ไทยป์เฟซ (Thaipface) : a virtual sketchbook by seven overseas Thai creatives, who explore their relationship with the motherland while celebrating Thai type in motion.

ภาษาไทยมีเสน่ห์ น่าศึกษาเรียนรู้ ทั้งเชิงโครงสร้างภาษาและนิยามความหมาย ยิ่งยุคสมัยเปลี่ยนไป ยิ่งมีการบิดและคิดค้นศัพท์ใหม่ๆ ชวนตื่นตาตื่นใจ

เช่น ‘เกลียด’ แปลว่า ไม่ชอบ 

ถ้าเติม ‘ด’ เข้าไป 2 – 3 ตัว เป็น ‘เกลียดดดด’ ความหมายพลิกกลับกลายเป็น ชอบ ได้อย่างน่าประหลาดใจ

หรือ ‘โลกสวย’ อาจฟังดูดี แต่ไม่ได้เป็นคำที่ใช้บอกว่าโลกนี้ช่างสวยงามแต่อย่างใด
เราพอเห็นเพจอธิบายความหมายของคำศัพท์และวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงทางภาษาอยู่บ้าง ทั้งเชิงวิชาการและขำขัน แต่ไม่บ่อยนักที่เราจะเห็นตัวอักษรและคำต่างๆ เหล่านั้นมีชีวิต ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวด้วยแอนิเมชันเพื่อสื่อความหมายใหม่ แบบที่ Thaipface (ไทยป์เฟซ) นำเสนอ

Thaipface : 7 ดีไซเนอร์ไทยแปลง ก-ฮ ให้มีชีวิตและใช้ Motion Graphic คุยเรื่องภาษา

“Thaipface เป็นเหมือนสมุดวาดเขียนในโลกดิจิทัลของพวกเรา ใช้ความเป็นกันเอง ลองผิดลองถูก เพื่อพัฒนาฝีมือการออกแบบ และเชื่อมต่อตัวเองเข้ากับวัฒนธรรมไทย” ต้า-สุรนาท กษิติประดิษฐ์ หนึ่งใน 7 ดีไซเนอร์ไทยรุ่นใหม่ที่พบกันในอีกซีกโลกหนึ่งและตกลงร่วมงานกัน เล่าเบื้องหลังเพจที่ปัจจุบันมีผลงานมากกว่า 150 ผลงานในโลกอินสตาแกรมและเฟซบุ๊ก ร้อยเรียงคุมโทนสีอย่างเป็นระเบียบ

Thaipface เกิดจากการผสมคำว่า Thai และ Typeface (ชุดแบบอักษร) นอกจากเป็นพื้นที่ทดลอง จุดมุ่งหมายของเพจนี้คือการสะท้อนสถานการณ์สังคม และจุดประกายให้เกิดการแลกเปลี่ยนบทสนทนา ไม่เพียงแค่ในบรรดาคนไทยเท่านั้น แต่รวมถึงคนต่างชาติด้วย

Thaipface : 7 ดีไซเนอร์ไทยแปลง ก-ฮ ให้มีชีวิตและใช้ Motion Graphic คุยเรื่องภาษา
7 ดีไซเนอร์จาก Thaipface 

แม้ทั้ง 7 คนจะอยู่คนละจังหวัดและไทม์โซน เริ่มตั้งแต่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ หาดใหญ่ และนิวยอร์ก แต่เมื่อถึงเวลานัดหมายสัมภาษณ์ พวกเขา (ต้า, ซูถิง-บุษบา แซ่ซือ, นาน่า-ณัฐวิภา เตชะไพบูลย์, อิง-อรอุศา โอภาสพงศ์กาล, แคท-ศิลป์ระพี พงศ์ธรพิพัฒน์, ณ-ณฐธรรม โรจน์อนุสรณ์ และ ซาร่า ฮิลาณี) พร้อมใจกันเปิดสมุดเล่มนี้ เพื่อชวนคุยถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับภาษาและสังคมไทย

จากสายตาของคนรุ่นใหม่ ที่เชื่อว่าเรายังต้องการพื้นที่สื่อสารกันอย่างเปิดเผยและปลอดภัย

และได้โปรด อย่าปิดกั้นการเปลี่ยนแปลงที่กำลังหมุนไปของโลกใบนี้

พยัญชนะตัวแรก

“เราตื่นเต้นมากเวลาเจอคนไทยในต่างแดน” ต้าเปิดบทสนทนาว่าพวกเขารวมตัวกันได้อย่างไร
ในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ก ด้วยโชคชะตาหรืออะไรก็ไม่อาจทราบ ต้าค่อยๆ พบเพื่อนนักออกแบบที่จะกลายมาเป็นสมาชิกของ Thaipface ผ่านการเรียนที่เดียวกัน (ซูถิง ซาร่า) ฝึกงาน (ณ) ได้รับการแนะนำให้รู้จัก (อิง แคท) และบังเอิญได้ยินคนพูดภาษาไทย จนต้องรีบวิ่งเข้าไปหา (นาน่า)

จุดร่วมของทั้ง 7 คนคือเรียนการออกแบบที่มหาวิทยาลัยต่างประเทศ ทำงานโมชันกราฟิกเป็น แต่ไม่ค่อยมีโอกาสได้ทำงานเกี่ยวกับภาษาและวัฒนธรรมไทย พวกเขาเห็นพ้องกันว่า ควรหากิจกรรมเสริมที่ข้องเกี่ยวกับความเป็นไทย และได้ใช้ทักษะออกแบบอย่างมีอิสระตามจินตนาการ

Thaipface : 7 ดีไซเนอร์ไทยแปลง ก-ฮ ให้มีชีวิตและใช้ Motion Graphic คุยเรื่องภาษา

“เราเป็นดีไซเนอร์ที่พอทำงานไปเรื่อยๆ ยิ่งรู้สึกว่าแต่ละงานมีสูตรอยู่ว่าต้องทำแบบไหนลูกค้าถึงจะชอบ ใช้สีนี้ยังไงก็สวย แต่ถ้ายึดติดกับสิ่งที่รู้อยู่แล้ว จะเป็นข้อจำกัดที่ปิดโลกไม่ให้เรากล้าลองอะไรใหม่” ต้าเล่าเหตุผลที่พวกเขาอยากสร้างพื้นที่ขึ้นใหม่

ประกอบกับช่วงเวลานั้น ทั้งทีมเล็งเห็นว่าตัวอักษรไทยถูกนำมาใช้ออกแบบในงานดีไซน์และแบรนดิ้งสวยๆ น้อยลง เมื่อเทียบกับภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น หรือสมัยก่อนที่เราเห็นกันทั่วไปตามป้ายร้านต่างๆ

ตุลาคม พ.ศ. 2562 Thaipface ถือกำเนิดขึ้น ด้วยผลงานชิ้นแรกคือตัวอักษร ‘ก.’

งามอย่างไทยสมัยใหม่

“ความน่าสนใจของภาษาไทยอยู่ที่ความซับซ้อนของระบบภาษา” ณ ช่วยอธิบายความงามที่ซ่อนอยู่ของภาษาไทย

ในภาษาอังกฤษหรือภาษาตะวันตกหลายภาษา พยัญชนะและสระอยู่ในรูปเดียวกัน แต่ภาษาไทยเป็นอักษรสระประกอบ ที่สระจะอยู่ล้อมรอบตัวอักษร ทั้งอยู่ประกบข้าง (เช่น เ-าะ) ด้านบน และด้านล่าง​ เกิดระดับความสูงต่ำ และแต่ละคำไม่ถูกจำกัดให้อยู่ในหนึ่งกรอบแบบภาษาจีน

ลักษณะเช่นนี้ รวมถึงการเขียนได้แบบทั้งมีหัวและไม่มีหัว ถือเป็นหนึ่งในความท้าทายของการจัดเรียงสร้างสรรค์คำให้ออกมาสวยงาม สื่อความหมายในงานออกแบบ 

Thaipface : 7 ดีไซเนอร์ไทยแปลง ก-ฮ ให้มีชีวิตและใช้ Motion Graphic คุยเรื่องภาษา

ยิ่งท้าทายขึ้นอีกระดับ เมื่อพวกเขาเลือกทำเป็นภาพโมชันกราฟิกที่เคลื่อนไหวไปมา

“เราเลือกทำเป็นโมชัน เพราะเราอยู่ในยุคดิจิทัลที่ทุกคนต่างมีหน้าจอของตัวเอง และคงไม่มีอะไรน่าดึงดูดไปกว่าภาพเคลื่อนไหวบนหน้าจอ เลยคิดว่าเป็นสื่อกลางที่น่าจะได้รับการตอบรับจากผู้รับสาร” ซูถิงเสริมถึงการปรับตัวอักษรไทยให้เข้ากับพฤติกรรมของยุคสมัย

ระยะแรก พวกเขาผลัดกันออกแบบทั้ง 44 พยัญชนะให้มีชีวิต กระบวนการนี้ทำให้ได้เรียนรู้เรื่องใหม่ใกล้ตัวเพิ่มขึ้นด้วย
“บางตัวอักษรเราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามีความหมายแบบนี้ได้อย่างไร เช่น ฌ (ตีความเป็นคำว่า ฌาน และทำเป็นแบบฝึกการหายใจสนุกๆ) งานนี้ทำให้เราได้ค้นคว้าที่มาของแต่ละตัว” นาน่าเล่า 

เรื่องน่ารู้เหล่านี้ไม่ได้ถูกเก็บไว้แต่เพียงเบื้องหลังเท่านั้น เพราะซูถิง นักเขียนประจำทีม นำมาเรียบเรียงเป็นคำอธิบายประกอบ ด้วยภาษาที่เราอยากให้คุณลองกดเข้าไปอ่านสักครั้ง

คำนี้ดี..หรือเปล่า

หลังจบชุดพยัญชนะไทย Thaipface สร้างผลงานต่อทันทีด้วยชุดคำศัพท์สมัยใหม่

555 ส้มหยุด ฟิน คนคุย ดองไลน์ เหล่านี้คือคำส่วนหนึ่งที่สมาชิกแต่ละคนสนใจ

Thaipface : 7 ดีไซเนอร์ไทยแปลง ก-ฮ ให้มีชีวิตและใช้ Motion Graphic คุยเรื่องภาษา

“ตอนเริ่มงาน มีแค่บรีฟว่าเราต้องทำเป็นสีอะไร ส่วนคำ เราจะเลือกอันที่น่าสนใจ ถือเป็นโอกาสในการสื่อสารอะไรบางอย่างสู่ผู้คน” แคทยกตัวอย่างการทำงาน “เช่น เราเคยทำคำว่า ‘เกรี้ยวกราด’ เป็นคำที่แค่พูด เสียงก็มาแล้ว เห็นภาพเลย พอเอามาทำเป็นแอนิเมชันยิ่งน่าจะช่วยเสริมความหมาย

“พอเลือกคำแล้ว เราค้นต่อว่าคำนี้มีความหมายอะไรมากกว่าที่เราเข้าใจหรือเปล่า เสิร์ชไปเจอว่า เวลาผู้หญิงต้องการเรียกร้องอะไร บางทีก็โดนด่ากลับด้วยคำนี้ (เพราะค่านิยมที่เชื่อว่าผู้หญิงควรจะสุภาพเรียบร้อย) หรือในอีกบริบทคือ ใช้เพื่อชมว่าคนนี้เท่มาก” 

Thaipface : 7 ดีไซเนอร์ไทยแปลง ก-ฮ ให้มีชีวิตและใช้ Motion Graphic คุยเรื่องภาษา

เพราะคำหนึ่งคำมีได้หลายความหมายและการใช้งาน การทำ Thaipface จึงเปิดพื้นที่ให้พวกเขาถกเถียงแลกเปลี่ยนนิยามและความละเอียดอ่อนของแต่ละคำอย่างเปิดเผย 

“ทีมนี้ให้โอกาสทุกคนมีสิทธิ์พูดและเคารพความคิดเห็นกัน มันเลยสื่อสารออกไปในแพลตฟอร์มด้วยว่า เราเปิดให้ทุกคนได้มาแลกเปลี่ยนเพื่อเข้าใจกันมากขึ้น ทำให้เราเรียนรู้จากคนที่ติดตามว่าประเด็นของแต่ละคำมีมิติที่เยอะกว่านั้น” ซูถิงเล่าความประทับใจ

“คนที่ติดตามเราส่วนใหญ่น่ารักมาก มีส่งคำถามมาว่าคำนี้เหมาะหรือเปล่า ควรใช้ยังไง ทำให้มีบทสนทนาที่ยาวขึ้น แล้วเราก็กลายเป็นเพื่อนกัน” ต้าเสริมด้วยรอยยิ้ม

ภาษาสะท้อนสังคมโลก

เมื่อเริ่มมีคนมาแลกเปลี่ยนความคิดกัน พวกเขาจึงขยับมาสื่อสารเรื่องสถานการณ์สังคมและการเมืองมากขึ้น

เช่น ซาร่า เป็นลูกครึ่งไทย สร้างสรรค์ผลงานชื่อ ‘ไม่ก็คือไม่’ จากข่าวเหตุการณ์วางยาในเครื่องดื่มและข่มขืนผู้หญิงในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในไทยเช่นกัน ด้วยวัฒนธรรมเอเชียทำให้รู้สึกว่าเรื่องเหล่านี้น่าละอายที่จะพูดถึงหรือแจ้งความ แถมยังมีการตำหนิเหยื่อซ้ำอีก เธอจึงอยากสื่อสารเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ให้คนตระหนัก ผ่านแอนิเมชันฝาขวดประทับคำว่า ‘ไม่ก็คือไม่’

“ฉันไม่ได้เติบโตที่ไทย และไม่รู้ทั้งหมดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เลยต้องอาศัยให้คนในทีมช่วยสอน ในขณะเดียวกันฉันก็ให้มุมมองของคนที่นี่ได้” ซาร่าแบ่งปันการแลกเปลี่ยนระหว่างวัฒนธรรมที่เกิดขึ้น

“บางเรื่องที่ซาร่าคุ้นเคยมาทั้งชีวิต ยังเป็นเรื่องที่สังคมไทยไม่คุ้นเคย พอซาร่าพูดขึ้นมา มันทำให้เกิดการคุยกัน ทำให้เราและคนที่ตามเข้าใจสิ่งที่เคยคิดติดอยู่ในหัว แต่ไม่รู้จะพูดยังไง” ซูถิงเสริม เมื่อการแลกเปลี่ยนความคิดนั้นไร้พรมแดน

ผลงานต่อมาของพวกเขาจึงมีทั้งคำว่า ผมหายใจไม่ออก-จอร์จ ฟลอยด์, จูนทีนธ์ (Juneteenth), สมรสเท่าเทียม, ประชาธิปไตย และอื่นๆ ตามวาระ

“Thaipface คำนึงถึงเรื่องภาษา ซึ่งเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ สะท้อนวัฒนธรรมและเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นกับสังคม ณ ตอนนั้น จากการทำงานออกแบบ ขยับมาสื่อสารเรื่องสังคมมากขึ้น เรารู้สึกว่ามันมีพลังและสวยงามมาก” ณ และอิง สรุปหัวใจสำคัญของเพจ ณ ตอนนี้

Thaipface : 7 ดีไซเนอร์ไทยแปลง ก-ฮ ให้มีชีวิตและใช้ Motion Graphic คุยเรื่องภาษา

ไม่ลบลืมไป

เมื่อสิ่งดั้งเดิมที่มีมาแต่ช้านานอย่างตัวอักษรและภาษาไทยถูกปรับเปลี่ยนต่อยอดตามยุคสมัย ย่อมมีคนกลุ่มหนึ่งที่รู้สึกไม่สบายใจ ซึ่งทีม Thaipface ตระหนักเป็นอย่างดี 

“เราเข้าใจและเคารพวัฒนธรรมไทย แต่จะไม่ทนต่อการทำตามอย่างหลับหูหลับตา เราอยากเปิดพื้นที่ตั้งคำถามและพูดคุยมากขึ้น เพื่อเข้าใจว่าทำไมถึงทำแบบนี้ได้ หรือไม่ได้ เพราะอะไร” ต้าประกาศชัด

“เราอยากแต่งสี ตัดทอน เล่นความหมายใหม่ๆ ให้คนเห็นว่ามันทำแบบนี้ได้นะ ไม่จำเป็นต้องถูกตีด้วยกรอบที่สร้างขึ้นมาแบบเดิม” ณ แบ่งปันความรู้สึก “ไม่รู้ว่าทำได้มากน้อยแค่ไหน แต่ตอนนี้ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่มาไกลกว่าสิ่งที่อยากทดลองทำเล่นๆ ในฐานะคนไทยในต่างประเทศที่คิดถึงบ้าน”

Thaipface : 7 ดีไซเนอร์ไทยแปลง ก-ฮ ให้มีชีวิตและใช้ Motion Graphic คุยเรื่องภาษา

สิ่งสำคัญคือ เราหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่เราหาวิธีทำให้สิ่งดีงามในอดีตกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง ในรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์

“ถ้าวันนี้เราไม่หยิบจับและสร้างอะไรใหม่ งานเหล่านั้นอาจถูกลืมหรือลดทอนคุณค่า เมื่อเทียบกับการนำกลับมาอยู่ในบทสนทนาของคนรุ่นใหม่ และทำให้พวกเขารู้สึกสนใจ อยากกลับไปศึกษาให้เข้าใจถึงรากฐานดั้งเดิม” 

Teamwork makes the dream work

ดีไซเนอร์มักมีแนวทางและสไตล์ที่ถนัดของตัวเอง การทำงานร่วมกัน 7 คน ถือเป็นเรื่องยาก หากขาดการบริหารจัดการที่ดี

“แต่เรามีต้า เป็นโปรเจกต์เมเนเจอร์ที่ดีที่สุด” ณ กล่าวชมและขอบคุณที่ต้าเป็นกำลังสำคัญ คอยรวมพวกเขาเข้าไว้ด้วยกันตลอดปีกว่าที่ผ่านมา

ต้าเป็นผู้ดูภาพรวมทั้งหมด คอยแจกจ่ายงานและวางแผนให้เกิดผลงานสู่สาธารณะตามกำหนด และเมื่อมีโปรเจกต์ใหม่ๆ เข้ามา อย่างการร่วมมือกับศิลปิน หรือรับงานจากลูกค้า แต่ละคนจะผลัดกันเป็นครีเอทีฟไดเรกเตอร์ ออกแบบอัตลักษณ์ของแบรนด์ เช่น เรื่องฟอนต์และสี ส่วนคนอื่นจะช่วยออกไอเดีย แนะนำ และเสริมด้านที่ถนัด

เช่น อิงกับนาน่าเพิ่งทำโปสเตอร์ร่วมจัดแสดงในงาน Bangkok Through Poster ส่วน ณ เพิ่งทำแอนิเมชันโปรโมตสารคดียายนิล มีทั้งคำภาษาไทยและคำเมืองสุดน่าฮัก 

นอกจากทุกคนจะได้ผลัดมือทำงานและเรียนรู้ร่วมกัน สิ่งสำคัญคือมิตรภาพที่เกิดขึ้น

“ทุกคนในทีมเป็นเพื่อนที่เรารู้สึกโชคดีมากที่ได้รู้จัก ทุกคนสอนอะไรเราเยอะมาก” หนึ่งในความคิดดังขึ้นมาบอกทุกคนอย่างไม่เคอะเขิน

Thaipface : 7 ดีไซเนอร์ไทยแปลง ก-ฮ ให้มีชีวิตและใช้ Motion Graphic คุยเรื่องภาษา

ไทยป์เฟซ_final01_final02_final03_

จากการเรียนและทำงานในต่างประเทศ ทีม Thaipface มีโอกาสเห็นเทรนด์การออกแบบตัวอักษรที่กำลังเกิดขึ้น 3 เทรนด์หลักด้วยกัน

หนึ่ง การปฏิเสธฟอนต์แบบ Geometric Sans ที่โค้งมนกลมสวย สมมาตรทางเรขาคณิต ดูมินิมอล แบรนด์จำนวนมากเคยชอบใช้ แต่ปัจจุบันเริ่มมีแบรนด์ที่หันมาออกแบบฟอนต์เอง เพื่อสร้างคาแรกเตอร์ที่แตกต่าง

สอง การออกแบบตัวอักษรให้เป็นโมชัน เมื่อก่อนอาจทำได้ยาก แต่ปัจจุบันคนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงมากขึ้น แบรนด์จึงกล้าส่งไฟล์ภาพเคลื่อนไหวขนาดใหญ่มาดึงดูดสายตาเรา

สาม การออกแบบตัวอักษร 3 มิติ ทั้งในพื้นที่กายภาพและดิจิทัล เมื่อเทคโนโลยีอย่าง Augmented Reality (AR) และ Virtual Reality (VR) กำลังเข้ามา ชวนให้ลองจินตนาการดูว่า ถ้าต้องดัดแปลงโลโก้ของแบรนด์ที่คุณรักเป็นแบบ 3 มิติ หน้าตาและลูกเล่นจะเป็นอย่างไรบ้าง

พวกเขาหยิบจับเทรนด์เหล่านี้มาประยุกต์ใช้ออกแบบงานของ Thaipface เพื่อทดลองและสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้คนติดตาม และในอนาคต พื้นที่นี้จะไม่ใช่แค่เพียงพวกเขา 7 อีกคนต่อไป

“ต่อไปเราจะเน้นการสร้างคอมมูนิตี้ เปิดครอบครัวให้กว้างขึ้น เราอยากเป็นสมุดวาดเขียนสำหรับน้อง เพื่อน รุ่นพี่ดีไซเนอร์ด้วยกัน ตอนนี้มีคนส่งเข้ามาบ้างแล้ว และจะเปิดให้คนส่งผลงานเข้าร่วมเรื่อยๆ 

“เราอยากร่วมมือกับแบรนด์ในการออกแบบตัวอักษรสามมิติด้วย เพราะงานเราอยู่ในแพลตฟอร์มสองมิติมาสักพักแล้ว เป็นโจทย์ใหม่ที่เรากำลังพูดคุยกันอยู่

“อนาคตเหล่านี้ทำให้พวกเราตื่นเต้นตลอดเวลาที่ได้ทำงานในวงการออกแบบ”

หน้าถัดไปของสมุดวาดเขียนดิจิทัลเล่มนี้จะเป็นอย่างไร 

ขอชวนคุณกดติดตามอนาคตอันยาวไกลของพวกเขาไปด้วยกัน

Thaipface : 7 ดีไซเนอร์ไทยแปลง ก-ฮ ให้มีชีวิตและใช้ Motion Graphic คุยเรื่องภาษา

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

10 พฤศจิกายน 2564
1,627

เคยสงสัยกันมั้ยครับว่า ทำไมนโยบายสาธารณะบางอย่างไม่สามารถสนองตอบความต้องการของประชาชน บางนโยบายก่อความขัดแย้ง บ้างทำแล้วไม่สัมฤทธิ์ผล หรือแม้แต่ไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ’ คือ แฟนเพจเฟซบุ๊กโดยกลุ่มนักคิดนักสร้างสรรค์เชียงใหม่ ที่มองเห็นว่าช่องว่างของปัญหาดังกล่าวนั้นเติมเต็มได้ หากเชื่อมโยงความเข้าใจระหว่างภาคประชาสังคมกับประชาคม

พวกเขาหยิบจับโซเชียลมีเดียมาเป็นเครื่องมือ สำหรับพัฒนากลไกที่จะทำให้เกิดขับเคลื่อนเมืองอย่างมีส่วนร่วมด้วยข้อมูลจากประชาชน ผ่านการปั้นประเด็นเมืองหลายหลากให้เป็นเรื่องสนุก เข้าถึงง่าย พร้อมชวนคิด ชวนคุย หาทางออกเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสะท้อนเสียงให้ผู้กำหนดนโยบายสาธารณะได้รับฟังเรื่องที่เป็นความต้องการของคนหมู่มาก และวางหลักไมล์นำสู่การออกแบบแผนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Plan) และผังออกแบบเชิงแนวคิด (Conceptual Design Plan) ซึ่งบางประเด็นกลายเป็นไวรัลที่มีจำนวนผู้สนใจหลักแสน ยอดแชร์หลักพัน

ไม่เพียงเท่านั้น ยังช่วยจุดประกายให้เมืองอื่นๆ ตื่นตัว สร้างการรับรู้ข้อมูลเมือง รวมถึงเป็นพื้นที่แสดงออกของคนที่อยากเห็นเมืองดียิ่งขึ้นกว่าเดิม

เรานัดหมายกันที่ศูนย์ฟื้นบ้าน ย่าน เวียงเชียงใหม่ เพื่อคุยมุมมองความคิด วิธีการทำงานขับเคลื่อนและสร้างกลไกเมืองด้วยสื่อสมัยใหม่ กับ ตา-สุวารี วงศ์กองแก้ว, ภูวา-ผศ.ดร.จิรันธนิน กิติกา, หมูใหญ่-คมสัน ไชยวงศ์, ดรีม-ธนกร เจริญเชื่อมสกุล และ แป้ง-อาคิรา ศิริวัฒนานุกุล ทีมผู้อยู่เบื้องหลังเพจที่เชื่อว่า เชียงใหม่เป็นของทุกคนที่แคร์

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เพจเล่าเรื่องเมือง ชวนขับเคลื่อนเชียงใหม่ด้วยข้อมูลจากประชาชน
ซ้ายไปขวา : แป้ง-อาคิรา ศิริวัฒนานุกุล ภูวา-ผศ.ดร.จิรันธนิน กิติกา ดรีม-ธนกร เจริญเชื่อมสกุล ตา-สุวารี วงศ์กองแก้ว และ หมูใหญ่-คมสัน ไชยวงศ์

ข้อมูลเคลื่อนเมือง

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เป็นส่วนหนึ่งของโครงงานวิจัย ‘การพัฒนากระบวนการเพื่อขับเคลื่อนประชาคมเมืองเชียงใหม่’ แผนงานคนไทย 4.0 ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากการสังเกตพัฒนาการเติบโตของประชาสังคมเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเอื้อความเป็นไปได้ในการขยับวงจรการทำเรื่องนโยบายสาธารณะของรัฐ ให้ประชาชนมีโอกาสออกแบบนโยบายที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของตัวเองมากขึ้น ด้วยแนวคิดรวมประชาสังคมกับประชาชนให้ใกล้ชิดและเข้าใจกัน เพื่อสร้างพลังเสียงที่เข้มแข็ง โดยใช้โซเชียลมีเดีย

 “สมัยก่อนถ้ารัฐหรือหน่วยงานเรียกประชุมระดมความคิดเห็น ทุกคนจะสละงานแล้วมาประชุมกัน แต่ปัจจุบันเป็นยุคของคนรุ่นใหม่ กลุ่มคนที่มีศักยภาพ แต่ก็มีภาระหน้าที่มาก จนทำให้การประชุมรูปแบบเดิมอาจไม่ตอบโจทย์ ดังนั้น เราจึงแสวงหาช่องทางใหม่สำหรับรวบรวมความคิดของพวกเขา และรองรับผู้คนที่อยากเห็นเมืองดีขึ้นเหมือนกัน โดยเป็นช่องทางที่ไม่ได้รบกวนกันทุกวัน ให้ข้อมูลไปเรื่อยๆ ค่อยๆ เติบโตแลกเปลี่ยนความเห็น สร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน ซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญของการขับเคลื่อนเป้าหมายตรงนี้ เลยกลายเป็นที่มาของการก่อตั้งเพจเชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ” ตา หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาเมือง หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ และหนึ่งในคณะนักวิจัย ขยายไอเดียการเลือกโซเชียลมีเดียมาเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเมือง

ขณะเดียวกัน ภูวา อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หัวเรือใหญ่ของทีมเสริมว่า โซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่เชื่อมโยงโลกเสมือนกับโลกจริง ช่วยสร้างการรับรู้และแสดงออกที่น่าสนใจ ทำให้ผู้คนยุคใหม่เข้าถึงมิติความเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคม ผู้ประกอบการ หรือชุมชน ได้อย่างฉับไว แถมเปิดกว้างสำหรับการแบ่งปันข้อมูล

“ผมรู้สึกว่าการทำงานเชิงกายภาพแบบเดิม เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์แข็งทื่อและยุทธศาสตร์ที่ล่าช้า แต่ปัจจุบันเรามี Digital Disruption ที่ลื่นไหลมาก ซึ่งคนรุ่นใหม่เห็นช่องว่างและการใช้พื้นที่แบบนี้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ในเมื่อพวกเขาเห็นแล้วว่า ระบบและโครงสร้างเป็นแบบนี้ แล้วก็ใช้วิธีของโซเชียลมีเดีย ตอบสนองความต้องการใช้ชีวิต แก้ไขปัญหา นำเสนอ หรือเรียกร้องพัฒนาสิ่งที่ดีกว่า 

“แต่จะทำยังไงให้พื้นที่เหล่านี้ที่เป็นพื้นที่เสมือนและกำลังจริงขึ้นเรื่อยๆ ไปอยู่ในวิธีคิดของรัฐได้ ฉะนั้น เราจึงจำเป็นต้องเข้าใจกลไกและวิธีคิดแบบนี้ ส่วนรัฐก็จะต้องรู้ทันและเชื่อมโยงกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่คนละมิติ เพราะที่ผ่านมากับดักของ Urban Development คือมันไม่เคยรู้ทัน Urban Gentrification รัฐออกแบบพื้นที่แล้วใช้คำว่า พัฒนา แต่เป็นการพัฒนาแบบทำลายคน ทั้งที่ความสำเร็จของเมืองเชียงใหม่เกิดขึ้นจากผู้คนตลอดมา

“ผมว่าสิ่งนี้คือความท้าทายของเมือง ว่าเมืองของความจริงเชิงกายภาพกับเมืองของโลกเสมือน มันจะบรรจบและหลอมรวมกันได้อย่างไร”

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เพจเล่าเรื่องเมือง ชวนขับเคลื่อนเชียงใหม่ด้วยข้อมูลจากประชาชน
เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เพจเล่าเรื่องเมือง ชวนขับเคลื่อนเชียงใหม่ด้วยข้อมูลจากประชาชน

ภูวา เล่าความตั้งใจหลักของพวกเขาต่อว่า คือการขับเคลื่อนเมืองด้วยข้อมูลของประชาชน โดยวางแฟนเพจเฟซบุ๊กเป็นพื้นที่แห่งสังคมใหม่ที่พูดคุย แสดงออก และเชื่อมโยงกัน ผ่านข้อมูลเมืองที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะข้อมูลของฝั่งเห็นด้วย ข้อมูลของฝั่งเห็นแย้ง แล้วร่วมหาทางออกให้กับมัน

“หัวใจสำคัญคือการพยายามผลักดันให้ข้อมูลเหล่านั้นถูกส่งออกและสะท้อนกลับไป เพื่อให้เกิดผลกับเมืองด้วย”

กวาดสัญญาณ

ท่ามกลางประเด็นเมืองมากมายก่ายกอง เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอมีแนวคิดในการนำเสนอเนื้อหาด้วยวิธีการเฉพาะที่พวกเขาเรียกมันว่า ‘กวาดสัญญาณ’ จับคลื่นข้อมูลความสนใจของผู้คน มาต่อยอดสร้างสรรค์ประเด็น ชวนกระตุกต่อมคิดถึงเมืองที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดี

“จริงๆ ประเด็นอย่าง ‘ถ้าเชียงใหม่ไม่พึ่งการท่องเที่ยวแล้วควรพึ่งอะไร’ มันก็เริ่มมาจากการที่เราจับสัญญาณได้ว่า พอเกิดวิกฤตโควิด-19 แล้วเศรษฐกิจมันแย่ ทุกคนลำบากกันหมด ซึ่งเชียงใหม่เองก็กระทบหนัก โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว เราเลยมาช่วยกันตบประเด็น เปิดเป็นคำถามชวนแลกเปลี่ยน เผยตัวเลขมูลค่าทางเศรษฐกิจและสำรวจศักยภาพด้านอื่นๆ ของเมือง เพื่อเสนอความเป็นไปได้ว่า ถ้าไม่ใช่การท่องเที่ยวแล้ว เชียงใหม่ยังมีจุดแข็งอะไรให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกบ้าง 

“ปรากฏว่าประเด็นนี้เปรี้ยงมาก และกลายเป็นไวรัลที่มีคนพูดถึงหลักแสน แชร์หลักพัน รวมทั้งเมืองที่มีบทเรียนคล้ายกันกับเรา อย่างภูเก็ต ขอนแก่น ชลบุรี ก็แชร์ไปถกต่อ ตลอดจนมีหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวนำข้อมูลไปอ้างอิงในกิจกรรมของเขาด้วย” ภูวาเล่าอย่างคล่องแคล่วด้วยความภูมิใจ

ควบคู่กับการคัดสรรประเด็นดึงดูดในมุมมองชวนติดตาม กระบวนท่าอันโดดเด่นของเพจคือการเชื่อมโยงสู่งานข้อมูลเมืองได้อย่างกลมกล่อม ย่อยง่าย โดยฝีมือของหมูใหญ่ที่ถ่ายทอดสาระน่ารู้จากการค้นคว้างานวิจัย ผสานรูปแบบการนำเสนอสนุกๆ ด้วยเครื่องมือสุดสร้างสรรค์

“ตอนทำประเด็น ‘พื้นที่สาธารณะคนเชียงใหม่มีไหน’ เรามีไอเดียว่า พื้นที่สาธารณะจะต้องเป็นพื้นที่ที่คนเข้าไปวิ่ง ปั่นจักรยาน หรือเดินเล่นผ่อนคลาย ประกอบกับตอนนั้นกวาดสัญญาณพบว่า อ่างแก้วของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็เป็นอีกแห่งที่คนนิยมไปใช้ทำกิจกรรมทำนองนี้ เลยอยากรู้มีที่ไหนอีกบ้างที่เป็นพื้นที่สาธารณะ นอกเหนือจากสวนหย่อมหรือสวนสุขภาพของเมือง 

“นึกถึงแอปพลิเคชันเก็บข้อมูลออกกำลังกาย Strava ก็นำมันตรวจสอบผ่านแท็ก แล้วเจอกับพื้นที่สาธารณะที่มีคนวิ่งวนๆ ตรงนั้นเยอะมาก แต่เราคาดไม่ถึง เช่น สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เชียงใหม่ หรือเทศบาลตำบลหนองจ๊อม ซึ่งประชาชนสามารถเข้าไปใช้ได้หมดเลย” หมูใหญ่ยกตัวอย่าง

ถัดมาประเด็นเดียวกัน จะถูกดันต่อด้วยกรณีศึกษาที่น่าสนใจจากทั่วโลก เพื่อนำเสนอว่ายังมีความเป็นไปได้อะไรอีกบ้าง ที่จะพอเป็นทางออกของเมือง ซึ่งผู้รังสรรค์เนื้อหาส่วนนี้คือแป้ง ก่อนปลายสัปดาห์ดรีมจะทำหน้าที่เก็บรวบรวมทุกคอมเมนต์ สัมภาษณ์เพิ่มเติมผู้เกี่ยวข้อง สำหรับทำบทสรุปเป็นแนวทางว่า แต่ละประเด็นชาวเชียงใหม่มีความเห็นอยากให้เมืองเดินไปในทิศทางใด

“ทุกวันนี้เสียงที่เราได้รับกระจายวงค่อนข้างกว้าง สมาชิกเพจของเราส่วนมากอยู่ในช่วงอายุสามสิบถึงสี่สิบปี แต่ที่มีการตอบสนองสูงสุดมาจากช่วงวัยมหาวิทยาลัย” ดรีมว่า

“เป้าหมายหลักของเราคือเน้นคนเชียงใหม่” ภูวาเสริม “แต่กลายเป็นว่า คนเชียงใหม่มีเยอะสุดก็จริง ประมาณหกสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ หากรองลงมาคือคนกรุงเทพฯ ตามด้วยจังหวัดปริมณฑลและหัวเมืองใหญ่ๆ เพจของเราจึงไม่ใช่แค่เป็นพื้นที่คุยเรื่องเมืองเชียงใหม่ แต่เป็นพื้นที่ของคนที่แคร์เมือง และ Active Citizen ด้วย”

ความน่าสนใจอีกอย่าง คือพฤติกรรมการเสพข้อมูลของสมาชิกเพจที่ชอบแชร์ แต่ไม่คอมเมนต์

“บางคนเขาชอบแชร์โพสต์ของเราไปลงกลุ่มหรือหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัวแล้วไปคุยกันต่อในนั้น เราก็ต้องตามไปเก็บข้อมูล ซึ่งบางความเห็นมันเจ๋งมากๆ เช่น ประเด็น ‘10 ตึกสูงที่สุดในเชียงใหม่ แล้วตึกสูงจำเป็นหรือไม่สำหรับคนเชียงใหม่’ มีคอมเมนต์เปิดโลกเรามาก เขาถามว่าไม่นับตึกของมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลเหรอ” หมูใหญ่หัวเราะร่วน “เราก็ตอบไปว่า นับครับ แค่ไม่ติดท็อป 10 เฉยๆ หรือ แคปเจอร์ข้อมูลเราไปแปะถามในกลุ่ม ‘คนรัก ตึกสูงเชียงใหม่’ ว่าข้อมูลนี้ถูกต้องมั้ยครับ แล้วก็แลกเปลี่ยนกัน กระทั่งแตกประเด็นคุยไปถึงเรื่องของผังเมืองเชียงใหม่นู้นเลย”

“จำได้ว่าสัปดาห์นั้น มีคนหนึ่งคอมเมนต์ประมาณยี่สิบกว่าความคิดเห็น หมายความว่าเขาสนใจในประเด็นนี้มาก มีการยกกรณีศึกษาตัวอย่างและแนวคิดต่างๆ นานา มาลงเพียบเลย” ดรีมเพิ่มเติม

“ใช่ๆ” ภูวาสำทับ ด้วยเสียงตื่นเต้น “อย่างประเด็นของตึกสูง ไม่ท่องเที่ยวจะทำอะไร หรืองานคราฟต์เชียงใหม่ ผมว่าทุกคนมาปล่อยของเลย รู้เยอะกว่าพวกเราอีก

“สำหรับเรื่องตึกสูง ผมว่าเสียงของคนที่อยากได้ตึกน่าสนใจนะ เพราะเป็นเสียงที่คิดว่าภาคประชาสังคมไม่ค่อยได้ยิน เสียงที่พูดถึงความเจริญและการเติบโตของเศรษฐกิจในเมือง ซึ่งบางทีก็ติดกับดักของเมืองอนุรักษ์มากไปหน่อย แต่ว่าอะไรคือจุดสมดุลล่ะ สิ่งนี้ทุกฝ่ายต้องแลกเปลี่ยนและตกผลึกร่วมกัน”

แผนพัฒนาที่เห็นคนและกลไก

ปัจจุบันนอกจากเฟซบุ๊ก เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอยังจับสื่อ Clubhouse มาเสริมพลังขับเคลื่อนเมือง ผ่านการเปิดห้องถอดบทเรียน เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และบ่มเพาะ Active Citizen ในอนาคต โดยประเดิมด้วยการแลกเปลี่ยนถอดบทเรียนกิจกรรมเมือง ‘ราชดำเนินเดินได้เดินดี’ ของกลุ่มวิถีราชดำเนิน ร่วมกับหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ และ UDDC ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง จากกิจกรรมขีดเส้นทางเดิน เลนจักรยาน เลนจอดรถ และถนนใหม่ เพื่อใช้ทางสัญจรทางเดียวตลอดเส้นถนนราชดำเนินในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ภูวารู้สึกว่ากิจกรรมนี้น่านำมาพูดคุยกัน เพราะหลังจากอ่านรายละเอียดของโครงการ พบว่าเขาดำเนินการกันมาเป็น 10 กว่าปี แถมมีเวิร์กชอปเยอะมาก

“แล้วอะไรเป็นจุดอ่อนที่ทำให้มีเสียงคัดค้าน คนไม่รับรู้ ไม่เข้าใจ ก็เลยพยายามตีแผ่และถอดบทเรียนออกมา ซึ่งมันน่าสนใจตรงที่ในวันเปิดห้อง Clubhouse ถกเรื่องนี้ มีคนเข้าร่วมเยอะมาก ทั้งเด็กนักเรียนโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คนใช้รถใช้ถนน และเจ้าของบ้านในละแวกนั้น คือ เขารู้สึกว่าทำไมทำแบบนี้ เขาเคยไม่รู้เรื่องมาก่อนเลย เราจึงถามกลับไปว่าต้องทำยังไงถึงจะรู้เรื่อง เขาเลยบอกกลไกต่างๆ อาทิ ประกาศเสียงตามสาย ทำโปสเตอร์โปรโมตตามร้านค้าและพื้นที่ชุมชน หรือโพสต์ลงกลุ่มกาดมั่ว กลายเป็นว่านี่แหละคือเครื่องมือสำคัญที่คนทำงานเมืองต้องรู้ ไม่ใช่แค่การแปะป้ายฝากเทศบาล แต่เขาต้องแอคทีฟกว่านั้น

“ในทางกลับกัน คนในเมืองก็ต้องรู้ว่าจะติดตามเรื่องเมืองได้จากไหน ต้องแสวงหาและเข้าถึงมันได้ยังไง สำหรับเชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ บทเรียนที่เราได้รับคือการหาช่องทางเชื่อมต่อข้อมูลให้ทั้งนักพัฒนาเมืองและคนในเมืองได้มาเจอกัน เรามองว่าสิ่งนี้คือการพัฒนาเมือง และเราอยากเห็นเมืองที่มีคนเป็นศูนย์กลางของการออกแบบ”

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เพจเล่าเรื่องเมือง ชวนขับเคลื่อนเชียงใหม่ด้วยข้อมูลจากประชาชน

กลไกขับเคลื่อนเมืองโดยภาคประชาชาวเน็ต

สำหรับราชดำเนินเดินได้เดินดี เป็น 1 ใน 8 กิจกรรม ที่ทางเพจตั้งใจเพิ่มพื้นที่บอกเล่าเรื่องราว และถอดบทเรียนกิจกรรมดีๆ ช่วยฟื้นฟูพัฒนาเมืองของภาคประชาสังคมเชียงใหม่ พร้อมแนะนำภาคประชาสังคมให้ทุกคนได้รู้จัก เพื่อสานความเข้มแข็งและเติมเต็มความเข้าใจกันระหว่างภาคประชาสังคมกับประชาชน

โดยกิจกรรมล่าสุดที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปคือ ถอดบทเรียน ‘งานพัฒนาภูมิทัศน์ของวัดร้างในเมืองเชียงใหม่’

“ตามข้อมูลของศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC-CEUS) ระบุว่า ในพื้นที่เมืองเก่าเชียงใหม่ของเรา มีวัดและโบราณสถานที่สำคัญกว่าร้อยแห่ง ตั้งแต่พระอารามหลวงชั้นเอกไปจนถึงวัดร้าง และบางแห่งยังขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปากรเรียบร้อย แต่กลับขาดการดูแลรักษา 

“ทาง ‘เขียว สวย หอม’ ภาคประชาสังคมของเมืองเชียงใหม่ที่ทำงานเกี่ยวกับพื้นที่สีเขียว จึงผุดกิจกรรมสร้างกลไกความร่วมมือของชาวชุมชนวัดกู่เต้า เพื่อจุดประกายการดูแลรักษาวัดร้าง ซึ่งมีทีมนักวิจัยในโครงงานได้ลงไปถอดบทเรียนแล้วพบว่า มีกลไกน่าสนใจในการปรับปรุงรักษาและจัดการด้วยวิธีใหม่ๆ

“ด้านเชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ จึงรับช่วงต่อนำบทเรียนมาถ่ายทอด ถอดออกมาเป็นเชิงของข้อมูล และเสนอกลไก ประกอบกับชวนคนทำงานนี้มาแลกเปลี่ยนกันใน Clubhouse ถึงแม้ว่าประเด็นอาจไม่ได้ใหญ่มาก ทว่ามันเป็นประเด็นที่คนควรรู้และเอาไปคิดต่อ เพราะวัดร้างเป็นสัญลักษณ์ของการคงอยู่อย่างร่วมสมัยของเมืองประวัติศาสตร์ และเศรษฐกิจใหม่ที่เป็นพลวัติของเมือง ถือเป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์สำคัญที่รอการพลิกฟื้น พร้อมเชื่อมโยงส่งเสริมเศรษฐกิจของเมืองเชียงใหม่” ภูวาอธิบาย

ส่วนกิจกรรมครั้งหน้า อย่าง ถอดบทเรียน ‘ครัวงาน เชียงใหม่ : โควิด-19 เศรษฐกิจ การว่างงาน และประชาสังคม’ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

ตาขยายรายละเอียดเรื่องนี้ให้ฟังว่า “ครัวงาน เป็นโปรเจกต์ของกลุ่ม ChiangmaiTrust ร่วมกับ เขียว สวย หอม พูดถึงการผสานระหว่างการช่วยบรรเทาความเดือดของคนจนเมือง สะท้อนออกมาให้เห็นผ่านการจ้างงาน ทั้งสร้างพื้นที่ให้คนตกงานมาหางาน และจ้างงานคนตกงานให้เขามาเป็นแรงงานตามความสามารถ เพื่อสร้างต้นแบบกระบวนการทำงานแบบเกื้อกูลในระดับชุมชน โดยมีชุมชนแจ่งหัวรินเป็นชุมชนนำร่องพัฒนาในการพื้นที่สาธารณะ เช่น ขุดลอกท่อระบายน้ำ และยังมีการฝึกทักษะด้านการปลูกพืชผัก ซึ่งได้ทีมเขียว สวย หอม เข้ามาดูแล

“อันนี้ผมว่าสำคัญนะ เพราะบางทีคนไม่รู้จัก เขียว สวย หอม หรือ ChiangmaiTrust แล้วไปเห็นกิจกรรม คนจะงงว่าทำอะไร ทำทำไม เราก็ต้องถอดบทเรียน บอกเล่าเรื่องราว อีกอย่างมันเป็นการแนะนำภาคประชาสังคมและแนะนำประเด็นเมือง เคยมีบางคนถามผมว่า อะไรคือภาคประชาสังคม แล้วเราจะเป็นได้ไหม อยากทำงานเมืองบ้าง ซึ่งเชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอมันจุดประเด็นเลยว่า ทำงานเมืองมันทำได้ และขับเคลื่อนเมืองได้จริงๆ ด้วย” ภูวาเสริมความหมายของคำว่าภาคประชาสังคมอย่างเห็นภาพ

“ในมุมมองของชาวบ้าน เขารู้สึกว่าเชียงใหม่มีกลุ่มประชาสังคมเยอะมาก แล้วก็เห็นว่ามันทำงานแยกกันเป็นกลุ่มๆ เพราะฉะนั้น เรารู้สึกว่าโปรเจกต์มันดีเนอะที่เขาได้มาทำงานร่วมกัน ค่อยๆ มารวมกัน” แป้งเอ่ยขึ้นก่อนบทสนทนาจะจบลง

“เหล่านี้คือทดลองสร้างกลไกขับเคลื่อนเมืองโดยภาคประชาชนบนอินเทอร์เน็ต เนื่องจากเรามองว่าทั้งแปดกิจกรรม ทำหน้าที่เป็นตัวยึดโยงของความคิดเรื่องช่องว่าง การถมช่องว่าง และฉายภาพว่าการสร้างนโยบายสาธารณะจากภาคประชาชนขึ้นมา จะเป็นตัวแบบของการพัฒนาเมืองได้อย่างไร กอปรกับเป็นเป้าหมายหนึ่งของงานวิจัยที่เราพยายาม Ground Up ความคิดเห็น ดูว่าแท้จริงผู้คนคิดอย่างไร รวมถึงสกัดข้อมูลระดับชุมชนหรือย่านมาร้อยเรียงกัน เข้าไปเติมในแพลตฟอร์มของข้อมูล เพื่อนำสู่การออกแบบแผนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Plan) และผังออกแบบเชิงแนวคิด (Conceptual Design Plan) จากฐานล่าง ซึ่งมองเห็นคนและกลไกอยู่ร่วมกัน

“แม้ว่าพอทำเสร็จ มันอาจไม่กลายเป็นคำตอบเลยทันที แต่อย่างน้อยๆ จะทำให้ประชาชนมีพื้นที่หรือพูดดังขึ้น จากไม่มีใครรับฟัง ก็จำเป็นต้องฟังแล้วล่ะ” ตากล่าวสรุปทิ้งท้ายอย่างมั่นใจ

คุยกับกลุ่มนักคิด-นักสร้างสรรค์เชียงใหม่ที่ใช้สื่อขับเคลื่อนเมือง เป็นพื้นที่ให้ประชาชนออกแบบนโยบายรัฐและคุณภาพชีวิตด้วยเสียงของตัวเอง

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load