10 สิงหาคม 2565
18 K

“ไปดูชื่อคนแต่งมา แอ้ม อัจฉริยา อีกแล้ว!”

“เพลงนี้ดีมาก ฟังแล้วรู้เลยว่าพี่แอ้มเป็นคนแต่ง”

เรามักจะเห็นประโยคเหล่านี้ในทวิตเตอร์บ่อย ๆ เวลามีเพลงทำนองสวย ๆ ใช้คำเก่ง ๆ ดังขึ้นมาแต่ละครั้ง

แอ้ม-อัจฉริยา ดุลยไพบูลย์ หรือ แอ้ม CU Band เป็นนักแต่งเพลงที่อยู่มาตั้งแต่ยุคกามิกาเซ่ จนถึงตอนนี้เธอมีผลงานกว่า 200 เพลง หลายเพลงกลายเป็นเพลงโปรดประจำใจผู้คน หลายเพลงได้รางวัลการันตีความไพเพราะ

เธอเป็นนักแต่งเพลงที่ใคร ๆ ยกให้เป็น ‘Queen of T-pop’ แห่งยุคสมัย

เรารู้ว่ามีคนติดต่อขอสัมภาษณ์เธอมากมาย หลังจากที่เพลงสนุก ๆ อย่าง เฮอร์ไมโอน้อง กลายเป็นไวรัล แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังยืนยันจะขอไปคุยกับเธอด้วยอีกสักคน ในฐานะที่เป็นคนชอบฟังเพลงไทย และเป็นเด็กที่ #โตมากับกามิ คนหนึ่ง เรายังมีคำถามที่อยากถาม ‘พี่แอ้ม’ เพิ่มเติมอีกยาวเป็นหางว่าว (ถ้าเขียนบทความยาวสัก 15 หน้าได้ก็คงดีน่ะสิ!)

คอลัมน์ In Design วันนี้ เราจะมาพูดคุยกับนักออกแบบอีกแขนงหนึ่งอย่างนักแต่งเพลง ตั้งแต่ความเป็นมา วิธีคิด ไปจนถึงทัศนคติเกี่ยวกับวงการเพลงไทยในปัจจุบัน

แอ้ม อัจฉริยา นักแต่งเพลงสาวยุคกามิกาเซ่ สู่ Queen of T-pop ตัวจริงแห่งยุคปัจจุบัน

เปียโนของเล่น

“ของเล่นชิ้นแรกของพี่เป็นเปียโนของเล่นที่มี 8 โน้ต พี่ไม่เล่นอย่างอื่นเลย” นักแต่งเพลงสาวเริ่มต้นร่ายประวัติของตัวเองจากตอนที่เป็นเบบี้แอ้มผู้รักเสียงเพลง ตั้งแต่จำความได้ เธอก็อยู่ในบรรยากาศที่พ่อแม่ฟังเพลงป๊อปไทย ฟังเพลงพี่เบิร์ด พอเริ่มโตขึ้นมานิดหนึ่งเธอก็เริ่มเปิดเพลง บอย โกสิยพงษ์ ในวิทยุฟังด้วยตัวเอง ตอนนั้นคือยุคที่ Bakery Music กำลังรุ่งเรือง

“สิ่งที่อยากเรียนพิเศษจนต้องขอพ่อแม่เรียนเองคือเปียโน แต่เล่นไม่เก่งนะ” เธอเล่าต่อ “พอเล่นเป็นโน้ตก็รู้สึกว่าขี้เกียจซ้อม ขี้เกียจท่อง เลยเริ่มหัดเล่นเปียโนป๊อป ซึ่งเป็นเพลงแบบที่เราชอบ ความเป็นป๊อปมันอิสระกว่า สนุกกว่า เราแค่เล่นตามคอร์ด แต่จะกดตรงไหนก็ได้ รู้สึกว่านี่มันคือทางของเรา”

ในส่วนร้องเพลง แอ้มบอกว่ายุคนั้นยังไม่ใช่ยุคที่เด็ก ๆ นิยมเรียนร้องเพลงกันเท่าไหร่ เธอจึงได้แต่นั่งร้องเพลงคนเดียวอยู่บนบันไดบ้าน ลองผิดลองถูกตามนักร้องต่าง ๆ ด้วยตัวเอง 

แต่ถึงอย่างนั้น การร้องเพลงก็นำเธอมาสู่การเป็น ‘แอ้ม CU Band’ ที่ผู้คนรู้จักกันในวัยมหาวิทยาลัย

แรกเริ่มเข้าจุฬาฯ เมื่อเธอได้มีโอกาสชม CU Band เล่นในงานรับน้อง ก็เกิดรู้สึกประทับใจกับมวลความสนุกนั้นจนอยากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวง ถึงจะยังไม่มีประสบการณ์ในการร้องเพลงมากมาย ไม่เคยแม้แต่เป็นนักร้องในโรงเรียนเหมือนคนอื่น ๆ แต่เธอก็ตัดสินใจก้าวเท้าเข้าไปออดิชัน ไปยืนร้องเพลงต่อหน้ารุ่นพี่ในวงอย่าง รัดเกล้า อามระดิษ

CU Band เป็นกิจกรรมแรกที่เกี่ยวกับการร้องเพลงที่แอ้มทำอย่างจริงจัง เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นนักดนตรีตัวเป็น ๆ มาเล่นรวมวงกัน ที่วงมหาวิทยาลัยแห่งนี้ แอ้มได้ฝึกหลายอย่าง ทั้งฝึกร้องคอรัส ทั้งเรียนรู้ทฤษฎีการร้องเพลงอย่างมีหลักการมากขึ้น เวลาที่นักดนตรีในวงแกะเพลง เธอก็จะชอบไปแอบดู ทำให้พอมีไอเดียพื้นฐานในเรื่องการสร้างเพลงขึ้นมา

แอ้ม อัจฉริยา นักแต่งเพลงสาวยุคกามิกาเซ่ สู่ Queen of T-pop ตัวจริงแห่งยุคปัจจุบัน

“พี่เรียนเอกวิทยุโทรทัศน์” เธอกล่าวถึงวิชาในห้องเรียนคณะนิเทศศาสตร์ นอกเหนือไปจากพาร์ตนักกิจกรรมที่พูดในตอนแรก “จริง ๆ วิชาเอกมันไม่ใช่การแต่งเพลง แต่ว่าก็มีบ้างที่เกี่ยว เช่น วิชาเขียนบท วิชาเพลงประกอบสื่อ

“นิเทศศาสตร์เป็นที่ที่ทำให้เราเขียนเนื้อเพลงได้ เพราะนิเทศศาสตร์คือการสื่อสาร มันคือการที่เราจะต้องวิเคราะห์ ไม่ว่าจะเป็นบทละคร บทหนัง หรือวิเคราะห์เพลงให้เข้าใจว่า อันนี้เขาทำเพื่ออะไร เขาพูดความรู้สึกของคนคนนี้ที่มีคาแรกเตอร์ยังไง ตรงนี้เอามาใช้ในการแต่งเพลงได้ดีมาก

“ถ้าถามว่ารู้สึกว่าตัวเองแต่งเพลงเป็นจากอะไร พาร์ตดนตรีคือ CU Band พาร์ตเนื้อคือนิเทศศาสตร์ นอกจากนั้นก็แอบมีแม่มาเกี่ยวนิดหนึ่ง” เธอเอ่ยถึงแม่ยิ้ม ๆ “เมื่อก่อนแม่พี่เป็นนักแต่งกลอนของธรรมศาสตร์ เลยสอนเรื่องคำคล้องจองมาตั้งแต่เด็ก”

เพราะความรักในเสียงดนตรี แอ้มเลือกเอกวิทยุโทรทัศน์ด้วยหวังจะเป็นดีเจ แอ้มเห็นภาพตัวเองแนะนำเพลงเพราะ ๆ ให้คนอื่นฟังในทุกวัน แต่เมื่อเรียนจบออกมา ดีเจกลับไม่ใช่อาชีพที่ได้ทำ เธอกลายมาเป็นครูสอนร้องเพลงที่รับงานร้องคอรัสไปด้วย และเมื่อแอ้มได้รู้จักกับเหล่าคนเบื้องหลัง โปรดิวเซอร์ เธอก็ได้เข้าไปช่วยร้องไกด์ให้กับนักร้องเป็นอาชีพเสริม แล้วโชคชะตาก็พาเธอไปรู้จักกับทีมของ ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร หรือ ก๊อป โปสการ์ด ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมเนื้อร้องของกามิกาเซ่ในยุคนั้น

“เราร้องไกด์แล้วเริ่มแอบเสนอความคิดเห็น คำนี้ร้องยาก ถ้าร้องเป็นคำนี้ได้ไหมคะ” แอ้มย้อนความหลังอย่างออกรส “ถ้าเป็นบางคนอาจจะโกรธก็ได้ แต่พี่ก๊อปกลับเห็นว่า เอ้า! ไอ้เด็กนี่มันคิดเองได้นะ เขียนเนื้อได้ไหม เขาก็เลยชวนมาคุยกัน พี่เลยได้เข้าไปฝึกงานอยู่ในทีมค่ะ”

วันหนึ่งเมื่อทีมงานกำลังหาเพลงช้ามาลงอัลบั้ม โฟร์-มด ชุดที่ 5 จู่ ๆ แอ้มก็ฮัมทำนอง “หน่านาน้า หน่านาน้านา” ที่แล่นเข้ามาในหัวขึ้นมา (นอกจากจะแต่งเนื้อเพลงได้แล้ว เธอแต่งทำนองได้เฉยเลย!) เมื่อทีมงานถูกใจ เธอก็กลับมาเคาะโต๊ะร้องท่อนฮุคเจ็บ ๆ อย่าง “ถ้าเปลี่ยนใจไปรักใครได้ฉันรักไปแล้ว…” ให้ทุกคนฟังในครั้งถัดมา

“เฮ้ย ดี!” ก๊อป โปสการ์ด อุทาน

แล้ว แอ้ม อัจฉริยา อัจฉริยะนักแต่งเพลงป๊อปแห่งยุคก็ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ

แอ้ม อัจฉริยา นักแต่งเพลงสาวยุคกามิกาเซ่ สู่ Queen of T-pop ตัวจริงแห่งยุคปัจจุบัน

นักแต่งเพลงสาวท่านหนึ่ง

แอ้มโตมากับเพลงยุค Bakery Music และเข้าสู่วงการทำเพลงในยุคกามิกาเซ่

ณ เวลานั้น นอกจาก ก๊อป โปสการ์ด ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมเนื้อร้องแล้ว ก็มี เอฟู-ณรงค์ศักดิ์ ศรีบรรฎาศักดิ์วัชรากรณ์ หัวหน้าทีมดนตรีที่แอ้มได้ร่วมงานอยู่ตลอด

“เราได้เห็นเทคนิคการทำงานของพี่ ๆ เขาเยอะมาก อันนี้ต้องขอบคุณที่ทำให้เห็น เพราะไม่อย่างนั้นเราอาจจะคิดว่าการทำเพลงคือการนั่งคิด แล้วเขียนออกมาแค่นั้น เราอาจจะไม่ได้ทำงานได้อย่างที่ทำทุกวันนี้

“จริง ๆ แล้วกว่าจะเสร็จหนึ่งเพลงที่เราได้ฟังกัน มันมีขั้นตอนที่ละเอียดอ่อน เวลาพี่ก๊อปเขาจะเขียนเพลงหนึ่งเพลง เขาจะไปรีเสิร์ชก่อนว่าศิลปินเป็นคนแบบไหน พูดจาแบบไหน ทุกอย่างคิดหมด ไม่มีอะไรที่มั่วนะคะ”

เธอบอกว่าคาแรกเตอร์จริง ๆ ของแต่ละคนจะถูกหยิบขึ้นมา ‘ตี’ ให้ชัดขึ้น แล้วออกมาอยู่ในเนื้อเพลง

“ทีมจะคิดกันว่า อย่างคำนี้ ๆ นะ ถ้าเป็นหวายจะพูดได้ แต่ขนมจีนจะไม่พูด” ฟังแอ้มเล่าแบบนี้ เรารู้สึกราวกับกำลังนั่งดูรายการ #ความลับกามิ EP.พิเศษ “น้องหวายเป็นเด็กอินเตอร์ พูดตรง ๆ เด็ดขาด ตัดคือตัด น้องขนมจีนเป็นตัวแทนของสาวที่มีความ Emotional เนื้อเพลงก็จะออกไปทางยอมแพ้หน่อยได้ น่าสงสารนิดหนึ่งได้ ส่วนเฟย์ฟางแก้ว จะเป็นผู้หญิงบอบบางหน่อย เราเขียนเนื้อให้งอแงนิด ๆ ได้”

แอ้มไม่ได้ทำกามิกาเซ่แล้ว ทุกวันนี้หน้าที่ในการทำเพลงของเธอขยายกว้างขึ้น จากเดิมที่ได้แต่งทำนอง ร้องไกด์ ร้องคอรัส หรือคุมนักร้องอัดเพลงเป็นหลัก ก็ได้แต่งเนื้อร้องและโปรดิวซ์เพิ่มมาด้วย (ส่วนการเรียบเรียงดนตรี โดยปกติเธอมีทีมที่ทำด้วยกันเป็นประจำ) ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังยึดหลักที่ได้มาจากพี่ ๆ ทีมเดิม คือเธอต้องรู้จักศิลปิน ต้องจับทัศนคติของเขาให้ได้ และถ้า ‘รัก’ ศิลปินได้เลย ก็จะยิ่งทำให้เพลงออกมาดี

แอ้มเล่าว่า ขั้นตอนการทำเพลงสมัยก่อนนั้น โดยปกติต้องส่งเดโม่ที่มีดนตรีพร้อมกับฮัมทำนองไปก่อน เพื่อให้ผู้ใหญ่ฟังว่าเพลงนั้นเพราะไหม จากนั้นค่อยคิดคอนเซ็ปต์ เนื้อเรื่อง แล้วเขียนเนื้อเพลงให้ลงตัวพอดีทีหลัง ซึ่งข้อดีคือส่วนที่สำคัญของเพลงอย่างทำนองจะฟังแล้วเพราะ สมัยนี้ก็มีบางทีมที่ทำแบบนั้น และบางทีมที่แต่งเนื้อ-ทำนองในตัวเอง

แล้วตอนนี้คุณทำแบบไหน – เราถามพี่สาวนักแต่งเพลงตรงหน้า

แอ้ม อัจฉริยา นักแต่งเพลงสาวยุคกามิกาเซ่ สู่ Queen of T-pop ตัวจริงแห่งยุคปัจจุบัน

“พี่ยังทำแบบเก่า แนวคิดที่เราตั้งใจทำในทุกเพลงคือ ทำนองต้องเพราะก่อน ให้เอาไปเล่นเปียโนเปล่า ๆ ได้” เธอตั้งใจตอบ “แต่เราจะสบายกว่าพี่ ๆ ที่แยกกันแต่งทำนอง-เขียนเนื้อนิดหนึ่ง สมมติว่าคำไม่ลงจริง ๆ เราก็แอบขออนุญาตตัวเองว่า เพิ่ม 1 คำได้มั้ยจ๊ะ ได้สิ อนุญาต (หัวเราะ) อีกอย่างคือเราเป็นคนเขียนทำนองขึ้นมาด้วยอารมณ์นี้ เราก็จะรู้ว่าเพลงนี้ควรเล่าเรื่องอะไร มันจะสัมพันธ์กันมากกว่า

“จริง ๆ ชีวิตพี่ไม่มีเรื่องราวอะไรเท่าไหร่เลย วัน ๆ ก็คุยกับแมว ไม่ค่อยมีความเครียด” แอ้มสารภาพขำ ๆ เมื่อเราถามต่อถึงเทคนิคเขียนเนื้อร้อง “แต่พี่ดูชีวิตคนอื่น ดูหนัง ดูซีรีส์ แล้วคิดตาม เราชอบเรื่องจิตวิทยา เลยชอบทำความเข้าใจกับคนอยู่แล้ว เพิ่งมารู้ทีหลังว่าสิ่งที่ชอบมันมีประโยชน์กับงานมาก เพราะทำให้มโนแทนคนอื่นได้ว่า ถ้าอยู่ในสถานการณ์นี้ เราน่าจะรู้สึกแบบนี้ ทำให้เราเขียนเพลงได้สมเหตุสมผลขึ้น

“บางทีเราใช้ความนิเทศศาสตร์แต่งเรื่องขึ้นมา จะต้องตั้งว่าเรากำลังเป็นใคร แล้วก็เขียนบทออกมาเป็นเพลง”

ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตหลอมรวมออกมาให้เธอเป็นเธอทุกวันนี้

5 เพลงที่แอ้มอยากเล่า

01 สลักจิต – ป๊อบ ปองกูล

หลังจากที่ได้ประทับใจกับการทำงานร่วมกับ ป๊อบ ปองกูล ในเพลง ภาพจำ ที่ป๊อบบรีฟเพลงด้วยการเล่าภาพเอ็มวีในหัวว่า ‘พระเอกติดคุก นางเอกอยู่ข้างนอก ใช้ชีวิตไปตามปกติ แล้ววันหนึ่งพระเอกก็แหกคุกออกมา เพราะได้ข่าวว่านางเอกจะแต่งงาน’ เธอก็ได้มาร่วมงานกับศิลปินคนนี้อีกครั้งด้วยความประทับใจ (ความแปลก) ในอีกรูปแบบ

  ‘อยากได้เพลงสีเทา ๆ ตุ่น ๆ’ เป็นบรีฟสั้น ๆ ที่แอ้มได้จากป๊อบในเพลงที่ป๊อบและ ดา เอนโดรฟิน จะกลับมาเจอกันหลังจากที่เพลง ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ ครบรอบ 15 ปี

  “นี่ป๊อบดาเลยนะเว้ย!” แอ้มกดดันตัวเอง อยากให้ผลงานออกมาดีพอที่ศิลปินระดับเทพทั้งสองคนจะร้องด้วยกัน

เมื่อได้ปรึกษากับทีมงานของเพลงนี้ อันประกอบไปด้วย ข้าว Fellow Fellow และ ฉัตรแก้ว สุศิวะ สุดท้ายสีเทา ๆ ตุ่น ๆ ก็ถูกตีความออกมาเป็นอารมณ์ที่ไม่ได้เศร้ามาก แต่รู้สึกผิดนิด ๆ ในสถานการณ์ที่คนเคยเป็นแฟนกันสองคนแอบคิดถึงกัน ทั้ง ๆ ที่มีแฟนใหม่แล้วทั้งคู่ สำหรับเพลง สลักจิต

“มันเป็นบรรยากาศที่น่าสนใจ เป็นเรื่องที่อยู่ลึก ๆ ในใจคน ไม่สามารถพูดออกมาได้ ก็เลยคิดว่านี่แหละคือเทาตุ่น” เธอสรุป

ส่วนชื่อ สลักจิต แปลว่าฝังใจ ซึ่งนักแต่งเพลงสาวคิดขึ้นมาได้ตอนขับรถ เธอบอกว่าชื่อนี้ทั้งเพราะ ทั้งตอบโจทย์ Thai Pop ทั้งทำให้คนสงสัยว่าอะไรคือสลักจิต

“เราเอาชื่อสลักจิตไปใส่ในเว็บว่าได้เลขเท่าไหร่ด้วยนะ” แอ้มเล่ากลั้วหัวเราะ “ได้เลขที่แปลว่าเป็นคนอาภัพในความรัก”

02 สองใจ – ดา เอ็นโดรฟิน

สองใจ เป็นเพลงละครเรื่อง วันทอง สำหรับแอ้มแล้ว นี่คือการรีแบรนด์วันทองใหม่ จากที่ทุกคนใช้คำนี้ด่าผู้หญิงใจง่าย ใจโลเลมาตลอดร้อยปี เธอต้องทำให้คนหันมารักวันทองให้ได้

เดิมทีคนไทยจะรู้จักวันทองผ่านมุมขุนช้างขุนแผน ผ่านมุมของชาวบ้านที่ติฉินนินทา แต่คราวนี้แอ้มเล่าผ่านมุมของวันทอง ให้เหมือนเธอเป็นวันทองมาขอความเห็นใจ

“พอได้รับบรีฟ ประโยคแรกที่คิดขึ้นมาได้ก็คือ ‘ใครจะอยากเป็นคนไม่ดี’ แล้วก็คิดว่า ‘ฉันยอมสองใจเพราะรักเธอ จะเป็นประโยคทองที่เอาไว้ขาย เพราะมันคือเหตุผลของวันทอง เราก็เลยเริ่มจาก 2 ประโยคนี้ก่อน”

สารที่แอ้มจะต้องส่งไปให้ชัดกว่าในละครก็คือ วันทองไม่เคยรักขุนช้างเลย แต่ต้องไปอยู่ด้วยเพราะความจำเป็น เธอจึงใช้ประโยค ‘ยอมให้ใครอีกคนเข้ามา’ เป็นการสื่อสารถึงผู้ฟัง

เมื่อมีเพลงแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือหานักร้องเสียงไม่หวาน ห้าวแหบให้เหมาะกับคาแรกเตอร์วันทอง 2021 ที่เข้มแข็งมาก เป็นผู้หญิงที่ลุกขึ้นสู้เรื่องสิทธิสตรี ซึ่งโชคดีที่ในที่สุดแล้วก็ได้ ดา เอนโดรฟิน มาร้อง

“เราคิดว่าถ้าคุณดาได้ร้องทำนองที่มีความไทยจะเก๋มาก แต่ในเมื่อเป็นวันทอง 2021 ก็ขอผสมความ R&B เข้าไปในเพลงด้วย” 

03 เฮอร์ไมโอน้อง – อูน TheChanisara

แอ้มเคยทำเพลงประกอบแคมเปญให้ อูน Diamond Grains อยู่แล้ว มาวันหนึ่งอูนก็อยากมีซิงเกิ้ลเป็นของตัวเอง แอ้มจึงคิดหาว่าเพลงแบบไหนกันนะที่จะเหมาะกับสาวนักธุรกิจอายุน้อยร้อยล้านคนนี้ จะเป็นเพลงให้กำลังใจก็ดูซีเรียสไป ไม่สนุก อูนเลยปิ๊งไอเดียว่า จะทำเพลงสนุก เพราะเธอดีลกับแอปฯ TikTok ไว้ว่าจะลงคอนเทนต์

“ช่วงนี้อินกับเรื่องอะไรบ้าง มีเรื่องอะไรที่อยากเล่าไหม” แอ้มถามอูนผู้เป็นรุ่นน้องคณะเดียวกัน แต่ยังไม่ได้คำตอบที่ถูกใจ เธอจึงถามต่อ “ผลิตภัณฑ์ที่กำลังทำอยู่เกี่ยวกับอะไร เผื่อจะได้แรงบันดาลใจ”

คราวนี้อูนตอบว่า คอลเลกชันหน้าเธอดีลกับ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ไว้ เพียงเท่านี้ นักแต่งเพลงสาวของเราก็คิดออกทันที

“เฮ้ย! เอาเป็นเฮอร์ไมโอนี่ไหม อยากเป็นเฮอร์ไมโอนี่จะเสกให้พี่มารักแต่หนู น้องอูนเอาเลย!” ด้วยความชื่นชอบ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เป็นทุนเดิม อูนตอบตกลงทันที โดยในเพลงก็ไม่ได้มีแค่เฮอร์ไมไอนี่ แต่ยังมีตัวละครอื่น ๆ จากดิสนีย์มาเสริมทัพด้วย

แอ้มมองว่าอูนเป็นคนที่มักจะส่งต่อแรงบันดาลใจ ส่งต่อพลังงานบวกให้ผู้ติดตาม เธอจึงอยากให้เพลงที่จะทำเป็นเพลงน่ารัก ๆ ฟังง่าย สร้างความบันเทิงให้มหาชน ใคร ๆ ก็ร้องและเต้นตามได้ และมีเนื้อหา ‘คลั่งรัก’ อย่างที่อูนเป็น

จริงอย่างที่แอ้มตั้งเป้าหมายไว้ หลังจากที่ปล่อยออกมา เฮอร์ไมโอน้อง ก็ดังเป็นพลุแตก มหาชนทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่คัฟเวอร์กันทั้ง TikTok แต่ถึงอย่างนั้นก็มีกระแสแง่ลบให้ได้ยิน เรื่องที่เธอแต่งให้เฮอร์ไมโอนี่ใช้เวทมนตร์คาถาที่ไม่ถูกต้องแบบนั้น

“เฮอร์ไมโอนี่ไม่ใช่คนแบบนี้หรอก ถูกต้อง” แอ้มพูดอย่างอารมณ์ดี “แต่เราไม่ได้เขียนว่าเฮอร์ไมโอนี่เป็นคนเสก ถ้าเป็นเฮอร์ไมโอนี่จริง ๆ เขาก็ไม่เสกอยู่แล้ว แต่เราเป็นเฮอร์ไมโอน้องไง ผู้หญิงคนหนึ่งที่เพ้อเจ้อว่าอยากเป็นแม่มด จะได้เสกให้พี่เข้ามาใกล้ ๆ ให้มึนงง มารักเรา”

04 คั่นกู – ไบร์ท วชิรวิชญ์

คั่นกู เป็นเพลงประกอบซีรีส์วายเรื่องดังอย่าง ‘เพราะเราคู่กัน’ 

คั่นกู เป็นคำผวนของคำว่า คู่กัน ซึ่งมาจากชื่อนิยายต้นฉบับ แอ้มใช้คำว่า คั่นกู เป็นชื่อเพลง และหยิบการผวนคำมาเป็นกิมมิกในการแต่งเพลง ให้ฟังดูกลับไปกลับมา ย้อนแย้ง ตรงกันข้าม โดยความวกวนนี้นอกจากจะน่ารัก เล่นกับชื่อเรื่องแล้ว ยังเหมาะกับตัวละคร ‘สารวัตร’ ที่เป็นคนงง ๆ แกล้งไม่รู้เรื่อง ชอบเขาแล้วแกล้งว่าไม่ชอบด้วย

“เพลงนี้อยากใช้วิธีเขียนเป็นการเล่นคำทั้งหมด มีทั้งคำผวน คำคล้องจอง คำซ้ำ คำซ้อน ใช้หลักภาษาไทยทั้งหมดเลย” แอ้มเล่า เราเองก็ชอบเพลงนี้ของเธอเป็นพิเศษ ไม่เคยสังเกตว่าเป็นเพราะอะไร แต่ฟังท่อนไหนก็รู้สึก ‘ว้าว’ แต่ละประโยคดูเหมือนจะเป็นวรรคทองไปเสียหมด แถมยังร้อยเรียงเนื้อหาเข้ากันได้ดีด้วย วันนี้ก็เลยรู้สึกเหมือนได้เฉลยจากผู้แต่งว่า เป็นเพราะความตั้งใจเล่นคำ เล่นความหมาย

“พี่รู้สึกว่าเมื่อก่อนอาจจะมีวรรคทองแค่วรรคเดียวพอ แต่ถ้าเป็นยุคนี้อาจจะต้องมีหลายวรรคหน่อย

“การแต่งประโยคคือทักษะ คล้าย ๆ เราเขียน Copy โฆษณาให้คนจำได้ค่ะ ถ้าไม่เรียนนิเทศอาจจะงง โชคดีที่เราได้เรียน ก็เลยเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้ง่ายขึ้น”

นอกจากนี้ คั่นกู ยังพิเศษที่ ‘ความ Scrubb’ ในกลิ่นอาย เนื่องจากในเรื่อง สารวัตรและไทน์ชอบวง Scrubb มาก แอ้มจึงคิดว่า หากสารวัตรจะร้องเพลง ก็น่าจะเป็นเพลงที่ได้รับอิทธิพลมาจากวง Scrubb

ความ Scrubb ที่แอ้มตีความ คือวงดนตรีที่มีความเป็นวัยรุ่นมหาวิทยาลัย จริงใจ แต่มีซาวนด์นิ้งหน่องของวงโยธวาทิตนิด ๆ และบรรยากาศโดยรวมมีความญี่ปุ่น ฟังเพลิน ซึ่งเมื่อทำออกมา แม้แต่ บอล Scrubb เองยังบอกว่า ‘ใช่เลย’

05 ทดลองใช้ – เบิร์ด ธงไชย

อย่างที่เราได้เล่าไปในตอนแรก แอ้มฟังเพลงพี่เบิร์ดมาตั้งแต่ยังเป็นเบบี้แอ้ม เมื่อก่อนเวลามีคนถามว่าอยากร่วมงานกับศิลปินคนไหน ชื่อ พี่เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ ก็จะเป็นชื่อแรกที่แอ้มตอบ เมื่อมีโอกาสได้ทำเพลงให้พี่เบิร์ดในครั้งนี้ เธอจึงดีใจมากถึงมากที่สุด

“เมื่อก่อนเคยหวังแค่ว่าจะได้คอรัสพี่เบิร์ดเฉย ๆ แต่ก็ไม่เคยได้ร้องเลย อยู่มาวันหนึ่งได้มาโปรดิวซ์ มันเกินกว่าที่คิดไว้”

สำหรับแอ้ม พี่เบิร์ดเป็นคนที่ร้องเพลงอะไรก็เพราะ แต่เธอไม่รู้ว่าจะเลือกเพลงแบบไหนให้พี่เบิร์ดร้อง ไม่รู้ว่าต้องพยายามเปลี่ยนพี่เบิร์ดหรือคิดว่าอะไรใหม่ ๆ ไหม จนสุดท้ายเธอตัดความคิดมากทั้งหมดไป แล้วย้อนกลับมาถามตัวเองว่า ‘พี่เบิร์ด’ ในความทรงจำของเธอคืออะไรกันแน่

“เพลงที่เราชอบที่สุดคือ บูมเมอแรง” แอ้มพูดถึงเพลงในวัยเด็ก สมัยที่เธอยังฟังจากเทปเราชอบเพลงที่มันอ้อน ๆ จีบ ๆ หญิง เพลงที่พี่เบิร์ดร้องแล้วยิ้มไปด้วย นี่คือความทรงจำที่เราต้องการจะเห็นอีกครั้งหนึ่ง”

ในที่สุดก็ได้ออกมาเป็นเพลง ทดลองใช้

ทดลองใช้ในที่นี้ หมายถึงการที่ชายหนุ่มในเพลงจะมาเสนอขายตัวเอง ว่าผมมีความรักที่ดีให้ พร้อมมีโปรโมชันมาแนะนำ

‘สวัสดีครับ เรามีสิ่งดีแนะนำคุณ หวังไว้ว่าคุณนั้นสนใจ…’

กิมมิกของเพลงนี้คือ ใช้ศัพท์เกี่ยวกับการค้าขายทั้งหมดเลยค่ะ” แอ้มเล่าอย่างภูมิใจ เธอมีความสุขมากที่ได้ร่วมงานกับพี่เบิร์ดที่ทั้งน่ารักและตั้งใจทำงาน

พี่เขาคือคนที่เกิดมาเพื่อเป็นซูเปอร์สตาร์จริง ๆ ตั้งแต่ Mindset เลยค่ะ”

The New Black

หลังจากพูดถึงเพลงน่าเล่าทั้ง 5 เพลงไปแล้ว เราก็ถือโอกาสนี้ชวนคุยถึงเทรนด์เพลงไทยในยุคนี้กันต่อเสียหน่อย

ช่วงก่อนหน้านี้เพลงแรปมาแรง” เธอเล่าย้อน “คนไทยชอบฟังเพลงแรป เพราะมี Movement เยอะ ฟังแล้วจะรู้สึกว่าได้ยินเนื้อที่ไม่ซ้ำกันเลยเยอะกว่า ถ้าชอบความสนุกในการฟังเนื้อ ได้คิดตามเยอะ ๆ ก็จะชอบฟังเพลงแรป”

ถ้ายังจำกันได้ ราว 3 – 4 ปีก่อน รายการ The Rapper ดังมากเสียจนเพลงแรปได้รับความสนใจจากวงกว้างอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน กระแสนั้นนอกจากทำให้วงการแรปเปอร์เคลื่อนตัวแล้ว ยังส่งอิทธิพลกับเพลงแนวอื่น ๆ ในไทยด้วย

“การแรปเริ่มจากการเข้ามา Featuring ทำให้เพลงสนุกขึ้นในแต่ละเพลงใช่ไหมคะ แต่ตอนนี้ความสนุกที่เคยเป็นเนื้อแรปนั้น เริ่มเข้ามาเป็นเนื้อเพลงแล้ว ทำให้เพลงในยุคปัจจุบันครีเอตมากขึ้น”

ในด้านเนื้อหาก็เช่นกัน แอ้มบอกว่าเมื่อก่อนมักจะได้โจทย์เป็นเพลงรัก ไม่ค่อยมีเรื่องอื่น ๆ แต่พอมีกระแสเพลงแรปที่เล่าเรื่องอะไรก็ได้ ส่วนตัวเธอจึงคิดว่ามันส่งผลกับเพลงป๊อป ทำให้พูดเรื่องอื่นในเพลงได้มากขึ้น

เราถามต่อถึงเพลงที่นำวลีฮิตมาแต่งใน TikTok ซึ่งหลายคนมองว่าอยู่ได้ไม่นาน ฉาบฉวย ว่าเธอมีความเห็นยังไงบ้าง

“อืม… พี่คิดว่ามันเป็นรูปแบบหนึ่งของงานศิลปะ เหมือน Pop-Art ที่มันจะอยู่ในช่วงนั้น ๆ” เธอค่อย ๆ ตอบ “สมมติว่าตอนนี้มีคนเอาคำว่า เกินปุยมุ้ย ไปเขียนเพลง อีก 5 ปีอาจจะไม่ฟังแล้ว เพราะว่าคนเลิกพูดกัน แต่ถ้ากลับมาฟัง เราก็จะนึกได้ว่าเมื่อก่อนคำนี้ฮิตมากเลยนะเว้ย ต่อไปก็เล่าให้ลูกหลานฟังได้”

แอ้มมองว่าความสนุกเป็นฟังก์ชันหนึ่งที่สำคัญ แม้เพลงนั้นจะไม่ได้อยู่ไปยาวนาน ไม่ได้รางวัล แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์

พี่ไม่ค่อยติดอะไรกับสิ่งที่มันฮิตเลย ใครอยากทำอะไรก็ทำ ชอบก็ฟัง ไม่ชอบก็ข้าม รู้สึกแบบนั้นเลย แล้วก็เราเป็นคนสนุกง่ายไง เห็นคนเขาเต้นกันก็ไม่ได้รู้สึกหมั่นไส้อะไรนะ มันเป็นความบันเทิงรูปแบบหนึ่งค่ะ”

ถึงตรงนี้ เรานึกไปถึงช่วงที่เราเริ่มฟังเพลง ช่วงปี 2010 ที่แอ้มเริ่มทำเพลง อยากรู้ว่าถ้าเพลงกามิกาเซ่เหล่านั้นมาอยู่ในยุคนี้บ้าง เธอว่าจะเกิดรึเปล่านะ

“พี่ว่าดัง” นักแต่งเพลงสาวผู้อยู่มา 2 ยุคตอบอย่างไม่ลังเล “เคยโดนเหยียดนะว่าภาษาไม่สละสลวย ดนตรีมีเสียงสังเคราะห์เยอะ พี่ว่าสไตล์มันใหม่ไปสำหรับตอนนั้น มันขัดกับเพลงป๊อปในตลาด แต่ ณ ปัจจุบันนี้ การร้องแบบนั้นมันมีให้เราได้ยินเยอะมาก มาอยู่ตอนนี้มันใช่เลยนะ

“ตอนนี้กามิกาเซ่ครองบ้านเราประมาณหนึ่งเลย น้อง ๆ ที่โตมากับยุคนั้นกลายเป็นคนบรีฟงานแล้วค่ะ” เธอหัวเราะอารมณ์ดี “ก็เลยไม่โดนเหยียดแล้วค่ะ กลายเป็นเก๋ที่เคยอยู่กามิกาเซ่”

ในขณะเดียวกัน คนฟังเพลงอย่างเราจากเคยเขิน ๆ ที่ฟังเพลงกามิกาเซ่ ก็กลายเป็นรู้สึกเก๋เช่นกัน (จริง ๆ ก็เก๋ตั้งแต่แรกแล้วล่ะ)

การงานอาชีพและความสุนทรี

“ตอนนี้รูปแบบการจ้างงานเปลี่ยนไปนะ” จากเรื่องเทรนด์ เราเปลี่ยนมาคุยเรื่องมุมมองต่ออาชีพนักแต่งเพลงบ้าง “เมื่อก่อนคนที่เข้ามาเป็นเบื้องหลังแล้วจะมีจำนวนค่อนข้างจำกัด เพราะว่าเพลงต้องปล่อยจากค่ายใหญ่เท่านั้น แต่ว่าปัจจุบันนี้มันอิสระมากขึ้น มีพื้นที่ที่ให้ทุกคนทำเพลงได้ เป็นตลาดเสรี

“สำหรับตัวเอง เรารักอาชีพนี้มากขึ้น เพราะเป็นอาชีพที่ทำแล้วรู้สึกว่านี่เป็นตัวตนของเรามาก ๆ เป็นอาชีพที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์เยอะ และทำงานที่ไหนก็ได้ ถ้าต้องไปห้องอัดเราก็อยู่กันเป็นกลุ่มคนน้อย ๆ ที่คุยภาษาเดียวกัน เป็นอาชีพที่เหมาะกับเรามากเลย”

รู้สึกยังไงบ้างที่ทุกวันนี้ ‘แอ้ม อัจฉริยา’ เป็นที่ชื่นชมของใครหลาย ๆ คน – เราถามในฐานะหนึ่งในคนเหล่านั้น

“กดดันเหมือนกันนะ กลัวโดนจับผิดในทวิตเตอร์ เพลงแบบนี้ดูง่ายไป ดูไม่ใช่เพลงพี่แอ้ม กลัวคนที่เขาคาดหวังจะผิดหวังอะค่ะ” เธอพูดยิ้ม ๆ “แต่เราก็ขอบคุณมาก ๆ และอยากบอกว่ารู้สึกดีใจที่มีคนจำนวนหนึ่งชอบงานของเรา มีคนเคยมาบอกว่า ‘หนูขอบคุณพี่มากที่ทำให้หนูมีความสุขในการฟังเพลง’ อะไรแบบนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เราใจฟูมาก

“ตอนเด็ก ๆ เคยรู้สึกว่าถ้าเราตายไปโดยที่ไม่ทำอะไรเลย มันจะนอยด์ ๆ รึเปล่าวะ แต่ว่าตอนนี้รู้สึกว่า ตายได้อย่างไม่ติดค้าง ชาตินี้เราได้ทำอะไรเพื่อคนอื่นไว้แล้ว”

เรานั่งฟังเธอพูดอย่างตั้งใจ กว่า 2 ชั่วโมงที่ได้ฟังเธอเล่า เรารู้สึกดีใจด้วยจริง ๆ ที่ใครสักคนจะได้ทำอาชีพที่ตัวเองรักและภูมิใจขนาดนี้ “อยากให้ทุกคนมีความสุขกับการฟังเพลง ตอนนี้เพลงในโลกมีหลากหลายมาก เราเลือกฟังที่ชอบได้เลย อยากให้มองมันเป็นความสุข แล้วก็ไม่เหยียดกันและกัน สังคมของการฟังเพลงจะได้ไปไกลกว่านี้ค่ะ”

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

1 พฤศจิกายน 2565
2 K

“ไม่ได้เป็น Expert ทางด้านไหนซะทีเดียว แต่เรียนรู้ด้วยตัวเองจนรวบรวมพอมาเป็นผลงานได้”

เนตร พันธุมสินชัย หรือที่รู้จักกันในฐานะ ‘Wayward Gods’ บ้าง ‘Create! Nate! Create!’ บ้าง อธิบายความชอบอันมากมายหลากหลายของเขา 

ความชอบไม่จำเป็นต้องมีอย่างเดียว เป็นเรื่องปกติที่คนเรามักมีความชอบหลายแนวทางและรูปแบบ มีความสามารถมากกว่าหนึ่ง แม้อาจไม่ถึงขั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่อย่างน้อยทุกความชอบและความหมกมุ่นเหล่านั้น คงนำทางเราไปสู่เส้นทางไหนสักทาง ไม่ต่างกับเนตรที่เรียกตัวเองว่าเป็น Film Maker แต่สิ่งที่เราเห็นเขาทำในวันนี้ช่างมากกว่าสิ่งที่เขานิยามตัวเอง

เขาทำตั้งแต่วาดการ์ตูน เขียนบท กำกับ ออกแบบฉาก ออกแบบตัวละคร ออกแบบกราฟิก 3D ไปจนถึงคนทำ CG ซึ่งเพจ Wayward Gods เป็นโปรเจกต์ล่าสุดของเขาที่เกิดจากความชอบศิลปะไทยนำมาผสมผสานกับความเป็น Cyberpunk ผ่านคาแรกเตอร์ยักษ์ที่โลดแล่นบนโลกของ CG

มีโอกาสได้คุยกับเนตรทั้งที เขาเล่าเรื่องความชอบในแต่ละช่วงวัยให้ฟัง เริ่มจากฉากความฝันวัยเยาว์ของการอยากเป็นนักวาดการ์ตูน ฉากวัยรุ่นทำหนัง ฉากวัยทำงานด้านออกแบบ รวมไปถึงผลงาน 4 ชิ้นที่เนตรได้เรียนรู้ 

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

ฉากเปิด

เนตรเติบโตที่อเมริกาตั้งแต่เด็ก ในครอบครัวที่พ่อเป็นนักธุรกิจ แม่เป็นวิศวกร

ตัวเขาย้ายกลับมาเมืองไทยอีกครั้งตอนประถมศึกษาปีที่ 6 เรียนโรงเรียนอินเตอร์จนจบการศึกษามัธยมปลาย แล้วย้ายกลับไปเรียนมหาวิทยาลัยในด้านการตลาดที่อเมริกา ฟังยังไงก็ดูไม่มีตรงไหนเกี่ยวกับวงการศิลปะเลย

แต่เบื้องหลังของการอยู่กับตัวเลข คลุกคลีในด้านการตลาด เขาชื่นชอบการวาดรูปมาตั้งแต่จำความได้ และเสพติดการดูการ์ตูนในทุกรูปแบบ ดูการ์ตูนญี่ปุ่นตอนประถม อ่านการ์ตูนคอมมิกตอนมัธยม เขาโตมากับพวกซูเปอร์ฮีโร่ สไปเดอร์แมน แบทแมน Marvel ต่าง ๆ ตามประสาเด็กผู้ชาย จนกลายเป็นความใฝ่ฝันที่จะเป็นนักวาดการ์ตูนตั้งแต่ยังเล็ก

“จำได้ตอน ป.5 คุณครูถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร ก็เขียนไปว่าอยากเป็นนักวาดการ์ตูน พ่อชอบเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง” เขาหัวเราะ

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

ดูเหมือนว่าแววศิลปะเขาจะเฉิดฉายตั้งแต่วัยเยาว์ ความชอบของเขาตะโกนออกมาผ่านทางสิ่งที่ทำอย่างไม่รู้ตัว เพียงแต่ถูกผลักดันไปอีกทางหนึ่ง จึงเป็นทางแยกระหว่างสิ่งที่ชอบกับสิ่งที่เรียน ถึงแม้ว่าเขาจะหันกลับไปทางแยกตรงนั้น เลือกเรียนในสิ่งที่ชอบอีกครั้ง แต่ก็…

“เราตั้งใจจะไปเรียน Film School ที่อเมริกาต่อ ก็สมัครไป แต่ไม่เข้ารอบสักอันเลย” เนตรขำตัวเอง “ก็เราไม่ได้เรียนทางด้านนี้อยู่แล้วเนอะ มีแต่แบกกราวนด์ธุรกิจ” 

ดูเหมือนจังหวะของโชคชะตาจะไม่เข้าข้าง แล้วเรียนรู้จากที่ไหน ถ้าไม่ได้เรียนรู้ทางด้านนี้โดยตรง เราถามเขา

“จริง ๆ YouTube เป็นอันที่เรียนรู้เองมากที่สุด เพราะไม่ได้ไป Film School ไม่ได้ไป Art School พยายามเรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเอง ด้วยการเรียนกราฟิก เรียน CG เรียนวาดรูปผ่านสิ่งรอบตัว

“เมื่อหลายปีที่แล้วเรามีโอกาสไปสอนที่ธรรมศาสตร์ ไปสอน Storytelling เด็กที่เรียนพวก 3D เราก็ไปสอนเป็นคอร์สเลย รู้สึกอิจฉาพวกน้อง ๆ นะที่ได้เรียน ในวัยนั้นเราก็อยากเรียนอะไรแบบนี้บ้าง แต่ไม่ได้เรียนเลย”

ดำเนินเรื่อง

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube
Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

แล้วก็มาถึงก้าวสำคัญของเนตร จากคนที่ชื่นชอบการวาดการ์ตูน เขาเลือกเดินทางตามใจตัวเองหลังเรียนจบมหาวิทยาลัย ด้วยการหันหลังให้กับด้านการตลาดที่เรียนมา แล้วหันมาทางสายครีเอทีฟมากขึ้นเรื่อย ๆ 

เหมือนเส้นทางสู่ Film Maker จะเริ่มชัดเจนแล้ว

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

“ผมวาดการ์ตูนเล่มนี้ ใช้เวลาทำประมาณ 1 ปี เขียนด้วยตัวเอง ไม่ได้พิมพ์กับสำนักพิมพ์ไหน เสร็จแล้วก็ลองส่งไปที่ค่ายหนังเมืองไทย ส่งไปทางกันตนา แล้วค่ายก็เรียกเราไปคุย จากนั้นเราก็ได้ทำงานที่กันตนาในด้านเขียนบท เริ่มจากการทำด้าน Storytelling วาดการ์ตูน และขยับไปทางแอนิเมชัน

“ตอนนั้นไปคุยกับ คุณจาฤก กัลย์จาฤก ที่เป็นหัวหน้าใหญ่ของกันตนา เขาบอกว่าลองไปทางแอนิเมชันไหม เราก็เลยโอเค แล้วก็ได้สนิทกับ พี่คำป้อน-คมภิญญ์ เข็มกำเนิด ผู้กำกับ ก้านกล้วย ผมทำงานกับเขาตลอดเวลาที่ทำกันตนา ได้ช่วยเขียนเรื่อง Echo Planet ที่เป็นหนังของเขาด้วย เป็นภาพยนตร์แอนิเมชัน 3 มิติ เป็นการ์ตูนที่เขาลงทุนเยอะเหมือนกัน”

ตอนนั้นเส้นทาง Film Maker ของเนตรเหมือนจะไปได้สวย และได้ต่อยอดฝีมือมากมายจากการเข้าไปอยู่ที่กันตนาในฐานะฟรีแลนซ์เป็นเวลาหลายปี

จนเขาเริ่มหันมาทำของตัวเองอย่างเต็มตัว โดยไม่ได้พึ่งทางค่ายไหน แสดงผลงานผ่านทางยูทูบชาแนล Create! Nate! Create! ใน 3 ปีหลัง เนตรมีความสนใจทาง CG มากกว่าเดิม จึงลองฝึกฝนด้วยตัวเอง เน้นการเรียนรู้ผ่านทางยูทูบอย่างที่เคยทำ

“เพราะยูทูบเต็มไปด้วยคนเก่ง ๆ เป็นแรงบันดาลใจว่า ผมเองก็น่าจะทำแบบนั้นได้เหมือนกันนะ!”

เขาเริ่มจากงานชิ้นแรก ๆ ด้วยการลองทำ MV เพลง Enough for Loneliness and Internet Today ของวง TELEX TELEXS

“MV นี้เป็นชิ้นแรกที่เราพยายามจะทำ 3D ผสมกับภาพถ่าย ออกไปถ่ายตอนตี 2 ตี 3 ที่สยาม ไม่มีรถ ไม่มีอะไรเลย ก็เลยถ่ายกลางถนนได้ ถ่ายเป็นวิดีโอประมาณ 2 คืน มันเป็นฟีล ๆ เพลงเหงา ลองทำเล่น ๆ เฉย ๆ ไม่ได้หาตังค์กับเรื่องพวกนี้เลย ทำเพื่อเรียนรู้ ฝึกทำ”

ฉากไคลแมกซ์

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

เส้นทางการมาสาย CG ของเนตรเริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ จนล่าสุดโปรเจกต์ที่ชื่อว่า Wayward Gods ก็ปรากฏขึ้น นั่นทำให้คนส่วนใหญ่รู้จักเขาในชื่อนี้

“Wayward Gods เป็นเทพที่บิดเบี้ยวไปในทางที่เพี้ยนหน่อย ๆ เหมือนเทพที่ไม่ธรรมดา ไม่ได้ตามเส้นทางปกติ เพราะมัน Cyberpunk” เนตรเล่าอย่างอารมณ์ดี

จุดเริ่มต้นของ Wayward Gods เกิดจากความชอบเช่นเคย ไม่ต่างจากชิ้นงานอื่น ๆ ที่เขาเริ่มต้นทำด้วยความอยากลองในสิ่งที่สนใจ ถึงแม้ว่าเขาจะเติบโตที่เมืองนอก แต่ก็ยังชื่นชอบความเป็นไทย

“เราชอบยักษ์ จำได้ตั้งแต่เด็กเลย มาเมืองไทยก็เห็นรูปปั้นใหญ่ของยักษ์ เป็นไอคอนที่ชัดเจนที่สุดเกี่ยวกับความเป็นไทย เราก็เลยติดใจพวกยักษ์มาก”

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

“นี่คือสิ่งแรกที่ทำ หมวกหัวโขนเทสสึกัณฐ์ ได้แรงบันดาลใจมาจากทศกัณฐ์แหละ แต่เราอยากได้ชื่อญี่ปุ่น ๆ เลยตั้งว่าเทสสึ! ตั้งใจอยากได้หมวกหัวยักษ์ออกมาเป็นของจริง เป็นหมวกแบบ Cyberpunk ตอนแรกเรามีแค่ความอยากลองเลย จากนั้นก็ค่อย ๆ พัฒนาเป็นโลกของ CG ซึ่งมีหมวกหนุมานด้วย”

แล้วทำไมต้องนำมาผสมกับความ Cyberpunk – เราสานบทสนทนาต่อ

“Cyberpunk เป็นที่นิยมกันมากนะในตอนนี้ ดูบนอินสตาแกรมก็เต็มไปด้วยสไตล์ Cyberpunk หรือเกม Cyberpunk ก็มี  เลยคิดว่าเราลองเอาความเป็นไทยเข้ามาตรงนี้ได้ด้วยเหมือนกัน

“เรานำความชอบมาใส่ ไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่านี้ แต่ก็รู้ว่าการทำด้วยตัวเองจะต้องไปฝึกเรียนกราฟิกให้มาก ๆ ถึงจะออกมาได้ตามแบบที่ต้องการ และทำได้แบบที่ไม่ต้องเสียตังค์ ยกเว้นซื้อคอมเนี่ยแหละ” เขาพูดติดตลก “เพราะทำจริง ๆ แล้วมันหลายล้านเหรียญ หลายล้านบาท แต่โอเค นั่งทำเองก็ได้ มันแค่ต้องใช้เวลา แต่ข้อดีของเทคโนโลยีในปัจจุบันคือทำได้ด้วยตัวเอง”

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube
Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

“นั่งปั้นจากโปรแกรม Blender ปัจจุบันในเมืองไทยคนหันมาใช้โปรแกรมนี้เยอะมาก ผมว่าดีที่สังคมออนไลน์ของคนทำ 3D มีเยอะขึ้น ประเทศไทยมีคนเก่งเยอะมากจริง ๆ โดยเฉพาะเรื่องโมเดลลิ่ง หลายคนเก่งระดับโลก ต้องยอมรับว่าเขาเก่งกว่าเราหลายเท่าเลย เราเป็นแค่มือสมัครเล่น

“จริง ๆ ถ้ามีความใส่ใจและความพยายาม จะทำหนัง ทำเพลง ทำกราฟิก ก็ทำได้หมดด้วยตัวเอง แต่บางอันผมก็ใช้เวลาทำเยอะมาก เช่น คลิป 2 นาที ทำไป 3 เดือน” เขาแซวตัวเอง

ผสมผสาน

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube
Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

ผลงานจากนิทรรศการ ’10 ปีแรงบันดาลไทย’ ที่เพิ่งจบไป มีส่วนทำให้คนรู้จัก Wayward Gods มากขึ้น โดยเป็นการเล่าเรื่องยักษ์ พญานาค ในรูปแบบ Cyberpunk ผ่านการทำ CG ทั้งหมด ไม่ได้ผสมภาพจริง ซึ่งเป็นผลงานที่เนตรทำคนเดียว และใช้ระยะเวลานานหลายเดือน

“มันต้องปั้นโมเดล พวกโมเดลตึกผมปั้นเอง ส่วนโมเดลคนซื้อมาได้ หรือไม่ผมก็ทำงานร่วมกับศิลปินที่เป็นนักปั้นโมเดลจริง ๆ พวกเขาเก่งมาก ผมไม่ได้เชี่ยวชาญแต่ก็ทำงานร่วมกันได้ จึงเป็นเรื่องดีในแง่ว่าทำให้เราได้เจอและได้ทำงานกับคนเก่ง ๆ”

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

เนตรค้นคว้าเรื่องยักษ์อย่างหนักและนำมาดัดแปลงในฉบับตัวเอง ซึ่งเบื้องหลังของความเป็น Cyberpunk ล้ำสมัยเหล่านี้ เขาได้แรงบันดาลใจมาจากวรรณคดีและตำนานที่คนไทยคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็น รามเกียรติ์ หรือ นางสิบสอง

“เราชอบเรื่องยักษ์มาก ยิ่งยักษ์วัดแจ้ง ยักษ์วัดโพธิ์ อะไรแบบนี้ มียักษ์ที่ปลอมเป็นคน ใช้ชีวิตอยู่กับคนได้ ซึ่งผมชอบไอเดียนี้”

เมื่อได้ยินว่าเนตรมีความสุขแค่ไหน ที่ได้นำความเป็นไทยมาดัดแปลงให้เป็นศิลปะสมัยใหม่อย่าง Cyberpunk เราจึงสงสัยว่าเขาคิดเห็นอย่างไรที่คนส่วนใหญ่ไม่กล้านำความเป็นไทยมาเล่นกับศิลปะ เพราะกลัวดราม่าที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง และการทำงานศิลปะไทยอยู่ในความสนใจของคนในปัจจุบันมากน้อยแค่ไหน

“ผมว่ามันเป็นความสร้างสรรค์ของศิลปินนะ ในช่วงนี้มีศิลปะแนวนี้ออกมาเรื่อย ๆ ผมก็ตามศิลปินหลายคนบนโซเชียลมีเดีย ศิลปะแบบนี้มีเยอะขึ้น ส่วนใหญ่เขาก็ทำเป็น NFT เนี่ยแหละ เขาเอาความแฟนตาซีมาบวกกับความเป็นไทย ผมเลยคิดว่าน่าจะมีคนชื่นชอบไอเดียแบบนี้ น่าจะมีตลาดในแง่นั้น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดี”

ผลของการเรียนรู้

ผลงานที่มากมาย ความชอบที่หลากหลาย วันเวลาที่เปลี่ยนไป นำไปสู่การต่อยอดที่ประกอบกลายเป็นเนตรในเวอร์ชันปัจจุบัน เราจึงนำ 4 ผลงานที่เปลี่ยนผ่านแต่ละช่วงวัยของเขามาให้ชาว The Cloud ได้ชมกัน

01 Rainbow Girl Storyboard TRAILER

เป็นหนึ่งในผลงานที่มีสตอรี่เบื้องหลัง เพราะเป็นงานชิ้นแรก ๆ หลังจากที่เขาจบจากกันตนา ผลงานชิ้นนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของหลายอย่าง ซึ่งเทคนิคที่ใช้สร้างสรรค์เริ่มจากความชอบและความถนัดเหมือนเดิม คือการวาดการ์ตูนและการเล่าเรื่อง เหมือน Back to Basic อีกครั้งหนึ่ง เขาเริ่มทำ Trailer สตอรี่บอร์ด ‘Rainbow Girl’ ที่ในอนาคตตั้งใจสร้างเป็นหนังแฟนตาซีแฝงไปด้วยดราม่า

“เรื่องราวเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งที่มีปัญหา ทุกอย่างที่เขาชอบ ที่เขารักในโลกนี้ จะระเบิดกลายเป็นสายรุ้ง” ฟังจากที่เนตรเล่ารู้เลยว่าจะแฟนตาซีแค่ไหน แต่ความดราม่าของเรื่องนี้ก็ไม่แพ้กัน

“เพราะเขาอยู่กับครอบครัวไม่ได้ อยู่กับคนรักไม่ได้ ไม่งั้นทุกคนจะกลายเป็นสายรุ้ง เมื่อผู้หญิงคนนี้รักใคร ทุกอย่างก็จะหายไป ๆๆ จนเหลือแค่ตัวเขาเอง ความทรงจำดี ๆ ที่เขาพยายามเก็บเอาไว้ก็ยังหายไปด้วย มันแย่สำหรับตัวละครนี้มาก ๆ ในแง่หนึ่งเหมือนเป็นหนังสยองขวัญ เป็นความโดดเดี่ยวของเขา”

เส้นทางสร้างโลกจินตนาการของ เนตร พันธุมสินชัย ที่เน้นทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ว่า Film, CG, 3D และ Animation

“ได้แรงบันดาลใจมาจากความคิดในใจเราเอง มีบางช่วงในชีวิตที่รู้สึกโดดเดี่ยว เลยตั้งคำถามกับตัวเองว่า มีอะไรที่พอจะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิตได้บ้าง

“ถ้าวันหนึ่งอะไรที่เราชอบหรือเราใช้ชีวิตอยู่กับมันมานาน แล้วความสุขของเราหายไปทีละนิด ๆ แล้วเราจะเหลืออะไร เหมือนทุกสิ่งที่เรารัก ทีวี แฟน สัตว์เลี้ยงหายไป ก็อยากให้คนดูตั้งคำถามว่าถ้าฉันอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ฉันจะทำยังไง เพราะเป็นคำถามที่เราถามตัวเองด้วยว่า เราอยู่แบบนั้นได้รึเปล่า อยู่แบบที่ของที่เรารักหายไปเรื่อย ๆ”

02 “Unfortunately, I’m in love with the Angel of Solitude…” / HARUKA Short Film

ผลงานที่ทำตามกันมาติด ๆ กับผลงานชิ้นแรก เป็นหนังสั้นที่ข้ามน้ำข้ามทะเลไปถ่ายถึงลอสแอนเจลิส ทำงานกับนักแสดงและทีมงานชาวอเมริกาทั้งกอง ซึ่งเรื่องนี้รวมความชอบของเนตรเอาไว้มากมาย ทั้งเขียนบท ทำสตอรี่บอร์ด กำกับ ตัดต่อ และเป็นอีกหนึ่งเรื่องในการเริ่มทำ CG แถมเป็นผลงานที่ได้ส่งเข้า Festival อีกด้วย

“เป็นเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งที่รักผู้หญิงซึ่งเป็นนางฟ้าแห่งความโดดเดี่ยว ความโดดเดี่ยวอีกแล้ว” เขาหัวเราะ “ถึงจะเหงาเหมือนกัน แต่เธอก็ไม่ต้องการอยู่กับคน ใกล้ชิดกับคนไม่ได้ มันมีความขัดแย้งในตัว ผู้ชายพยายามจะทำความเข้าใจกับผู้หญิงคนนี้ ว่าจะอยู่ด้วยกันยังไง จะอยู่ได้ไหม

“เรื่องนี้ก็มีความยากเหมือนกัน เพราะทีมงานเป็นชาวต่างชาติ เขามีสังคมและวิธีทำงานที่ต่างจากเมืองไทย ที่ไทยจะทำงานแบบสบาย ๆ เพื่อน ๆ กัน แต่ที่อเมริกาเขาจะมีกฎเกณฑ์เยอะมาก กว่าจะออกกองได้คือเครียดมาก แต่พอได้ความร่วมมือของคนมากขึ้นมันก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ เพราะมีคนมาช่วยแบ่งเบาภาระ”

03 TEEN ยักษ์ / Teaser Trailer (2015)

หนึ่งในผลงานที่เริ่มทำ CG ปั้นโมเดลเยอะขึ้นกว่าเรื่องก่อน ๆ

“เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กที่โตมาแบบไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นยักษ์ พ่อของเขาเป็นยักษ์ แต่ไม่ได้บอกแม่ และการที่เขาแตกต่างจากสังคม กลายเป็นความโกรธที่ทำให้เขาเป็นยักษ์ปล่อยพลังทำลายบ้านเมือง ผมจับอินเนอร์ของเด็กที่มีความโมโหต่อโลก คิดว่ามันเหมาะกับความเป็นยักษ์ในแง่ที่บางทีเขาก็เป็นฮีโร่ แต่บางทีเขาก็เป็นผู้ร้าย

“เนื้อเรื่องมีความขัดแย้งกัน มีความวุ่นวาย น่าสนใจมาก เพราะในสังคมทุกวันนี้ก็มีปัญหา เราจึงพยายามถ่ายทอดออกมาในเรื่องที่มีความดราม่า คอเมดี พยายามมีทุกอย่างเพื่อให้คนดูรู้สึกสนุกและได้อะไรกลับไป

“ตอนเด็ก ๆ ผมก็มีความโมโหต่อโลกนี้เหมือนกัน ความที่เราไม่ได้ป๊อปปูลาร์ ไม่ได้เป็นคนเก่ง ไม่ได้เป็นคนดีอะไร เราเป็นคนธรรมดาที่โดนบุลลี่ ก็เลยคิดว่าถ้านำเสนอออกมาในรูปแบบยักษ์จะเชื่อมโยงกับคาแรกเตอร์นี้ได้”

แล้วปล่อยพลังได้เหมือนยักษ์ไหม – เราถาม

“ตอนเด็ก ๆ ก็แค่ระเบิดในหัว” เนตรพูดขำ ๆ “มันเต็มไปด้วยความเกลียดโลกและเกลียดตัวเอง พอโตขึ้นไปเรื่อย ๆ ก็โอเค ยอมรับโลก ยอมรับตัวเองได้มากขึ้น แต่ความทรงจำนั้นยังอยู่ในตัวเรา แล้วก็พยายามถ่ายทอดมันออกมา”

“มันเป็นแค่ Trailer นะ ยังไม่เป็นหนัง ผลงานชิ้นนี้ส่งไปให้ Netflix ด้วย แต่ไม่ผ่าน (หัวเราะ) เป็นเรื่องของจังหวะด้วย ในชีวิตผมเจอจังหวะที่พลาดมาหลายครั้งแล้ว เช่น เราเกือบจะไปได้กับโปรเจกต์หนึ่ง แต่โปรเจกต์ที่มาก่อนหน้าเราเจ๊ง พอเจ๊ง เราก็เลยอดได้งบทั้งหมดที่กำลังมา”

เส้นทางสร้างโลกจินตนาการของ เนตร พันธุมสินชัย ที่เน้นทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ว่า Film, CG, 3D และ Animation

“แต่ยอดวิว Trailer อันนี้ก็เป็นแสนแล้ว เคยแชร์ในเพจ Drama Addict เมื่อหลายปีก่อน ซึ่งผลตอบรับดีมาก มีแต่คนเข้ามาชื่นชม บูมมากในช่วงนั้น”

04 WAYWARD GODS / DIVINE CYBERPUNK PROJECT – CINEMA 4D/AFTER EFFECTS SHORT

“พระเอกเป็นวิญญาณของยักษ์ที่ถูกจับไปอยู่ในร่างคน แต่ก็ไม่ได้มีพลังของความเป็นยักษ์ 100% แล้วเขาต้องหาทางปราบผู้ร้าย

“จริง ๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องง่ายที่สุดจากบรรดาเรื่องทั้งหมดที่เราทำมา คอนเซ็ปต์เหมือนพวกเรื่องไอ้มดแดงอะไรแบบนี้ แต่พระเอกใช้ความรุนแรงไม่ได้ ผมเลยให้เขามีกีตาร์ที่ใช้ต่อสู้กับผู้ร้ายได้

“ผลงานชิ้นนี้เป็นชิ้นที่ผมปั้นเองทุกอย่างเลย ยักษ์ พญานาค กีตาร์ แต่โมเดลคนยังไม่ได้ปั้นเพราะยังไม่เก่ง ตรงมอเตอร์ไซค์ผมก็ยังไม่ได้ทำ แต่มันเป็นความท้าทายของตัวเองในแง่นั้นด้วยว่าทำได้รึเปล่า ใช้เวลา 3 เดือนกว่าจะออกมาแบบนี้ เรานั่งทำด้วยตัวเอง

“ถือว่าเป็นงานที่สุดความสามารถของผมในตอนนี้เหมือนกัน จากการที่เรียนรู้มาทั้งหมดในชีวิต ได้รวมการทำวิดีโอ กราฟิก การตัดต่อ เล่าเรื่องภาพ ถึงเรื่องนี้จะไม่มีความอินเนอร์ใด ๆ แต่เน้นความสนุก” เนตรเน้นน้ำเสียงคำว่าสนุก!

“และในอนาคตก็อยากให้มันดีขึ้นกว่านี้ ดีขึ้นในแง่คุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นโมเดลลิ่งหรืออะไร อันนี้ก็เป็นข้อด้อยของเราที่ไม่ได้เก่งทุกอย่าง เราพยายามจะฝึกต่อไป”

เส้นทางสร้างโลกจินตนาการของ เนตร พันธุมสินชัย ที่เน้นทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ว่า Film, CG, 3D และ Animation
เส้นทางสร้างโลกจินตนาการของ เนตร พันธุมสินชัย ที่เน้นทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ว่า Film, CG, 3D และ Animation

ฉากต่อไป

สิ่งที่เนตรทำอยู่ในปัจจุบัน ไปไกลกว่าความใฝ่ฝันอยากเป็นนักวาดการ์ตูนของเด็กชายเนตรเมื่อตอน ป.5 มาก แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังยอมรับว่าตอนนี้มาไกลกว่าที่คิด

“จริง ๆ วงการนี้ยากกว่าการเขียนการ์ตูนอีกนะ คนเก่ง 3D มีเยอะมาก แต่ใจเราไปในทางนี้แล้ว รักการ์ตูน รักหนัง รักแอนิเมชัน 

“เราคิดว่าศิลปะภาพยนตร์เป็นอันเดียวที่รวบรวมความชอบของเราไว้ได้ทั้งหมด เพลง แอกติ้ง เขียนบท เลยคิดว่าตัวเองเหมาะกับคำว่า Film Maker มากกว่าจึงเลือกเดินทางสายนี้”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เราจึงอยากรู้มุมมองของเนตรเสียหน่อยก่อนจากลากันไป

ในฐานะที่เรียกตัวเองว่าเป็น Film Maker เขาอยากให้วงการหนังไทยดีขึ้นอย่างไร ในเมื่อบอกว่าวงการนี้มีคนเก่ง 3D เยอะ

“ความสามารถคนไทยมีกันอยู่เยอะมาก เพียงแค่ไม่มีโอกาส ค่ายหนังไทยส่วนใหญ่มักจะหลีกเลี่ยงการทำอะไรที่ดูแพง ๆ เพราะเสี่ยง ซึ่งมันก็เสี่ยงจริง ๆ อันนี้ต้องยอมรับว่าต้องใช้เวลา ใช้คน และใช้ทุนเยอะมาก โอกาสที่จะหากำไรมันก็น้อย

“คนที่เก่งมาก ๆ ส่วนใหญ่ที่ปั้นโมเดลลิ่งในเมืองไทย เขาทำงานให้ฝรั่งด้วย เขาเก่งถึงขนาดที่ไปทำโมเดลให้กับค่ายหนังอเมริกาเลย

“การทำหนังที่ดี จะไม่มีจุดไหนที่ด้อยได้เลย ต้องมีทั้งบท แอกติ้ง ภาพ กราฟิก และเพลง หนังที่ดีต้องดีทุกอย่าง แค่กราฟิกอย่างเดียวไม่พอในการดึงดูดคนมาดู ถ้าคุณบทไม่ดีก็จบแล้วถูกไหม ปัญหาของไทยคือทำให้ทุกอันดีหมดได้ยากมาก มันยังไม่ไปถึงในแง่นั้น”

เกี่ยวกับเรื่องงบด้วยไหม – เราถามต่อ

“ใช่ แต่แค่งบก็ไม่พอ คือคุณมีตังค์ แต่คุณไม่มีตรงนี้ มันก็ยังล้มเหลวได้ ลงทุนมหาศาลได้แต่ถ้าบทไม่ดีคนก็จะยังด่าอยู่ มันโหดมาก วงการหนังคือศิลปะที่แพงที่สุดในโลกนะ ทำเพลงถูกกว่า ทำการ์ตูนถูกกว่า หนังมันเลยไม่ค่อยมีโอกาส ค่ายหนังก็พยายามจะเซฟงบ เพราะไม่ยิงนกไม่ได้หลายนัด”

เส้นทางสร้างโลกจินตนาการของ เนตร พันธุมสินชัย ที่เน้นทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ว่า Film, CG, 3D และ Animation

เมื่อถึงเวลาต้องลากันจริง ๆ เราขอให้ Film Maker เอ่ยคำลาในฉากจบปิดท้าย

“แค่หวังว่าคนจะชอบงานที่เราทำ แค่ได้คอมเมนต์ที่คนชื่นชอบ เราก็แฮปปี้ แค่นี้ก็ดีใจแล้ว” เนตรอมยิ้มพร้อมเล่าด้วยน้ำเสียงเคอะเขิน เป็นคำตอบเรียบง่าย จริงใจ และจริงจังของ Wayward Gods

ติดตามและรับชมผลงานได้ที่ : www.waywardgods.net

Writers

ณัฐกฤตา เจริญสุข

อดีตนักเรียนวิชาออกแบบ ผู้ชื่นชอบการสาดสีสันลงบนงานศิลปะ สาดจินตนาการลงบนงานเขียน อยากส่งต่อเรื่องราวดี ๆ ผ่านทางการสื่อสารทุกรูปแบบ

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load