นักลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง Cryptocurrency คงเคยได้ยินแนวความคิด Decentralized คำศัพท์ใหม่ที่ผุดขึ้นมาเพื่ออธิบายวงการการเงินแห่งอนาคต ลดความเป็นศูนย์กลางของระบบแล้วกระจายความเป็นเจ้าของไปสู่มือทุกคน แต่เราไม่ได้จะโฆษณาชวนให้ทุกท่านลงทุนแต่อย่างใด เพราะคอลัมน์หมู่บ้านครั้งนี้ จะเล่าถึงแนวความคิดไร้ตัวกลางในมุมมองของที่อยู่อาศัยในอนาคตต่างหาก ที่สำคัญ อาจเปลี่ยนโลกนี้ไปเลยก็ได้

สถานที่แห่งนั้นมีชื่อว่า ‘The Aardehuizen’ ในเมือง Olst ซึ่งแปลตรงตัวว่า บ้านดิน หมู่บ้านอีโค่แห่งแรกในเนเธอร์แลนด์ที่ทำแบบ Decentralized ให้ทุกคนเป็นเจ้าของ นอกจากความไฮเทค ยังรักษ์โลกเป๊ะทุกอณู ตั้งแต่ใช้ขยะและวัสดุธรรมชาติมาสร้างบ้าน โดยคนอยู่ต้องมาช่วยกันทำ ผลิตไฟฟ้าจนแบ่งกันได้ ใช้น้ำรีไซเคิลซึ่งถูกกรองแบบธรรมชาติสุดๆ ไปจนถึงเก็บเกี่ยวอาหารตามหลักการ Permaculture ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อสร้างวิถีชีวิตกินอยู่อย่างยั่งยืน

ว่าแล้วก็ลองไปเคาะประตูดูสักหน่อยดีกว่า ว่าหมู่บ้านแห่งนี้ทำได้อย่างไร ทำไมใครๆ ถึงยกให้เป็นต้นแบบที่อยู่อาศัยในอนาคต

ระบบการใช้ชีวิตในอนาคต 

ความคิดแรกเริ่มที่ชาวเนเธอร์แลนด์ผันตัวมาสร้างต้นแบบย่านยั่งยืนหลายแห่ง เพราะเป้าหมายตามอนุสัญญาปารีส ที่รัฐบาลประกาศหนักแน่นว่าจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ 80 – 90 เปอร์เซ็นต์ ภายใน ค.ศ. 2050 ซึ่งแผนการของพวกเขาคือ การเปลี่ยนให้เกิดเป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนขึ้น

ซึ่งตามอนุสัญญานี้ เราเลยได้เห็นโปรเจกต์หลากหลายจากอีกฟากฝั่ง ทั้ง SchoonSchip เมืองลอยน้ำอัจฉริยะ จนถึง De Ceuvel พื้นที่สังสรรค์ด้วยเทคโนโลยีสะอาด สร้างเป็นต้นแบบเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านสภาพอากาศอย่างที่ตั้งใจ

โดยจุดร่วมของโครงการทั้ง 2 โครงการและ The Aardehuizen คือการใช้ระบบไมโครกริด (Microgrid) 

The Aardehuizen หมู่บ้านพึ่งตัวเองในเนเธอแลนด์ ผลิตไฟฟ้าใช้เองและไม่ทิ้งภาระให้โลก

ระบบไฟฟ้าแบบปันกัน

ความเก๋ของเจ้าไมโครกริด หรือเรียกในหน่วยย่อยว่า SIDE (Smart Integrated Decentralized Energy) คือระบบการบริหารไฟฟ้าที่สร้าง จำหน่าย และควบคุมได้ภายในพื้นที่เดียวให้มากที่สุด 

นักวิจัยต่างบอกว่าเทคโนโลยีไมโครกริดทำให้ท้องถิ่นมีพลังงานแบบหมุนเวียนได้ถึงร้อยละ 90 และมีศักยภาพที่จะพึ่งพาตนเองอย่างเต็มที่ในอนาคต การสำรองไฟฟ้ามากเกินไปเป็นการเพิ่มต้นทุนและเสียเปล่าของพลังงาน ถ้าติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพิ่ม จะกินไฟที่ผลิตแค่ร้อยละ 30 ส่วนพลังงานที่เหลือจากการแบ่งจ่ายก็กลับคืนสู่กริดกลางเพื่อเก็บไว้ใช้ได้

 และเมื่อไฟฟ้าถูกผลิตและส่งต่อไปยังบ้านเรือน ทุกคนในหมู่บ้านก็จะกลายเป็นเจ้าของร่วมกัน ทั้งมีพอให้ใช้ เก็บสำรองได้เมื่อเหลือ และมีสิทธิ์เผื่อแผ่ไปยังเพื่อนบ้านหรือหมู่บ้านใกล้เคียงได้อีกด้วย เจ๋งดีแท้!

ซึ่งเขายังคาดการณ์กันอีกว่า ในอีก 29 ปี ครึ่งหนึ่งของบ้านเรือนในสหภาพยุโรปจะหันมาผลิตพลังงานหมุนเวียนแบบนี้เป็นของตัวเองเช่นกัน เป็นกุญแจสำคัญที่พาเราไปสู่เมืองสีเขียวในอีกหลายปีข้างหน้า

The Aardehuizen หมู่บ้านพึ่งตัวเองในเนเธอแลนด์ ผลิตไฟฟ้าใช้เองและไม่ทิ้งภาระให้โลก

ระบบออกแบบบ้านกันเอง

หมู่บ้านแห่งนี้สร้างตั้งแต่ 6 ปีที่แล้ว ได้แรงบันดาลใจมาจาก Earthships หรือบ้านที่ออกแบบจากบรรดากระป๋องน้ำอัดลมและขยะรีไซเคิลของ ไมเคิล อี. เรย์โนลส์ (Michael E. Reynolds) เมื่อ ค.ศ. 1970 ซึ่งถือว่าล้ำมากๆ ในยุคนั้น

ด้วยแนวคิดเดียวกัน จึงกลายมาเป็นบ้าน 23 หลังที่ใช้วัสดุยั่งยืน ซึ่งปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับชาวดัตช์มากขึ้น ตั้งแต่สร้างกำแพงจากยางรถยนต์เหลือทิ้ง ก่อด้วยดินและฟางเพื่อให้โครงสร้างแข็งแรง แถมยังใส่ใจถึงการออกแบบหลังคาให้เอียง 9 องศา เพื่อรับแสงมากในหน้าหนาว และรับแสงน้อยในหน้าร้อน พร้อมติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ด้านบน ตกแต่งโดยรอบด้วยแผ่นเก็บพลังงานแสงอาทิตย์และหม้อต้มไอน้ำไฟฟ้า สำหรับสร้างพลังงานไฟฟ้าและความร้อนเอง เพื่อลดการใช้แก๊สและเชื้อเพลิงต่างๆ 

The Aardehuizen หมู่บ้านพึ่งตัวเองในเนเธอแลนด์ ผลิตไฟฟ้าใช้เองและไม่ทิ้งภาระให้โลก
The Aardehuizen หมู่บ้านพึ่งตัวเองในเนเธอแลนด์ ผลิตไฟฟ้าใช้เองและไม่ทิ้งภาระให้โลก

ส่วนระบบน้ำบาดาล ก็จะได้รับการกรองขาเข้าและทดสอบคุณภาพอย่างสม่ำเสมอว่าพร้อมดื่มใช้ ส่วนน้ำทิ้งก็ต้องถูกกรองขาออก ก่อนปล่อยลงสู่ดินเช่นกัน

ของเสียทั้งหลายเขาก็ไม่ปล่อยให้เสียของ เพราะทุกครัวเรือนใช้ระบบสุขาแบบปุ๋ยหมักสุขี คือเก็บสิ่งปฏิกูลไว้เป็นปุ๋ย ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำดื่มเพื่อกดชักโครกหนึ่งครั้งได้หลายพันลิตรต่อปี และปุ๋ยนี้เก็บแร่ธาตุล้ำค่าไว้เต็มเปี่ยม เอาไปใช้เพาะปลูกต่อได้

หมู่บ้านแห่งอนาคตที่พึ่งตัวเองได้ครบด้าน มีระบบไฟฟ้าของตัวเอง ด้วยแนวคิด Decentralized ให้ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน
ภาพ : Finding A Better Way To Live
หมู่บ้านแห่งอนาคตที่พึ่งตัวเองได้ครบด้าน มีระบบไฟฟ้าของตัวเอง ด้วยแนวคิด Decentralized ให้ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน

สำคัญที่สุดคือ บ้านทุกหลังต้องสร้างกันเอง!

โครงการนี้เป็นการพัฒนาที่อยู่อาศัยส่วนบุคคล ซึ่งได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่ดูแลเรื่องการก่อสร้างที่พักอาศัยอย่าง CPO (Collectief Particulier Opdrachtgeverschap) ให้คนอยู่ออกแบบและสร้างหมู่บ้านตามใจนึก คือหาผู้รับเหมาหรือสถาปนิกเองได้ และบางส่วนก็ยังได้อาสาสมัครนับพัน ทั้งชาวดัตช์และหลายประเทศที่อยากมาเรียนรู้หมู่บ้านแห่งนี้ ช่วยลงมือก่อผนัง วางหลังคา คิดกันว่าอยากให้ออกมารูปแบบไหน ด้วยเหตุนี้เราเลยได้เห็นบ้านถึง 23 แบบ 

หมู่บ้านแห่งอนาคตที่พึ่งตัวเองได้ครบด้าน มีระบบไฟฟ้าของตัวเอง ด้วยแนวคิด Decentralized ให้ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน
หมู่บ้านแห่งอนาคตที่พึ่งตัวเองได้ครบด้าน มีระบบไฟฟ้าของตัวเอง ด้วยแนวคิด Decentralized ให้ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน
หมู่บ้านแห่งอนาคตที่พึ่งตัวเองได้ครบด้าน มีระบบไฟฟ้าของตัวเอง ด้วยแนวคิด Decentralized ให้ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน

จากการลงมือสร้างเอง บ้านในโครงการนี้เลยนับว่าใช้ต้นทุนน้อยกว่าบ้านทั่วไปมาก ทั้งยังใช้วัสดุเหลือทิ้งและไม้ที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่น มีเพียงค่าใช้จ่ายส่วนของแผงโซลาร์เซลล์ ตัวกรองน้ำ และอุปกรณ์ต่างๆ เพิ่มเติมเท่านั้นเอง 

ระบบกระจายอำนาจ

ความน่าสนใจอีกอย่างของหมู่บ้านแห่งนี้คือ ผู้อยู่อาศัยทุกคนจัดการทุกอย่างได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งส่วนกลาง จึงเอื้อให้เกิดโครงข่ายเศรษฐกิจแบบแบ่งปันกัน แถมยังได้เป็นเจ้าของพลังงานหมุนเวียนแบบระบบสังคมประชาธิปไตย (Sociocracy)

หมู่บ้านแห่งอนาคตที่พึ่งตัวเองได้ครบด้าน มีระบบไฟฟ้าของตัวเอง ด้วยแนวคิด Decentralized ให้ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน

ไม่ว่าจะดำเนินกิจกรรมใดๆ ทุกคนต้องพูดคุยจนเห็นพ้องต้องกัน และมีการแบ่งชุมชนดูแลรับผิดชอบในส่วนต่างกันออกไป ทั้งการก่อสร้างไปจนถึงการเงิน 

หลายคนอาจเกิดถามในใจ เมื่อต้องลงความเห็นกันทุกเรื่องแบบนี้ แถมแบ่งกันดูแลจะซับซ้อนไปหรือเปล่า แต่เชื่อไหมว่าระบบโครงสร้างระบบสังคมแบบ The Aardehuizen ทำให้หมู่บ้านนี้ลดความขัดแย้งไปได้เยอะ และเกิดการเคารพซึ่งกันและกันมากขึ้นเสียอีก ซึ่งเป็นตัวอย่างอันดีให้ชุมชนอื่นศึกษาและทำตามในอนาคตได้แน่นอน

หมู่บ้านแห่งอนาคตที่พึ่งตัวเองได้ครบด้าน มีระบบไฟฟ้าของตัวเอง ด้วยแนวคิด Decentralized ให้ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน

ระบบหมู่บ้านแห่งอนาคต

ระบบหมู่บ้านอีโค่แห่งนี้ จะเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เนเธอร์แลนด์ช่วยลด Carbon Footprint และเข้าใกล้เป้าหมายในการลดการปล่อยคาร์บอนลงถึง 95 เปอร์เซ็นต์ได้ในอีก 2 ทศวรรษ 

โดยนำร่องให้โครงการน้องใหม่อย่าง SmartHoods ที่กำลังวางแผนและต่อยอดภายใต้การดูแลของทีมงานอย่าง Florijn de Graaf ผู้เชี่ยวชาญด้าน Smart Grid Expert และ Simon Goddek ผู้เชี่ยวชาญด้าน Aquaponics ครอบคลุมทั้งระบบไฟฟ้าในรูปแบบ Blockchain ให้ซื้อขายและบริหารกันได้เองแบบ Peer-to-peer รวมถึงระบบน้ำแบบ Aquaponics ที่เปลี่ยนน้ำเสียให้กลายเป็นน้ำดีเวียนไปเรื่อยๆ 

และพวกเขายังคิดไปถึงการเปลี่ยนน้ำเสียปนเปื้อนสิ่งปฏิกูล (Black Water) และน้ำทิ้ง (Gray Water) ไปผลิตก๊าซชีวภาพ แล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนและพลังงานไฟฟ้า ส่วนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นจากการผลิต นำไปใช้ประโยชน์ในเรือนเพาะชำของระบบอควาโปนิกส์ต่อ เพื่อให้พวกมันโตเร็วขึ้น

ที่ว้าวไปกว่านั้น SmartHoods จะสร้างระบบอาหารได้เอง โดยยึดหลักวัฏจักรฟอสฟอรัสแบบปิด (Closed Phosphate Cycle) ทำให้สารตั้งต้นที่สำคัญต่อกระบวนการของสิ่งมีและไม่มีชีวิต เกี่ยวเนื่องกับระบบห่วงโซอาหาร อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการ หมุนเวียนกลับมาสร้างความมั่นคงทางอาหารได้ไม่รู้จบ 

แล้ววันหนึ่งที่นี่จะมีพลังงานหมุนเวียนเองได้แบบ 100 เปอร์เซ็นต์ และกลายเป็นศูนย์กลางระบบกระจายอำนาจของทรัพยากรต่างๆ อย่างทั่วถึง

หมู่บ้านแห่งอนาคตที่พึ่งตัวเองได้ครบด้าน มีระบบไฟฟ้าของตัวเอง ด้วยแนวคิด Decentralized ให้ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน
หมู่บ้านแห่งอนาคตที่พึ่งตัวเองได้ครบด้าน มีระบบไฟฟ้าของตัวเอง ด้วยแนวคิด Decentralized ให้ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน

ส่วนข้อแนะนำสำหรับอนาคตอันไกลที่ทีมผู้สร้างมองเห็น หมู่บ้านแห่งนี้จะไม่ใช่หยุดแค่ภายในประเทศ แต่อยากขยายไปเป็นระดับทวีปจนถึงระดับโลก ซึ่งแต่ละประเทศก็ต้องลองศึกษาทั้งนโยบายและข้อบังคับด้านพลังงานดูว่า จะปรับใช้ระบบนี้ในหมู่บ้านได้มากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าเป็นพื้นที่ที่น้ำไฟเข้าถึงยากหรือมีค่าใช้จ่ายสูง เราว่าระบบนี้ก็เป็นตัวเลือกที่ดีทีเดียว นอกจากช่วยให้เราอยู่อย่างพึ่งตัวเองได้แล้วยังช่วยรักษาโลกใบนี้ให้อยู่อย่างดีได้นานขึ้น

ขอบคุณภาพและข้อมูลอ้างอิง

www.aardehuis.nl 

amsterdamsmartcity.com

smarthoods.nl

www.overgrowthesystem.org

Graaf, Florijn. (2018). New strategies for Smart Integrated Decentralised Energy Systems.

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

หมู่บ้าน

แนวคิดของผู้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่

60 

  เห็นตัวเลขนี้ทีไรก็นึกถึงอายุขวบปีที่ต้องเกษียณออกจากงานที่ทำสู่คำว่าผู้สูงวัย แต่ก่อนจะถึงเวลานั้น เราจะใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างไรให้มีความสุข 

เราพบอีกหนึ่งโครงการน่าสนใจอย่าง ‘จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ (Jin Wellbeing County)’ ซึ่งความพิเศษแรกอยู่ตรงที่ นี่คือคอนโดมิเนียม Wellness Mixed Use 7 ชั้น 5 อาคาร ขนาด 494 ยูนิตเพื่อผู้สูงวัยโดยเฉพาะ ความพิเศษข้อต่อมาคือได้ผู้มีประสบการณ์ด้านโรงพยาบาลและการแพทย์กว่า 40 ปีอย่าง ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป (THG) มาเป็นผู้พัฒนาโครงการ จนกลายเป็นความพิเศษข้อที่สาม คือการนำสุขภาพแบบบูรณาการ หรือ Integrated Healthcare มาผนวกกับที่พักอาศัย (Active Living) จนสร้างที่อยู่ทางเลือกแห่งนี้ได้สำเร็จ 

แต่ความเจ๋งแจ๋วยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ เพราะเราพาไปคุยกับ ทิมโมตี้ เลิศสมิติวันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทธนบุรี เวลบีอิ้ง จำกัด ผู้ดำเนินการโครงการจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ ถึงที่มาที่ไปและแนวคิดการออกแบบให้ชาวสูงวัยอยู่ดีทั้งกายและใจในช่วงบั้นปลายอย่างแท้จริง 

Jin Wellbeing County คอนโดมิเนียมทางเลือกใหม่เพื่อชาวสูงวัย ดีไซน์เพื่อวัยเกษียณสนุก

เปลี่ยนหมู่บ้านสูงวัยในภาพจำ

ไม่บอกก็คงพอเดาได้ ว่าทำไมประเทศไทยถึงยังต้องการโครงการที่พักอาศัยเพื่อวัยเกษียณ

เพราะจากกราฟสถิติ พบว่าประชากรที่อายุเกิน 60 ปีขยายเพิ่มขึ้นมากถึง 13 ล้านคน แต่เมื่อเทียบกับจำนวนหมู่บ้านที่รองรับผู้สูงอายุได้ กลับมีจำนวนน้อยมาก นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ Jin Well Being กลายเป็นโครงการที่อยู่อาศัยที่อยากทำหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจรเป็นแห่งแรก ๆ ในไทย

“แม้เราจะเห็นโรงพยาบาลเปิดใหม่เยอะขึ้น แต่เราเห็นว่าโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้หรือในโครงการที่พักเพื่อผู้สูงอายุยังไม่มาก ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป ซึ่งทำเรื่องโรงพยาบาลมา 55 ปี เห็นความสำคัญข้อนี้ เลยอยากสร้างหมู่บ้านผู้สูงอายุโดยเฉพาะ เพราะเรารู้ว่าประชากรในส่วนนี้กำลังโตขึ้นเรื่อย ๆ ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 6 – 7 ปีที่ผ่านมา” คุณทิมโมตี้เกริ่นถึงที่มา 

  คงปฏิเสธไม่ได้กับข้อเท็จจริงดังกล่าวเรื่องแนวโน้ม Aging Society ที่เกิดขึ้น แต่ถ้าถามกันตามตรง วัยเก๋าและลูกหลานหลายคนคงส่ายหัว ถ้ารู้ว่าต้องไปอยู่บ้านพักคนชราหรือแม้กระทั่งหมู่บ้านสำหรับผู้สูงอายุ อาจด้วยความเชื่อดั้งเดิมที่ว่าการเป็นลูกต้องกตัญญูและเลี้ยงดูพ่อแม่ในยามแก่เฒ่า ห้ามปล่อยให้พวกเขาไปอยู่โครงการเพื่อผู้สูงวัย กลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับโครงการ ซึ่งคุณทิมโมตี้บอกว่าเผชิญกับความท้าทายนี้เช่นกัน

“คนไทยหลายคน พอได้ยินเรื่องหมู่บ้านผู้สูงอายุครั้งแรก ก็บอกว่าไม่มีทางไปแน่นอน ต่อต้านก่อน แต่ถ้าลองคิดอีกมุม ในบ้านที่มีผู้สูงอายุ เราให้เขานั่งติดวีลแชร์อยู่เฉย ๆ ในบ้าน ลูกหลานไม่ให้ออกไปไหนเพราะห่วงไปหมด พอคนแก่ต้องอยู่ติดบ้านทุกวันเป็นเวลาหลายปี เขาก็เบื่อ หรือไม่ได้รับการดูแลที่ถูกต้อง คิดในอีกแง่ ถ้าเขาได้เจอเพื่อนคนวัยเดียวกัน ได้อยู่ในการดูแลของแพทย์ ได้ทำกิจกรรมที่ชอบ พวกเขาก็จะสนุกและมีชีวิตชีวาขึ้น” 

เปิดบ้านทดลองอยู่

คำถามต่อมาคือ แล้วโครงการนี้เปลี่ยนความคิดของพวกเขาอย่างไร คำตอบก็น่าสนใจมาก นั่นคือทางโครงการให้คนมาทดลองใช้ชีวิตจริง ๆ ก่อนซื้อได้

“อีกกรณีคือ บางครั้งพ่อแม่ที่เป็นผู้สูงอายุไม่อยากมาเอง แต่ลูกอยากให้มา เขาก็ไม่รู้ว่าจะพูดยังไง เดี๋ยวจะโดนหาว่าพาเขาไปทิ้งหรือเปล่า เราก็เลยเริ่มจากการชวนมาทำกิจกรรมก่อน เช่น เรามีวันเก็บผัก ชวนแวะมาแบบไปเช้าเย็นกลับ ให้เขาได้มาเจอเพื่อน ๆ แล้วเราก็มีกิจกรรม Open House กันทุกเดือน ให้เชิญพ่อแม่มานอนที่นี่ เราเปิดห้องให้ทดลองมาอยู่ฟรี มีอาหารบริการ ลองอยู่ก่อนได้ในวันเสาร์และอาทิตย์” 

คุณทิมโมตี้บอกว่าพอเริ่มให้พวกเขาคุ้นชินและสนุก เหล่าชาวสูงวัยก็จะอยากกลับไปที่โครงการเองเพราะเริ่มมีเพื่อน ส่วนคนที่ติดใจก็ซื้อที่พักเข้ามาอยู่เลย และอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้สูงวัยหลายคนไม่อยากซื้อบ้านหลังปลดระวาง เพราะเมื่อเกษียณตัวไปก็ต้องกลับบ้านต่างจังหวัด เพื่อกลับไปหาญาติหรือเพื่อนที่มีอยู่ดี

“เราเลยพยายามสร้างเพื่อนใหม่ ให้เขาได้เจอสังคมใหม่ รวมทั้งยังรักษาเพื่อนเก่าเขาให้ยังอยู่ อย่างถ้ามีเพื่อนมาจากต่างจังหวัด ก็นัดแก๊งเพื่อนมาเจอกันที่นี่ จะเก็บผัก เล่นเกม หรือทำกิจกรรมที่ดีด้วยก็ได้ เพื่อน ๆ ของลูกบ้านที่ดีเขาก็ดีใจที่ได้เจอกัน มันเลยไม่เหงา” คุณทิมโมตี้กล่าวถึงความตั้งใจของโครงการในการสร้างคอมมูนิตี้ชาวสูงวัย

สร้าง Hybrid Lifestyle 

แต่กว่าจะออกมาเป็นโครงการที่พักเพื่อผู้สูงอายุได้เช่นนี้ ต้องผ่านการลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วน จากตอนแรกที่คิดออกแบบอย่างคนทำโรงพยาบาลกลับไม่ตอบโจทย์ หรือคิดแบบคนทำอสังหาริมทรัพย์ก็ยังไม่เวิร์ก 

“เราทดสอบมาทุกแบบแล้ว เพราะหมู่บ้านผู้สูงอายุแบบนี้ยังไม่มีใครที่มาสอนเราได้ จะเลียนแบบใครก็ยาก เลยต้องลองผิดลองถูกจนได้ประสบการณ์ และทุกคนที่เข้ามาบอกว่าใช่ ก็ค้นพบว่าต้องสร้างโครงการนี้แบบ Hybrid ทั้งกึ่งโรงแรม กึ่งคอนโดมิเนียม กึ่งโรงพยาบาล และกึ่งโรงเรียน” เมื่อเดินสำรวจพื้นที่ ก็พบว่าที่นี่ออกแบบอย่างที่คุณทิมโมตี้ว่าจริง ๆ

ภายในโครงการขนาด 140 ไร่ การออกแบบที่พักอาศัยของ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ ภายใต้อาคาร Low Rise 7 ชั้น ประกอบด้วยพื้นที่กิจกรรมมากมาย แถมยังอนุญาตให้เดินทางสะดวกใกล้ย่านชานเมืองแบบมีรถไฟฟ้าเข้าถึง ผนวกกับสิ่งอำนวยความสะดวกที่คิดมาเพื่อความปลอดภัย 

Jin Wellbeing County คอนโดมิเนียมทางเลือกใหม่เพื่อชาวสูงวัย ดีไซน์เพื่อวัยเกษียณสนุก
Jin Wellbeing County คอนโดมิเนียมทางเลือกใหม่เพื่อชาวสูงวัย ดีไซน์เพื่อวัยเกษียณสนุก

ประกอบด้วยจำนวน 5 อาคารชื่อคล้องจองและความหมายดี แบ่งเป็นคลัสเตอร์ 1 คือ อาคารสิริ และอาคารสราญ รวมทั้งคลัสเตอร์ 2 ได้แก่ อาคารรุ่งเรือง อาคารร่มเย็น และอาคารรื่นรมย์

แม้จะมีห้องพักให้เลือกทั้งแบบ 1 ห้องนอน และ 2 ห้องนอน แต่ฟังก์ชันด้านในก็ออกแบบมาให้โปร่ง โล่ง กว้าง ไม่ต่างกัน โดยห้องพักมีแสงธรรมชาติเข้าถึงและระบายอากาศได้ดี ด้วยเหตุผลที่ว่าหากมีลูกหลานหรือเพื่อนฝูงแวะมานอนค้างด้วย หรือแวะมาทำกิจกรรมร่วมกันในพื้นที่ส่วนกลาง ก็จะได้ไม่แออัด สมกับเป็นคอนโดฯ ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับความต้องการของชาวสูงวัยมากกว่า 

แถมยังคิดมาแล้วว่าต้องไม่มีพื้นต่างระดับ รวมถึงไม่มีธรณีประตู เพื่อลดความเสี่ยงการสะดุดหกล้ม ใช้วัสดุกันลื่นสำหรับพื้นห้อง จนถึงระบบไฟในห้องที่เป็นระบบเซ็นเซอร์อัตโนมัติ ให้ผู้สูงอายุเดินเหินตอนกลางคืนได้ปลอดภัย และถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินเมื่อไหร่ ก็กดปุ่มบนหัวเตียงเพื่อเรียกเจ้าหน้าที่พยาบาลได้ตลอดเวลา

Jin Wellbeing County คอนโดมิเนียมทางเลือกใหม่เพื่อชาวสูงวัย ดีไซน์เพื่อวัยเกษียณสนุก
Jin Wellbeing County คอนโดมิเนียมทางเลือกใหม่เพื่อชาวสูงวัย ดีไซน์เพื่อวัยเกษียณสนุก

และถ้าสำรวจดี ๆ ภายในห้องน้ำก็ใช้วัสดุกันลื่นเช่นกัน พร้อมติดตั้งราวจับเพื่อช่วยในการทรงตัว ส่วนบานประตูแบบเลื่อน ออกแบบมาเพื่อป้องกันผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคความจำเสื่อม อาจเปิดประตูไม่ได้หรือล้มหมดสติ และไม่ต้องแปลกใจหากห้องน้ำมีขนาดใหญ่ ก็เพื่อรองรับรถเข็นในกรณีที่ผู้สูงวัยนั่งวีลแชร์ได้ด้วย 

นอกจากนี้ ความกึ่งโรงพยาบาลยังอยู่ที่การออกแบบทุกอย่างในโครงการให้เป็นแบบ Universal Design ทุกพื้นที่ต้องให้รถวีลแชร์เข้าถึงได้ทั้งหมด ไม่มีโค้งหักศอกหรือห้องเล็ก ๆ ที่เดินยาก ทั้งยังมีโรงพยาบาลธนบุรีอยู่ภายในพื้นที่โครงการ และหากลูกบ้านเจ็บป่วยฉุกเฉิน ทีมแพทย์จะเข้าช่วยเหลือได้ภายใน 3 นาที มีหน่วยพยาบาลเตรียมพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง และหากเกิดเหตุฉุกเฉินใด ๆ Tracking บริเวณข้อมือจะส่งสัญญาณไปยังห้องฉุกเฉินทันที

ตัวโรงพยาบาลเองนอกจากรักษาอาการเจ็บป่วยทั่วไป ยังออกแบบมาเพื่อดูแลสูงวัยในระยะยาว โดยดูแลสุขภาพแบบบูรณาการ (Integrated Healthcare) เพื่อผู้สูงวัยโดยเฉพาะ และหากเป็นผู้ป่วยติดเตียง หรือมีโรคประจำตัวที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ก็มีบุคลากรทางการแพทย์คอยให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด เรียกได้ว่าใกล้มือหมอสุด ๆ 

ใครสนใจขยับแข้งขาเคลื่อนไหว ก็มี จิณณ์ เวลเนส (Jin Wellness) ศูนย์เสริมสร้างสุขภาพเวชศาสตร์ชะลอวัย ช่วยออกแบบโปรแกรมเพื่อป้องกันและชะลอโรคภัยต่าง ๆ เฉพาะบุคคล เช่น การตรวจความยืดหยุ่น การทรงตัว รวมทั้งสุขภาพกายและใจ จนถึงออกกำลังกายภายใต้การดูแลของนักวิทยาศาสตร์การกีฬาเตรียมเอาไว้ให้ด้วย ดูแลกันเรื่องสุขภาพโดยลูกหลานไม่ต้องคอยนั่งกังวลเลย

Jin Wellbeing County คอนโดมิเนียมทางเลือกใหม่เพื่อชาวสูงวัย ดีไซน์เพื่อวัยเกษียณสนุก

Active Living, Active Learning

แนวคิดการออกแบบที่สำคัญอีกข้อก็คือ Active Living and Learing ซึ่งเป็นตัวกำหนดพื้นที่สีเขียวและกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในโครงการนี้ เพราะความตั้งใจสร้าง Active Aging Society สังคมผู้สูงวัยให้ยังกระปรี้กระเปร่า

ชวนสำรวจที่อยู่แนวตั้งกึ่งโรงเรียน โรงแรม คอนโดมิเนียม และโรงพยาบาล ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ให้เกษียณได้แบบไม่เหงา

ยกตัวอย่างเช่น การออกแบบ Landscape ในพื้นที่ จากปกติโครงการที่อยู่อาศัยถูกกำหนดให้มีสวนเพียง 20 – 30 เปอร์เซ็นต์ แต่ที่นี่กลับเลือกขยายไปถึง 50 เปอร์เซ็นต์ หรือครึ่งหนึ่งของพื้นที่ทั้งหมด 

“เราอยากสร้างสวนให้ผู้สูงอายุจริง ๆ ไม่ใช่แค่ความร่มรื่นหรือความสวยงาม แต่อยากเอื้อประโยชน์ต่อการใช้งาน เราไปคุยกับผู้สูงอายุแล้วเขาบอกว่า อยากมีสวนไว้เดิน ไว้นัดเจอเพื่อน หรือบางทีก็แก้เครียด พวกเขาควรได้ใช้งานพื้นที่สีเขียว อีกอย่าง เราไม่อยากให้คนอยู่แต่บ้าน เราจะสร้างความท้าทายให้พวกเขาขยับและมีกิจกรรมทำตลอด” คุณทิมโมตี้เล่าความตั้งใจในการสร้างสวนขนาดใหญ่กลางโครงการ 

ชวนสำรวจที่อยู่แนวตั้งกึ่งโรงเรียน โรงแรม คอนโดมิเนียม และโรงพยาบาล ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ให้เกษียณได้แบบไม่เหงา
ชวนสำรวจที่อยู่แนวตั้งกึ่งโรงเรียน โรงแรม คอนโดมิเนียม และโรงพยาบาล ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ให้เกษียณได้แบบไม่เหงา

สวนแห่งนี้ได้รับการออกแบบโดยบริษัทภูมิสถาปนิกอย่าง Shma Company Limited ซึ่งได้รับรางวัลการันตีจากหลายเวที ทำให้สวนแห่งนี้มีทางเดินยาวที่ปลอดภัยสำหรับออกกำลังกายท่ามกลางธรรมชาติ ส่งผลดีต่อการบำบัดและฟื้นฟูร่างกายของผู้สูงวัย เพราะทำให้ออกกำลังกายได้นานขึ้น รวมถึงมีสวนหินบำบัด ช่วยปรับสมดุลร่างกายให้ผู้สูงวัยรู้สึกสดชื่นขึ้นเมื่อเดินเท้าเปล่า 

นอกจากนี้ ยังสร้างให้ความกว้างของทางเดินใหญ่กว่าทางเดินปกติ (ประมาณ 1.5 – 2 เมตร) มากพอที่จะให้รถเข็นวีลแชร์เข็นผ่านสะดวก มีราวจับอย่างน้อย 1 ด้านตลอดเส้นทาง โดยออกแบบให้กลมกลืนไปกับตัวสวน เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดิน พร้อมจุดนั่งพักทุก ๆ 30 – 50 เมตร ที่สำคัญคือ มีกล้องวงจรปิดกระจายอยู่ทั่วทั้งสวน พร้อมกับเจ้าหน้าที่ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งหมดนี้ก็ย้ำความตั้งใจในการออกแบบเพื่อมวลชนอย่างที่บอกไปข้างต้นได้เป็นอย่างดี 

อีกหนึ่งข้อสำคัญที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือการเป็นโครงการที่พักอาศัยกึ่งโรงเรียน

ชวนสำรวจที่อยู่แนวตั้งกึ่งโรงเรียน โรงแรม คอนโดมิเนียม และโรงพยาบาล ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ให้เกษียณได้แบบไม่เหงา
ชวนสำรวจที่อยู่แนวตั้งกึ่งโรงเรียน โรงแรม คอนโดมิเนียม และโรงพยาบาล ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ให้เกษียณได้แบบไม่เหงา

ไม่ว่าคุณจะอยากทำกิจกรรมอะไร แค่บอกมา ที่นี่ก็มีให้ ทั้งห้องคาราโอเกะ ห้องเกม ห้องอเนกประสงค์ ศาลาสมาธิในสวนไม้ไผ่ สระออกกำลังกาย ฟิตเนส ไปจนถึงลานกิจกรรมกลางแจ้ง

ชวนสำรวจที่อยู่แนวตั้งกึ่งโรงเรียน โรงแรม คอนโดมิเนียม และโรงพยาบาล ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ให้เกษียณได้แบบไม่เหงา
ชวนสำรวจที่อยู่แนวตั้งกึ่งโรงเรียน โรงแรม คอนโดมิเนียม และโรงพยาบาล ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ให้เกษียณได้แบบไม่เหงา

“เราบอกแล้วว่าจะท้าทายคุณไปเรื่อย ๆ เราจะให้ลูกบ้านออกไป Jin Wellbeing Farm ฟาร์มผักออร์แกนิก เดินออกไปทะเลสาบด้านหลัง แล้วถ้าเราทำเลนจักรยานรอบ ๆ เสร็จในระยะถัดไป ก็จะให้คุณขี่ไปหรือจะเดินรอบหมู่บ้านได้ กิจกรรมเยอะมากจนคุณจะไม่ได้อยู่เฉย ๆ” 

เราพาเดินมายังด้านหลังโครงการเฟสแรก พบกับแปลงกระบะผักสวนครัวทดลอง ที่ทางโครงการอนุญาตให้ลูกบ้านแต่ละหลังจับจองพื้นที่เป็นของตัวเองได้ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมคลายเหงาให้ชาวสูงวัย 

ชวนสำรวจที่อยู่แนวตั้งกึ่งโรงเรียน โรงแรม คอนโดมิเนียม และโรงพยาบาล ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ให้เกษียณได้แบบไม่เหงา
ชวนสำรวจที่อยู่แนวตั้งกึ่งโรงเรียน โรงแรม คอนโดมิเนียม และโรงพยาบาล ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ให้เกษียณได้แบบไม่เหงา

คุณทิมโมตี้ยังเสริมอีกว่า ยังมีคลาสสอนทำอาหาร คลาสพาไปวิ่ง จนถึงพาไปเที่ยวทริปทำบุญต่างจังหวัดแบบที่วัยเกษียณชอบใจ โดยมีคุณหมอคอยตามไปดูแลด้วย เรียกได้ว่าใส่ใจทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจกันทุกส่วน เพื่อสร้างสุขภาวะที่ดีอย่างครบองค์ในที่เดียว

ใส่ใจกันในทุกจุดขนาดนี้ ขนาดเราไม่ใช่คนสูงวัยยังอยากจับจองพื้นที่เอาไว้บ้าง เพราะทั้งร่มรื่นและน่าอยู่มากจริง ๆ

เตรียมตัวเกษียณ

ในอนาคต คุณทิมโมตี้บอกว่าพื้นที่ส่วนแรกด้านหน้าสุด พัฒนาเป็นโรงพยาบาลธนบุรี 3 ซึ่งเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ รองรับการรักษาได้เหมือนโรงพยาบาลทั่วไป และคาดว่าในเฟสต่อไป จะขยายหมู่บ้านเพื่อชาวสูงวัยออกไปยังจังหวัดท่องเที่ยวอื่น ๆ เพิ่มเติม ซึ่งก็คงต้องติดตามกันต่อไป

ชวนสำรวจที่อยู่แนวตั้งกึ่งโรงเรียน โรงแรม คอนโดมิเนียม และโรงพยาบาล ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ให้เกษียณได้แบบไม่เหงา

คนในวัยที่เริ่มนับถอยหลังอายุเข้าใกล้ 60 ปีหรือที่เกษียณแล้วก็ตาม เราคาดเดาเอาเองอย่างคนในวัยนี้ว่า หากแก่ตัวไป บ้านหลังใหญ่แต่เงียบเหงาอาจไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ แต่อาจเป็นบ้านขนาดพอดีที่ตอบโจทย์ความต้องการให้เราแก่แล้วยังเก๋าอยู่ ได้เจอเพื่อนวัยเดียวกัน ยังได้ทำในสิ่งที่รักและชอบ รวมทั้งยังดูแลสุขภาวะกายและใจให้แข็งแรงอยู่ได้มากกว่าหรือเปล่า

เราคงไม่กล้าตอบแทนใคร แต่เชื่อว่าความตั้งใจของโครงการ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ (Jin Wellbeing County) ได้สร้างอีกทางเลือกที่อยู่อาศัยของผู้สูงวัยในไทย ให้กลายเป็นสังคมที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังได้ไม่มากก็น้อย

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load