19 กุมภาพันธ์ 2564
5 K

เดินทะลุผ่านพิพิธภัณฑ์ไม้ไผ่ คดโค้งชดช้อย

ภาพตรงหน้าเราคือ อาคาร 3 ชั้น สูงสง่า กลมกลืนกับร่มไม้เขียวขจี 

อาคารรพินทร เป็นออฟฟิศทำงานของเหล่าสถาปนิกและภูมิสถาปนิก รวมถึงห้องเรียนวิชาสถาปัตยกรรมของสถาบันอาศรมศิลป์ โดยรีโนเวตจากโรงยิมเก่าของโรงเรียนรุ่งอรุณที่มีโจทย์ใหญ่ คือ อยากให้ทุกคนอยู่ได้ร่วมกันใต้หลังคาเดียว เพื่อเรียนรู้กันและกัน

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

ความน่าสนใจของที่นี่ นอกจากเบื้องหลังการเปลี่ยนฟังก์ชันอาคารที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงแล้ว หลังใช้งานจริงได้ราวปีเศษ ได้รับรางวัล ARCASIA Awards for Architecture (AAA) ประจำปี 2019 หมวด Institutional Buildings (อาคารสถาบัน) รางวัลนี้จัดขึ้นโดย Architects Regional Council Asia (ARCASIA) เพื่อสนับสนุนบทบาทของคนในแวดวงสถาปัตยกรรมเอเชีย ทั้งเรื่องทางเศรษฐกิจ สังคม วิถีชีวิต และตั้งใจแสดงให้เห็นว่า สถาปัตยกรรมที่ดีเป็นองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนากายภาพและจิตใจของผู้คน

เราจึงชวนตัวแทนจากบริษัท สถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม อาศรมศิลป์ จำกัด มาช่วยกันเล่าแนวคิดและการออกแบบที่คำนึงถึงผู้ใช้งานเป็นหลัก โดยมีรายละเอียดเล็กๆ ที่พวกเขาไม่มองข้ามสักจุด

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

มหาวิทยาลัยมุงจาก สู่อาคารจากโรงยิมเก่า

ก่อนเป็นสถาบันอาศรมศิลป์ เมื่อ 23 ปีก่อน รศ.ประภาภัทร นิยม ก่อตั้งโรงเรียนรุ่งอรุณด้วยอยากเห็นโรงเรียนที่ใช้ศักยภาพของมนุษย์ให้เต็มที่ และตอบโจทย์ผู้เรียนทุกคน

อีก 10 ปีต่อมาก็เปิดสถาบันอาศรมศิลป์ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อสอนในระดับอุดมศึกษา ทั้งระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และหลักสูตรประกาศนียบัตรใน 3 สาขา ได้แก่ ศึกษาศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ และศิลปศาสตร์ (ผู้ประกอบการสังคม) โดยเป็นการเรียนรู้บนการงานจริง (Work-Based Learning) ห้องเรียนของเหล่านักศึกษาสถาปัตย์ จึงอยู่ร่วมกับสตูดิโอสถาปนิกวิชาชีพ บริษัท สถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม อาศรมศิลป์ จำกัด

เดิมอาคารที่สถาบันอาศรมศิลป์ใช้เป็นห้องเรียนและห้องทำงานของเหล่าสถาปนิก มีทั้งหมด 5 หลัง หรือที่เรียกกันว่า ‘มหาวิทยาลัยมุงจาก’ หยิบเอาคาแรกเตอร์ของบ้านเรือนชาวบ้านมาใช้ออกแบบ เหตุผลหนึ่งก็เพื่ออยากให้การเรียนรู้เป็นเรื่องธรรมดาที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้ โดยเฉพาะวิชาชีพผู้ประกอบการที่คนมาเรียนส่วนมากเป็นหัวหน้าชุมชนและชาวบ้าน การมาที่บ้านแห่งนี้จึงไม่เคอะเขิน เพราะเป็นเหมือนหมู่บ้านที่พวกเขาคุ้นเคย

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

อีกเหตุผลเพราะตั้งใจให้เป็นสถาปัตยกรรมประหยัดพลังงานด้วยภูมิปัญญาพื้นถิ่นที่ใช้วัสดุจากธรรมชาติ และออกแบบการไหลเวียนอากาศให้เหมาะกับเขตร้อนชื้น อีกทั้งการมุงจาก เป็นกุศโลบายให้ทุกคนได้มีโอกาสเจอกัน คุยกัน จากการช่วยกันซ่อมแซมใหม่ทุก 10 ปี

การช่วยกันสร้างช่วยกันรักษานี้ ทำให้เกิดกระบวนการ ‘ปลูกเรือน ปลูกชุมชน ปลูกชีวิต’ เพื่อเป็น ‘ชุมชนแห่งการเรียนรู้’ อย่างแท้จริง

แต่เมื่อใช้งานไปสักพัก การแบ่งอาคารเป็นเรือนๆ แยกกันระหว่างอาจารย์ นักศึกษา สถาปนิก และภูมิสถาปนิก ทำให้ต่างคนต่างอยู่แต่ในพื้นที่ของตัวเอง ลดโอกาสในการเชื่อมโยงกันหรือมีปฏิสัมพันธ์กัน ประกอบกับออฟฟิศขยายตัวขึ้น พวกเขาจึงมองหาอาคารใหม่ให้ทุกคนได้อยู่ใต้ร่มร่วมกัน โดยไม่ลืมคอนเซปต์ชุมชนแห่งการเรียนรู้

พื้นที่ศึกษาเพื่อการศึกษาใต้หลังคาบ้าน

One Roof หรือหลังคาใหญ่ผืนเดียวกัน เป็นคอนเซปต์ที่ทุกคนในอาศรมศิลป์เห็นตรงกันว่าตรงใจ

พอดีกับโรงเรียนรุ่งอรุณสร้างโรงยิมแห่งใหม่ อาคารหลังนี้จึงว่างลง โปรเจกต์เปลี่ยนห้องเรียนกีฬาขนาด 3 ชั้นเป็นบ้านหลังใหญ่ในชื่อว่า ‘รพินทร’ เพื่อเชื่อมโยงระหว่างนักศึกษากับคนทำงานก็เริ่มต้นขึ้น

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

ด้วยเป็นคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่ให้ผู้เรียนได้ลงมือทำงานจริง จึงเกิดแนวคิดนำโปรเจกต์นี้มาเป็นโจทย์ในห้องเรียนของนักศึกษารุ่นแรกทั้ง 7 คนไปด้วยว่า หากพวกเขาต้องออกแบบโรงยิมแห่งนี้ให้เป็นออฟฟิศและห้องเรียน จะมีหน้าตาเป็นแบบไหน

วิธีการนี้ทำให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างที่หลักสูตรมุ่งหวัง เพราะเปิดให้น้องๆ พรีเซนต์ขายงานให้เหล่าพี่ๆ สถาปนิกฟัง จากนั้นทุกคนได้ร่วมคุยถึงวิถีการอยู่ร่วมกันทั้งสองฝ่าย พอจบเทอม ทั้ง 7 แบบนั้นได้รับการนำไปพัฒนาต่อโดยทีมสถาปนิก ซึ่งได้ แบน-ธีรพล นิยม และ เต้อ-นันทพงศ์ ยินดีคุณ เป็นผู้ออกแบบหลัก

เขาถอดแนวคิด คาแรกเตอร์ และฟังก์ชัน ที่ใช้งานได้จริง มาออกแบบใหม่บนพื้นฐานที่ทางอาศรมศิลป์มองว่าตัวเองเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ไม่ใช่โรงเรียนที่มีห้องเรียน หรือออฟฟิศที่มีแต่ห้องทำงาน ความเจ๋งคือ การนำแนวคิด Home Base มาใช้ ด้วยอยากให้สถาปนิก อาจารย์ นักศึกษา อยู่กันแบบเป็นพี่เป็นน้อง ยึดโยงกันด้วยงานที่มีคุณค่า เลยพยายามสร้างความรู้สึกให้เป็นเหมือนบ้านที่แยกเป็นห้องๆ มีส่วนกลางไว้แชร์กัน

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

และการอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกันที่มองเห็นกันได้หมดนี้ นอกจากเชื่อมโยงทางสายตาแล้ว พื้นที่ยังเอื้อให้เกิดการพบปะพูดคุยกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หากมีปัญหาก็สามารถเดินไปสอบถามพี่ๆ ได้เลย สอดคล้องกับแนวคิดส่วนหนึ่งของเรื่องพื้นที่การเรียนรู้ในศตวรรษ 21 (21st Century Learning Spaces) ซึ่งมองว่าห้องเรียนที่ไม่ใช่โรงอุตสาหกรรม แต่ควรเป็นพื้นที่ที่ทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ฉะนั้น พื้นที่ส่วนรวมจึงสำคัญ และพวกเขาได้ออกแบบข้อนี้ไว้อย่างเรียบง่ายแต่แยบยล รวมถึงใช้สเปซคุ้มค่าจนต้องขอจดไว้ เช่น ทางเดินระหว่างสองฝั่งอาคารที่แปรฟังก์ชันเป็นลานกิจกรรม โถงบันไดทางขึ้น ซอยชั้นสองด้านไม่เท่ากันให้เป็นที่นั่งและไว้โชว์โมเดลได้ ส่วนข้างใต้ซ่อนที่เก็บรองเท้าเอาไว้ บันไดย่อยระหว่างชั้นที่ทำให้เกิดการสัญจรไปมาหาสู่กันได้ง่าย หรือราวกันตกรอบๆ ที่เป็นที่ม้านั่งไปในตัว

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน
รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน
รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

Function Follows Form

เมื่ออยากเก็บอาคารเดิมไว้ให้มากที่สุด ดังนั้นฟังก์ชันจึงต้องวางตามโครงสร้าง

ภายใต้พื้นที่ 3,780 ตารางเมตรของอาคาร 2 ชั้นเดิม และที่ต่อเติมชั้นลอยกับฝั่งทิศเหนือใหม่อีก 2 ชั้น ประกอบด้วย โถงทางเข้า ห้องสมุด ห้องเก็บโมเดล และโรงอาหารในชั้นแรก ส่วนชั้นสองเป็นพื้นที่ห้องทำงานของสถาปนิก ห้องกิจกรรมที่ตรงกลางเป็นโถงทางเดิน เสริมชั้นสามเป็นชั้นลอย มีห้องเรียน ห้องทำงานของภูมิสถาปนิก และดาดฟ้าชั้นสี่-ชั้นห้า เป็นห้องประชุมและห้องสัมมนาขนาดใหญ่

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน
รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

การเปลี่ยนจากโรงยิมเป็นออฟฟิศซึ่งฟังก์ชันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงนั้น มีความยากที่ต้องคำนึงถึงโครงสร้างเป็นหลัก แต่นับว่าเป็นข้อดีเรื่องความแข็งแรง และการที่หลังคาสูงก็ช่วยให้อาคารโปร่งโล่ง ก่อนรีโนเวตต้องทดสอบเรื่องการรับน้ำหนัก เช็กฐานราก เสริมเสาเข็ม และเลือกใช้โครงสร้างเหล็ก กรุกระจกแทนผนังอิฐ เพื่อไม่ให้เกิดน้ำหนักมากจนรบกวนโครงสร้างเดิม

ด้วยความที่เป็นอาคารศูนย์กีฬาขนาดใหญ่ ทำให้ห่างไกลจากธรรมชาติโดยรอบ จึงต้องดันพื้นที่ทำงานให้ออกมาอยู่ด้านนอก โดยพื้นที่ตรงกลางกลายเป็นโถงทางเดิน มีการซอยช่องเปิดระหว่างห้องเพื่อให้เกิดการไหลเวียนอากาศ เดินทะลุไปยังระเบียงที่ต่อเติมเพิ่ม ค้ำยันจากชายคาที่เห็นล้อดีไซน์มากับโครงถักเดิมของชั้นสามในองศาเดียวกันเป๊ะ และเปิดกระจกบานเลื่อนจากทุกห้องออกมาพักผ่อนรับลมเย็นระหว่างทำงานได้ด้วย

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

นอกจากความต้องการให้มองเห็นกันจากทั่วทุกมุมแล้ว การกรุกระจกใสแทนผนังทึบ ใช้เพียงชั้นวางหนังสือเตี้ยๆ กั้นความเป็นส่วนตัวในแต่ละห้อง เพื่อเปิดรับแสงธรรมชาติให้ได้มากสุด สร้างความปลอดโปร่ง ไม่อึดอัดและเป็นการช่วยลดใช้พลังงานไปด้วยในตัว

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

หากแหงนหน้ามองขึ้นไปยังหลังคา ใต้โครงถักไม้ (Wooden Trusses) เดิมซึ่งเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ จะเห็นการเสริมแปใหม่เพื่อรับน้ำหนักหลังคาแป้นเกล็ดด้านนอกที่มุงด้วยไม้ซีดาร์ ส่วนด้านในเป็นไม้อัด OSB ที่ยืดหยุ่น ทนต่อความร้อนและความชื้น ตรงกลางเปิดช่องแสงให้ส่องไปยังทางเดิน ใช้บานเกร็ดไม้วางตัวแนวเฉียง เพื่อจำกัดแสงไม่ให้ส่องไปยังห้องเรียน

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

ส่วนอีกสองชั้นที่ต่อเติมขึ้นไป พวกเขารื้อหลังคาเก่าออก เปลี่ยนไปใช้โครงหลังคาเหล็กแทนไม้ แต่ยังเป็นโครงถัก เพื่อล้อกับฟอร์มเดิมของอาคาร

และแป้นบาสบนชั้นสี่ที่เห็นแม้เป็นสิ่งใหม่ แต่ก็ติดไว้ในตำแหน่งเดิม แทนการระลึกถึงโรงยิมเก่าหลังนั้น

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

ฝั่งตรงข้าม เชื่อมต่อกับอาคารเดิม มีห้องเล่นเกมแทรกกลางระหว่างสองอาคาร ห้องนี้ปรับฟังก์ชันเป็นห้องประชุมเล็กๆ ได้ ด้านหน้ามีบันไดหญ้าให้เดินขึ้น-ลง สู่บริเวณสนาม เวลาพักเที่ยงก็แปรเป็นโต๊ะปิกนิกให้ล้อมวงกินข้าวใต้ร่มไม้ใหญ่

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

ลดการดูแลและประหยัดทรัพยากร

การเลือกไม้เป็นวัสดุหลัก ไม่ได้ตั้งต้นโดยหยิบอัตลักษณ์การออกแบบของสถาบันอาศรมศิลป์มาใช้ แต่เป็นเรื่องของการดูแลจัดการมากกว่า พวกเขาบอกว่าการทำพื้นไม้ให้ถอดรองเท้านั้น ข้อแรก ลดการทำความสะอาด ที่นี่มีแม่บ้านน้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดพื้นที่

ข้อสอง พอเป็นพื้นไม้ หากเดินไม่ระวังจะเสียงดัง หรือฝุ่นอาจตกไปตามร่องใส่หัวเพื่อนข้างล่าง การถอดรองเท้าทำให้ระมัดระวังเรื่องพวกนี้

ข้อสาม เมื่อเท้าสัมผัสพื้นไม้จะเกิดความรู้สึกอบอุ่นและให้ความรู้สึกเหมือนได้ถอดรองเท้าเข้าบ้าน 

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

ส่วนข้อดีของการรีโนเวต ในแง่การใช้ทรัพยากรช่วยให้ประหยัดทั้งค่าใช้จ่ายและเศษวัสดุที่ไม่กลายเป็นขยะเพิ่ม อาจต่างจากหลายที่ที่การรีโนเวตมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการทุบ รื้อ สร้างใหม่ เพราะโรงยิมเดิมอยู่บนเงื่อนไขที่วิศวกรประเมินโครงสร้างแล้วทำได้ ซึ่งหากต้องทุบทุกเสาหรือเปลี่ยนโครงหลังคาใหม่ ค่าใช้จ่ายอาจจะสูงกว่า และเลือกใช้วิธีซ่อมแทนทำใหม่ ทั้งโครงสร้างและพื้นเดิมที่ทำเพียงงานปิดผิวเพิ่ม ส่วนที่รื้อออกก็เก็บไว้ โดยเฉพาะไม้เก่าที่นำกลับมาใช้ทุกชิ้น เช่น ประตู หน้าต่าง ย้ายจากห้องดนตรีเดิมมาอยู่ที่ห้องสมุด

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

มากไปกว่านั้น สิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดการ Re-Place เพราะคุณค่าของอาคารนี้คือความทรงจำ คำว่าโรงยิมของรุ่งอรุณ ไม่ใช่แค่โรงยิม แต่เป็นที่จัดกิจกรรมไหว้ครู มีงานประจำปีที่เด็กๆ ใช้เล่นละครหรือสรุปการเรียนรู้ทั้งเทอม รวมถึงเป็นสถานที่จัดงานคืนสู่เหย้าของศิษย์เก่าหลายรุ่น

แม้ว่าวันนี้ฟังก์ชันจะเปลี่ยนการจดจำอาคารเก่าในความหมายใหม่ แต่สถานที่ที่ยังอยู่ที่เดิมนี้ ยังเก็บเรื่องราวไว้ให้เห็น ให้เล่าถึง และยังมี Sense of Place อยู่เต็มเปี่ยม

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

หากคุณขับรถแล่นตรงจากสะพานนวรัฐมุ่งหน้าสู่ประตูท่าแพในเวลานี้ แล้วไม่ทันสังเกตว่ามีร้านอร่อยระดับที่ Foodie ตัวจริงตั้งใจมา ร้านขายสินค้าแฮนด์เมดสุดเก๋ หรือร้านกาแฟเจ้าเดียวกันกับเจ้าดังประจำย่านนิมมานเหมินทร์ยืนแทรกตัวอยู่ริมถนน ก็คงไม่แปลกอะไร เพราะเป้าหมายของคนส่วนใหญ่อยู่ที่การตระเวนย่านเมืองเก่า หรืออาจจะเป็นบรรยากาศเงียบเหงาและตึกแถวว่างเปล่าสะดุดตากว่า จนแทบจินตนาการไม่ออกว่า ‘ย่านท่าแพ’ ที่เพิ่งขับผ่านมา ครั้งหนึ่งเคยคลาคล่ำผู้คนและมีสถานะเป็นถึงย่านถนนเศรษฐกิจการค้าแห่งแรกของเมืองเชียงใหม่ อีกทั้งยังรุ่มรวยด้วยสถาปัตยกรรมหลากยุคสมัยเปี่ยมคุณค่าทางประวัติศาสตร์

ตี๋-ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร สถาปนิกแห่งใจบ้านสตูดิโอ เป็นลูกหลานคนเชียงใหม่ที่ผูกพันกับย่านนี้มาตั้งแต่เด็ก เขาตระหนักถึงปัญหาความเปลี่ยนแปลงข้างต้น ไม่ใช่เพียงในเชิงกายภาพ แต่หมายรวมความสัมพันธ์ของย่านที่ค่อย ๆ โรยแรงแห้งเฉา ซึ่งมีจุดเริ่มมาจากการเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคาร ควบคู่กับการขาดทิศทางการพัฒนาย่านให้ยืนอย่างสง่างามบนรากวัฒนธรรม

เหตุนี้เขาจึงลงมือสร้างสรรค์โปรเจกต์ ‘ย่านท่าแพ 2030’ นำเสนอแนวคิดในการจัดปรับตำแหน่งแห่งที่และตัวตนของย่านท่าแพ ให้สอดคล้องกับการพัฒนาเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมชี้นำการพัฒนาให้กับชุมชน ผู้ประกอบการ นายทุน และนักพัฒนา ผู้ให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจที่รักษาต้นทุนทางธรรมชาติและวัฒนธรรม เพื่อชุบชูย่านให้กลับมามีชีวิตชีวา ศักยภาพ และสืบสานมนตร์เสน่ห์ความเป็นท่าแพจากวันนี้สู่อนาคต

ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่

จิ๊กซอว์ความสัมพันธ์

“จริง ๆ สถานการณ์ที่ดินเปลี่ยนมือค่อย ๆ เริ่มเมื่อประมาณ 5 ปีก่อนเกิดโรคโควิด-19 ระบาด ช่วงนั้นเชียงใหม่เป็นจุดหมายปลายทางของคนจีน นักธุรกิจที่เล็งเห็นโอกาสจึงเข้ามาสอยที่ดินทำธุรกิจ ทำให้หลายตึกถูกเปลี่ยนกรรมสิทธิ์เป็นของนายทุนจีน กลายเป็นร้านขายยาบ้าง ขายหมอนยางพาราบ้าง จนไม่เหลือร่องรอยของการใช้งานแบบ Mix Used” 

ตี๋ย้อนเค้าลางความแปรผันบนสองฝั่งถนนท่าแพ พลางขยายว่า ในอดีตอาคารบริเวณนี้มีลักษณะการใช้งานแบบผสมผสาน หรือ Mix Used คือชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัย ส่วนชั้นล่างเปิดเป็นร้านค้า ขณะเดียวกันบางร้านยังแบ่งปันพื้นที่สำหรับจำหน่ายงานคราฟต์และสินค้าชาติพันธุ์ต่าง ๆ 

อนึ่ง ความผสมยังผสานไปถึงลักษณะทางสังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียว ทั้งชุมชน พาณิชย์ และศาสนา ครั้นเมื่อที่ดินเปลี่ยนมือและลักษณะการใช้งานอาคารเปลี่ยนไป ความสัมพันธ์ในย่านจึงคล้ายชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ที่ถูกดึงออก วัดซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชน พอขาดสังคมอุปถัมภ์ก็จำต้องปรับตัว จัดสรรพื้นที่ทำลานจอดรถ จัดอีเวนต์ หรือตกแต่งบรรยากาศเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว 

ตี๋เสริมว่าคลื่นการเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมกระแส Mass Tourism เช่นนี้ เกิดกับแทบทุกย่านของเชียงใหม่ แต่สิ่งที่ทำให้ย่านท่าแพสะท้อนภาพชัด คือมูลค่าของทำเลที่สูงกว่า 25 – 40 ล้านต่อห้อง ตัวเลขดังกล่าวประมาณจากผลการสำรวจราคาที่ดินพร้อมอาคารในย่าน พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นปัจจัยให้ทำเลตกไปอยู่กับนายทุนที่มีกำลังซื้อ และโดยมากคือคนนอกพื้นที่

“เมืองจะมีลมหายใจต่อเนื่อง ก็ต่อเมื่อมีความทรงจำของผู้คนที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น แต่ดูเหมือนขณะนี้มันกำลังขาดช่วง เพราะพื้นที่กลายไปเป็นของคนอื่น”

เหนือความเปลี่ยนแปลงนานา ตี๋ให้ความสำคัญกับความทรงจำอันเปรียบดังห่วงเชื่อมร้อยความสัมพันธ์ทางสังคม และของผู้คนที่มีต่อพื้นที่ ซึ่งจะช่วยนิยามอัตลักษณ์ของย่าน รวมถึงรักษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไม่ให้สูญหาย

ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่
ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่
ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่

ย่านท่าแพ 2030

เราจะสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ ฟื้นกายภาพ และฟื้นโครงสร้างทางสังคม ให้เติบโตไปพร้อมกันได้อย่างไร…

นี่คือสิ่งที่ใจบ้านสตูดิโอ และ กฤติกา รอดเจริญ นักศึกษาฝึกงานจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พยายามค้นหาคำตอบให้กับย่านท่าแพในอนาคต พลันศึกษาค้นคว้า ออกแบบ และนำเสนอแนวคิดการพัฒนาที่เป็นประโยชน์ไว้ในโปรเจกต์ ‘ย่านท่าแพ 2030’ (Thapae Neighborhood 2030) ภายใต้โจทย์หลัก 3 ข้อ 

หนึ่ง เพื่อจุดประกายให้เกิดโมเดลธุรกิจและการพัฒนาที่ดินที่เจ้าของเดิมอยู่อาศัยร่วมกับธุรกิจใหม่ ๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องขายที่ 

สอง จัดสรรพื้นที่ให้ผู้ประกอบการสร้างสรรค์เชียงใหม่มีพื้นที่ค้าขาย แสดงผลงาน โดยไม่จำเป็นต้องแบกค่าที่ดินหรือค่าเช่ามหาศาล ผ่านการสร้างระบบแบ่งปันพื้นที่ (Sharing Space) ซึ่งส่งเสริมนิเวศทางธุรกิจที่เกื้อหนุน 

และ สาม ปลุกกระแสให้เห็นคุณค่าของประวัติศาสตร์ อาคารและย่านอันเป็นต้นทุนสำคัญของธุรกิจ Creative Business District ที่จะมีผลกับการฟื้นฟูเมืองแบบ Urban Regeneration ในมิติเศรษฐกิจและกายภาพไปพร้อม ๆ กัน  

ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่

“ลองจินตนาการดูว่า ในเมืองที่แยกขาดระหว่างที่อยู่อาศัยกับพื้นที่พาณิชย์ ถ้าวันใดพื้นที่พาณิชย์ปิด เมืองก็ตาย จะกลับมามีชีวิตอีกครั้งได้ก็ต่อเมื่อธุรกิจเปิด ยิ่งเมืองสมัยใหม่พื้นที่ค่อนข้างจำกัด การอยู่แบบผสมผสาน หรือส่งเสริมการใช้พื้นที่อย่างสมประโยชน์จริง ๆ ดังนั้นแนวคิดการพัฒนาเมือง ‘เมืองกระชับ’ (Compact City) จึงเป็นวิธีการน่าสนใจ” ตี๋พูด 

“เราไม่ได้โหยหาอดีตชนิดต้องกลับไปอยู่เหมือนเดิม ในเมื่อธุรกิจปรับตัว กายภาพของอาคารก็ต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน อย่างเมื่อก่อนตึกตึกหนึ่ง มีเจ้าของคนเดียวและใช้เป็นที่อยู่อาศัยและทำธุรกิจ แต่ปัจจุบันที่ดินแพง มูลค่าตึกก็สูง แน่นอน ผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่กำลังสร้างตัวไม่มีสิทธิครอบครองตึกนี้ได้เลย แล้วโมเดลธุรกิจควรจะเป็นแบบไหน”

เขาทิ้งท้ายทำนองเชิญชวนให้นึกคิด แต่สำหรับเขาอยากนำเสนอโมเดลที่เรียกว่า ‘การฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร’ ซึ่งจะกล่าวกันต่อในบทถัดไป

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ปรับอาคารให้ย่านฟื้น

“อาคารก็เหมือนชิ้นส่วนของชีวิต ณ ยุคหนึ่งมันถูกออกแบบกายภาพตามความต้องการของสังคม แต่พอพ้นยุคสมัยอาคารก็ต้องปรับตัวตาม โดยนำมา Reuse และ Adaptive ให้เข้ากับสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างเข้าใจคุณค่า ด้วยการรักษาบางอย่างให้เป็นชิ้นส่วนความทรงจำ พร้อมปรับเปลี่ยนบางอย่างเพื่อจะทำให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้”

ตี๋เกริ่นปูทางเพื่อจะอธิบายถึงโมเดลการฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคารแบบ ‘Adaptive Reuse’ ในโปรเจกต์ย่านท่าแพ 2030 ที่เขาสำรวจตำแหน่งอาคาร วิเคราะห์โครงสร้างทางสถาปัตยกรรม และรวบรวมข้อมูลธุรกิจบนย่านถนนท่าแพ ก่อนนำมาออกแบบ 3 โมเดลตัวอย่างจากการประยุกต์แนวคิดเข้ากับตึกเก่าในย่าน โดยให้ความสำคัญกับการเก็บหน้าตาอาคารยุคโมเดิร์นและฟาซาด ควบคู่ปรับรื้อภายในให้เกิดการเชื่อมต่อจากถนนสู่ด้านในตัวอาคาร ซึ่งจัดสรรปันส่วนใหม่เป็นพื้นที่ว่างหลากหลายขนาด สำหรับรองรับกิจกรรมและธุรกิจรูปแบบต่าง ๆ ตลอดจนแทรกพื้นที่สีเขียวและช่องแสงให้เป็นเสมือน Pocket Park เพื่อเติมเต็มความเขียวขจีสดชื่นแก่ย่านน่าเดินแห่งนี้ 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา
ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา
ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

 “บางทีการเก็บรักษาทุกอย่างไว้ มันโรแมนติกนะ แต่ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน เรามองว่าการฟื้นฟูพัฒนาย่านเมืองเก่าอย่างมีศักยภาพจะต้องหาสมดุลระหว่างศิลปะ เศรษฐศาสตร์ และสังคม” ตี๋สรุปหัวใจของโมเดล

นอกจากไอเดียเนรมิตพื้นที่ภายในอาคาร แต่ละโมเดลตัวอย่างยังลองนำเสนอรูปแบบการจัดการกรรมสิทธิ์และพื้นที่ ที่จำแนกสัดส่วนการใช้งาน อาทิ ที่อยู่อาศัย พื้นที่สาธารณะ และพาณิชยกรรม รวมทั้งออกแบบกิจกรรมใหม่เพื่อฟื้นฟูอาคารและย่านอย่างสร้างสรรค์

“ถ้าเราอยากจะเก็บคาแรกเตอร์เดิมให้ลูกหลานกลับมาอยู่แล้วทำธุรกิจต่อได้ เราลองปรับพื้นที่ภายในกันดูไหม เพื่อให้มีสัดส่วนสำหรับคนอยู่อาศัยดั้งเดิมราว 20 เปอร์เซ็นต์ อีก 80 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือก็ใส่กิจกรรมใหม่เข้าไป เช่น คาเฟ่ ร้านอาหาร แกลเลอรี่ หรือ Co-working Space แบบนี้เจ้าของอาคารเดิมอยู่อาศัยและมีรายได้จากการแบ่งเช่าพื้นที่ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการรายย่อยก็เช่าทำธุรกิจโดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนราคาที่ดิน หากแต่ละหน่วยธุรกิจสร้างกำไรต่อปีมากพอคุ้มค่าแรงจูงใจในการขายตึก นั่นหมายถึง ตึกนี้ก็จะยังเป็นของคนท้องถิ่นและลูกหลานรุ่นต่อไปก็ยังอยู่ได้” 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ตี๋อธิบายสมการของโมเดลการปรับปรุงอาคารที่เขาคิด พร้อมเสริมว่าสิ่งนี้นับเป็นองค์ประกอบของย่านอยู่ดี คือ มีธุรกิจหลากหลายและชุมชนสัมพันธ์อันเกื้อกูลกันและผูกผันกับพื้นที่ เหนืออื่นใดอาจพัฒนาให้เกิดย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งใหม่ที่ยืนอยู่บนรากวัฒนธรรมได้อย่างงามสง่า ช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจ และชี้นำอนาคตของเมือง 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ความเป็นไปได้

อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่าแนวคิด Adaptive Reuse ที่กล่าวมานั้นช่างอุดมคติและฝันเพ้อ เพราะมีหลายเมืองทีเดียวที่ตี๋เล่าว่านำไปพัฒนาย่านเมืองเก่า ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คน และส่งเสริมผู้ประกอบการ SME ให้เติบโตขึ้นจริง ๆ

ตัวอย่างแรก คือ ไต้หวัน ที่นี่มีองค์กรชื่อ ‘Taipei City Urban Regeneration Office’ คอยทำหน้าที่จับคู่ผู้ประกอบการกับพื้นที่ที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังร่วมมือกับภาครัฐจัดตั้งกองทุนสนับสนุนสำหรับจัดซื้อตึกเก่ามาชุบชีวิต สร้างสรรค์พื้นที่และกิจกรรมหลายหลาก เพื่อเพิ่มมูลค่าที่ดินและดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาใช้งาน เช่าทำธุรกิจ จนเกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน กลายเป็นพื้นที่ของบรรดา Startup และ SME ในย่านต่าง ๆ 

หรือ เมืองอาห์เมดาบัด ประเทศอินเดีย มีฐานะเป็นถึงเมืองมรดกโลก ทว่ากลับซบเซา มีแต่ผู้สูงอายุและวัยรุ่นที่ไม่เห็นโอกาสสร้างตัว คณะกรรมการเมืองเก่าจึงก่อตั้งองค์กร ‘Heritage Cell’ ขึ้นมา เพื่อทำงานร่วมกับอาคารสงเคราะห์ สนับสนุนการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับซ่อมบำรุงบ้านเก่า สร้างจูงใจให้คนอยากกลับมาอยู่บ้าน ควบคู่กับเปิดโรงเรียนสอนวิชาช่างไม้ ฝึกอบรมทักษะอาชีพด้านการฟื้นฟูอาคารไม้รุ่นคุณปู่คุณย่า โดยพยายามขับเคลื่อนเชิงกายภาพ เศรษฐกิจ และสังคมไปพร้อมกัน

อีกตัวอย่างสุดท้าย ได้แก่ จอร์จทาวน์ เมืองหลวงรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีกองทุนของรัฐบาลกลาง ‘Think City’ คอยดูแลเรื่องการเพิ่มปริมาณพื้นที่สีเขียว รักษาฟื้นฟูอาคารเก่า รวมถึงแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้คนในย่านเมืองเก่า เนื่องจาก 82 เปอร์เซ็นต์ของพลเมืองจอร์จทาวน์เป็นผู้เช่าอาศัยทั้งสิ้น ประกอบกับเมื่อได้รับการขึ้นทะเบียนจาก UNESCO เป็นเมืองมรดกโลก ทำให้มีนายทุนต่างชาติมากว้านซื้ออาคารไปเก็งกำไร หรือทำธุรกิจ ผู้เช่าดั้งเดิมเลยพลอยถูกขับออก

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ทาง Think City จึงผุดโครงการรักษาตึกที่ผู้เช่าเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลรักษา โดย Think City เป็นตัวกลาง รวมผู้เช่าเป็นหนึ่งสหกรณ์ แล้วเจรจาทำสัญญาเช่าระยะยาวกับเจ้าของตึก เพื่อมอบความมั่นคงทางการเงินแก่เจ้าของ ส่วนผู้เช่าเมื่อรู้สึกมั่นคงทางที่อยู่อาศัยก็มีแรงจูงใจในการพัฒนาคุณภาพชีวิต นอกจากนี้กองทุนยังยื่นข้อเสนอว่า หากเจ้าของตึกรายใดเข้าร่วมโครงการ ทางรัฐบาลยินดีสนับสนุนงบปรับปรุงอาคารให้หน้าตาสวยงามสมเป็นส่วนหนึ่งของเมืองมรดกโลกอีกด้วย

“นี่คือโมเดลทางเศรษฐศาสตร์ในการอนุรักษ์ฟื้นฟูย่านเมืองเก่าให้เป็นไปได้เชิงเศรษฐกิจ โดยมีทางเลือกให้คุณค่าและมูลค่าอยู่ด้วยกันได้” ตี๋แสดงความเห็น “ต่างจากบ้านเราที่มักเรียกร้องให้คนมาชื่นชมความงาม เชิดชูคุณค่า แต่กลับไม่หยิบยื่นเครื่องมือทางการเงินใด ๆ ทำให้มันยากที่จะรักษา แม้เรารู้ดีว่าสิ่งนี้มีคุณค่าแค่ไหน แถมยังกลายเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงแนวคิดทั้งที่มูลค่ามันสูงมาก”

ทำไมภาครัฐถึงมองไม่เห็นจุดอ่อนนี้ – ผมถามเขา

“เราว่ารัฐต้องมองเมืองกับคนเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาก่อน แต่เขาไม่เคยมองแบบนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกายภาพหรือศักยภาพผู้คน เพราะถ้าเขาเห็นศักยภาพพื้นที่จริงเขาจะต้องต่อยอด ไม่ใช่ขายของเก่ากินเรื่อย ๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวมาเสพของเดิม ๆ ส่วนคนก็ถูกมองเป็นอุปสรรคที่ต้องควบคุมให้คิดคล้อยตาม แทนที่จะมองศักยภาพแล้วใช้มันผลักเมืองให้เดินไปข้างหน้า เช่นเดียวกับตึกที่ก็ไปได้ไกลสุดแค่ควบคุมสี หรือคุมทรงหลังคา” 

สำหรับย่านท่าแพนั้นยังไม่หมดหวัง เพราะภายหลังเกิดสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้การเก็งกำไรที่ดินในย่านนี้ชะลอความรุนแรงลงไปมาก รวมถึงพิสูจน์ได้ว่าใครคือตัวจริง โดยหนึ่งในพื้นที่ที่ฝ่ามรสุมทางเศรษฐกิจและตี๋สนใจเป็นพิเศษ คือ ‘เวิ้งเหล็กแดง’ คอมมูนิตี้สร้างสรรค์ ซึ่งพัฒนาใกล้เคียงกับแนวคิด Adaptive Reuse มากสุด 

แม้ไม่มีทุนจากหน่วยงานใดให้พึ่งพา ทว่าสำเร็จได้เพียงอาศัยทุนที่เข้าใจ 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ทุนที่เข้าใจ

ย้อนกลับไปราว 80 ปี ในยุคที่ย่านท่าแพยังเป็นถนนดิน รถวิ่งสวนสองทาง และสามล้อถีบคือบริการยอดฮิตของผู้จับจ่ายสินค้าตลาดวโรรส บริเวณเวิ้งเหล็กแดงตรงนี้มีแค่อาคารสองชั้นก่ออิฐสีเข้ม เปิดเป็นสถานพักแรมสำหรับพ่อค้าแม่ขายต่างจังหวัด ก่อนจะดัดแปลงเป็นโรงงานผลิตขนมปังกะโหลก แต่แล้วโรงงานก็เกิดเหตุเพลิงไหม้จนทำให้ต้องยุติกิจการ อาคารหลังดังกล่าวจึงกลายเป็นโกดังเก็บสินค้าของ ‘เจริญการค้า’ ร้านจำหน่ายหนังสือและอุปกรณ์เครื่องเขียน หนึ่งในผู้เช่าพื้นที่ตึกแถว 5 ห้องด้านหน้า ซึ่งสร้างเพิ่มเติมขึ้นมาโดยคุณตาของ ลุงภูมิ-ภูมิสรรค์ ศิลปิศรโกศล ทายาทผู้ดูแลเวิ้งเหล็กแดงคนปัจจุบัน

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

“ตอนที่ตึกแถวริมถนนยังมีผู้เช่าเต็มทุกห้อง การเข้ามาในเวิ้งต้องเดินผ่านช่องแคบ ๆ ข้างร้านก๋วยเตี๋ยวสามชัย สมัยนั้นดังมาก พอเศรษฐกิจซบเซาคนเช่าก็ทยอยออก พื้นที่เลยถูกปล่อยร้างไว้พักใหญ่ กระทั่งมีคนมาติดต่อขอทำธุรกิจโรงแรม เขาเลยทุบห้องตรงกลางเปิดเป็นช่องทางเข้า แต่ยังไม่ทันเรียบร้อยดี โครงการก็พับไปเพราะพิษเศรษฐกิจปี 40 เหลือแค่โครงเหล็กสีแดง ซึ่งตามแผนจะเป็นตัวโครงสร้างอาคารหลัก” ลุงภูมิเฉลยเรื่องราวของโครงเหล็กแดง สัญลักษณ์เด่นที่กลายเป็นชื่อเรียกของคอมมูนิตี้สุดฮิปแห่งนี้ ภายหลังจากที่แบรนด์ Dibdee Binder เข้ามาบุกเบิกขอเช่าห้องทำสตูดิโอ ก่อนชักชวนเพื่อนฝูงมาอยู่ด้วยกัน จนปัจจุบันครึกครื้นด้วยบรรดานักออกแบบ ศิลปิน และสารพัดธุรกิจสร้างสรรค์ 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา
ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ลุงภูมิเล่าให้ฟังต่อว่า เขาใช้วิธีให้ผู้เช่าช่วยกันบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าส่วนกลาง หรือแม้แต่การเลือกผู้เช่ารายใหม่ 

“ผมให้เด็ก ๆ บริหารกันเอง เพราะรู้สึกว่าไอเดียของผู้ใหญ่อย่างผมกับของเด็กรุ่นใหม่มันคนละเรื่องกัน ในเมื่อตรงนั้นเป็นพื้นที่ของพวกเขา เขาก็ควรจะมีอิสระในการออกแบบ ส่วนถ้าใครสนใจอยากเข้ามาเช่า ผมก็ให้สิทธิพวกเขาปรึกษาพูดคุยกันเองก่อน หากทุกคนพร้อมใจว่าคนนี้มาอยู่ได้ ผมก็โอเค เพราะอยากให้อยู่แบบสบาย ๆ ทำงาน ทำธุรกิจ และเป็นคอมมูนิตี้เล็ก ๆ ที่เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน” 

ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่ยังไม่เคยปรับขึ้นค่าเช่า “ถ้าปรับเด็กก็ลำบาก ไม่ใช่ว่าเราไม่ต้องการเงินนะ แต่เราต้องการแค่พออยู่ได้ทั้งเขาและเรา” เจ้าของเวิ้งอธิบายอย่างใจดี พลางเสริมว่าเขามีเป้าหมายเพียงอยากเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้โชว์ฝีมือ

เหนืออื่นใด เขาเชื่อว่าไอเดียธุรกิจสร้างสรรค์เหล่านี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและพลิกฟื้นย่านท่าแพให้กลับมาคึกคัก เป็นย่านเศรษกิจสำคัญของเมืองเชียงใหม่อีกครั้งในอนาคต

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคตย่านท่าแพที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load