19 กุมภาพันธ์ 2564
6 K

เดินทะลุผ่านพิพิธภัณฑ์ไม้ไผ่ คดโค้งชดช้อย

ภาพตรงหน้าเราคือ อาคาร 3 ชั้น สูงสง่า กลมกลืนกับร่มไม้เขียวขจี 

อาคารรพินทร เป็นออฟฟิศทำงานของเหล่าสถาปนิกและภูมิสถาปนิก รวมถึงห้องเรียนวิชาสถาปัตยกรรมของสถาบันอาศรมศิลป์ โดยรีโนเวตจากโรงยิมเก่าของโรงเรียนรุ่งอรุณที่มีโจทย์ใหญ่ คือ อยากให้ทุกคนอยู่ได้ร่วมกันใต้หลังคาเดียว เพื่อเรียนรู้กันและกัน

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

ความน่าสนใจของที่นี่ นอกจากเบื้องหลังการเปลี่ยนฟังก์ชันอาคารที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงแล้ว หลังใช้งานจริงได้ราวปีเศษ ได้รับรางวัล ARCASIA Awards for Architecture (AAA) ประจำปี 2019 หมวด Institutional Buildings (อาคารสถาบัน) รางวัลนี้จัดขึ้นโดย Architects Regional Council Asia (ARCASIA) เพื่อสนับสนุนบทบาทของคนในแวดวงสถาปัตยกรรมเอเชีย ทั้งเรื่องทางเศรษฐกิจ สังคม วิถีชีวิต และตั้งใจแสดงให้เห็นว่า สถาปัตยกรรมที่ดีเป็นองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนากายภาพและจิตใจของผู้คน

เราจึงชวนตัวแทนจากบริษัท สถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม อาศรมศิลป์ จำกัด มาช่วยกันเล่าแนวคิดและการออกแบบที่คำนึงถึงผู้ใช้งานเป็นหลัก โดยมีรายละเอียดเล็กๆ ที่พวกเขาไม่มองข้ามสักจุด

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

มหาวิทยาลัยมุงจาก สู่อาคารจากโรงยิมเก่า

ก่อนเป็นสถาบันอาศรมศิลป์ เมื่อ 23 ปีก่อน รศ.ประภาภัทร นิยม ก่อตั้งโรงเรียนรุ่งอรุณด้วยอยากเห็นโรงเรียนที่ใช้ศักยภาพของมนุษย์ให้เต็มที่ และตอบโจทย์ผู้เรียนทุกคน

อีก 10 ปีต่อมาก็เปิดสถาบันอาศรมศิลป์ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อสอนในระดับอุดมศึกษา ทั้งระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และหลักสูตรประกาศนียบัตรใน 3 สาขา ได้แก่ ศึกษาศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ และศิลปศาสตร์ (ผู้ประกอบการสังคม) โดยเป็นการเรียนรู้บนการงานจริง (Work-Based Learning) ห้องเรียนของเหล่านักศึกษาสถาปัตย์ จึงอยู่ร่วมกับสตูดิโอสถาปนิกวิชาชีพ บริษัท สถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม อาศรมศิลป์ จำกัด

เดิมอาคารที่สถาบันอาศรมศิลป์ใช้เป็นห้องเรียนและห้องทำงานของเหล่าสถาปนิก มีทั้งหมด 5 หลัง หรือที่เรียกกันว่า ‘มหาวิทยาลัยมุงจาก’ หยิบเอาคาแรกเตอร์ของบ้านเรือนชาวบ้านมาใช้ออกแบบ เหตุผลหนึ่งก็เพื่ออยากให้การเรียนรู้เป็นเรื่องธรรมดาที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้ โดยเฉพาะวิชาชีพผู้ประกอบการที่คนมาเรียนส่วนมากเป็นหัวหน้าชุมชนและชาวบ้าน การมาที่บ้านแห่งนี้จึงไม่เคอะเขิน เพราะเป็นเหมือนหมู่บ้านที่พวกเขาคุ้นเคย

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

อีกเหตุผลเพราะตั้งใจให้เป็นสถาปัตยกรรมประหยัดพลังงานด้วยภูมิปัญญาพื้นถิ่นที่ใช้วัสดุจากธรรมชาติ และออกแบบการไหลเวียนอากาศให้เหมาะกับเขตร้อนชื้น อีกทั้งการมุงจาก เป็นกุศโลบายให้ทุกคนได้มีโอกาสเจอกัน คุยกัน จากการช่วยกันซ่อมแซมใหม่ทุก 10 ปี

การช่วยกันสร้างช่วยกันรักษานี้ ทำให้เกิดกระบวนการ ‘ปลูกเรือน ปลูกชุมชน ปลูกชีวิต’ เพื่อเป็น ‘ชุมชนแห่งการเรียนรู้’ อย่างแท้จริง

แต่เมื่อใช้งานไปสักพัก การแบ่งอาคารเป็นเรือนๆ แยกกันระหว่างอาจารย์ นักศึกษา สถาปนิก และภูมิสถาปนิก ทำให้ต่างคนต่างอยู่แต่ในพื้นที่ของตัวเอง ลดโอกาสในการเชื่อมโยงกันหรือมีปฏิสัมพันธ์กัน ประกอบกับออฟฟิศขยายตัวขึ้น พวกเขาจึงมองหาอาคารใหม่ให้ทุกคนได้อยู่ใต้ร่มร่วมกัน โดยไม่ลืมคอนเซปต์ชุมชนแห่งการเรียนรู้

พื้นที่ศึกษาเพื่อการศึกษาใต้หลังคาบ้าน

One Roof หรือหลังคาใหญ่ผืนเดียวกัน เป็นคอนเซปต์ที่ทุกคนในอาศรมศิลป์เห็นตรงกันว่าตรงใจ

พอดีกับโรงเรียนรุ่งอรุณสร้างโรงยิมแห่งใหม่ อาคารหลังนี้จึงว่างลง โปรเจกต์เปลี่ยนห้องเรียนกีฬาขนาด 3 ชั้นเป็นบ้านหลังใหญ่ในชื่อว่า ‘รพินทร’ เพื่อเชื่อมโยงระหว่างนักศึกษากับคนทำงานก็เริ่มต้นขึ้น

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

ด้วยเป็นคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่ให้ผู้เรียนได้ลงมือทำงานจริง จึงเกิดแนวคิดนำโปรเจกต์นี้มาเป็นโจทย์ในห้องเรียนของนักศึกษารุ่นแรกทั้ง 7 คนไปด้วยว่า หากพวกเขาต้องออกแบบโรงยิมแห่งนี้ให้เป็นออฟฟิศและห้องเรียน จะมีหน้าตาเป็นแบบไหน

วิธีการนี้ทำให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างที่หลักสูตรมุ่งหวัง เพราะเปิดให้น้องๆ พรีเซนต์ขายงานให้เหล่าพี่ๆ สถาปนิกฟัง จากนั้นทุกคนได้ร่วมคุยถึงวิถีการอยู่ร่วมกันทั้งสองฝ่าย พอจบเทอม ทั้ง 7 แบบนั้นได้รับการนำไปพัฒนาต่อโดยทีมสถาปนิก ซึ่งได้ แบน-ธีรพล นิยม และ เต้อ-นันทพงศ์ ยินดีคุณ เป็นผู้ออกแบบหลัก

เขาถอดแนวคิด คาแรกเตอร์ และฟังก์ชัน ที่ใช้งานได้จริง มาออกแบบใหม่บนพื้นฐานที่ทางอาศรมศิลป์มองว่าตัวเองเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ไม่ใช่โรงเรียนที่มีห้องเรียน หรือออฟฟิศที่มีแต่ห้องทำงาน ความเจ๋งคือ การนำแนวคิด Home Base มาใช้ ด้วยอยากให้สถาปนิก อาจารย์ นักศึกษา อยู่กันแบบเป็นพี่เป็นน้อง ยึดโยงกันด้วยงานที่มีคุณค่า เลยพยายามสร้างความรู้สึกให้เป็นเหมือนบ้านที่แยกเป็นห้องๆ มีส่วนกลางไว้แชร์กัน

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

และการอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกันที่มองเห็นกันได้หมดนี้ นอกจากเชื่อมโยงทางสายตาแล้ว พื้นที่ยังเอื้อให้เกิดการพบปะพูดคุยกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หากมีปัญหาก็สามารถเดินไปสอบถามพี่ๆ ได้เลย สอดคล้องกับแนวคิดส่วนหนึ่งของเรื่องพื้นที่การเรียนรู้ในศตวรรษ 21 (21st Century Learning Spaces) ซึ่งมองว่าห้องเรียนที่ไม่ใช่โรงอุตสาหกรรม แต่ควรเป็นพื้นที่ที่ทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ฉะนั้น พื้นที่ส่วนรวมจึงสำคัญ และพวกเขาได้ออกแบบข้อนี้ไว้อย่างเรียบง่ายแต่แยบยล รวมถึงใช้สเปซคุ้มค่าจนต้องขอจดไว้ เช่น ทางเดินระหว่างสองฝั่งอาคารที่แปรฟังก์ชันเป็นลานกิจกรรม โถงบันไดทางขึ้น ซอยชั้นสองด้านไม่เท่ากันให้เป็นที่นั่งและไว้โชว์โมเดลได้ ส่วนข้างใต้ซ่อนที่เก็บรองเท้าเอาไว้ บันไดย่อยระหว่างชั้นที่ทำให้เกิดการสัญจรไปมาหาสู่กันได้ง่าย หรือราวกันตกรอบๆ ที่เป็นที่ม้านั่งไปในตัว

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน
รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน
รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

Function Follows Form

เมื่ออยากเก็บอาคารเดิมไว้ให้มากที่สุด ดังนั้นฟังก์ชันจึงต้องวางตามโครงสร้าง

ภายใต้พื้นที่ 3,780 ตารางเมตรของอาคาร 2 ชั้นเดิม และที่ต่อเติมชั้นลอยกับฝั่งทิศเหนือใหม่อีก 2 ชั้น ประกอบด้วย โถงทางเข้า ห้องสมุด ห้องเก็บโมเดล และโรงอาหารในชั้นแรก ส่วนชั้นสองเป็นพื้นที่ห้องทำงานของสถาปนิก ห้องกิจกรรมที่ตรงกลางเป็นโถงทางเดิน เสริมชั้นสามเป็นชั้นลอย มีห้องเรียน ห้องทำงานของภูมิสถาปนิก และดาดฟ้าชั้นสี่-ชั้นห้า เป็นห้องประชุมและห้องสัมมนาขนาดใหญ่

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน
รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

การเปลี่ยนจากโรงยิมเป็นออฟฟิศซึ่งฟังก์ชันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงนั้น มีความยากที่ต้องคำนึงถึงโครงสร้างเป็นหลัก แต่นับว่าเป็นข้อดีเรื่องความแข็งแรง และการที่หลังคาสูงก็ช่วยให้อาคารโปร่งโล่ง ก่อนรีโนเวตต้องทดสอบเรื่องการรับน้ำหนัก เช็กฐานราก เสริมเสาเข็ม และเลือกใช้โครงสร้างเหล็ก กรุกระจกแทนผนังอิฐ เพื่อไม่ให้เกิดน้ำหนักมากจนรบกวนโครงสร้างเดิม

ด้วยความที่เป็นอาคารศูนย์กีฬาขนาดใหญ่ ทำให้ห่างไกลจากธรรมชาติโดยรอบ จึงต้องดันพื้นที่ทำงานให้ออกมาอยู่ด้านนอก โดยพื้นที่ตรงกลางกลายเป็นโถงทางเดิน มีการซอยช่องเปิดระหว่างห้องเพื่อให้เกิดการไหลเวียนอากาศ เดินทะลุไปยังระเบียงที่ต่อเติมเพิ่ม ค้ำยันจากชายคาที่เห็นล้อดีไซน์มากับโครงถักเดิมของชั้นสามในองศาเดียวกันเป๊ะ และเปิดกระจกบานเลื่อนจากทุกห้องออกมาพักผ่อนรับลมเย็นระหว่างทำงานได้ด้วย

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

นอกจากความต้องการให้มองเห็นกันจากทั่วทุกมุมแล้ว การกรุกระจกใสแทนผนังทึบ ใช้เพียงชั้นวางหนังสือเตี้ยๆ กั้นความเป็นส่วนตัวในแต่ละห้อง เพื่อเปิดรับแสงธรรมชาติให้ได้มากสุด สร้างความปลอดโปร่ง ไม่อึดอัดและเป็นการช่วยลดใช้พลังงานไปด้วยในตัว

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

หากแหงนหน้ามองขึ้นไปยังหลังคา ใต้โครงถักไม้ (Wooden Trusses) เดิมซึ่งเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ จะเห็นการเสริมแปใหม่เพื่อรับน้ำหนักหลังคาแป้นเกล็ดด้านนอกที่มุงด้วยไม้ซีดาร์ ส่วนด้านในเป็นไม้อัด OSB ที่ยืดหยุ่น ทนต่อความร้อนและความชื้น ตรงกลางเปิดช่องแสงให้ส่องไปยังทางเดิน ใช้บานเกร็ดไม้วางตัวแนวเฉียง เพื่อจำกัดแสงไม่ให้ส่องไปยังห้องเรียน

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

ส่วนอีกสองชั้นที่ต่อเติมขึ้นไป พวกเขารื้อหลังคาเก่าออก เปลี่ยนไปใช้โครงหลังคาเหล็กแทนไม้ แต่ยังเป็นโครงถัก เพื่อล้อกับฟอร์มเดิมของอาคาร

และแป้นบาสบนชั้นสี่ที่เห็นแม้เป็นสิ่งใหม่ แต่ก็ติดไว้ในตำแหน่งเดิม แทนการระลึกถึงโรงยิมเก่าหลังนั้น

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

ฝั่งตรงข้าม เชื่อมต่อกับอาคารเดิม มีห้องเล่นเกมแทรกกลางระหว่างสองอาคาร ห้องนี้ปรับฟังก์ชันเป็นห้องประชุมเล็กๆ ได้ ด้านหน้ามีบันไดหญ้าให้เดินขึ้น-ลง สู่บริเวณสนาม เวลาพักเที่ยงก็แปรเป็นโต๊ะปิกนิกให้ล้อมวงกินข้าวใต้ร่มไม้ใหญ่

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

ลดการดูแลและประหยัดทรัพยากร

การเลือกไม้เป็นวัสดุหลัก ไม่ได้ตั้งต้นโดยหยิบอัตลักษณ์การออกแบบของสถาบันอาศรมศิลป์มาใช้ แต่เป็นเรื่องของการดูแลจัดการมากกว่า พวกเขาบอกว่าการทำพื้นไม้ให้ถอดรองเท้านั้น ข้อแรก ลดการทำความสะอาด ที่นี่มีแม่บ้านน้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดพื้นที่

ข้อสอง พอเป็นพื้นไม้ หากเดินไม่ระวังจะเสียงดัง หรือฝุ่นอาจตกไปตามร่องใส่หัวเพื่อนข้างล่าง การถอดรองเท้าทำให้ระมัดระวังเรื่องพวกนี้

ข้อสาม เมื่อเท้าสัมผัสพื้นไม้จะเกิดความรู้สึกอบอุ่นและให้ความรู้สึกเหมือนได้ถอดรองเท้าเข้าบ้าน 

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

ส่วนข้อดีของการรีโนเวต ในแง่การใช้ทรัพยากรช่วยให้ประหยัดทั้งค่าใช้จ่ายและเศษวัสดุที่ไม่กลายเป็นขยะเพิ่ม อาจต่างจากหลายที่ที่การรีโนเวตมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการทุบ รื้อ สร้างใหม่ เพราะโรงยิมเดิมอยู่บนเงื่อนไขที่วิศวกรประเมินโครงสร้างแล้วทำได้ ซึ่งหากต้องทุบทุกเสาหรือเปลี่ยนโครงหลังคาใหม่ ค่าใช้จ่ายอาจจะสูงกว่า และเลือกใช้วิธีซ่อมแทนทำใหม่ ทั้งโครงสร้างและพื้นเดิมที่ทำเพียงงานปิดผิวเพิ่ม ส่วนที่รื้อออกก็เก็บไว้ โดยเฉพาะไม้เก่าที่นำกลับมาใช้ทุกชิ้น เช่น ประตู หน้าต่าง ย้ายจากห้องดนตรีเดิมมาอยู่ที่ห้องสมุด

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

มากไปกว่านั้น สิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดการ Re-Place เพราะคุณค่าของอาคารนี้คือความทรงจำ คำว่าโรงยิมของรุ่งอรุณ ไม่ใช่แค่โรงยิม แต่เป็นที่จัดกิจกรรมไหว้ครู มีงานประจำปีที่เด็กๆ ใช้เล่นละครหรือสรุปการเรียนรู้ทั้งเทอม รวมถึงเป็นสถานที่จัดงานคืนสู่เหย้าของศิษย์เก่าหลายรุ่น

แม้ว่าวันนี้ฟังก์ชันจะเปลี่ยนการจดจำอาคารเก่าในความหมายใหม่ แต่สถานที่ที่ยังอยู่ที่เดิมนี้ ยังเก็บเรื่องราวไว้ให้เห็น ให้เล่าถึง และยังมี Sense of Place อยู่เต็มเปี่ยม

รพินทร : เปลี่ยนโรงยิมเก่าเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน ของเหล่าสถาปนิกในร่มหลังคาเดียวกัน

Writer

Avatar

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

Avatar

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

หากใครเคยได้นั่งรถผ่านตรงข้ามโรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง คงจะสังเกตบ้างว่ามีตึกลายแผนที่โบราณสีขาว-น้ำเงินตระหง่านอยู่

“ลงทุนขนาดนี้ ใครจะชอบตึกลื้อเหรอ” อากงเพื่อนบ้านพูด ไม่รู้ว่ากำลังปรามาสหรือถามด้วยความสงสัยจากใจจริงกันแน่

The Kheha : เพื่อนศิลปินวัยเก๋าร่วมใจเปลี่ยนตึกธนาคารยุค 80 เป็นที่พัก-ร้านอาหาร

แม้ดูจะแปลกตาชาวบ้านแถวนั้นบ้าง แต่ ‘The Kheha’ (เดอะ เคหา) ที่พักนักท่องเที่ยวและร้านอาหารที่อดีตเป็นธนาคารนี้ ก็สร้างมาจากแพสชันในศิลปะของผู้เป็นเจ้าของร้าน อ้อย-อินทิรา ทัพวงศ์ และการร่วมมือออกแบบ ร่วมใจเพนต์ผนังทั้งภายนอก-ภายในของแก๊งเพื่อนคณะมัณฑนศิลป์วัย (กำลังจะ) เกษียณ

เราเห็นกระบวนการก่อร่างของตึกนี้มาแต่ไหนแต่ไร ด้วยพ่อก็เป็นหนึ่งในแก๊งศิลปินที่ว่า

“วันนี้ไปไหน”

“ไปร้าน” พ่อตอบประโยคที่เราคุ้นเคยมาร่วมปี ถึงจะเหนื่อย แต่แน่นอนว่าทุกคนสนุกกับการไปเพนต์ผนังกับเพื่อน

ไม่ง่ายเลยที่ตึกธนาคารยุค 80 จะปรับฟังก์ชันภายใต้ข้อกำหนดยิบย่อยได้อย่างดี ไม่ง่ายเลยที่จะนำศิลปะหลายสไตล์ของคนร่วมสิบมารวมกันให้ลงตัวได้ และไม่ง่ายอีกเช่นกันที่จะเริ่มเปิดทำการภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ควรค่าที่อย่างยิ่งที่จะนำเบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดนี้มาเล่า

The Kheha ร้านอาหารและที่พักย่านบำรุงเมือง ของเพื่อนศิลปินวัยเก๋าร่วมใจเปลี่ยนตึกธนาคารยุค 80 เป็นที่พัก-ร้านอาหาร

ออกเรือสำเภา

อินทิรา เจ้าของ The Kheha เป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ ทำงานอยู่ที่แบรนด์เสื้อผ้าแถวหน้าของเมืองไทยมานาน 40 ปี เธอเคยเป็นอาจารย์พิเศษสอนที่คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร สถาบันที่ตนเองเรียนจบมาด้วย

อินทิรามีพื้นเพเป็นคนบางลำพู ย่านเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยเกสต์เฮาส์-โฮสเทลมากมายให้เห็นจนชินตา ด้วยความเป็นนักเรียนศิลปะ เธอคิดเงียบ ๆ ว่า ถ้านักท่องเที่ยวเหล่านี้ได้สัมผัสการถ่ายทอดความเป็นไทยผ่านงานศิลปะก็คงดี ประจวบเหมาะกับที่ทำเสื้อผ้ามาถึงจุดอิ่มตัว เธอก็คิดอยากทำอะไรที่อยู่ถาวร จับต้องได้ สร้างสรรค์ และแสดงถึงความคิดของตัวเอง ด้วยเหตุนี้ความคิดจะทำที่พักนักท่องเที่ยวจึงแล่นเข้ามาในหัว

The Kheha ร้านอาหารและที่พักย่านบำรุงเมือง ของเพื่อนศิลปินวัยเก๋าร่วมใจเปลี่ยนตึกธนาคารยุค 80 เป็นที่พัก-ร้านอาหาร

“เราเห็นแบบไทยจ๋าไปแล้ว หรือไม่ก็ตะวันตก เป็นโรงแรมหรูหราไปเลย เราก็อยากหาอะไรที่มันมีความสวยงามของศิลปะไทยและตะวันตกมารวมกันอย่างสวยงาม” เจ้าของร้านในลุคเสื้อคอเต่าคิดฝัน “อยากให้เป็นที่รวมคนที่ชอบงานศิลปะ ชอบท่องเที่ยว เป็นที่ของคนรุ่นใหม่ที่ทั้งโมเดิร์นและชอบความเป็นไทย”

‘เพนต์ตึกเป็นแผนที่’ เป็นไอเดียเริ่มต้นของโปรเจกต์ สำหรับเธอ แผนที่สื่อถึงการเดินทางของนักเดินทางทั่วทุกมุมโลก เธออยากให้ตึกของเธอมีลายแผนที่เดินเรือสมัยโบราณวาดไว้ ส่วนภายในตึกก็เป็นภาพวาดตามธีมตะวันออกพบตะวันตกโดยแก๊งเพื่อนคณะมัณฑนศิลป์

หลังจากที่วนหาตึกเหมาะ ๆ ในถิ่นกำเนิดอย่างบางลำพูอยู่หลายรอบแล้วไม่พบจนเกือบถอดใจ เธอก็มาพบกับตึกที่ต้องตาอย่างจังเข้าที่ย่านบำรุงเมือง

The Kheha ร้านอาหารและที่พักย่านบำรุงเมือง ของเพื่อนศิลปินวัยเก๋าร่วมใจเปลี่ยนตึกธนาคารยุค 80 เป็นที่พัก-ร้านอาหาร

“โอ้ว้าว! ตึกเก่า ทรงสวยว่ะ!” อินทิราอุทาน แล้วภาพแผนที่โลกในหัวก็ถูกทาบลงบนตึกนั้นโดยอัตโนมัติ “มันทั้งอยู่สามแยก ทั้งอยู่ตรงข้ามโรงพยาบาล ที่จอดรถไม่มี แต่เราไม่ได้คิดเรื่องฮวงจุ้ยหรืออุปสรรคอะไรเลย เราคิดแค่ว่าถ้าวาดต้องเจ๋งแน่”

ก่อนหน้านั้นเธอได้เกริ่นถึงโปรเจกต์ตามใจตัวเองนี้กับรุ่นพี่คนหนึ่งไว้ว่า หากมีโอกาสได้ทำเข้าจริง ๆ ก็อยากให้รุ่นพี่คนนี้เป็นคนลงมือแปลงโฉมตึกให้ โชคดีที่เมื่อได้เห็นตึกที่อินทิราเล็งไว้ เขาก็ตอบรับทำสมใจ รุ่นพี่คนนั้นคือ สมชาย จงแสง ดีไซเนอร์จาก Deca Atelier และศิลปินศิลปาธร สาขาสถาปัตยกรรมภายในและมัณฑนศิลป์คนแรกของประเทศ

“เราก็เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกันที่มัณฑนศิลป์ แล้วอ้อยเขาก็ทำดีไซน์ ทำแฟชั่น เพราะฉะนั้นไอ้เรื่องแพสชันศิลปะมันไม่ต้องคุยแล้วล่ะ เขามีของเขาอยู่แล้ว” สมชายบอกถึงเหตุผลที่ตัดสินใจรับงานนี้ “แล้วอ้อยเขาก็มาแบบง่ายๆ เราไม่เกร็งกับตัวเขา”

เมื่อได้ฤกษ์เริ่มคิดงาน อินทิราก็เริ่มคิดถึงภาพวาดภายในที่เธออยากให้เพื่อน ๆ มาช่วยวาด

“เราไม่คิดถึงคนอื่นเลย เรานึกถึงไอ้เพื่อนที่เราสนิท จะได้ขอร้องให้มาช่วยกันง่ายขึ้น” เธอหัวเราะลั่น “แต่ละคนมีศักยภาพในแนวของตัวเอง คนนี้เก่งด้านเพนต์เนี้ยบมาก อีกคนเพนต์แบบเป็น Abstract อีกคนเพนต์ลายไทย มันก็มีหลากหลาย เลยมาปรึกษาพี่สมชายว่า พี่ ถ้ามันเป็นหลายแนวจะอยู่รวมกันได้มั้ย”

The Kheha : เพื่อนศิลปินวัยเก๋าร่วมใจเปลี่ยนตึกธนาคารยุค 80 เป็นที่พัก-ร้านอาหาร

‘Less is a bore’

แฟชั่นดีไซเนอร์อารมณ์ดีอย่างอินทิราไม่ชอบความมินิมอล เธอเป็นคนชอบเอาอะไรเยอะ ๆ มาอยู่ด้วยกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งงานยาก ๆ ตรงนี้จะตกเป็นหน้าที่ของสมชายในการจัดวางทุกอย่างเข้าด้วยกัน

“ปกติเราต้องคิดเองทั้งหมด แต่อันนี้เราเอาสิ่งที่เขามีแพสชันมาทำ มีเพื่อนของเขามาร่วมกันวาดรูป คิดในแง่ของการทำงานมันก็สนุกเนอะ” แม้จะยาก แต่สมชายก็ดูจะเอ็นจอยไม่แพ้กัน

The Kheha : เพื่อนศิลปินวัยเก๋าร่วมใจเปลี่ยนตึกธนาคารยุค 80 เป็นที่พัก-ร้านอาหาร

แปลงตึกธนาคารเป็นที่พำนัก

ดั้งเดิมทีเดียวที่ตั้งของตึกนี้เคยเป็นตึกแถว 3 ห้อง จากนั้นก็ทุบสร้างใหม่เป็นตึกนี้ที่อายุราว 40 ปี ซึ่งเคยใช้เป็นบริษัทเงินทุน และเปลี่ยนมาเป็นธนาคารธนชาตตามลำดับ

สมชายเล่าว่าถนนสวนมะลินี้เป็นย่านธุรกิจใหม่ โดยทั่วไป รอบ ๆ จะเป็นตึกแถวขายเฟอร์นิเจอร์สำนักงาน เป็นบริษัทของคนจีน ตึกนี้จึงดูแปลกและสมัยใหม่เมื่อเทียบกับตึกอื่น ๆ ในละแวก

“Space เนี่ย มันต้องมี Spirit นะ” สมชายเริ่มเล่าถึงความยากของงานชิ้นนี้ เมื่อสิ่งที่อินทิราอยากได้ไม่ใช่แค่ดีไซน์เท่านั้น แต่เธอต้องการงานศิลปะด้วย “ถ้าเราได้ตึกเก่าย่านรัตนโกสินทร์มา มันจะมี Volumn ของ Space ที่เหมาะ แค่เราใส่อะไรไปนิด ๆ Spirit มันก็จะได้เลย แต่เมื่อเป็นตึกสมัยใหม่ยุค 80 ความรู้สึกก็จะเป็นอีกแบบ”

อย่างที่เคยเห็นกัน ตึกธนาคารที่เก่าหน่อยจะมีความแกรนด์ เมื่อเดินเข้าประตูไปจะพบกับโถงฝ้าสูงแบบ Double Height ซึ่งความแกรนด์นี้ก็ไม่ได้เป็นผลดีเสียทุกครั้งไป สำหรับสมชาย ที่พักควรมีความ Cozy แต่โถงใหญ่ที่นี่ทำให้ตึกนี้ดูคล้ายโชว์รูม โดยการลดทอนความโอ่อ่านี้ก็มีอยู่หลายวิธีด้วยกัน

“ปกติผมจะใช้สถาปัตยกรรมซ้อนเข้าไปอีกทีหนึ่ง แต่อันนี้มันทำไม่ได้ด้วยเงื่อนไขหลายอย่าง วิธีแก้ก็คือ Tone Down มันลงมา เช่น สีเข้มขึ้น ฝ้าลดลง ให้ความรู้สึกมันกระชับขึ้นครับ แล้วก็ทำ Space ที่ใหญ่ให้ Borderless (ไร้ขอบเขต) ซอยแพตเทิร์นกระเบื้องบนพื้นและผนัง อย่าให้เห็นรูปทรงของ Space ชัดเจน”

“อย่างผนังห้องนี้นะครับ จริง ๆ ห้องมันอยู่แค่นี้ แต่เราก็ดึงผนังสีดำนี่ออกไปอีก เพื่อลดความใหญ่ของ Space ข้างล่างลง” สมชายชี้ผนังห้องชั้นลอยที่เรากำลังนั่งคุยกันอยู่ให้ดู “แล้วก็ได้เรื่องความเป็นส่วนตัวของห้องนี้ด้วย พอดึงผนังออกไป คนนั่งกินข้าวข้างล่างก็มองไม่เห็นห้องนี้”

The Kheha : เพื่อนศิลปินวัยเก๋าร่วมใจเปลี่ยนตึกธนาคารยุค 80 เป็นที่พัก-ร้านอาหาร

จริงอย่างที่ผู้ออกแบบตั้งใจ พอดึงผนังออกไป เราก็รู้สึกว่าห้องเงียบสงบและเป็นส่วนตัวพอจะใช้เป็นห้องประชุมได้เลย

นอกจากนั้นยังมีความยากอีก 3 อย่าง 

ยากแรกคือความเป็นสามเหลี่ยมของตึก ทำให้ลำบากในการซอยห้องพักเป็นรูปทรงที่ตอบโจทย์

ยากที่สองคือความแบนของตึกสำนักงาน ทำให้ห้องออกมายังไม่ลงตัวเท่าที่คิด Volumn ของ Space ยังไม่ค่อยไปด้วยกันกับงานเพนต์ของเพื่อน ๆ ตามที่ตั้งใจไว้

ยากที่สามคือเรื่องข้อกำหนดของการทำห้องพักให้เช่าชั่วคราว ซึ่งมีเรื่องทางหนีไฟที่ต้องอยู่ด้านหน้า และเรื่องการห้ามยื่นอะไรออกมานอกถนนตามราชกิจจานุเบกษา จึงต้องย้ายคอมเพรสเซอร์แอร์มาไว้ด้านหน้า และทำฟาซาดตึกเพื่อลดความเป็นโชว์รูมไม่ได้

แม้ด้านดีไซน์จะยังไม่เต็มร้อย ถึงอย่างนั้นอินทิราและสมชายก็พอใจในแง่ของการเป็นที่พักที่มีจำนวนเตียงเพียงพอ มีห้องหลายแบบให้เลือกสรร ทั้งห้องนอนรวมกันมีเตียงสองชั้น สำหรับชาวแบ็กแพ็กที่อยากหาที่นอนง่าย ๆ และห้องเดี่ยวที่มีห้องน้ำในตัว สำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว

“งานดีไซน์ที่ต้องตอบโจทย์ก็คงเป็นหมดนั่นแหละ ต้องปรับให้ได้ตามปัจจัยแวดล้อม” แฟชั่นดีไซเนอร์ให้ความเห็น “อย่างเวลาเราออกแบบเสื้อผ้า เราอยากให้มีตรงนี้ ๆ หน่อย มันก็ไม่ได้ ด้วยเหตุผลว่าติดอันนี้ไปแล้วราคาแพง ติดอันนี้ลูกค้าอาจจะไม่เก็ต มีอยู่แล้ว เพราะเราไม่ใช่ Pure Art มันต้องประกอบด้วยองค์ประกอบหลายอย่าง”

The Kheha : เพื่อนศิลปินวัยเก๋าร่วมใจเปลี่ยนตึกธนาคารยุค 80 เป็นที่พัก-ร้านอาหาร
The Kheha : เพื่อนศิลปินวัยเก๋าร่วมใจเปลี่ยนตึกธนาคารยุค 80 เป็นที่พัก-ร้านอาหาร

จับแพะชนแกะ จับเยอะชนแยะ

เจ้าของโปรเจกต์ตั้ง ‘ความเป็นไทยที่ไม่ใช่ไทยจ๋า มีความเป็นไทยผสมกับตะวันตก’ เป็นโจทย์ให้กับเพื่อน ๆ และรุ่นน้องมัณฑนศิลป์อีก 3 คนที่มาช่วยงาน โดยมีพ่อของเรา ตั้ง-ณัฐพงษ์ เรืองเวส ผู้เป็น Interior Designer เป็นที่ปรึกษาเรื่องหาตัวเพื่อนที่มีสไตล์เหมาะ ๆ มาวาด เรื่องเลือกรูปวาดให้ตรงธีม และเป็นผู้ร่วมวาดเองด้วยอีก 1 คน

“ประเทศไทยนี่มองได้หลายมุมนะ แต่ส่วนตัวเรามองความเป็นไทยในแง่ของความสนุก สดชื่นเฮฮา คาดการณ์ไม่ได้ มากกว่าไทยประเพณี ก็เลยคิดว่าดีแล้วที่มีใครต่อใครมาช่วยกันทำให้ Space สนุก”

เบื้องหลังโปรเจกต์ The Kheha กับการรีโนเวต-เพนต์ผนัง ปรับตึกธนาคารให้กลายเป็นที่พักนักท่องเที่ยวของเหล่าศิษย์เก่ามณฑนศิลป์ ศิลปากร

ตามที่ได้บอกไป ตึกนี้มีลักษณะ Space บางอย่างที่เฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นโถงทางเข้าที่ใหญ่โต หรือชั้นอื่น ๆ ที่ฝ้าเตี้ยมาก ๆ เพราะเคยเป็นสำนักงานมาก่อน ดังนั้น อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ดีไซเนอร์หลักอย่างสมชายจะต้องทำ คือพิจารณาว่างานของใครมีคาแรกเตอร์เหมาะจะอยู่ใน Space แบบไหนกันบ้าง

“อย่างจ๊วด ภาพเขาไม่ต้องเป็นห้องก็ได้ ภาพเขาดูทันสมัย เป็นกึ่ง ๆ กราฟฟิตี้ เหมาะจะอยู่ใน Space ที่มัน Borderless” สมชายวิเคราะห์ให้ฟัง งานของ จ๊วด-วรเศรษฐ์ นพอภิรักษ์กุล คือภาพคนที่อยู่บริเวณชั้นล่าง

“ส่วนอันนี้ถ้าไป Borderless มันคงไม่ได้ มันต้องเป็นห้องจบ” สมชายพูดพลางผายมือไปที่ภาพวาดแนวจิตรกรรมฝาผนังของ ต๊อก-ทศพร แสวงการณ์ ในห้องที่เรานั่งคุยกันอยู่ “อย่าง อภิชัย วิจิตรปิยกุล เขาเป็นคนเขียนสวย เขียนเล็ก งานเขาต้องอยู่ในพื้นที่ที่อยู่ได้ ถ้าเราเอางานเขาไปลงในพื้นที่ใหญ่ ๆ อย่างงานจ๊วดมันก็จะหาย มองไม่เห็น”

เบื้องหลังโปรเจกต์ The Kheha กับการรีโนเวต-เพนต์ผนัง ปรับตึกธนาคารให้กลายเป็นที่พักนักท่องเที่ยวของเหล่าศิษย์เก่ามณฑนศิลป์ ศิลปากร

“บางทีก็มีถามกันขำ ๆ ว่า ทำไมฉันไม่ได้มีเขียนอยู่ตรงนั้นตรงนี้บ้าง!” อินทิราเม้าท์เพื่อนออกรส ในที่สุดแล้วก็มีห้องพักทั้งหมด 8 ห้อง ได้แก่ ห้องจิตรกรรม ห้องพวงมาลัย ห้องดอกไม้ไทย ห้องดอกไม้ขาว ห้องลายสักไทย ห้องท้องร่องสวน ห้องลายสักไทย ห้องลายรดน้ำประยุกต์ และห้องลายไทยสตูดิโอ

แล้วก็มาถึงส่วนสำคัญที่อินทิราฝันไว้ตั้งแต่ตอนแรก คือแผนที่ภายนอกอาคารโดยเพื่อนชื่อ ‘สุทิน’ โดยใช้เป็นแผนที่โบราณยุคที่ชาวตะวันตกเดินทางล่าอาณานิคม วาดเป็นลายเส้นและมีภาพเรือสำเภาในแผนที่

“สีที่ใช้เป็นสีที่บอกคาแรกเตอร์ทั้งตะวันตกและตะวันออก เพราะตอนทำคอนเซ็ปต์เรานึกถึงเครื่องลายครามของจีน ของฝรั่ง ที่เป็นสีไวท์-บลู” สมชายบรรยาย

การเพนต์ภายนอกนี้เป็นส่วนที่เหนื่อยที่สุดของโปรเจกต์ สุทินและทีมของเขาต้องใช้การตีสเกลเป็นช่อง ๆ แทน เพราะตึกติดถนน ทำให้ใช้การถอยระยะฉายโปรเจกเตอร์เพื่อวาดเหมือนงานอื่น ๆ ไม่ได้ ทั้งยังต้องตั้งนั่งร้านสูงเท่าตึกสี่ชั้น แล้วคลุมสแลนตามกฎของเทศบาล ระหว่างทำจึงต้องเผชิญกับทั้งความร้อน ทั้งฝุ่น และต้องคำนึงถึงความปลอดภัย วาดรูปไปพร้อมกับสลิง 

The Kheha เป็นที่ที่รวมความร่วมมือของเพื่อนหลายต่อหลายคน บางคนไม่ถนัดวาดก็ช่วยทำโลโก้ บางคนก็ช่วยเขียนคำบรรยาย รวมทุกขั้นตอนใช้เวลาทั้งหมดปีกว่า ๆ

เบื้องหลังโปรเจกต์ The Kheha กับการรีโนเวต-เพนต์ผนัง ปรับตึกธนาคารให้กลายเป็นที่พักนักท่องเที่ยวของเหล่าศิษย์เก่ามณฑนศิลป์ ศิลปากร

“การทำงานของที่นี่แตกต่างจากที่อื่น ที่สำคัญคือมัณฑนศิลป์มันคือการออกแบบ ไม่ใช่ Pure Art ด้วย” อินทิราอธิบาย “แล้วมันก็เป็นการทำงานร่วมกับเพื่อน ๆ ถ้าเป็นคนอื่นก็จะเกรงใจ แต่นี่เรามาลำบากด้วยกัน สนุกด้วยกัน เหมือนมานอนคณะ บางคนก็มาจากต่างจังหวัด มานอนที่นี่

“เอาจริง ๆ ถ้าไม่รักกันจริงไม่มีใครทำให้ มันไม่ได้สบาย ตอนวาดก็ยังเจาะ ฝุ่นเยอะ แอร์ก็ยังไม่ได้ติด เหมือนเขียนงานในไซต์ก่อสร้าง ผิดคาแรกเตอร์ของศิลปิน”

ถ้าเธอเทียบการมาเพนต์ผนังด้วยกันกับการ ‘นอนคณะ’ ได้ ถึงจะเหนื่อยหน่อย แต่จะเรียกโปรเจกต์นี้ว่าเป็นการคืนความสดชื่นของวัยเยาว์ก็ไม่ผิด

เบื้องหลังโปรเจกต์ The Kheha กับการรีโนเวต-เพนต์ผนัง ปรับตึกธนาคารให้กลายเป็นที่พักนักท่องเที่ยวของเหล่าศิษย์เก่ามณฑนศิลป์ ศิลปากร

สนุกกับความเป็นไปได้

“ชื่อ The Kheha มาจากลูกชายนะ” อินทิราเผยตอนใกล้จบ

“สามีแต่งกลอนเก่ง ชื่อที่เขาตั้งจะยากมาก เป็นสวรรค์เป็นอะไร มันเพราะแต่มันไม่ใช่ พอลองคิดว่าเป็นที่พักนักเดินทาง ลูกชายก็บอกว่า เคหาไง แปลว่าบ้าน ภาษาอังกฤษก็เขียนสวยนะแม่”

เส้นทางของบ้านหลังนี้ไม่ได้ราบรื่นเสียทีเดียว หลังจากที่สร้างเสร็จก็เจอกับสถานการณ์โควิด-19 ระลอกแรกปะทะเข้ามาทันที นักเดินทางทั่วทุกมุมโลกมาไม่ได้เหมือนที่คาดไว้ The Kheha ก็ไม่ได้เปิดเต็มทุกฟังก์ชันอย่างที่ตั้งใจ ด้านล่างที่เคยเตรียมไว้เป็นรีเซปชันและ Working Space จึงได้ปรับเป็นร้านอาหาร

เบื้องหลังโปรเจกต์ The Kheha กับการรีโนเวต-เพนต์ผนัง ปรับตึกธนาคารให้กลายเป็นที่พักนักท่องเที่ยวของเหล่าศิษย์เก่ามณฑนศิลป์ ศิลปากร

คอนเซ็ปต์ของการตกแต่งเป็นไทยผสมตะวันตก คอนเซ็ปต์ของอาหารเองก็เช่นกัน โดยเชฟที่มาช่วยทำเมนูออกแบบให้อาหารมีความผสมผสาน อย่างสปาเกตตี้ผัดกะเพรา หรือครัวซองต์กับมัสมั่น ฟังดูไทยแต่ก็มีอะไรใหม่ ๆ เข้าไปด้วย

“มัสมั่นรสชาติเหมือนกินที่บ้านที่แม่เราเคี่ยวเอง แต่ก็ปรุงแต่งอะไรให้มันไปตามคอนเซ็ปต์” อินทิราเล่า ก่อนบอกว่าเมนูเด็ดที่สุดของที่นี่ คือข้าวน้ำพริกกากหมูปลาทูทอดและไข่เจียวมหาศาล (ที่แปลว่าเครื่องเยอะ)

“จากที่เราไม่เคยคิดว่าจะเป็นร้านอาหารอย่างสมบูรณ์ พอทำแล้วกลับประสบความสำเร็จ เราก็เลยโชคร้ายในโชคดี โชคดีในโชคร้าย

เบื้องหลังโปรเจกต์ The Kheha กับการรีโนเวต-เพนต์ผนัง ปรับตึกธนาคารให้กลายเป็นที่พักนักท่องเที่ยวของเหล่าศิษย์เก่ามณฑนศิลป์ ศิลปากร

“Space ที่เคยบอกว่าดูกว้างก็เลยโอเค ไม่ต้อง Cozy แล้ว กลายเป็นร้านอาหารที่เพดานโปร่ง นั่งสบาย ลูกค้าไม่รู้สึกอึดอัดเวลามาทาน”

แม้บาร์ด้านบนดาดฟ้าที่ตั้งใจให้เป็นไฮไลต์จะไม่ได้เปิดใช้เพราะสถานการณ์โรคระบาด ห้องพักหลายห้องที่เตรียมไว้ก็เปิดได้บางห้อง แต่ถึงอย่างนั้นอินทิราก็ยังนำพาความคึกคักมาสู่บ้านหลังนี้จนได้ ด้วยการใช้ Space ที่ยังไม่ได้กั้นเป็นห้องชัดเจนมาจัดนิทรรศการศิลปะ

ปี 2021 เราได้มาร่วมงานนิทรรศการ ‘วันศิลป์ พีระศรี’ อยู่ครั้งหนึ่ง ตอนนั้นอินทิราชวนเพื่อน ๆ ในแวดวงเดียวกันให้นำงานศิลปะเกี่ยวกับอาจารย์ศิลป์มาแสดง ทั้งภาพวาดและประติมากรรม เมื่อวางอยู่ใน Space ที่มีลวดลายฝีมือศิษย์สำนักอาจารย์ฝรั่งแล้วก็ได้บรรยากาศไม่น้อย

“ช่วงที่จัดงานอาจารย์ศิลป์ก็รื้อเมนูที่อาจารย์ชอบขึ้นมาทำ” เจ้าของร้านชาวศิลปากรกล่าว 

“เคยมีเพื่อนของเพื่อนเป็นศิลปินจากนิวยอร์ก มาเช่าพื้นที่เป็นสตูดิโออยู่เป็นเดือน ๆ ด้วยนะ” พื้นที่ที่ว่าคือห้องลายไทย แต่เธอบอกว่า จริง ๆ แล้วทุกชั้นที่มีพื้นที่เปล่า ๆ ใช้เป็นสตูดิโอได้ทั้งหมด “ตอนนี้ก็มีศิลปินจากเยอรมนีกำลังจะมาเหมือนกัน เขาเห็นตึกแล้วมันดึงดูด พอขึ้นไปดูแล้วก็บอกว่าเจ๋งมาก”

“Living in an art space.” อินทิราว่า

เบื้องหลังโปรเจกต์ The Kheha กับการรีโนเวต-เพนต์ผนัง ปรับตึกธนาคารให้กลายเป็นที่พักนักท่องเที่ยวของเหล่าศิษย์เก่ามณฑนศิลป์ ศิลปากร

จากที่คุยกันกว่า 2 ชั่วโมง สำหรับเรา The Kheha คือความไม่คาดฝัน ตั้งแต่แนวคิดของเพนติ้งที่มาจากมุมมองของอินทิราว่า ประเทศไทยสนุกสนาน คาดการณ์ไม่ได้ มาจนถึงการทำงานที่ต้องแก้ปัญหาระหว่างทางกันไม่ได้พัก และเมื่อเปิดใช้งานก็มีการปรับเปลี่ยนฟังก์ชัน ซึ่งผลที่ออกมาก็ดีอย่างไม่น่าเชื่อ

ท้ายที่สุด เราจบลงด้วยการช่วยกันระดมสมองว่า ต่อไปที่นี่จะแปลงร่างเป็นอะไรได้อีกบ้าง ซึ่งก็ได้ข้อสรุปหลวม ๆ ว่า The Kheha ต้อนรับทุกคนที่ชอบศิลปะ เห็นคุณค่าของงานที่ทีมงานช่วยกันลงไม้ลงมือและลงใจเต็มร้อย โดยสามารถติดต่อเข้ามาใช้พื้นที่ในตึกที่ยังว่างได้แบบไม่จำกัดว่าจะใช้ทำอะไร อาจจะทำสตูดิโอ จัดสัมมนา จัดเวิร์กชอป หรือหากอยากเช่าดาดฟ้าไปจัดกิจกรรม รับลมชมดาวก็ได้เช่นกัน

ดูเหมือนว่าตึกลายแผนที่โบราณ อดีตตึกธนาคารนี้จะเล่นสนุกได้อีกเยอะ

เบื้องหลังโปรเจกต์ The Kheha กับการรีโนเวต-เพนต์ผนัง ปรับตึกธนาคารให้กลายเป็นที่พักนักท่องเที่ยวของเหล่าศิษย์เก่ามณฑนศิลป์ ศิลปากร

Writer

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load