นักลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง Cryptocurrency คงเคยได้ยินแนวความคิด Decentralized คำศัพท์ใหม่ที่ผุดขึ้นมาเพื่ออธิบายวงการการเงินแห่งอนาคต ลดความเป็นศูนย์กลางของระบบแล้วกระจายความเป็นเจ้าของไปสู่มือทุกคน แต่เราไม่ได้จะโฆษณาชวนให้ทุกท่านลงทุนแต่อย่างใด เพราะคอลัมน์หมู่บ้านครั้งนี้ จะเล่าถึงแนวความคิดไร้ตัวกลางในมุมมองของที่อยู่อาศัยในอนาคตต่างหาก ที่สำคัญ อาจเปลี่ยนโลกนี้ไปเลยก็ได้

สถานที่แห่งนั้นมีชื่อว่า ‘The Aardehuizen’ ในเมือง Olst ซึ่งแปลตรงตัวว่า บ้านดิน หมู่บ้านอีโค่แห่งแรกในเนเธอร์แลนด์ที่ทำแบบ Decentralized ให้ทุกคนเป็นเจ้าของ นอกจากความไฮเทค ยังรักษ์โลกเป๊ะทุกอณู ตั้งแต่ใช้ขยะและวัสดุธรรมชาติมาสร้างบ้าน โดยคนอยู่ต้องมาช่วยกันทำ ผลิตไฟฟ้าจนแบ่งกันได้ ใช้น้ำรีไซเคิลซึ่งถูกกรองแบบธรรมชาติสุดๆ ไปจนถึงเก็บเกี่ยวอาหารตามหลักการ Permaculture ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อสร้างวิถีชีวิตกินอยู่อย่างยั่งยืน

ว่าแล้วก็ลองไปเคาะประตูดูสักหน่อยดีกว่า ว่าหมู่บ้านแห่งนี้ทำได้อย่างไร ทำไมใครๆ ถึงยกให้เป็นต้นแบบที่อยู่อาศัยในอนาคต

ระบบการใช้ชีวิตในอนาคต 

ความคิดแรกเริ่มที่ชาวเนเธอร์แลนด์ผันตัวมาสร้างต้นแบบย่านยั่งยืนหลายแห่ง เพราะเป้าหมายตามอนุสัญญาปารีส ที่รัฐบาลประกาศหนักแน่นว่าจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ 80 – 90 เปอร์เซ็นต์ ภายใน ค.ศ. 2050 ซึ่งแผนการของพวกเขาคือ การเปลี่ยนให้เกิดเป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนขึ้น

ซึ่งตามอนุสัญญานี้ เราเลยได้เห็นโปรเจกต์หลากหลายจากอีกฟากฝั่ง ทั้ง SchoonSchip เมืองลอยน้ำอัจฉริยะ จนถึง De Ceuvel พื้นที่สังสรรค์ด้วยเทคโนโลยีสะอาด สร้างเป็นต้นแบบเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านสภาพอากาศอย่างที่ตั้งใจ

โดยจุดร่วมของโครงการทั้ง 2 โครงการและ The Aardehuizen คือการใช้ระบบไมโครกริด (Microgrid) 

The Aardehuizen หมู่บ้านพึ่งตัวเองในเนเธอแลนด์ ผลิตไฟฟ้าใช้เองและไม่ทิ้งภาระให้โลก

ระบบไฟฟ้าแบบปันกัน

ความเก๋ของเจ้าไมโครกริด หรือเรียกในหน่วยย่อยว่า SIDE (Smart Integrated Decentralized Energy) คือระบบการบริหารไฟฟ้าที่สร้าง จำหน่าย และควบคุมได้ภายในพื้นที่เดียวให้มากที่สุด 

นักวิจัยต่างบอกว่าเทคโนโลยีไมโครกริดทำให้ท้องถิ่นมีพลังงานแบบหมุนเวียนได้ถึงร้อยละ 90 และมีศักยภาพที่จะพึ่งพาตนเองอย่างเต็มที่ในอนาคต การสำรองไฟฟ้ามากเกินไปเป็นการเพิ่มต้นทุนและเสียเปล่าของพลังงาน ถ้าติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพิ่ม จะกินไฟที่ผลิตแค่ร้อยละ 30 ส่วนพลังงานที่เหลือจากการแบ่งจ่ายก็กลับคืนสู่กริดกลางเพื่อเก็บไว้ใช้ได้

 และเมื่อไฟฟ้าถูกผลิตและส่งต่อไปยังบ้านเรือน ทุกคนในหมู่บ้านก็จะกลายเป็นเจ้าของร่วมกัน ทั้งมีพอให้ใช้ เก็บสำรองได้เมื่อเหลือ และมีสิทธิ์เผื่อแผ่ไปยังเพื่อนบ้านหรือหมู่บ้านใกล้เคียงได้อีกด้วย เจ๋งดีแท้!

ซึ่งเขายังคาดการณ์กันอีกว่า ในอีก 29 ปี ครึ่งหนึ่งของบ้านเรือนในสหภาพยุโรปจะหันมาผลิตพลังงานหมุนเวียนแบบนี้เป็นของตัวเองเช่นกัน เป็นกุญแจสำคัญที่พาเราไปสู่เมืองสีเขียวในอีกหลายปีข้างหน้า

The Aardehuizen หมู่บ้านพึ่งตัวเองในเนเธอแลนด์ ผลิตไฟฟ้าใช้เองและไม่ทิ้งภาระให้โลก

ระบบออกแบบบ้านกันเอง

หมู่บ้านแห่งนี้สร้างตั้งแต่ 6 ปีที่แล้ว ได้แรงบันดาลใจมาจาก Earthships หรือบ้านที่ออกแบบจากบรรดากระป๋องน้ำอัดลมและขยะรีไซเคิลของ ไมเคิล อี. เรย์โนลส์ (Michael E. Reynolds) เมื่อ ค.ศ. 1970 ซึ่งถือว่าล้ำมากๆ ในยุคนั้น

ด้วยแนวคิดเดียวกัน จึงกลายมาเป็นบ้าน 23 หลังที่ใช้วัสดุยั่งยืน ซึ่งปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับชาวดัตช์มากขึ้น ตั้งแต่สร้างกำแพงจากยางรถยนต์เหลือทิ้ง ก่อด้วยดินและฟางเพื่อให้โครงสร้างแข็งแรง แถมยังใส่ใจถึงการออกแบบหลังคาให้เอียง 9 องศา เพื่อรับแสงมากในหน้าหนาว และรับแสงน้อยในหน้าร้อน พร้อมติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ด้านบน ตกแต่งโดยรอบด้วยแผ่นเก็บพลังงานแสงอาทิตย์และหม้อต้มไอน้ำไฟฟ้า สำหรับสร้างพลังงานไฟฟ้าและความร้อนเอง เพื่อลดการใช้แก๊สและเชื้อเพลิงต่างๆ 

The Aardehuizen หมู่บ้านพึ่งตัวเองในเนเธอแลนด์ ผลิตไฟฟ้าใช้เองและไม่ทิ้งภาระให้โลก
The Aardehuizen หมู่บ้านพึ่งตัวเองในเนเธอแลนด์ ผลิตไฟฟ้าใช้เองและไม่ทิ้งภาระให้โลก

ส่วนระบบน้ำบาดาล ก็จะได้รับการกรองขาเข้าและทดสอบคุณภาพอย่างสม่ำเสมอว่าพร้อมดื่มใช้ ส่วนน้ำทิ้งก็ต้องถูกกรองขาออก ก่อนปล่อยลงสู่ดินเช่นกัน

ของเสียทั้งหลายเขาก็ไม่ปล่อยให้เสียของ เพราะทุกครัวเรือนใช้ระบบสุขาแบบปุ๋ยหมักสุขี คือเก็บสิ่งปฏิกูลไว้เป็นปุ๋ย ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำดื่มเพื่อกดชักโครกหนึ่งครั้งได้หลายพันลิตรต่อปี และปุ๋ยนี้เก็บแร่ธาตุล้ำค่าไว้เต็มเปี่ยม เอาไปใช้เพาะปลูกต่อได้

หมู่บ้านแห่งอนาคตที่พึ่งตัวเองได้ครบด้าน มีระบบไฟฟ้าของตัวเอง ด้วยแนวคิด Decentralized ให้ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน
ภาพ : Finding A Better Way To Live
หมู่บ้านแห่งอนาคตที่พึ่งตัวเองได้ครบด้าน มีระบบไฟฟ้าของตัวเอง ด้วยแนวคิด Decentralized ให้ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน

สำคัญที่สุดคือ บ้านทุกหลังต้องสร้างกันเอง!

โครงการนี้เป็นการพัฒนาที่อยู่อาศัยส่วนบุคคล ซึ่งได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่ดูแลเรื่องการก่อสร้างที่พักอาศัยอย่าง CPO (Collectief Particulier Opdrachtgeverschap) ให้คนอยู่ออกแบบและสร้างหมู่บ้านตามใจนึก คือหาผู้รับเหมาหรือสถาปนิกเองได้ และบางส่วนก็ยังได้อาสาสมัครนับพัน ทั้งชาวดัตช์และหลายประเทศที่อยากมาเรียนรู้หมู่บ้านแห่งนี้ ช่วยลงมือก่อผนัง วางหลังคา คิดกันว่าอยากให้ออกมารูปแบบไหน ด้วยเหตุนี้เราเลยได้เห็นบ้านถึง 23 แบบ 

หมู่บ้านแห่งอนาคตที่พึ่งตัวเองได้ครบด้าน มีระบบไฟฟ้าของตัวเอง ด้วยแนวคิด Decentralized ให้ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน
หมู่บ้านแห่งอนาคตที่พึ่งตัวเองได้ครบด้าน มีระบบไฟฟ้าของตัวเอง ด้วยแนวคิด Decentralized ให้ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน
หมู่บ้านแห่งอนาคตที่พึ่งตัวเองได้ครบด้าน มีระบบไฟฟ้าของตัวเอง ด้วยแนวคิด Decentralized ให้ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน

จากการลงมือสร้างเอง บ้านในโครงการนี้เลยนับว่าใช้ต้นทุนน้อยกว่าบ้านทั่วไปมาก ทั้งยังใช้วัสดุเหลือทิ้งและไม้ที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่น มีเพียงค่าใช้จ่ายส่วนของแผงโซลาร์เซลล์ ตัวกรองน้ำ และอุปกรณ์ต่างๆ เพิ่มเติมเท่านั้นเอง 

ระบบกระจายอำนาจ

ความน่าสนใจอีกอย่างของหมู่บ้านแห่งนี้คือ ผู้อยู่อาศัยทุกคนจัดการทุกอย่างได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งส่วนกลาง จึงเอื้อให้เกิดโครงข่ายเศรษฐกิจแบบแบ่งปันกัน แถมยังได้เป็นเจ้าของพลังงานหมุนเวียนแบบระบบสังคมประชาธิปไตย (Sociocracy)

หมู่บ้านแห่งอนาคตที่พึ่งตัวเองได้ครบด้าน มีระบบไฟฟ้าของตัวเอง ด้วยแนวคิด Decentralized ให้ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน

ไม่ว่าจะดำเนินกิจกรรมใดๆ ทุกคนต้องพูดคุยจนเห็นพ้องต้องกัน และมีการแบ่งชุมชนดูแลรับผิดชอบในส่วนต่างกันออกไป ทั้งการก่อสร้างไปจนถึงการเงิน 

หลายคนอาจเกิดถามในใจ เมื่อต้องลงความเห็นกันทุกเรื่องแบบนี้ แถมแบ่งกันดูแลจะซับซ้อนไปหรือเปล่า แต่เชื่อไหมว่าระบบโครงสร้างระบบสังคมแบบ The Aardehuizen ทำให้หมู่บ้านนี้ลดความขัดแย้งไปได้เยอะ และเกิดการเคารพซึ่งกันและกันมากขึ้นเสียอีก ซึ่งเป็นตัวอย่างอันดีให้ชุมชนอื่นศึกษาและทำตามในอนาคตได้แน่นอน

หมู่บ้านแห่งอนาคตที่พึ่งตัวเองได้ครบด้าน มีระบบไฟฟ้าของตัวเอง ด้วยแนวคิด Decentralized ให้ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน

ระบบหมู่บ้านแห่งอนาคต

ระบบหมู่บ้านอีโค่แห่งนี้ จะเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เนเธอร์แลนด์ช่วยลด Carbon Footprint และเข้าใกล้เป้าหมายในการลดการปล่อยคาร์บอนลงถึง 95 เปอร์เซ็นต์ได้ในอีก 2 ทศวรรษ 

โดยนำร่องให้โครงการน้องใหม่อย่าง SmartHoods ที่กำลังวางแผนและต่อยอดภายใต้การดูแลของทีมงานอย่าง Florijn de Graaf ผู้เชี่ยวชาญด้าน Smart Grid Expert และ Simon Goddek ผู้เชี่ยวชาญด้าน Aquaponics ครอบคลุมทั้งระบบไฟฟ้าในรูปแบบ Blockchain ให้ซื้อขายและบริหารกันได้เองแบบ Peer-to-peer รวมถึงระบบน้ำแบบ Aquaponics ที่เปลี่ยนน้ำเสียให้กลายเป็นน้ำดีเวียนไปเรื่อยๆ 

และพวกเขายังคิดไปถึงการเปลี่ยนน้ำเสียปนเปื้อนสิ่งปฏิกูล (Black Water) และน้ำทิ้ง (Gray Water) ไปผลิตก๊าซชีวภาพ แล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนและพลังงานไฟฟ้า ส่วนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นจากการผลิต นำไปใช้ประโยชน์ในเรือนเพาะชำของระบบอควาโปนิกส์ต่อ เพื่อให้พวกมันโตเร็วขึ้น

ที่ว้าวไปกว่านั้น SmartHoods จะสร้างระบบอาหารได้เอง โดยยึดหลักวัฏจักรฟอสฟอรัสแบบปิด (Closed Phosphate Cycle) ทำให้สารตั้งต้นที่สำคัญต่อกระบวนการของสิ่งมีและไม่มีชีวิต เกี่ยวเนื่องกับระบบห่วงโซอาหาร อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการ หมุนเวียนกลับมาสร้างความมั่นคงทางอาหารได้ไม่รู้จบ 

แล้ววันหนึ่งที่นี่จะมีพลังงานหมุนเวียนเองได้แบบ 100 เปอร์เซ็นต์ และกลายเป็นศูนย์กลางระบบกระจายอำนาจของทรัพยากรต่างๆ อย่างทั่วถึง

หมู่บ้านแห่งอนาคตที่พึ่งตัวเองได้ครบด้าน มีระบบไฟฟ้าของตัวเอง ด้วยแนวคิด Decentralized ให้ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน
หมู่บ้านแห่งอนาคตที่พึ่งตัวเองได้ครบด้าน มีระบบไฟฟ้าของตัวเอง ด้วยแนวคิด Decentralized ให้ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน

ส่วนข้อแนะนำสำหรับอนาคตอันไกลที่ทีมผู้สร้างมองเห็น หมู่บ้านแห่งนี้จะไม่ใช่หยุดแค่ภายในประเทศ แต่อยากขยายไปเป็นระดับทวีปจนถึงระดับโลก ซึ่งแต่ละประเทศก็ต้องลองศึกษาทั้งนโยบายและข้อบังคับด้านพลังงานดูว่า จะปรับใช้ระบบนี้ในหมู่บ้านได้มากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าเป็นพื้นที่ที่น้ำไฟเข้าถึงยากหรือมีค่าใช้จ่ายสูง เราว่าระบบนี้ก็เป็นตัวเลือกที่ดีทีเดียว นอกจากช่วยให้เราอยู่อย่างพึ่งตัวเองได้แล้วยังช่วยรักษาโลกใบนี้ให้อยู่อย่างดีได้นานขึ้น

ขอบคุณภาพและข้อมูลอ้างอิง

www.aardehuis.nl 

amsterdamsmartcity.com

smarthoods.nl

www.overgrowthesystem.org

Graaf, Florijn. (2018). New strategies for Smart Integrated Decentralised Energy Systems.

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

หมู่บ้าน

แนวคิดของผู้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่

ชุดดำล้วน เสื้อคอเต่า หมวกเบเรต์ แว่นกันแดด เพลงแจ๊ส คาเฟ่อวลควันบุหรี่ บทกวี และการเต้นระบำ

คือภาพจำของขบถกลุ่มหนึ่งในช่วงราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1940 อันเป็นช่วงเวลาที่ชาวตะวันตกกำลังดื่มด่ำกับความหวังใหม่หลังสงครามโลก แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นยุคแห่งความฟุ้งเฟื้อและความนิยมในวัตถุ จนเกิดคนกลุ่มที่ว่านี้เริ่มต่อต้าน

โดยเรียกกันว่าเป็นคน ‘Beat Generation’ หรือ ‘Beatnik’ ซึ่งมีแนวคิดและความเชื่อร่วมกันคือการกลับไปหาค้นความสำคัญต่อคุณค่าที่ถูกลืมอย่างเรื่องจิตวิญญาณและความหมายของชีวิต พวกเขาต่างคลั่งไคล้ในศิลปะ แฟชั่น และดนตรี ต่างดำเนินชีวิตแบบอิสรเสรี รวมกลุ่มกันเฉพาะที่ และใช้ชีวิตอยู่ ‘นอกกระแส’ ของสังคม

Beatnik จึงเป็นกลุ่มคนที่ตั้งต้นจากความขบถและความแตกต่าง และด้วยไลฟ์สไตล์และการแต่งตัวที่มีเอกลักษณ์ ชาว Beatniks จึงยังถูกพูดถึงและถูกหยิบยกให้เป็นต้นแบบของความโลดโผนและการปลีกตัวออกจากค่านิยมเดิมๆ อยู่เสมอ

ในกรุงเทพฯ ถ้าให้นึกถึงย่านที่เต็มไปด้วยบรรยากาศโก้เก๋ที่ว่า คงหนีไม่พ้นถนนสุขุมวิท และหนึ่งในสถานที่ไอคอนบนถนนสุขุมวิท แหล่งแฮงค์เอ้าท์ของคนรุ่นเก่าแต่เก๋าคือ Rex Hotel โรงแรมสุดโก้ ที่เต็มไปด้วยองค์ประกอบและกลิ่นอายของยุค 50s

ภาพ:  ชัชวาล จันทโชติบุตร

เวลาเปลี่ยนไป เมืองขยายและเติบโต ความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องเกิดขึ้น จาก Rex Hotel สู่ Beatniq คอนโดมิเนียมแห่งใหม่ที่ได้รับการออกแบบและพัฒนาอย่างประณีต เพื่อคงสเน่ห์และบรรยากาศโก้เก๋คลาสสิคบนถนนสุขุมวิทเอาไว้ 

เชินชิน เชิดชูชุย Brand Consultant แห่ง Ketchup IMC, ศุภสิริ ไพรสานฑ์กุล ผู้ควบคุมคอนเซ็ปต์งานออกแบบ และ อรรถพร คบคงสันติ Design Director บริษัท T.R.O.P คือผู้อยู่เบื้องหลังความตั้งใจในการส่งต่อรหัสสถาปัตยกรรมในครั้งนี้

พวกเขาเล่าให้ฟังว่าถึงความพยายามเชื่อมโยงเรื่องราวของสถาปัตยกรรมใหม่ให้ต่อเนื่องไปกับ Sense of Place ของสถานที่ตั้ง และยังคงเคารพรูปแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของ Rex Hotel โดยมีการรีเสิร์ชอย่างหนักเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมยุคในนั้น ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ งานศิลปะ และงานภูมิสถาปัตยกรรม

นอกจากจะหยิบเอาความสนุกและความเรียบเท่ของขบถแห่งยุค 50 มาเล่าใหม่ผ่านคอนเซ็ปต์และชื่อ รูปลักษณ์ของคอนโดมิเนียม Beatniq โดย SC ASSET ยังได้แรงบันดาลใจมาจากบรรดาสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่คาบเกี่ยวอยู่ในยุคสมัยเดียวกันนั้นหรือที่เรียกว่า Mid-Century Modern มาออกแบบอีกด้วย

Beatniq

จาก Mid-Century Modern

คำว่า Mid-Century Modern เป็นคำเรียกรูปแบบงานออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ผลิตภัณฑ์ แฟชั่น กราฟิกดีไซน์ รวมถึงสถาปัตยกรรมในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งได้รับอิทธิพลความเป็นสมัยใหม่ (Modernism) ตามสังคมโดยรวม

นักออกแบบที่เป็นผู้นำแนวคิดที่สำคัญในช่วงนี้ล้วนเป็นเหล่ามาสเตอร์ที่แนวคิดและผลงานยังส่งผลถึงคนรุ่นหลัง ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนสอนสถาปัตยกรรม Bauhaus ที่นำพาศิลปะและสถาปัตยกรรมไปสู่แนวคิดและคติความงามแบบใหม่ๆ หรือเก้าอี้ของ Charles and Ray Eames ที่แต่ละตัวนั้นล้วนเป็นไอคอนที่ชวนให้นึกถึงยุค Mid-Century อยู่เสมอ

Beatniq Beatniq

ในส่วนของสถาปัตยกรรมก็เป็นช่วงที่แนวคิดการออกแบบได้รับอิทธิพลทางความคิดจาก Modernism มาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 โดยมีลักษณะร่วมกันหลักๆ คือ การใช้วัสดุสมัยใหม่อย่างคอนกรีต เหล็ก กระจก ไม่ประดับตกแต่ง เน้นความเป็นเหตุเป็นผล

โดยใช้การแสดงออกของรูปลักษณ์อาคารผ่านการใช้วัสดุและโครงสร้างอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงการคิดคำนึงถึงหน้าที่ใช้สอยเป็นสำคัญ แนวคิดเหล่านี้ล้วนมีอิทธิพลต่อสถาปัตยกรรมในยุคสมัยต่อมาจนถึงปัจจุบัน

ดังที่เราจะเห็นได้จากใน Beatniq ที่ก็โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ทรงกล่องสี่เหลี่ยมและแพตเทิร์นของช่องลมที่ดึงดูดและเตะตามาจากที่ไกล ซึ่งทั้งหมดล้วนได้รับแรงบันดาลใจจากรูปแบบสถาปัตยกรรมอันทรงพลังจากอดีตทั้งสิ้น

Beatniq

Beatniq

สู่เอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมชิ้นใหม่

Beatniq มีแพตเทิร์นสี่เหลี่ยมของแผงกันแดดช่องลมเป็นจุดเด่นที่สุดบนเปลือกอาคาร โดยใช้วิธีการออกแบบที่เรียบง่าย แต่ได้สร้างภาพลักษณ์ที่โดดเด่นจนกลายเป็นภาพจำ ด้วยการเพิ่มมิติให้กับด้านของผนังที่ใหญ่โต

ไม่ว่าจะด้วยการสร้างความลึก หรือเพิ่มมิติของแสงและเงาที่จะเกิดขึ้น ซึ่งการใช้วัสดุและรูปทรงเรขาคณิตที่ออกแบบอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้เป็นสิ่งที่สะท้อนเรื่องราวและแนวคิดจากสถาปัตยกรรมในยุค Mid-Century ได้เป็นอย่างดี

นอกจากนั้น การออกแบบภายในก็ยังสะท้อนเรื่องราวของ Mid-Century Modern โดยเฉพาะในล็อบบี้ที่ใช้หินอ่อนและกระจกเรียงแพตเทิร์นตามอย่างเปลือกด้านนอกของอาคาร อันเป็นการสื่อสารเรื่องราวระหว่างภายนอกและภายในอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียว

Beatniq Beatniq

อีกส่วนหนึ่งที่มีความโดดเด่น คือ Floating Pavilion ที่ผู้ออกแบบกล่าวว่า ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมของมาสเตอร์ในอดีต-Mies Van de Rohe โดยพาวิลเลียนนี้ทำหน้าที่เป็นทางเดินเชื่อมที่ลอยตัวอยู่เหนือสระว่ายน้ำ เพื่อให้ผู้ใช้สระสามารถว่ายไปจนสุดขอบอาคารได้

ในขณะที่ผู้ใช้งานอื่นก็สามารถเดินใช้พื้นที่โดยรอบได้โดยไม่กีดขวางกัน รูปแบบของสถาปัตยกรรมนั้นก็เน้นที่ความโปร่งเบา โดยใช้กระจกและโครงสร้างที่เล็กบางเพื่อลดความหนาหนักของกล่องอาคารที่ลอยอยู่ เมื่ออาคารเสร็จ ลักษณะสถาปัตยกรรมบนชั้นนี้จึงคล้ายเป็นการหวนคืนไปสู่รูปแบบการออกแบบอย่างผลงานในอดีตของมาสเตอร์ท่านนี้ตามที่ตั้งใจ

Beatniq

ในบริบทอันรื่นรมย์ของสุขุมวิท

ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน สุขุมวิทนั้นเป็นย่านที่รู้กันอยู่ว่าคึกคักอยู่เสมอด้วยที่กินที่เที่ยวที่มีมากมาย เต็มไปด้วยเรื่องราวของความรื่นเริง และสีสันของชีวิตคนเมืองตามอย่างยุคสมัย ยังไม่นับรวมสมัยตัดถนนในยุคแรก ที่สุขุมวิทก็ยังเป็นเส้นถนนที่พาคนกรุงฯ ออกไปที่ตากอากาศเช่นสถานที่ยอดฮิตอย่างบางปู หรือแม้แต่บางแสน

Beatniq

บนถนนสุขุมวิท 32 แห่งนี้ นอกจากบรรยากาศความโก้เก๋ที่ถูกส่งตรงมาจากยุคเก่า และข้าวต้มรอบดึกที่คนยังคอยไปรับประทานใน Rex Hotel จนวันสุดท้าย องค์ประกอบของอาคาร Rex Hotel หรือแม้แต่ตึกแถวโดยรอบถนนสุขุมวิทเองก็ล้วนมีรูปแบบและกลิ่นอายของความเป็น Mid-Century Modern อยู่ในตัวเป็นคุณสมบัติ

จึงกล่าวได้ว่า เรื่องราว Mid-Century Modern ใน Beatniq นั้นเกิดจากบริบทดั้งเดิมมีส่วนช่วยสร้าง หรือในทางกลับกัน แม้ที่ดินจะถูกเปลี่ยนเป็นอาคารสูงใหญ่ แต่ Beatniq ก็ยังคงช่วยส่งต่อบรรยากาศของบริบทเก่าต่อไป อย่างไม่ขาด

เป็นบรรยากาศของความรื่นรมย์ ที่คงยากจะหาที่อื่นเทียบเคียง

ภาพ : พรพจน์ กาญจนหัตถกิจ

รายละเอียดเพิ่มเติมของ Beatniq ติดตามได้ที่ : www.Beatniq32.com

Writer

กรกฎ หลอดคำ

เขียนเรื่องบ้านและงานออกแบบเป็นงานประจำ สนใจเรื่องราวทางสังคมและวัฒนธรรมในงานสถาปัตยกรรมเป็นพิเศษ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load