รศ.ประภาภัทร นิยม เป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนรุ่งอรุณ

โรงเรียนทางเลือกที่กำลังจะมีอายุครบ 20 ปีแห่งนี้ ได้ชื่อว่าเป็นโรงเรียนทางเลือกที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ทั้งเรื่องบรรยากาศของโรงเรียนที่เหมือนบ้านกลางป่า รูปแบบการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตัวเองตั้งแต่อนุบาลจนถึงมัธยมปลาย ในแต่ละชั้นปีมีธีมหลักที่ทุกวิชามุ่งเข้าหาสิ่งนั้น เช่น เรื่องข้าว เรื่องน้ำ เรื่องกรุงเทพฯ

ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องเป็นโรงเรียนสร้างครูชั้นยอด และอาจารย์ประภาภัทรก็เปรียบได้กับ

‘ครูของครู’

ถ้าเราไม่ใช่นักการศึกษา เราน่าจะตื่นเต้นกับการให้เด็กทำอาหารเที่ยงกินเอง เด็กประถมต้นว่ายน้ำและพายเรือได้ ประถมปลายปลูกข้าวได้ มัธยมต้นออกแบบเก้าอี้และทำเก้าอี้ไม้ทรงประหลาดด้วยตัวเองได้ การสอนวิชาสังคมด้วยการพาเด็กไปอยู่กับชาวเขา ชาวประมง และให้ทำวิดีโอสารคดีส่งเป็นเรื่องปกติ

ทั้งโรงเรียนแยกขยะจนไม่เหลือขยะสักชิ้น เป็น zero waste อย่างแท้จริง ขยะทุกชิ้นจะถูกแยกแบบละเอียดยิบ แพ็กเกจใส่อาหารที่เปื้อนจะถูกล้างและผึ่งให้แห้ง ปากกาหนึ่งด้ามถูกแยกปลอก ด้าม ไส้ และสปริง ออกจากกัน กระดาษเอกสารต้องแยกกระดาษกับลวดเย็บออกจากกัน ทุกคนในโรงเรียนต้องแยกขยะแบบนี้ ถ้าเด็กคนไหนเอาไปทำต่อที่บ้านแล้วผู้ปกครองไม่รู้จะจัดการกับขยะที่แยกยังไง ก็เอามาส่งให้โรงเรียนจัดการต่อได้

ถ้าใครบอกว่าเมืองไทยแยกขยะไม่ได้ หรือแยกไปเขาก็เอาไปเทรวมกัน ต้องมาดูงานที่นี่

ศิษย์เก่าของโรงเรียนรุ่งอรุณที่ The Cloud เคยสัมภาษณ์ไปแล้วคือ เอิ๊ต ภัทรวี, เฌอปราง BNK48 แล้วก็ยังมีคนอื่นๆ อีก เช่น นายแบบอินดี้อย่าง ทู สิราษฎร์ 

กลับมาทำความรู้จักผู้ก่อตั้งเพิ่มเติมอีกสักนิด

อาจารย์ประภาภัทรเริ่มต้นชีวิตครูจากการเป็นอาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อมีประสบการณ์สอนลูกที่มีอาการคล้ายออทิสติก ก็พบว่าหลักสูตรการศึกษาที่มีในเมืองไทยไม่ได้ตอบโจทย์ผู้เรียนทุกคน และเด็กทุกคนมีศักยภาพที่จะเรียนรู้ได้ ถ้าได้รับกระบวนการสอนที่เหมาะสม

อาจารย์จึงก่อตั้งโรงเรียนรุ่งอรุณเมื่อ 20 ปีก่อน

จากนั้นก็เปิดมหาวิทยาลัยอาศรมศิลป์เมื่อ 10 ปีที่แล้ว

และนี่คือบทสนทนาระหว่างเรากับประภาภัทร ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นครูของครู

ประภาภัทร นิยม

ในมุมมองของครู ครูคือใคร

ครูเป็นผู้บอกกล่าวจากภายนอก เป็นเสียงจากภายนอก ธรรมชาติก็เป็นครูได้

การมองแบบนี้ต่างจากมองว่าครูคือผู้สอนยังไง

ทำให้คนเรียนมีโอกาสใช้ศักยภาพในการเรียนรู้ของตัวเองมากขึ้น เพราะเขาจะไม่จำกัดตัวเองว่าต้องรอฟังจากใครคนใดคนหนึ่งคนเดียว หรือวิธีเดียว แล้วเสียงจากภายนอกก็ต้องคู่กับเครื่องรับข้างใน ซึ่งมีหลายเครื่อง แต่ที่สำคัญที่สุดคือ การรู้จักคิดอย่างแยบคาย บางคนนั่งมองบึง มองต้นไม้ ก็รู้อะไรขึ้นมาได้ ไม่ต้องบอกกล่าวด้วยคำพูด แสดงว่าเขามีความสามารถข้างในในการอ่านสิ่งต่างๆ ให้ออก นี่คือปัจจัยข้างใน ปัจจัยข้างนอกคือครู ถ้าสองสิ่งนี้ผสมกันเมื่อไหร่ การเรียนรู้ก็เกิด

รู้เมื่อไหร่ว่ามีความเป็นครูในตัวเอง

ตอนสอนที่จุฬาฯ มั้ง เราอยากถ่ายทอดอะไรบางอย่างที่เรามีอยู่ มีความตั้งใจ มีฉันทะที่จะทำ ทำแล้วก็พอใจ อยากทำให้ดี อยากให้ผู้เรียนไปได้ไกลกว่าข้อจำกัดของเขา

สมัยสอนที่่คณะสถาปัตย์ฯ อาจารย์สอนต่างจากอาจารย์ทั่วไปไหม

คณะสถาปัตย์ฯ สอนต่างอยู่แล้ว นักเรียนไม่ได้เป็นผู้ฟังอย่างเดียว เขาต้องลงมือทำ ต้องใช้ความสามารถของตัวเองค่อนข้างเยอะ เวลาสอนเราไม่ค่อยบอกผู้เรียน แต่ชอบตั้งคำถามไปเรื่อยๆ กระตุ้นให้เขาคิด เอาตัวอย่างมาให้ดู แล้วชวนตั้งคำถาม

ดีกว่าการเลกเชอร์ยังไง

คนเรามีธรรมชาติที่จะรับความรู้ที่เป็นก้อนๆ อยู่บ้าง ถ้าเป็นก้อนสำเร็จรูปจากคนอื่น เป็นความรู้ของคนอื่น เราไม่ค่อยกิน กินก็ไม่ค่อยย่อย แต่ถ้าเป็นสิ่งที่เราพยายามเรียนรู้ด้วยตัวเอง เป็นความรู้มือหนึ่งของเรา เราจะอือๆๆ กับมัน นั่นคือธรรมชาติของเรา การส่งมอบความรู้สำเร็จรูปให้อาจจะเป็นบทบาทหนึ่งของครู แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะการให้ผู้เรียนเรียนรู้จากสูตรสำเร็จรูปมีประสิทธิภาพน้อยมาก หลังๆ ถึงมีทฤษฎีเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ ด้วยการแลกเปลี่ยนความเห็น การสร้างความรู้ต้องเอาความรู้ออกมาประลองกัน ด้วยการพูดคุยกัน หรือการเอามาทดสอบว่าใช่หรือไม่ใช่ เป็นความรู้ที่เกิดจากการประยุกต์ใช้สิ่งที่เรามีอยู่ อาจารย์เรียกว่า ‘ขาออก’ การให้นักเรียนนั่งเรียนแล้วครูก็ใส่ๆๆ เข้ามา นั่นคือขาเข้า ประสิทธิภาพการเรียนรู้จะต่ำ ครูต้องตระหนักว่า บทบาทของครูไม่ใช่แค่เมสเซนเจอร์ที่เอาความรู้สำเร็จรูปมาให้ ต้องมีความรู้ขาออกด้วย

การทำข้อสอบถือเป็นขาออกไหม

เป็นขาออกที่ไม่เต็มใจ เขาไม่ได้อยากจะประลองด้วยวิธีนี้

ตอนสอนมหาวิทยาลัย อาจารย์ดุมาก ทำไมถึงดุขนาดนั้น

บางทีคนเราก็ไม่รู้ตัวนะ เราอยากเห็นนักเรียนประสบผลสำเร็จ เคี่ยวเข็ญตัวเองไม่พอ ไปเคี่ยวเข็ญคนอื่นด้วย เป็นสิ่งที่ไม่ดี ไม่ควรทำ

แต่ก็ทำให้เด็กพัฒนาขึ้น

ก็ใช้วิธีอื่นสิ ไม่ต้องดุก็ได้ ตั้งคำถามเขาก็อยากเรียนแล้ว ตอนนั้นอาจารย์ยังอายุไม่มาก ยังแรงอยู่ ก็ไม่รู้เนื้อรู้ตัว หลังๆ ไม่ดุแล้ว เปลี่ยนวิธีการ

ปีนเขา

พอเปลี่ยนจากสอนเด็กมหาวิทยาลัยมาเป็นเด็กอนุบาล อะไรคือสิ่งที่ต่างไปที่สุด

เราได้เริ่มต้นจากวัยที่ยังมีความหวังมากๆ เขายังไม่ถูกกำหนดกรอบความคิด โอกาสของเขาเยอะ เราเห็นว่ามันงอกงาม มันทำได้ เด็กมหาวิทยาลัยถูกกำหนดทุกอย่างมาหมดแล้ว เขาแค่ต้องการสำเร็จการศึกษา เลยไม่สนุกกับการเรียนรู้เท่าไหร่

ทำไมถึงเชื่อมั่นในศักยภาพการเรียนรู้ของมนุษย์ขนาดนี้

เราเรียนรู้จากลูกคนเล็ก เขามีอาการคล้ายออทิสติก ทำให้เราได้เรียนรู้เยอะมาก เขารับรู้ไม่เหมือนคนปกติ เขาตั้งใจฟังนานๆ ไม่ได้ ไม่มองตาเรา เราก็ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไร เข้าใจไหม แต่เราเริ่มเห็นว่าเขารู้นะ พอเขาคลิกอะไรบางอย่างได้ การเรียนรู้ของเขาไปลิ่วๆๆ เราก็ อ๋อ วิธีการจัดการเรียนการสอนแบบปกติบางทีก็ไม่ได้เหมาะกับเด็กทุกคน

โรงเรียนรุ่งอรุณ
โรงเรียนรุ่งอรุณ

ตอนเปิดโรงเรียนรุ่งอรุณ อาจารย์อยากเห็นภาพโรงเรียนแบบไหน

เราไม่ได้คิดภาพสุดท้ายว่าจะต้องเป็นยังไง มันเริ่มจากจุดเล็กๆ ในความเชื่อว่า มนุษย์ทุกคนมีความสามารถพิเศษ คือทุกคนเรียนรู้ได้ ตอนเป็นอาจารย์ที่จุฬาฯ เราเห็นว่าเด็กๆ ไม่ค่อยได้ใช้สิ่งนี้ เอาแต่รออาจารย์ตัดสิน ทำให้เราหงุดหงิดมาก เขาออกแบบมาแล้วรอให้เราตัดสิน ซึ่งการตัดสินของเราอาจจะใช่หรือไม่ใช่ก็ได้ เขาต้องแลกเปลี่ยนความเห็นได้ว่าสิ่งที่เขาคิดคืออะไร อาจารย์เลยอยากเห็นโรงเรียนที่ใช้ศักยภาพของมนุษย์ให้เต็มที่

20 ปีก่อนไม่มีโรงเรียนแบบนี้เหรอ

ไม่มี

ทำไมถึงไม่มี

เป็นจารีตที่เราเรียนกันมาด้วยวิธีนี้ เราต้องฟัง แล้วถูกตัดสินมาตลอด เมื่อก่อนอาจจะดีก็ได้ แต่ยุคนี้ไม่ค่อยจะเหมาะแล้ว

ทำไมถึงมั่นใจว่าทุกคนเรียนรู้ด้วยตัวเองได้

เราเชื่อพระพุทธเจ้า เรามาลองฝึก ลองเรียนรู้ ลองปฏิบัติด้วยตัวเอง แล้วพบว่าวิธีสอนของพระพุทธเจ้านี่ใช่เลย ท่านไม่ได้สอนด้วยการเอาความรู้ของท่านใส่เข้าไปในคน แต่ท่านดูว่าเขาเป็นใคร คิดอะไรอยู่ มีปัญหาอะไร แล้วท่านก็พลิกมุมมอง ทุกคนเลยเข้าใจได้ทันที แสดงว่าทุกคนมีสิ่งนี้รออยู่ที่จะอ๋อด้วยตัวเอง

การศึกษาทางเลือก
การศึกษาทางเลือก

สิ่งที่ยากที่สุดในการตั้งโรงเรียนทางเลือกเมื่อ 20 ปีก่อนคืออะไร

การสร้างครู พระพุทธเจ้าเป็นครูของโลก คนที่จะเป็นครูได้ต้องรู้ชีวิต รู้ความเป็นไปของความเป็นมนุษย์ รู้ความเป็นไปของกระบวนการเรียนรู้ซึ่งเกิดจากข้างในด้วย ข้างนอกด้วย

ครูคณิตศาสตร์รู้แค่คณิตศาสตร์ไม่พอหรือ

เขาต้องรู้ว่าเด็กเข้าใจคณิตศาสตร์อย่างไร แล้วเอามาใช้ให้เป็น ครูอาจจะเริ่มสอนด้วยสถานการณ์บางอย่าง เช่น มีเด็กเข้าแถวเรียงตามลำดับไหล่กันสิบเอ็ดคน แล้วมีคนหนึ่งยืนในตำแหน่งที่ผิด สิ่งนี้บอกอะไรบ้าง สิ่งนี้ยั่วให้เด็กคิดนะ หลังจากนั้นครูจะให้เด็กเขียนสิ่งที่คิด ดูว่าทั้งห้องมีกี่วิธี ให้เด็กอธิบายวิธีคิดแล้วดีเบตกัน จนได้ข้อสรุปที่เป็นเอกฉันท์ เข้าใจตรงกัน ออกมาเป็นทฤษฎี เป็นการเรียนย้อนหลัง เริ่มจุดประกายให้ผู้เรียนก่อน

การศึกษาทางเลือก

พ่อแม่ที่ส่งลูกมาเรียนสิ่งนี้เมื่อ 20 ปีก่อน เป็นคนแบบไหน

เป็นคนที่เห็นอะไรบางอย่างในตัวลูก เห็นว่ามันไม่ไปด้วยกันกับแบบแผนปกติตามจารีต แล้วเขาก็แสวงหาว่าที่ไหนที่จะให้โอกาสลูก มนุษย์เราไม่เหมือนกันสักคน แต่โรงเรียนพยายามจะทำให้เหมือนกัน บางทีเด็กบางคนก็ซื่อตรงกับตัวเอง เลยไม่ยอมทำตามนั้น

บางคนเรียกว่า ดื้อ แต่อาจารย์เรียกว่า ซื่อตรงกับตัวเอง

ใช่

มีข้อดีไหม

มันดีตรงที่เขารู้แล้วว่าเขาไม่ใช่แบบนั้น แล้วเขาก็ไม่แน่ใจว่าเขาเป็นอะไรกันแน่ เขาก็อยากทดลอง ถ้าไม่มีพื้นที่ให้เขาทดลองเขาก็เฟล มีทั้งข้อดีข้อเสีย

โรงเรียนรุ่งอรุณ
งานไม้

ระบบการศึกษาโลกกำลังมุ่งหน้าไปทางไหน

นวัตกรรมทางการศึกษาทั้งหลายมาทาง Active Learning มากขึ้นเรื่อยๆ คือเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ กับครู กับสถานการณ์จริง เรียนแบบเน้นเป็นโปรเจกต์ ให้ตั้งโจทย์เอง คิดว่าอะไรคือประเด็น จะแก้ปัญหายังไง ใกล้เคียงกับวิธีการเรียนรู้ของมนุษย์ตามธรรมชาติ เพราะเราพบว่า ความรู้ไม่ใช่แบบแผนที่ต้องรู้ แต่รู้เพื่อเอาไปใช้ และใช้ทันที การเรียนแบบโปรเจกต์ทำให้ได้ใช้ความรู้ทันที ไม่ใช่รู้ไว้ล่วงหน้านานๆ เรียนจบแล้วค่อยเอามาใช้ เช่น เรียนเรื่องกรดด่าง เราก็ทำโปรเจกต์ให้ศึกษาน้ำเสียจากครัวที่อยู่ในบ่อดักไขมัน เอาน้ำไปทดสอบด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์ แล้วก็หาวิธีบำบัด เขาต้องรู้มากกว่ากรดด่าง ต้องรู้ว่ามีจุลินทรีย์อะไรย่อยไขมันได้ เป็นการเรียนเพื่อใช้ความรู้ แล้วเขาก็ไม่ได้ตกใจกับการต้องออกไปหาความรู้ เพราะความรู้ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ใครสถาปนาไว้ ต้องกราบไหว้บนหิ้ง พอรู้แล้วก็ลืม น่าเสียดาย

ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงรู้สึกว่าความรู้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เราไปเชื่อแบบนั้นตอนไหน

ตอนที่เราพยายามทำให้ระบบการศึกษาหรือระบบโรงเรียนเป็นระบบแบบแมส เป็นระบบอุตสาหกรรมที่ทำให้เด็กดูเสมือนว่าเหมือนกันทุกคน เอาเด็กอายุเท่ากันเข้ามาในชั้นเรียน ซึ่งสภาพแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในสังคม เราทำแบบอุตสาหกรรม คัดมาเลย ป.1 ล้วนๆ แล้วคิดว่าเด็กทุกคนอ้าปากรองรับสิ่งเดียวกันแล้วจะรู้สิ่งเดียวกัน ทำให้จัดการง่าย

การศึกษาทางเลือก

ที่นี่กำลังให้ครูเป็น learning designer สิ่งนี้คืออะไร

ครูทำหน้าที่ออกแบบสถานการณ์การเรียนรู้ไว้ รอให้เด็กเข้ามาสัมผัส เหมือน Learning Lab ครูอนุบาลจัดมุมเรียนรู้เรื่องต่างๆ ไว้ (ตรงโถงระหว่างห้องและในทุกห้องเรียนเหมือนนิทรรศการที่เล่นได้ในพิพิธภัณฑ์) ตอนแรกครูไม่ค่อยเชื่อว่าเด็กจะควบคุมตัวเองให้ไปเรียนทุกมุมได้ ก็เลยคิดวิธีกำกับเด็กอนุบาลให้ไปฐานหนึ่ง ฐานสอง แต่พอเปิดเทอมมาไม่เป็นแบบนั้น เด็กเข้าเอง บางมุมเด็กอยู่นาน แต่ในที่สุดเขาก็อยากรู้มุมอื่น แล้วก็ไปจนครบ แล้วกลับมาอยู่มุมที่เขาสนใจจริงๆ จบแล้วครูก็มาสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ นอกห้องเรียนก็มี มีเครื่องสูบน้ำพุที่ทำไว้ให้เด็กเล่น เปิดเทอมมาเด็กเล่นกันทั้งวันไม่ไปไหน น้ำ ทราย เนินดิน ต้นไม้ เป็นสิ่งที่เด็กชอบเรียนรู้มาก

มีพ่อแม่ที่ไม่อยากให้ลูกเล่นดินเล่นทรายไหม

ตอนแรกๆ ก็แบบนั้น กลัวลูกตกน้ำ ช่วงก่อนปิดเทอมใกล้ๆ สงกรานต์ อาจารย์ให้เป็นวันปล่อยผี ให้เด็กทุกคนลงบ่อดินตื้นๆ ลงไปก็ขี้โคลนเต็มไปหมด เหมือนควายลงปลัก เด็กๆ สนุกมาก หลังจากนั้นพ่อแม่ก็เลิกบ่น เข้าใจแล้ว (หัวเราะ)

โรงเรียนรุ่งอรุณ

มีคนบอกว่า อาจารย์สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในเด็กได้เร็วมาก และตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงนั้นทันที

เราเห็นแล้วเราไม่เฉย เราจะพาครูไปดูทันที แล้วก็ปรับทันที เพราะเด็กกินไม่อิ่มแล้ว เด็กไปไกลกว่าครูแล้ว เด็กประถมทำคลิปขึ้นยูทูบเองได้แล้ว ครูต้องเห็นว่าเด็กไม่ต้องการให้สอนทำคลิป แต่เขาต้องการเนื้อหาคลิปที่ดี เราต้องท้าทายเขาด้วยเนื้อหา ทำยังไงให้เขาแปลงเรื่องราวเหล่านี้ให้กลายเป็นเนื้อหาในวิดีโอที่ดีได้

ทำไมที่นี่ถึงชอบให้เด็กทำวิดีโอสารคดีมาส่ง แทนที่จะให้เขียนรายงาน

เป็นวิธีการถ่ายทอดความรู้ที่มีประสิทธิภาพ กระบวนการทำงานก็ฝึกให้เด็กมี Critical Thinking ได้เรียนรู้ว่าอะไรคือประเด็นหลัก ฝึกตั้งคำถาม ต้องผ่านการคิดอย่างมีวิจารณญาณสูง เด็กชอบมาก เพราะเขาไม่ชอบเรื่องอะไรง่ายๆ โจทย์เขาก็ตั้งกันเอง จากสิ่งที่เขาเรียน

เด็กยุคนี้ต่างจากยุคก่อนยังไง

เรียนรู้ไว เขาจะไม่ทิ้งเวลานานสำหรับการเรียน เรียนแล้วต้องใช้ทันที คุณภาพการฟังของเขาอาจจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่เราเสริมได้ด้วยการให้เขาทำงานเป็นทีม ต้องคุยกัน ปรับความเห็นที่แตกต่าง ยอมรับให้ได้ ไม่ปิดกั้นตัวเอง

เด็กเปลี่ยน ครูก็ต้องเปลี่ยน

เราเปลี่ยนวิธีการสอนทุกปีนะ ไม่ได้เปลี่ยนตามทฤษฎีมากมายนัก แต่เปลี่ยนให้เข้ากับเด็ก เพื่อให้เด็กเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง ได้โตตามธรรมชาติ ครูต้องปรับวิธีไปเรื่อยๆ เด็กยุคนี้อยากเรียนรู้อะไร อย่างเด็กอนุบาลเราให้ทำขนมปัง ครูก็แทรกการเรียนเข้าไปด้วย ยีสต์ทำหน้าที่อะไร ทำไมขนมปังถึงฟู ตั้งคำถามแล้วทดลองกัน ตอนอบนี่หอมมากเลยนะ ถ้าไม่ใส่ยีสต์ขนมปังจะแข็งเลย แต่เด็กก็กินกันจนหมด (หัวเราะ) มันมีเรื่องที่น่าสนใจสำหรับเด็ก ครูต้องมองให้เห็น อ่านให้ออกว่าทุกอย่างมีมุมของการเรียนรู้อะไรที่ท้าทายตัวเด็ก

โรงเรียนรุ่งอรุณ

แนวคิดในการออกแบบโรงเรียนรุ่งอรุณคืออะไร

โรงเรียนเป็นบ้านและเป็นห้องเรียนธรรมชาติ บ้านให้ความรู้สึกเป็นกันเอง ครูจะผ่อนคลาย อยู่กับนักเรียนก็จะไม่วางท่าเป็นผู้รู้ ที่นี่ไม่มีโรงอาหาร เราให้นักเรียนกับครูแต่ละห้องทำอาหารและกินข้าวด้วยกันในห้องเรียน เหมือนบ้าน เป็นกิจวัตรที่เด็กได้เรียนรู้ไปด้วยกัน แล้วก็ได้ฝึกทักษะต่างๆ เยอะมาก ทั้งกล้ามเนื้อ มือ ตา ต้องบริการคนอื่นด้วย อนุบาลนานๆ ทำเองที ที่เหลือมีแม่ครัวมาทำให้ ประถมทำสัปดาห์ละครั้ง นักเรียน ม.ต้น ทำห้องใครห้องมัน ส่วน ม.ปลาย แบ่งเป็นกลุ่มผลัดเวรกันมาทำเลี้ยงทั้ง ม.ปลาย ทุกวัน เด็กๆ คิดรายการอาหารมาเสนอครู วันนี้ทำขนมจีนน้ำเงี้ยวกัน แล้วเด็กๆ ก็ทำความสะอาดห้องเรียนเอง ห้องโถง ส้วม เด็กอนุบาลก็ทำเอง กลับบ้านไปเก่งเลย เขาได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากการฝึกทำงานพวกนี้

คหกรรม

ทำไมธรรมชาติถึงเป็นห้องเรียนที่ดี

เป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ เรียนไม่รู้จบ เรียนได้ทุกชั้นตั้งแต่อนุบาลถึง ม.ปลาย เรียนในห้องเรียนเขาอึดอัดนะ เขาถูกจำกัดพื้นที่ อยู่กันเยอะๆ ก็ซน จะหาเรื่องเล่น ก็พาไปเล่นเลยดีกว่า เรารู้ว่าพฤติกรรมของคนถูกหล่อหลอมด้วยสภาพแวดล้อมทางกายภาพ คนที่อยู่ในสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่เปิดกว้าง จิตใจก็จะเป็นอีกแบบ

20 ปีก่อนต้นไม้ในโรงเรียนเยอะแบบนี้ไหม

ไม่มีเลย เดิมเป็นสวนกล้วยไม้ ปลูกใหม่หมดเลย แล้วการตัดต้นไม้ที่นี่เป็นเรื่องใหญ่มาก ต้องขออนุญาต

โรงเรียนรุ่งอรุณ

การมีต้นไม้ใหญ่ในโรงเรียนดีกับเด็กยังไง

มันเป็นที่มาของชีวิตทุกอย่างเลย คุณเชื่อไหม ที่นี่มีเห็ดโคนขึ้นนะ ตื่นเต้นกันจะตาย เด็กก็ได้เรียนรู้ว่าเห็ดโคนขึ้นจากอะไร การเรียนรู้ทุกเรื่องมาจากธรรมชาติหมดเลย มีต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เป็นต้นที่เราให้เด็กอนุบาลทุกคนมาปีน ให้เวลาห้านาที เด็กสิบกว่าคนต้องช่วยกันปีนต้นไม้ขึ้นไปให้หมด เป็นการฝึกความอดทน รู้ว่าเราเป็นผู้นำในบางครั้ง เป็นผู้ตามบ้าง ให้เด็กได้ตัดสินใจแบบแมนๆ หลังๆ ให้เด็กไต่สะพานเชือกข้ามน้ำด้วย

พ่อแม่เขาไม่กลัวลูกตกต้นไม้เหรอ

เราก็พาพ่อแม่มาทำด้วยกัน พอลูกเข้าอนุบาลหนึ่งได้ปุ๊บ ผู้ปกครองต้องมาเข้าห้องเรียนพ่อแม่ สามสิบชั่วโมง มาทำอะไรแบบนี้กับลูกทุกวันเสาร์ เขาจะเห็นความสามารถในการเรียนรู้ของลูก แล้วก็จะวางใจ ปล่อยให้ลูกเรียนรู้ ไม่กำกับมากเกินไป หรือปล่อยปละมากเกินไป พอดีๆ

โรงเรียนรุ่งอรุณ

เด็กได้ทำนาในโรงเรียนด้วย

นาใกล้ๆ นี้เป็นของเด็ก ป.5 เขาปลูกข้าวไรซ์เบอรี่ เขาปลูกมาหลายปีแล้ว เห็นว่ายังไม่ดีพอ ปีนี้เขาบอกว่า จะทำให้ข้าวของเขามีคุณภาพมาตรฐานเท่าข้าวอินทรีย์ของโลก เด็กเดี๋ยวนี้มันใช่ย่อย เขาก็จะค่อยๆ คืบไปแบบนี้

ทำไมถึงพาเด็ก ม.ปลาย ไปออกภาคสนามด้วยการพาไปอยู่กับชาวบ้านที่มีปัญหา

มันต้องเป็นสถานการณ์จริงของผู้คน เขาถึงจะได้เรียนรู้เยอะ ถ้าไปดูเฉยๆ เป็นแค่ผู้สังเกตการณ์ตัวเราก็จะห่างออกจากเรื่องนั้น แต่ถ้าลงไปอยู่กับเขาทำตัวเป็นลูกหลานเขา ไม่ว่าจะเป็นคนต้นน้ำ ชาวเขา ชาวประมง คนที่ได้รับผลกระทบจากเหมือง จากโรงไฟฟ้าถ่านหิน เราจะเข้าใจชีวิตเขาว่ากำลังเผชิญกับอะไร เขาอยู่อย่างสุขสบายด้วยวิธีไหน หรือเจอปัญหาอะไรในชีวิต ซึ่งมาจากเรื่องราวอะไรในสังคม เขาจะได้เรียนรู้หมด เป็นการเตรียมตัวเป็นมนุษย์ เป็นคนในสังคมที่เข้าใจสังคม ถ้าเราอยู่ในสังคมนี้เราต้องมีส่วนผูกพันกัน เขาจะไม่เป็นคนที่แยกตัวจากสังคมหรือแสวงหาแต่ผลประโยชน์ส่วนตัว เราต้องรับรู้ความเป็นไปทั้งหมดด้วยกัน

แยกขยะ
แยกขยะ

ทำยังไงที่นี่ถึงไม่มีขยะ

ทุกสิ่งที่ออกจากตัวเราจะไม่เป็นขยะ เราต้องคิดว่ามันจะไปยังไง เวลาไปซื้อของเราจะได้ไม่ซื้อขยะมามาก ทำให้เห็นวิธีการว่าทำได้ไม่ยาก แล้วก็ทำไปด้วยกัน ตอนแรกขยะในโรงเรียนเยอะ รอ กทม. มาเก็บ ถังก็ไม่พอ กองอยู่หลังโรงเรียน แมลงวันเยอะ อาจารย์เลยให้เอาขยะทั้งหมดมากองตรงกลางลาน แจกถุงมือกับหน้ากากให้ครูทุกคน มานั่งล้อมวง แล้วหยิบขยะมาดูทีละชิ้น ช่วยกันคิดว่าถ้าจะไม่ให้มันเป็นขยะต้องทำยังไง ก็เห็นภาพว่า เมื่อขยะที่ปล่อยจากตัวเราไปรวมกันเป็นยังไง ที่สาหัสคือแพ็กเกจที่เปื้อนแล้วไม่ได้ล้างอาหารจะบูดเน่าอยู่ในนั้น ก็ได้ข้อสรุปว่า ต่อไปจะไม่ปล่อยให้ถุงพลาสติกหรือกล่องที่เปื้อนแล้วไม่ได้ล้างลงไปอยู่ในกองขยะ เลยทำเป็นสถานีล้างขยะ พอเจอกระดาษห่อข้าวมันไก่ก็งงว่าทำไมมีครูคนหนึ่งลอกพลาสติกออก เอาพลาสติกไปล้าง กระดาษก็ทิ้งเป็นเศษกระดาษ กล่องนมใช้วิธีตัดแล้วแผ่ออก ล้างให้สะอาด เราให้เด็กอนุบาลทำสิ่งนี้ เพราะเขาต้องกินนมที่ทางบ้านเตรียมมา ก็ทำกันด้วยความสนุกสนาน ผู้ใหญ่ก็ต้องยอมทำตามในที่สุด

พระพุทธรูป

บางคนบอกว่าที่นี่เป็นโรงเรียนวิถีพุทธ มันต่างจากการสอนวิชาพุทธศาสนาในโรงเรียนอื่นยังไง

เราไม่ได้สอนเป็นวิชา แต่ประยุกต์แนวคิดของวิถีพุทธมา เราทำให้ครูตระหนักว่าทุกอย่างที่เรียนควรจะเป็นสิ่งที่มีคุณค่า มีความหมายต่อชีวิต และทำให้ชีวิตมีคุณค่า ครูต้องออกแบบทุกแผนการเรียนการสอนโดยตั้งเป้าหมายนี้ให้ชัด ถ้าให้เขาเรียนสมการกำลังสอง ต้องบอกได้ว่ามันเกี่ยวอะไรกับชีวิตเขา ทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นยังไง วิชาความรู้สรรพศาสตร์ทั้งหลายต้องทำให้ชีวิตดีขึ้น

ถ้าตอบว่าใช้สอบเข้ามหาวิทยาลัย ถือว่าทำให้ชีวิตดีขึ้นไหม

ก็ดีขึ้น แต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ต้องเอาชีวิตดีขึ้นเดี๋ยวนี้แบบที่เด็กเข้าใจและรู้สึกได้ด้วยตัวเอง ว่ามันมีความหมายต่อเรา แล้วเขาก็อยากเรียน เราพบว่าสิ่งที่มีความหมายต่อผู้เรียนและท้าทายมากที่สุดจะมีคุณค่าแฝงอยู่ในนั้น มนุษย์เราพิเศษตรงไม่รับสิ่งที่ไม่มีคุณค่า และไม่ได้ทำให้ตัวเองดีขึ้น เราถึงเติมคุณค่าเข้าไปในทุกเรื่องที่สอน ทุกกิจกรรมที่ทำ ทำไมเราถึงสร้างอาคารแบบนี้ สร้างโรงปั้นแบบนี้ เพราะเราเห็นว่ากิจกรรมการปั้นมีคุณค่า เราต้องการส่งเสริมคุณค่านี้ เราต้องให้เขาอยู่บนบรรยากาศที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติ เราพบว่าการปั้นช่วยฝึกมือ ตา และการบาลานซ์ มันช่วยฝึกวินัยบางอย่างในใจ เด็กพิเศษบางคนได้งานปั้นช่วยให้เขาสงบแล้วจัดการชีวิตตัวเองได้ ทุกเรื่องไม่ใช่สิ่งที่ทำไปอย่างงั้นๆ ทุกเรื่องทำให้ถึงคุณค่าได้ทั้งนั้น แยกขยะก็มีคุณค่าได้ มันกลับมาสอนใจตัวเองได้ เอาขยะออกจากใจตัวเองก่อน เป็นพุทธเชิงนัย ครูและนักเรียนทุกคนจึงเข้าถึงได้

การเรียนการสอนแบบนี้ทำให้เด็กเข้ามหาวิทยาลัยได้ไหม

เขาก็เข้าได้นี่ ถ้าเขาเข้าใจวิชาต่างๆ ได้ การสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ไม่ใช่เรื่องยาก บางคนก็ไปเรียนพิเศษเพิ่มเติม บางคนไปติวก่อนสอบ แค่ไปรู้ว่าข้อสอบมันจะถามอะไร

โรงเรียนรุ่งอรุณ
เซรามิก

เวลาเห็นข่าวครูแย่ๆ ท้อไหม

ครูเหล่านั้นเขายังไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเขาทำสิ่งที่ดีได้ ถ้ารู้เมื่อไหร่เขาก็คงทำ แต่ที่ร้ายจริงๆ ก็ไปทำอย่างอื่นเถอะอย่ามาเป็นครูเลย แต่ไม่ว่ายังไงโลกนี้ก็ยังต้องมีครู และมีครูดีๆ เยอะกว่าครูไม่ดี ไม่งั้นพวกเราจะรอดมาได้ไง เราเห็นแต่ข่าวครูไม่ดี เลยไปวอแวกับเรื่องนั้นเยอะ ทางที่ดีคือเราต้องมุ่งสร้างครูดีๆ

นักเรียนจำเป็นต้องเคารพครูไหม

ถ้าไม่เคารพก็จะไม่เกิดความสัมพันธ์ เหมือนที่พูดไปตอนแรกว่า การเรียนรู้มีทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน ถ้ามันไม่ถึงพร้อมการเรียนรู้ก็เกิดยาก ใครจะทำหน้าที่เหนี่ยวนำปัจจัยภายใน ครูที่เป็นกัลยาณมิตรของเด็กจะเหนี่ยวนำปัจจัยภายในของเด็กได้

เรื่องนี้มี 2 ด้าน ถ้าเด็กเคารพครู ความเป็นครูก็เกิดนะ ถ้าได้ชื่อเพียงว่าเป็นนักเรียนกับครูกันแต่ไม่เคารพก็ยังไม่เป็นครู ความเป็นครูมันขึ้นกับนักเรียนศรัทธาไหม ถ้าเขาเคารพ แสดงว่าครูเป็นผู้บอกกล่าวที่ดีสำหรับเขา ถ้าเด็กไม่เคารพครูจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ โลกนี้จะอยู่กันยังไง ใครจะบอกใคร มันก็ยุ่งเหมือนกันนะ ส่วนครูก็ต้องตระหนักว่าอะไรคือจุดที่ทำให้เด็กเชื่อมั่น ศรัทธา เด็กจะพึ่งพาสติปัญญาของเราได้ไหม เราเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณให้เขาได้หรือเปล่า การสถาปนาครูไม่ได้เกิดจากการแต่งตั้ง แต่เด็กเป็นคนเลือก ความเป็นครูถึงเกิด

ครูต้องทำตัวยังไงเด็กถึงเคารพ

ต้องเปิดใจเรียนรู้เด็กจริงๆ เด็กถึงจะวางใจ ถ้าครูคนไหนเคี่ยวเข็ญจะให้ได้อย่างนั้นอย่างนี้ก็เหมือนพ่อแม่ที่หวังดีอยากให้ลูกเป็นโน่นเป็นนี่ เด็กอาจยอมเคารพด้วยอำนาจบางอย่าง ดูเหมือนเคารพแต่เป็นไปด้วยอำนาจหรือเปล่า ครูต้องระวังส่วนนี้ให้ดี

โรงเรียนรุ่งอรุณ
โรงเรียนทางเลือก

ถ้าครูที่อยู่ในโรงเรียนซึ่งเต็มไปด้วยแบบแผนอ่านแล้วชอบวิธีการของรุ่งอรุณ เขาทำอะไรได้บ้าง

ทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั่นหละ สิ่งที่เล็กที่สุดคือความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน ตรงนี้ทำได้ไม่มีใครมาบังคับ จะโครงสร้างแบบไหนหลักสูตรไหนก็ทำได้ ที่นี่ก็ใช้หลักสูตรมาตรฐานแกนกลาง แต่ครูใช้วิธีการอีกอย่าง สอนเสร็จก็เอาไปเทียบว่าตอบตัวชี้วัดได้ มันขึ้นกับใจของคุณว่ามั่นคงแค่ไหน

20 ปีรุ่งอรุณ อะไรคือสิ่งที่อาจารย์ภูมิใจสุด

เราได้สร้างชุมชนที่ดีที่หล่อหลอมคนได้ ทั้งครู ทั้งนักเรียน ทั้งผู้ปกครอง การได้เห็นเด็กเติบโตขึ้น ประสบความสำเร็จในชีวิตเป็นความสุขของครูทุกคนที่นี่ เด็กที่จบไปก็เป็นตัวของเขาเอง มีวิธีคิดที่ทำให้เขาแก้ปัญหาหรือเลือกวิถีในชีวิตของเขาได้ดีเหมาะสม แม้แต่เจ้าเฌอปราง (BNK48) ก็ส่งเฟซบุ๊กมาให้อาจารย์ดู เขาอยากให้เรารู้ว่าเขาไปทำอะไร เขาเป็นเด็กที่ตั้งใจเรียนดี แต่ก็อยากทำอะไรอีกแบบ เป็นวิถีของเขาที่เราก็ดีใจด้วยที่ได้ทำสิ่งที่ชอบ

พูดถึงวันครู นึกถึงอะไรเป็นอย่างแรก

ครูมีหลายรูปแบบ พ่อแม่คือครูที่สำคัญที่สุดของลูก เป็นครูคนแรกและครูที่มีอิทธิพลสูงมากสำหรับลูก อยากให้พ่อแม่ระลึกถึงสภาวะนี้ของตัวเอง สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างลูกกับตัวเอง นี่คือสะพานของการเรียนรู้ ไม่ใช่ยกลูกมาให้ครูสอน แต่พ่อแม่ไม่สอน บางคนไม่รู้ตัวนะ เขารู้สึกว่าลูกต้องไปเรียน เวลาทำงานบ้านก็ไม่เรียกลูกมาทำด้วย เพราะลูกมีหน้าที่เรียนก็เรียนไป จะให้พาไปไหนก็พาไปแต่เป็นคนพาไปเฉยๆ ไม่ได้ไปเรียนรู้สิ่งนั้นๆ กับลูก ลูกก็จะเหงามาก หัวใจก็จะแหว่ง เขาเลยหาทางเติมเต็มด้วยวิธีแปลกๆ มันมีผลกระทบมากเลยนะ ถ้าพ่อแม่ลืมความสำคัญของการเรียนรู้ร่วมกับลูก

ประภาภัทร นิยม

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

1 กุมภาพันธ์ 2566
2 K

“รางวัลกินรีทอง มหาชน ครั้งที่ 8 สาขาอนุรักษ์การแสดงศิลปะพื้นบ้าน ได้แก่…”

ในฮอล์ที่กระหึ่มไปด้วยเสียงเฮฮา จู่ ๆ ก็เงียบดุจดั่งป่าช้า เสมือนรอคอยแสงอาทิตย์สาดส่องให้พื้นที่นี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง จนกระทั่งทราบว่า รางวัลนี้ตกเป็นของ คลังพลอย ไวยพัฒน์ จากหมอลำเสียงวิหค พ่อยกแม่ยกหมอลำชาวที่ราบสูงหลาย ๆ ท่านคงต้องทำหน้าฉงนสงสัย ว่าเด็กสาวที่ได้รับรางวัลนี้คือใครกันหนอ

แต่พอได้ทราบว่านั่นคือชื่อเสียงเรียงนามที่แท้จริงของ ยูกิ เพ็ญผกา จากใบหน้าที่ฉงนสงสัยก็แปรเปลี่ยนเป็นร้องอ๋อกันทันใด

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ก่อนเริ่มพูดคุยกัน ภาพของสาวชาวอำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ นางเอกหมอลำในวัยเพียง 15 ปี ได้ปรากฏขึ้นมายังจอคอมพิวเตอร์ ภาพลักษณ์ของสาวน้อยแลดูอ่อนน้อม เหนียมอาย ไร้เดียงสา ช่างแตกต่างจากตอนเธอสวมหัวโขนเป็นนางเอกหมอลำที่พกความมั่นใจและพลังเกินร้อยอย่างสิ้นเชิง

ตอนนี้เรากำลังพูดคุยกับ ‘ยูกิ คลังพลอย’ ไม่ใช่ ‘ยูกิ เพ็ญผกา’ ที่เราและหลาย ๆ ท่านคุ้นเคย

ออกจะเป็นเรื่องแปลกที่นักแสดงหมอลำมีชื่อเล่นเหมือนการ์ตูนอนิเมะ ทั้งที่ปากยังเว้าภาษาอีสานแจ๋ว ๆ ยูกิย้ำว่านี่คือชื่อที่มารดาตั้งให้ เนื่องจากเลือดครึ่งหนึ่งในกายเธอสืบมาจากแดนอาทิตย์อุทัย

“ชื่อ ยูกิ เป็นชื่อตั้งแต่เกิด คุณแม่เป็นคนตั้งให้ค่ะ หนูเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น คุณแม่เป็นคนอีสาน คุณพ่อเป็นคนญี่ปุ่น” เธอตอบคำถามที่หลายคนคาใจ

“ยูกิ (雪) แปลว่า หิมะ ค่ะ” เด็กสาวกล่าวเสริมเผื่อคนที่ไม่มีความรู้ด้านภาษาข้างพ่อเธอ

13 เมษายน พ.ศ. 2550 คือวันที่เด็กหญิงคลังพลอยหรือยูกิลืมตาดูโลก เธอเติบโตมาภายใต้การเลี้ยงดูของคุณแม่และพ่อเลี้ยงแสนดี ห้อมล้อมด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำโขง ยูกิค้นพบว่าเสียงเพลงคือของขวัญจากฟากฟ้าที่ประทานความสุขสำราญให้กับเธอมาแต่เล็กแต่น้อย เธอจึงหลงใหลในเสียงเพลงและดนตรีนานาชนิด ทั้งเพลงสมัยใหม่และสมัยเก่า

“หนูชอบร้องเพลงมากค่ะ ร้องมาตั้งแต่ 3 ขวบได้ เพลงที่ร้องตอนนั้นก็เป็นเพลงลูกทุ่ง ยังไม่ใช่เพลงหมอลำ เพลงแรกที่ร้องคือเพลง นักร้องบ้านนอก ค่ะ” สาวลูกครึ่งเผยงานอดิเรกของตนด้วยยิ้มพิมพ์ใจ 

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“นอกจากเพลงลูกทุ่งแล้ว หนูชอบฟังพวกเพลงสตริง เพลงแร็ป เพลง K-POP ด้วย พี่ลิซ่า BLACKPINK หนูก็ชอบ ชอบมาก ๆ ค่ะ”

อย่างไรก็ดี ความชอบทั้งหมดทั้งมวลนี้ยังเป็นรองดนตรีหมอลำ

พจนานุกรมภาษาถิ่นไทยอีสานแจงรากศัพท์ของหมอลำออกเป็น 2 คำ ได้แก่ ‘หมอ’ ที่หมายถึงผู้มีความชำนาญ กับ ‘ลำ’ ที่แปลว่าการบรรยายเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยทำนองอันไพเราะ ‘หมอลำ’ จึงเป็นคำประสมที่แปลเป็นภาษาไทยกลางได้ว่า ผู้ชำนาญด้านการขับทำนองเล่าเรื่อง

เพลงหมอลำเป็นประเพณีการละเล่นที่แพร่หลายไปทั้ง 2 ฝั่งโขง จะประเทศลาวหรือภาคอีสานของไทย งานวัดงานบุญของ 2 แผ่นดินนี้ไม่เคยขาดเสียงแคนและคำร้องที่มีต้นแบบมาจากเพลงลูกทุ่ง ความแพร่หลายของหมอลำนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดเป็นหมอลำสารพัดชนิด

“หมอลำจะมีหลายประเภทค่ะ เช่น หมอลำซิ่ง หมอลำกลอน หมอลำหมู่ ฯลฯ แตกต่างกันออกไปในบางสาขาอาชีพ แต่ที่หนูลำอยู่ทุกมื้อนี้เป็นหมอลำหมู่ ลำเรื่องต่อกลอนทำนองขอนแก่นค่ะ”

นี่คือหมอลำชนิดที่กำเนิดใหม่เมื่อหลายสิบปีก่อน เป็นรูปแบบหมอลำที่เติบโตมาจากการผสมผสานระหว่างหมอลำพื้นกับลิเกของภาคกลาง เห็นได้จากชุดผู้แสดงที่รับมาจากลิเกเต็ม ๆ กับการร้องแบบหมอลำพื้น ร้องรำกันเป็นหมู่คณะ แต่ละคนสวมบทบาทเป็นตัวละครแนวจักร ๆ วงศ์ ๆ เช่น พระราชา เจ้าหญิง ฤๅษี เทวดา ผีสาง เรื่องที่ใช้ลำโดยมากอ้างอิงจากนิทานชาดกท้องถิ่นของภาคอีสาน ใจความของเรื่องที่ใช้แสดงคือการมุ่งสอนให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ

แต่หมอลำหมู่ในยุคนี้ได้ปรับปรุงรูปแบบการแสดงให้ถูกจริตคนยุคใหม่ การแสดงของยูกิจึงมีมากกว่าหมอลำตามแบบฉบับดั้งเดิมที่ทุกคนคุ้นเคย

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“จะมีช่วงคอนเสิร์ต ก็ร้องเพลงตลาดทั่วไป เพลงอินดี้ เพลงหมอลำ ร้องสลับกันไป พอตกดึกก็ลำเรื่องต่อกลอน เป็นคล้าย ๆ ลิเก แต่ว่าเป็นภาษาอีสาน คนละทำนองกัน แล้วก็มีแสดงละครเข้าถึงบทบาทกันบ้าง” เธอเริ่มใช้ภาษาบ้านเกิดเมื่อบรรยากาศการพูดคุยอบอวลไปด้วยความสนุกสนาน

เมื่อพิจารณาอายุของยูกิ อาจคิดว่าเส้นทางหมอลำของเธอเพิ่งเริ่มต้นขึ้น แต่ถ้าย้อนกลับไปจริง ๆ แล้ว บนถนนเส้นนี้ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่เธอยังเป็นวัยรุ่นฟันน้ำนม เรียนอยู่ชั้น ป.2 โน่นแล้ว

“ตอนเด็ก ๆ คุณพ่อคุณแม่พาเบิ่งหมอลำ ส่วนใหญ่ดูหมอลำซิ่ง ตอนนั้นหนูดูในคลิปอยู่เลยค่ะ ยังไม่ได้ไปดูหน้างาน พอโตขึ้นก็มีโอกาสได้ไปหน้างาน เห็นพี่เขาแต่งตัวสวย มีคนดูเยอะ อยากแต่งตัว อยากเป็นแบบพี่เขาบ้าง” แววตาเป็นประกายถูกส่งทอดจากหน้าจอคอมพิวเตอร์สี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ทำให้เหมือนย้อนเห็นภาพเด็กหญิงอายุไม่เกิน 10 ปีที่มีแววตาเต็มไปด้วยความฝัน

“หนูมีไอดอลคือ พี่แอน อรดี แล้วก็ พี่ใหม่ พัชรี ค่ะ หนูชอบดูพวกพี่เขามาก ดูคลิปตลอด ดูทั้งวันเลยค่ะ” ยูกิบอกด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

“หลังจากตอนนั้นก็ได้ไปบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าอยากเป็นหมอลำ เลยหาประสบการณ์ด้วยการประกวดร้องเพลงไปเรื่อย ๆ ก่อน จุดเปลี่ยนอยู่ที่เขาพาหนูขึ้นรถแห่ ไปร้องเพลงอยู่บนรถแห่ตอนอายุ 10 ปี ตอนนั้นไปที่อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ พ่อกับแม่ค่อยมาตัดสินใจว่าจะพาขึ้นวงหมอลำจริง ๆ เลยมาเป็นหมอลำหมู่ค่ะ” เธอจูงมือพาเราหวนคืนยังอดีตที่เป็นจุดเริ่มต้นในการเดินตามความฝันของเธอ

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

เรียกว่าหมอลำเสียงวิหคกับยูกิเติบโตมาด้วยกันคงจะได้ เพราะวันที่คุณพ่อและคุณแม่ของเธอพาไปสมัคร หมอลำเสียงวิหคก็เพิ่งเปิดใหม่ได้ปีแรก

“ตอนคุณพ่อคุณแม่พาไปสมัคร ตอนนั้นคณะเขาเพิ่งเปิดใหม่ปีแรก หนูอายุ 11 จะเข้า 12 ขวบ ตอนนั้นเราแสดงเป็นตัวลูก ยังไม่ได้เป็นนางเอก”

หมอลำรุ่นเยาว์เล่าความรู้สึกวันแรกบนเวทีซึ่งเธอยังจำได้ไม่มีเลือน

“ตอนนั้นไปแสดงที่วัดสีชมพู กรุงเทพฯ ความรู้สึกของการเป็นคนดูกับคนที่ได้ขึ้นแสดงมันต่างกันมาก ๆ เลยนะคะ ตอนดูหน้าเวทีเหมือนเราไปนั่งดูผลงานเขาเฉย ๆ แต่ตอนนี้เราเป็นผู้สร้างผลงานให้ผู้ชมหน้าเวทีดู ตอนแรกก็กดดัน แต่ตอนนี้เริ่มชินแล้วค่ะ”

เพราะคณะหมอลำเสียงวิหค ยูกิ เพ็ญผกา จึงมีตัวตนขึ้นมาท่ามกลางเสียงแคน

“ชื่อ ยูกิ เพ็ญผกา หัวหน้าวงเป็นคนตั้งให้ค่ะ เป็นชื่อที่ใช้ในวงการ หนูว่ามันเพราะดี”

จากสเต็ปการเติบโตของกันและกัน คณะกับนักแสดง ยูกิเข้ามารับบทบาทในฐานะนักแสดงสมทบ ฝึกร้องเพลง ฝึกการแสดง และศึกษาสิ่งที่เกี่ยวกับหมอลำในทุก ๆ วัน

“ท่าทางไม่ยาก เรื่องร้องยากกว่าค่ะ ร้องหมอลำยากกว่าร้องเพลงลูกทุ่งด้วย เพราะเพลงหมอลำจะมีเกริ่น หัวเพลงจะเป็นการเกริ่น แล้วก็จะเป็นทำนองรำซึ่งจะแตกต่างกันออกไป แล้วช่วงถัดมาจะเป็นเพลงธรรมดาเลยค่ะ เป็นทำนองที่แล้วแต่อาจารย์นักแต่งเพลงจะแต่งไป จะมีช่วงรำสลับกันกับท่อนร้อง ส่วนท่อนลงก็จะมีลูกเอื้อนนิดหน่อย ผสมกันไปจนจบเพลง

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“หนูก็ฝึกร้องเพลงอยู่เรื่อย ๆ ร้องเพลงทุกวัน ฝึกการแสดง ดูอะไรหลาย ๆ อย่างที่เกี่ยวกับหมอลำ เวลาซ้อมต้องมาซ้อมเองที่บ้าน ให้คุณพ่อ (พ่อเลี้ยง) ซ้อมให้ เพราะคุณพ่อร้องได้ค่ะ”

ครั้นแล้ววันหนึ่ง โอกาสพลิกชีวิตก็ล่องลอยมาหาเมื่อเธอมีอายุได้ 13 ปี

“หัวหน้าคณะเขามาบอกคุณแม่ค่ะว่าจะให้น้องมาเป็นนางเอก แต่น้องต้องลดหุ่น เพราะตอนนั้นหนูอ้วนอวบ ตัวกลมเลย” กว่ายูกิจะก้าวขึ้นมาเป็นนางเอก ไม่ได้มาด้วยโชคช่วย แต่เป็นความพยายาม มุ่งมั่น พัฒนาทั้งการร้องและภาพลักษณ์ 

“หนูใช้เวลา 2 เดือน ลดน้ำหนักไปเกือบ 10 กิโลกรัม ออกกำลังกาย งดอาหารเย็น บวกกับลดปริมาณอาหาร จากที่เคยกินของหวาน น้ำหวาน ช่วงนั้นหนูก็งดไปเลยค่ะ”

ในวัย 13 ปี เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่น่าจะยังดิ้นรนกับชีวิตใหม่ในชั้นมัธยมศึกษา แต่เด็กหญิงยูกิกลับต้องเผชิญความกดดันเพิ่มจากภาระการเรียน นั่นคือการเดินสายออกแสดงไปทั่วภูธร

“หมอลำจะมีงานแสดงตามงานวัดหรืองานอื่น ๆ ที่เจ้าภาพจ้างไป เช่น งานทำบุญบ้านใหม่ ไปภาคอื่นด้วย อย่างเวลาลงกรุงเทพฯ ก็จะมีผู้จัดเขาจ้างไปลง 3 – 4 วัน งานจะไม่ไกลกันมาก แต่กรุงเทพฯ เล่นได้ถึงเที่ยงคืน ปกติเล่นถึงสว่าง”

ในช่วงแรกที่เพชรเม็ดใหม่ในวงการเริ่มเฉิดฉาย ชื่อต้นของเธอเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจจากพ่อแก่แม่เฒ่าไม่น้อย หลายคนลุกลี้ลุกลนที่จะได้รู้จักนางเอกอายุ 13 ที่มีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น

“การที่เป็นลูกครึ่งและอายุน้อย หนูว่าน่าจะมีส่วนให้มีชื่อเสียงนะคะ คนที่เขามาดูพอรู้ว่าชื่อยูกิ ก็สงสัยและตื่นเต้นด้วยค่ะ บางคนก็มีเข้ามาถาม เราก็อธิบายให้เขาฟังไปว่าเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น เลยชื่อยูกิ”

จากตัวสมทบ สู่ตัวหลักของการแสดงหมอลำ ความกดดัน ความตื่นเต้น เสียงติชม เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องพบเจอ

“วันแรกที่ได้ขึ้นเป็นนางเอก ตอนนั้นหนูไปเล่นอำเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี เปิดวงปีที่ 2 ค่ะ ตอนนั้นรู้สึกกดดันมาก ๆ อยู่ในห้องแต่กับเสียงเพลงอย่างเดียวเลยค่ะ ซ้อมทั้งวัน กดดัน กลัวมันออกมาไม่ดีเลยซ้อม ๆ ตลอดเลยค่ะ” เธอยังจดจำเรื่องราวทุกรายละเอียดของวันนั้นได้เป็นอย่างดี

“พอแสดงเสร็จก็โล่งเลยค่ะ โล่งมาก ๆ ความรู้สึกตอนนั้นคือตื่นเต้นแล้วก็ดีใจ เหมือนมันตื้นตันใจอยู่ตลอดเวลาที่มีคนหน้าเวที แล้วก็ดีใจที่ตัวเองได้ขึ้นเป็นนางเอก คืนนั้นก็คือสั่นทั้งคืนเลยค่ะ”

เป็นธรรมดาของมือใหม่ที่ต้องประสบผลตอบรับทั้งแง่บวกแง่ลบ ยูกิได้เก็บคำวิจารณ์เหล่านั้นมาใช้ในการผลักดันตนเองให้มีพลังสู้ต่อ ชั่วเวลาไม่นานก็มีแม่ยกทยอยมาติดพันเธอ

“ก็มีทั้งคนชมแล้วก็คนตินะคะ ปน ๆ กันไป” ยูกิ เพ็ญผกา กล่าวยิ้ม ๆ “หนูก็จำทุกคำพูดของทุกคนที่มาหา เพราะหนูดีใจและปลื้มใจทุกครั้งที่มีคนมาให้กำลังใจ ประทับใจทุกคน ทุกคำพูดเลย”

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ภายในเวลาไม่กี่ปีที่ได้เลื่อนขั้นเป็นนางเอกประจำคณะ หมอลำสาวลูกครึ่งรายนี้ได้ตระเวนไปทั่วภาคอีสาน งานที่จังหวัดไหนเป็นอย่างไร เธอสาธยายได้เป็นฉาก ๆ

“ที่แสดงในอีสาน จะไปแถวอุดรธานี ขอนแก่น มหาสารคาม อุบลราชธานีเป็นส่วนมากค่ะ อีสานใต้ก็ไปบ่อยเหมือนกัน แต่ละงานก็จะเหมือน ๆ กัน จังหวัดที่คนดูเยอะก็มีที่นครพนม บึงกาฬ แล้วก็หลายจังหวัด น่าจะเยอะหลายที่เลยค่ะ แต่หนูก็จำได้ไม่หมด

“เดินทางบ่อย ๆ ก็เหนื่อยอยู่ค่ะ อย่างเวลามีงานติดต่อกันหลายงาน ก็มีเพลียบ้างนิดหนึ่ง”

เสียงไก่ขันมักใช้เป็นสัญญาณของการแจ้งว่าเช้าวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่เหล่าหมอลำใช้เสียงนี้เป็นสัญญาณของการจบการแสดงของพวกเขา

“วันที่มีแสดง หลังจากเล่นจนสว่างของงานที่แล้วมา หนูจะขึ้นรถมาล้างหน้า เสร็จแล้วหนูก็กินข้าวและนอนบนรถค่ะ พอถึงหน้างานก็ลงไปอาบน้ำ แต่งหน้าเตรียมขึ้นแสดงค่ะ แสดงทั้งคืนเลยถึงสว่างอีกเหมือนเดิมค่ะ แล้วก็นอนบนรถอีกเหมือนเดิม” ชีวิตที่วนลูปของเธอถูกบรรยายเหมือนวงกลมที่ไม่มีวันจบสิ้น แต่เปี่ยมไปด้วยพลังไฟที่เธอสนุกไปกับมัน

ภาพสวยงามบนเวทีหมอลำเบื้องหลังต้องแลกมาด้วยความยากลำบาก เสื้อผ้าสวยงามที่สวมใส่ต้องคอยปกป้องไม่ให้เลอะโคลนดินที่ชื้นแฉะจากฝนที่โหมกระหน่ำ เวทีที่ตกแต่งสวยงาม ด้านหลังต้องเนรมิตให้กลายเป็นเหมือนบ้านเพื่ออยู่อาศัยตลอดคืน

“ชีวิตหมอลำ นอนกลางดิน กินกลางทราย ถ่ายกลางทุ่งนาค่ะ ไปหน้างานบางวันมีแต่ป่า ห้องน้ำไม่มีเลย ลำบากในการเดินทาง ในการใช้ชีวิตอยู่หลังเวที มีบ้างที่มีฝนตก ขึ้นเวทีก็ต้องตากฝนเล่น แต่ถ้าฝนตกหนักก็ต้องหยุด เพราะไม่งั้นฉากเวทีมันอาจจะล้มทับคน อันตรายมากค่ะ” เธอถ่ายทอดชีวิตของหมอลำอีกด้านหนึ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ “เวลานอนก็มีเต็นท์ที่กาง เป็นเต็นท์ส่วนตัว เต็นท์ใครเต็นท์มัน เอาผ้าสีฟ้า ๆ มาอ้อมเต็นท์ ปูเสื่อนอนกันในนั้น เหมือนเป็นบ้าน”

กาลเวลาผันเปลี่ยน ความคิด และความรู้สึกของผู้คนย่อมแปรเปลี่ยนตาม สิ่งที่เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของไทยกลับถูกคนไทยด้วยกันด้อยค่า มองเป็นของราคาถูก

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

“น่าจะมีช่วงหนึ่งที่มีดราม่าบ่อย ๆ ก็จะกดดันตัวเอง ชอบไปอ่านคอมเมนต์ที่เขาเมนต์มา เมนต์ดราม่า เมนต์ด่า แต่ช่วงหลัง ๆ ก็โฟกัสไปที่คนให้กำลังใจ พ่อกับแม่ก็จะคอยบอกว่าอย่าคิดมาก”

แม้จะมีอาชีพการงานที่หาเลี้ยงครอบครัวได้เป็นมั่นเหมาะ แต่ยูกิก็ยังไม่ทอดทิ้งการเรียนเฉกเช่นเยาวชนทุกคน เธอยังคงศึกษาด้านคอมพิวเตอร์ธุรกิจในวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่จังหวัดบ้านเกิด

ถึงอย่างไร ความฝันของเธอก็ยังคงมีหมอลำเป็นที่หนึ่งในใจเสมอ

“อยากมีชื่อเสียงโด่งดังค่ะ อนาคตที่วางไว้ก็น่าจะเกี่ยวกับครู อยากสอนหมอลำ”

อนาคตนั้นทำท่าจะเฉียดใกล้ความจริงเข้าไปทุกที ด้วยความเป็นคนกล้าฝัน กล้าลงมือทำ ตั้งใจจริง และไม่ละเลยความอ่อนน้อมถ่อมตน ผู้ใหญ่ในแวดวงหมอลำเพลงลูกทุ่งหลายคนจึงพากันเอ็นดูยูกิ และหยิบยื่นโอกาสแสดงฝีมือให้เธอเนือง ๆ หนึ่งในนั้นคือเจ้าของสมญา ‘ราชินีลูกทุ่งหมอลำ’ จินตหรา พูนลาภ ที่ยูกิออกปากเรียก ‘แม่จิน’ ได้โดยสนิทใจ

เธอเชื่อว่าต่อไปภายภาคหน้า ศิลปะการแสดงที่เธอรักอาจเป็นที่สนอกสนใจมากขึ้น จากการที่สื่อสังคมออนไลน์อย่าง TikTok นิยมเอาคลิปหมอลำไปเผยแพร่กัน

“หนูบังคับความคิดของใครไม่ได้ บางคนไม่ชอบหมอลำ ก็ไม่ได้บังคับให้มาชอบหมอลำ หนูเองแค่อยากอนุรักษ์ อยากสืบสานศิลปะของคนอีสานไว้ ถ้าไม่มีใครสืบสาน มันก็จะหายไป แล้วหนูเองก็ชอบของหนู ใครไม่ชอบก็ไม่เป็นไร” ความคิดที่ดูโตเกินวัยและแรงปราถนาอันแรงกล้าเปล่งออกมาจากสาวลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นจากเมืองชัยภูมิคนนี้

“อยากฝากสำหรับคนที่ยังไม่รู้จักพวกเรานะคะ หมอลำเสียงวิหคถือว่าเป็นหมอลำน้องใหม่ของวงการหมอลำ เพิ่งตั้งมาได้ 3 ปี อาจจะผิดพลาดบ้าง อยากให้ทุกคนได้ลองมาดู ลองเปิดใจ และมาสนุกร่วมกัน การแสดงรับรองว่าน่าจะม่วน ติดตามคิวงานได้ที่เพจหมอลำเสียงวิหค มีอัปเดตทุก ๆ เดือน ใครไปดูหน้างานไม่ได้ก็มีไลฟ์ออนไลน์อยู่ตลอดค่ะ” นางเอกหมอลำหน้าละอ่อนเชิญชวนทิ้งท้าย

ความพยายามตลอดเส้นทางหมอลำของยูกิ จากจุดเริ่มต้นมันช่างยาวไกล ในระหว่างการเดินทางอาจเจอลูกรัง ดินทรุด การจราจรติดขัดบ้าง แต่ทุกอย่างเป็นเหมือนบทเรียนที่ทำให้เธอกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งมากขึ้น และถนนที่มีชื่อว่าหมอลำเส้นนี้คงมีความยาวอีกไกลแสนไกล ให้เธอได้โลดแล่นไปอีกนานแสนนาน

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

Writers

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Avatar

ธนกร จตุรงค์ชัยสถิต

นัก(เรียน)วิทยาศาสตร์ ที่อยากเป็น นักวิจัยการเล่าเรื่อง แต่ตอนนี้เป็นเป็ดที่อยากบินให้สูงเหมือนนก อยากตัวใหญ่ให้เหมือนห่าน

Photographer

Avatar

ทศพล คามะดา

เรียนจบมหาลัย ปี 2555 ทำอาชีพช่างภาพ มาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน เป็นคนอารมณ์ดี ชอบเลี้ยงแมวไว้ 2 ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load