19 กุมภาพันธ์ 2564

เดินทะลุผ่านพิพิธภัณฑ์ไม้ไผ่ คดโค้งชดช้อย

ภาพตรงหน้าเราคือ อาคาร 3 ชั้น สูงสง่า กลมกลืนกับร่มไม้เขียวขจี 

อาคารรพินทร เป็นออฟฟิศทำงานของเหล่าสถาปนิกและภูมิสถาปนิก รวมถึงห้องเรียนวิชาสถาปัตยกรรมของสถาบันอาศรมศิลป์ โดยรีโนเวตจากโรงยิมเก่าของโรงเรียนรุ่งอรุณที่มีโจทย์ใหญ่ คือ อยากให้ทุกคนอยู่ได้ร่วมกันใต้หลังคาเดียว เพื่อเรียนรู้กันและกัน

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

ความน่าสนใจของที่นี่ นอกจากเบื้องหลังการเปลี่ยนฟังก์ชันอาคารที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงแล้ว หลังใช้งานจริงได้ราวปีเศษ ได้รับรางวัล ARCASIA Awards for Architecture (AAA) ประจำปี 2019 หมวด Institutional Buildings (อาคารสถาบัน) รางวัลนี้จัดขึ้นโดย Architects Regional Council Asia (ARCASIA) เพื่อสนับสนุนบทบาทของคนในแวดวงสถาปัตยกรรมเอเชีย ทั้งเรื่องทางเศรษฐกิจ สังคม วิถีชีวิต และตั้งใจแสดงให้เห็นว่า สถาปัตยกรรมที่ดีเป็นองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนากายภาพและจิตใจของผู้คน

เราจึงชวนตัวแทนจากบริษัท สถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม อาศรมศิลป์ จำกัด มาช่วยกันเล่าแนวคิดและการออกแบบที่คำนึงถึงผู้ใช้งานเป็นหลัก โดยมีรายละเอียดเล็กๆ ที่พวกเขาไม่มองข้ามสักจุด

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

มหาวิทยาลัยมุงจาก สู่อาคารจากโรงยิมเก่า

ก่อนเป็นสถาบันอาศรมศิลป์ เมื่อ 23 ปีก่อน รศ.ประภาภัทร นิยม ก่อตั้งโรงเรียนรุ่งอรุณด้วยอยากเห็นโรงเรียนที่ใช้ศักยภาพของมนุษย์ให้เต็มที่ และตอบโจทย์ผู้เรียนทุกคน

อีก 10 ปีต่อมาก็เปิดสถาบันอาศรมศิลป์ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อสอนในระดับอุดมศึกษา ทั้งระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และหลักสูตรประกาศนียบัตรใน 3 สาขา ได้แก่ ศึกษาศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ และศิลปศาสตร์ (ผู้ประกอบการสังคม) โดยเป็นการเรียนรู้บนการงานจริง (Work-Based Learning) ห้องเรียนของเหล่านักศึกษาสถาปัตย์ จึงอยู่ร่วมกับสตูดิโอสถาปนิกวิชาชีพ บริษัท สถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม อาศรมศิลป์ จำกัด

เดิมอาคารที่สถาบันอาศรมศิลป์ใช้เป็นห้องเรียนและห้องทำงานของเหล่าสถาปนิก มีทั้งหมด 5 หลัง หรือที่เรียกกันว่า ‘มหาวิทยาลัยมุงจาก’ หยิบเอาคาแรกเตอร์ของบ้านเรือนชาวบ้านมาใช้ออกแบบ เหตุผลหนึ่งก็เพื่ออยากให้การเรียนรู้เป็นเรื่องธรรมดาที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้ โดยเฉพาะวิชาชีพผู้ประกอบการที่คนมาเรียนส่วนมากเป็นหัวหน้าชุมชนและชาวบ้าน การมาที่บ้านแห่งนี้จึงไม่เคอะเขิน เพราะเป็นเหมือนหมู่บ้านที่พวกเขาคุ้นเคย

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

อีกเหตุผลเพราะตั้งใจให้เป็นสถาปัตยกรรมประหยัดพลังงานด้วยภูมิปัญญาพื้นถิ่นที่ใช้วัสดุจากธรรมชาติ และออกแบบการไหลเวียนอากาศให้เหมาะกับเขตร้อนชื้น อีกทั้งการมุงจาก เป็นกุศโลบายให้ทุกคนได้มีโอกาสเจอกัน คุยกัน จากการช่วยกันซ่อมแซมใหม่ทุก 10 ปี

การช่วยกันสร้างช่วยกันรักษานี้ ทำให้เกิดกระบวนการ ‘ปลูกเรือน ปลูกชุมชน ปลูกชีวิต’ เพื่อเป็น ‘ชุมชนแห่งการเรียนรู้’ อย่างแท้จริง

แต่เมื่อใช้งานไปสักพัก การแบ่งอาคารเป็นเรือนๆ แยกกันระหว่างอาจารย์ นักศึกษา สถาปนิก และภูมิสถาปนิก ทำให้ต่างคนต่างอยู่แต่ในพื้นที่ของตัวเอง ลดโอกาสในการเชื่อมโยงกันหรือมีปฏิสัมพันธ์กัน ประกอบกับออฟฟิศขยายตัวขึ้น พวกเขาจึงมองหาอาคารใหม่ให้ทุกคนได้อยู่ใต้ร่มร่วมกัน โดยไม่ลืมคอนเซปต์ชุมชนแห่งการเรียนรู้

พื้นที่ศึกษาเพื่อการศึกษาใต้หลังคาบ้าน

One Roof หรือหลังคาใหญ่ผืนเดียวกัน เป็นคอนเซปต์ที่ทุกคนในอาศรมศิลป์เห็นตรงกันว่าตรงใจ

พอดีกับโรงเรียนรุ่งอรุณสร้างโรงยิมแห่งใหม่ อาคารหลังนี้จึงว่างลง โปรเจกต์เปลี่ยนห้องเรียนกีฬาขนาด 3 ชั้นเป็นบ้านหลังใหญ่ในชื่อว่า ‘รพินทร’ เพื่อเชื่อมโยงระหว่างนักศึกษากับคนทำงานก็เริ่มต้นขึ้น

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

ด้วยเป็นคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่ให้ผู้เรียนได้ลงมือทำงานจริง จึงเกิดแนวคิดนำโปรเจกต์นี้มาเป็นโจทย์ในห้องเรียนของนักศึกษารุ่นแรกทั้ง 7 คนไปด้วยว่า หากพวกเขาต้องออกแบบโรงยิมแห่งนี้ให้เป็นออฟฟิศและห้องเรียน จะมีหน้าตาเป็นแบบไหน

วิธีการนี้ทำให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างที่หลักสูตรมุ่งหวัง เพราะเปิดให้น้องๆ พรีเซนต์ขายงานให้เหล่าพี่ๆ สถาปนิกฟัง จากนั้นทุกคนได้ร่วมคุยถึงวิถีการอยู่ร่วมกันทั้งสองฝ่าย พอจบเทอม ทั้ง 7 แบบนั้นได้รับการนำไปพัฒนาต่อโดยทีมสถาปนิก ซึ่งได้ แบน-ธีรพล นิยม และ เต้อ-นันทพงศ์ ยินดีคุณ เป็นผู้ออกแบบหลัก

เขาถอดแนวคิด คาแรกเตอร์ และฟังก์ชัน ที่ใช้งานได้จริง มาออกแบบใหม่บนพื้นฐานที่ทางอาศรมศิลป์มองว่าตัวเองเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ไม่ใช่โรงเรียนที่มีห้องเรียน หรือออฟฟิศที่มีแต่ห้องทำงาน ความเจ๋งคือ การนำแนวคิด Home Base มาใช้ ด้วยอยากให้สถาปนิก อาจารย์ นักศึกษา อยู่กันแบบเป็นพี่เป็นน้อง ยึดโยงกันด้วยงานที่มีคุณค่า เลยพยายามสร้างความรู้สึกให้เป็นเหมือนบ้านที่แยกเป็นห้องๆ มีส่วนกลางไว้แชร์กัน

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

และการอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกันที่มองเห็นกันได้หมดนี้ นอกจากเชื่อมโยงทางสายตาแล้ว พื้นที่ยังเอื้อให้เกิดการพบปะพูดคุยกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หากมีปัญหาก็สามารถเดินไปสอบถามพี่ๆ ได้เลย สอดคล้องกับแนวคิดส่วนหนึ่งของเรื่องพื้นที่การเรียนรู้ในศตวรรษ 21 (21st Century Learning Spaces) ซึ่งมองว่าห้องเรียนที่ไม่ใช่โรงอุตสาหกรรม แต่ควรเป็นพื้นที่ที่ทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ฉะนั้น พื้นที่ส่วนรวมจึงสำคัญ และพวกเขาได้ออกแบบข้อนี้ไว้อย่างเรียบง่ายแต่แยบยล รวมถึงใช้สเปซคุ้มค่าจนต้องขอจดไว้ เช่น ทางเดินระหว่างสองฝั่งอาคารที่แปรฟังก์ชันเป็นลานกิจกรรม โถงบันไดทางขึ้น ซอยชั้นสองด้านไม่เท่ากันให้เป็นที่นั่งและไว้โชว์โมเดลได้ ส่วนข้างใต้ซ่อนที่เก็บรองเท้าเอาไว้ บันไดย่อยระหว่างชั้นที่ทำให้เกิดการสัญจรไปมาหาสู่กันได้ง่าย หรือราวกันตกรอบๆ ที่เป็นที่ม้านั่งไปในตัว

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน
รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน
รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

Function Follows Form

เมื่ออยากเก็บอาคารเดิมไว้ให้มากที่สุด ดังนั้นฟังก์ชันจึงต้องวางตามโครงสร้าง

ภายใต้พื้นที่ 3,780 ตารางเมตรของอาคาร 2 ชั้นเดิม และที่ต่อเติมชั้นลอยกับฝั่งทิศเหนือใหม่อีก 2 ชั้น ประกอบด้วย โถงทางเข้า ห้องสมุด ห้องเก็บโมเดล และโรงอาหารในชั้นแรก ส่วนชั้นสองเป็นพื้นที่ห้องทำงานของสถาปนิก ห้องกิจกรรมที่ตรงกลางเป็นโถงทางเดิน เสริมชั้นสามเป็นชั้นลอย มีห้องเรียน ห้องทำงานของภูมิสถาปนิก และดาดฟ้าชั้นสี่-ชั้นห้า เป็นห้องประชุมและห้องสัมมนาขนาดใหญ่

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน
รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

การเปลี่ยนจากโรงยิมเป็นออฟฟิศซึ่งฟังก์ชันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงนั้น มีความยากที่ต้องคำนึงถึงโครงสร้างเป็นหลัก แต่นับว่าเป็นข้อดีเรื่องความแข็งแรง และการที่หลังคาสูงก็ช่วยให้อาคารโปร่งโล่ง ก่อนรีโนเวตต้องทดสอบเรื่องการรับน้ำหนัก เช็กฐานราก เสริมเสาเข็ม และเลือกใช้โครงสร้างเหล็ก กรุกระจกแทนผนังอิฐ เพื่อไม่ให้เกิดน้ำหนักมากจนรบกวนโครงสร้างเดิม

ด้วยความที่เป็นอาคารศูนย์กีฬาขนาดใหญ่ ทำให้ห่างไกลจากธรรมชาติโดยรอบ จึงต้องดันพื้นที่ทำงานให้ออกมาอยู่ด้านนอก โดยพื้นที่ตรงกลางกลายเป็นโถงทางเดิน มีการซอยช่องเปิดระหว่างห้องเพื่อให้เกิดการไหลเวียนอากาศ เดินทะลุไปยังระเบียงที่ต่อเติมเพิ่ม ค้ำยันจากชายคาที่เห็นล้อดีไซน์มากับโครงถักเดิมของชั้นสามในองศาเดียวกันเป๊ะ และเปิดกระจกบานเลื่อนจากทุกห้องออกมาพักผ่อนรับลมเย็นระหว่างทำงานได้ด้วย

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

นอกจากความต้องการให้มองเห็นกันจากทั่วทุกมุมแล้ว การกรุกระจกใสแทนผนังทึบ ใช้เพียงชั้นวางหนังสือเตี้ยๆ กั้นความเป็นส่วนตัวในแต่ละห้อง เพื่อเปิดรับแสงธรรมชาติให้ได้มากสุด สร้างความปลอดโปร่ง ไม่อึดอัดและเป็นการช่วยลดใช้พลังงานไปด้วยในตัว

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

หากแหงนหน้ามองขึ้นไปยังหลังคา ใต้โครงถักไม้ (Wooden Trusses) เดิมซึ่งเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ จะเห็นการเสริมแปใหม่เพื่อรับน้ำหนักหลังคาแป้นเกล็ดด้านนอกที่มุงด้วยไม้ซีดาร์ ส่วนด้านในเป็นไม้อัด OSB ที่ยืดหยุ่น ทนต่อความร้อนและความชื้น ตรงกลางเปิดช่องแสงให้ส่องไปยังทางเดิน ใช้บานเกร็ดไม้วางตัวแนวเฉียง เพื่อจำกัดแสงไม่ให้ส่องไปยังห้องเรียน

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

ส่วนอีกสองชั้นที่ต่อเติมขึ้นไป พวกเขารื้อหลังคาเก่าออก เปลี่ยนไปใช้โครงหลังคาเหล็กแทนไม้ แต่ยังเป็นโครงถัก เพื่อล้อกับฟอร์มเดิมของอาคาร

และแป้นบาสบนชั้นสี่ที่เห็นแม้เป็นสิ่งใหม่ แต่ก็ติดไว้ในตำแหน่งเดิม แทนการระลึกถึงโรงยิมเก่าหลังนั้น

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

ฝั่งตรงข้าม เชื่อมต่อกับอาคารเดิม มีห้องเล่นเกมแทรกกลางระหว่างสองอาคาร ห้องนี้ปรับฟังก์ชันเป็นห้องประชุมเล็กๆ ได้ ด้านหน้ามีบันไดหญ้าให้เดินขึ้น-ลง สู่บริเวณสนาม เวลาพักเที่ยงก็แปรเป็นโต๊ะปิกนิกให้ล้อมวงกินข้าวใต้ร่มไม้ใหญ่

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

ลดการดูแลและประหยัดทรัพยากร

การเลือกไม้เป็นวัสดุหลัก ไม่ได้ตั้งต้นโดยหยิบอัตลักษณ์การออกแบบของสถาบันอาศรมศิลป์มาใช้ แต่เป็นเรื่องของการดูแลจัดการมากกว่า พวกเขาบอกว่าการทำพื้นไม้ให้ถอดรองเท้านั้น ข้อแรก ลดการทำความสะอาด ที่นี่มีแม่บ้านน้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดพื้นที่

ข้อสอง พอเป็นพื้นไม้ หากเดินไม่ระวังจะเสียงดัง หรือฝุ่นอาจตกไปตามร่องใส่หัวเพื่อนข้างล่าง การถอดรองเท้าทำให้ระมัดระวังเรื่องพวกนี้

ข้อสาม เมื่อเท้าสัมผัสพื้นไม้จะเกิดความรู้สึกอบอุ่นและให้ความรู้สึกเหมือนได้ถอดรองเท้าเข้าบ้าน 

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

ส่วนข้อดีของการรีโนเวต ในแง่การใช้ทรัพยากรช่วยให้ประหยัดทั้งค่าใช้จ่ายและเศษวัสดุที่ไม่กลายเป็นขยะเพิ่ม อาจต่างจากหลายที่ที่การรีโนเวตมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการทุบ รื้อ สร้างใหม่ เพราะโรงยิมเดิมอยู่บนเงื่อนไขที่วิศวกรประเมินโครงสร้างแล้วทำได้ ซึ่งหากต้องทุบทุกเสาหรือเปลี่ยนโครงหลังคาใหม่ ค่าใช้จ่ายอาจจะสูงกว่า และเลือกใช้วิธีซ่อมแทนทำใหม่ ทั้งโครงสร้างและพื้นเดิมที่ทำเพียงงานปิดผิวเพิ่ม ส่วนที่รื้อออกก็เก็บไว้ โดยเฉพาะไม้เก่าที่นำกลับมาใช้ทุกชิ้น เช่น ประตู หน้าต่าง ย้ายจากห้องดนตรีเดิมมาอยู่ที่ห้องสมุด

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

มากไปกว่านั้น สิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดการ Re-Place เพราะคุณค่าของอาคารนี้คือความทรงจำ คำว่าโรงยิมของรุ่งอรุณ ไม่ใช่แค่โรงยิม แต่เป็นที่จัดกิจกรรมไหว้ครู มีงานประจำปีที่เด็กๆ ใช้เล่นละครหรือสรุปการเรียนรู้ทั้งเทอม รวมถึงเป็นสถานที่จัดงานคืนสู่เหย้าของศิษย์เก่าหลายรุ่น

แม้ว่าวันนี้ฟังก์ชันจะเปลี่ยนการจดจำอาคารเก่าในความหมายใหม่ แต่สถานที่ที่ยังอยู่ที่เดิมนี้ ยังเก็บเรื่องราวไว้ให้เห็น ให้เล่าถึง และยังมี Sense of Place อยู่เต็มเปี่ยม

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

“แต่ก่อนนะ ได้ยินเสียงโยนกระดาษ ตึ้ง ๆๆ ทั้งคืน บ้านหลังนี้แข็งแรงอยู่แล้ว หนูไม่ต้องเป็นห่วง” เสียงยืนยันจากคุณป้าข้างบ้าน ทำให้ทั้งสองสบายใจขึ้นมา

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

เราก้าวเท้าเข้าไปในบ้านบรรยากาศน่ารัก มีสเต็ปเล็ก ๆ ค่อย ๆ ขึ้นไปที่สเปซต่าง ๆ เจ้าของบ้านคนแรกง่วนทำอะไรของตัวเองอยู่ในห้องทำงานด้านขวา ส่วนเจ้าของบ้านคนที่สองเลี้ยวซ้ายขึ้นไปนั่งรอเราที่ส่วนทานอาหาร

ปุย-สิรินภา รัตนโกศล ชาวไทย และ เซ็บ-เซบาสเตียน ดูส ชาวฝรั่งเศส เป็นคู่รักที่กำลังวางแผนลงหลักปักฐาน อยากมีบ้านเป็นของตัวเองแต่หาที่เหมาะ ๆ ไม่ได้ กระทั่งได้มาเจอกับโรงงานอายุ 50 กว่าปีที่ร้างนาน 25 ปีแห่งนี้

“ดูนี่สิ” ที่โต๊ะอาหารบนชั้นลอยกลางบ้านที่มีลมธรรมชาติปะทะจากรอบด้าน ปุยยื่นรูปภาพในกูเกิลให้เราดูกลั้วหัวเราะ “บังเอิญว่าวันที่ทำบ้านวันแรก รถกูเกิลผ่านพอดี นี่คือเราทั้งสองคนยืนไหว้เจ้าที่อยู่ ทุกวันนี้ในโลเคชันเป็นยังเป็นตึกโรงงานสีเหลือง คนจะมาก็หาไม่เจอ”

จากโรงพิมพ์ สู่โรงงานเย็บผ้า สู่อาคารร้าง วิทย์-พลวิทย์ รัตนธเนศวิไล สถาปนิก และ พลอย-หฤษฎี ลีละยุวพันธ์ มัณฑนากร จาก PHTAA ช่วยสองเจ้าของบ้านเสกให้ที่นี่กลายเป็นบ้านโปร่ง ๆ สมใจผู้อยู่ แต่ยังทิ้งสัจจะโครงสร้าง-วัสดุของโรงงานเดิมได้อย่างไร คอลัมน์ Re-Place คราวนี้ เราไปหาคำตอบกัน

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก
จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

แม้ไม่เคยคิดมาก่อน…

ปุยเป็นทนายความ ส่วนเซ็บเป็น Business Process Engineer ทำงานเกี่ยวกับส่วน IT ของบริษัท แต่ตอนนี้เป็นช่วงย้ายบ้าน นี่จึงเป็นช่วงที่เขาไม่ได้ทำงาน

คู่รักกำลังวางแผนสร้างครอบครัว แต่งงาน และมีลูก จากเดิมที่อยู่คอนโดย่านถนนจันทน์ จึงต้องการขยับขยายไปสู่ที่ที่กว้างขึ้นด้วยการไปดูคอนโดในละแวกเดิมที่ใหญ่ขึ้น รวมถึงมองหาหมู่บ้านต่าง ๆ ที่พอจะเป็นไปได้ แต่แล้วหาก็ไม่ค่อยได้ หากจะไปอยู่หมู่บ้านที่ไกลกว่านี้ก็ดูจะไม่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เท่าไหร่นัก

“นอกกรุงเทพฯ เราก็ไม่อยากได้ เราใช้เวลา 90 เปอร์เซ็นต์อยู่ที่นี่” เซ็บพูดภาษาอังกฤษ

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

จนกระทั่งวันหนึ่ง พวกเขาได้ SMS มาจากเว็บไซต์อสังหาฯ ที่เคยให้คอนแทกไว้ ว่ามีที่ดินพร้อมอาคารน่าสนใจ อยู่ไม่ไกลจากคอนโดที่อยู่เดิม เขาจึงได้ย่องเข้ามาดูสถานที่จริงกันสองคน

“สิ่งที่เห็นก็คือมันน่ากลัว เพื่อนบ้านบอกว่ามันเป็นบ้านร้างมามากกว่า 25 ปี” ปุยเล่าด้วยอารมณ์สนุก “ที่นี่เป็นอาคารพาณิชย์ 3 หลังติดกัน ตอนแรกถูกใช้เป็นโรงพิมพ์ก่อน แล้วก็เปลี่ยนเป็นโรงงานเย็บผ้า จากนั้นก็หยุดไป”

เรียกได้ว่าเป็นโรงงานโดยพื้นฐานนั่นแหละ

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

แรกเริ่มพวกเขายังไม่มีไอเดียว่าอยากหาอาคารมาปรับปรุง คิดเพียงแต่จะสร้างบ้านขึ้นมาใหม่ ไม่อย่างนั้นก็เป็นอยู่เป็นคอนโดมิเนียมดังเดิม แต่เมื่อมาที่นี่ก็เปลี่ยนความคิด

“เรารู้สึกเลยว่าบ้านหลังนี้เป็นของเรา เหมือนบ้านถามเราว่าเอาไหม” ปุยหัวเราะลั่น บางสิ่งบางอย่างก็อยู่นอกเหนือการวางแผน และการนอกแผนนั้นก็อาจนำมาซึ่งอะไรดี ๆ ในชีวิต

ด้วยความที่ปุยเป็นเพื่อนกับพลอย จึงลองถามความเห็นจากเพื่อนนักออกแบบดูว่า ฝันที่จะพลิกโฉมที่นี่เป็นบ้านของเธอกับเซ็บนั้นจะเป็นไปได้มากแค่ไหน

“ตอนแรกที่ปุยพามา เราก็เชียร์เลยว่าให้ซื้อตึกนี้ เราคิดว่าถ้าการใช้งานเป็นบ้านก็เหมาะสม เพราะอยู่ท้ายซอยแล้วก็มีความเป็นส่วนตัวระดับหนึ่ง แต่ถ้าลูกค้าพามาดูตึกนี้ แล้วจะทำเป็นอาคารพาณิชย์คงไม่เหมาะ มันค่อนข้างเข้าถึงยาก ซอยเล็ก” พลอยกล่าว เมื่อเพื่อนเชียร์ เจ้าของโปรเจกต์อย่างปุยก็ไม่เบรกอีกต่อไป “แล้วพอตึกเป็นโรงงานมาก่อน สเปซก็ค่อนข้างจะสูง พอเอามาทำบ้านพื้นที่มันก็เลยเหลือเยอะแยะ เราทำอะไรได้ค่อนข้างเยอะ”

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

“เราขึ้นไปบนดาดฟ้าแล้วมองไปรอบ ๆ วิวเป็นพาโนรามา ลมก็โฟลว์ดี จุดนั้นเราคิดเลยว่าถ้าทำก็จะเก็บโครงสร้างทั้งหมดไว้ เพราะมันดีพออยู่แล้ว แค่กำแพงของการใช้งานเดิมมันทึบมาก ลมก็เลยไม่ผ่าน ส่วนระยะห่างระหว่างเพื่อนบ้านที่นี่ก็ไม่ติดจนเกินไป มีความเป็นส่วนตัวดี” วิทย์ ผู้เป็นพาร์ตเนอร์กับพลอยพูดขึ้นมาบ้าง

คุณสองคนได้คิดถึงภาพบ้านที่ต้องการไว้ในหัวมั้ย – เราถามคู่รัก

“ไม่เชิงนะ แต่เรารู้จักบุคลิกของตัวเอง ผมเป็นคนที่ค่อนข้างคอนเซอร์เวทีฟหน่อย ส่วนปุยเขามีสีสันกว่า ผมเลยคิดว่าบ้านจะต้องเป็นส่วนผสมของเรา ประนีประนอมซึ่งกันและกัน แต่ไม่ได้มีภาพว่ามันจะต้องหน้าตาแบบนั้นแบบนี้” เซ็บตอบ

“เอาจริง ๆ มันไม่ได้มีบ้านที่คิดไว้หรอก แต่เราชอบดูหนังสือบ้าน ตั้งแต่เริ่มดูบ้าน มีบ้าน 10 หลัง อยากอยู่ทั้ง 10 หลังเลย แต่เราไม่รู้ว่าบ้านไหนคือบ้านของเรา” ปุยเสริม “แต่พอมาเจอตรงนี้ เราคิดว่าเราเห็นตัวเองมากกว่า ว่าพื้นที่นี้ ฉันทำอะไรได้บ้าง แล้วก็คิดว่าจริง ๆ เราชอบการใช้งานคล้าย ๆ คอนโดเดิมของเรา แต่ให้มันใหญ่ขึ้น แล้วก็มีพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้น”

แล้วการเดินทางครั้งใหม่ในชีวิตของทั้งสองก็เริ่มขึ้นอย่างน่าตื่นเต้น แม้จะพวกเขาจะต้องผ่านการเถียงกับสถาปนิกสิบตลบ เถียงกันเองอีกสิบตลบ แล้วกลับบ้านไปอาเจียนด้วยความเครียด ก็ยังน่าตื่นเต้นอยู่ดี (ใช่ไหมนะ)

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

 ทำยังไงกับโรงงานดีนะ

จากที่เคยได้ยินคนรอบตัวที่อยู่บ้านจัดสรรบ่นว่า อยู่ไม่กี่ปีบ้านก็เริ่มทรุด ตอนแรกปุยกับเซ็บจึงมีความกังวลเรื่องการรับน้ำหนักของอาคาร 50 กว่าปีหลังนี้ แต่คุณป้าข้างบ้านที่อยู่มานานก็พูดให้เบาใจว่า ที่นี่เคยเป็นถึงโรงพิมพ์ที่คนโยนกระดาษกันทุกวี่วัน ไม่มีทางที่จะไม่แข็งแรง รวมถึงหลายคนก็บอกมาว่าในสมัยก่อนที่ยังไม่มีเครื่องคำนวณ วิศวกรจะใส่เหล็กมาให้เหลือเฟืออยู่แล้ว ซึ่งก็เป็นดังคาด หลังจากที่เช็กรอบบ้าน โรงงาน 50 กว่าปีแห่งนี้ก็ไม่มีทรุดเลยจริง ๆ

สำหรับการรีโนเวต สิ่งที่สองนักออกแบบทำเป็นอย่างแรก ก็คือเก็บเสาและคานเดิมไว้

“ระบบของ Grid เสาและคานเก่า มันคือการสร้างที่โคตรจะเรียบง่ายในเชิงโครงสร้าง” พลอยบอกว่าที่นี่เป็นโรงงานที่ตัวตึกถูกสร้างให้แข็งแรงมากที่สุด ในงบประมาณถูกที่สุด

หากก่อผนังตาม Grid เสาและคานเดิม ผลลัพธ์ออกมาก็คงบล็อกลมเช่นเคย ทั้งยังดูเป็นโรงงานที่ ไม่ตอบโจทย์ฟังก์ชันของบ้านด้วย พวกเขาจึงตัดสินใจว่าจะวางผังแบบเลื่อนผนังให้หนีจาก Grid เสา เกิดเป็นพื้นที่และทางเดินใหม่ ๆ ที่เหมาะกับเจ้าของบ้าน

ด้วยความที่เป็นคนซีกโลกตะวันตก เซ็บอยากอยู่แบบไม่มีแอร์ ดังนั้น บ้านนี้จึงออกมากึ่ง ๆ ให้สมกับเป็นบ้านคู่รักต่างสัญชาติ คือเป็น Semi-outdoor มีโซนติดแอร์ และมีโซน Open-air โอบล้อมเป็นตัว L

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก
จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

ห้องทานข้าวฝ้า Double Height ที่เรานั่งคุยกันอยู่นี่ก็เรียกว่าเป็นโซน Open-air มี Ventilation ดี มีหน้าต่างล้อมรอบ หากฝนตกเมื่อไหร่ จึงค่อยปิดหน้าต่าง ปิดม่าน แล้วเปิดแอร์

“จริง ๆ แล้วทำให้ตึกแถวอากาศถ่ายเทยากมาก เพราะว่าส่วนใหญ่อาคารจะอยู่ติดกัน แต่ข้อดีของตึกแถวหลังนี้คือ ข้างหลังมีบริเวณโล่ง ลมก็เลยเข้าออกได้” วิทย์กล่าว

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

ในการเก็บเสาและคานเดิมไว้ นักออกแบบยังเน้นให้คนมองเห็นได้ชัดดัวย

“หน้าต่างที่เอียงอยู่ เอียงเพื่อหลบคานเดิม” วิทย์อธิบายพร้อมชี้ออกไปที่หน้าต่าง “ถ้าดูหน้าบ้านดี ๆ จะมีคานกับเสาโผล่ไปข้างนอก อันนั้นไม่ใช่การตกแต่งนะ เหมือนเราเล่าเรื่องบ้านโดยที่ไม่ต้องพูด โดยผ่านสัจจะของโครงสร้าง

“โครงสร้างบอกว่า เนี่ย ฉันเป็นอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว และฉันจะเป็นอย่างนี้ต่อไป ต่อให้วันนี้มันเปลี่ยนไปเป็นการใช้งานอีกอย่างหนึ่ง แล้วโครงสร้างนี้ยังถูกเก็บไว้อยู่ มันก็ยังอยู่ได้นะ เป็นเหมือนหลักฐานบางอย่าง”

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

คานที่อยู่ในบ้าน จะเห็นได้ว่านักออกแบบปล่อยทิ้งไว้แบบไม่ฉาบผิวใหม่ ดูเก่าอย่างไรก็อย่างนั้น วิทย์เรียกว่าเป็น ‘สัจจะวัสดุ’ ซึ่งเป็นเรื่องของความงามในรูปแบบหนึ่ง ตอนแรกเจ้าของบ้านอย่างปุยก็ลังเลที่จะทำแบบนี้เหมือนกัน

“เข้าใจสิ่งที่เขาจะสื่อนะ แต่เรากลัวว่ามันจะมองดูเหมือนบ้านไม่เสร็จรึเปล่า” ปุยพูดยิ้ม ๆ

“เราคิดในใจว่า ถ้าแม่มาเห็นบ้าน แม่ด่าแน่เลย… แต่สรุปแม่มาเห็น แม่ชอบว่ะ” ทุกคนฮาครืนกับจังหวะตลกของเธอ “แม่บอกว่า รู้ว่าเขาตั้งใจ บ้านเสร็จขนาดนี้แล้วทิ้งอันนี้ไว้ ตั้งใจอยู่แล้ว”

“เหมือนกินสเต๊กน่ะ กึ่งสุกกึ่งดิบ Medium Rare” วิทย์ปิดท้าย “เจ้าของบ้านเขาเปิดใจกันนะ ถ้าเขาไม่เปิดใจ ไม่ได้ขนาดนี้หรอก” 

โปรเจกต์ท้าทายในการเปลี่ยนโรงงานเก่าเป็นบ้านโปร่ง ๆ อยู่สบายของคู่รักสมัยใหม่อย่างปุยและเซ็บ

Make yourselves at home

คอนเซ็ปต์หลักของบ้านที่สำคัญคือ Circulation (ทางสัญจร) ที่เชื่อมถึงกัน ตั้งแต่ทางเข้าบ้านไปยังบันได แล้วส่งไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ของบ้าน ซึ่งเมื่อบ้านโปร่ง ก็ยิ่งทำให้เห็นชัดเจนว่าทางเชื่อมถึงกัน นี่เป็นความตั้งใจอย่างยิ่งของสถาปนิก

บันไดที่เห็นไม่ใช่ตำแหน่งเดิม วิทย์บอกว่าเขาไม่อยากให้บันไดเก่าที่กว้าง 80 เซนติเมตรของโรงงานมาบังคับสิ่งที่จะเข้าไปอยู่ใหม่

“คือถ้ารีโนเวตโรงงานเย็บผ้าเป็นร้านกาแฟแสนเก๋ ก็อาจจะคงไว้ได้ เพราะอาจจะไม่อยากใช้งบประมาณเยอะ ทำนิดหน่อยก็สวยแล้ว ถ้าเป็นบ้าน มันซับซ้อนกว่านั้น ก็เลยเอาบันไดเดิมออกดีกว่า” ส่วนชั้น 1 ที่เดิมเป็นชั้นฝ้าสูง ก็ถูกซอยออกเป็นหลาย ๆ ชั้นลอย แบ่งกันไปแต่ละโซนการใช้งาน

จริง ๆ แล้วพื้นที่การใช้งานของบ้านก็คงน้อยกว่าโรงงานเยอะเลยใช่ไหม

“ใช่ พอเราเอาความต้องการทั้งหมดของเจ้าของบ้านมาตีเป็นตารางเมตร มันน้อยกว่าที่ตัวอาคารเดิมมี ก็เลยทุบพื้นได้ ตรงโจทย์ที่เราอยากให้บ้านโปร่ง

“มันค่อนข้างต่างจากโปรเจกต์ทั่วไปที่เคยทำ ถ้าเป็นบ้านในเมือง คอนโด หรืออาคารพาณิชย์ทั่วไป มีแต่คนอยากใช้ประโยชน์จากพื้นที่สูงสุด (Maximize Space) เพราะที่ดินสำหรับปลูกบ้านค่อนข้างแพง แต่อันนี้เหมือนโจทย์มันกลับกัน เป็น Minimize Space”

โปรเจกต์ท้าทายในการเปลี่ยนโรงงานเก่าเป็นบ้านโปร่ง ๆ อยู่สบายของคู่รักสมัยใหม่อย่างปุยและเซ็บ
โปรเจกต์ท้าทายในการเปลี่ยนโรงงานเก่าเป็นบ้านโปร่ง ๆ อยู่สบายของคู่รักสมัยใหม่อย่างปุยและเซ็บ

อีกอย่างที่เราสนใจก็คือความเป็น ‘Compact Living’ ของที่นี่ อย่างที่เราเล่าไปแต่แรกว่า เจ้าของบ้านทั้งสองคุ้นชินกับการอยู่คอนโดมิเนียม เมื่อมีบ้านเป็นของตัวเอง สถาปนิกจึงตีโจทย์นั้นเป็นพื้นที่ของบ้าน ให้ทุกอย่างอยู่ในพื้นที่เดียวกันหรือเดินหากันง่าย อย่างที่เห็นในพื้นที่ชั้นบนสุดของบ้าน ซึ่งวางแปลนให้เป็นพื้นที่ส่วนตัวของเจ้าของบ้าน

นอกจากห้องทานข้าวที่เรานั่งคุยกันอยู่แล้ว ก็มีห้องนอนใหญ่ ห้องนอนลูกในอนาคต ห้องนอนแขก ห้องทำงานของปุยกับเซ็บแยกกันตามที่อยากได้ตอนแรก ห้องสมุด แล้วก็ห้องพิเศษที่เรียกว่า Sunday Room

เจ้า Sunday Room ก็คือคอนโดย่อม ๆ ในนั้นประกอบไปด้วยโซฟา โทรทัศน์ และเคาน์เตอร์ ครัวเล็ก ๆ สำหรับเตรียมอาหาร สำหรับวันอาทิตย์อันแสนขี้เกียจ ทั้งคู่อยู่ในห้องนี้ได้ทั้งวันโดยไม่ต้องลุกไปไหนเลย เราฟังแล้วก็แอบอิจฉาในใจ ถ้ามี Sunday Room เป็นของตัวเองบ้าง จะเข้าไปอยู่จนเป็น Everyday Room เลย

โปรเจกต์ท้าทายในการเปลี่ยนโรงงานเก่าเป็นบ้านโปร่ง ๆ อยู่สบายของคู่รักสมัยใหม่อย่างปุยและเซ็บ

วิทย์บอกว่าสิ่งที่ยากในการปรับปรุงอาคาร คือการทำให้ความไม่เรียบร้อยดูเรียบร้อยขึ้นมา หากปรับปรุงอาคารเป็นบาร์ ก็ยังใช้การออกแบบไฟช่วยได้ แต่หากเป็นบ้านแล้วก็จะสว่าง เห็นชัดเจนทุกอย่าง

“เราต้องเก็บให้ถูก เอาออกให้ถูกด้วยนะ” พลอยเสริมถึงความยาก “เรารู้อยู่แล้วว่าห้องแถว สิ่งที่ไม่ดีคือการไหลเวียนและถ่ายเทของอากาศ ซึ่งสิ่งที่เราจะเก็บก็คือไม่ใช่สิ่งนั้น เราจะทำยังไงให้สิ่งที่ดียังอยู่ แต่ว่าสิ่งที่ไม่ควรจะมีหายไป

“การรีโนเวตต้องทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น”

จากโรงงานยุคเก่ากว่าครึ่งศตวรรษที่แล้ว ปัจจุบันกลายเป็นบ้านของคู่รักที่อยู่กันด้วยแนวคิดใหม่ นับว่าที่แห่งนี้เปลี่ยนแปลงมาไกลจากจุดเดิมมาก บ้านท้ายซอยถนนจันทน์หลังนี้ดูผิดหูผิดตาไปเยอะ

ไม่ใช่แค่ปุยและเซ็บ คุณป้าข้างบ้านก็คงสดชื่นกับบรรยากาศนี้เหมือนกัน

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

ช่างภาพที่มีร้านล้างฟิล์มเป็นของตัวเอง แต่นานๆจะถ่ายฟิล์มที เพราะช่วงนี้ฟิล์มมันแพง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load