เทียบระยะทางด้วยเวลาราว 1 ชั่วโมงเศษจากกรุงเทพฯ ถึงจังหวัดนครปฐม ก็รู้สึกใกล้ขึ้นมา หากเปรียบกับเวลาบนท้องถนนกว่าจะถึงบ้านของหลายคน

และถ้าจำนวนเวลานั้นแลกด้วยคุณภาพชีวิตอีกแบบ บางคนยกมือเห็นด้วยว่าคุ้ม

การเดินทางไปเมืองส้มโอของคอลัมน์หมู่บ้านครั้งนี้ เรานัดหมาย บอน-วีรภัฎ และ วิ-วิชชุกร โชคดีทวีอนันต์ เจ้าของโครงการ The Bound House (เดอะ บาวด์เฮาส์) ที่พาตัวเองกลับบ้านเกิดมาสร้างที่อยู่อาศัย และพกความเป็นไปได้ใหม่ๆ พร้อมกับการมองเห็นศักยภาพของจังหวัดไม่เล็กไม่ใหญ่นี้

The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้

The Bound House เป็นหมู่บ้านขนาดพอดี มี Premium Townhome เพียง 20 ยูนิต และ Shop / House อีก 8 ยูนิต ที่สถาปนิกผู้ก่อตั้ง Studiotofu พ่วงตำแหน่ง Developer ตั้งใจให้บ้านโครงการแรกของเขาโปร่งเบา ไม่อึดอัด คิดถึงการใช้ชีวิตในบ้าน และการทำให้บ้านเป็นมากกว่าบ้านอย่างรอบด้าน ทั้งการทำบ้านให้ทำมาหากินได้ เป็นชุมชนขนาดย่อมที่ทำให้เห็นว่าการใส่ใจสิ่งแวดล้อมเริ่มได้จากบ้านโดยการชวนลูกบ้านแยกขยะ 6 ประเภท ทำถังฝังกลบไว้หลังบ้าน และทำให้บ้านประหยัดพลังงานได้ด้วยการออกแบบยึดหลัก Passive Design ที่ทำให้บ้านเย็นโดยพึ่งพาธรรมชาติ อย่างการไหลเวียนอากาศที่ดีโดยไม่จำเป็นต้องติดแอร์ และได้รับแสงสว่างมากพอจากหลังคาสกายไลต์ รวมถึงช่องหน้าต่าง

รถจอดเทียบ LIFE SHOP Nakhon Pathom สองสามีภรรยารอต้อนรับเราอยู่ในร้านของฝากที่เจ้าตัวบอกว่าเป็นทั้งธุรกิจใหม่ บ้าน บ้านตัวอย่าง และอีกนัยเป็นพื้นที่ส่วนกลางหมู่บ้านที่ใครๆ ก็แวะมานั่งคุยกับพวกเขาได้

The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้
The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้

 เราทักทายกันสักครู่ ก่อนได้รับคำชวนให้ขึ้นไปสำรวจบนชั้น 2 – 3 ของอาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ห้องนั่งเล่น มุมทำครัว และแอบย่องเข้าห้องนอนสีขาวสะอาดตา เข้ากันดีกับเฟอร์นิเจอร์ไม้สีอบอุ่นที่แซมด้วยภาพงานศิลปะและของตกแต่งสีสดเป็นระยะ

จากนั้นเรากลับลงมานั่งยังชั้นลอย ฟังพวกเขาเล่าถึงแนวคิดในการทำบ้านแสนคราฟต์ทั้ง 28 หลังนี้

 Creative Village

แม้นครปฐมจะเป็นจังหวัดปริมณฑล แต่ก็เป็นเมืองที่มีมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ถึง 5 แห่ง ทั้งมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม มหาวิทยาลัยคริสเตียน และบอนเองก็เห็นความเปลี่ยนแปลงของเมืองอยู่ตลอด

“เมืองมีความน่ารักๆ ยังเจนเนอเรชัน ยังเอเนอจี้ มีคาเฟ่เปิดใหม่ ร้านอาหารเปิดใหม่ มีคนมาเต็มไปหมด เลยคิดว่าถ้าเราจะทำหมู่บ้านน่ารักๆ ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ” เขาเริ่มต้นเล่า ก่อนเสริมความมั่นใจอีกอย่างว่า โลกออนไลน์ทำให้คนเข้าถึงง่าย จึงสร้างที่ไหนก็ได้เช่นกัน

แต่สิ่งที่ไม่ง่ายกลับเป็นการอธิบายให้คนรอบข้างเข้าใจ แม้หลายคนจะบอกว่าดี แต่คำว่า ‘แต่’ ก็มาพ่วงด้วยเสมอ

“ดี แต่ที่นครปฐมมีจะซื้อหรือเปล่า ถ้าอยู่เอกมัย ทองหล่อ จะไม่ว่าเลย” เป็นคำถามและคำแนะนำยอดฮิต

ดูเหมือนว่าบอนจะยึดคำว่า ‘ดี’ จากคีย์ของการทำธุรกิจมากกว่า นั่นคือ ทำของดี ยังไงก็น่าจะขายได้ ไม่ว่าช่วงเวลาไหนก็ตาม บวกกับการมองเห็นกราฟธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แนวราบในต่างจังหวัดค่อยๆ เติบโตขึ้นเรื่อยๆ แต่อาจจะไม่ได้หวือหวาเหมือนโครงการอสังหาฯ ในกรุงเทพฯ

“ตอนนั้นเราคิดว่าอยากมาเติมนครปฐม เพราะพ่อเป็นคนนครปฐมและตั้งใจทำของดีในราคาที่เหมาะสม เราสำรวจตลาดจนผลออกมามั่นใจถึงลงเสาเข็มทั้งโครงการ โดยส่วนตัวเรามาทางสายสถาปัตย์ เชื่อว่าสถาปัตยกรรมที่ดี เป็นรากฐานทางกายภาพที่จับต้องได้ เช่น คนใช้พื้นที่แล้วมันสร้างคอมมูนิตี้ขึ้นมาได้ การทำแบบ Passive Design ให้อยู่สบาย มันเหมือนเป็นแรงดึงดูดให้คนที่เห็นในข้อดี หรือมีแนวคิดคล้ายๆ กันเขาเข้าใจในสิ่งที่เราทำ

“ด้วยความที่เราไม่ใช่หมู่บ้านใหญ่มาก มีอยู่ยี่สิบแปดยูนิต ประชากรชาวอำเภอเมือง จังหวัดนครนครปฐม มีอยู่สองแสนกว่า คิดว่าน่าจะหาเจอคนที่เข้าใจ” หญิงข้างกายเสริม

The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้

Creative Village จึงเป็นคอนเซปต์หลักที่บอนใส่ลงไปในการออกแบบบ้านที่พวกเขาเองยังอยากอยู่

ทั้งคู่อยากให้ที่นี่เป็นชุมชนที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ซึ่งมักแปลงบ้านตัวเองเป็นพื้นที่ทำธุรกิจ ไม่ว่าร้านค้าหรือขายของออนไลน์ ไปจนถึงสตูดิโอทำงาน แต่ในทางการตลาด เขากลับคิดว่าสิ่งนี้นามธรรมเกินกว่าจะสื่อสารให้คนเข้าใจ ยิ่งเป็นที่จังหวัดนครปฐมด้วยแล้ว คนอาจจะงง จึงเลือก ‘บ้านที่หายใจได้’ และ ‘บ้านที่เป็นมากกว่าบ้าน’ มาเล่าภาพรวมโครงการแทน

Craft Home

The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้

ในโครงการ The Bound House มี Premium Townhome ขนาด 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 255 – 278 ตารางเมตร อยู่ 20 ยูนิต และ Shop / House ขนาด 3 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 220 ตารางเมตร อีก 8 ยูนิต

ที่นี่เป็นโครงการที่ออกมาจากชีวิตจริงของเจ้าของโครงการ คิดถึงการอยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตมากกว่าเหตุผลทางธุรกิจ เขาบอกว่าหากทำบ้านของตัวเองคงออกมาแบบนี้ โดยความต้องการของเขาก็เป็นความต้องการพื้นฐานของคนทั่วไป เช่น ขนาดไม่ใหญ่มาก บ้านโปร่งโล่ง ระบายอากาศได้ดี อยู่สบาย อบอุ่น

บ้านหายใจได้ที่ว่า จึงเกิดจากการวางแปลนตามทิศทางลม และซ่อนดีเทลการออกแบบช่องระบายอากาศไว้ใต้หลังคา ให้ไหลเวียนต่อเนื่องไปที่ช่องหน้าต่าง และพื้นที่ตรงกลางบ้านมีหลังคาสกายไลต์เพิ่มแสงธรรมชาติ ช่วยประหยัดพลังงานให้กับทาวน์โฮม บันไดและห้องน้ำให้มาอยู่ฝั่งเดียวกันเพื่อให้พื้นที่อีกฝั่งโล่งกว้าง ส่วนอาคารพาณิชย์ด้านหน้ามีเพดานสูงแบบ Double Volume กับช่องประตูหน้าต่างขนาดใหญ่และเยอะ

ฟังดูเบาสบายสมชื่อ

The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้
The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้

อีกคอนเซปต์ที่น่ารักคือ อยากให้อยู่บ้านเหมือนพักผ่อน จึงทำบ้านให้เป็นบรรยากาศรีสอร์ตที่ใช้ชีวิตอยู่ได้ทุกห้องแบบไม่อุดอู้ ด้วยการจัดสรรพื้นที่อย่างคุ้มค่า โดยเฉพาะห้องน้ำซึ่งกว้างมากแม้เป็นอาคารพาณิชย์ และตึกแถวนี้ยังแบ่งได้ถึง 3 ห้องนอน

The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้

“การทำงานของสเปซ ทำให้เกิดเรื่องความงาม ประหยัดพลังงาน และกิจกรรมของครอบครัว คล้ายๆ กับได้นกหลายตัว

เราไม่ได้เน้นความหรูหรา แต่เน้นความต่อเนื่อง ทั้งพื้นที่ ดีไซน์ และโทนสี คนเข้าไปจะรู้สึกว่านี่คือบ้านดีๆ หลังหนึ่ง เขาเกิดอารมณ์ร่วมกับมุมต่างๆ ว่าเขาจะทำพื้นที่ตรงนี้อย่างไร เห็นครัวใหญ่ๆ ก็คิดว่าตอนเช้าหรือตอนเย็นเขาจะมีกิจกรรมอะไรกับคนในครอบครัวบ้าง พื้นที่ที่มีสกายไลต์เชื่อมต่อกับข้างล่าง นอกจากเรื่องประหยัดพลังงานจากแสงธรรมชาติ เป็นเรื่องการเชื่อมต่อกิจกรรมของคนในครอบครัว เช่น พ่อแม่อยู่ข้างล่าง ลูกทำการบ้านอยู่ข้างบน แล้วเรียกลงมากินข้าว

The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้

“เรามีความคิดอีกอย่างหนึ่งคือ คนมีบ้านอยู่แล้ว ทำไมต้องมาซื้อบ้านนี้ด้วย เรามองถึงคนเจเนอเรชันใหม่ที่ถ้าไลฟ์สไตล์เปลี่ยน ก็มีโอกาสที่ที่อยู่อาศัยจะปรับตัวตาม อย่างถ้าย้อนเวลากลับไปยี่สิบถึงสามสิบปีที่แล้ว คนนิยมบ้านที่มีบริเวณสนามหญ้ากว้างๆ บ้านหลังไม่ใหญ่มาก เราเลยทำกลับกัน สร้างบ้านเต็ม เน้นต้นไม้ในบ้าน ไม้กระถางดูแลง่ายๆ ชั้นสอง ชั้นสาม ของตึกแถว มีชุดระเบียงกว้างๆ ปลูกไม้เลื้อยหรือปลูกต้นไม้ใหญ่ได้เลย เพราะทำโครงสร้างระบบกันซึมไว้แล้ว

“โดยพื้นที่ ไม่จำเป็นต้องไปทำอินทีเรียจัดๆ ลูกค้าหลายหลังบอกว่าชอบสเปซมากเลย โล่งๆ มีโต๊ะอยู่ตัวหนึ่งเป็นมาสเตอร์พีซก็สวยแล้ว เราดีใจว่าเขาเข้าใจในสิ่งที่เราพยายามสื่อว่า พอสเปซดีแล้วก็ไม่ต้องบิลด์อะไรเยอะ อยู่โล่งๆ คลีนๆ กับธรรมชาติ

The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้
The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้

“เราพยายามให้ต้นไม้เข้ามาอยู่ในพื้นที่ เพราะต้นไม้คือชีวิต ต้นเหลืองปรีดียาธรที่ปลูกไว้เป็นตัวอย่างก็ปรึกษากับภูมิสถาปนิกว่า อยากได้ต้นใบไม่ค่อยร่วง ลูกบ้านไม่ต้องดูแลยาก สวยง่าย สวยเลย ซึ่งต้นนี้ฟอร์มมันพุ่งสูง เป็นต้นไม้รากฝอยลงข้างล่าง ไม่เข้าบ้าน ต้นสารภีใน Shophouse จริงๆ เป็นต้นไม้ปลูกนอกบ้าน เลยแอบพิเศษตรงแสงธรรมชาติที่มี ทำให้เราเลี้ยงในบ้านได้ด้วย” ทั้งคู่ช่วยกันอธิบายดีเทลของบ้านที่พวกเขาแอบเรียกกันเองว่าคราฟต์โฮม เพราะทุกสเปซเต็มไปด้วยความใส่ใจ แม้กระทั่งการเลือกกระเบื้องให้ไม่เหมือนกันเพื่อเกิดความต่อเนื่องของพื้นที่

The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้

สิ่งที่ทำให้โครงการ The Bound House แตกต่างจากหมู่บ้านอื่น คือการนำสายไฟฟ้าลงดิน ด้วยไม่อยากให้เป็นมลพิษทางสายตา และยังหยิบเอาเซนส์ของพระประโทณเจดีย์ซึ่งอยู่ตรงข้ามหมู่บ้าน มาใส่ไว้ในบ้านตัวอย่างผ่านวัสดุกระเบื้องดินเผา เผื่อลูกบ้านหลังไหนจะหยิบเอาไอเดียไปใช้ก็ทำได้ 

“เราค่อนข้างพิถีพิถัน ทำโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบโฮมเมด บางทีเราเจอลูกค้าเอง ขายเอง ชวนเขาคุยถึงสารทุกข์สุขดิบ และบางครั้งก็เหมือนเก็บข้อมูลสิ่งที่เขาคิดกับบ้าน มุมนั้น มุมนี้ ที่ซื้อเพราะอะไร ไม่ซื้อเพราะอะไร” สถาปนิกพ่วงตำแหน่งเดเวลอปเปอร์เล่าว่า ที่ทำอย่างนั้นเพราะอยากรู้ฟีดแบ็กจากลูกค้าจริงๆ ซึ่งมีส่วนทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงความใส่ใจ

“ตอนนี้กำลังทำเรื่องแลนด์สเคป คิดว่าจะทำสนามเด็กเล่น สนามทรายเล็กๆ มีสวนส่วนกลาง มีสวนกินได้เล็กๆ ไม่ต้องดูแลยากมาก ลูกบ้านหลายคนก็เรียกร้องอยากได้พื้นที่เป็นลานเอาต์ดอร์ไว้เล่นบาสเกตบอล สเก็ต และเตะบอลได้ เราก็มีพื้นที่ก็อาจจะจัดให้เป็นแบบนั้น ตอนแรกจะมีแค่ลู่วิ่ง พอเป็นลาน เขาก็ใช้ประโยชน์ได้จริงๆ เราใช้วิธีคุยกับหลายๆ บ้าน และดูพฤติกรรมการใช้งานจริงๆ

“ในเมื่อต้องอยู่ที่นี่ ทำไมเราไม่ทำให้เป็นที่ที่ดีที่สุด” อดีตแฟชั่นดีไซเนอร์ย้ำ

The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้
The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้

บ้านที่อยู่อย่างอยากได้

บอนและวิเล่าว่าที่สื่อสารคำว่า ‘บ้านที่เป็นมากกว่าบ้าน’ ก็เพราะเห็นความเปลี่ยนแปลงของเทรนด์ที่อยู่อาศัยและการใช้ชีวิตของคนยุคปัจจุบัน บางคนขายของออนไลน์ก็ต้องการมุมถ่ายรูป ต้องการสตูดิโอเล็กๆ ที่บ้าน ด้วยพื้นที่สว่างจากแสงธรรมชาติ ข้อนี้ทำได้อยู่แล้ว และยังคิดถึงการทำมุมไว้ให้ถ่าย Pack Shot เล็กๆ ของตัวเองด้วย

คอนเซปต์บ้านที่ทำกิจการของตัวเองได้จึงเกิดขึ้นพร้อมกัน

The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้

 LIFE SHOP Nakhon Pathom เป็นกิจการร้านของฝากใต้บ้านที่พวกเขาอยู่ ซึ่งอยากทำให้เห็นตัวอย่างและยังเป็นเหมือนห้องรับแขกของหมู่บ้าน

“ที่นี่เป็นเหมือน Home Studio Shop เกิดขึ้นจากสินค้าของวิที่ทำขายออนไลน์ เราอยากสื่อสารออกไปว่าไม่ใช่แค่ Shop House อาคารพาณิชย์หรือว่าตึกแถวปกติ แต่เขามีชีวิตอยู่ได้ทั้งวัน ข้างล่างก็ค้าขายได้

“ในอนาคต เราตั้งใจให้ลูกบ้านหรือคนที่สนใจมาซื้อบ้าน ได้มานั่งคล้าย Self Service Unit ทุกคนเอาตังค์มาวาง ชงกาแฟ ดื่มน้ำได้”

The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้
The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้

ด้วยคอนเซปต์ทั้งหมดที่ว่ามา ดึงดูดคนที่มีความต้องการแบบเดียวกัน ลูกบ้านตอนนี้มีทั้งคุณหมอฟันที่ดีไซน์คลินิก Neighbor Tooth แบบโฮมมี่ ข้างในเป็นกระท่อมน่ารักๆ เหมือนทำฟันบ้านเพื่อน จนใครๆ ก็อยากกลับมาอีก เจ้าของแบรนด์เครื่องหนัง Nerb Handcrafted ที่แบ่งบ้านเป็นพื้นที่รังสรรค์งานทำมือ ไปจนถึงสองนักอบขนมปังโฮมเมดแห่ง The happy house ที่ในอนาคตอาจเปิดเวิร์กช็อปสอนเด็กๆ ทำขนม

จะเรียกว่าเป็นความบังเอิญที่เกิดจากความตั้งใจก็ได้

“หลายคนบอกว่าบ้านเราเลือกลูกค้า แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เลือกนะ เราโชคดีมากที่พวกเขามาเจอกันเอง” เธอว่า เมื่อคนที่มาซื้อกลายเป็นกลุ่มที่วางแผนธุรกิจไว้สำหรับ Creative Village ตั้งแต่แรก

หมู่บ้านที่อยากให้คนรักษาสิ่งแวดล้อม

ไม่น่าแปลกที่โครงการ The Bound House จะไม่มีป้ายกองโจร แถมยังมีบิลบอร์ดน้อยมาก เพราะทั้งคู่เห็นตรงกันว่าไม่อยากสร้างขยะเพิ่ม และใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียทำการตลาดด้วยคอนเทนต์ รวมถึงสื่อสารกับคนที่ตั้งใจซื้อบ้าน เพื่อช่วยวางแผนและแนะนำหลังที่เหมาะสมให้

อย่างวิดีโอที่ในเพจเฟซบุ๊กหรือเรื่องราวน่ารักๆ ทั้งหลาย พวกเขาก็คิดทำเองทั้งหมด

The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้
The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้

“เราค่อนข้างใส่ใจกับเรื่องสิ่งแวดล้อมเยอะมากๆ เราทำรั้วตะแกรงเพื่อปลูกต้นไม้แทนรั้วคอนกรีตทึบ ส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่อง Passive Cooling ลดอุณหภูมิ เพิ่มออกซิเจน ส่วนเรื่องเป็นการจัดการขยะมูลฝอย ทุกบ้านจะได้คู่มือการคัดแยกขยะ หน้าโครงการมีถังขยะแยกหกประเภทไว้ให้” บอนยังบอกอีกว่า ในบ้านตัวอย่าง เขาทำถังหมักปุ๋ยไว้ให้ดูด้วย เพราะเขาเชื่อว่าการเริ่มต้นจากหลังครัวตัวเองดีที่สุด

คนดีไซน์คู่มือก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นฝีมือวิ ผู้อินเรื่องการแยกขยะและ Zero Waste มาตั้งแต่ไหนแต่ไร

The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้

“เราพยายามทำกราฟิกน่ารักๆ เช่น หลอดแบบนี้ใช้เวลาสี่ร้อยปีกว่าจะย่อยหมด พะยูนเกิดมาแล้วตายกี่ตัว ถ้าทำได้ก็จะดี เข้าใจว่าบางคนอยากแยกแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ที่ถังเลยมีกราฟิกอธิบายอย่างละเอียดๆ นิดหนึ่ง เพราะเรารู้บางทีเขาไม่ได้อยากทิ้ง แต่เขารีบ หรือไม่รู้ว่าต้องแยกยังไงบ้าง ก็ค่อยๆ ปรับตัวไป อย่างบางคนบอกว่ายังไงเขาก็เอาไปเทรวม ถึงแม้จะเทรวม แต่ก็ทำงานได้เร็วขึ้นเยอะ เพราะเราแยกมาแล้ว ล้างมาแล้ว เลยคิดว่าขอเป็นส่วนเล็กๆ ถ้าเราไม่ทำใครจะทำ ต้องค่อยๆ เริ่ม

The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้
The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้

“รวมถึงการรียูสหรือใช้อะไรซ้ำๆ ด้วยนะ อย่างเฟอร์นิเจอร์ของบ้านที่เราอยู่หลังนี้ พยายามซื้อใหม่ให้น้อย บางโต๊ะเอามาจากออฟฟิศ เก้าอี้ในบ้านไม่ต้องเหมือนกันก็ได้ คือถ้าเรารียูสได้ มันคือเบอร์หนึ่งของการช่วยเรื่องการใช้ทรัพยากร นี่ส่งผลมาถึงสินค้าในร้านด้วยที่เอาเศษผ้ามาใช้ เราอยากลองชุบชีวิตใหม่ให้มันให้ออกมาเป็นของมีคุณค่าและคนซื้อ”

สิ่งที่พวกเขาทำได้มีการปรึกษาเทศบาลกับจังหวัด ซึ่งหน่วยงานต่างๆ เห็นชอบและสนับสนุน จนมีคนของภาครัฐ มาเยี่ยมชมและดูงานว่าทำอย่างไร บางทีก็มาจากจังหวัดอื่น เพื่อนำแนวคิดไปปรับใช้บ้าง

หมู่บ้านที่มีแต่เพื่อนบ้านและบ้านเพื่อน

“เรามีความภูมิใจในเจ้าของบ้านทุกหลัง ส่วนใหญ่มีอาชีพที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดความคึกคัก มีลูกค้าคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า เขาจะกำเงินห้าล้าน หกล้าน ไปซื้อบ้านที่ไหนก็ได้ แต่เพื่อนบ้านเขาซื้อไม่ได้ เราดีใจ (พูดพร้อมกัน) และสิ่งที่เราดีใจมากที่สุดเลยนะ ไม่ใช่การที่ลูกค้าทำสัญญาจองโอน แต่พอเขาเข้ามาอยู่แล้วบอกกับเราว่า บ้านพี่มันอยู่ดีจริงๆ เลย บางหลังไม่ติดแอร์แต่ข้างล่างก็อยู่ได้ อันนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขมากกว่าลูกค้าโอนบ้าน” คนทำหมู่บ้านพูดด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เขาเล่าเพิ่มว่า หากบ้านหลังไหนมีปัญหา จะพยายามช่วยแก้ เพราะอยากให้ลูกบ้านได้ของดีที่สุด ตรงนี้อาจเป็นอีกเหตุผลที่ช่วยให้คนรู้สึกว่าที่นี่ไม่เหมือนที่อื่น เพราะเจ้าของอยู่เอง มีอะไรก็เดินมาคุยกันได้

ด้วยการออกแบบพื้นที่ที่เอื้อให้คนทำงานอยู่บ้านได้ ทั้งสองมองว่าปัจจุบันสถานที่ทำงานกับบ้านอาจแยกกันไม่ออกแล้ว บางครั้งการเล่นกับลูกอาจได้ไอเดียใหม่ๆ และเมื่อพื้นที่อยู่สบาย แยกเป็นสัดส่วน มีมุมของตัวเอง ยิ่งทำให้มีพลังในการคิดสร้างสรรค์ ซึ่งมีข้อดีพวงมาอีกหนึ่งคือได้อยู่กับคนที่รัก ในฐานะคนอยู่เอง วิให้ความเห็นว่า เป็นเรื่องดีที่ทำหลายๆ อย่างในบ้านได้ บอนเองก็คิดเช่นนั้น

The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้

“เวลามีชีวิตอยู่ที่นี่ หมู่บ้านเราก็ได้ดู ได้มีชีวิตกับลูก มีเพื่อนบ้านใหม่ที่เอาขนม เอากล้วยมาฝากกัน ปลูกผักก็เอามาฝาก บางทีเราเห็นลูกบ้านหลังนั้นมาสั่งขนมจากหลังนี้ หลังนี้ไปปรึกษาเรื่องสเก็ตบอร์ดกับหลังนู้น บางวันเด็กๆ ในหมู่บ้านก็ไปนั่งทำขนมในบ้านเขา หรืออย่างบางทีเขาแอบส่องต้นไม้บ้านเรา เห็นอาการไม่ค่อยดีก็ถามว่าให้ผมไปดูแลก่อนมั้ย แล้วช่วยดูแลให้ เราก็เหมือนได้เพื่อนดีๆ เพิ่ม”

หากไม่ถามถึงปัญหาคลาสสิกอย่างที่จอดรถเห็นจะไม่ได้ แต่เรื่องนี้บอนคิดแก้ปัญหาไว้ตั้งแต่ตอนออกแบบโครงการ ซึ่งทาวน์โฮมหลังใหญ่ทำที่จอดรถให้ 4 คัน ส่วนอีก Type มีที่จอดรถ 2 คน ปลูกสลับกัน ซึ่งหากลูกค้าถามถึงกฎหรือมาตรการในการจอดรถ เขาจะบอกตรงๆ เลยว่า ถ้าบ้านไหนมีเยอะหรือจะมีปัญหาที่จอดรถไม่พอ เลือกหลังใหญ่ดีกว่า และด้านหน้ามีอีกหนึ่งแถวสำหรับลูกค้าของ Shop / House

“เหมือนเขาจะมีความเกรงใจกันอยู่เองด้วย” เธอเกริ่น

“เราคุยกันว่าเราโชคดีที่ลูกค้าเราน่ารัก กลายเป็นความบังเอิญกลับมาเป็นคอมมูนิตี้เล็กๆ ตอนเย็นก็เล่นบาสเกตบอล เล่นสเก็ตบอร์ดกัน เป็น Creative Village ที่เราตั้งใจ เราก็ลืมไปแล้วเหมือนกันว่าตอนแรกเราชอบคำนี้” เธอว่าต่อพร้อมหยิบแฟ้มซึ่งบรรจุเรื่องราวคอนเซปต์ ภาพร่าง ในวันที่ขายงานให้ครอบครัวฟังมาเปิดให้ดู

“โชคดีของเราจริงๆ” เสียงย้ำของเขา ดังขึ้นกลบเสียงพลิกหน้ากระดาษจนไปหมด

The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

หมู่บ้าน

แนวคิดของผู้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่

ถ้าคุณครอบครองพื้นที่ใจกลางเมืองสักผืน คุณจะทำอะไรกับที่ดินนั้น 

เราเจอหนึ่งโครงการที่อยู่อาศัยที่น่าสนใจอย่าง ‘สินธร วิลเลจ’ โครงการ Mixed Use บนที่ดิน 42 ไร่ ที่เลือกใช้ที่ดินใจกลางเมืองย่านหลังสวน ใกล้กับสวนลุมพินีผืนนั้น สร้างที่อยู่อาศัยเพียงครึ่งเดียว ส่วนพื้นที่ที่เหลือปรับปรุงเป็นสวนให้กับลูกบ้าน ลูกค้า และเมืองโดยรอบ แถมอาคารที่พักอาศัยและโรงแรมได้รับการรับรองตามมาตรฐาน LEED หรือมาตรฐานอาคารเขียว ซึ่งนั่นถูกคิดเมื่อ 10 ปีก่อน ที่เรื่องสิ่งแวดล้อมยังไม่ได้ถูกให้ความสำคัญ ตระหนัก และพูดถึงเป็นอันดับต้น ๆ ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยเช่นทุกวันนี้ 

มากไปกว่านั้น พวกเขาออกแบบแม้กระทั่งทิศทางลมและแสงแดด คิดใหญ่ในดีเทลเล็กน้อย แถมคิดเผื่อให้อยู่ต่อได้อย่างยั่งยืนอีกเป็นร้อยปี 

ยิ่งได้พูดคุยก็พบว่าความคิดอย่างลึกซึ้งเหล่านี้ มาจากความเชื่อและความตั้งใจแสนเรียบง่ายที่ส่งต่อมาตั้งแต่ผู้บริหารยุคเริ่มต้น นั่นคือ อยากสร้างคุณภาพชีวิตด้วยคำว่า ‘อยู่สบาย’ บนพื้นที่ใจกลางเมือง ได้สัมผัสธรรมชาติอย่างแสง ลม และต้นไม้ ซึ่งคือเรื่องพื้นฐานที่สุด จนเราอยากพาทุกคนเข้าไปค้นแนวคิดเบื้องหลังว่าโครงการนี้ทำอย่างไร และคุณอาจทึ่งกับแนวคิดของสินธร วิลเลจ ไม่ต่างกัน 

เป็นที่มาให้คอลัมน์หมู่บ้านชวน คุณสืบพงษ์ เกียรติวิศาลชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจอาคารบริษัท สยามสินธร จำกัด มาเล่าให้ฟัง ถึงเบื้องหลังความเจ๋งของการออกแบบและลงมือพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยจนทำให้คนอยู่สบายใจที่สุด 

ทำไมต้องอยู่สบาย

“คุณอาจสงสัยว่า เราทำทำไม ความเชื่อของเราคือ อยากทำโครงการที่อยู่อาศัยที่คนมาอยู่แล้วดี จากการมีสภาพแวดล้อมดี ๆ ทั้งความปลอดภัย อยู่ในพื้นที่ที่มั่นใจได้ ไปจนถึงความสะดวกสบาย”

คุณสืบพงษ์ชวนเรามองย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน บนพื้นที่ศักยภาพสูงกลางเมือง หลายคนอาจอยากจับจองพื้นที่เพื่อเดินหน้าปลูกสร้างโครงการต่าง ๆ เต็มอัตรา แต่โครงการสินธร วิลเลจ ไม่ได้คิดเช่นนั้น 

จุดตั้งต้นของโครงการนี้ คือทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์ที่ดีที่สุดกับผู้อยู่อาศัย ซึ่งนั่นมาพร้อมกับความตั้งใจพัฒนาพื้นที่ให้มีศักยภาพมากที่สุด ทั้งในด้านการอยู่อาศัยและใช้ชีวิตอย่างครบทุกมิติ

“ที่ดินย่านหลังสวนมีคาแรกเตอร์พิเศษมาก เพราะว่าแม้จะอยู่ใจกลางเมือง เราเห็นการไปมาหาสู่ที่สะดวก เข้าออกง่ายได้จากหลายทาง เช่น เข้าทางซอยหลังสวน ตัดถนนสารสิน ไปออกถึงถนนวิทยุ ก็เดินทางได้สะดวก ช่วงเย็น ๆ หลัง 5 โมงเย็นแถวนี้กลับสงบและมีความเป็นส่วนตัวเหมือนอยู่ชานเมือง เลยมองเห็นศักยภาพของที่ดินแบบนี้ ในประเทศไทยยังขาดที่อยู่อาศัยหรือคอนโดมิเนียมดี ๆ ที่มีเจ้าหน้าที่และผู้พัฒนาโครงการดูแลรักษาพื้นที่ ชีวิตความเป็นอยู่ และบริการอย่างดีหลังซื้อ ไปจนตลอดการใช้งาน” คุณสืบพงษ์อธิบายเหตุผลอย่างชัดเจน 

และหากดูพื้นที่บริเวณนี้ จะเห็นว่าเป็นทั้งย่านธุรกิจ อยู่ใกล้กับสถานทูต ซึ่งแน่นอนว่าเป็นบริเวณที่มีความปลอดภัยสูง รวมถึงสาธารณูปโภคครบครันและมั่นใจได้ เช่น หากเกิดน้ำไม่ไหลหรือไฟดับขึ้นมา ก็จะได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว เนื่องจากที่นี่อยู่ในย่านเศรษฐกิจสำคัญ ใกล้กับสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบ 

ขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ที่มีโอกาสสร้างอาคารเต็มในทุกตารางเมตรได้ แต่สิ่งที่ทำให้เราประหลาดใจคือ ทำไมที่นี่ใช้พื้นที่ก่อสร้างอาคารเพียงครึ่งเดียว

“เราอยากสร้างคุณภาพชีวิตติดสวนกลางเมือง จึงเลือกขยายสวนให้มีขนาดใหญ่ขึ้น มี Open Space ซึ่งทำให้ได้ผลตอบแทนที่มองไม่เห็น นั่นคือการที่เรามีพื้นที่สีเขียวมหาศาลจากการลงมือปลูกและออกแบบพื้นที่ให้มองเห็นสวนได้จากทุกมุม ที่สำคัญ คือทำให้คนอยู่สบาย Worry Free ทั้งสุขภาพจิตที่ดีและคุณภาพชีวิตที่ดี” 

เขาเล่าต่อว่าสิ่งแวดล้อมคือประเด็นที่สนใจมาตั้งแต่วันแรกที่เปิดโครงการ เทียบกันแล้วเมืองไทยในเวลานั้นให้ความสำคัญน้อยมาก แต่ที่นี่ก็ยังคงยึดแนวคิดที่ตั้งใจอยากให้คนอยู่สบายภายใต้พื้นที่สีเขียว พร้อมกับการออกแบบสิ่งแวดล้อมอย่างพอเหมาะ เช่น การออกแบบหน้าต่างกว้างเพื่อรับแสง แต่ก็มีกระจกกั้นถึง 3 ชั้นเพื่อป้องกันความร้อน และยังมีอีกหลายส่วนที่เราจะค่อย ๆ พาขยายรายละเอียดลงไปต่อจากนี้ จนทำให้โครงการสินธร วิลเลจ ได้รับรองตามมาตรฐาน Green Building จากการออกแบบที่พวกเขาคิดทำตั้งแต่แรก

อยู่แบบไหนถึงจะสบาย

ความเรียบง่ายแต่ตอบโจทย์ได้รอบด้าน คือสิ่งที่เราขอใช้ตอบคำถามว่าจะอยู่อย่างไรให้สบาย เมื่อได้ลองสมมติตัวเองแทนใจลูกบ้านที่นี่ ก็ค้นพบว่านอกจากพื้นที่สวนขนาดยักษ์ที่ทำให้เราใกล้ชิดธรรมชาติแม้อยู่กลางกรุงแล้ว การสร้างพื้นที่ให้รองรับทุกความต้องการ โดยเฉพาะการรวมเอา Complex Building เข้าไว้ด้วยกัน ทำให้เกิดการอยู่ร่วมกันเป็น Community ซึ่งทำให้โครงการสินธร วิลเลจ แตกต่างจากที่อื่น

แค่บรรยากาศเมื่อเดินก้าวแรกเข้าไปใน Kimpton Maa-Lai Bangkok Hotel เราสัมผัสได้ถึงความมีชีวิตชีวาและดีไซน์ที่โดดเด่น พร้อมกับความผ่อนคลายตั้งแต่ทางเดินไปจนถึงห้องพัก แถมต่อให้เราอุ้มสัตว์เลี้ยงมาอยู่ด้วย ที่นี่ก็ยินดีต้อนรับ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกและแยกชั้นพักให้อย่างไม่รบกวนกัน 

ส่วนโครงการคอนโดมิเนียมหลากหลายของที่นี่ ก็ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนที่อยากอยู่คอนโดมิเนียมแล้วให้ความรู้สึกเหมือนบ้าน แถมด้วยพรีเมียมเซอร์วิสที่ทางโครงการลงมาดูแลด้วยตัวเองทั้งการบริการและการบำรุงรักษา เราแทบไม่ต้องกังวลอะไรเลย ซึ่งความ Worry Free แบบนี้เองทำให้อยู่ได้อย่างสบายใจ

และความต่างแบบเห็นได้ชัดเลยก็คือ ที่ Sindhorn Kempinski Hotel Bangkok นอกจากจะทึ่งกับสถาปัตยกรรมล้ำสมัย และการออกแบบให้กลมกลืนไปกับพื้นที่สีเขียวแล้ว ที่นี่ยังเป็น Wellness Hotel เต็มรูปแบบที่แรกของไทย ใส่ใจสุขภาพขนาดมีศูนย์บริการดูแลสุขภาพโดยผู้เชี่ยวชาญอีกด้วย การสร้างสุขภาวะที่ดีในการพักผ่อนที่เกิดขึ้นจึงทำให้อยู่แล้วสบายทั้งกายและใจ 

ที่สำคัญ ยังมี Velaa Langsuan ศูนย์การค้าที่รวมร้านอาหาร ร้านค้า และซูเปอร์มาร์เก็ต กระทั่งสวนสำหรับพักผ่อนเอาไว้ครบ จบในที่เดียว ลูกบ้านที่นี่เลยได้ใช้ชีวิตภายในโครงการอย่างสะดวกสบาย นั่นเป็นเหตุผลว่าการรวมกันแบบ Complex นี้เองที่ตอบโจทย์ทั้งหมด

แก้ไขจุดที่ไม่สบายกายและใจ

เห็นรู้รอบและรู้ลึกเรื่องการออกแบบให้คนอยู่สบายรอบด้านเช่นนี้ นั่นเกิดจากการรวบรวม Pain Point ที่เกิดขึ้นกับที่อยู่อาศัยรูปแบบต่าง ๆ มาจับจุดอย่างดี แล้วใช้โครงการสินธร วิลเลจ เพื่อแก้ปัญหาปวดใจให้กับลูกค้า ทั้งเรื่องอยากอยู่แบบเลือกได้ตามใจ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่มี ถึงเรื่องน้ำ ไฟ แอร์เสีย และต้องเรียกช่างมาซ่อมเอง สยามสินธรก็แก้โจทย์เหล่านี้ให้ลูกบ้านด้วยความเรียบง่าย แต่กลับได้ผลลัพธ์แบบสบายใจที่สุด เพราะทางโครงการเป็นนิติบุคคลเอง รวมทั้งให้ผู้พัฒนามาเป็นผู้ดูแลเองด้วย ลูกค้าจึงมั่นใจได้

อีกทั้งยังมีการคิดถึงทำเลกลางเมืองให้คนอยู่สบาย ไปมาหาสู่สะดวก รองรับ Senior Living และคนหลายเจเนอเรชันให้บริหารชีวิตได้ดีขึ้น รวมถึงพาพ่อแม่มาอยู่ด้วยได้ “เราพบว่าคนชอบและอยากอยู่ที่นี่ ข้อแรกเพราะมีสวน ข้อที่สองเพราะบรรยากาศดี และข้อสามคือสะดวก เขาบาลานซ์ชีวิตได้ อยากกลับมากินข้าวกับพ่อแม่ก็ทำได้”

และใครจะไปคิดว่าขนาดที่จอดรถ พวกเขาก็ลงลึกถึงขนาดว่าจะทำอย่างไรให้จอดรถสบาย ไม่คับแคบ ไม่ชิดรถคันข้าง ๆ หยิบของสะดวก ด้วยการออกแบบช่องจอดรถขนาดกว้างและยาวกว่ามาตรฐาน แถมยังดีไซน์โดยการดึงแสงธรรมชาติและดึงระบบปรับอากาศลงชั้นใต้ดิน เพื่อตอบโจทย์ความสบายตั้งแต่ก้าวแรกอย่างคนที่เข้าใจ

การให้พื้นที่เพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัว คืออีกข้อสำคัญที่ทำให้ความสบายใจเกิดขึ้นได้ เพราะที่นี่มอบพื้นที่เผื่อได้แบบไม่จำกัด โดยเฉพาะกับพื้นที่ส่วนกลางที่เห็นได้ชัด อย่างทางเดินที่กว้างกว่า 2 เมตร

ต่อให้เราเดินถือของมา 2 คนก็ไม่เบียดเสียด และตลอดการใช้งานภายในอาคารถึงห้องพัก ก็คิดมาอย่างดีถึงการเดินทางที่สบายไร้รอยต่อ

  ความให้เกียรติกันและกันก็เป็นเรื่องสำคัญ อย่างทางเดินเข้าห้องที่ไม่มีห้องตรงข้าม และเมื่อเข้าห้องพักไปแล้วจะรู้สึกถึงความเงียบ เพราะแทบไม่ได้ยินเสียงข้างนอกเลย อีกทั้งหน้าต่างบานใหญ่ บรรยากาศดีจนมองออกไปแล้วไม่เหมือนอยู่ในห้อง การเก็บเสียงได้เงียบสนิทด้วยประตู Drop Seal รวมถึงทำผนัง 2 ชั้น และเหตุผลที่ต้องใช้กระจกหนาถึง 3 ชั้น ก็เพื่อตัดเสียงรบกวนและกันความร้อน รวมถึงยังแยกระบบปรับอากาศอีกด้วย ฉะนั้น ต่อให้ห้องข้าง ๆ หรือเราจะทำอาหารก็ไม่มีเสียงและกลิ่นเล็ดลอดอย่างแน่นอน ซึ่งการไม่ไปรบกวนกัน กลายเป็นความสงบและเป็นส่วนตัวแม้จะอยู่ใจกลางเมืองเช่นนี้

นอกจากนั้น ความสบายยังเกิดขึ้นตั้งแต่โถงลิฟต์ที่คิดมาจากโจทย์ว่า จะทำอย่างไรให้ไม่ต้องรอนาน กลายเป็นลิฟต์ 4 ตัวในพื้นที่ 200 ยูนิต ใช้สเปซเยอะหน่อยแต่ผู้อยู่รู้สึกสบาย 

คำว่าอยู่สบายอีกข้อหนึ่ง ก็มาจากการคิดที่เรียบง่ายที่สุด คือการสัมผัสธรรมชาติอย่างสัจจะ ด้วยการออกแบบให้เห็นแสงธรรมชาติจนเหมือนไม่มีกระจกกั้น วางผังให้รับทิศทางลมเป็นอย่างดี และออกแบบอุณหภูมิให้รู้สึกสบาย ไม่ใช่แค่เรื่องความเย็น แต่ลงลึกถึงเรื่องความชื้นสัมพัทธ์ แค่เราเองที่เดินเข้ามาสัมผัสภายในห้อง ก็รู้สึกได้เลยว่าอากาศอยู่สบายจริง ๆ ซึ่งอีกข้อดีโดยตรงจากออกแบบทั้งภายในและภายนอกเช่นนี้ ทำให้ที่นี่เป็นอาคารประหยัดพลังงานอย่างไม่ต้องสงสัย

นอกจากนี้ Kempinski Residence อีกหนึ่งโครงการในสินธร วิลเลจ Mixed Use ที่ตอบโจทย์เรื่องความสบายในการบริหารจัดการชีวิตทุกด้าน มีพร้อมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกอย่าง Complex ที่มีทั้งร้านอาหารหลากหลายประเภท บริการด้านสุขภาพ โรงแรม และพื้นมีสีเขียวขนาดมหึมา ให้ลูกบ้านได้ใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพด้วยความผ่อนคลาย

อาคารยั่งยืนที่ให้สิ่งแวดล้อมสบายไปด้วย

ด้วยความตั้งใจอันดีแต่แรกของ โครงการสินธร วิลเลจ เลยประสบความสำเร็จจนได้รับรางวัลมาตรฐานอาคารเขียว LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) จาก U.S. Green Building Council ซึ่งรางวัลนี้แสดงให้เห็นว่า โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้ความสำคัญและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในการก่อสร้าง การอยู่อาศัย จนถึงการดูแลอาคารให้อยู่อย่างยั่งยืนต่อไปได้ 

“แม้เราจะทำทุกระบบให้ได้ตามมาตรฐาน LEED อาคารที่เป็นผู้นำด้านอนุรักษ์พลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จากการเลือกใช้วัสดุที่มีสารระเหยที่เป็นพิษต่ำ จนถึงเติมอากาศบริสุทธิ์ในระบบจนคนนอนหลับได้ลึกขึ้น แต่ยังไม่หมดเท่านี้ เพราะการที่สุดท้ายมันเกิดผลดีจนลูกค้ามาบอกเราว่า ‘พี่อยู่ที่นี่แล้วสบายใจ สุขภาพก็ดีขึ้น หลับสบาย’ นี่ต่างหากที่เราต้องการ เราเชื่อว่าไม่ต้องทำอะไรให้ซับซ้อนมาก แต่ทำพื้นฐานให้ดี ออกแบบให้เป็น Timeless Design ต่อให้นานแค่ไหนก็ยังสวยได้ เราคิดกันแบบนี้ ตรง ๆ เลย” 

ผลพลอยได้นี้ เลยกลายเป็นว่าอาคารที่ออกแบบอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก็เป็นเรื่องเดียวกับการออกแบบอาคารให้คนอยู่สบายนั่นเอง เช่น Façade และกระจกที่ช่วยกันไม่ให้ความร้อนเข้าไปสะสมในตัวตึก การระบายลมที่ดีช่วยลดใช้เครื่องปรับอากาศ ลดการสร้างมลพิษ ทั้งยังใส่ใจเรื่องคุณภาพอากาศภายในด้วยการเติมอากาศบริสุทธิ์เข้าไป ส่วนภายนอกอาคารก็ห้อมล้อมไปด้วยพื้นที่สีเขียวช่วยฟอกอากาศ ไปจนถึงทำให้การบำรุงรักษาน้อยและง่ายที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าการตั้งใจให้อาคารอยู่อย่างยั่งยืนด้วยตัวเองเหล่านี้ ก็เป็นแนวคิดอย่าง Sustainability ต่อผู้คนและสังคมโดยรอบด้วย

พักสบาย ๆ ท่ามกลางสวนกลางเมือง

คุณสืบพงษ์พูดถึงพื้นที่สีเขียวอยู่บ่อยครั้งตลอดบทสนทนา เพราะสวนคือธรรมชาติ และการใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติคือการเยียวยาจิตใจให้ดีขึ้นได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ที่นี่พิเศษกว่าใคร

ต้นไม้เก่าของพื้นที่ทั้ง 60 ต้นยังคงอยู่ตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อน ผ่านการดูแลโดยรุกขกร พร้อมทั้งนำต้นไม้ใหม่เข้ามาลงเกือบ 300 ต้น วางแผนปลูกกันถึง 1 ปี เพราะอยากให้ที่นี่เป็นที่อยู่ในสวนหรือ Living in the Park อย่างที่วาดฝันไว้ให้ได้

“วันเปิดโครงการจะเป็นวันที่ต้นไม้เราสวยน้อยที่สุด เพราะเราวางให้ต้นไม้ต้องโตไปเรื่อย ๆ เราออกแบบระบบนิเวศของต้นไม้หมด ทั้งต้นเตี้ย กลาง และสูง แต่ละชั้นเรือนยอดก็จะทำหน้าที่ต่างกันไป ให้นก ผีเสื้อ และแมลงปอ ได้กลับมาอีกครั้ง” การวางผังสวนของที่นี่ไม่ง่าย คุณสืบพงษ์บอกเช่นนั้น ต้องช่วยกันคิดกับสถาปนิกอยู่หลายรอบ จนได้ออกมาเป็นพื้นที่สีเขียว 3 ผืนใหญ่ เพื่อให้ทุกตึกในสินธร วิลเลจ ได้อยู่ใกล้ธรรมชาติและใช้ชีวิตภายนอกได้อย่างถ้วนทั่ว

“ผมถามลูกค้าสูงอายุว่าทำไมถึงเลือกบ้านสินธร ซึ่งเป็นตึก Low Rise เขาตอบกลับมาว่า ‘พี่อยากตื่นมาได้ยินเสียงนก อยู่ชั้นล่างยังได้ยินเสียงนกบนยอดไม้’ ผมคุยกับเขาไป พร้อมมองออกไปข้างนอก เห็นต้นไม้เป็นกิ่งและยอดต้นเป็นชั้น ๆ จากในห้อง ผมก็เข้าใจสิ่งที่เขาพูด” 

นอกจากสวนสีเขียวเกินกว่าครึ่งหนึ่งของโครงการสินธร วิลเลจ สร้างขึ้นเพื่อการอยู่อาศัยที่ดีกว่าเดิม และสร้างความสบายใจในการอยู่ เรื่องพื้นที่สีเขียวนั้นก็ยังเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม ซึ่งตัวอาคารในโครงการได้รับออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ที่ว่ามานี้ จึงช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากถึง 5,000 ตันต่อปี เมื่อเทียบแล้วเทียบเท่ากับสวนลุมพินีอีกกว่า 7.5 สวน ดังนั้น คงไม่กล่าวเกินจริงไปนัก ถ้าจะบอกว่าโครงการนี้ เหมือนสร้างสวนขนาดใหญ่แบบถาวรให้กับกรุงเทพฯ

สังคมก็อยู่ได้สบาย

นอกจากจะให้ลูกบ้านอยู่สบายแล้ว การคิดอย่างรอบด้านเพื่อให้ชุมชน สังคมรอบข้างอยู่สบายด้วย เป็นอีกหนึ่งข้อสำคัญที่พวกเขาอยากให้เกิดขึ้นจากที่นี่ ตั้งแต่เราเดินทางเข้ามา จะได้เห็นทางเดินเท้าของโครงการที่ปรับปรุงใหม่ทั้งหมด แถมถนนภายในโครงการยังเปิดให้คนจากถนนรอบ ๆ ใช้ได้ เรียกว่าไม่ทิ้งชุมชนซึ่งเป็นหนึ่งใน Stakeholder

ต้นไม้ที่ปลูกเรียงรายริมถนนของโครงการนี้เองที่สะท้อนความตั้งใจของพวกเขาว่า ไม่ใช่การสร้างสวนเพื่อลูกบ้าน แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อคนที่สัญจรผ่านไปมาในพื้นที่แห่งนี้ นอกจากสดชื่นและแสนร่มรื่น นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นให้ชุมชนโดยรอบหันมาใส่ใจการสร้างพื้นที่สีเขียวมากขึ้นอีกก็เป็นได้

สุดท้ายแล้ว การพัฒนาที่ทำไว้ก็จะกลับไปสู่ 3 แนวคิดตั้งต้นของการสร้างที่นี่ อย่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้นทั้งหมด

ถอดบทเรียนที่ทำให้ผู้อยู่สบายที่สุด

เห็นความสำเร็จมากมายที่เกิดขึ้น ตัวแทนโครงการอย่างคุณสืบพงษ์ก็บอกว่าไม่ง่ายเลย 

เราว่าความเป็นผู้ให้ จริงใจ และซื่อสัตย์ เลยทำให้พวกเขามี Mindset ว่าจะสร้างที่อยู่อาศัยที่ดีให้ลูกค้าอยู่สบายเป็นหัวใจหลัก และต่อยอดเป็นสิ่งต่าง ๆ ตามมาทั้งหมดในโครงการ

ข้อสอง จากที่เราสังเกตเห็น พวกเขามีวิธีการส่งแนวความคิดนี้ไปถึงทุกคนในโครงการได้อย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ใช่แค่ผู้บริหาร แต่ทีมงานทุกคนมีแนวคิดไปในทางเดียวกัน การส่งต่อคุณค่าและคิดถึงลูกค้าเป็นอันดับแรกนี้เอง เราจึงหายสงสัยได้ไม่ยากว่าทำไมโครงการนี้ถึงประสบความสำเร็จ

อย่างที่สามคือ สร้างการมีส่วนร่วม โดยให้ Stakeholder รอบ ๆ เข้าใจพวกเขา ทั้งการลงพื้นที่ไปพูดคุยกับชุมชนจริง ๆ และสร้างความเข้าใจร่วมกัน

สุดท้ายแล้ว เราเองก็เชื่อว่าความใส่ใจในทุกรายละเอียด ทุกขั้นตอน ความคิดต่าง ทำต่าง รวมถึงการเป็นผู้ให้นั้นคือจุดเริ่มต้นที่ดีเสมอ และเราเชื่อว่าสินธร วิลเลจ กำลังดำเนินไปในแนวทางนั้น เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่สบายทั้งกายและใจในทุกมิติให้เกิดขึ้นจริง

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load