสรรค์ ผสมผสานกับเวทมนตร์ เต็มไปด้วยเรื่องเหนือธรรมชาติ อิงศาสนาคริสต์ตามสไตล์ ความทะเยอทะยานสุดแสนจะน่ากลัวของมนุษย์ปุถุชนเมื่อมีอำนาจในกำมือ และมีตัวละครอันเป็นเอกลักษณ์น่าจดจำ

ถ้าจะว่ากันด้วยที่มาของตัวละคร The Sandman หรือ Dream คงต้องเท้าความไปถึงต้นขั้วซึ่งมีต้นกำเนิดอยู่ที่แถบยุโรปครับ เรื่องราวของ Sandman เริ่มต้นด้วยการเป็นนิทานพื้นบ้านที่ไม่มีจุดกำเนิดชัดเจนเท่าไหร่นัก สิ่งที่ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยฮาวาร์ดค้นหาเจอ นอกจากคำบอกเล่าคือ เรื่องราวที่เขียนในศตวรรษที่ 18 โดยนักเขียนชาวเยอรมันที่ชื่อ E.T.A Hoffman เล่าเรื่องของ Der Sandmann ชายในยามวิกาล จะออกตามหาเด็ก ๆ ที่ไม่ยอมหลับไม่ยอมนอน จากนั้นก็เอาทรายโรยบนตาจนลูกตาหลุดออกจากเบ้า แล้วเก็บมันใส่ถุงที่พกมาด้วย (สยองขวัญใช่เล่นเลยนะเนี่ย) จากนิทานก่อนนอนสำหรับขู่เด็กไม่ยอมนอนและไม่ใช่สำหรับเด็ก จน Sigmund Freud เอาไปใช้อ้างอิงในทฤษฎีจิตวิเคราะห์

ต่อมามีอีกเวอร์ชันที่เป็นมิตรกับเด็ก ๆ มากขึ้นของ Hans Christian Andersen ว่าด้วยเรื่องราวของ Ole Lukøie ชายในชุดนอนและถือร่ม ภายหลังได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษในชื่อ The Sandman

นั่นทำให้ทำไปทำมา จากนิทานพื้นบ้าน Sandman กลายเป็นเทพแห่งความฝันและผูกโยงกับช่วงเวลาหลับใหลของผู้คนซะอย่างนั้น และเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ก็ได้กลายมาเป็น ‘ฮีโร่’ ในที่สุด ในคอมิกของค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง DC ที่เป็นเจ้าของฮีโร่ Iconic อย่าง Batman และ Superman

30 ปีที่รอคอย เมื่อ The Sandman การ์ตูนขึ้นหิ้งของ Neil Gaiman ได้กลายเป็นซีรีส์ Netflix

ในช่วงเวลานั้นมีปรากฏการณ์หนึ่งเรียกว่า ‘British Invasion’ นิยามการมาของนักเขียนคอมิกจากอังกฤษ ซึ่งเข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ในสหรัฐอเมริกา 3 คนในนั้นคือ Alan Moore (ผู้แต่ง Watchmen, The League of Extraordinary Gentleman, V for Vendetta และ Swamp Thing), Grant Morrison และ Neil Gaiman ครับ

ก่อนหน้านั้น นีลเป็นนักวารสารหรือนักข่าว แล้วเข้าสู่โลกของคอมิกโดยการอ่าน Swamp Thing ของ Alan Moore และการได้รู้จักกับอลัน ซึ่งนอกจากชี้ทางแล้ว ยังเป็นผู้ขัดเกลานีลในเส้นทางสายนี้อีกด้วย หรือจะเรียกว่าอลันเป็นอาจารย์ของนีลก็ว่าได้ครับ แน่นอนว่าคนมีของมักจะถูกมองเห็น ในตอนนั้น Karen Berger บรรณาธิการของ DC ได้อ่านคอมิกเรื่องแรกของนีลที่ชื่อ ‘Black Orchid’ เธอจึงชวนมาเขียนคอมิกให้กับค่ายลูกของ DC ชื่อ Vertigo ที่จะโจ่งแจ้งทั้งเพศ ภาษา ยาเสพติด และความรุนแรง “เราต้องการ Sandman คนใหม่ เอาแค่ชื่อไปใช้ แล้วจะเปลี่ยนจะทำอะไรกับมันก็ขึ้นอยู่กับคุณเลย” นี่คือสิ่งที่ Karen บอกนีล 

จึงเกิดเป็นคอมิก The Sandman ขึ้นในปี 1989 ครับ ซึ่งกลายเป็นว่าคอมิกที่มีตัวละครชื่อกลาง ๆ กับอยู่ในค่ายกระแสรอง ยอดขายพุ่งทะยานจนแซงผลงานอาจารย์ตัวเองอย่าง อลัน มัวร์ และขายดีกว่าคอมิกฮีโร่ Iconic ของค่าย DC อย่าง Superman และ Batman ในตอนนั้นซะอีก ในช่วงที่แรก ๆ The Sandman สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยความเฉพาะตัวของปกและเนื้อเรื่อง คือทำให้ผู้หญิงหันมาสนใจคอมิกอีกด้วย จากที่ในช่วงเวลานั้นปกติจะมีแต่เด็กผู้ชายอ่านซะส่วนใหญ่ 

The Sandman ยังเปลี่ยนนิยามของคำว่าคอมิก ซึ่งหลังจาก The Sandman ประสบความสำเร็จทั้งคำวิจารณ์และรายได้ จากความมีเอกลักษณ์ในเรื่องราว ความกล้าเล่า ความกล้าหยิบจับวัตถุดิบและตัวละครใน DC มาเล่นตามใจชอบอย่างไม่มีขอบเขตและเงื่อนไข 

นีลสองจิตสองใจเรื่องการดัดแปลง The Sandman เพราะเขาไม่แน่ใจและนึกภาพไม่ออกเลยว่ามันจะกลายมาเป็นหนังได้ยังไง แต่เมื่อมีโอกาส ก็อยากเห็นมันเกิดขึ้นและพยายามผลักดันอยู่เหมือนกัน เขายึดหลักข้อหนึ่งในการดัดแปลง The Sandman เสมอมา นั่นก็คือ “ผมยอมให้ไม่มีหนัง Sandman ซะยังดีกว่ามีหนัง Sandman ที่แย่”

นั่นก็เพราะทั้งในมุมของนีล The Sandman ขึ้นชื่อเรื่องความยากในการดัดแปลงและเต็มไปด้วยคำถามจากผู้อ่านคอมิกว่า “จะทำออกมาได้จริง ๆ หรือ” เพราะทั้งเสื้อผ้า พร็อพ ฉากหลัง และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่อง ต้องใช้ทุนสร้างสูงมหาศาล และติดชะงักอยู่ระหว่างกลางของการทำให้ตรงต้นฉบับจนไม่ได้มีอะไรใหม่แปลกตาเลย กับการเนรมิตฉากตอนใหม่โดยที่ยังคงแก่นเดิมและความรู้สึกเหมือนตอนอ่านไว้ได้ อีกทั้งยังมีวัตถุดับให้หยิบจับจำนวนมาก ตัดสินใจยากพอสมควรว่าจะหยิบตรงไหนมาใช้ หรือทิ้งตรงไหน

30 ปีที่รอคอย เมื่อ The Sandman การ์ตูนขึ้นหิ้งของ Neil Gaiman ได้กลายเป็นซีรีส์ Netflix

นั่นก็เพราะก่อนที่จะมี Netflix และซีรีส์เฟื่องฟูอย่างทุกวันนี้ ละครโทรทัศน์และทีวีโชว์ดูจะไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมเท่าไหร่นัก อีกทั้งนักแสดงยังมีการแยกเกรดกันอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะเหตุผลที่เพิ่งกล่าวไปว่าคอมิกเต็มไปด้วยจินตนาการและต้องใช้ทุนสร้างสูง ทำให้ก่อนหน้านี้ The Sandman มีทางเลือกเดียวคือสร้างเป็น ‘ภาพยนตร์’ และมีการปลุกปั้นมาตั้งแต่ยุค 90 กับทาง Warner Bros. แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่มีบทที่ควรค่าแก่การนำไปสร้างสักที (บางบทนีลบอกว่าเป็นบทหนังแย่ที่สุดที่เคยเห็นมาในชีวิตด้วยซ้ำ)

เวอร์ชันที่ดูเป็นรูปเป็นร่างที่สุด คือราว ๆ ปี 2013 ที่ David S. Goyer จะนำมาดัดแปลงร่วมกับนีลและนักแสดงน่าจับตามองอย่าง Joseph Gordon-Levitt แต่สุดท้ายด้วยเหตุผลความสร้างสรรค์ไม่ลงรอยกัน Joseph จึงถอนตัวและโปรเจกต์ก็ตกไปอยู่ในหุบเหวอีกครั้ง จน Warner Bros. ตัดสินใจสร้างป็นทีวีซีรีส์แทน และการมีอยู่ของ Netflix (กราบงาม ๆ ในฐานะแฟน The Sandman และ นีล เกแมน) ซีรีส์เรื่องนี้ก็เกิดขึ้นครับ หลังจาก 30 ปี

ไม่ใช่แค่เกิดขึ้นธรรมดา แต่ในสภาวะพร้อมที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในตอนนี้ ในยุคที่เทคโนโลยีล้ำพอที่จะถ่ายทอดจินตนาการไร้ขอบเขตของ The Sandman ลงในหน้าจอได้ และให้ความสำคัญกับเงินทุนที่สูง อีกทั้งลูกรักยังได้รับการดูแลโดยผู้ให้กำเนิดอย่างนีล เกแมน เองอีกด้วย นีลได้ออกมาบอกภายหลังเซ็นสัญญาว่า ดีใจมากที่ไม่เคยมีหนังเรื่องนี้มาก่อน เพราะนี่คือรูปแบบการนำเสนอที่ดีที่สุด ถูกที่ถูกเวลาแล้ว

30 ปีที่รอคอย เมื่อ The Sandman การ์ตูนขึ้นหิ้งของ Neil Gaiman ได้กลายเป็นซีรีส์ Netflix

“อะไรคือความหมายของการเป็นราชา” นี่คือสิ่งที่ นีล เกแมน คิด ก่อนที่จะลงมือปลุกปั้นเรื่องราวของ The Sandman และต่อยอดไอเดียด้วยคำถามนี้ เกิดเป็นตัวละครต่าง ๆ และเนื้อเรื่องที่มีคุณสมบัติ ‘เหนือกาลเวลา (Timless)’ หรือไม่เคยเก่าแม้จะนำมาอ่านในยุคไหน และมีความเป็นตัวของตัวเองชัดเจนเสมอ

The Sandman ฉบับซีรีส์ของ Netflix นับว่าเนรมิตรพร็อพ เสื้อผ้า ฉากอันวิจิตร ภาพงดงาม เอฟเฟกต์กับฉากทั้งสำคัญและฉากยิบย่อยต่าง ๆ กับจัดเต็มความดาร์กแฟนตาซีได้อย่างกำลังดีและน่าติดตาม (แม้จะพูดไม่ได้ว่าสำหรับทุกคน) โดยเป็นการหยิบยกเรื่องราวของ ‘Preludes and Nocturnes’ กับ ‘The Doll’s House’ ที่รวม ๆ กันราว 15 ตอนจากทั้งหมด 75 ตอนมาใช้เล่าเรื่องครับ (หมายความว่าถ้ากระแสดี เรามีแนวโน้มจะได้ดู The Sandman ทั้งหมด 5 ซีซั่นเลยทีเดียว) ที่จะเล่าช่วงต้นของ Dream ในระหว่างคุมขังและตามหาสิ่งของสำคัญเพื่อทวงอำนาจเจ้าแห่งความฝันกลับคืนมา ด้วยการตีความใหม่ด้วยเนื้อเรื่องที่ร่วมสมัย เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน โดยมีนีลเป็นผู้เลือกด้วยตัวเองเช่นกันว่า จะคงไว้ ตัด เปลี่ยนอะไรไหนบ้าง เพื่อให้ The Sandman ออกมาดีที่สุดในรูปแบบซีรีส์

ด้วยความเป็นซีรีส์ดัดแปลงที่มีเงื่อนไข คือไม่ใช่ดัดแปลงอย่างตรงไปตรงมาเพียงอย่างเดียว แต่ด้านเนื้อหา ภาพ การเล่าเรื่องยังต้องสอดคล้องกับแพลตฟอร์มนั้น ๆ ด้วย ซีรีส์ The Sandman จึงปรับเปลี่ยนรายละเอียดไปพอสมควรครับ ตั้งแต่การเพิ่มระยะเวลาคุมขังจาก 70 กว่าปีเป็น 105 ปี เพื่อให้เรื่องเกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน Pacing การเล่าเรื่อง บทบาทและการปรากฏตัวของตัวละครที่สลับสับเปลี่ยนและเพิ่ม/ลดความสำคัญ การตีความบางฉากใหม่ให้เล่าเป็นซีรีส์ได้ และมีการเพิ่ม เสริม เติม แต่งเรื่องราวให้กับตัวละครบางตัว 

ต้องพูดว่าแม้บางจุดจะเสียดายที่ยังทำไม่ถึงคอมิก (ตามวิสัยของการเป็นซีรีส์ดัดแปลง ซึ่งเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของก้อนน้ำแข็งมหึมาที่เรียกว่า ‘คอมิก/หนังสือต้นฉบับ’ แล้ว) และสารภาพตามตรงว่า รู้สึกเสียดายที่อดเห็นบางอย่างไป หรือบางอย่างเปลี่ยนไปในอีกทางที่รู้สึกว่าในคอมิกยอดเยี่ยมกว่านี้ แต่ก็ยังมีหลายอย่างที่ซีรีส์ตีความออกมาได้ดีคนละแบบกับคอมิก และน่าสนใจไม่แพ้กันเลยครับ

30 ปีที่รอคอย เมื่อ The Sandman การ์ตูนขึ้นหิ้งของ Neil Gaiman ได้กลายเป็นซีรีส์ Netflix

แม้จะบอกว่าซีรีส์มีองค์ประกอบของการเป็นมหากาพย์แฟนตาซี แต่จุดเด่นและจุดขายของซีรีส์ The Sandman อยู่ที่ ‘เอกลักษณ์’ มากกว่า ฉะนั้น เราจะได้เสพแก่นใน Pacing แบบค่อยเป็นค่อยไป แบบ Character-driven (การขับเคลื่อนเรื่องราวด้วยตัวละคร) มากกว่าฉากบู๊ล้างผลาญหรือปล่อยเวทมนตร์สู้กันอย่างเมามัน หรือถ้าหากมี (ฉากต่อสู้หรือเหตุการณ์เข้มข้น) ก็ถ่ายทอดตรงนั้นออกมาอย่างมีสไตล์

ฉากที่ผมชอบอย่างฉากสู้ด้วยกาพย์กลอนและมโนภาพแบบ 4DX อินจริง สัมผัสได้ ที่แปลกตาพอ ๆ กับหน้าตาของปลาน้ำลึกจากก้นทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อีพี 24/7 ที่ดำเนินเรื่องในร้านอาหาร เป็นสถานที่ปิดที่เดียวทั้งอีพี แต่ใช้สถานที่เดียวและตัวละครที่ใส่มาเพื่อขับเคลื่อนเรื่องราวได้อย่างคุ้มค่า ตึงเครียด หดหู่ เข้มข้น และน่าจดจำ 

ไปถึงจนอีพีที่ Dream ได้คุยกับ Death นี่ก็เป็นอีกอีพีที่ดัดแปลงรายละเอียดแต่ยังคงไว้ซึ่งความยอดเยี่ยม และแก่นจากคอมิกเรื่องชีวิตและความตายอย่างครบถ้วนครับ ด้วยฉากที่เรียบง่ายและไม่หวือหวาด้วยซ้ำ

30 ปีที่รอคอย เมื่อ The Sandman การ์ตูนขึ้นหิ้งของ Neil Gaiman ได้กลายเป็นซีรีส์ Netflix

หนึ่งในการตีความใหม่ที่ควรพูดถึงคิดว่าเป็น ‘การแคสติ้ง’ เพราะด้วยความที่ยุคสมัยเปลี่ยนไป ทัศนคติผู้คนในสังคมเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นก็ได้เปลี่ยนไป เช่น การเปิดกว้างทางเพศและสีผิว หรือการไม่ยึดติดหรือให้ค่ารูปลักษณ์มากไปกว่าตัวตน ซึ่งอันที่จริงต้องบอกว่าคอมิคอย่าง The Sandman นับว่ามาก่อนกาล ด้วยการสร้างข้อถกเถียงเรื่องเพศและบทบาททางเพศมาตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว จึงเป็นเรื่องดีที่ในฉบับซีรีส์ของ Netflix นั้น นีล เกแมน เป็นผู้คัดนักแสดงกับมือทุกคนด้วยตัวเอง และเปลี่ยนแปลงบางอย่างกับตัวละครตามเห็นสมควร

ตัวละครนำอย่าง Dream ที่รับบทโดย Tom Sturridge และตัวละครหลักที่คงเดิมไว้ การแคสติ้งถือว่าทำได้ดีมาก ส่วนการเปลี่ยนแปลงนั้น ตัวละครญาติกันอย่าง Death, Desire, บรรณารักษ์ความฝัน Lucienne, John Constantine และนักแสดงที่รับบทเป็น Lucifer Morningstar รวมไปถึงตัวละครรองและตัวละครประกอบ มีการเปลี่ยนให้เป็นทั้งตัวละครผิวสี เอเชีย Non-binary เปลี่ยนจากเพศชายเป็นเพศหญิง เปลี่ยนจากความสัมพันธ์ชาย-หญิงเป็นความสัมพันธ์ของตัวละครเพศเดียวกัน และผลคืออย่างที่กล่าวไป ซีรีส์มีความหลากหลายทางเพศและเชื้อชาติมากขึ้นกว่าในฉบับคอมิก

30 ปีที่รอคอย เมื่อ The Sandman การ์ตูนขึ้นหิ้งของ Neil Gaiman ได้กลายเป็นซีรีส์ Netflix

อีกจุดเด่นของ The Sandman คือการตีความสไตล์ นีล เกแมน สำหรับเรื่องนี้ว่าด้วยเทพอนันตกาลแล้ว Dream (ความฝัน) เป็นหนึ่งใน 7 เทพอนันตกาลที่จะมาปรากฏตัวในซีรีส์เรื่องนี้ ได้แก่ ความตาย (Death) พี่สาวของ Dream, การทำลายล้าง (Destruction), โชคชะตา (Destiny), ความสิ้นหวัง (Despair), ความปรารถนา (Desire) และความคุ้มคลั่ง (Delirium) ซึ่งค่อนข้างเป็น Dysfunctional Family พอสมควร เพราะแม้จะเป็นพี่น้องหรือญาติกัน นอกจากไม่ค่อยคุยกันแล้ว ยังไม่ถูกกัน ไม่ค่อยเจอกัน (เพราะแต่ละคนมีความรับผิดชอบของตัวเอง) และยังขอความช่วยเหลือกันไม่ค่อยได้อีกด้วยครับ

เมื่อสังเกตจะพบว่า เทพอนันตกาลเป็นเทพที่มาจากการตีความของความเป็นไปในจักรวาลนี้ หรือ The Endless ก็คือเสาหลักทั้ง 7 ของความเป็นจริงที่คอยค้ำยันให้จักรวาลหรือมิติความเป็นจริงคงตัวเป็นรูปเป็นร่าง เหมือนที่ American Gods ของนีลนำความเชื่อมาอยู่ในรูปแบบ Avatar ที่มีร่างเป็นตัวเป็นตน เช่นการจับเทพองค์เก่าอย่างเทพแถบนอร์ส อย่างโลกิและโอดิน มา VS กับเทพโทรทัศน์ เทพโลกาภิวัตน์ และเทพเทคโนโลยี แล้ววัดกันเลยว่าใครจะอยู่ใครจะไป

สิ่งหนึ่งที่อยากให้หลายคนเข้าใจคือคอนเซ็ปต์ของเทพใน The Sandman ที่ นีล เกแมน แสดงความชัดเจนตั้งแต่ต้นแล้วว่า ร่างกายและลายเส้นเป็นแค่เปลือกนอก สิ่งสำคัญที่สุดคือคอนเซ็ปต์ภายใต้นั้น อัตลักษณ์/ตัวตนภายใน และความหมายที่เทพแต่ละองค์มี กับบทบาทการขับเคลื่อนของตัวละครแต่ตัวมากกว่า 

ฉะนั้น สำหรับนีลแล้ว ไม่ว่าในคอมิกจะเป็นเพศไหน ผิวสีไหน สุดท้ายแล้วมันคือเปลือกนอกในเชิงอัตวิสัย (Subjective) มากกว่าวัตถุวิสัย (Objective) กล่าวคือ เทพในเรื่องเรื่องนี้ไม่มีตัวตนหรือรูปทรงที่แน่นอน และจะเห็นแตกต่างกันออกไปในสายตาของแต่ละคน เช่น บางคนเห็น Dream เป็นคนผิวสี หรือในคอมิก ตัวละครมนุษย์ดาวอังคารค่าย DC อย่าง Martian Manhunter ก็เห็น Dream เป็นเทพแห่งดาวอังคาร 

เหมือนในโลกแห่งความเป็นจริง ด้วยวัฒนธรรมประเพณี ทัศนคติ สภาพแวดล้อม องค์ความรู้ สิ่งที่เข้าถึงได้ ทำให้ผู้คนในแต่ละพื้นที่ ในแต่ละวัฒนธรรม ในแต่ละศาสนา ในแต่ละกลุ่มค่านิยมความเชื่อ มองหรือมีทัศนคติต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งคนละอย่าง และให้ค่าหรือตีความมันคนละแบบนั่นเองครับ

30 ปีที่รอคอย เมื่อ The Sandman การ์ตูนขึ้นหิ้งของ Neil Gaiman ได้กลายเป็นซีรีส์ Netflix

เชื่อว่าคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ ไม่ว่าจะอ่านคอมิกหรือไม่ น่าจะเห็นตรงกันว่าการดัดแปลง The Sandman จากคอมิกสู่ซีรีส์ Netflix น่าจับตามองและน่าตื่นเต้นไม่น้อย การเดินทางทำภารกิจสำคัญของ Dream เพื่อกอบกู้ทุกอย่างกลับคืนมา ซีรีส์แฟนตาซีโปรดักชันอลังการกับทุนหนาที่สุดเรื่องหนึ่งของ Netflix และการเนรมิตโลกดาร์กแฟนตาซีที่ให้ความรู้สึกสดใหม่นี้จะเป็นเช่นไรและออกมาหน้าตาเป็นแบบไหน ไปพิสูจน์พร้อมกันกับ 10 อีพีของ The Sandman ซีซั่น 1 รับชมได้แล้ววันนี้ทาง Netflix ครับ

ข้อมูลอ้างอิง

www.theguardian.com/culture/2013/oct/22/how-we-made-sandman-gaiman

en.wikipedia.org/wiki/The_Sandman_(comic_book)

history.howstuffworks.com/history-vs-myth/who-is-sandman.htm

bleedingcool.com/tv/the-sandman-neil-gaiman-now-relieved-film-adaptation-was-never-made

Writer

Avatar

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

“จุนจิ อิโต้ คือนักเล่าเรื่องสยองขวัญผู้มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ความดุดัน ความละเอียดถี่ถ้วน และความน่าสะพรึงกลัวของเขานั้นช่างวิเศษ ควรค่าแก่การรับชมเป็นอย่างยิ่ง เขาคือปรมาจารย์ตัวจริงผู้ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ สตีเวน คิง อลันโพ และ อุเมซุ คาซึโอะ เลยทีเดียว” กิเยร์โม เดล โตโร (Guillermo del Toro) ผู้กำกับชื่อดังกล่าวชมชายที่ชื่อ จุนจิ อิโต้ (Junji Ito)

จำได้ว่าตื่นเต้นมาก ๆ ครับเมื่อรู้ว่าเรื่องสั้นที่คัดสรรโดยอาจารย์จุนจิ อิโต้ จะดัดแปลงเป็นอนิเมะลง Netflix และในที่สุดก็ได้ชมเรียบร้อย Junji Ito Maniac: Japanese Tales of the Macabre คือผลงานที่ประกอบไปด้วย 20 เรื่องสั้น ใน 12 อีพี มีทั้งแบบเต็มอีพีหรือตอนละ 20 กว่านาที และ 2 ตอนต่อ 1 อีพี (ตอนละ 10 กว่านาที) โดยเรื่องสั้นส่วนใหญ่มาจาก คลังสยองขวัญลงหลุม เล่มต่าง ๆ มีมาจาก เศษซากอสูร และเล่ม เจาะลึก อิโต้ จุนจิ ด้วยเช่นกัน

ซีรีส์ประกอบไปด้วยตอนสั้นขนาดยาว อย่าง พี่น้องฮิคิซึริป่วนพิสดาร ลูกโป่งหัวมนุษย์ เมืองแห่งป้ายสุสาน โทมิเอะ: รูปถ่าย และตอนสั้นขนาดสั้น อย่าง อุโมงค์พิศวง รถไอศกรีม ห้องสี่ชั้น ห้องแห่งนิทรา ผู้บุกรุก ผมยาวแห่งห้องใต้หลังคา รา กองหนังสือหลอน สยองหลายชั้น เกยตื้น ทางวงกตสุดจะทนไหว เด็กขี้แกล้ง ข้างหลังตรอก รูปปั้นไร้หัว หญิงกระซิบ และ สัตว์เลี้ยงแสนรักของโซอิจิ ทั้งหมดนี้สร้างสรรค์ผลงานโดยที่เคยทำ Junji Ito Collection ไปเมื่อปี 2018 

ก่อนจะเล่าถึงภาพรวมและแสดงความเห็นเกี่ยวกับบางตอน ถือเป็นโอกาสดีที่จะพูดถึงตัวตนของอาจารย์จุนจิ แรงบันดาลใจ เบื้องหลังไอเดีย และประสบการณ์ก่อนมาเป็นปรมาจารย์และมังงะสยองขวัญอย่างที่เราเห็นกันทุกวันนี้

**บทความต่อไปนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของซีรีส์ **

เจาะลึกปรมาจารย์ความสยอง จุนจิ อิโต้ กับเรื่องเขย่าขวัญฉบับอนิเมะใน Junji Ito Maniac

จุดกำเนิด จุนจิ อิโต้ 

พูดถึงปรมาจารย์สยองขวัญของญี่ปุ่น 2 คนที่ผมนึกถึงและชื่นชอบผลงานมาก คือ อุเมซุ คาสึโอะ (Umezu Kazuo) ผู้แต่ง ฝ่ามิตินรก และ 14 อาถรรพ์ปริศนา กับ อาจารย์จุนจิ อิโต้ ที่ปลูกฝังให้ผมชอบความสยองลึกลับตั้งแต่สมัยมีร้านเช่าการ์ตูน ซึ่งไม่เคยนึกเลยครับว่าคนแรกจะเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับคนหลัง และเป็นจุดเริ่มต้นให้ผมสนใจด้านนี้ของ จุนจิ อิโต้

จุนจิ อิโต้ เกิดเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ปี 1963 การเข้าสู่โลกแห่งความสยองของเขาเริ่มตั้งแต่ 4 – 5 ขวบจากการอ่านนิยายเล่มแรกคือ Mummy Teacher ของ อุเมซุ คาซึโอะ ในนิตยสารตามพี่สาว 2 คน นอกจากนี้การเติบโตมาในต่างจังหวัดที่เมืองนากัตสึงาวะมีส่วนในการหล่อหลอมเขาเช่นกัน 

ด้วยความที่ห้องน้ำของบ้านเขาอยู่ใกล้กับอุโมงค์ใต้ดิน เขาจึงโตมากับสิงสาราสัตว์จำพวกแมลง เช่น จิ้งหรีดถ้ำ ตะขาบ กิ้งกือ แมงมุม และแมลงสาบ ซึ่งเขาบอกว่าตัวเองกลัวอะไรพวกนี้กับห้องน้ำบ้านตัวเองยิ่งกว่ามังงะหรือหนังสยองซะอีกครับ แต่วันหนึ่งรู้ตัวอีกทีก็ชินแล้ว (แต่ก็ยังไม่ชอบและเจอทีไรก็สะดุ้งอยู่ดี) และด้วยบรรยากาศที่ขมุกขมัวของห้องน้ำสมัยนั้น กับอุโมงค์ดิน ไม่ใช่คอนกรีตเหมือนทุกวันนี้ รวมกันทั้งหมดจึงกลายเป็นรากฐาน Mood & Tone และแรงบันดาลใจในงานของอาจารย์

อาจารย์จุนจิเริ่มเขียนมังงะตั้งแต่ 4 ขวบ ด้วยการวาดตามลายเส้นอาจารย์อุเมซุ ซึ่งเริ่มแรกอาชีพของเขาไม่ใช่นักเขียนมังงะอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ เขาเป็นช่างทันตกรรมมาก่อน แต่ก็ไม่เคยละทิ้งความชอบของตัวเอง จึงทำทั้ง 2 อย่างควบคู่กันไป

จนกระทั่งวันหนึ่งในปี 1987 เขาส่งมังงะตอนสั้นส่งประกวดในนิตยสาร Gekkan Halloween และได้รับรางวัลชมเชย ความน่ายินดีปรีดาอยู่ตรงที่หนึ่งในผู้ตัดสินรางวัล คือ อาจารย์อุเมซุ คาสึโอะ ไอดอลและแรงบันดาลใจที่มอบจุดเริ่มต้นให้เขา ต่อมามังงะตอนสั้นนั้นได้ถูกตีพิมพ์ กลายมาเป็นซีรีส์ขนาดยาวและหนึ่งในผลงานที่โด่งดังที่สุดของจุนจิ อิโต้ เรื่องนั้นคือ โทมิเอะ หลังจากที่เขียนเป็นเรื่องเป็นราวได้ประมาณ 3 ปี โดยทำงานด้านทันตกรรมไปด้วย เขาก็ออกมาเป็นนักเขียนการ์ตูนเต็มตัว

เจาะลึกปรมาจารย์ความสยอง จุนจิ อิโต้ กับเรื่องเขย่าขวัญฉบับอนิเมะใน Junji Ito Maniac

แรงบันดาลใจและสไตล์ของ จุนจิ อิโต้

แน่นอนว่า อุเมซุ คาสึโอะ เป็นหนึ่งในนั้น ไม่ว่าจะเป็นแนวทางการเล่าเรื่อง ความสยอง และลายเส้นที่ลงเส้นแบบเข้ม ๆ มีน้ำหนัก ให้อารมณ์ดิบ ๆ อาจารย์กล่าวว่า ฝ่ามิตินรก (The Drifting Classroom) เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจที่เขารู้สึกผูกพันตั้งแต่ครั้งแรกที่อ่าน เหมือนเป็นพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดอย่างไรอย่างนั้น นอกเหนือจากนี้ยังมี ฮิเดชิ ฮิโนะ, ชินอิจิ โคกะ, ยะสุทากะ สึสึอึ ผู้แต่งนิยาย Paprika และ เอโดงาวะ รัมโปะ อีกด้วย

ด้วยความที่อาจารย์จุนจิชอบเสพผลงานอย่างกว้างขวาง แรงบันดาลใจของเขาจึงมาจากซีกโลกตะวันตกด้วย นั่นคือปรมาจารย์ด้าน Cosmic Horror อย่าง เอช. พี. เลิฟคราฟต์ (H.P. Lovecraft) เลิฟคราฟต์ทำให้เขาสนใจเกี่ยวกับชีวิตนอกโลก ซึ่งไม่ใช่คนหรือสัตว์ที่เราเคยพบเจอ ความสยองถึงแก่น เหตุการณ์หรือปรากฏการณ์เหนือความเข้าใจ สภาวะจนมุมของตัวละคร การจบแบบสิ้นหวังหรือการตายทั้งเป็น และการตายศพไม่สวย เป็นต้น

เอช. อาร์. ไกเกอร์ (H.R. Giger) ผู้ออกแบบงานศิลป์สุดพิสดารอันเป็นเอกลักษณ์ประเภท Biomechanical อย่าง Xenomorph และองค์ประกอบอื่น ๆ ในหนัง Aliens (1979) กับศิลปินชื่อดังอย่าง ซัลวาดอร์ ดาลี (Salvador Dalí) ก็เป็นแรงบันดาลใจของเขาเช่นกัน กับหนังสยองขวัญคลาสสิกอย่าง Dracula และ Frankenstein และไม่เพียงแค่ผลงานส่วนบุคคล บางผลงานของอาจารย์ยังปรากฏองค์ประกอบของงานศิลป์ในยุคบาโรกและอิมเพรสชันนิสม์ฝรั่งเศสอยู่ด้วย 

เจาะลึกปรมาจารย์ความสยอง จุนจิ อิโต้ กับเรื่องเขย่าขวัญฉบับอนิเมะใน Junji Ito Maniac

สไตล์งานของอาจารย์จุนจิจัดอยู่ในประเภท Cosmic Horror และ Body Horror หรือความสยองเชิงกายวิภาคที่ดูสะอิดสะเอียน ซึ่งเป็นงานประเภทเดียวกับ เอช. พี. เลิฟคราฟต์ อีกส่วนคืออาจารย์ศึกษาเรื่องกล้ามเนื้อ ผิวหนัง และการทำงานของร่างกายจากหนังสือกายวิภาคสำหรับนักเรียนแพทย์ จึงนำมันมาต่อยอด อีกทั้งการเป็นช่างทันตกรรม น่าจะมีส่วนในการหล่อหลอมสไตล์ของเขา

แต่ถึงจะมีคำว่า ‘Horror’ แปะอยู่ ก็ไม่ใช่แนวสยองขวัญเพียว ๆ ซะทีเดียวครับ เพราะที่จริงเขาเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบไซไฟและเรื่องลี้ลับเหนือความเข้าใจเอามาก ๆ นอกจากหนัง หนังสือ และมังงะสยองขวัญ อาจารย์จุนจิยังโตมากับการอ่านเรื่องสั้นไซไฟแบบรวมเล่มและดูหนังไซไฟด้วยเช่นกัน ผลงานของเขาจึงเห็นได้ชัดว่าผสมสานระหว่างความสยองกับไซไฟ จนออกมาเป็น ‘สไตล์ จุนจิ อิโต้’ ดังเช่นที่เราจะเห็นเรื่องราวที่สอดแทรกไปด้วยเรื่องโลกคู่ขนาน เอ็กโทพลาสซึม รังสีคอสมิก ฯลฯ นอกจากนี้บางตอนยังมีความตลกร้ายและคอเมดี้ ซึ่งเป็นไปตามสไตล์ของแกอยู่ดี

จุนจิ อิโต้ มองว่าผลงานของตัวเองไม่ใช่เรื่องผีหรือเรื่องสยองขวัญ แต่เป็นแนวมอนสเตอร์กับ Supernatural มากกว่า และคำว่ามอนสเตอร์ไม่จำเป็นต้องมาในรูปสัตว์ประหลาดน่าเกลียดน่ากลัวและหลอกหลอนเสมอไป เราจึงได้เห็นทั้งงานแนวนี้กับแนวที่เป็นเรื่องราวของคนล้วน ๆ เช่นความสัมพันธ์ระหว่างเหยื่อ-ผู้ล่า ความหมกหมุ่นและหลงผิดจนเลยเถิด การสูญสิ้นศรัทธาในมนุษยชาติ การเป็นเหยื่อของปรากฏการณ์พิสดารที่หาคำตอบไม่ได้ จนได้พบจุดจบอย่างน่าอนาถและไม่รู้ว่าทำยังไงถึงจะรอด การถูกลงโทษจากบาป และความกลัวสุดขีด โดยอาจารย์เคยให้สัมภาษณ์ว่า เขาไม่ได้อยากให้ตัวละครตายและหลายครั้งพยายามช่วยตัวละคร แต่เขียนไปเขียนมาแล้วหาทางออกให้ไม่ได้ ผลลัพธ์คือตัวละครตายกันเป็นเบืออย่างที่เห็นนั่นเอง โดยเฉพาะเมื่อเขียนไปเขียนมาแล้วหน้าหมด ชะตากรรมตัวละครต้องขาดอย่างเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน

แต่ถึงแม้จะเป็นเจ้าความสยองขวัญและชื่อดังแค่ไหน อาจารย์ก็พูดอย่างตรงไปตรงมาว่า ไม่คิดว่าตัวเองเหมาะกับการเขียนเรื่องยาวสักเท่าไหร่ครับ เขาถนัดเขียนเรื่องสั้น เขารู้สไตล์ตัวเองว่าทำได้ ทำง่ายกว่า และเอ็นจอยในการสำรวจไอเดียใหม่ ๆ อยู่เสมอ ด้วยการสร้างเนื้อเรื่องก่อน จากนั้นค่อยคิดว่าตัวละครแบบไหนถึงเหมาะกับเนื้อเรื่องนั้น ๆ โดยทุกตอนโฟกัสไปที่ ‘ความพิลึก’ ส่วน ‘ความน่ากลัว’ เป็นเรื่องรอง

เจาะลึกปรมาจารย์ความสยอง จุนจิ อิโต้ กับเรื่องเขย่าขวัญฉบับอนิเมะใน Junji Ito Maniac

เปลี่ยนความกลัวเป็นผลงาน

อาจารย์จุนจิ อิโต้ เคยให้สัมภาษณ์ว่า การที่เขาดูเป็นคนสนใจและเต็มไปด้วยผลงานสยองชวนแหวะ ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่กลัว แต่วิธีการคือเขานำความกลัวเหล่านั้นมาต่อยอดเป็นผลงาน และสารภาพตรง ๆ ว่านิสัยชอบสงสัยใคร่รู้ของตัวเองมีมากกว่าความกลัว นั่นทำให้เขาอยากสำรวจปริศนาว่ามีความเป็นไปได้อะไรบ้างจากไอเดียตั้งต้นของตัวเอง และลองให้คำตอบกับมันดู

ความหวาดกลัวหลัก ๆ ของอาจารย์คือแมลงอย่างที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ ความตายที่ใกล้เข้ามา สงคราม การแอบซุ่ม การถูกจับตามอง และความรู้สึกไม่ปลอดภัย เขาเปลี่ยนความรู้สึกเหล่านั้นออกมาเป็นรูปธรรมให้ผู้อ่านสัมผัสได้เช่นกัน เพราะเชื่อว่าเป็นการดีที่สุดหากจะถ่ายทอดเรื่องที่ตัวเองอิน

ความกลัวและความปรารถนาบางประการของเขาถูกนำมาสร้างเป็นผลงาน เช่น โทมิเอะ ลูกโป่งหัวมนุษย์ หรือ Gyo มังงะ ปลามรณะ ที่มาจากหนังเรื่อง Jaws และประสบการณ์ของพ่อแม่สมัยสงครามโลก ซึ่งสมมุติว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากความกลัวในทะเลตามมาบนบกได้ และ ฝันยาว (Long Dream) ที่มาจากบทสนทนากับพี่สาว ฯลฯ

เจาะลึกปรมาจารย์ความสยอง จุนจิ อิโต้ กับเรื่องเขย่าขวัญฉบับอนิเมะใน Junji Ito Maniac

Junji Ito Maniac: Japanese Tales of the Macabre

ก่อนหน้าจะเป็นอนิเมะรวมผลงานชุดนี้ เรื่องที่เคยสร้างเป็นผลงานภาพเคลื่อนไหวสุดติดตามาแล้วคือ ปลามรณะ และ Junji Ito Collection ในปี 2018 เป็นการรวมผลงานจากมังงะสยองเป็น 12 อีพี ประกอบไปด้วย 24 ตอน กับ 2 OVA ของ โทมิเอะ มาถึงเรื่องนี้ ไม่ผิดนักครับถ้าจะเรียกว่าเป็น ‘Junji Ito Collection ซีซั่น 2’ เพราะทำโดยสตูดิโอเดียวกัน ในรูปแบบที่คล้ายคลึงกันกับเรื่องก่อนหน้า แตกต่างกันตรงที่ชุดนี้มีลายเส้นที่เปลี่ยนไปและหาดูบน Netflix ได้ 

สำหรับความเห็นของผม ทั้ง Junji Ito Collection และ Junji Ito Maniac: Japanese Tales of the Macabre (หลังจากนี้ขอเรียกสั้น ๆ ว่า Junji Ito Maniac แทนนะครับ) ยังถ่ายทอดความสยองจากทั้งลายเส้นและความรู้สึกแบบเปิดอ่านจากหน้ากระดาษไม่ได้ พูดง่าย ๆ และอาจดูแรงไปหน่อยคือ ยัง ‘ทำได้ไม่ถึง’ ทั้งด้วยลายเส้น การนำเสนอ การลดทอนรายละเอียด และข้อจำกัดเรื่องเวลา โดยเฉพาะอย่างหลังสุด เพราะอาจารย์เคยกล่าวว่า เขาเขียนบางงานแบบจบไม่ลง หรือรู้ตัวอีกทีหมดหน้าก่อนเลยเลือกจบมันแบบนั้น แต่อนิเมะเรื่องนี้บางเรื่องมีเวลาเพียงแค่ประมาณ 12 นาที จึงต้องตัดให้สั้นลงไปอีก ผลลัพธ์คือบางตอนดูห้วน ๆ ไปมาก และดูแล้วรู้สึกไม่ครบถ้วนเท่าไหร่นัก

ถึงอย่างนั้นก็ต้องบอกว่าโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ชอบนะครับ ในขั้นต้นอนิเมะเรื่องนี้ทำหน้าที่ขยายฐานแฟนให้อาจารย์มากขึ้น และในมุมของตัวมันเอง มีหลายตอนที่นับคร่าว ๆ น่าจะเกินครึ่งที่มองว่าทำได้ในระดับโอเคถึงดีในการสร้างความบันเทิง แต่ก็แอบสับสนว่า ที่ชอบเพราะเนื้อเรื่องดั้งเดิมที่มีอยู่แล้ว หรือเพราะการนำเสนอของอนิเมะ

จะเสียดายก็ตรงลายเส้นดิบ ๆ ของมังงะหายไป แต่ข้อดีคือ บางตอนอย่าง เขาวงกตสุดจะทนไหว รา และ ผมยาวแห่งห้องใต้หลังคา มีการวาดลายเส้นที่ดูใหม่และทันสมัยขึ้น และเมื่อนำไปเทียบกับ Junji Ito Collection แล้ว ถือว่ามีพัฒนาการ แม้จะรู้สึกว่าลายเส้นนั้นมีเสน่ห์ในทางหนึ่งเหมือนกัน แต่ Junji Ito Maniac นำเสนอได้สมูทกว่า (ปนการใช้ Transition ที่งง ๆ อยู่หลายจังหวะ และแอบรู้สึกว่าเลือกตอนเปิดที่เซต Mood & Tone ได้ไม่ดีเท่าไหร่) และบางตอนถือว่ารวบประเด็นกับสรุปจบได้ดีในระยะเวลาของตอนที่มีเพียงเท่านั้น เพียงแต่ดูแล้วยังคงไม่เปลี่ยนใจครับว่า การ ‘อ่าน’ ยังคงเป็นประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการเสพผลงานของจุนจิ อิโต้

พูดถึงรายละเอียดปลีกย่อย จากการสังเกตพบว่า ตอนส่วนใหญ่ที่จัดอยู่ในประเภทสนุก คือตอนที่มีความยาว 24 นาที หรือตอนที่เป็น 1 : 1 ไม่ว่าจะเป็น พี่น้องฮิคิซึริป่วนพิสดาร แนวสนุก ๆ ที่ชวนนึกถึง The Addams Family ไม่น้อย เมืองแห่งป้ายสุสาน เป็นตอนนึงที่ดาร์กที่สุด ด้วยเนื้อเรื่องแนวกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเกี่ยวกับการทำ ‘บาป’ และ ‘ความรู้สึกผิด’ โทมิเอะ: รูปถ่าย ที่เป็นตัวชูโรงของอาจารย์ และ ลูกโป่งหัวมนุษย์ ซึ่งผมมองว่าทำได้ดีที่สุดในอนิเมะชุดนี้ โดยตอนที่อยากพูดถึงแบบไฮไลต์คือ 2 ตอนหลัง

สำหรับ ลูกโป่งหัวมนุษย์ เป็น 1 ใน 3 ตอนที่อาจารย์จุนจิชอบที่สุด เขาได้รับแรงบันดาลใจจากความฝันวัยเด็ก จนกลายเป็นหนึ่งในตอนที่น่ากลัวและ Iconic ที่สุดเมื่อพูดถึงผู้เขียนมังงะคนนี้กับ Adaptation อนิเมะชุดนี้จึงขาดเรื่องนี้กับซิกเนเจอร์อย่าง โทมิเอะ ไปไม่ได้ อีกอย่างคือการเติบโตมาในแถบชนบทและเข้าเมืองเป็นครั้งคราว ทำให้เขาเห็นบอลลูนลอยฟ้าเหนืออาคารบ้านเรือนและฉุกคิดขึ้นได้ว่าบอลลูนพวกนี้เหมือนเป็นตัวแทนเหล่าชีวิตในเมืองใหญ่ บวกกับความชอบในเรื่องลี้ลับอย่าง UFO กับวัตถุประหลาดบนฟากฟ้า เขาจึงรวมองค์ประกอบเหล่านั้นเข้าด้วยกันเป็นลูกโป่งหัวมนุษย์

จุนจิ อิโต้ คิดพล็อตเรื่องนี้ด้วยไอเดียกับความฝันที่ว่า ให้มีลูกโป่งลอยอยู่บนท้องฟ้าทั่วโลก แล้วลูกโป่งแต่ละลูกจะมีเชือกผูกศพห้อยต่องแต่งไปมา ซึ่งในตอนแรกเป็นเพียงลูกโป่งเฉย ๆ แต่พอขบคิดแล้วว่าจะทำให้มันประหลาดยังไง จึงเกิดเป็นไปเดียลูกโป่งโจมตีคนขึ้นมา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกว่าขาดบางอย่าง องค์ประกอบสุดท้ายที่นึกขึ้นได้คือ “ถ้างั้นก็ให้ลูกโป่งเป็นหน้าคน ๆ นั้นซะเลยสิ” ตรงนี้มาจากแนวคิดของอาจารย์เองที่ว่า บางครั้งสิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือตัวเราเอง เหมือนกับโอชิคิริตอนตัวเองจากอีกโลก และโทมิเอะกับการตั้งคำถามว่าอะไรคือตัวเรา และการกลัวการส่องกระจกของอาจารย์เอง เลยออกมาเป็นลูกโป่งหน้าคนที่พุ่งเอาเชือกมาแขวนคอตัวละครอย่างที่เห็นครับ

เจาะลึกปรมาจารย์ความสยอง จุนจิ อิโต้ กับเรื่องเขย่าขวัญฉบับอนิเมะใน Junji Ito Maniac

สำหรับ โทมิเอะ ซึ่งเป็นผลงานเดบิวต์และเป็นเหมือนมาสคอตของจุนจิ อิโต้ มาตลอด (พอ ๆ กับปลาและหอย) อาจารย์ไม่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากผู้หญิงคนไหนเป็นพิเศษ แต่ต้นกำเนิดมาจากการเป็นอมนุษย์ที่ถูกฆ่าตายแล้วเหมือนไม่ตาย ไม่ว่ากี่ครั้งก็จะกลับมา มาจากการที่เขาสูญเสียเพื่อนผู้ชายคนหนึ่งสมัย ม.ต้น จากอุบัติเหตุรถชน อาจารย์อธิบายว่ามันเป็นความรู้สึกแปลกที่วันหนึ่ง คน ๆ หนึ่งก็หายตัวไปจากโลก และเขาคาดหวังว่าจู่ ๆ เพื่อนคนนั้นจะกลับมาปรากฏตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จึงถ่ายทอดความรู้สึกนี้มาสู่มังงะ และถ่ายทอดมันผ่านตัวละครโทมิเอะ 

จุนจิ อิโต้ ใส่ความปรารถนาของมนุษย์ลงไปในตัวโทมิเอะ ทั้งความเป็นอมตะ (จะเรียกแบบนี้ก็ได้) ไม่มีวันตาย แถมยังเพิ่มจำนวนได้ เป็นที่ต้องการเสมอ ชีวิตสมปรารถนา มักได้ในสิ่งที่ต้องการ มีเสน่ห์เย้ายวน น่าดึงดูด บริวารรายล้อมเหมือนราชินี แต่ในเวลาเดียวกันก็อันตรายและน่าสะพรึง สิ่งที่โทมิเอะมีคือทุกอย่างและความสามารถจะทำอะไรก็ได้ตามชอบ เพื่อความสนุก สะใจ ยั่วยวนด้วยการกระตุ้นอารมณ์ทางเพศตัวละครชาย ยั่วยวนให้คนมัวเมาในกิเลส จนทำเรื่องบ้า ๆ แล้วพบกับความวินาศ ส่วนเธอนั้นหัวเราะคิกคัก แม้กระทั่วยั่วยวนให้ผู้อื่นฆ่าตัวเอง เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องข้อจำกัดของการมีเพียงชีวิตเดียว

การวาดโทมิเอะคืออีกหนึ่งผลงานที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากไอดอลอย่าง อุเมซุ คาสึโอะ เพราะในมังงะของอาจารย์คาสึโอะมีแนวทางการวาดที่เรียกว่า ‘สาวงามกับอสูร’ อยู่ครับ ก็คือการวาดให้สิ่งมีชีวิตดูสวยงามและอัปลักษณ์ในเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องยากและท้าทาย แต่ท้ายที่สุดจุนจิก็สร้างตัวละครนี้โดยมองว่าโทมิเอะมีคุณสมบัตินี้อยู่ นอกจากนี้เธอยังเป็น ‘ผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก’ สำหรับเขาด้วย ตัวละครหญิงอื่น ๆ จึงพยายามไม่วาดให้คล้ายโทมิเอะมากเกินไป แต่พอจะต้องวาดให้ออกมาสวย วาดไปวาดมาดันไปคล้ายกับโทมิเอะอีก

สำหรับตอนรูปถ่ายที่อยู่ใน Junji Ito Maniac ตอนนี้นับเป็นตอนที่สะท้อนธีมของโทมิเอะและความตั้งใจของอาจารย์จุนจิเต็ม ๆ คือใช้ความสวยเล่นสนุกด้วยการปั่นหัวตัวเอกหญิงที่ชื่อสึกิโกะ จากนั้นปล่อยให้สึกิโกะถ่ายรูป จนออกมาเป็นรูปที่สวยด้วยใบหน้าด้านหน้า และน่าเกลียดน่ากลัวจากหน้าที่งอกออกมาข้างหลัง ซึ่งนั่นคือความอัปลักษณ์ภายใต้ความสวยงามของตัวละครนี้ 

แรงบันดาลใจก่อนจะมาเป็นความสยองใน Junji Ito Maniac: Japanese Tales of the Macabre ของ จุนจิ อิโต้

สำหรับตอนสั้นที่ความยาว 10 กว่านาที ต้องพูดว่าคละคุณภาพกันไปครับ

ตอนที่ดูจบแล้วเฉย ๆ หรือสนุก แต่รู้สึกว่าจบแบบค้างคาเกินไปหรือไม่ครบถ้วน คือตอน รา ทางวงกตสุดจะทนไหว รถไอศกรีม เกยตื้น ผู้บุกรุก และ ตอนอุโมงค์พิศวง ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากอุโมงค์บ้านเกิดของอาจารย์จุนจิที่นาคัตสึงาวะ ตอนเหล่านี้บางตอนถือว่าเพียงพอ แต่บางตอนก็ต้องพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า หากดูจบแล้วไปอ่านมังงะหรือยังไม่ได้ดูแล้วอ่านมังงะเลย จะได้รายละเอียดครบถ้วนและมีน้ำหนักกว่า การลำดับเรื่องที่แตกต่างแบบลงตัวกว่าครับ แต่ก็นับว่าทำได้ดีไม่น้อยสำหรับบางตอนที่แม้จะตัดให้สั้นลงแต่สารยังครบถ้วน กับบางตอนมีการลำดับใหม่ได้ดีกว่ามังงะ

ต่อมาเป็นตอนที่ขอนิยามว่า จดจำแบบฝังลึกลงไปในจิตใจ ได้แก่ ตอน ห้องแห่งนิทรา กองหนังสือหลอน รูปปั้นไร้หัว ผมยาวแห่งห้องใต้หลังคา และ ข้างหลังตรอก ที่เคยได้คะแนนอันดับ 1 และเป็นที่นิยมมาก ถึงแม้อาจารย์จะยังรู้สึกว่าตัวเองทำได้ไม่เต็มที่ก็ตาม และตอน เด็กขี้แกล้ง ที่ไม่มีสิ่งเหนือธรรมชาติ แต่ขับเน้นความน่ากลัวของมนุษย์ออกมาได้ดี ทุกตอนที่กล่าวไปในประเภทนี้อนิเมะทำได้ในขั้นดี 

สำหรับประเภทจำฝังลึกยังมีอีก ซึ่งผมเลือกแยกมาพูดถึง คือ หญิงกระซิบ จากเล่ม เศษซากอสูร และ สยองหลายชั้น ที่ตีพิมพ์เป็นฉบับพิเศษในหนังสือ เจาะลึก อิโต้ จุนจิ หญิงกระซิบ เป็นตอนที่ต้องชมว่าอนิเมะถือว่าทำได้ดี เพราะถ่ายทอดเสียงทั้งพากย์และอารมณ์ความรู้สึกจากมังงะออกมาแทบครบ รวมถึงเป็นตอนที่ไม่รู้เหมือนกันว่าควรรู้สึกยังไงดี (ในแง่ดี และรู้แต่ว่าตอนนี้ดี) 

ส่วน สยองหลายชั้น ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงที่ค้นพบว่าตัวเองมีหลายชั้นเหมือนวงปีต้นไม้ ก็เป็นอะไรที่สยองและเป็นหนึ่งในตอนที่ดีกับจำฝังตาฝังใจที่สุดเช่นกัน และถ่ายถอดความรู้สึกหดหู่ชวนอึ้งผ่านงานด้านภาพได้อย่างดีทั้งฉบับอนิเมะและมังงะ 

แรงบันดาลใจก่อนจะมาเป็นความสยองใน Junji Ito Maniac: Japanese Tales of the Macabre ของ จุนจิ อิโต้

ในขณะที่ตอน ห้องสี่ชั้น และ สัตว์เลี้ยงแสนรักของโซอิจิ เป็นตอนที่ดูสนุก ๆ เบาสมอง ซึ่งถือว่าอาจารย์จุนจิเลือกมาเพื่อตัดมู้ดกับตอนหนัก ๆ ได้ค่อนข้างดี เด็กหนุ่มคาบตะปูตัวแสบสายปั่นอย่างโซอิจิ ที่ชอบสาปคนอื่นและมาพร้อมกับวลี “เดี๋ยวแกได้เจอความสยองขวัญแน่” ในแง่หนึ่งแม้ออกจะน่ารำคาญอยู่บ้าง แต่ก็เป็นตัวละครที่มีเสน่ห์มาก ๆ และพอเข้าใจได้เลยครับว่า ทำไมนอกจาก โทมิเอะ แล้ว โซอิจิ ถึงเป็นซีรีส์ยาวและเป็นที่นิยมในหมู่ผู้อ่านผลงานอาจารย์จุนจิ อิโต้ 

อาจารย์เคยเล่าตอนให้สัมภาษณ์ว่า โซอิจิเป็นเหมือนร่างแยกของอาจารย์ และมีองค์ประกอบบางอย่างของอาจารย์อยู่ในตัว แม้นิสัยจะไม่เหมือนกันเป๊ะ ซึ่งเดิมที โซอิจิไม่ใช่ตัวเอก แต่ตั้งใจให้เป็นแค่ตัวละครสุดเกรียนที่ไปป่วนทริปหน้าร้อนคนอื่น ในขณะที่ มิจินะ ที่เป็นญาติคือตัวเอกดั้งเดิม แต่หลังจากที่เขียนไปเขียนมา หมอนี่ก็ดูมีเอกลักษณ์และน่าจดจำ จนกลายเป็นเหมือนพระเอกของจักรวาลจุนจิ อิโต้ ไปซะอย่างนั้นเลยครับ ส่วนตอน สัตว์เลี้ยงแสนรักของโซอิจิ เราก็จะได้เห็นความเป็นทาสแมวของปรมาจารย์สยองขวัญท่านนี้ด้วยเช่นกัน

แรงบันดาลใจก่อนจะมาเป็นความสยองใน Junji Ito Maniac: Japanese Tales of the Macabre ของ จุนจิ อิโต้

โดยรวมแล้วใช้คำว่า Junji Ito Maniac: Japanese Tales of the Macabre เป็นผลงานประเภท ‘ดีที่มี’ แล้วกันครับ อาจจะยังไม่สมบูรณ์ทางความรู้สึก แต่หากพูดถึงหน้าที่ของมันที่ทำแฟน ๆ ซึ่งลืมไปแล้วเพราะเคยอ่านล่าสุดตอนมัธยมต้นอย่างผม คนที่อ่านอยู่บ่อย ๆ และรอดูอนิเมะด้วย กับคนไม่รู้จักและไม่เคยดูมาก่อน หันมาชื่นชอบหรือชวนกลับไปอ่านและสนใจงานอาจารย์จุนจิ อิโต้ อีกครั้งได้ ก็นับว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งเลยครับ ยิ่งติดอันดับแรก ๆ ในหลายประเทศทั่วโลกด้วยแล้ว ส่วนสำหรับผมถือว่าเพลิดเพลิน ดูแล้วอยากไปไล่อ่านผลงานอาจารย์ทั้งหมดใหม่อีกครั้ง

พอมานึก ๆ ดู ถึงตอนนี้ก็คงพูดได้แล้วล่ะครับว่า หลังจากที่อาจารย์จุนจิ อิโต้ มีศิลปินหลายคนเป็นไอดอล มาวันนี้เขากลายเป็นนักเขียนมังงะคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งของวงการและของฝั่งซีกโลกตะวันออก เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และเมื่อไหร่ก็ตามที่มีการประกาศสร้างผลงานหรือหยิบผลงานเก่า ๆ ที่เคยตีพิมพ์มาบอกเล่าในอีกฟอร์ม มักจะมีกระแสตอบรับที่ดีและผู้คนรอคอยกันเสมอ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในนั้นเมื่อดูจากปฏิกิริยาของผู้คนตอนลงข่าวเกี่ยวกับอนิเมะเรื่องนี้

ขอปิดท้ายด้วยการพูดถึงผลงานของจุนจิ อิโต้ นอกเหนือจากนี้และที่กำลังจะมาหลังจากนี้ เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ก่อนหน้านี้โปรเจกต์เกม Silent Hills ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างตัวเทพที่ยกย่องและนับถือกันและกันอย่างอาจารย์จุนจิ, กิเยร์โม, เดล โตโร และ ฮิเดโอะ โคจิม่า (Hideo Kojima) จะถูกพับไป แต่เราก็กำลังจะได้ดู Uzumaki หรือ ก้นหอยมรณะ ที่จะสร้างเป็นอนิเมะขาวดำภาพดิบ ๆ แบบต้นฉบับ ออนแอร์ทางช่อง Adult Swim (ช่องที่มี Rick and Morty) กับ โทมิเอะฉบับ Live-action ของฝั่งฮอลลีวูดครับ และหวังอย่างยิ่งว่าจะได้ดูผลงานดัดแปลงจากมังงะเรื่องอื่น ๆ ของอาจารย์อีก ในคุณภาพที่พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ 

ข้อมูลอ้างอิง
  • เจาะลึก อิโต้ จุนจิ
  • www.youtube.com
  • grapee.jp
  • www.mentalfloss.com
  • www.cbr.com
  • sabukaru.online
  • netflixlife.com

Writer

Avatar

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load