เทียบระยะทางด้วยเวลาราว 1 ชั่วโมงเศษจากกรุงเทพฯ ถึงจังหวัดนครปฐม ก็รู้สึกใกล้ขึ้นมา หากเปรียบกับเวลาบนท้องถนนกว่าจะถึงบ้านของหลายคน

และถ้าจำนวนเวลานั้นแลกด้วยคุณภาพชีวิตอีกแบบ บางคนยกมือเห็นด้วยว่าคุ้ม

การเดินทางไปเมืองส้มโอของคอลัมน์หมู่บ้านครั้งนี้ เรานัดหมาย บอน-วีรภัฎ และ วิ-วิชชุกร โชคดีทวีอนันต์ เจ้าของโครงการ The Bound House (เดอะ บาวด์เฮาส์) ที่พาตัวเองกลับบ้านเกิดมาสร้างที่อยู่อาศัย และพกความเป็นไปได้ใหม่ๆ พร้อมกับการมองเห็นศักยภาพของจังหวัดไม่เล็กไม่ใหญ่นี้

The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้

The Bound House เป็นหมู่บ้านขนาดพอดี มี Premium Townhome เพียง 20 ยูนิต และ Shop / House อีก 8 ยูนิต ที่สถาปนิกผู้ก่อตั้ง Studiotofu พ่วงตำแหน่ง Developer ตั้งใจให้บ้านโครงการแรกของเขาโปร่งเบา ไม่อึดอัด คิดถึงการใช้ชีวิตในบ้าน และการทำให้บ้านเป็นมากกว่าบ้านอย่างรอบด้าน ทั้งการทำบ้านให้ทำมาหากินได้ เป็นชุมชนขนาดย่อมที่ทำให้เห็นว่าการใส่ใจสิ่งแวดล้อมเริ่มได้จากบ้านโดยการชวนลูกบ้านแยกขยะ 6 ประเภท ทำถังฝังกลบไว้หลังบ้าน และทำให้บ้านประหยัดพลังงานได้ด้วยการออกแบบยึดหลัก Passive Design ที่ทำให้บ้านเย็นโดยพึ่งพาธรรมชาติ อย่างการไหลเวียนอากาศที่ดีโดยไม่จำเป็นต้องติดแอร์ และได้รับแสงสว่างมากพอจากหลังคาสกายไลต์ รวมถึงช่องหน้าต่าง

รถจอดเทียบ LIFE SHOP Nakhon Pathom สองสามีภรรยารอต้อนรับเราอยู่ในร้านของฝากที่เจ้าตัวบอกว่าเป็นทั้งธุรกิจใหม่ บ้าน บ้านตัวอย่าง และอีกนัยเป็นพื้นที่ส่วนกลางหมู่บ้านที่ใครๆ ก็แวะมานั่งคุยกับพวกเขาได้

The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้
The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้

 เราทักทายกันสักครู่ ก่อนได้รับคำชวนให้ขึ้นไปสำรวจบนชั้น 2 – 3 ของอาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ห้องนั่งเล่น มุมทำครัว และแอบย่องเข้าห้องนอนสีขาวสะอาดตา เข้ากันดีกับเฟอร์นิเจอร์ไม้สีอบอุ่นที่แซมด้วยภาพงานศิลปะและของตกแต่งสีสดเป็นระยะ

จากนั้นเรากลับลงมานั่งยังชั้นลอย ฟังพวกเขาเล่าถึงแนวคิดในการทำบ้านแสนคราฟต์ทั้ง 28 หลังนี้

 Creative Village

แม้นครปฐมจะเป็นจังหวัดปริมณฑล แต่ก็เป็นเมืองที่มีมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ถึง 5 แห่ง ทั้งมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม มหาวิทยาลัยคริสเตียน และบอนเองก็เห็นความเปลี่ยนแปลงของเมืองอยู่ตลอด

“เมืองมีความน่ารักๆ ยังเจนเนอเรชัน ยังเอเนอจี้ มีคาเฟ่เปิดใหม่ ร้านอาหารเปิดใหม่ มีคนมาเต็มไปหมด เลยคิดว่าถ้าเราจะทำหมู่บ้านน่ารักๆ ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ” เขาเริ่มต้นเล่า ก่อนเสริมความมั่นใจอีกอย่างว่า โลกออนไลน์ทำให้คนเข้าถึงง่าย จึงสร้างที่ไหนก็ได้เช่นกัน

แต่สิ่งที่ไม่ง่ายกลับเป็นการอธิบายให้คนรอบข้างเข้าใจ แม้หลายคนจะบอกว่าดี แต่คำว่า ‘แต่’ ก็มาพ่วงด้วยเสมอ

“ดี แต่ที่นครปฐมมีจะซื้อหรือเปล่า ถ้าอยู่เอกมัย ทองหล่อ จะไม่ว่าเลย” เป็นคำถามและคำแนะนำยอดฮิต

ดูเหมือนว่าบอนจะยึดคำว่า ‘ดี’ จากคีย์ของการทำธุรกิจมากกว่า นั่นคือ ทำของดี ยังไงก็น่าจะขายได้ ไม่ว่าช่วงเวลาไหนก็ตาม บวกกับการมองเห็นกราฟธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แนวราบในต่างจังหวัดค่อยๆ เติบโตขึ้นเรื่อยๆ แต่อาจจะไม่ได้หวือหวาเหมือนโครงการอสังหาฯ ในกรุงเทพฯ

“ตอนนั้นเราคิดว่าอยากมาเติมนครปฐม เพราะพ่อเป็นคนนครปฐมและตั้งใจทำของดีในราคาที่เหมาะสม เราสำรวจตลาดจนผลออกมามั่นใจถึงลงเสาเข็มทั้งโครงการ โดยส่วนตัวเรามาทางสายสถาปัตย์ เชื่อว่าสถาปัตยกรรมที่ดี เป็นรากฐานทางกายภาพที่จับต้องได้ เช่น คนใช้พื้นที่แล้วมันสร้างคอมมูนิตี้ขึ้นมาได้ การทำแบบ Passive Design ให้อยู่สบาย มันเหมือนเป็นแรงดึงดูดให้คนที่เห็นในข้อดี หรือมีแนวคิดคล้ายๆ กันเขาเข้าใจในสิ่งที่เราทำ

“ด้วยความที่เราไม่ใช่หมู่บ้านใหญ่มาก มีอยู่ยี่สิบแปดยูนิต ประชากรชาวอำเภอเมือง จังหวัดนครนครปฐม มีอยู่สองแสนกว่า คิดว่าน่าจะหาเจอคนที่เข้าใจ” หญิงข้างกายเสริม

The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้

Creative Village จึงเป็นคอนเซปต์หลักที่บอนใส่ลงไปในการออกแบบบ้านที่พวกเขาเองยังอยากอยู่

ทั้งคู่อยากให้ที่นี่เป็นชุมชนที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ซึ่งมักแปลงบ้านตัวเองเป็นพื้นที่ทำธุรกิจ ไม่ว่าร้านค้าหรือขายของออนไลน์ ไปจนถึงสตูดิโอทำงาน แต่ในทางการตลาด เขากลับคิดว่าสิ่งนี้นามธรรมเกินกว่าจะสื่อสารให้คนเข้าใจ ยิ่งเป็นที่จังหวัดนครปฐมด้วยแล้ว คนอาจจะงง จึงเลือก ‘บ้านที่หายใจได้’ และ ‘บ้านที่เป็นมากกว่าบ้าน’ มาเล่าภาพรวมโครงการแทน

Craft Home

The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้

ในโครงการ The Bound House มี Premium Townhome ขนาด 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 255 – 278 ตารางเมตร อยู่ 20 ยูนิต และ Shop / House ขนาด 3 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 220 ตารางเมตร อีก 8 ยูนิต

ที่นี่เป็นโครงการที่ออกมาจากชีวิตจริงของเจ้าของโครงการ คิดถึงการอยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตมากกว่าเหตุผลทางธุรกิจ เขาบอกว่าหากทำบ้านของตัวเองคงออกมาแบบนี้ โดยความต้องการของเขาก็เป็นความต้องการพื้นฐานของคนทั่วไป เช่น ขนาดไม่ใหญ่มาก บ้านโปร่งโล่ง ระบายอากาศได้ดี อยู่สบาย อบอุ่น

บ้านหายใจได้ที่ว่า จึงเกิดจากการวางแปลนตามทิศทางลม และซ่อนดีเทลการออกแบบช่องระบายอากาศไว้ใต้หลังคา ให้ไหลเวียนต่อเนื่องไปที่ช่องหน้าต่าง และพื้นที่ตรงกลางบ้านมีหลังคาสกายไลต์เพิ่มแสงธรรมชาติ ช่วยประหยัดพลังงานให้กับทาวน์โฮม บันไดและห้องน้ำให้มาอยู่ฝั่งเดียวกันเพื่อให้พื้นที่อีกฝั่งโล่งกว้าง ส่วนอาคารพาณิชย์ด้านหน้ามีเพดานสูงแบบ Double Volume กับช่องประตูหน้าต่างขนาดใหญ่และเยอะ

ฟังดูเบาสบายสมชื่อ

The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้
The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้

อีกคอนเซปต์ที่น่ารักคือ อยากให้อยู่บ้านเหมือนพักผ่อน จึงทำบ้านให้เป็นบรรยากาศรีสอร์ตที่ใช้ชีวิตอยู่ได้ทุกห้องแบบไม่อุดอู้ ด้วยการจัดสรรพื้นที่อย่างคุ้มค่า โดยเฉพาะห้องน้ำซึ่งกว้างมากแม้เป็นอาคารพาณิชย์ และตึกแถวนี้ยังแบ่งได้ถึง 3 ห้องนอน

The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้

“การทำงานของสเปซ ทำให้เกิดเรื่องความงาม ประหยัดพลังงาน และกิจกรรมของครอบครัว คล้ายๆ กับได้นกหลายตัว

เราไม่ได้เน้นความหรูหรา แต่เน้นความต่อเนื่อง ทั้งพื้นที่ ดีไซน์ และโทนสี คนเข้าไปจะรู้สึกว่านี่คือบ้านดีๆ หลังหนึ่ง เขาเกิดอารมณ์ร่วมกับมุมต่างๆ ว่าเขาจะทำพื้นที่ตรงนี้อย่างไร เห็นครัวใหญ่ๆ ก็คิดว่าตอนเช้าหรือตอนเย็นเขาจะมีกิจกรรมอะไรกับคนในครอบครัวบ้าง พื้นที่ที่มีสกายไลต์เชื่อมต่อกับข้างล่าง นอกจากเรื่องประหยัดพลังงานจากแสงธรรมชาติ เป็นเรื่องการเชื่อมต่อกิจกรรมของคนในครอบครัว เช่น พ่อแม่อยู่ข้างล่าง ลูกทำการบ้านอยู่ข้างบน แล้วเรียกลงมากินข้าว

The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้

“เรามีความคิดอีกอย่างหนึ่งคือ คนมีบ้านอยู่แล้ว ทำไมต้องมาซื้อบ้านนี้ด้วย เรามองถึงคนเจเนอเรชันใหม่ที่ถ้าไลฟ์สไตล์เปลี่ยน ก็มีโอกาสที่ที่อยู่อาศัยจะปรับตัวตาม อย่างถ้าย้อนเวลากลับไปยี่สิบถึงสามสิบปีที่แล้ว คนนิยมบ้านที่มีบริเวณสนามหญ้ากว้างๆ บ้านหลังไม่ใหญ่มาก เราเลยทำกลับกัน สร้างบ้านเต็ม เน้นต้นไม้ในบ้าน ไม้กระถางดูแลง่ายๆ ชั้นสอง ชั้นสาม ของตึกแถว มีชุดระเบียงกว้างๆ ปลูกไม้เลื้อยหรือปลูกต้นไม้ใหญ่ได้เลย เพราะทำโครงสร้างระบบกันซึมไว้แล้ว

“โดยพื้นที่ ไม่จำเป็นต้องไปทำอินทีเรียจัดๆ ลูกค้าหลายหลังบอกว่าชอบสเปซมากเลย โล่งๆ มีโต๊ะอยู่ตัวหนึ่งเป็นมาสเตอร์พีซก็สวยแล้ว เราดีใจว่าเขาเข้าใจในสิ่งที่เราพยายามสื่อว่า พอสเปซดีแล้วก็ไม่ต้องบิลด์อะไรเยอะ อยู่โล่งๆ คลีนๆ กับธรรมชาติ

The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้
The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้

“เราพยายามให้ต้นไม้เข้ามาอยู่ในพื้นที่ เพราะต้นไม้คือชีวิต ต้นเหลืองปรีดียาธรที่ปลูกไว้เป็นตัวอย่างก็ปรึกษากับภูมิสถาปนิกว่า อยากได้ต้นใบไม่ค่อยร่วง ลูกบ้านไม่ต้องดูแลยาก สวยง่าย สวยเลย ซึ่งต้นนี้ฟอร์มมันพุ่งสูง เป็นต้นไม้รากฝอยลงข้างล่าง ไม่เข้าบ้าน ต้นสารภีใน Shophouse จริงๆ เป็นต้นไม้ปลูกนอกบ้าน เลยแอบพิเศษตรงแสงธรรมชาติที่มี ทำให้เราเลี้ยงในบ้านได้ด้วย” ทั้งคู่ช่วยกันอธิบายดีเทลของบ้านที่พวกเขาแอบเรียกกันเองว่าคราฟต์โฮม เพราะทุกสเปซเต็มไปด้วยความใส่ใจ แม้กระทั่งการเลือกกระเบื้องให้ไม่เหมือนกันเพื่อเกิดความต่อเนื่องของพื้นที่

The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้

สิ่งที่ทำให้โครงการ The Bound House แตกต่างจากหมู่บ้านอื่น คือการนำสายไฟฟ้าลงดิน ด้วยไม่อยากให้เป็นมลพิษทางสายตา และยังหยิบเอาเซนส์ของพระประโทณเจดีย์ซึ่งอยู่ตรงข้ามหมู่บ้าน มาใส่ไว้ในบ้านตัวอย่างผ่านวัสดุกระเบื้องดินเผา เผื่อลูกบ้านหลังไหนจะหยิบเอาไอเดียไปใช้ก็ทำได้ 

“เราค่อนข้างพิถีพิถัน ทำโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบโฮมเมด บางทีเราเจอลูกค้าเอง ขายเอง ชวนเขาคุยถึงสารทุกข์สุขดิบ และบางครั้งก็เหมือนเก็บข้อมูลสิ่งที่เขาคิดกับบ้าน มุมนั้น มุมนี้ ที่ซื้อเพราะอะไร ไม่ซื้อเพราะอะไร” สถาปนิกพ่วงตำแหน่งเดเวลอปเปอร์เล่าว่า ที่ทำอย่างนั้นเพราะอยากรู้ฟีดแบ็กจากลูกค้าจริงๆ ซึ่งมีส่วนทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงความใส่ใจ

“ตอนนี้กำลังทำเรื่องแลนด์สเคป คิดว่าจะทำสนามเด็กเล่น สนามทรายเล็กๆ มีสวนส่วนกลาง มีสวนกินได้เล็กๆ ไม่ต้องดูแลยากมาก ลูกบ้านหลายคนก็เรียกร้องอยากได้พื้นที่เป็นลานเอาต์ดอร์ไว้เล่นบาสเกตบอล สเก็ต และเตะบอลได้ เราก็มีพื้นที่ก็อาจจะจัดให้เป็นแบบนั้น ตอนแรกจะมีแค่ลู่วิ่ง พอเป็นลาน เขาก็ใช้ประโยชน์ได้จริงๆ เราใช้วิธีคุยกับหลายๆ บ้าน และดูพฤติกรรมการใช้งานจริงๆ

“ในเมื่อต้องอยู่ที่นี่ ทำไมเราไม่ทำให้เป็นที่ที่ดีที่สุด” อดีตแฟชั่นดีไซเนอร์ย้ำ

The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้
The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้

บ้านที่อยู่อย่างอยากได้

บอนและวิเล่าว่าที่สื่อสารคำว่า ‘บ้านที่เป็นมากกว่าบ้าน’ ก็เพราะเห็นความเปลี่ยนแปลงของเทรนด์ที่อยู่อาศัยและการใช้ชีวิตของคนยุคปัจจุบัน บางคนขายของออนไลน์ก็ต้องการมุมถ่ายรูป ต้องการสตูดิโอเล็กๆ ที่บ้าน ด้วยพื้นที่สว่างจากแสงธรรมชาติ ข้อนี้ทำได้อยู่แล้ว และยังคิดถึงการทำมุมไว้ให้ถ่าย Pack Shot เล็กๆ ของตัวเองด้วย

คอนเซปต์บ้านที่ทำกิจการของตัวเองได้จึงเกิดขึ้นพร้อมกัน

The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้

 LIFE SHOP Nakhon Pathom เป็นกิจการร้านของฝากใต้บ้านที่พวกเขาอยู่ ซึ่งอยากทำให้เห็นตัวอย่างและยังเป็นเหมือนห้องรับแขกของหมู่บ้าน

“ที่นี่เป็นเหมือน Home Studio Shop เกิดขึ้นจากสินค้าของวิที่ทำขายออนไลน์ เราอยากสื่อสารออกไปว่าไม่ใช่แค่ Shop House อาคารพาณิชย์หรือว่าตึกแถวปกติ แต่เขามีชีวิตอยู่ได้ทั้งวัน ข้างล่างก็ค้าขายได้

“ในอนาคต เราตั้งใจให้ลูกบ้านหรือคนที่สนใจมาซื้อบ้าน ได้มานั่งคล้าย Self Service Unit ทุกคนเอาตังค์มาวาง ชงกาแฟ ดื่มน้ำได้”

The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้
The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้

ด้วยคอนเซปต์ทั้งหมดที่ว่ามา ดึงดูดคนที่มีความต้องการแบบเดียวกัน ลูกบ้านตอนนี้มีทั้งคุณหมอฟันที่ดีไซน์คลินิก Neighbor Tooth แบบโฮมมี่ ข้างในเป็นกระท่อมน่ารักๆ เหมือนทำฟันบ้านเพื่อน จนใครๆ ก็อยากกลับมาอีก เจ้าของแบรนด์เครื่องหนัง Nerb Handcrafted ที่แบ่งบ้านเป็นพื้นที่รังสรรค์งานทำมือ ไปจนถึงสองนักอบขนมปังโฮมเมดแห่ง The happy house ที่ในอนาคตอาจเปิดเวิร์กช็อปสอนเด็กๆ ทำขนม

จะเรียกว่าเป็นความบังเอิญที่เกิดจากความตั้งใจก็ได้

“หลายคนบอกว่าบ้านเราเลือกลูกค้า แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เลือกนะ เราโชคดีมากที่พวกเขามาเจอกันเอง” เธอว่า เมื่อคนที่มาซื้อกลายเป็นกลุ่มที่วางแผนธุรกิจไว้สำหรับ Creative Village ตั้งแต่แรก

หมู่บ้านที่อยากให้คนรักษาสิ่งแวดล้อม

ไม่น่าแปลกที่โครงการ The Bound House จะไม่มีป้ายกองโจร แถมยังมีบิลบอร์ดน้อยมาก เพราะทั้งคู่เห็นตรงกันว่าไม่อยากสร้างขยะเพิ่ม และใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียทำการตลาดด้วยคอนเทนต์ รวมถึงสื่อสารกับคนที่ตั้งใจซื้อบ้าน เพื่อช่วยวางแผนและแนะนำหลังที่เหมาะสมให้

อย่างวิดีโอที่ในเพจเฟซบุ๊กหรือเรื่องราวน่ารักๆ ทั้งหลาย พวกเขาก็คิดทำเองทั้งหมด

The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้
The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้

“เราค่อนข้างใส่ใจกับเรื่องสิ่งแวดล้อมเยอะมากๆ เราทำรั้วตะแกรงเพื่อปลูกต้นไม้แทนรั้วคอนกรีตทึบ ส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่อง Passive Cooling ลดอุณหภูมิ เพิ่มออกซิเจน ส่วนเรื่องเป็นการจัดการขยะมูลฝอย ทุกบ้านจะได้คู่มือการคัดแยกขยะ หน้าโครงการมีถังขยะแยกหกประเภทไว้ให้” บอนยังบอกอีกว่า ในบ้านตัวอย่าง เขาทำถังหมักปุ๋ยไว้ให้ดูด้วย เพราะเขาเชื่อว่าการเริ่มต้นจากหลังครัวตัวเองดีที่สุด

คนดีไซน์คู่มือก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นฝีมือวิ ผู้อินเรื่องการแยกขยะและ Zero Waste มาตั้งแต่ไหนแต่ไร

The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้

“เราพยายามทำกราฟิกน่ารักๆ เช่น หลอดแบบนี้ใช้เวลาสี่ร้อยปีกว่าจะย่อยหมด พะยูนเกิดมาแล้วตายกี่ตัว ถ้าทำได้ก็จะดี เข้าใจว่าบางคนอยากแยกแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ที่ถังเลยมีกราฟิกอธิบายอย่างละเอียดๆ นิดหนึ่ง เพราะเรารู้บางทีเขาไม่ได้อยากทิ้ง แต่เขารีบ หรือไม่รู้ว่าต้องแยกยังไงบ้าง ก็ค่อยๆ ปรับตัวไป อย่างบางคนบอกว่ายังไงเขาก็เอาไปเทรวม ถึงแม้จะเทรวม แต่ก็ทำงานได้เร็วขึ้นเยอะ เพราะเราแยกมาแล้ว ล้างมาแล้ว เลยคิดว่าขอเป็นส่วนเล็กๆ ถ้าเราไม่ทำใครจะทำ ต้องค่อยๆ เริ่ม

The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้
The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้

“รวมถึงการรียูสหรือใช้อะไรซ้ำๆ ด้วยนะ อย่างเฟอร์นิเจอร์ของบ้านที่เราอยู่หลังนี้ พยายามซื้อใหม่ให้น้อย บางโต๊ะเอามาจากออฟฟิศ เก้าอี้ในบ้านไม่ต้องเหมือนกันก็ได้ คือถ้าเรารียูสได้ มันคือเบอร์หนึ่งของการช่วยเรื่องการใช้ทรัพยากร นี่ส่งผลมาถึงสินค้าในร้านด้วยที่เอาเศษผ้ามาใช้ เราอยากลองชุบชีวิตใหม่ให้มันให้ออกมาเป็นของมีคุณค่าและคนซื้อ”

สิ่งที่พวกเขาทำได้มีการปรึกษาเทศบาลกับจังหวัด ซึ่งหน่วยงานต่างๆ เห็นชอบและสนับสนุน จนมีคนของภาครัฐ มาเยี่ยมชมและดูงานว่าทำอย่างไร บางทีก็มาจากจังหวัดอื่น เพื่อนำแนวคิดไปปรับใช้บ้าง

หมู่บ้านที่มีแต่เพื่อนบ้านและบ้านเพื่อน

“เรามีความภูมิใจในเจ้าของบ้านทุกหลัง ส่วนใหญ่มีอาชีพที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดความคึกคัก มีลูกค้าคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า เขาจะกำเงินห้าล้าน หกล้าน ไปซื้อบ้านที่ไหนก็ได้ แต่เพื่อนบ้านเขาซื้อไม่ได้ เราดีใจ (พูดพร้อมกัน) และสิ่งที่เราดีใจมากที่สุดเลยนะ ไม่ใช่การที่ลูกค้าทำสัญญาจองโอน แต่พอเขาเข้ามาอยู่แล้วบอกกับเราว่า บ้านพี่มันอยู่ดีจริงๆ เลย บางหลังไม่ติดแอร์แต่ข้างล่างก็อยู่ได้ อันนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขมากกว่าลูกค้าโอนบ้าน” คนทำหมู่บ้านพูดด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เขาเล่าเพิ่มว่า หากบ้านหลังไหนมีปัญหา จะพยายามช่วยแก้ เพราะอยากให้ลูกบ้านได้ของดีที่สุด ตรงนี้อาจเป็นอีกเหตุผลที่ช่วยให้คนรู้สึกว่าที่นี่ไม่เหมือนที่อื่น เพราะเจ้าของอยู่เอง มีอะไรก็เดินมาคุยกันได้

ด้วยการออกแบบพื้นที่ที่เอื้อให้คนทำงานอยู่บ้านได้ ทั้งสองมองว่าปัจจุบันสถานที่ทำงานกับบ้านอาจแยกกันไม่ออกแล้ว บางครั้งการเล่นกับลูกอาจได้ไอเดียใหม่ๆ และเมื่อพื้นที่อยู่สบาย แยกเป็นสัดส่วน มีมุมของตัวเอง ยิ่งทำให้มีพลังในการคิดสร้างสรรค์ ซึ่งมีข้อดีพวงมาอีกหนึ่งคือได้อยู่กับคนที่รัก ในฐานะคนอยู่เอง วิให้ความเห็นว่า เป็นเรื่องดีที่ทำหลายๆ อย่างในบ้านได้ บอนเองก็คิดเช่นนั้น

The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้

“เวลามีชีวิตอยู่ที่นี่ หมู่บ้านเราก็ได้ดู ได้มีชีวิตกับลูก มีเพื่อนบ้านใหม่ที่เอาขนม เอากล้วยมาฝากกัน ปลูกผักก็เอามาฝาก บางทีเราเห็นลูกบ้านหลังนั้นมาสั่งขนมจากหลังนี้ หลังนี้ไปปรึกษาเรื่องสเก็ตบอร์ดกับหลังนู้น บางวันเด็กๆ ในหมู่บ้านก็ไปนั่งทำขนมในบ้านเขา หรืออย่างบางทีเขาแอบส่องต้นไม้บ้านเรา เห็นอาการไม่ค่อยดีก็ถามว่าให้ผมไปดูแลก่อนมั้ย แล้วช่วยดูแลให้ เราก็เหมือนได้เพื่อนดีๆ เพิ่ม”

หากไม่ถามถึงปัญหาคลาสสิกอย่างที่จอดรถเห็นจะไม่ได้ แต่เรื่องนี้บอนคิดแก้ปัญหาไว้ตั้งแต่ตอนออกแบบโครงการ ซึ่งทาวน์โฮมหลังใหญ่ทำที่จอดรถให้ 4 คัน ส่วนอีก Type มีที่จอดรถ 2 คน ปลูกสลับกัน ซึ่งหากลูกค้าถามถึงกฎหรือมาตรการในการจอดรถ เขาจะบอกตรงๆ เลยว่า ถ้าบ้านไหนมีเยอะหรือจะมีปัญหาที่จอดรถไม่พอ เลือกหลังใหญ่ดีกว่า และด้านหน้ามีอีกหนึ่งแถวสำหรับลูกค้าของ Shop / House

“เหมือนเขาจะมีความเกรงใจกันอยู่เองด้วย” เธอเกริ่น

“เราคุยกันว่าเราโชคดีที่ลูกค้าเราน่ารัก กลายเป็นความบังเอิญกลับมาเป็นคอมมูนิตี้เล็กๆ ตอนเย็นก็เล่นบาสเกตบอล เล่นสเก็ตบอร์ดกัน เป็น Creative Village ที่เราตั้งใจ เราก็ลืมไปแล้วเหมือนกันว่าตอนแรกเราชอบคำนี้” เธอว่าต่อพร้อมหยิบแฟ้มซึ่งบรรจุเรื่องราวคอนเซปต์ ภาพร่าง ในวันที่ขายงานให้ครอบครัวฟังมาเปิดให้ดู

“โชคดีของเราจริงๆ” เสียงย้ำของเขา ดังขึ้นกลบเสียงพลิกหน้ากระดาษจนไปหมด

The Bound House หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนครปฐม ที่แต่ละหลังทำกิจการของตัวเองในบ้านได้

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

หมู่บ้าน

แนวคิดของผู้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่

“คุณอยากสนิทกับเพื่อนบ้านหรือเปล่า?”

เช้าเดินไปซื้อกับข้าวกับพี่ข้างบ้าน บ่าย ๆ ไปธุระก็ฝากลูกไว้กับป้าบ้านตรงข้าม พลบค่ำตั้งวงนั่งเล่นกีต้าร์ร้องเพลงในซอย

เขาว่ากันว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม แต่ไหนแต่ไร เผ่าพันธุ์ของพวกเรามักจะรวมตัวตั้งถิ่นฐานเป็นกลุ่มเป็นก้อน ญาติพี่น้องอยู่ด้วยกัน คนเชื้อสายใกล้เคียงกันอยู่ด้วยกัน

เวลาผ่านไป ความเป็นเมืองและเทคโนโลยีคืบคลานเข้ามาในหลายพื้นที่ เราจึงดำรงชีวิตกันอย่างปัจเจกชนมากขึ้น มากเสียจนเราอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนข้างบ้านชื่ออะไร ตรงกันข้าม เราอาจสนิทชิดเชื้อกับเพื่อนที่อาศัยอยู่ห่างไป 100 กิโลเมตรมากกว่าเสียอีก

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

“เราสนใจแนวคิดเรื่องชุมชนมาตั้งแต่เริ่มตั้งสถาบันครับ” ทวี เรืองฉายศิลป์ จากสถาบันอาศรมศิลป์เล่าย้อน

“จนกระทั่งปี 2010 เราริเริ่มโครงการ Co-housing ‘บ้านเดียวกัน’ ขึ้น” เขาพูด Co-housing ที่ว่า หมายถึงชุมชนที่เกิดขึ้นโดยผู้คนที่ตั้งใจจะอาศัยอยู่ร่วมกัน มีกลุ่มบ้านส่วนตัวรายล้อมพื้นที่ส่วนกลางที่ใช้ร่วมกัน “ตอนนั้นแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างชุมชน หรือคำว่า Co-housing เป็นที่รับรู้ขึ้นในไทยมากกว่าสมัยก่อนหน้า แต่ก็ยังไม่ได้แพร่หลายเป็นวงกว้างในสังคม แม้จะมีโครงการบ้างแล้วก็ตาม”

วันนี้ กลุ่มสถาปนิกจากสถาบันอาศรมศิลป์ ภาณุมาศ ชเยนทร์, ธนา อุทัยภัตรากูร, ปิยะ พรปัทมภิญโญ, วริศรา ไกรระวี, ทวี เรืองฉายศิลป์ และ ยิ่งยง ปุณโณปถัมภ์ จะมาพูดคุยเกี่ยวกับ ‘Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp’ โปรเจกต์ใหม่ที่กำลังเปิดรับสมัครสมาชิก ซึ่งคล้ายจะเป็นหนังภาคต่อของบ้านเดียวกันเมื่อ 10 กว่าปีก่อน แต่แตกต่างด้วยวันเวลา สังคม และความเข้าใจของคนสมัยใหม่ที่เพิ่มมากขี้น

ถึงเวลาแล้วที่ ‘เชียงดาว’ เมืองธรรมชาติสวยแห่งเชียงใหม่จะมีชุมชนที่ผู้คนต่างที่มาร่วมกันสร้าง

Co-housing ที่พวกเขากำลังปลุกปั้นกันในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการปฏิเสธสังคมที่วิวัฒน์ไปข้างหน้า หากแต่เป็นอีกลักษณะของการอยู่อาศัย ที่จะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับสังคมไทยต่อไปได้

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp
สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

มองหาความเป็นไปได้

“Co-housing เกิดจากกลุ่มคนที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันมาก่อน แต่อยากอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน เลยมาร่วมกันออกแบบที่อยู่อาศัยของตัวเอง” ยิ่งยงเริ่มอธิบายนิยามของลักษณะการอยู่อาศัยที่ยังไม่มีคำแปลตายตัวในภาษาไทย

“จริง ๆ มีได้หลายรูปแบบเลยนะครับ” ทวีเล่าด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น “จะเป็นแก๊งเพื่อนที่รู้จักกันอยู่แล้วก็ได้ หรือเป็นญาติพี่น้องที่ชวนกันไปอยู่ก็ได้ครับ คล้าย ๆ ครอบครัวขยายในอดีต แต่แนวคิดการอยู่ร่วมกันในรูปแบบนี้ เปิดโอกาสว่าไม่จำเป็นต้องเป็นเครือญาติกัน แค่มีความสนใจบางอย่างตรงกันก็อยู่อาศัยร่วมกันได้”

“Co-housing แตกต่างจากบ้านจัดสรรตรงเราเลือกคนที่จะมาอยู่ด้วยกันได้” ภาณุมาศพูดถึงข้อดี “ถ้าเราซื้อบ้านจัดสรร ก็แค่เดินดูบ้านที่อยากได้ทำเลนั้น ๆ แล้วไปวัดดวงกันว่า คนที่อยู่ในซอยย่อยเดียวกับเรา ข้างบ้านเราจะเป็นใคร แต่พอเราทำแบบนี้ เราได้คุย ได้รู้จักกันก่อน และลดต้นทุนการผลิตด้วยการแชร์พื้นที่ส่วนกลางบางส่วนร่วมกันได้”

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

แนวคิด Co-housing ถือกำเนิดครั้งแรกที่เดนมาร์ก ในช่วงปี 1970 โดยเริ่มที่ Saettedammen เป็นแห่งแรก จากนั้นก็ออกเดินทางไปสู่ประเทศอื่น ๆ ที่มาที่ไปของแนวคิดนี้คือ มีคนบางกลุ่มเชื่อว่าธรรมชาติของมนุษย์ต้องการอยู่ร่วมกัน จึงเริ่มรวมกลุ่มเพื่อสร้างชุมชน การรวมกลุ่มนี้ตอบโจทย์พวกเขาหลายอย่าง ทั้งในแง่ของวิถีชีวิตที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน จิตวิญญาณของการอยู่อาศัย การแชร์ทรัพยากร-สิ่งอำนวยความสะดวกร่วมกัน และในแง่เศรษฐกิจ ช่วยทำให้แต่ละคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไปพร้อม ๆ กับประหยัดค่าใช้จ่าย

หลายปีต่อมา จากโลกตะวันตกก็มาสู่เอเชีย Co-housing เริ่มเกิดขึ้นทั้งในจีน ญี่ปุ่น รวมถึงในประเทศไทย อาศรมศิลป์เองก็ริเริ่มโครงการ ‘บ้านเดียวกัน’ ขี้นมาในรูปแบบ Co-housing แม้ว่าแนวคิดในลักษณะนี้จะยังเป็นเรื่องใหม่ที่คนไทยไม่คุ้นชินก็ตาม พวกเขาคิดว่าสังคมไทยมีประสบการณ์ร่วมกันที่ว่าสมัยก่อนก็อยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวขยาย อยู่กันเป็นชุมชน จึงน่าจะประยุกต์รูปแบบของ Co-housing เข้ามาใช้ได้

ถึงตรงนี้เราก็ตั้งข้อสงสัยว่า แนวคิดแบบ Co-housing นั้นดูจะแตกต่างจากการอยู่ร่วมกันของชุมชนไทยสมัยก่อนไหมนะ แถมวิถีชีวิตคนในปัจจุบันก็เปลี่ยนไปมากด้วย

“เราไม่ได้คิดว่าอยากเอาของไทยสมัยก่อนกลับมา” ยิ่งยงอธิบายให้ชัดเจน “เราแค่คิดว่าความเป็นชุมชนไทยน่าจะฝังอยู่ใน DNA ความทรงจำ หรือความรู้สึกนึกคิดของเรา มันน่าจะมีต้นทุนที่เอาเรื่องนี้กลับมาได้”

“แล้วถ้านำ Co-housing เข้าไปอยู่ในแนวคิดของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มันน่าจะตอบโจทย์ความต้องการของสังคม” ซึ่งโครงการบ้านเดียวกันนี้ เป็นทั้งวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาโท สถาบันอาศรมศิลป์ และเป็นทั้งโครงการที่ลงทุนจริง สร้างจริง มีผู้คนเข้าไปอยู่อาศัยด้วยกันจริง ๆ

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp
สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

บทเรียนจากบ้านเดียวกัน

‘บ้านเดียวกัน’ เป็นชื่อโครงการที่เป็นร่มใหญ่ ซึ่งมีโครงการย่อยในหลายรูปแบบ โครงการหนึ่งเป็นกลุ่มบ้านที่ออกแบบให้พี่น้องที่เคยอยู่ด้วยกันตอนเด็ก ได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้งในวัยชรา โครงการหนึ่งก็เป็นหมู่บ้านใกล้ที่ทำงานของเหล่าพนักงาน มีกระบวนการให้แต่ละคนออกแบบวิถีการอยู่อาศัยร่วมกัน อีกโครงการหนึ่งเป็นกลุ่มบ้านของผู้ปกครอง-เด็กโรงเรียนรุ่งอรุณ ที่ต้องการอยู่ใกล้โรงเรียน และสุดท้ายคือโครงการคอนโด Low-rise 8 ยูนิตย่านลาดพร้าว

สังเกตได้ว่า Co-housing ในความหมายของอาศรมศิลป์ ไม่ค่อยจำกัดรูปแบบอาคารเท่าไหร่ กลับกันคือ พวกเขาพยายามผลักดันให้เกิดความหลากหลายขึ้น โดยมีแนวคิดของการอยู่ด้วยกัน เกื้อกูลกัน แชร์ทรัพยากรซึ่งกันและกันเป็นจุดร่วม

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp
สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

“บ้านเดียวกัน มีบางโครงการที่ก่อสร้างจนสำเร็จ ในขณะที่บางโครงการก็ไม่” ยิ่งยงว่า

เป็นเรื่องปกติที่ระหว่างกระบวนการจะมีการเปลี่ยนหน้าสมาชิก เมื่อเงื่อนไขในชีวิตของบางคนเปลี่ยน ก็ต้องมีการหาสมาชิกใหม่มาแทนให้ครบ ทำให้ไม่ใช่ทุกโครงการจะประสบความสำเร็จจนได้ก่อสร้างจริง

“ตอนนั้นเราสรุปบทเรียนอยู่ 2 เรื่อง” ยิ่งยงสะท้อนหลังจากที่ผ่านเวลานั้นมาราวสิบปี

“อย่างแรกคือทักษะการคลี่คลายความขัดแย้ง การอยู่บนความแตกต่างของคนไทยที่ยังไม่มากพอ”

“บทเรียนที่ 2 คือ ยุคนั้นมันมีข้อจำกัดในการสื่อสาร ตอนทำบ้านเดียวกัน ช่องทางการสื่อสาร โซเชียลมีเดียยังไม่แพร่หลาย” เราคิดตาม ใช่ แม้ในปี 2010 จะมีอินเทอร์เน็ตใช้แล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่าผู้คนทุกเพศทุกวัยไม่ได้ไลน์หากันเช้าเย็นอย่างถนัดมือเหมือนทุกวันนี้

นอกเหนือจาก 2 เรื่องที่มีปัจจัยมาจาก ‘คน’ ก็มีเรื่องการประชาสัมพันธ์อีกเรื่องที่ยิ่งยงได้สะท้อนออกมา

“ตอนนั้นเราประชาสัมพันธ์โครงการผ่านช่องทางเดียวกับตลาดทั่วไปเลย ออกงานแฟร์ โปรโมตแบบโครงการบ้านอสังหาริมทรัพย์เลยครับ” สถาปนิกจากอาศรมศิลป์พูด “เราคิดว่าเราประชาสัมพันธ์โครงการไปไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายของเราจริง ๆ คนไม่ค่อยรู้กัน ทีนี้พอมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นระหว่างกระบวนการ ก็หาคนเข้ามาทดแทนเพื่อไปต่อไม่ได้”

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

ครั้งใหม่ที่เชียงดาว

จนเมื่อปี 2021 มาถึง ก็มีสมาชิกในกลุ่มมะขามป้อมที่เชียงดาว ต้องการขายที่ดินขนาดประมาณ 5 ไร่ เพื่อหารายได้สนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม ด้วยมิตรภาพที่มีให้กันมาอย่างยาวนานของสมาชิกท่านนั้นและ แบน-ธีรพล นิยม ผู้ก่อตั้งสถาบันอาศรมศิลป์ ประกอบกับเห็นว่าเป็นการนำเงินไปใช้ประโยชน์กับกิจกรรมทางสังคม แบนจึงรับซื้อไว้ด้วยความเต็มใจ ซึ่งเมื่อเขาได้ไปดูที่ดินด้วยตาของตัวเอง ก็เล็งเห็นว่าที่ดินน่าจะมีศักยภาพในการขับเคลื่อนให้เกิดชุมชนแห่งการแบ่งปันและเกื้อกูลอย่าง Co-housing ได้

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

“มันเป็นจังหวะที่เรารู้สึกว่า ผ่านมา 10 ปี สังคมก็เปลี่ยนไป สมัยนู้นตอนพูดว่า Co-housing เป็นสิ่งที่เฉพาะกลุ่มมาก ๆ แต่ยุคนี้คนทั่วไปเริ่มรู้จักแล้ว กลุ่มคนที่มีความต้องการเฉพาะก็มีมากขึ้น โซเชียลมีเดียเองก็เข้าถึงกลุ่มคนได้หลากหลายมากขึ้น เราเลยอยากทดลองดูว่า ถ้าเอาแนวคิดนี้มาทำในยุคสมัยนี้จะเกิดขึ้นจริงได้ไหม”

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

ไซต์นี้อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของตัวเมืองเชียงดาว มีท้องไร่ท้องนา มีทุ่งน้ำนูนีนอยอยู่ใกล้ ๆ ดอยหลวงเชียงดาวซึ่งมองได้จากไซต์ ก็เป็นพื้นที่ที่ยูเนสโกเพิ่งประกาศให้เป็นพื้นที่สงวนทางชีวมณฑลแห่งล่าสุดของประเทศไทย เพราะตีนดอยเป็นเขตร้อน และบนดอยเป็นเขตอบอุ่น ทำให้พืชพรรณและสัตว์ต่าง ๆ ที่นี่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก

ย่านนั้นเป็นพื้นที่ที่คนหลงรักเชียงดาวเข้ามาลงหลักปักฐานกัน โดย ‘Makhampom Art Space’ ของกลุ่มละครมะขามป้อม และ ‘มาลาดาราดาษ’ ที่เปิดเวิร์กชอปเกี่ยวกับศิลปะ เป็นหนึ่งในกัลยาณมิตรที่อยู่ในชุมชนนั้น การรวมตัวกันของทุกคนก็มีข้อดี ทำให้ได้พึ่งพาอาศัยกัน และที่สำคัญคือได้ใช้สาธารณูปโภคร่วมกันด้วย

เมื่อคิดภาพตามที่ยิ่งยงเล่า ทั้งวิวท้องนากว้างใหญ่ วิวภูเขาสวย ๆ ทั้งสังคมโดยรอบและกิจกรรมที่เกิดขึ้น ตัวเราเองก็คงมีความสุขทีเดียวที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในบรรยากาศแบบนั้นทุกวัน

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

ขยับทีละขั้นตอน

การที่ Co-housing สักที่จะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้ (รวมถึงที่เชียงดาวนี้ด้วย) จะต้องมีกระบวนการที่ประกอบไปด้วย 3 ขั้นตอนหลัก ๆ

ขั้นตอนแรกก็คือ การรวมกลุ่ม (Forming Group)

ทวีเล่าว่า ตอนที่เดนมาร์กเริ่มมี Co-housing ในยุค 60 – 70 เขาจะเริ่มจากการรวมกลุ่มสมาชิกที่คิดแบบเดียวกัน จากนั้นก็ศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนด้วยการปรึกษานักอสังหาริมทรัพย์ นั่นคือเริ่มต้นด้วยการไม่มีที่ดิน

“โดยทั่วไป บางโครงการก็เริ่มต้นโดยไม่มีสถาปนิก อย่างโครงการหนึ่งที่เราทำอยู่ ชื่อว่า ‘สวนปันสุข’ เป็นกลุ่มเพื่อนวัยเกษียณที่เชียงใหม่อยากสร้างบ้านอยู่รวมกันในช่วงบั้นปลายชีวิต ซึ่งเริ่มจากเขามีที่ดินที่หางดง แล้วหาสมาชิกกันเอง พอเขาหาข้อมูล ก็เจอโครงการบ้านเดียวกันแล้วติดต่อเรามาโดยตรง” แต่สำหรับโปรเจกต์เชียงดาวของอาศรมศิลป์นั้น เริ่มมาด้วยที่ดินและสถาปนิก ก่อนที่จะเสาะหาสมาชิกมาร่วมแก๊ง

“ทุกวันนี้ในบางประเทศ จะมีพวกเว็บไซต์กลางของ Co-housing อยู่ค่ะ” วริศราพูดขึ้นมา “เราเข้าไปเริ่มโปรเจกต์ได้ บอกคร่าว ๆ ว่าอยากอยู่ย่านตรงไหน และอยากให้บ้านของเราเน้นไปที่อะไร”

วริศราบอกว่าส่วนหนึ่งที่สำคัญของการรวมกลุ่ม คือการตั้งวิสัยทัศน์ (Vision) เพื่อเรียกคนที่เหมือน ๆ กันมารวมตัวกัน แล้วเธอก็ยกตัวอย่างวิสัยทัศน์ที่กลุ่มอื่น ๆ เคยตั้ง อย่างเช่นที่เดนมาร์ก มีกลุ่มที่รวมตัวสร้าง Co-housing จากไอเดียว่า ‘เด็ก 1 คนไม่ควรถูกเลี้ยงมาด้วยพ่อแม่คู่เดียว’ และ ‘ผู้หญิงไม่ควรต้องเลือกระหว่างเลี้ยงลูกหรือไปทำงาน’ ซึ่งที่นั่นก็เป็นสังคมของคนมีลูก ที่ช่วยกันดูแลลูกได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้เธอยังพูดถึง Co-housing ที่เยอรมนี ที่เน้นเรื่องการประหยัดพลังงาน ซึ่งเมื่อคนที่มีอุดมการณ์เดียวกันมาอยู่รวมกันแล้ว ก็ทำให้ต้นทุนถูกลง

วิสัยทัศน์ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน หากจะกำหนดกว้าง ๆ ว่าเป็นเรื่องเกษตร พลังงาน สังคม ก็ไม่มีปัญหา เป็นไปตามความสนใจของสมาชิกแต่ละกลุ่ม

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

ได้สมาชิกกันแล้ว ขั้นตอนต่อมาก็คือ กระบวนการออกแบบ (Design Process) ขั้นตอนนี้นี่แหละที่เราคิดว่าสนุกและคงวุ่นวายใช่เล่น โดยเฉพาะเมื่อเหล่าสมาชิกไม่ได้รู้จักมักจี่กันมาก่อน

สิ่งแรกที่พูดคุยกันในขั้นนี้คือการออกแบบวิถีชีวิต ทั้งเรื่องส่วนตัว และเรื่องส่วนรวม ซึ่งเรื่องเหล่านี้จะมากับบุคลิก นิสัย ความชอบ หรืออาชีพของสมาชิกของแต่ละคน จากนั้นก็ถกกันเรื่องสภาพแวดล้อม ว่าอยากให้ Co-housing ที่จะสร้างนี้หน้าตาเป็นอย่างไร แล้วปิดท้ายด้วยเรื่องของการศึกษากฎหมาย กรรมสิทธิ์ และข้อตกลงของการอยู่ร่วมกัน

“อย่างของบ้านเดียวกัน 2 ที่เป็นของผู้ปกครองและเด็กโรงเรียนรุ่งอรุณ เราก็เริ่มจากนัดกินข้าวกันก่อน” ทวีเริ่มยกตัวอย่างถึงขั้นตอนกระบวนการออกแบบที่เคยเกิดขึ้นกับเคสเก่า เขาบอกว่าการกินข้าวร่วมกันนั้นสำคัญ เพราะถือเป็นการทดลองใช้ชีวิตร่วมกัน แม้แต่การเอาน้องหมามาทำความคุ้นเคยก็สำคัญไม่แพ้กัน (บางคนเขาก็กลัวหมานะ)

“ตอนนั้นเราให้แต่ละคนพรินต์รูปบ้านมาคุยกัน ส่วนเด็ก ๆ ก็จะเป็นเวิร์กชอปให้วาดรูปบ้าน

“การเอาบ้านมาคุยกันมันเป็นเหมือนกระบวนการที่ได้รู้จักกันมากขึ้น เหมือนเล่าว่าบ้านในฝันของเรามันมีวิถีชีวิตยังไง เราก็จะเห็นจุดร่วมและจุดต่าง โดยโครงการบ้านเดียวกัน 2 จุดร่วมของเขาคืออยากให้ชุมชนตรงนี้เน้นเรื่องธรรมชาติ”

ธนาสรุปการพูดคุยของโครงการนี้ว่า ทำให้ได้ข้อตกลงเรื่องพื้นที่สาธารณะที่จะใช้ร่วมกัน อย่างชานไม้หลังบ้านริมน้ำตลอดแนว และการกำหนดพื้นที่จอดรถ ซึ่งการกำหนดพื้นที่สาธารณะนั้นเป็นไปได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความเห็นชอบของสมาชิก บางทีก็มีห้องรับแขกกลางไว้ใช้ร่วมกัน บางทีก็มีครัวกลางสำหรับจัดปาร์ตี้สนุก ๆ เชื่อมความสัมพันธ์ คล้าย ๆ กับ Clubhouse ของหมู่บ้านใหญ่

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp
ชานไม้หลังบ้านของ ‘บ้านเดียวกัน 2’
สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

“ในฐานะที่เป็นกระบวนกร เราต้องตั้งคำถามและการดีไซน์ให้ไปสู่คำถามที่เขาไม่กล้าถาม” ภาณุมาศเผยเคล็ด “คือบางทีนั่งอยู่ด้วยกันไม่กล้าถาม เราก็ต้องเป็นคนถามให้ว่า ที่คนนี้บอกว่าต้องการให้มีสเปซแบบนี้ พี่รู้สึกยังไงบ้าง”

นอกจากนี้พวกเขาก็ย้ำว่า แม้ Co-housing จะเป็นพื้นที่ในการอยู่อาศัยร่วมกัน แต่ก็ต้องแบ่งชัดระหว่างส่วนตัวกับส่วนรวม ไม่คลุมเครือทั้งในแง่การใช้งานในชีวิตประจำวัน และในแง่กรรมสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งหากใช้โฉนดร่วมเป็นผืนเดียว สุดท้ายแล้วจะมีข้อจำกัดเกิดขึ้น วันหนึ่งหากใครจะนำบ้านไปจำนองเพื่อกู้เงินทำธุรกิจ ก็จะไม่ยืดหยุ่นมากพอ

เราถามถึงขั้นตอนกระบวนการออกแบบที่จะเกิดขึ้นกับโปรเจกต์เชียงดาว ธนาบอกว่าตอนนี้ได้กำหนดไว้เพียงคร่าว ๆ จะต้องดูก่อนว่าสมาชิกที่มาเป็นแบบไหน แต่ตอนเริ่มทุกคนจะได้เยี่ยมชมโครงการบ้านเดียวกัน พร้อมพูดคุยกับคนที่อยู่จริงมาก่อน เพื่อหาคำตอบว่าบ้านในลักษณะนี้เหมาะหรือไม่เหมาะกับตัวเองกันแน่

“แล้วเราก็ต้องพาเขาไปเชียงดาว ให้เขาเห็นความเป็นกายภาพ และได้ใช้เวลาซึมซับบรรยากาศอย่างน้อย 24 ชั่วโมง ทั้งตอนเช้า หัวค่ำ ตอนพัฒนาแบบร่วมกันจะได้อ้างอิงถึงสิ่งที่มีประสบการณ์ร่วมกันได้” ทวีบอกด้วยว่าเมื่อถึงจุดหนึ่ง สมาชิกก็ควรจะนัดรวมตัวกันเองโดยไม่มีสถาปนิกเป็นระยะ ๆ เพื่อทำความรู้จักกันให้มากขึ้น ก่อนได้เป็นเพื่อน(ร่วม)บ้านกันจริง ๆ

และเมื่อกระบวนการออกแบบจบลงแล้ว ก็ไปถึงขั้นตอนท้ายสุด คือการก่อสร้าง (Construction) ซึ่งหลังจากขั้นตอนนี้ บางกรณีที่สมาชิกยังไม่ครบ อาจต้องมีกระบวนการตามหาสมาชิกที่เหลือผ่านทางช่องทางต่าง ๆ ต่อด้วย

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

พลังวิเศษในผู้คน

ตอนนี้ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp กำลังอยู่ในช่วงเปิดรับสมัครสมาชิกในบ้าน เริ่มมีผู้ที่สนใจพากันยื่นใบสมัคร ทางอาศรมศิลป์ก็ปลื้มใจ และได้ติดต่อกลับไปพูดคุยกับเขาเหล่านั้นเป็นบางส่วนแล้ว 

“มีคนหนึ่งที่เราฟังเขาแล้วรู้เลยว่าเขามีความตั้งใจอยากสร้างชุมชนที่ดีจริง ๆ” ทวีเล่า เมื่อเราถามถึงความประทับใจที่ได้เริ่มทำโปรเจกต์นี้ “จากที่อยู่กันอย่างปัจเจก ผมเชื่อว่าถ้าได้มาที่นี่ทุกคนอาจจะได้มีโอกาสใหม่ ๆ ในชีวิต อาจจะได้ไปทำงานที่นั่น และมีคนในชุมชนที่พร้อมจะซัพพอร์ตกัน”

“อย่างที่เราพูดเรื่องวิสัยทัศน์ไป เรื่องช่วยกันเลี้ยงลูก หรือดูแลกันยามเจ็บป่วย เราว่าการอาศัยอยู่ร่วมกันในรูปแบบนี้ มันน่าประทับใจตรงที่สามารถช่วยแก้ปัญหาสังคมได้ในหลาย ๆ ส่วนค่ะ” วริศราพูดบ้าง

“โครงการนี้มันท้าทายที่จะแสดงให้เห็นพลังของคำว่าชุมชน การที่คนมารวมกัน มันมีพลังในตัวของมันอยู่แล้ว” ปิยะเชื่อแบบนั้น เขาบอกว่า Co-housing ในสังคมไทย อาจชวนให้คนหันกลับมามองพลังของคนตัวเล็ก ๆ ที่รวมกลุ่มกันทำอะไรบางอย่าง สำหรับเขาแล้ว นี่เป็นโครงการที่ท้าทายสำหรับผู้คนที่จะมาสมัครด้วย

พูดถึงความท้าทายของผู้อยู่อาศัยไปแล้ว แล้วอะไรคือความท้าทายสำหรับสถาปนิกล่ะ-เราถามต่อด้วยความอยากรู้

“ในมุมสถาปนิกเรามองเรื่องพื้นที่ เราอยากสร้าง ‘พื้นที่บังเอิญเจอกัน’ สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพบปะ ส่งเสริมความเป็นชุมชน เราต้องคิดว่ากายภาพแบบไหนที่ทำให้คนรู้สึกว่าชีวิตไม่ได้ขาดออกจากกันและดูมีชีวิตชีวา” ปิยะตอบอย่างมุ่งมาด ทำให้ยิ่งยงที่ฟังอยู่เสริมว่า การออกแบบสถาปัตยกรรมไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ศิลปินหนึ่งคนรังสรรค์ขึ้นมา แต่มันเป็นปฏิบัติการทางสังคม เพราะสถาปัตยกรรมส่งผลต่อชีวิตคนมากกว่าแค่ความสวยงาม

“อาจารย์ที่อาศรมศิลป์ชอบพูดว่า คนสร้างสรรค์สถาปัตยกรรม แล้วสถาปัตยกรรมก็ย้อนกลับมาสร้างความเป็นคนของเรา” ยิ่งยงกล่าว

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

งานครั้งนี้สถาปนิกมีหน้าที่ ‘ฟัง’ เพื่อจับความต้องการของสมาชิกซึ่งเป็นนามธรรม แล้วออกแบบเป็นรูปธรรม เรียกว่าจริง ๆ แล้วสมาชิกเป็นผู้ออกแบบ แล้วสถาปนิกมาร่วมเป็นกระบวนกร ท้ายที่สุดแล้วชาวอาศรมศิลป์ก็อยากให้โปรเจกต์นี้สำเร็จลุล่วง และเป็นต้นแบบให้โปรเจกต์อื่น ๆ ต่อไปในอนาคตได้

“ไม่อยากให้รู้สึกว่าฉันไม่มีพื้นฐานด้านออกแบบ ฉันจะร่วมไม่ได้ เราล้วนมีความเป็นนักออกแบบในตัวอยู่แล้วครับ” ปิยะทิ้งท้ายให้ผู้อ่านทุกคนที่สนใจร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกของ Co-housing หลังใหม่แห่งเชียงดาว

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp
สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

ภาพ : สถาบันอาศรมศิลป์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load