เวลา 38 ปี อาจนานพอให้เด็กน้อยเติบโตมาเป็นพ่อแม่ของใครสักคน

เวลา 10 ปี อาจนานพอให้พิสูจน์ว่าคุณจริงจังกับความฝันในวัยเยาว์มากแค่ไหน

เวลา 5 ปี อาจดูเหมือนไม่มากไม่มาย แต่ก็นานพอให้ความสัมพันธ์ของเพื่อนที่จบกันไปได้รับการให้อภัยอีกครั้ง

หลังพูดคุยกับคนต้นเรื่องในวันนี้ เราพบว่าพวกเขาเป็นอีกวงที่ใช้ช่วงเวลาเหล่านั้นได้คุ้มค่าที่สุด 

เชื่อว่าคนที่เติบโตมากับเสียงร้องใส ๆ กับกีตาร์โปร่งอย่างเรา คงมีคำถามติดค้างอยู่ในใจว่า ทำไมช่อง The 38 years ago ถึงได้หยุดเคลื่อนไหวไปตั้งแต่ 5 ปีก่อน

หากยังไม่ทราบ พวกเขาเพิ่งกลับมารวมตัวกันใหม่ภายใต้การดูแลของ LOVEiS ไม่ใช่แค่เพราะวาระครบรอบ 10 ปี แต่เพราะเสียงดนตรีมีความหมายมากกว่านั้น

จากเด็กหญิงในชุดนักเรียนกับมือกีตาร์ต่างวัย กลายเป็นผู้ใหญ่ที่ยิ้มให้กับเรื่องที่เคยเศร้า เล่าเรื่องที่เคยเคล้าน้ำตาด้วยเสียงหัวเราะ และพูดถึงพายุที่เคยโหมกระหน่ำใจราวกับไม่ใช่เรื่องใหญ่ในชีวิต

นับถอยหลังพร้อมกัน แล้วเตรียมตัวพบกับพวกเขา ใน 5 4 3 2 1 

ความสุข-เศร้าระหว่างทางของ The 38 years ago คู่หูในตำนานกับการกลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปี

พบกันใหม่

คำถามแรกที่ไม่ถามไม่ได้ คุณหายไปไหนมา

อมยิ้ม : เหมือนเราแยกกันไปเติบโตครับ เราพักกันเรื่องเพลง ช่วงนั้นพีชก็เพิ่งเรียนจบ ผมก็เพิ่งเรียนจบปริญญาโทเหมือนกัน ก็แยกย้ายกันไปทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำแล้วค่อยกลับมารวมกันใหม่

พีช : จริง ๆ ตอนนั้นมันเหมือนเป็นการตัดสินใจครั้งสุดท้ายว่า เราจะไปต่อหรือไม่ไป เรารักวงกันมาก แต่มันอาจจะมีปัญหาซ่อนอยู่ที่เราไม่เคยคุยกัน ไม่เคยเคลียร์กัน ตอนที่จบกันไปมันเลยมีความขุ่นเคืองนิดหนึ่ง

อมยิ้ม : ใช้คำว่าพักแล้วกัน ยังไม่จบ (หัวเราะ) เรียกว่าทะเลาะกันเบา ๆ ไม่ได้ทะเลาะกันหนักขนาดนั้น ไม่ได้ถึงขั้นเกลียดขี้หน้ากัน แต่มีความไม่ลงตัวกันในบางเรื่อง

คุณหายไปกี่ปีนะ

อมยิ้ม : เกือบ 5 ปี

ช่วงเวลา 5 ปีนั้นแต่ละคนหายไปทำอะไร

พีช : ช่วงนั้นพีชเรียนจบก็ตั้งใจว่าอยากเป็นพนักงานประจำ ตอนนั้นเราให้เปอร์เซ็นต์การร้องเพลงค่อนข้างเป็นรอง เพราะรู้สึกว่าจริง ๆ มันเป็นสิ่งที่เรารักมาก แต่ยังไม่กล้าเอาตัวเองลงไปเล่นเต็มตัว พีชเรียนสื่อสารสุขภาพ เราอยากทำครีเอทีฟด้านสื่อสุขภาพให้เข้าถึงง่าย ช่วงนั้นได้จับงานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมด้วย ก็เลยมีสิ่งนี้ติดแบชเราอีกหนึ่งอันว่าอยากเป็นนักรณรงค์ให้คนมีชีวิตดีขึ้น

เราพักไปหนึ่งปี แล้วก็กลับมาคิดว่าต้องเดินต่อ เราเลยทำช่องตัวเอง เรียนแต่งเพลง ทำเพลงคัฟเวอร์ ไปลองสนามที่เราทำทุกอย่างเองในช่อง Peachpanicha 

อมยิ้ม : ไบรท์ไซด์สุด ๆ ของผมดูดาร์กไซด์ไปเลย (หัวเราะ) พอเราไม่ได้ทำเกี่ยวกับดนตรี มันมีอีกสิ่งหนึ่งที่เราชอบคือการเป็นช่างภาพ ควบคู่กับช่างภาพเราก็ทำบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ได้เล่นดนตรีเลย 

ทำไมถึงไม่เล่นดนตรีเลย

อมยิ้ม : ถ้าเฉพาะเจาะจงลงไป ผมเป็นโรคซึมเศร้าครับ พอไม่ได้ทำวงผมก็ดาร์กไปประมาณครึ่งปี ไม่ทำอะไรเลย จนเจออีกฝั่งหนึ่งคือการเป็นช่างภาพ รู้สึกว่ามันฮีลเราได้ แล้วก็ค่อย ๆ ลืมมันไป

ความสุข-เศร้าระหว่างทางของ The 38 years ago คู่หูในตำนานกับการกลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปี
ความสุข-เศร้าระหว่างทางของ The 38 years ago คู่หูในตำนานกับการกลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปี

อะไรทำให้พวกคุณตัดสินใจกลับมารวมวงกันใหม่

พีช : จริง ๆ มันเป็นช่วงกลางปีที่แล้ว ใครจะเล่าก่อนดี (หัวเราะ) 

อมยิ้ม : ผมก่อนแล้วกัน ผมไปเที่ยวจังหวัดน่าน แล้วเจ้าของร้านกาแฟร้านหนึ่งเขาจำผมได้ ให้ผมเล่นดนตรีให้ฟังหน่อย ผมเลยหยิบกีตาร์ของเขามาเล่นเพลง จริง ๆ นะ ซิงเกิลของเรา พอดูคลิปที่เจ้าของร้านถ่ายให้แล้วมันฟีลดี ฝนตก เล่นกีตาร์อยู่ในบ้าน ก็เลยลง Reel ในไอจี

พีช : แคปชันว่า ใครโตมากับวงเราบ้าง 10 ปีแล้ว ไม่เด็กแล้วนะ 

อมยิ้ม : แล้วพีชก็ทักมาว่า ทันค่า 

พีช : ไปแซว ๆ เพราะเราไม่ได้คุยกันเลยตลอด 4 – 5 ปี มีเจอกันบ้างแต่ก็คุยกันน้อยมาก เพราะยังรู้สึกว่ามีอะไรอยู่ในใจ งอนกันอยู่ (หัวเราะ) พอกลับไปดูรูปเก่า ๆ แล้วคิดถึงจัง มันเป็นความทรงจำที่ดีมากเลยเนอะ เลยทักไปแซวเขา เป็นสเตจที่ให้อภัยเขาแล้วนะ โดยที่ยังไม่ได้คุยกันเลย 

อมยิ้ม : ผมเลยถามว่างั้นก็กลับมารวมวงกันไหมล่ะ พีชตอบว่าลองดูก็ได้ ถัดมาอีกอาทิตย์หนึ่งก็เลยมาเจอกัน

พีช : แล้วเกร็งมากวันแรกที่เจอกัน แล้วต้องกลับมาอัดคลิป 

อมยิ้ม : ต้องบอกก่อนว่า เราไม่ได้ไม่พอใจกัน เราทะเลาะกันเรื่องอื่นโดยผ่านคนกลางอีกทีหนึ่ง เหมือนเข้าใจผิดกันไปเอง พอมานั่งเคลียร์กันก็ อ้าว เราเข้าใจผิดกันในบางเรื่อง จริง ๆ แล้วเราสองคนแทบจะไม่มีปัญหากันเลยนี่หว่า (หัวเราะ) 

พีช : จริง ถ้าเรื่องส่วนตัวเราไม่ได้มีปัญหากันเลย แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นมันมีคนหลายคนที่ทำให้เราเข้าใจผิดกัน

อมยิ้ม : ก็รู้สึกว่างั้นเรากลับมาทำกันต่อไหม ตอนนั้นพีชก็กลัวว่าจะกลับไปมีปัญหาเดิมไหม ผมบอกเขาว่าไม่ต้องรีบ อยากทำก็ทำ ไม่ต้องฝืน เอาที่ทำแล้วมีความสุข 

ตอนแรกที่กลับมาทำ ไม่ได้โฟกัสว่าเราจะกลับมาเป็นศิลปินอีกครั้งได้ เราเอาแค่กลับมาสนุกก็พอ พีชก็ไปเคลียร์ของตัวเอง จนเขาพร้อม จนมั่นใจว่าเขาอยากร้องเพลง 

เล่าให้ฟังหน่อยว่าพีชเคลียร์ตัวเองยังไง

พีช : มีช่วงหนึ่งที่พีชรู้สึกเศร้ามาก เราตั้งคำถามว่าเราเกิดมาทำไม เราใช้ชีวิตเพื่ออะไร ช่วงหนึ่งเราหลอกตัวเองว่าไม่ได้อยากเป็นนักร้อง ฉันอยากเป็นผู้บริหาร ทำงานประจำ อยากเติบโต เพราะมันก็เป็นสิ่งที่เรารักเหมือนกัน แต่สุดท้ายแล้วหัวใจจริง ๆ ของเรา คือการร้องเพลงที่ทำให้รู้สึกว่าชีวิตมีความหมาย

เราบอกพี่อมยิ้มว่าเราพร้อมที่จะสละทุกอย่าง ไม่กลัวเรื่องความมั่นคงหรือการงานอะไรแล้ว ตอนที่กลับมาทำวง เรารู้สึกว่าครั้งนี้เราเต็มที่ที่สุด เรารู้สึกว่ามันเป็นโอกาสสุดท้ายที่เราจะให้ใจกับมัน 100 เปอร์เซ็นต์

อมยิ้ม : สละจริง ถึงขั้นบอกว่าจะลาออกจากงานประจำ ผมต้องบอกให้เขาใจเย็น ๆ มันรีบไปนิดหนึ่งนะ (หัวเราะ)

พีช : เรารู้สึกว่าเรากล้ามากขึ้น ที่แต่ก่อนเราไม่อยากร้องเพลงเป็นอาชีพ เพราะเคยคิดว่าถ้าเรายึดแค่สิ่งเดียวที่เรารักและจริงใจกับมันมาก ๆ เราจะกลายเป็นไม่มีความสุขรึเปล่า ถ้าเราต้องร้องเพลงเพื่อหาตังค์ ตั้งแต่อายุ 16 – 27 เราคิดมาตลอดว่าเราจะไปทางไหน โลเล แต่ก็ตกตะกอนได้ว่า ไม่อยากทำอะไรแล้ว อยากร้องเพลงทุกวัน 

ถ้าเลือกได้อยากย้อนเวลากลับไปตอนนั้นเพื่อแก้ไข หรือโอเคกับสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้

อมยิ้ม : ผมว่ามันก็โอเคนะ เวลาผ่านไป หลาย ๆ อย่างก็เคลียร์ของมันเอง

พีช : รู้สึกว่าสุดท้ายเราได้เห็นตัวตนจริง ๆ ด้วยว่าเราต้องการอะไร ในวันที่มีอยู่เราอาจจะมองไม่เห็นคุณค่าของมันขนาดนั้น แต่จนวันที่มันขาดหายไป กลายเป็นเราเห็นคุณค่าของมันมากขึ้นอีก แล้วเราก็ไม่ได้เสียดายกับสิ่งที่มันเกิดขึ้น

อมยิ้ม : ตอนนั้นเรายังเป็นเด็กกันพอสมควร พอเราผ่านช่วงเวลามา ก็ตัดสินใจแบบผู้ใหญ่มากขึ้น โตขึ้นแล้ว

พีช : เรากล้าคุย พูดตรง ๆ ได้ในฐานะเพื่อนร่วมงาน เรานับถือพี่อมยิ้มเหมือนเป็นญาติ เป็นพี่คนหนึ่ง เราผูกพันกันมาก การได้เคลียร์ใจมันเหมือนปลดล็อกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา เพราะวง การร้องเพลง เป็นสิ่งที่เราจริงใจกับมันมาก ๆ เขาอยู่ในชีวิตเราตั้งแต่อายุ 16

อมยิ้ม : 14 ด้วยซ้ำ

ความสุข-เศร้าระหว่างทางของ The 38 years ago คู่หูในตำนานกับการกลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปี
ความสุข-เศร้าระหว่างทางของ The 38 years ago คู่หูในตำนานกับการกลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปี

หลังได้กลับมาเคลียร์ใจกันแล้วพบว่ามันเป็นปัญหาเล็กน้อยมาก คุณรู้สึกยังไงกับเวลา 5 ปีที่ผ่านมา

อมยิ้ม : ทำไมเราไม่คุยกันตั้งแต่ปีแรก (หัวเราะ) 

พีช : ใช่ ทำไมมันไม่ถูกคุยหรืออธิบายก็ไม่รู้ คือพี่อมยิ้มก็ไม่กล้าคุย พีชก็ไม่ยุ่งแล้วเพราะรู้สึกผิด รู้สึกไม่ดี ก็เลยไม่เปิดใจให้กัน คิดว่าให้เวลาพาไป แต่ก็ให้นานเหมือนกันนะ (หัวเราะ) 

เรารู้สึกเสียใจที่ไม่ได้บอกแฟน ๆ ช่วงนั้นมันไม่มีการเคลื่อนไหว ไม่มีการบอกว่าเราจะหายไปนะ สงสารคนที่เขารอเรามาก ในวันนี้ก็เลยรู้สึกดีใจที่พวกเขายังอยู่

อมยิ้ม : มันมีคำถามว่า หรือที่วงแตกเนี่ยเพราะว่าเลิกกัน 

พีช : แต่เราไม่ได้เป็นแฟนกันค่า 

อมยิ้ม : ครั้งนี้มันเหมือนซีซั่น 2 ติดตามซีรีส์เรื่องนี้ต่อได้ครับ 

5 ปีเป็นเวลาที่นานพอสมควร ต้องยอมรับว่าคนรุ่นใหม่ไม่ทันพวกคุณแล้ว ถ้าจะแนะนำตัวเองให้คนรุ่นใหม่รู้จักพวกคุณมากขึ้น ในฐานะวงที่ไม่ใช่แค่เพิ่งสร้าง จะแนะนำว่ายังไง 

อมยิ้ม : สวัสดีครับน้อง ๆ (หัวเราะ) เราเป็นวงแรก ๆ ของประเทศที่ทำเพลงคัฟเวอร์ ในยุคแรก ๆ ของยูทูบ ปัจจุบันเราก็ยังทำคัฟเวอร์อยู่ 

แต่ต้องบอกว่าเราตามน้อง ๆ รุ่นใหม่ไม่ทัน ก็พยายามพัฒนาตัวเองให้น้อง ๆ รู้จักเรามากขึ้น ชอบในสิ่งที่เราทำ เราไม่ใช่วงที่เพอร์ฟอร์มเก่งมากมาย แต่ธีมของเราคือความเป็นธรรมชาติที่สุดเท่าที่จะทำได้ อยากให้ทุกคนสนุกกับดนตรีในรูปแบบของเรา 

พีช : ถ้าใครที่โตมาด้วยกัน เขาจะรู้สึกว่าได้รับพลังบวกกลับไปมากเลย แต่ก่อนมีช่วงหนึ่งที่เราชอบร้องเพลงเศร้ามาก ชอบร้องเพลงช้า แม้ลุคเราจะดูสดใสนะ แต่ตอนนี้เราไม่ค่อยอินแล้ว 

อมยิ้ม : ชีวิตมันดาร์กพอแล้ว (หัวเราะ) เรากลายเป็นวงตลก เล่นโชว์ก็ยังผิด เล่นมุกก็ยังแป้ก แฟนคลับทุกคนลุ้นมากว่าพีชจะเล่นมุกอะไร 

เราเคยบอกพีชว่าวงเราควรมีอะไรตลกบนเวทีหน่อย พีชก็ไปเตรียมมุกมาให้เดือนหนึ่งเลย ทุกคนเตรียมฮา พีชถามบนเวทีว่า ปลาอะไรชอบหาเรื่อง ผมตอบปลาเก๋า อ่าวถูกเฉย จบแล้วเหรอ 

เป็นเพราะไม่ได้เอนเตอร์เทนคนดูนานรึเปล่า

อมยิ้ม : ไม่ครับ มันคือธรรมชาติของเขาเลยครับ (หัวเราะ)

Demo Version

คุณหายจากการทำงานร่วมกันไปนานมาก ตอนกลับมาเจอกันครั้งแรกเป็นยังไง ยังจูนกันติดรึเปล่า

อมยิ้ม : วันแรกเกร็งมาก ต้องทำตัวยังไงวะ เราอัดคลิปกันหลายเทคมาก เพราะในคลิปมันเกร็งมาก แต่พอผ่านวันแรกไปก็ไม่เกร็งแล้ว ผมกับพีชเวลาอัดคลิปเสร็จเราจะนั่งเม้าท์กันนานมาก พอได้คุยก็รู้สึกว่าเราสนิทกันมาก เรายังเป็นเหมือนเดิมกันเลย รู้สึกสนิทกันมากขึ้น เมื่อก่อนพีชไม่ด่าผมเลยนะ เดี๋ยวนี้ด่าแบบ พี่อมยิ้มแม่งแย่ว่ะ

พีช : (หัวเราะ) เมื่อก่อนฉันไม่ด่าเหรอ ไม่เคยรู้เลย

อมยิ้ม : เป็นเด็กมัธยม เกรงใจ เรียบร้อย ไม่มีคำหยาบเลย 

พีช : เออ เราไม่กล้าบอก หลาย ๆ เรื่องไม่อยากพูด ขี้เกรงใจ ตอนนี้เปิดใจหมดเลย รู้สึกยังไงก็พูดกัน 

พอพูดถึงเรื่องอดีตแล้วขอย้อนกลับไปตอนแรกสุด วงของคุณมีจุดเริ่มต้นยังไง

อมยิ้ม : ผมต้องถามว่าจะให้พีชเล่าหรือผมเล่า 

มันไม่เหมือนกันเหรอ

อมยิ้ม : มันเหมือนกันครับ แต่ของพีชจะยาว มีเรื่องที่ไม่ต้องเล่าก็ได้ (หัวเราะ)

ความสุข-เศร้าระหว่างทางของ The 38 years ago คู่หูในตำนานกับการกลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปี
เรื่องเล่าระหว่างทางของ The 38 years ago หลังการกลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปีที่ความผูกพันและเสียงดนตรีเป็นกาวประสานใจ

งั้นเอาเวอร์ชันสั้น กระชับ ได้ใจความ 

อมยิ้ม : ผมรู้จักกับพีชเพราะผมเป็นครูสอนดนตรี แล้วพีชก็เป็นนักเรียนของรุ่นพี่ วันหนึ่งพีชขึ้นไปเล่นโชว์บนเวที ตั้งแต่เริ่มเล่นจนจบ พีชแม่งเล่นผิดหมดเลย เราคิดในใจว่า ไอ้เด็กคนนี้แม่งคืออะไรวะ 

ผ่านมา 2 – 3 ปี ก็เริ่มสนิทกันเรื่อย ๆ ช่วงปิดเทอมเราเห็นพีชร้องเพลงอยู่บนหน้าฟีดเฟซบุ๊ก เลยทักไปถามว่าเรารวมวงกันไหม อีกวันก็มาเจอกันที่โรงเรียน 

ผมเอกเปียโน คลิปแรกผมก็เล่นเปียโน พีชร้องเพลง แล้วเสียงมันแตกมากเลยไปยืมกีตาร์ครูคนอื่นมา ซึ่งผมเล่นกีตาร์ได้นิดหน่อย พอตีคอร์ดได้ อัดไว้ 2 คลิปคือ เพลง รักไม่ต้องการเวลา กับ เธอยัง แต่ รักไม่ต้องการ เวลาคลิปมันเสีย เพลงแรกเลยกลายเป็น เธอยัง ไม่ได้กะว่าจะดังอะไรเลย 

ถามพีชว่าตั้งชื่อวงกันไหม พีชก็นำเสนอว่า อมยิ้มพีชไหม ผมก็โอ้ย โคตรสิ้นคิด (หัวเราะ) ไม่มีความครีเอทีฟอะไรเลย ตอนนั้นผมชอบวงที่ชื่อว่า Story of the year เลยอยากเอากิมมิกของปีมาใช้ แล้วก็เอาอายุเรามารวมกัน แก 16 ฉัน 22 เป็น 38 

พีช : ตอนนั้นเราวิ่งไปเรียนภาษาจีน แล้วอยู่ ๆ ก็มีแรงบันดาลใจจากคำว่า อาโก ภาษาจีน (หัวเราะ) เลยคิดว่าถ้าวงนี้ถูกบันทึกไว้ว่าเกิดขึ้นมาเมื่อ 38 ปีที่แล้วมันจะมีความหมายมาก 

มันดู Clickbait มากเลยนะ การกดเข้ามาเจอเด็กใส่ชุดนักเรียนร้องเพลงแต่ชื่อวงว่า 38 ปีที่แล้ว

พีช : (หัวเราะ) ทุกคนสงสัยหมดเลย ไอ้การพูด 5 4 3 2 1 ก็ไม่ใช่กลยุทธ์นะ เพลง เธอยัง มันเป็นเพลงสำรอง เป็นเพลงที่ทดลองอัด เราไม่รู้ว่าจะพูดตอนไหน สวัสดีก็ยังไม่พร้อมกัน เลยลองเคานต์ดาวน์ 5 4 3 2 1 ตอนนี้บางคนก็พูดว่าจะมาสวัสดีอะไรคนรู้จักคุณมาสิบปีแล้ว 

บอกได้ไหมว่าตอนนั้นคุณใช้อะไรอัดคลิป

อมยิ้ม : Canon EOS 550D ไม่มีไมค์ ขาตั้งกล้องก็ไม่มี เราใช้เก้าอี้เปียโนตั้ง ๆ แล้วก็ซ้อนกัน

เป็นแบบนั้นจนถึงคลิปไหน

อมยิ้ม : ตั้งแต่พีชผมสั้นยันผมยาวยันผมสั้นอีกรอบ หลายสิบคลิป จนได้เข้ามาอยู่ใน Warner Music 

ตอนที่ทำแล้วกระแสตอบรับดีขึ้นเรื่อย ๆ คิดอยากเป็นศิลปินจริงจังรึยัง

พีช : ยังเลยนะ ตอนนั้นพี่อมยิ้มยังพูดเลยว่า วันหนึ่งเราอาจจะมีซิงเกิลเป็นของตัวเองก็ได้ พีชตอบว่าเพ้อเจ้อ

อมยิ้ม : เออ ก็เพ้อเจ้อจริง ๆ ใครจะมาชอบเรา แอบหวังเล็ก ๆ แล้วกัน แต่ตอนนั้นมันยังไม่มีใครที่ทำคัฟเวอร์แล้วเป็นศิลปินได้ 

แล้วคุณเข้าไปเป็นศิลปินในค่ายเพลงได้ยังไง

พีช : เราได้ทำงานโปรดิวเซอร์คนหนึ่ง เขาพาไปรู้จักกับ Warner Music 

อมยิ้ม : พอเราเข้าไปก็ โห ที่นี่ไม่มีวงที่เรารู้จักเลย นอกจากคาราบาวกับพี่ปู พงษ์สิทธิ์ ช่วงนั้นเป็นช่วงแรก ๆ มาก ๆ นั่งคุยกับพีชว่า หรือเขาจะให้เราทำเพื่อชีวิตวะ (หัวเราะ) แต่เขาให้อิสระการทำเพลงกับเรามาก ได้ พี่แทน ลิปตา ได้ พี่แอ้ม อัจฉริยา มาช่วยเขียนเพลง

จากวงที่ใช้กล้องเก่า ๆ ตั้งบนเก้าอี้เปียโน วันที่มีซิงเกิลเป็นของตัวเองครั้งแรกรู้สึกยังไง

ทั้งคู่ร้องโอ้โห 

พีช : มันเกินฝันนะ ตอนเด็ก ๆ เราชอบฟังเพลงพี่เบิร์ดมาก ถ้าไม่ได้ฟังก่อนนอนก็จะพูดว่า เบิร์ด ๆ มีพี่เบิร์ดเป็นแรงบันดาลใจ เรานึกไม่ออกเลยว่าเราอยากเป็นอะไร เรามีความฝันเดียวคืออยากเป็นนักร้อง ช่วงที่ทำวงเราก็เดินสายประกวดร้องเพลงด้วย มีความพยายามมากที่จะเป็นนักร้อง วันที่ได้เป็นจริง ๆ ก็ดีใจมาก มันหายเหนื่อย 

อมยิ้ม : ส่วนผมเติบโตมากับดนตรี เมื่อก่อนผมชอบวง Zeal ชอบพี่เป๊กซ์มาก แล้วพอเข้ามหาวิทยาลัยก็ได้พี่เป๊กซ์เป็นพี่รหัส เราก็ฟูลฟิลนะที่ไอดอลกลายมาเป็นพี่รหัสเรา แล้ววันหนึ่งก็ได้เป็นศิลปินเหมือนพี่รหัสตัวเอง 

เรื่องเล่าระหว่างทางของ The 38 years ago หลังการกลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปีที่ความผูกพันและเสียงดนตรีเป็นกาวประสานใจ

ซูลูปาก้า ตาปาเฮ้

ที่อมยิ้มพูดว่ารอบนี้มันเหมือนซีซั่น 2 ของพวกคุณ แต่จริง ๆ นี่คือการเริ่มต้นใหม่รึเปล่า คุณกลัวบ้างไหม

อมยิ้ม : ในมุมผมก็กลัวเหมือนกันที่จะกลับมาทำ เพราะกลัวว่าปัญหาเดิมมันจะกลับมา พอพีชบอกว่าเคลียร์แล้ว งั้นผมจะแบ่งโฟกัสให้ 50 เปอร์เซ็นต์ ขอดูไปก่อน 

ที่ผมต้องให้แค่นั้นเพราะผมเป็นซึมเศร้าจากเรื่องนี้ ผมก็เลยกลัวมาก ๆ ว่าผมจะเป็นอาการแบบนั้นอีก เหมือนตัวเรามันหายไปแป๊บหนึ่งแล้ว พอกลับมาทำผมก็รู้สึกมีความสุข เหมือนได้ตัวเองกลับมา เรารู้สึกเหมือนตอนอายุเท่านั้นเลยที่เรายังมีความสุขกับการเล่นดนตรี 

ผมเติบโตมาในเส้นทางดนตรีตั้งแต่เด็ก แล้ววันหนึ่งดนตรีมันทำร้ายเรา เลยรู้สึกว่ากลัวมาก ๆ พอวันหนึ่งสิ่งที่เรากลัวมันเริ่มคลาย เราก็เต็มที่และจริงจังกับมันได้เหมือนเดิม เราไม่ได้กลัวว่าจะไม่มีคนฟังนะ แต่การเริ่มต้นใหม่มันท้าทายเราพอสมควร ว่าถ้าเรายังทำในรูปแบบเดิมจะดีไหม หรือถ้าทำรูปแบบใหม่จะมีคนชอบเราไหม 

พีช : ช่วงแรกถือว่ากลัว แต่ตอนนี้มันไม่นึกถึงความกลัวแล้ว เราไม่กลัวอะไรเลย คิดว่าถ้าทำด้วยหัวใจยังไงคนก็สัมผัสได้ เพราะว่าเราทำอย่างนั้นมาตลอดเวลา สิ่งที่จะทำคือก็คือ จะเก่งขึ้น โตขึ้น อุปกรณ์พร้อมมากขึ้น แต่ยังไม่ทิ้งความเป็นธรรมชาติ

ตอนนี้ The 38 years ago ครบรอบกี่ปีแล้วนะ

อมยิ้ม : 10 ปี

เคยย้อนกลับไปดูคลิปแรกของตัวเองไหม รู้สึกยังไงที่มาไกลถึงจุดนี้

อมยิ้ม : รู้สึกว่าสิ่งที่เราทำ เราชอบ ก็เติบโตมาเป็นสิ่งที่เราต้องการได้ เราตั้งใจไว้แต่แรกว่าจะเล่นให้สนุกที่สุด ตอนนี้ก็ยังสนุก ภาคภูมิใจที่มันงอกเงยมาขนาดนี้ได้

พีช : เป็นความทรงจำที่ดี ต่อให้ระหว่างทางจะมีพายุ มีหินทรายโหมกระหน่ำ หรืออะไรก็แล้วแต่ สุดท้ายเราก็มีความสุขกับมัน

อมยิ้ม : ผมรักวงมาก ผมทำทุกอย่างโดยที่ไม่เคยบ่นว่าเหนื่อยมาตั้งแต่แรก ดีใจที่วงยังได้ไปต่อ แล้วได้มาอยู่ในค่าย LOVEiS ทุกวันนี้ ขอบคุณพี่ ๆ ทุกคนที่กรุณา ต่อจากนี้จะพยายามทำเพลงในแบบที่เราชอบให้ดีที่สุด ให้ทุกคน แฟนคลับ หรือคนที่ยังไม่เคยรู้จัก ได้รู้จักเรามากขึ้น

บางคนบอกให้เราร้องเพลงอย่างเดียว ไม่ต้องคุยกัน แต่เราว่ามันเป็นการเตรียมความพร้อมของพวกเราเองด้วย คลายความเกร็ง เคยมีคลิปหนึ่งถ่าย 30 เทค จนนิ้วเปื่อย คอแหก 

พีช : เพราะเราไม่คัทเลย เราร้องเพลงกันแบบลองเทค (หัวเราะ)

เห็นแฟนคลับชอบคอมเมนต์ว่าฟังวงนี้มาตั้งแต่ ม.ต้น เรียนจบ จนทำงาน ก็ยังฟังอยู่เลย 

พีช : เราดีใจมาก เพราะเขาก็มีหนทางที่จะไปฟังคนอื่นที่ดีกว่าเรา แต่ทำไมเขายังรักเรา (หัวเราะ) เขายังเลือกเรา ยังจำเราได้ บางคนเคยเปิดเพลงเราฟังในห้องเรียน นี่คือนักดนตรีที่เขารักมากในวัยเด็ก ณ วันนี้เขาก็ยังรักอยู่ ทำไมคนคนหนึ่งรักเราขนาดนี้ได้ยังไง รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งมหัศจรรย์มากเลย ขอบคุณจริง ๆ ที่เขารู้สึกแบบนั้น 

อมยิ้ม : เหมือนเราเป็นสื่อกลางให้กับเขาในบางโมเมนต์ ไม่ต้องไกลตัว น้องสาวแฟนผมก็เคยส่งเพลงเราไปจีบผู้ชาย มีคอมเมนต์หนึ่งบอกว่า แฟนเขาเคยส่งเพลงของเราให้ตอนจีบกัน ปัจจุบันเขาแต่งงานมีลูกแล้ว เหมือนเราเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของเขาเลย

พีช : รู้สึกแล้วว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร มันคือสิ่งนี้แหละ มันมีคุณค่ากับเรามาก

จากการพูดคุยกันมาทั้งหมด ทุกคนต่างมีช่วงเวลาที่ยากลำบากให้ข้ามผ่าน และเสียงดนตรีเป็นสิ่งที่ดึงพวกคุณกลับมา ถามหน่อยว่าเสียงดนตรีมีความหมายยังไงสำหรับคุณ

พีช : สำหรับเรามันคือจิตวิญญาณ ที่ต่อให้ทำงานประจำ เลิกงานแล้วมาร้องเพลงคนเดียว เปิดเพลงฟัง ก็มีความสุขแล้ว เสียงเพลงไม่เคยไปไหน มันอยู่กับเรา และเป็นสิ่งที่ชุบชีวิตเราจริง ๆ เราเห็นคุณค่ามันมากที่สุดในชีวิตตอนนี้ 

อมยิ้ม : อย่างที่บอกว่ามีจุดหนึ่งที่รู้สึกไปเองว่าดนตรีมันทำร้ายเรา เป็นช่วงที่มืดมนที่สุดในชีวิตของเราเลย เราเล่นดนตรีไม่ได้ ฟังเพลงก็ไม่สุนทรีย์ จนเราไปอยู่กับตัวเองครึ่งปี ใช้ชีวิตไปเรื่อยเปื่อย วันหนึ่งหมอก็บอกให้เอาสิ่งที่เรากลัวมาบำบัด เราเริ่มจากที่ตัวเองสะสมไวนิล เริ่มฟังเพลง เริ่มกลับมาเล่นได้ เริ่มไปดูเฟสติวัล คุยกับคนอื่นเรื่องเพลงมากขึ้น จนปัจจุบันนี้เราก็มีความสุขกับการฟังเพลงมาก ๆ รู้สึกว่ามันคือสิ่งที่จรรโลงจิตใจเรา ให้เรายังมีชีวิต

พีช : ดนตรีคือชีวิตเลย มัน Make Life ให้ Alive ไม่งั้นเราคงไม่หายไปจริง ๆ เป็นช่วงเวลาที่เราได้ทบทวนว่าเราจริงใจกับมันจริง ๆ ไหม เราไม่สามารถออกไปในนาม พีช แล้วร้องเพลงคนเดียวได้ เพราะเราไม่อยากให้วงแตก เราไม่อยากร้องคนเดียว

อมยิ้ม : วันสุดท้ายที่ผมกับพีชคุยกันว่าเราจะไม่ทำวงต่อ เราจะพักแล้ว ผมบอกเลยว่าถ้าพีชไม่ได้เป็นนักร้อง ผมก็ไม่ทำวงนี้ต่อนะ ผมไม่รู้สึกว่าจะต้องเอาใครมาแทนพีช แล้วผมก็รักษาคำพูดมาตลอด 

นั่นคือประโยคที่คุณเคยพูดไว้ก่อนพักวง อยากให้พูดอะไรถึงกันและกันอีกครั้งในวันที่กลับมารวมตัวกันใหม่

อมยิ้ม : ผมดีใจนะที่พีชกลับมา ดีใจมาก ๆ ที่ได้กลับมารวมวง ได้เดินต่ออีกครั้ง วงนี้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา เรามีความทรงจำที่ดีมาก ๆ ร่วมกันเยอะ ก็ดีใจที่กลับมา

พีช : ขอบคุณที่เหนื่อยมาด้วยกัน ทุกช่วงเวลามันมีความสุขมาก ๆ ขอบคุณตัวเองด้วยที่สามารถก้าวข้ามความกลัว ทุกความรู้สึก ดีใจที่ได้กลับมา มันมากกว่าคำว่าขอบคุณ บางคนบอกว่าวงเราเป็นแรงบันดาลใจให้เขา แต่เขาต่างหากที่เป็นแรงบันดาลใจให้เรา

อมยิ้ม : อยากขอบคุณคนที่ยังฟังพวกเรา คนที่ยังรอพวกเรา ถ้าไม่มีทุกคนก็ไม่มีพวกเรา ดีใจมาก ๆ ที่คุณยังอยากเห็นพวกเราทำอะไรใหม่ ๆ ขอบคุณจริง ๆ มีคอมเมนต์บอกว่าวงเราเติบโตมา 10 ปีแล้ว เราโตไม่ทันเด็กยุคใหม่ ๆ แล้ว เราก็มานั่งคุยกัน เพราะเราอยากให้ทุกคนได้ฟังเวอร์ชนที่ดีที่สุดในความสามารถของเรา 

เรื่องเล่าระหว่างทางของ The 38 years ago หลังการกลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปีที่ความผูกพันและเสียงดนตรีเป็นกาวประสานใจ
เรื่องเล่าระหว่างทางของ The 38 years ago หลังการกลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปีที่ความผูกพันและเสียงดนตรีเป็นกาวประสานใจ

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เรากำลังแพ็กกระเป๋าเตรียมไปเรียนต่อ มวลของหนักอึ้งจนกระเป๋าแทบปิดไม่ลง แต่ยังไงก็ต้องหาพื้นที่ใส่หนังสือ ‘ร้านเครื่องเขียนไทย’ (태국문방구) ของ ฮั่น-อี ฮยอนคยอง ที่อุตส่าห์แคะกระปุกซื้อมาเหมือนกันทั้งหมด 3 เล่มให้ได้ ยิ่งปกในของหนังสือประดับลายเซ็นและข้อความน่ารัก ๆ เป็นภาษาไทยกับเกาหลีจากผู้เขียน ที่เราได้รับมาตอนแวะไปสนทนากับเธอด้วยแล้ว จะไม่ขนไปได้อย่างไร แม้ว่าจะอ่านภาษาเกาหลีได้ในระดับผู้ฝึกฝนจากซับไตเติลซีรีส์ และอาจต้องใช้พลังงานแบกกระเป๋าขึ้นรถไฟเพิ่มขึ้นหน่อยก็จะสู้! เพราะหนังสือเล่มนี้ทำให้เราย้อนให้นึกถึงวันที่มีโอกาสนั่งคุยกับเธอ

วันนั้นเราไปตามนัดอย่างไม่เข้าใจเลยสักนิด ว่าร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนสัญชาติไทยมีดีอะไร ถึงทำให้สาวเกาหลีผู้เคยไปร้านเครื่องเขียนมาหลายร้านรอบโลกติดใจ จนถึงขนาดว่าเขียนหนังสือออกมาเป็นเล่ม ๆ และทำไมหนังสือที่มีแต่เรื่องเครื่องเขียนไทยถึงขายดิบขายดีในเกาหลี หลังจากเราใช้เวลาเกินค่อนวันกับฮั่น ก็ได้คำตอบที่ทำให้มุมมองเกี่ยวกับเครื่องเขียนไทยของเราเปลี่ยนไป

  เมื่อคนบ้าเครื่องเขียนมาพบกัน คงไม่มีคำทักทายไหนสื่อใจได้ดีเท่ากับการให้อุปกรณ์เครื่องเขียนอีกแล้ว เพื่อนสาวของเราหยิบแผ่นลอกตัวอักษรไทยสำหรับ Letterpress จากเชียงใหม่มาฝากฮั่น 

พอเธอเห็นเท่านั้นก็ตาโต รีบลุกขึ้นมาถามว่าเป็นสติกเกอร์อะไรและได้มาจากที่ไหน

 “ฮั่นชอบอักษรไทย” เธอพูดขึ้นระหว่างพลิกดูแผ่นลอกอักษรไทยด้วยภาษาไทยที่ฟังลื่นไหลเป็นธรรมชาติ “ฮั่นเกิดที่เกาหลี ใช้แต่อักษรฮันกึล ไม่เคยสังเกตว่าสวยหรือไม่สวย แต่พอเห็นอักษรไทยแล้วคิดว่าสวยมาก ๆ แล้วก็ชอบสติกเกอร์ติดรถมาก ๆ ค่ะ เพราะที่เกาหลีไม่มี” เธอตอบด้วยเสียงสดใส

 “แต่ก็มีสติกเกอร์บางอันนะคะที่รูปน่ารัก แต่สามีบอกว่าคำนี้ไม่ดี เราตกใจ จะรีบแกะออก” นักสะสมเครื่องเขียนหัวเราะ เมื่อเล่าถึงสติกเกอร์ติดรถสีแจ่มที่เธอซื้อมาจากรถเข็นขายสติกเกอร์ 

หัวข้อหลักที่เรามาคุยกับฮั่น คือเรื่องราวของหนังสือร้านเครื่องเขียนไทยที่เขียนโดยคนเกาหลี เป็นภาษาเกาหลี ตีพิมพ์และจำหน่ายในเกาหลี แต่บทสนทนาทั้งหมด ฮั่นยินดีคุยกับเราเป็นภาษาไทย

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

เปิดกระเป๋าเครื่องเขียน

อี ฮยอนคยอง หรือ ฮั่น เธอเป็นหญิงสาวจากแดนโสมขาวที่ย้ายมาใช้ชีวิตในประเทศไทยเป็นเวลา 3 ปีจนติดใจข้าวเหนียวมะม่วง ปัจจุบันเธอทำงานเป็น Graphic Designer เต็มเวลาที่ foodpanda

ก่อนหน้านี้เธอเรียนจบด้าน Visual Design จาก Hongik University ดูจากหน้าที่การงานและการศึกษา เหมือนว่าเธอจะมีดินสอและปากกาเป็นอาวุธคู่กายมาแต่ไหนแต่ไร 

ฮั่นเล่าว่าเธอชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก ด้วยคุณพ่อเป็นสถาปนิก ทำให้เธอมีอุปกรณ์วาดเขียนอยู่ใกล้ไม้ใกล้มือตลอด ตอนเด็ก ๆ เธอชอบวาดดวงดาวเป็นพิเศษ เพราะเด็กหญิงฮั่นมีความฝันอยากเป็นนักบินอวกาศของนาซ่า พอโตขึ้นอีกหน่อย จึงรู้ตัวว่ารักแท้ของเธอไม่ได้อยู่นอกโลก แต่อยู่ในกระเป๋าเครื่องเขียนใบเบ้อเริ่มที่พกไปโรงเรียนด้วยกันทุกวันต่างหาก ในนั้นมีเครื่องเขียนครบครันทุกประเภทประหนึ่งกระเป๋าโดราเอมอน ดินสอหลากสี ยางลบหลายแบบ และปากกาหลายแท่งให้เพื่อน ๆ เลือกยืม

 “เราจำได้ว่ามีปากกา 30 แท่ง กระเป๋าเลยหนักทุกวันเพราะเครื่องเขียน” 

อุปกรณ์ที่โปรดปรานถึงขั้นต้องพกไปทุกที่ คืออุปกรณ์ง่าย ๆ อย่างดินสอไม้และกบเหลา

ทุกวันก่อนเข้าเรียนและหลังเลิกเรียน เธอแวะไปร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนข้างโรงเรียน เพื่อดูว่ามีอะไรใหม่ ๆ มาวางขายบ้าง ถ้าเจอชิ้นที่ถูกใจ ฮั่นก็ควักเงินค่าขนมอันน้อยนิดที่คุณพ่อให้ออกมาซื้อสมาชิกใหม่กลับบ้าน การเดินดูของในร้านเครื่องเขียนจึงเป็นเวลาแห่งความสุขตั้งแต่นั้นจนถึงวันนี้

สาว ๆ คนอื่นอาจชอบช้อปปิ้งเสื้อผ้า แต่ฮั่นชอบช้อปปิ้งเครื่องเขียนมากกว่าเป็นไหน ๆ 

“ตอนเด็กเราไม่สนใจเสื้อผ้า สนใจแต่หนังสือกับเครื่องเขียน” เธอแววตาเป็นประกาย

ตอนย้ายมาไทย กระเป๋าเสื้อผ้าเธอเบาหยอง ที่เหลือเธอขนเครื่องเขียนจากเกาหลีมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขนาดว่านี่เป็นเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์จากทั้งหมดที่มี เธอหยิบเครื่องเขียนออกมาจากลิ้นชักมาให้เราดูอีกเพียบ ฮั่นบอกว่ามีหลายครั้งที่เธอเพลิดเพลินกับการซื้ออุปกรณ์จนลืมเวลา 

“ฮั่นเคยใช้เวลาอยู่ในร้านเครื่องเขียนที่นิวยอร์ก 4 ชั่วโมง” นักสะสมเครื่องเขียนหัวเราะ

เธอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ค่าเสียหายเฉพาะเครื่องเขียนในครั้งนั้นเป็นราคา 10,000 บาท ยังไม่พอ วันถัดมากลับมาจับจ่ายเครื่องเขียนอีก 10,000 บาท จนเราสงสัยว่าเธอต้องหยิบดินสอ ปากกา สมุด ลงตะกร้าสักกี่อัน ถึงได้เสียหายหลายหลักขนาดนั้น คงเพราะร้านเครื่องเขียนคืออาณาเขตสุขใจ เธอจดจำทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ไม่เคยลืม เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ฮั่นกลับไปเยี่ยมร้านเครื่องเขียนข้างโรงเรียนอีกครั้ง เธอดีใจมากที่ร้านยังเปิดให้บริการ แต่ทราบข่าวเศร้าว่าคุณลุงที่เคยขายเครื่องเขียนเสียชีวิตแล้ว 

“ร้านเครื่องเขียนข้างโรงเรียนนี้เปิดมาประมาณ 40 ปีแล้วค่ะ ฮั่นแวะไปตั้งแต่อายุ 6 – 7 ขวบ ตอนรู้ข่าวว่าคุณลุงไม่อยู่แล้ว เสียใจมาก ๆ เลยค่ะ พอเพื่อน ๆ ทุกคนรู้ข่าวก็เสียใจกันหมด” 

ร้านเครื่องเขียนคือสิ่งที่ฮั่นนึกถึงอยู่เสมอ

แต่สิ่งที่ไม่เคยอยู่ในหัวของเธอเลย คือการย้ายมาใช้ชีวิตที่ประเทศไทย

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

เปิดประตูร้านเครื่องเขียน

“สามีเปลี่ยนชีวิตค่ะ” 

ฮั่นตัดสินใจย้ายมาทำงานที่ไทย เพราะสามีของเธอเป็นคนไทย แต่เธอก็เกือบจะย้ายกลับเกาหลีหลายรอบ เพราะการใช้ชีวิตในแผ่นดินใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย 

“ความจริงช่วง 1 – 2 ปีแรกของการอยู่ประเทศไทย เราไม่มีเพื่อนเลย มีแค่สามีคนเดียว” 

ฮั่นเคยมาประเทศไทยครั้งเดียวเมื่อหลายสิบปีก่อน ก่อนจะย้ายมาอยู่ระยะยาว 

“บางวันก็คิดว่าทำไมฮั่นมาที่นี่ มันดีหรือเปล่า กลับบ้านดีกว่าไหม บางวันก็ร้องไห้” แถมในตอนนั้นร้านอาหารเกาหลียังมีไม่มากเหมือนตอนนี้ นั่นทำให้เธอรู้สึกแปลกถิ่นมากขึ้นอีกหลายเท่า แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่พ่ายแพ้ต่อความเหงา ฮั่นตัดสินใจอยู่ประเทศไทยต่อ และเริ่มเข้าเรียนคลาสภาษาไทย 

“พอเรียนภาษาไทย ก็เริ่มมีเพื่อนมากขึ้น ทำให้ชีวิตเริ่มลงตัว” เธอเล่าพร้อมรอยยิ้ม

ไม่นานนัก อาหารอีสาน ข้าวเหนียวมะม่วง หมูกระทะ ก็กลายเป็นอาหารจานโปรดของเธอ

และสิ่งสำคัญมากที่ทำให้สาวเกาหลีคนนี้หายเหงา คือการเดินเข้าร้านเครื่องเขียน 

“ร้านเครื่องเขียนไทยร้านแรกที่เราไปคือร้านเสริมทรัพย์ที่เยาวราช” เธอเผอิญเดินผ่านระหว่างทางไปซื้อกาแฟ “เราตื่นเต้นมาก เพราะเห็นในร้านมีของเก่าเยอะมาก เป็นร้านที่เปิดมา 50 – 60 ปี

“ฮั่นไปร้านนี้ประมาณ 4 – 5 ครั้ง เพราะมีเรื่องที่อยากรู้เยอะมาก อยากรู้ว่าเครื่องเขียนชิ้นนี้คืออะไร ซื้อมาจากที่ไหน ขายหรือเปล่า” ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นพูดภาษาไทยไม่ได้เลยสักคำ เธอพยายามสื่อสารสุดชีวิตเพื่อจะรู้เรื่องเครื่องเขียนที่สนใจให้ได้ 

“เดี๋ยวนี้ที่โซลไม่เห็นร้านเครื่องเขียนวินเทจจริง ๆ แบบร้านเสริมทรัพย์เลย แต่ต่างจังหวัดพอมีอยู่บ้าง ส่วนช่วงโควิด-19 ก็ปิดตัวไปเยอะเพราะไม่มีลูกค้า” นี่เป็นเรื่องพิเศษมากที่ร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนในประเทศไทยที่มีอายุมากกว่า 10 ปี ยังดำเนินกิจการต่อไปได้ 

ไหน ๆ ก็เริ่มพูดถึงร้านเครื่องเขียนในไทยแล้ว เราจึงขอถามประเด็นที่สงสัยมากที่สุดเลยแล้วกัน

“คุณมองเห็นอะไรในเครื่องเขียนไทย ทั้ง ๆ ที่คนไทยไม่นิยมใช้เครื่องเขียนไทย”

ฮั่นย้อนถามทันทีว่า “ทำไมล่ะคะ” 

เราอึ้งไปครู่หนึ่ง ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร เพราะไม่เคยนั่งคิดจริง ๆ ถึงเหตุผลที่ทำให้คนไทยไม่ค่อยใช้เครื่องเขียนของประเทศตัวเอง เลยตอบไปว่า น่าจะเป็นเพราะเครื่องเขียนไทยดูเชย เมื่อเทียบกับเครื่องเขียนญี่ปุ่น เกาหลี ทั้งคุณภาพดีและออกแบบให้ดูน่ารักน่าใช้ 

ฮั่นบอกว่าความคิดแบบนี้ไม่แปลกและไม่ผิด เพราะคนเกาหลีก็มองว่าเครื่องเขียนเกาหลีไม่น่าใช้เหมือนกัน ฮั่นหยิบกล่องดินสอไม้ตราม้าขึ้นมาวางบนโต๊ะ ดินสอไม้ตราม้านี่แหล่ะคือตัวอย่างของเครื่องเขียนไทยสุดคลาสสิก แพ็กเกจจิ้งเรโทรสุด ๆ และด้ามดินสอก็จับถนัดมือ เป็นเครื่องเขียนไทยชิ้นโปรดของเธอ และฮั่นเคยหิ้วใส่กระเป๋าเดินทางกลับเกาหลีหลายสิบกล่อง จน ตม. เรียกตรวจกระเป๋า!

ฮั่นคงตกหลุมรักเครื่องเขียนไทยจริง ๆ ไม่อย่างนั้นจะเขียนหนังสือออกมาเป็นเล่มได้อย่างไร 

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

เปิดหนังสือเครื่องเขียนไทย

“ทีแรกไม่เคยคิดเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทยเลยค่ะ” นักเขียนตอบทันที เมื่อเราถามถึงจุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มแรกของเธอ “แค่รู้สึกว่าร้านเครื่องเขียนไทยมีคอนเทนต์ดี ๆ และน่าถ่ายรูปเก็บไว้”

เธอเริ่มโพสต์ร้านเครื่องเขียนไทยลงอินสตาแกรม อธิบายเกี่ยวกับเครื่องเขียนไทยให้คนเกาหลีอ่าน ซึ่งหนึ่งในผู้อ่านคือสำนักพิมพ์เกาหลีอิสระแห่งหนึ่งที่สนใจทำหนังสือเกี่ยวกับประเทศอาเซียน

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี
Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

“สำนักพิมพ์ sojanggak (โซจังกัก) ติดต่อมาว่า สนใจทำหนังสือเกี่ยวกับเครื่องเขียนไทยไหม ฮั่นสนใจอยู่พอดีค่ะ เลยตอบตกลง” เธอเห็นว่าคนเกาหลีส่วนใหญ่ชอบไปเที่ยวประเทศไทย แต่หนังสือท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักแนะนำร้านอาหาร คาเฟ่ แต่ยังไม่มีหนังสือที่แนะนำประเทศไทยผ่านร้านเครื่องเขียนเลย นั่นเป็นเหตุผลที่เธอเอาด้วยในทันที กระบวนการทำหนังสือใช้ระยะเวลา 2 ปีกว่าจึงเริ่มเป็นรูปร่าง

ลำดับแรก เธอเริ่มจากการรวบรวมชื่อร้านที่น่าสนใจ โดยการเสิร์ชหาข้อมูลและฟังคำแนะนำของคนรู้จัก ซึ่งขั้นตอนนี้สบายมาก เพราะเป็นปกติอยู่แล้วที่ไม่ว่าจะไปที่ไหนเธอก็สรรหาร้านเครื่องเขียนน่าสนใจเตรียมไว้เสมอ แต่ที่ยากคือหลายครั้งสถานการณ์จริงเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าข้อมูลที่ค้นเจอ 

“ตอนนั้นเตรียมเขียนร้านเครื่องเขียนในกรุงเทพฯ แต่พอเช็กอีกทีร้านปิดแล้ว กลายเป็นว่าต้องหาที่เขียนใหม่ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่หลายร้าน บางที่อยากไปมาก แต่โทรไปช่วงโควิด ไม่มีคนรับสาย”

ใช่แล้ว กระบวนการทำหนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นช่วงวิกฤตโรคระบาด เธอและผู้ออกแบบหนังสือของสำนักพิมพ์เกาหลี จึงพบปะ ปรับแก้ และทำทุกกระบวนการผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้น

“เราไม่เคยเจอตัวกันจริง ๆ เลย” – เธอย้ำความจริง

หนังสือเล่มนี้ปรับแก้มาหลายรูปแบบกว่าจะออกมาเป็นเล่มล่าสุดที่เราเห็น 

เธอปรับตั้งแต่ปก สี การจัดวางภาพและตัวอักษรให้น่าอ่าน กระทั่งตำแหน่งของ QR Code สำหรับให้ผู้อ่านสแกนและปักหมุดที่ตั้งของร้านแต่ละร้าน เพื่อให้ผู้อ่านตามเก็บร้านแนะนำได้แบบไม่ปวดหัว 

“เวลาคนเกาหลีมาไทยก็พกหนังสือมาด้วย สแกน QR Code แล้วเดินตามแผนที่ได้เลย” 

ความคิดและชีวิตของ Lee Hyunkyung  นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี ตระเวนร้านเครื่องเขียนทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย

ส่วนเนื้อหา เธอเขียนเล่าเกี่ยวกับร้านเครื่องเขียน 20 ร้าน จากทั้งหมด 60 ร้าน โดยทุกร้านในหนังสือได้รับการคัดสรรมาแล้วว่า คุณภาพเครื่องเขียนเลิศ เรื่องราวน่าสนใจ และมีที่มาจากหลายจังหวัด เช่น เชียงใหม่ ปาย ลำปาง ขอนแก่น กาฬสินธุ์ อุดรธานี นครปฐม หาดใหญ่ เกาะสมุย และภูเก็ต 

นี่หมายความว่าเธอต้องเคยไปทุกจังหวัดที่กล่าวมา ไม่เหนื่อยหรือยังไงนะกับการทำงานประจำควบคู่ไปกับการทำหนังสือ ต้องเขียน เดินทางไปสัมภาษณ์ และช่วยออกความเห็นด้านดีไซน์

เธอมีเทคนิคดี ๆ อะไรในการการบาลานซ์ชีวิตช่วงนั้นของตัวเองหรือเปล่า – เราสงสัย

ฮั่นหัวเราะนิด ๆ ก่อนจะตอบว่า “ไม่มีค่ะ ชีวิตไม่บาลานซ์ค่ะ” – เธอสารภาพ

หลังทำงานประจำเสร็จตอน 1 ทุ่ม เธอก็กลับมานั่งเขียนหนังสือต่อที่บ้านจนถึงตี 1 ตี 2 

“แต่ไม่เหนื่อยนะคะ กลายเป็นว่าการกลับมาทำหนังสือ ทำให้หายเหนื่อยด้วยซ้ำไป” 

หลังจากใช้เวลา 2 ปีกว่าเพื่อทำหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ในที่สุดสำนักพิมพ์ก็ส่งหนังสือฉบับสมบูรณ์มาให้ดูถึงกรุงเทพฯ ครั้งแรกที่พลิกอ่านหนังสือเล่มแรกในชีวิต เธอเกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ 

ความคิดและชีวิตของ Lee Hyunkyung  นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี ตระเวนร้านเครื่องเขียนทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย

เปิดโลกมิตรภาพทั่วประเทศไทย

อย่างหนึ่งที่ฮั่นประทับใจมากเกี่ยวกับร้านเครื่องเขียนไทยคือ สารพัดสิ่งของนอกเหนือจากอุปกรณ์เครื่องเขียนซึ่งมักวางอยู่ในร้านด้วย นั่นทำให้เธอเข้าใจวัฒนธรรมไทยเพิ่มขึ้นอีกระดับ 

“ตอนนั้นไปร้านเครื่องเขียนที่เชียงราย เห็นขายกระบี่กระบองด้วย ไม่รู้ว่าคืออะไร ตอนนี้รู้แล้วว่าเป็นกีฬาไทยชนิดหนึ่ง” ครั้งแรกที่ได้เห็นตี่จู้เอี๊ยะอยู่ในร้านเครื่องเขียนก็ที่ประเทศไทยนี่แหล่ะ

“ที่เกาหลีไม่มีแบบนี้ เห็นทีแรกตกใจ แต่ร้านเครื่องเขียนไทยที่ไปมาหลายร้านก็มีเหมือนกัน เรารู้สึกสนุกดีที่ได้เรียนรู้วัฒนธรรมของภาคต่าง ๆ ในไทย หลากหลายและมีความพิเศษของตัวเอง” 

เครื่องสังฆทานที่วางจำหน่ายในบางร้าน ก็ทำให้ฮั่นอยากรู้เพิ่มเกี่ยวกับวัฒนธรรมเมืองพุทธ

เรื่องราวในหนังสือไม่ได้เกี่ยวข้องกับเครื่องเขียนเพียงอย่างเดียว แต่สอดแทรกความทรงจำระหว่างเธอกับเจ้าของร้านเครื่องเขียนด้วย ฮั่นยกตัวอย่างเหตุการณ์ตอนแวะร้านน้องอิมอิม เกาะสมุย ให้ฟัง 

“จริง ๆ แล้วน้องอิมช่วยพ่อแม่ขายของ เราเดินทางไปที่ร้านด้วยมอเตอร์ไซค์ แล้วอากาศร้อนมาก พอถึงหน้าร้านน้องอิมก็เลยเอาน้ำแข็งมาให้ แล้วก็ช่วยเช็ดรถให้ก่อนที่ฮั่นจะเดินเข้าร้านเครื่องเขียน” 

ไมตรีจิตระหว่างเจ้าของร้านและลูกค้า คือความสุขที่ได้มาโดยไม่ต้องจับจ่าย

“ตอนทำหนังสือ ฮั่นรู้สึกมีความสุขจริง ๆ ตอนที่ยังไม่ได้ทำหนังสือ ฮั่นไม่มีเพื่อนที่ไทยเลย แต่การเดินทางตามร้านเครื่องเขียน ทำให้เจอและทำความรู้จักกับเจ้าของร้าน ได้ฟังเรื่องราวของเขา” 

จากที่เคยร้องไห้ทุกวันเพราะย้ายมาต่างถิ่น ตอนนี้เธอมีเพื่อนมากกว่า 10 จังหวัดทั่วไทย 

ขอเล่าย้อนไปนิด เราทำความรู้จักกับฮั่นครั้งแรกผ่านอินสตาแกรม Mooontreee มีประโยคหนึ่งเขียนไว้บนหน้าโปรไฟล์ของเธอว่า ‘ฮั่นอยากจะเป็นเพื่อนกับคุณได้ไหม’ – เรายังจำได้จนถึงวินาทีนี้ 

เปิดหน้าถัดไปของชีวิต

เมื่อหนังสือ ‘ร้านเครื่องเขียนไทย’ วางแผงในประเทศเกาหลี (ประเทศไทยเมื่อต้นปีนี้) ผลตอบรับดีเกินคาด! ผู้เขียนชื่นใจเป็นอย่างยิ่ง (เราสัมผัสได้) ที่เกาหลีหนังสือขายไปแล้วกว่า 1,500 เล่ม ผู้อ่านเขียนข้อความชื่นชมและขอบคุณที่ฮั่นนำร้านเครื่องเขียนไทยมาแบ่งปัน เธอบอกว่ามั่นใจตั้งแต่แรกแล้วว่ายังไงหนังสือเล่มนี้ก็ขายออก เพราะร้านเครื่องเขียนไทยมีเรื่องราวน่าสนใจ ถ้าเรื่องน่าสนใจ มีเหตุผลอะไรที่คนจะไม่อ่าน ส่วนในประเทศไทย เพื่อนคนไทยหลายคนชอบและเชียร์ให้แปลเป็นภาษาไทยด้วย

แต่ขนาดยังไม่ทันแปลเป็นภาษาไทย ก็มีคนไทยมาจ่อคิวซื้อไปอ่านแล้ว

“หนังสือ 10 เล่มแรก วางขายที่ร้าน Vacilando Bookshop ค่ะ หนังสือขายหมดภายใน 2 วัน ตอนนี้คนไทยเรียนภาษาเกาหลีกันเยอะ บางคนที่สนใจเครื่องเขียนอยู่แล้ว เขาก็ซื้อไปฝึกอ่านด้วย” 

ถึงอย่างนั้น การแปลหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ยังคงเป็นสิ่งหนึ่งที่เธอตั้งใจจะทำในอนาคต เพื่อให้เรื่องราวของร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนไทยเข้าถึงผู้อ่านได้มากขึ้นกว่าเดิม 

“แปลเป็นภาษาไหนก่อนดีคะ” ฮั่นขอความเห็น เราตอบจากใจจริงเลยว่า ขอเป็น 2 ภาษาพร้อม ๆ กันเลยได้ไหม เพราะคนแปลหนังสือช่างหายาก ฮั่นจึงบอกว่าขอแปลทีละภาษาก่อนแล้วกัน 

นอกจากแปลหนังสือ ยังมีอีกหลายสิ่งที่ฮั่นอยากทำ อย่างแรก เธอตั้งใจสร้างคอมมูนิตี้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทยและเกาหลี เชื่อมโยงคน 2 ประเทศให้รู้จักและเข้าใจกันมากขึ้น ตอนนี้เธอเริ่มวางแผนทำฝันให้เป็นจริงกับเพื่อนคนไทย ใบ้ให้ว่าเป็นหนังสือ 

อย่างถัดไป เธออยากทำ (มาก) คือเปิดร้านเครื่องเขียนเป็นของตัวเอง โดยจะขายเครื่องเขียนไทยและเกาหลี โดยเธอเป็นคนคัดสรร เป็นร้านที่มีคนรู้จริงเลือกเครื่องเขียนแต่ละชิ้นตามความต้องการของลูกค้าแต่ละคนได้ ‘เหมือนร้านชิมไวน์’ – เธอว่า

ตอนนี้ยังไม่แน่ใจว่าจะเปิดร้านที่จังหวัดไหนหรือเมื่อไหร่ แต่ที่แน่ ๆ เปิดร้านที่ไทย! ชื่อร้านคงหนีไม่พ้น Moontree เพราะเป็นชื่อที่สื่อสารตัวตนของเธอที่เป็นคนชื่นชอบธรรมชาติได้เป็นอย่างดี 

เราเหลือบไปเห็นนาฬิกาแล้วพบว่าพวกเราคุยกันนานจนลืมกินข้าวเที่ยง เป็นเวลาอันสมควรที่จะรวบรัดการสัมภาษณ์ ฮั่นฝากเรื่องสุดท้ายก่อนที่เราพักกินขนมอบที่เธอและสามีเตรียมไว้ให้ 

“สมัยนี้คนใช้เทคโนโลยีมากขึ้น บันทึกลงกระดาษน้อยลง ฮั่นอยากเห็นคนกลับมาเขียน”

ความรู้สึกในยามที่ความคิดปรากฏเป็นอักษรบนหน้ากระดาษ ผ่านการเชื่อมต่อของสมองสู่ปลายปากกา ช่างพิเศษเกินกว่าสิ่งใดทดแทน 

ความคิดและชีวิตของ Lee Hyunkyung  นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี ตระเวนร้านเครื่องเขียนทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย

แบ่งปันเรื่องราวเครื่องเขียนไทยและเป็นเพื่อนกับฮั่นได้ที่ mooontreee

Writer

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

Photographer

ณัฐวุฒิ เตจา

เกิดและโตที่ภาคอีสาน เรียนจบจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ สนใจเรื่องราวธรรมดาแต่ยั่งยืน ตอนนี้ถ่ายภาพเพื่อเข้าใจตนเอง ในอนาคตอยากทำเพื่อเข้าใจคนอื่นบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load