19 กุมภาพันธ์ 2564
6 K

เดินทะลุผ่านพิพิธภัณฑ์ไม้ไผ่ คดโค้งชดช้อย

ภาพตรงหน้าเราคือ อาคาร 3 ชั้น สูงสง่า กลมกลืนกับร่มไม้เขียวขจี 

อาคารรพินทร เป็นออฟฟิศทำงานของเหล่าสถาปนิกและภูมิสถาปนิก รวมถึงห้องเรียนวิชาสถาปัตยกรรมของสถาบันอาศรมศิลป์ โดยรีโนเวตจากโรงยิมเก่าของโรงเรียนรุ่งอรุณที่มีโจทย์ใหญ่ คือ อยากให้ทุกคนอยู่ได้ร่วมกันใต้หลังคาเดียว เพื่อเรียนรู้กันและกัน

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

ความน่าสนใจของที่นี่ นอกจากเบื้องหลังการเปลี่ยนฟังก์ชันอาคารที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงแล้ว หลังใช้งานจริงได้ราวปีเศษ ได้รับรางวัล ARCASIA Awards for Architecture (AAA) ประจำปี 2019 หมวด Institutional Buildings (อาคารสถาบัน) รางวัลนี้จัดขึ้นโดย Architects Regional Council Asia (ARCASIA) เพื่อสนับสนุนบทบาทของคนในแวดวงสถาปัตยกรรมเอเชีย ทั้งเรื่องทางเศรษฐกิจ สังคม วิถีชีวิต และตั้งใจแสดงให้เห็นว่า สถาปัตยกรรมที่ดีเป็นองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนากายภาพและจิตใจของผู้คน

เราจึงชวนตัวแทนจากบริษัท สถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม อาศรมศิลป์ จำกัด มาช่วยกันเล่าแนวคิดและการออกแบบที่คำนึงถึงผู้ใช้งานเป็นหลัก โดยมีรายละเอียดเล็กๆ ที่พวกเขาไม่มองข้ามสักจุด

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

มหาวิทยาลัยมุงจาก สู่อาคารจากโรงยิมเก่า

ก่อนเป็นสถาบันอาศรมศิลป์ เมื่อ 23 ปีก่อน รศ.ประภาภัทร นิยม ก่อตั้งโรงเรียนรุ่งอรุณด้วยอยากเห็นโรงเรียนที่ใช้ศักยภาพของมนุษย์ให้เต็มที่ และตอบโจทย์ผู้เรียนทุกคน

อีก 10 ปีต่อมาก็เปิดสถาบันอาศรมศิลป์ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อสอนในระดับอุดมศึกษา ทั้งระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และหลักสูตรประกาศนียบัตรใน 3 สาขา ได้แก่ ศึกษาศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ และศิลปศาสตร์ (ผู้ประกอบการสังคม) โดยเป็นการเรียนรู้บนการงานจริง (Work-Based Learning) ห้องเรียนของเหล่านักศึกษาสถาปัตย์ จึงอยู่ร่วมกับสตูดิโอสถาปนิกวิชาชีพ บริษัท สถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม อาศรมศิลป์ จำกัด

เดิมอาคารที่สถาบันอาศรมศิลป์ใช้เป็นห้องเรียนและห้องทำงานของเหล่าสถาปนิก มีทั้งหมด 5 หลัง หรือที่เรียกกันว่า ‘มหาวิทยาลัยมุงจาก’ หยิบเอาคาแรกเตอร์ของบ้านเรือนชาวบ้านมาใช้ออกแบบ เหตุผลหนึ่งก็เพื่ออยากให้การเรียนรู้เป็นเรื่องธรรมดาที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้ โดยเฉพาะวิชาชีพผู้ประกอบการที่คนมาเรียนส่วนมากเป็นหัวหน้าชุมชนและชาวบ้าน การมาที่บ้านแห่งนี้จึงไม่เคอะเขิน เพราะเป็นเหมือนหมู่บ้านที่พวกเขาคุ้นเคย

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

อีกเหตุผลเพราะตั้งใจให้เป็นสถาปัตยกรรมประหยัดพลังงานด้วยภูมิปัญญาพื้นถิ่นที่ใช้วัสดุจากธรรมชาติ และออกแบบการไหลเวียนอากาศให้เหมาะกับเขตร้อนชื้น อีกทั้งการมุงจาก เป็นกุศโลบายให้ทุกคนได้มีโอกาสเจอกัน คุยกัน จากการช่วยกันซ่อมแซมใหม่ทุก 10 ปี

การช่วยกันสร้างช่วยกันรักษานี้ ทำให้เกิดกระบวนการ ‘ปลูกเรือน ปลูกชุมชน ปลูกชีวิต’ เพื่อเป็น ‘ชุมชนแห่งการเรียนรู้’ อย่างแท้จริง

แต่เมื่อใช้งานไปสักพัก การแบ่งอาคารเป็นเรือนๆ แยกกันระหว่างอาจารย์ นักศึกษา สถาปนิก และภูมิสถาปนิก ทำให้ต่างคนต่างอยู่แต่ในพื้นที่ของตัวเอง ลดโอกาสในการเชื่อมโยงกันหรือมีปฏิสัมพันธ์กัน ประกอบกับออฟฟิศขยายตัวขึ้น พวกเขาจึงมองหาอาคารใหม่ให้ทุกคนได้อยู่ใต้ร่มร่วมกัน โดยไม่ลืมคอนเซปต์ชุมชนแห่งการเรียนรู้

พื้นที่ศึกษาเพื่อการศึกษาใต้หลังคาบ้าน

One Roof หรือหลังคาใหญ่ผืนเดียวกัน เป็นคอนเซปต์ที่ทุกคนในอาศรมศิลป์เห็นตรงกันว่าตรงใจ

พอดีกับโรงเรียนรุ่งอรุณสร้างโรงยิมแห่งใหม่ อาคารหลังนี้จึงว่างลง โปรเจกต์เปลี่ยนห้องเรียนกีฬาขนาด 3 ชั้นเป็นบ้านหลังใหญ่ในชื่อว่า ‘รพินทร’ เพื่อเชื่อมโยงระหว่างนักศึกษากับคนทำงานก็เริ่มต้นขึ้น

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

ด้วยเป็นคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่ให้ผู้เรียนได้ลงมือทำงานจริง จึงเกิดแนวคิดนำโปรเจกต์นี้มาเป็นโจทย์ในห้องเรียนของนักศึกษารุ่นแรกทั้ง 7 คนไปด้วยว่า หากพวกเขาต้องออกแบบโรงยิมแห่งนี้ให้เป็นออฟฟิศและห้องเรียน จะมีหน้าตาเป็นแบบไหน

วิธีการนี้ทำให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างที่หลักสูตรมุ่งหวัง เพราะเปิดให้น้องๆ พรีเซนต์ขายงานให้เหล่าพี่ๆ สถาปนิกฟัง จากนั้นทุกคนได้ร่วมคุยถึงวิถีการอยู่ร่วมกันทั้งสองฝ่าย พอจบเทอม ทั้ง 7 แบบนั้นได้รับการนำไปพัฒนาต่อโดยทีมสถาปนิก ซึ่งได้ แบน-ธีรพล นิยม และ เต้อ-นันทพงศ์ ยินดีคุณ เป็นผู้ออกแบบหลัก

เขาถอดแนวคิด คาแรกเตอร์ และฟังก์ชัน ที่ใช้งานได้จริง มาออกแบบใหม่บนพื้นฐานที่ทางอาศรมศิลป์มองว่าตัวเองเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ไม่ใช่โรงเรียนที่มีห้องเรียน หรือออฟฟิศที่มีแต่ห้องทำงาน ความเจ๋งคือ การนำแนวคิด Home Base มาใช้ ด้วยอยากให้สถาปนิก อาจารย์ นักศึกษา อยู่กันแบบเป็นพี่เป็นน้อง ยึดโยงกันด้วยงานที่มีคุณค่า เลยพยายามสร้างความรู้สึกให้เป็นเหมือนบ้านที่แยกเป็นห้องๆ มีส่วนกลางไว้แชร์กัน

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

และการอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกันที่มองเห็นกันได้หมดนี้ นอกจากเชื่อมโยงทางสายตาแล้ว พื้นที่ยังเอื้อให้เกิดการพบปะพูดคุยกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หากมีปัญหาก็สามารถเดินไปสอบถามพี่ๆ ได้เลย สอดคล้องกับแนวคิดส่วนหนึ่งของเรื่องพื้นที่การเรียนรู้ในศตวรรษ 21 (21st Century Learning Spaces) ซึ่งมองว่าห้องเรียนที่ไม่ใช่โรงอุตสาหกรรม แต่ควรเป็นพื้นที่ที่ทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ฉะนั้น พื้นที่ส่วนรวมจึงสำคัญ และพวกเขาได้ออกแบบข้อนี้ไว้อย่างเรียบง่ายแต่แยบยล รวมถึงใช้สเปซคุ้มค่าจนต้องขอจดไว้ เช่น ทางเดินระหว่างสองฝั่งอาคารที่แปรฟังก์ชันเป็นลานกิจกรรม โถงบันไดทางขึ้น ซอยชั้นสองด้านไม่เท่ากันให้เป็นที่นั่งและไว้โชว์โมเดลได้ ส่วนข้างใต้ซ่อนที่เก็บรองเท้าเอาไว้ บันไดย่อยระหว่างชั้นที่ทำให้เกิดการสัญจรไปมาหาสู่กันได้ง่าย หรือราวกันตกรอบๆ ที่เป็นที่ม้านั่งไปในตัว

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน
รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน
รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

Function Follows Form

เมื่ออยากเก็บอาคารเดิมไว้ให้มากที่สุด ดังนั้นฟังก์ชันจึงต้องวางตามโครงสร้าง

ภายใต้พื้นที่ 3,780 ตารางเมตรของอาคาร 2 ชั้นเดิม และที่ต่อเติมชั้นลอยกับฝั่งทิศเหนือใหม่อีก 2 ชั้น ประกอบด้วย โถงทางเข้า ห้องสมุด ห้องเก็บโมเดล และโรงอาหารในชั้นแรก ส่วนชั้นสองเป็นพื้นที่ห้องทำงานของสถาปนิก ห้องกิจกรรมที่ตรงกลางเป็นโถงทางเดิน เสริมชั้นสามเป็นชั้นลอย มีห้องเรียน ห้องทำงานของภูมิสถาปนิก และดาดฟ้าชั้นสี่-ชั้นห้า เป็นห้องประชุมและห้องสัมมนาขนาดใหญ่

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน
รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

การเปลี่ยนจากโรงยิมเป็นออฟฟิศซึ่งฟังก์ชันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงนั้น มีความยากที่ต้องคำนึงถึงโครงสร้างเป็นหลัก แต่นับว่าเป็นข้อดีเรื่องความแข็งแรง และการที่หลังคาสูงก็ช่วยให้อาคารโปร่งโล่ง ก่อนรีโนเวตต้องทดสอบเรื่องการรับน้ำหนัก เช็กฐานราก เสริมเสาเข็ม และเลือกใช้โครงสร้างเหล็ก กรุกระจกแทนผนังอิฐ เพื่อไม่ให้เกิดน้ำหนักมากจนรบกวนโครงสร้างเดิม

ด้วยความที่เป็นอาคารศูนย์กีฬาขนาดใหญ่ ทำให้ห่างไกลจากธรรมชาติโดยรอบ จึงต้องดันพื้นที่ทำงานให้ออกมาอยู่ด้านนอก โดยพื้นที่ตรงกลางกลายเป็นโถงทางเดิน มีการซอยช่องเปิดระหว่างห้องเพื่อให้เกิดการไหลเวียนอากาศ เดินทะลุไปยังระเบียงที่ต่อเติมเพิ่ม ค้ำยันจากชายคาที่เห็นล้อดีไซน์มากับโครงถักเดิมของชั้นสามในองศาเดียวกันเป๊ะ และเปิดกระจกบานเลื่อนจากทุกห้องออกมาพักผ่อนรับลมเย็นระหว่างทำงานได้ด้วย

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

นอกจากความต้องการให้มองเห็นกันจากทั่วทุกมุมแล้ว การกรุกระจกใสแทนผนังทึบ ใช้เพียงชั้นวางหนังสือเตี้ยๆ กั้นความเป็นส่วนตัวในแต่ละห้อง เพื่อเปิดรับแสงธรรมชาติให้ได้มากสุด สร้างความปลอดโปร่ง ไม่อึดอัดและเป็นการช่วยลดใช้พลังงานไปด้วยในตัว

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

หากแหงนหน้ามองขึ้นไปยังหลังคา ใต้โครงถักไม้ (Wooden Trusses) เดิมซึ่งเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ จะเห็นการเสริมแปใหม่เพื่อรับน้ำหนักหลังคาแป้นเกล็ดด้านนอกที่มุงด้วยไม้ซีดาร์ ส่วนด้านในเป็นไม้อัด OSB ที่ยืดหยุ่น ทนต่อความร้อนและความชื้น ตรงกลางเปิดช่องแสงให้ส่องไปยังทางเดิน ใช้บานเกร็ดไม้วางตัวแนวเฉียง เพื่อจำกัดแสงไม่ให้ส่องไปยังห้องเรียน

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

ส่วนอีกสองชั้นที่ต่อเติมขึ้นไป พวกเขารื้อหลังคาเก่าออก เปลี่ยนไปใช้โครงหลังคาเหล็กแทนไม้ แต่ยังเป็นโครงถัก เพื่อล้อกับฟอร์มเดิมของอาคาร

และแป้นบาสบนชั้นสี่ที่เห็นแม้เป็นสิ่งใหม่ แต่ก็ติดไว้ในตำแหน่งเดิม แทนการระลึกถึงโรงยิมเก่าหลังนั้น

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

ฝั่งตรงข้าม เชื่อมต่อกับอาคารเดิม มีห้องเล่นเกมแทรกกลางระหว่างสองอาคาร ห้องนี้ปรับฟังก์ชันเป็นห้องประชุมเล็กๆ ได้ ด้านหน้ามีบันไดหญ้าให้เดินขึ้น-ลง สู่บริเวณสนาม เวลาพักเที่ยงก็แปรเป็นโต๊ะปิกนิกให้ล้อมวงกินข้าวใต้ร่มไม้ใหญ่

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

ลดการดูแลและประหยัดทรัพยากร

การเลือกไม้เป็นวัสดุหลัก ไม่ได้ตั้งต้นโดยหยิบอัตลักษณ์การออกแบบของสถาบันอาศรมศิลป์มาใช้ แต่เป็นเรื่องของการดูแลจัดการมากกว่า พวกเขาบอกว่าการทำพื้นไม้ให้ถอดรองเท้านั้น ข้อแรก ลดการทำความสะอาด ที่นี่มีแม่บ้านน้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดพื้นที่

ข้อสอง พอเป็นพื้นไม้ หากเดินไม่ระวังจะเสียงดัง หรือฝุ่นอาจตกไปตามร่องใส่หัวเพื่อนข้างล่าง การถอดรองเท้าทำให้ระมัดระวังเรื่องพวกนี้

ข้อสาม เมื่อเท้าสัมผัสพื้นไม้จะเกิดความรู้สึกอบอุ่นและให้ความรู้สึกเหมือนได้ถอดรองเท้าเข้าบ้าน 

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

ส่วนข้อดีของการรีโนเวต ในแง่การใช้ทรัพยากรช่วยให้ประหยัดทั้งค่าใช้จ่ายและเศษวัสดุที่ไม่กลายเป็นขยะเพิ่ม อาจต่างจากหลายที่ที่การรีโนเวตมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการทุบ รื้อ สร้างใหม่ เพราะโรงยิมเดิมอยู่บนเงื่อนไขที่วิศวกรประเมินโครงสร้างแล้วทำได้ ซึ่งหากต้องทุบทุกเสาหรือเปลี่ยนโครงหลังคาใหม่ ค่าใช้จ่ายอาจจะสูงกว่า และเลือกใช้วิธีซ่อมแทนทำใหม่ ทั้งโครงสร้างและพื้นเดิมที่ทำเพียงงานปิดผิวเพิ่ม ส่วนที่รื้อออกก็เก็บไว้ โดยเฉพาะไม้เก่าที่นำกลับมาใช้ทุกชิ้น เช่น ประตู หน้าต่าง ย้ายจากห้องดนตรีเดิมมาอยู่ที่ห้องสมุด

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

มากไปกว่านั้น สิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดการ Re-Place เพราะคุณค่าของอาคารนี้คือความทรงจำ คำว่าโรงยิมของรุ่งอรุณ ไม่ใช่แค่โรงยิม แต่เป็นที่จัดกิจกรรมไหว้ครู มีงานประจำปีที่เด็กๆ ใช้เล่นละครหรือสรุปการเรียนรู้ทั้งเทอม รวมถึงเป็นสถานที่จัดงานคืนสู่เหย้าของศิษย์เก่าหลายรุ่น

แม้ว่าวันนี้ฟังก์ชันจะเปลี่ยนการจดจำอาคารเก่าในความหมายใหม่ แต่สถานที่ที่ยังอยู่ที่เดิมนี้ ยังเก็บเรื่องราวไว้ให้เห็น ให้เล่าถึง และยังมี Sense of Place อยู่เต็มเปี่ยม

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

Writer

Avatar

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

Avatar

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

สำหรับคนชอบสถาปัตยกรรม รักบรรยากาศวินเทจ ชอบเดินเล่นชมเมืองสวยๆ หรือรสนิยมตรงกับทุกข้อที่กล่าวมา ย่านเมืองเก่าภูเก็ตคงเป็นจุดหมายที่น่าไปเยี่ยม อาคาร 2 ชั้นสไตล์เพอรานากันที่เรียงรายตามถนนสายเก่าคล้ายคลึงกับสถาปัตยกรรมที่ปีนังหรือมะละกา ตึกแถวของเมืองท่าติดทะเลผสมวัฒนธรรมจีนเข้ากับกลิ่นอายฝรั่ง ดีเทลเล็กๆ อย่างขอบโค้งของหน้าต่าง ลายฉลุบนกำแพง หรือระเบียงกว้างบนชั้นสอง ล้วนยืนหยัดทนแดด ฝน ลมทะเล และกาลเวลา มาอย่างสง่างาม

ฉันเดินดูตึกเก่าที่ภูเก็ตทั้งวันได้โดยไม่เบื่อ และชอบนอนพักในย่านเมืองเก่ามากกว่าโรงแรมใหม่ ไม่ใช่แค่เพราะความสวยน่ามอง แต่เพราะยุคสมัยของตึกแบบนี้จบลงไปแล้ว อดีตที่อาศัยอยู่ในอิฐปูนทำให้บ้านเรือนที่นี่มีความจริง มีความทรงจำ และมีความหมายพิเศษสำหรับแขกผู้มาเยือน

ชิโน-โปรตุกีส

ตึกสีชมพูพาสเทลแบบหนัง Wes Anderson ในซอยรมณีย์ ถนนถลาง เป็นหนึ่งในอาคารที่ฉันประทับใจมากที่สุด มันสวยเก๋ตามสมัย ขณะเดียวกันก็รักษาความดีงามของยุคเก่าไว้ครบถ้วน ชั้นล่างของตึกเป็นร้านไอศกรีม Torry’s Ice Cream ที่อร่อยเป็นบ้าเป็นหลัง ส่วนชั้นบนเป็นที่พักเล็กๆ ชื่อ 2rooms Boutique House โดยสองสามีภรรยา ทัช-ธรัช กับ ชมพู่-วทัญญู ศิวภักดิ์วัจนเลิศ สถาปนิกจาก Dhamarchitects ตัดสินใจลงทุนรีโนเวตอาคารเก่าเป็นโรงแรมที่สะท้อนตัวตนของพวกเขามากที่สุด

บ่ายวันหนึ่งที่อากาศร้อน (ร้อนพอจะเป็นข้ออ้างให้ซื้อไอศครีมกินหลายลูกโดยไม่รู้สึกผิด) ฉันได้โอกาสเข้าไปเมียงมองห้องพักแสนสวย และพูดคุยกับทัชเรื่องการตบแต่งอาคารเพอรานากันนี้ใหม่ ตั้งแต่โครงสร้างภายนอกจนถึงไอเดียเบื้องหลังทุกซอกทุกมุม

ชิโน-โปรตุกีส

บ้านตัวอย่าง

Dhamarchitects เป็นบริษัทสถาปนิกที่เชี่ยวชาญด้านการออกแบบโรงแรมในภาคใต้ ทัชชอบธรรมชาติ ส่วนชมพู่ชอบศิลปะ ทั้งคู่ผสานจุดเด่นของตนเองเข้ากับบริบทสิ่งแวดล้อมใกล้ทะเล ยิ่งรับงานออกแบบโรงแรมในภูเก็ตและพังงามากเข้า พวกเขาก็เริ่มมองเห็นจุดผิดปกติบางอย่างในการสร้างและรีโนเวตโรงแรมในปัจจุบัน

“เราทำโรงแรมบ่อยจนเป็นของถนัด และเจอว่าโปรแกรมที่เจ้าของโรงแรมให้มามักมีความผิดพลาด เวลาทำโรงแรม เจ้าของต้องไปกู้ต้องแบงก์มา เขาเชื่อว่าต้องทำห้องเยอะๆ เพื่อให้ได้เงินเยอะพอไปผ่อนแบงก์ ทีนี้พอในเมืองมีห้องเต็มไปหมด ก็ต้องแข่งฟันราคากันเละ ทั้งที่เพดานราคาก็ไม่สูงอยู่แล้วเพราะไม่เห็นวิวทะเล เราเลยคิดว่าเมืองเก่าควรมีห้องจำกัด หมดแล้วหมดเลย คุณต้องต่อคิวกันมานอน ยิ่งมีห้องน้อย ห้องก็จะเต็มเร็วขึ้น ราคาย่านนี้ก็สูงขึ้น”

สถาปนิกหนุ่มเล่าว่าเคสที่เขามักเจอคือลูกค้าถูกใจตึกเก่าเลยตั้งใจซื้อมาทำโรงแรม แต่พอคำนวณตัวเลขธุรกิจแล้วก็ต้องทุบตึกโบราณทิ้ง เพราะค่ารีโนเวตแพงกว่าสร้างใหม่ สุดท้ายเรื่องมักลงเอยที่การสร้างที่พักราคาย่อมเยาแห่งใหม่ขึ้นเสมอ

“สมมติคุณมีตึกแถว 1 คูหา 2 ชั้น ชั้นล่างต้องเป็นที่รับแขก มันจะแบ่งได้สักกี่ห้องเชียว แบ่งเป็นห้องข้างหน้ากับห้องข้างหลังดีสุด ตรงกลางมีทางเดินกับห้องเล็กๆ เบ็ดเสร็จแล้วคุณอยากได้เงินเท่าไหร่ บางทีเราก็ถามเขาไปกวนๆ นะ พี่กล้าทำห้องเดียวใหญ่ๆ แล้วขายราคาเท่า 3 ห้องมั้ย ยิ่งห้องเยอะ ต้นทุนก็อีกเรื่องนึงนะ ทั้งค่าเตียง ค่าอุปกรณ์ปูที่นอน เขามักจะไม่เชื่อ ถามกลับเสมอว่าทำได้จริงเหรอ เราเลยอยากทำ mock-up ขึ้นมาให้ดู จำลองธุรกิจให้เขาดูด้วยว่ามันเป็นไปได้”

ชิโน-โปรตุกีส ชิโน-โปรตุกีส

“จริงๆ ไอเดียของเราคือ 1 room คอนเซปต์แรกคือ 1 ชั้นมี 1 ห้อง แต่เผอิญเราได้ 2 ห้องเลยทำเป็น 2 rooms เราไม่ได้คาดหวังว่าจะมีคนมาพักทุกวัน เดือนนึงมี 10 – 20 วันก็เพียงพอแล้ว เราพยายามบอกเรื่องนี้กับลูกค้าทุกคนที่เข้ามา พาเขามาดูตัวอย่างที่นี่ ล่าสุดลูกค้าที่อยากได้ห้องเยอะก็เปลี่ยนใจแล้ว เอาห้องน้อยๆ ก็ได้ พอเห็นภาพก็นึกออกว่ามันน่าอยู่ เห็นความเป็นไปได้หลายทางในการทำที่พัก”

สถาปนิกหนุ่มสาวใส่ความเชื่อของตัวเองเต็มที่ลงในการออกแบบโรงแรมเล็กๆ เมื่อไม่มีโจทย์ลูกค้ามากำหนด สิ่งเดียวที่เป็นตัวตั้งในสมการออกแบบคือข้อจำกัดของอาคารเก่าเท่านั้น

ชิโน-โปรตุกีส

ชิโน-โปรตุกีส

เชื่ออย่างไหน ทำอย่างนั้น

อาคาร 2 คูหานี้เคยเป็นสำนักพิมพ์ผลิตแผ่นพับภาษาอังกฤษชื่อ Art and Culture ที่รวมรวมเรื่องงานศิลปะในภูเก็ตมานานนับ 10 ปี เมื่อเจ้าของที่เป็นชาวต่างชาติตัดสินใจย้ายออกจากตึก Dhamarchitects เข้ามาเซ้งตึกต่อกับบริษัทตันติโกวิทย์ และเปลี่ยนสำนักงานติดแอร์ทั้งหลังให้กลายเป็นอาคารโปร่งกึ่ง outdoor ตามสไตล์บ้านแบบบาบ๋าย่าหยาอีกครั้ง

เมื่อเดินผ่านหน้าบ้านที่เป็นร้านไอศครีม กลางบ้านสีเหลืองคือคอร์ตกว้าง หลังคาเปิดออกเห็นท้องฟ้า มีบ่อรับน้ำฝนตรงกลาง ด้านหลังมีบันไดขึ้นไปชั้นสองที่แยกออกเป็นห้องพัก 2 ปีก

ชิโน-โปรตุกีส

“การอยู่บนเกาะภูเก็ตทำให้วัสดุที่ใช้แพงขึ้นเพราะมีค่าขนส่ง แต่สิ่งที่ได้มาฟรีคือแดด ลม ฝน ที่นี่แดดจัด ลมแรง ฝนมาทีก็หนักเลย ของพวกนี้มันทำให้ฤดูกาลมันชัด เราไม่สามารถไม่คิดถึงมันได้ อีกอย่างคือตึกเก่าจะมีแพตเทิร์นของมัน เห็นบ่อน้ำก็รู้ว่าเคยเป็นคอร์ต พอเปิดโรงแรมก็ต้องเอาพวกนี้มาเล่น ฝนตกก็ให้เห็นไปเลยว่าตก มีที่ให้ลมระบายได้ แล้วสถาปัตยกรรมที่โอเคมันต้องเล่นกับแสงเงา เราต้องคิดว่าอาคารเราสวยที่สุดตอนกี่โมง อย่างที่นี่ตอนเช้าๆ จะสวยดี สบายหน่อยเพราะไม่ร้อน เน้นให้อยู่สบายแบบกว้างๆ โล่งๆ คือเราจะป้องกันแดดฝน 100% เลยก็ได้ ใครก็ทำได้ ปิดให้หมดเลย แต่เราอยากให้เข้า ให้โดนสักหน่อย เปียกบ้างก็ไม่เป็นไร”

“เราโตมาแบบฝนตกแล้วคว้าสบู่วิ่งออกไป แล้วพี่ชายคว้าแชมพูตามหลัง บางทีฝนหยุด ฟองยังไม่หมดก็มี แต่เดี๋ยวนี้คนกลัวฟ้ากลัวฝนกันหมด นานแค่ไหนแล้วที่เราไม่ได้ตากฝนแบบเบิกบานใจ เลยอยากออกแบบให้ความรู้สึกเก่าๆ มันกลับมา”

ชิโน-โปรตุกีส ชิโน-โปรตุกีส

ผลของการออกแบบโดยใช้สัญชาติญาณและอ่านร่องรอยสถานที่ ทำให้อาคารหลังนี้กลับไปมีหน้าตาคล้ายคลึงกับสมัยก่อนโดยบังเอิญ ระหว่างที่ค้นข้อมูลเรื่องบ้านเก่า สถาปนิกหนุ่มได้เจอคนเก่าแก่ที่เฉลยให้เขาฟังว่าอาคารหลังนี้เคยเป็นร้านกาแฟมา 70 ปี มีเจ้าของกิจการคนเดียวไม่เคยเปลี่ยนมือ

“ตึกนี้ถือเป็นตึกที่ประหลาด ถ้าเป็นห้องแถวเขามักจะซอยเป็นห้องๆ แต่ตึกนี้ออกแบบมาตั้งแต่แรกให้มี 2 คูหา บ้านอยู่ข้างบน ข้างล่างเป็นร้าน เขาบอกว่าสมัยก่อนมันก็หน้าตาแบบนี้แหละ แค่บันไดเป็นบันไดทึบขึ้นข้างเดียว เราก็เชื่อว่ามันควรจะเป็นแบบนี้”

ชิโน-โปรตุกีส

ลงมือเปลี่ยนแปลง

ก่อน Dhamarchitects เข้ามาปรับปรุงพื้นที่ ชั้นบนของตึกเป็นห้องทำงานเจ้าของสำนักพิมพ์ ส่วนชั้นล่างเป็นที่ทำงานพนักงาน ปัญหาเดิมของตึกทึบเดินแอร์ทั้งระบบคือความมืดและความร้อนอับ บันไดพาดคร่อมปิดบ่อน้ำ สถาปนิกหนุ่มสาวจัดการรื้อพื้นชั้น 2 บันได และหลังคาบางส่วนออก แล้วทำบันไดใหม่เป็นแบบ outdoor ให้พื้นที่เปิดโล่งและบ่อน้ำได้กลับมาใช้งานอีกครั้งหนึ่ง

กำแพงด้านหลังบ้านเจาะรูเป็นวงกลมขนาดใหญ่ 2 วงซ้อนกันเพื่อให้ผนังมีความพรุน ไม่ทึบตัน ทัชอธิบายว่าเขาไม่สามารถรื้อกำแพงได้ตามชอบใจเพราะตึกเก่าใช้ผนังรับน้ำหนัก เลยต้องเลือกเจาะแค่บางส่วนให้แดดส่องและลมระบาย

“ที่เจาะผนังเป็นรูปนี้เพราะ 1 รูมก็คือ 1 เซลล์ มันเป็น 2 เซลล์ผสานกัน และเป็นโลโก้ของ 2 rooms ด้วย มองแล้วมันเหมือนตัวดับเบิ้ลโอของคำว่า room”

ชิโน-โปรตุกีส

เราเดินขึ้นบันไดขึ้นไปชั้นสองที่แบ่งเป็นปีกซ้ายขวา แต่ก่อนพื้นที่นี้ล้อมด้วยกระจกใสและมีบานเลื่อน สองสามีภรรยาไม่รื้อกระจกออกเพราะใช้กันเสียงได้ แต่ใช้วิธีปูไม้ล้อมกระจกอีก 1 ชั้นเพื่อสร้างความเป็นส่วนตัวให้ห้องพัก ห้องนอนทั้งสองห้องขนาดไม่สมมาตรเพราะตัวตึกเอียงเล็กน้อย แต่ออกแบบให้คล้ายคลึงเหมือนห้องแฝด ด้านหน้าห้องนอนจะมีห้องน้ำบานเฟี้ยมกึ่ง outdoor ด้านหน้า ส่วนห้องนอนสีน้ำเงินขนาดใหญ่ ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้มดูภูมิฐาน ให้ความรู้สึกอบอุ่นน่าอยู่เหมือนบ้าน

ชิโน-โปรตุกีส

ชิโน-โปรตุกีส

ตกแต่งภายใน

นอกจากเตียง ตู้เสื้อผ้า โซฟานั่งเล่น ห้องนอนของ 2rooms Boutique House ยังมีโต๊ะให้เขียนหนังสือและทานข้าว เพราะเจ้าของตั้งใจออกแบบให้แขกที่มาพักนั่งนอนเล่นได้ทั้งวันในห้องแบบ open plan และแทนที่จะซื้อภาพสีน้ำหรือสีน้ำมันมาตกแต่งห้อง พวกเขาก็ติดภาพสเกตช์โรงแรมต่างๆ ที่เคยออกแบบหรือรีโนเวตแทน

ชิโน-โปรตุกีส

ชิโน-โปรตุกีส

“ตัวตึกภายนอกมันช่วยเราได้เยอะ ข้างนอกเราไม่ได้ทำอะไรเลยเพราะมันต่อเนื่องกันทั้งซอยอยู่แล้ว แต่ข้างในเราต้องทำให้มันมีลูกเล่น ทำให้เป็นแบบจีนยุคแรกๆ ไม่ออกสไตล์โคโลเนียล และเครื่องเรือนจะผสมความเป็นจีนกับอย่างอื่นนิดหน่อย เอาเครื่องเรือนมือสองมาผสมปนๆ กัน อย่างโต๊ะเครื่องแป้ง ตู้ใส่ทีวีก็เอามาทำเป็นมินิบาร์ แต่ไม่มีทีวี เพราะเราเป็นคนไม่ดูทีวี และเชื่อว่าคนสมัยนี้ก็ไม่ค่อยดูทีวี เขาดูไอแพ็ดดูมือถือกัน เราว่าถ้าติดไปอย่างงั้นๆ อย่าติดเลยดีกว่า แต่ถ้าเป็นโรงแรมของลูกค้า เขาก็จะอยากให้มีสักหน่อย (หัวเราะ)”

ชาว Dhamarchitects อยากให้แขกอยู่กับตัวเอง อยู่กับความเรียบง่าย และใช้ชีวิตช้าลง พื้นที่หน้าเตียงจึงมีเครื่องเล่นแผ่นเสียงพร้อมแผ่นเสียงพร้อมสรรพแทนที่โทรทัศน์

ชิโน-โปรตุกีส ชิโน-โปรตุกีส

ชิโน-โปรตุกีส

“เรา 40 แล้ว เราเบื่อที่เราลืมเพลงที่เราฟัง ลืมว่าตั้งค่ากล้องไว้ว่าอะไร เพราะของที่สะดวกมันคิดแทนเราหมด เลยเลือกของที่ดึงสติกลับมาหมดเลย กลับมาใช้อะไรช้าๆ แอนะล็อก ของสมัยที่เรายังเด็กกว่านี้ คิดมากกว่านี้ เวลาฟังเพลงก็ไม่ฟังเพลย์ลิสต์ที่ไหลไปเรื่อยๆ อย่างเครื่องเล่นแผ่นเสียง 5 เพลงก็ต้องลุกขึ้นไปเปลี่ยนแผ่นแล้ว แต่เราก็มีของที่เรารู้สึกว่าสำคัญนะ ไม่ได้ตั้งใจให้แขกต้องลำบาก เตรียมปลั๊กแบบนานาชาติ จานชามเผื่อซื้อของมากินในห้อง คือคิดเผื่อคนพักเลย ไม่ได้คิดว่าทำโรงแรมแล้วต้องทำแค่นั้นแค่นี้พอ”

พื้นที่รื่นรมย์

การพักผ่อนที่ 2rooms Boutique House ไม่มี welcome drink แต่จะมี welcome scoop จากร้านไอศครีมด้านหน้าให้กินวันละลูก ทัชเล่าให้ฟังว่าเขาตัดสินใจให้ร้าน Torry เช่าพื้นที่หน้าตึกทันทีที่ได้ชิมไอศครีม ปัจจุบันซอยรมณีย์จึงเป็นจุดแวะเยี่ยมที่มีชีวิตชีวา ผู้คนเดินเข้าออกเพื่อพักผ่อนหย่อนใจตลอดทั้งวัน

“ซอยรมณีย์ ชื่อนี้บอกแล้วว่ามันเกี่ยวกับธุรกิจโคมเขียวโคมแดงต่างๆ คนจะลงทุนบางคนเขาก็รู้สึกว่าที่มันไม่มงคล แต่เส้นนี้เป็นเส้นเดียวที่ตึกทุกหลังยังสมบูรณ์ใกล้เคียงแบบเดิมอยู่ เราน่าจะลองเปลี่ยนค่านิยมลบๆ จากรมณีย์แบบนั้นให้กลายเป็นรมณีย์อีกแบบนึง เป็นที่พักที่ดี และทำให้ย่านนี้ดีขึ้นได้”

สถาปนิกหนุ่มตบท้าย ฉันกวาดตามองถนนสายเล็กๆ เบื้องหน้าที่ดูอบอุ่นน่ารักแล้วเชื่อมั่นในสิ่งที่เขาพูด รมณีย์ในปัจจุบันกำลังมอบความรื่นรมย์แจ่มใสให้กับทุกคนที่ผ่านมาเยือน

ชิโน-โปรตุกีส

2 rooms Boutique House

สถาปนิก: ธรัช ศิวภักดิ์วัจนเลิศ, วทัญญู ศิวภักดิ์วัจนเลิศ
16 ซอยรมณีย์ ถนนถลาง ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต ภูเก็ต
FB | 2rooms Boutique House
076 354 335

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load