Biennale (เบียนนาเล่) เป็นภาษาอิตาลี แปลว่า ทุกๆ 2 ปี

นับตั้งแต่มี Venice Biennale ในปี 1895 คำว่า เบียนนาเล่ ก็เพิ่มความหมายว่าเทศกาลศิลปะระดับนานาชาติ เพราะ Venice Biennale กลายเป็นต้นแบบของเทศกาลศิลปะร่วมสมัยทั่วโลกที่รวมสุดยอดผลงานของศิลปินดังไว้ด้วยกัน

ปี 2018 นี้เป็นปีที่เทศกาลศิลปะในไทยคึกคักเป็นพิเศษ เพราะบ้านเรามีทั้ง Bangkok Art Biennale ซึ่งรวมงานศิลปะเจ๋งๆ จากศิลปินดังทั้งไทยและเทศทั่วกรุงเทพฯ และยังมี Thailand Biennale ที่พาศิลปินชาวไทยและชาวต่างชาติกว่า 50 ชีวิตไปจัดแสดงผลงานทั่วจังหวัดกระบี่ ตั้งแต่ในเมืองไล่ไปจนถึงชายหาด กลางทะเล บนเกาะ ในถ้ำ ไปจนจุดต่างๆ ในป่าเขาอุทยานแห่งชาติ ตามแนวคิด Edge of the Wonderland หรือสุดขอบฟ้าแห่งดินแดนมหัศจรรย์

ไทยแลนด์เบียนนาเล่, กระบี่

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมงานศิลปะประจำประเทศถึงเลือกไปจัดที่กระบี่ เมืองริมทะเลที่แม้เป็นจังหวัดท่องเที่ยว แต่ไม่ใช่เมืองใหญ่หรือศูนย์กลางเศรษฐกิจ

เหตุผลเบื้องหลังงานนี้คือ กระบี่เป็นหนึ่งใน 3 เมืองศิลปะตามยุทธศาสตร์ชาติ อีก 2 เมืองคือเชียงรายและนครราชสีมา ซึ่งจะกลายเป็นสถานที่จัดงาน Thailand Biennale ครั้งถัดๆ ไป

“เมื่อก่อนกระบี่ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจเกี่ยวกับศิลปะเลย เราเป็นเมืองท่องเที่ยว มีวัฒนธรรม แต่ไม่รู้ว่าศิลปะร่วมสมัยคืออะไร”

ปรีญา จิวะนันทประวัติ สมาชิกสภาเทศบาลเมืองกระบี่และรองประธานหอการค้าจังหวัดกระบี่ เท้าความหลังของจังหวัด

ไทยแลนด์เบียนนาเล่, กระบี่

ไทยแลนด์เบียนนาเล่, กระบี่

“เทศบาลเริ่มมองว่าควรทำให้กระบี่เป็นเมืองศิลปะ เริ่มจากเราเห็นว่าเวลาไปเมืองอื่นๆ เขาจะมีจุดถ่ายภาพเป็นที่ระลึก มีประติมากรรม มีศิลปะที่สัมผัสได้ มีไฮไลต์ให้นักท่องเที่ยวไปตรงนั้นตรงนี้ เราคิดว่าถ้ามากระบี่แล้วไม่มีอะไรน่าสนใจเขาคงไม่อยากมาอีก เราเลยช่วยกันคิดช่วยกันทำประติมากรรมตามประวัติศาสตร์และตำนานของกระบี่ ครั้งแรกเกิดขึ้นราว 10 ปีที่แล้ว คือประติมากรรมไม้มะหาด และเสียงเพลงแห่งอันดามัน เป็นรูปนกอินทรีที่หลักกิโลเมตรที่ 0 สร้างโดยศิลปินญี่ปุ่น”

ตัวแทนเทศบาลเล่าที่มาของศิลปะร่วมสมัยในชุมชน จากนกอินทรี ตำนานอื่นๆ ของกระบี่ถูกตีความมาสร้างงานทัศนศิลป์อีกมาก เช่น ประติมากรรมปูดำ สี่แยกมนุษย์โบราณ สี่แยกเสือเขี้ยวดาบ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีศูนย์การเรียนรู้วัฒนธรรมอันดามันเป็นศูนย์กลางเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของจังหวัดกระบี่ รวมถึงกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ที่นี่มีนิทรรศการผลงานของศิลปินร่วมสมัยทั้งชาวไทยและต่างประเทศหมุนเวียนจัดแสดงอย่างสม่ำเสมอ

“พอมีงานเบียนนาเล่ ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ได้เชิญชวนทุกหน่วยงานในกระบี่ให้เป็นเจ้าบ้านที่ดี กระบี่ได้รางวัลเรื่องความสะอาดอยู่แล้ว เราก็ดูแลทำความสะอาดเข้าไปอีก ดูแลให้คนที่มาประทับใจ ชุมชนต่างๆ ในกระบี่และคนจังหวัดอื่นๆ ก็อาสามาช่วยต้อนรับแขกที่มาเยือน งานนี้ทำให้กระบี่มีคนรู้จักเพิ่มมากขึ้นทั่วโลก และสร้างรายได้ให้คนกระบี่ เป็นความภาคภูมิใจของกระบี่ด้วย

“เราไม่เหมือนอิตาลีที่มีศิลปะมาแต่ไหนแต่ไร เด็กๆ เขาได้เรียนรู้ศิลปะตั้งแต่เล็กๆ แต่ชาวกระบี่เราไม่ได้รู้ ผู้ใหญ่ก็ไม่เข้าใจ นี่เป็นโอกาสดีที่งานศิลปะระดับโลกมาอยู่ตรงนี้ สภาการศึกษาน่าจะให้เด็กมาเรียนรู้ ซึมซับศิลปะตั้งแต่เล็กๆ”

เธอลงความเห็นว่าศิลปะในกระบี่มีศักยภาพที่จะเติบโตต่อไปในอนาคต เพราะชาวกระบี่ยินดีต้อนรับโครงการต่างๆ ที่เป็นประโยชน์แก่กระบี่ แม้ที่นี่เป็นเมืองเล็ก แต่ประชากรสามัคคีกันดี จึงทำงานได้ลื่นไหล ไม่ขัดแย้ง

ไทยแลนด์เบียนนาเล่, กระบี่

ไทยแลนด์เบียนนาเล่, กระบี่

“พวกเราอยากมีส่วนร่วมในการช่วยเรื่องวัฒนธรรมจังหวัด เราเคยเป็นจิตอาสาอื่นๆ แล้วเลยอยากมาช่วยที่นี่ ทางจังหวัดเขามาขอความร่วมมือกับชาวบ้าน เขาส่งเสริมเรื่องศิลปะมานานแล้ว เพราะนายกเทศมนตรีชอบศิลปะมาก”

ปลื้มจิต คงเหมือนเพชร อาสาสมัคร Thailand Biennale กล่าวอย่างกระตือรือร้น กลุ่มอาสาสมัครเลียบท่าเรือคงคาคอยให้คำแนะนำนักท่องเที่ยวอย่างใจดี

“หน้าที่ของเราคือประจำตามจุดต่างๆ เราคอยแนะนำและชี้ว่าชิ้นงานต่างๆ อยู่ตรงจุดไหน นักท่องเที่ยวก็มาเยอะขึ้นนะ คนในจังหวัดเองก็ตื่นตัว โรงเรียนพานักเรียนมาดูมาชมเยอะแยะ มากันเกือบทุกโรงเรียนทั้งในตัวจังหวัดเองและจังหวัดใกล้เคียง หน่วยงานต่างๆ และประชาชนทั่วไปก็มาชมชิ้นงาน ส่วนนักท่องเที่ยว บางคนไม่รู้มาก่อน แต่พอทราบข่าวประชาสัมพันธ์ก็มาชม”

สมทบ มนัสวโรวงศ์ และ ลัดดา ไกรวณิชย์ เสริมต่อ

“งานพวกนี้ส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมท้องถิ่นและตำนาน งานส่วนใหญ่สื่อถึงธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ชีวิตความเป็นอยู่ของคนสมัยก่อน อย่างเขาวงกตไม้ตรงนั้น ป้าก็เพิ่งรู้ว่ามันสื่อถึงชีวิตชาวประมง พอขึ้นจากเรือเข้าบ้านก็ต้องมีสะพานเชื่อม”

ไทยแลนด์เบียนนาเล่, กระบี่

“งานศิลปะพวกนี้สุดยอดระดับโลกทั้งนั้น แต่พวกป้าคิดว่าธรรมชาติกระบี่สวยมาก พูดไปก็เหมือนชมบ้านตัวเองนะ แต่มันสวยกว่างานอีก เขาถึงเลือกกระบี่ไง เดินเที่ยว 10 วันก็ไม่จบ ศิลปินในกระบี่เองและทั่วประเทศถึงน่ามาที่นี่ เพราะที่นี่มีครบ มีที่เที่ยว มีวัฒนธรรม”

กลุ่มอาสาสมัครกล่าวพร้อมรอยยิ้ม คำแนะนำของพวกเธอและข้อมูลจาก Take me Tour ทำให้เราบุกน้ำลุยทะเลไปคัดเลือกงานเด็ดๆ ห้ามพลาดสำหรับ Art Lover มาไว้ที่นี่แล้ว 9 ชิ้น ดังนี้

 

1

ต้นไทรกลับหัว

ไทยแลนด์เบียนนาเล่, กระบี่

ไทยแลนด์เบียนนาเล่, กระบี่ ไทยแลนด์เบียนนาเล่, กระบี่

ศิลปินชาวจีน Yang Zhenzhong จับต้นไทร 10 ต้นมาปลูกกลับหัว เอารากชี้ฟ้า เอากิ่งก้านลงดิน บนสนามหญ้าเป็นแนวยาวเลียบท่าเรือคงคา ผลงาน ‘To be or not to be’ ท้าทายและสำรวจความเป็นไปได้ของธรรมชาติ ว่าพืชจะดำรงชีวิตอยู่ได้หรือไม่ในภาวะสุดขั้ว และนำเสนอโลกคู่ขนานที่ต้นไม้ตีลังกา รากชี้ขึ้นฟ้า คือความปกติทั่วไปในโลกอีกใบ

 

2

โครงกระดูกษ์ยักษ์ปลอมในถ้ำ

ไทยแลนด์เบียนนาเล่, กระบี่ ไทยแลนด์เบียนนาเล่, กระบี่ ไทยแลนด์เบียนนาเล่, กระบี่

‘Giant Ruins’ เป็นผลงานอุตสาหะของ TU Wei-cheng ศิลปินและนักวิชาการไต้หวันที่สร้างโครงกระดูกยักษ์ไปนอนในถ้ำ พร้อมอุปกรณ์การสำรวจขุดค้น ตู้เก็บโบราณวัตถุปลอมอย่างตุ๊กตาช้างหรือคิตตี้ ป้ายประกาศและคลิปวิดีโอการค้นพบโครงกระดูกยักษ์ในถ้ำเขาขนาบน้ำ ทำเหมือนนักโบราณคดีมาเองจริงๆ เหมือนมากจนคนเชื่อ พากันโยนเหรียญขอพรกับกระดูกเต็มไปหมด เป็นการสร้างงานที่ล้อกับประวัติศาสตร์มนุษย์โบราณที่กระบี่ ทำเอางงไปเลยว่าของที่จัดแสดงในถ้ำนี้มีอะไรบ้างที่เป็นความจริง

 

3

เสา 4 ต้นแห่งเกาะมุสลิม

ไทยแลนด์เบียนนาเล่, กระบี่ ไทยแลนด์เบียนนาเล่, กระบี่ ไทยแลนด์เบียนนาเล่, กระบี่

Valentina KARGA ศิลปินสาวชาวกรีกเดินทางมาอยู่บนเกาะกลาง แหล่งชุมชนชาวมุสลิมในจังหวัดกระบี่เป็นเวลา 1 เดือนเต็ม เธอทำงานร่วมกันช่างท้องถิ่นและชาวบ้านบนเกาะเพื่อทำเสา 4 ต้นที่เปรียบเสมือนชุมชน 4 หมู่ในตำบลคลองประสงค์ ใช้วัสดุท้องถิ่นที่หาได้บนเกาะ โดยเฉพาะอิฐแต่ละก้อนที่ชาวบ้านช่วยกันสลักลายอย่างน่ารัก

ผลงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของ ‘Coming Community’ โครงการใหญ่ที่ศิลปินสร้างตั้งแต่ปี 2016 ที่เมืองเฮลซิงกิ เธอสร้างแผนที่เรื่องเล่าและขยายแผนที่ออกไปเรื่อยๆ โดยมองว่าโลกกำลังเข้าสู่ความเปลี่ยนแปลง วิกฤตการณ์ต่างๆ ที่เราพบเจอทำให้ผู้คนหวาดกลัว แต่วาเลนตินาเชื่อว่าคุณค่าและความคิดที่ต่างออกไปจะช่วยชุมชนได้ในเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้

 

4

สนามฟุตบอลควาย

ไทยแลนด์เบียนนาเล่, กระบี่ ไทยแลนด์เบียนนาเล่, กระบี่ ไทยแลนด์เบียนนาเล่, กระบี่

อีกผลงานที่เราอยากแนะนำบนเกาะกลางคือ Football Field for Buffalo งานศิลปะของศิลปินญี่ปุ่น Takafumi FUKASAWA เขามาใช้ชีวิตสำรวจวิถีบนเกาะแสนสงบ และได้รับแรงบันดาลใจมาจากการประกวด ‘ขันไก่แจ้’ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นของบ้านคลองประสงค์ เลยอยากให้ควายทั้งหลายได้มีบทบาทแสดงความสัมพันธ์ของมนุษย์ สัตว์ และธรรมชาติบ้าง เลยใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งบนเกาะเป็นสนามฟุตบอล ทำบอลฟางให้ควายมุดกินหญ้าจนบอลกลิ้งไปมา เป็นงานศิลปะที่ต้องอาศัยความร่วมมือของพี่ทุยมากทีเดียว

 

5

จมูกยักษ์สีชมพูกลางน้ำ

ไทยแลนด์เบียนนาเล่, กระบี่ ไทยแลนด์เบียนนาเล่, กระบี่

‘Nobody Nose: Based on a Fake Story’ เป็นผลงานของคู่ศิลปิน Sayaka Ohata และ Joseph Mayrhofer-Ohata ที่ทำงานศิลปะทั่วโลกตั้งแต่ปี 2014 จมูกปลอมลอยเอื่อยๆ ในบึงสวนสาธารณะธารา เป็นเรื่องแต่งที่ขยายตัวสู่ความจริง และเป็นอวัยวะที่เชื่อมต่อระหว่างภายนอกและภายในตัวมนุษย์

 

6

เรือข้ามฟากพญานาค

ไทยแลนด์เบียนนาเล่, กระบี่ ไทยแลนด์เบียนนาเล่, กระบี่ ไทยแลนด์เบียนนาเล่, กระบี่

‘นาวาพญานาคาแห่งกระบี่’ เป็นผลงานศิลปะของ ยุรี เกนสาคู ศิลปินสาวที่ทำงานสีสันสดใสเป็นเอกลักษณ์ เธอเปลี่ยนความกลัวการเดินทางทางน้ำ ตำนานท้องถิ่นของกระบี่ และสิ่งเหนือธรรมชาติ เป็นลวดลายน่ารักที่ประดับตั้งแต่หัวเรือโทงไปจนถึงในตัวเรือ เราสามารถขึ้นเรือข้ามฟากในคลองปากน้ำกระบี่นี้เพื่อเดินทางเข้าไปสู่จินตนาการของเธอได้ตลอดงานเบียนนาเล่

 

7

บ้านปีกขาวในป่าเขียว

ไทยแลนด์เบียนนาเล่, กระบี่ ไทยแลนด์เบียนนาเล่, กระบี่

Rikuo Ueda สนใจพลังของธรรมชาติและมุมมองโลกระดับจักรวาล เขาสร้างชื่อเสียงจากการใช้ลมวาดภาพ เมื่อปี 2017 เขาวาดโปสการ์ดด้วยใบไม้และลมของจังหวัดกระบี่ และส่งโปสการ์ดนี้ไปให้ภรรยาผู้ล่วงลับไปแล้ว ครั้งนี้เขาจัดวางกรอบไม้รูปบ้านเอาไว้ในบ่อน้ำแห่งหนึ่งของน้ำตกธารโบกขรณี ปีกขาวจะรับลมจากน้ำตกและธรรมชาติจะขีดเขียนข้อความจากภรรยาของเขาตอบกลับมา เป็นการใช้กลศาสตร์ควอนตัมสร้างงานได้โรแมนติกจริงๆ

 

8

สูทพองลม

ไทยแลนด์เบียนนาเล่, กระบี่ ไทยแลนด์เบียนนาเล่, กระบี่

ตามแนวท่าเรือนพรัตน์ธาราที่นักท่องเที่ยวจะขึ้นลงเรือเพื่อไปเยี่ยมชมเกาะต่างๆ ของกระบี่ มีสูทจำนวนหนึ่งพลิ้วสะบัดอยู่บนเสาแทนธง ผลงานชุด ‘A Formation’ นี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องเล่าของลุงของ Rania Ho ที่ถูกหลอกให้เดินทางจากฮ่องกงไปเยอรมนีเพื่อเรียนด้านการแพทย์ แต่กลับถูกให้ไปทำงานในร้านตัดสูท เราแนะนำให้ไปดูงานนี้มากๆ เพราะนอกจากมีงานศิลป์ดี ทะเลที่หาดนพรัตน์ธารายังสวยสุดๆ

 

9

คุณยายในกล่องกระจก

ไทยแลนด์เบียนนาเล่, กระบี่ ไทยแลนด์เบียนนาเล่, กระบี่ ไทยแลนด์เบียนนาเล่, กระบี่

ปิดท้ายด้วยผลงานของศิลปิน คามิน เลิศชัยประเสริฐ และสถาปนิก สุริยะ อัมพันศิริรัตน์ ที่ร่วมกันสร้าง ‘No Sunrise No Sunset’ ผลงานศิลปะริมหน้าผาอ่าวนางในกระบี่รีสอร์ท โดยสร้างกล่องกระจกเป็นถ้ำ ภายในมีประติมากรรมยายสา หญิงแก่ที่เฝ้ารอสามีของเธอที่ออกจากบ้านไปหาสัจธรรมเป็นเวลานาน เธอคือสัญลักษณ์ของความรักและการรอคอย

ศึกษาแผนการเที่ยวชมเบียนนาเล่แห่งกระบี่ด้วยตัวเองได้ที่นี่

ไทยแลนด์เบียนนาเล่, กระบี่

จากงานแสดง 50 กว่าชิ้น กระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะเจ้าของงาน (Project Owner) NIA ในฐานะผู้สนับสนุนนวัตกรรม (Innovator) และ TCEB ในฐานะผู้ออกแบบกลยุทธ์และประสบการณ์ของงาน (Experience Strategy) สร้างเครื่องมือแนะนำเส้นทางการชมงานศิลปะตามไลฟ์สไตล์เพื่อเพิ่มประสบการณ์ที่ดีในการชมงาน โดยแบ่งเส้นทางออกเป็น 6 แบบคือ Solo, Couple, Family, Selfie, Urban & Art Lover

“เส้นทางเหล่านี้คัดกรองโดยศึกษาไลฟสไตล์ของนักเดินทาง แล้วนำมาออกแบบเป็นเส้นทางเพื่อให้นักเดินทางแต่ละกลุ่มได้ชมงานที่เหมาะกับความสนใจ และที่สำคัญ ไม่พลาดงานชิ้นสำคัญในแต่ละพื้นที่ในเวลาที่ยืดหยุ่นได้ อีกประการหนึ่งคือช่วยกระจายการเดินทางไปยังพื้นที่ใหม่ๆ ของจังหวัด ได้เห็นความหลากหลายของกระบี่ที่มีมากกว่าที่ท่องเที่ยวทางทะเลและเกาะต่างๆ นอกจากนี้ เรายังออกแบบการให้ข้อมูลเกี่ยวกับศิลปินและงานศิลปะแต่ละชิ้นผ่าน QR Code ที่นักเดินทางสามารถสแกนจากป้ายข้อมูลที่หน้างานศิลปะอีกด้วย”

ไทยแลนด์เบียนนาเล่, กระบี่

จิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสายงานพัฒนาและนวัตกรรม สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) ตบท้ายว่า เบียนนาเล่ครั้งแรกนี้จะเป็นต้นแบบในการจัดงานครั้งต่อๆ ไปที่นครราชสีมาและเชียงรายต่อไปตามลำดับ

งาน Thailand Biannale จะมีถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้ และเทศกาลศิลปะที่องค์กรรัฐ จังหวัด และชุมชน ได้ทำงานร่วมกันในฐานะเจ้าภาพแห่งประเทศไทยจะกลับมาอีกครั้งแน่นอน

 

ภาพ   :   ปฏิพล รัชตอาภา

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

29 พฤศจิกายน 2565

“เรื่องนี้เราจะไม่รอ”

เป็นคำพูดที่ นายกฤษณ์ จิตต์แจ้ง กรรมการผู้จัดการของธนาคารกสิกรไทยเน้นย้ำกับ The Cloud เพื่อแสดงเจตนาที่แน่วแน่ในการร่วมเปลี่ยนผ่านสังคมธุรกิจของประเทศไทยไปสู่กระบวนการที่ยั่งยืน แม้เรื่องนี้จะไม่ง่าย แต่ธนาคารยักษ์ใหญ่ก็ยินดีที่จะก้าวออกมาข้างหน้าเพื่อชวนทุกคนเดินไปด้วยกัน

เป้าหมายที่ทุกองค์กรทั่วโลกตั้งใจทำให้สำเร็จ คือเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ซึ่งครอบคลุมทุกมิติของมนุษยชาติ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด แนวทางการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลที่ดี หรือ ESG ถูกหยิบยกมาใช้บ่อยขึ้น และกำลังจะกลายเป็นขอบเส้นของมาตรฐานการทำธุรกิจในบริบทใหม่ที่ทุกคนต้องเดินตาม

เปลี่ยนวันนี้ ก่อนจะไม่มีโอกาสได้เปลี่ยน และธนาคารกสิกรไทยก็เริ่มต้นมาได้สักพักแล้ว

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

เริ่มต้นที่ตัวเรา

สิ่งสำคัญของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน คือการชี้วัดอย่างเป็นรูปธรรมของผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด เริ่มจากกระบวนการทำงานภายในองค์กรที่ทำได้ทันที จากนั้นเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้า ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ ส่วนที่ยากที่สุดคือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่อยู่ปลายทาง ซึ่งต้องนำมาพิจารณาด้วย

การจัดการภายในจึงเป็นสิ่งที่เริ่มได้เร็วกว่าทางอื่น

“เรามองมาที่การทำงานของเรา ว่าอะไรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเยอะบ้าง นั่นก็คือรถยนต์ที่เราใช้ เรามีรถเป็นพันคัน สองคือการใช้ไฟฟ้า แม้เราจะไม่ใช่โรงงาน แต่ก็มีสาขา มีสำนักงานขนาดใหญ่ทั่วประเทศถึง 7 อาคาร ซึ่งใช้ไฟฟ้าพอสมควร

“ถามว่าจะไม่ใช้รถหรือไฟฟ้าได้ไหม ก็ไม่ได้ เราพยายามปรับไปใช้น้ำมัน E85 ก็ช่วยลดคาร์บอนได้บ้าง สุดท้ายเราจะเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในอนาคต ดังนั้น รถหมดสัญญาแล้วก็จะทยอยเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าครับ ส่วนเรื่องการใช้ไฟฟ้า เราติดโซลาร์เซลล์ตามสาขาต่าง ๆ คิดว่าน่าจะประมาณ 200 – 300 สาขาที่ธนาคารเป็นเจ้าของพื้นที่และมีศักยภาพในการติดตั้งได้ จากทั้งหมด 800 สาขาที่มี ก็ช่วยลดค่าไฟได้ 10 – 20% ที่เหลือก็ต้องหักล้างเรื่องคาร์บอนเครดิตเอาอีกที” 

ทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีร่องรอยของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งสิ้น

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

Green Transition การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ที่เป็นไปได้

เป้าหมายที่สำคัญของธนาคารกสิกรไทยในการผลักดันเรื่องความยั่งยืนที่สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทย โดยธนาคารมีความตั้งใจจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จากการดำเนินงานของธนาคาร ใน พ.ศ. 2573 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในพอร์ตโฟลิโอของธนาคารตามทิศทางของประเทศ ด้วยชุดความคิดที่เป็นไปได้และทำได้จริงมากกว่าการประกาศเป้าหมายเท่ ๆ

“สิ่งที่ท้าทายคือ พอร์ตสินเชื่อของเรามีถึง 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งใหญ่มาก เราต้องดูว่าจะเริ่มตรงไหน จบตรงไหน ทำได้จริงแค่ไหน ซึ่งเราทำคนเดียวไม่ได้ ขึ้นกับว่าลูกค้าเอากับเราด้วยไหม เราก็ต้องไปเฟ้นหาว่าลูกค้ากลุ่มไหนจะไปด้วยกันต่อ เราเพิ่งจ้างที่ปรึกษาระดับโลกมาวิเคราะห์พอร์ตสินเชื่อของเรา ดูเป็นรายอุตสาหกรรมเลย ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่มที่เราจะเน้น โดยประเมินออกมาเป็น 3 เซกเตอร์ที่มีบทบาทมากที่สุดคือ 27% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา ส่วนอีก 2 อันคิดเป็นสัดส่วน 13% ถ้าทำทั้งหมด 5 กลุ่มนี้ ก็จะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา อย่างธุรกิจพลังงาน โรงไฟฟ้าเป็นพอร์ตที่สำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับนโยบายภาครัฐทั้งเรื่องพลังงานทดแทนและโรงไฟฟ้าด้วย เรื่องนี้เราจับตามองอยู่ แต่เราก็ไม่รอนะ เราคุยกับลูกค้าไปเลยว่าพอจะเปลี่ยนตรงไหน อย่างไรได้บ้าง”

บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่างเข้าใจและรู้ถึงความสำคัญของ ESG รวมทั้งรายงานต่าง ๆ ที่ต้องจัดทำเพื่อให้สอดคล้องกับการกำกับดูแล คุณกฤษณ์มองว่านี่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

“สุดท้ายเราต้องพูดเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ อย่างพวกถ่านหิน เราก็ไม่ปล่อยกู้ให้โรงไฟฟ้าถ่านหินโรงใหม่ เราทำแบบนี้มาได้สักปีหนึ่งแล้ว คือของเดิมที่มีอยู่ แต่ถ้าเขาจะปรับปรุงเพื่อลดการใช้ถ่านหินลง เราก็พร้อมคุย เพราะว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ถึงยังไงผมก็ไม่คิดว่าเราจะตัดพวกเขาออกไปได้ เพราะว่าเวลาลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าไปแล้ว เราก็ต้องอยู่กับเขาไปอีก 20 ปี สมมติสร้างโรงงานมา 5 พันล้านแล้ว จะมีใครมาปิดมันง่าย ๆ ดังนั้น ต้องช่วยกันคิดที่จะปรับเปลี่ยนตัวเอง

“ช่วงที่ผ่านมามีประชุมกับกลุ่มนักลงทุนตลอด ล่าสุดมีกลุ่มที่เข้ามาขอคุยเรื่อง ESG อย่างเดียวเลย ดูว่าเราเป็นอย่างไร อันไหนทำได้ อันไหนทำไม่ได้ เราก็รู้สึกดี ผมเองไม่ได้มีคำตอบให้เขาทุกอย่าง แต่เราบอกเขาเรื่อง KBank Way คือ Walk the Talk พูดแล้วก็ทำ ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด”

เรียบง่ายแต่หนักแน่นเอาเรื่อง สำคัญวิถีของธนาคารกสิกรไทย

ความยั่งยืนทำคนเดียวไม่ได้

สิ่งที่เป็นอุปสรรคและความท้าทายของธนาคารคือ การชวนผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กมาร่วมเปลี่ยนผ่านกระบวนการทางธุรกิจไปด้วยกัน ซึ่งกลุ่มนี้อาจต้องใช้ทั้งแรงผลักและแรงจูงใจมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่

“ความท้าทายของเราคือลูกค้าขนาดที่เล็กลงมา ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เขาจะมองว่าพอต้องใช้เงินลงทุนที่มากขึ้น แต่ผลตอบแทนหรือกำไรที่ได้อาจจะลดลง แล้วแบบนี้แรงจูงใจที่จะให้เขาทำคืออะไร อย่างลงทุนทำโรงงานสีเขียว 100 ล้านบาท ถ้าเราเป็นผู้ประกอบการก็จะคิดว่าทำไปทำไม อย่างแรกเราต้องมีแรงจูงใจ เราเองต้องไปชวนลูกค้าคุย เอาตัวเลขไปเสนอเพื่อประกอบการตัดสินใจ อันที่สองผมว่าภาครัฐก็ต้องเข้ามาช่วยด้วย ผมคิดว่าภาครัฐควรทำเป็นรายอุตสาหกรรมไป ไม่ต้องทำผ่านระบบธนาคาร บอกไปเลยว่าถ้าใครเดินมาทางนี้ จะได้แบบนี้ ถ้าใครไม่ทำตามนี้ ก็จะเกิดผลแบบนี้ ภาครัฐก็ต้องเล่น 2 บทด้วย” 

ล่าสุด ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการกำหนดนิยามและจัดหมวดหมู่โครงการหรือกิจกรรมในภาคเศรษฐกิจที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย (Thailand Taxonomy) ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำนิยามและหมวดหมู่ เพื่อให้ภาครัฐ ธนาคาร และกลุ่มธุรกิจ มีความเข้าใจตรงกันและมีจุดที่ใช้อ้างอิงในการกำหนดแผนและนโยบายต่าง ๆ ขององค์กร ซึ่งสถาบันการเงินต้องประเมินความเสี่ยง รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นอีกก้าวของการร่วมมือกันในวงที่กว้างขึ้น

“ในต่างประเทศเขาบังคับผ่านกฎหมายเป็นรายอุตสาหกรรมเลยนะ เริ่มจากการวัดคาร์บอนก่อน พิจารณาเป็นรายอุตสาหกรรมไป ซึ่งปัจจุบันบ้านเรายังไม่มีเรื่องพวกนั้น ตอนนี้เริ่มแล้วแต่ยังเป็นภาพกว้าง ๆ อยู่ ผมว่าการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่เห็นคือ เราเอาสิ่งนั้นมาเชื่อมกับธุรกิจเยอะขึ้น ผมเป็นกรรมการผู้จัดการที่ดูแลด้านเป้าหมายสินเชื่อและด้านความเสี่ยง ดูว่าเป็นอย่างไร รายได้มาจากทางไหน เสี่ยงอย่างไร ผมก็เอาเรื่อง ESG ใส่ไปด้วย มันยากขึ้นคือเป้าสินเชื่อก็ต้องทำให้ได้ เรื่อง ESG ก็ต้องทำให้ชัดว่าพอร์ตสินเชื่อเราจะวิ่งไปทางไหน และทำไมต้องเป็นทางนั้น นี่เป็นโจทย์ทางธุรกิจไปแล้ว

“เรามี Climate Pillar เป็นเสาหลักอันใหม่ขึ้นมา คือรวมโจทย์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาไว้ด้วยกัน แล้วทางนี้ก็จะเอามาตั้งเป็นเป้า เราอยากเป็นผู้นำด้าน ESG ของภูมิภาคก็ต้องออกมาทำก่อน ทั้งการตั้งเป้าหมาย มีคำมั่นสัญญา ผู้นำในความหมายของเราไม่ใช่ผู้นำที่ทิ้งคนอื่นนะ แต่เป็นผู้นำที่ชวนคนอื่นเข้ามาทำด้วย มีคนถามว่ากลัวคนอื่นมาแข่งมั้ย ผมตอบว่าผมชอบเลย มาแข่งเรื่อง ESG ถือว่าดี ใครมีวิธีดี ๆ หรือเทคโนโลยีอย่างไรก็มาแชร์กัน เรื่องนี้อยากชวนมาแข่งนะ เพื่อทำให้เป็นรูปธรรม จับต้องได้มากขึ้น ตอนนี้เราพยายามสร้างมาตรฐานใหม่และคุยกับแบงก์ชาติ แต่ต้องบอกว่าเรื่องนี้ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมมือกัน ถ้าลูกค้าไม่เอาด้วยก็จะเกิดช้าครับ”

การเปลี่ยนแปลงที่มีผลในวงกว้าง จะฉายเดี่ยวไม่ได้

เป้าหมายความยั่งยืนที่ชี้วัดได้

แล้วตอนนี้ธนาคารกสิกรไทยมีสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านและความยั่งยืนอยู่เท่าไหร่ 

นี่คือคำตอบ

“ประมาณ 1 – 2 % ของสินเชื่อทั้งหมดครับ เมื่อก่อนมีความท้าทายเรื่องการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจสีเขียวว่าวัดยังไง ปีนี้เราเริ่มนับแล้ว ตอนนี้จะชัดขึ้นว่าอันไหนได้หรือไม่ได้ อาคารสร้างขึ้นมาแบบประหยัดพลังงานหรือเปล่า สร้างอย่างไร เพราะภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นอีกอันที่เราเน้น เนื่องจากปล่อยคาร์บอนเยอะ ต้องมีกระบวนการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก่อนการพิจารณาเครดิต เราทำมาหลายปีแล้ว อย่างเช่น ลูกค้าอยากทำโรงงานผลิตไฟฟ้าจากขยะ ฟังดูน่าจะกระทบกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน เราก็ดูว่าเขากู้เงินไปแล้วจะใช้ทำอะไรบ้าง คืนอะไร อย่างไร มาตรฐานสากลของสิ่งนั้นคืออะไร ปล่อยมลพิษไปแล้วกระทบอะไรมั้ย เทคโนโลยีที่ใช้คืออะไร ถ้าผ่านตามมาตรฐานหมด ก็จะเข้าไปคณะกรรมการของธนาคาร ถ้าเขาไฟเขียวถึงจะเอามาดูต่อ แปลว่าถ้าไม่ได้ตามมาตรฐาน เราก็จะไปคุยถึงปัญหา หา Solution ให้ลูกค้า แต่ถ้ายังทำไม่ได้เราไม่คุยด้วย

“ตอนนี้เราตั้งเป้าเพิ่มสินเชื่อและการลงทุนสีเขียวเข้าไปในระบบอีกสัก 2 แสนล้านบาท เราอยากชวนธุรกิจมาทำกันเพิ่ม เรื่องความยั่งยืนนี้ ธุรกิจขนาดใหญ่ยังไงก็จุดติด แต่ว่าสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กและขนาดกลางจะยากหน่อย ส่วนประชาชนทั่วไปก็เป็นเรื่องวิถีชีวิต อย่างรถหรือบ้านที่ประหยัดพลังงาน ก็ต้องปรับเปลี่ยน เราอยากเป็นต้นแบบเรื่องความยั่งยืนให้พวกเขา

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

“ส่วนการตรวจสอบมันก็จะมีกระบวนการอยู่ เราดูว่าเครื่องจักรเขาเป็นไปตามที่กำหนดมั้ย มีทีมลงไปดู มีกระบวนการทบทวนวงเงิน เวลาเราให้เงินใครไป เราก็ต้องไปติดตามและดูแล ถือเป็นความท้าทายเวลาที่เราจะทำเรื่องความยั่งยืนให้ใหญ่ขึ้น บางอย่างอาจต้องมีองค์กรภายนอกเข้ามาช่วย สุดท้ายก็จะเกิดการขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องตามมาด้วย” 

ธนาคารกสิกรไทยประกาศตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนที่ 2.5 หมื่นล้านบาทต่อปี รวมเป็นวงเงินกว่า 2 แสนล้านบาท ภายใน พ.ศ. 2573 แม้ใน 3 ไตรมาสแรกของ พ.ศ. 2565 ตัวเลขจะยังไปไม่ถึงจุดที่หวัง ซึ่งธนาคารได้ให้สินเชื่อไปแล้วกว่า1.6 หมื่นล้านบาท แต่ก็ยังคงผลักดันต่อและคาดว่าขนาดของสินเชื่อใน พ.ศ. 2566 น่าจะโตได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ 

“ตัวเลขพวกนี้จะสะท้อนว่าเราทำได้และทำจริงมั้ย ปล่อยไปแล้วเป็นไง ติดข้อจำกัดอะไรบ้าง อีกเรื่องคือแผนที่วางไว้ ลูกค้าเดินด้วยกับเราหรือเปล่า เรามีองค์ความรู้ที่จะขยายไปอุตสาหกรรมอื่นมั้ย ซึ่งโจทย์พวกนี้ต้องรวมไว้ใน Climate Pillar ซึ่งกลายเป็นเป้าหมายของทีมขายไปแล้ว พวกเขาก็รับโจทย์ไป ผมเองก็ถูกคาดหวังให้รายงานตัวเลขพวกนี้ตลอดกับบอร์ดและสื่อมวลชน ผมเชื่อว่าการที่เราแชร์เรื่องพวกนี้ได้ เป็นการตอกย้ำว่าเราทำตามที่สัญญาและเห็นว่ามันสำคัญ”

เมื่อ The Cloud ถามคุณกฤษณ์ว่าเป้าหมายที่ประกาศออกมาดูจะค่อยเป็นค่อยไป ไม่หวือหวา ถือว่าธนาคารระวังตัวไปหน่อยหรือไม่ คำตอบที่ได้น่าสนใจทีเดียว

“ผมว่าบางเรื่องเราทำคนเดียวไม่ได้ จะมาประกาศว่าจะไม่ปล่อยกู้ให้พวกธุรกิจพลังงานเลย หยุดปล่อยกู้หมดถ้าไม่ใช่ธุรกิจสีเขียว ทำแบบนี้เท่ากับเราทิ้งลูกค้านะ ซึ่งไม่ใช่การตัดสินใจที่มีเหตุผล เพราะว่าลูกค้ากับเราต้องไปด้วยกันต่างหาก ผมว่าเราต้องคำนวณเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ ถ้าเหมาะสมเราก็จะทำ ถ้าอันไหนทำได้เราก็จะให้คำมั่นสัญญา สิ่งที่เราทำคือ Walk the Talk อันไหนเราสัญญาจะทำ เราทำ แต่สิ่งที่เราจะไม่ทำคือเราจะไม่รอ บางคนบอกว่าเรื่องนี้รอได้ รอคนอื่นทำไปก่อน แต่ที่กสิกรไทยเราไม่รอครับ”

พูดแล้วทำ อันไหนไม่ทำก็ไม่พูด

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

ยั่งยืนที่วิถีชีวิตและโอกาสเติบโต

สิ่งที่แยกจากกันไม่ได้สำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งใหม่ คือการพาทุกคนไปข้างหน้าด้วยกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เรื่องการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนก็เช่นกัน สิ่งที่ผู้บริหารธนาคารกสิกรไทยเป็นห่วงคือภาคเกษตรกรรม ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนทางออกสำหรับเกษตรกรที่อยู่ในระบบนับล้านรายจะยังไม่ชัดเจนนัก ซึ่งเกษตรกรเองอาจจะยังไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้ รวมทั้งเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องก็ยังมีราคาสูง บทบาทของภาครัฐจึงสำคัญมากในการออกนโยบายและมาตรการจูงใจเพื่อสร้างจุดเริ่มต้นให้เกิดขึ้น

ชุดความคิดใหม่ ๆ นอกกรอบจึงต้องนำมาใช้กับกระบวนการทางธุรกิจ ซึ่งจะเป็นตัวเร่งที่ดีให้ผู้บริโภคปรับตัวได้เร็วขึ้น

“เรามีโครงการ SolarPlus คือคิดว่าถ้าเราสามารถคุยกับลูกบ้านในหมู่บ้านต่าง ๆ ให้พวกเขาอนุญาตให้ติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน โดยที่เราออกเงินให้ เขาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ลูกบ้านได้ประหยัดค่าไฟ โดยที่ธนาคารปล่อยกู้ให้กับบริษัทที่ติดตั้ง สุดท้ายแล้วลูกบ้านไม่ต้องใช้เงินลงทุน บริษัทติดตั้งก็ได้ธุรกิจเพิ่ม ธนาคารเราได้เรื่องคาร์บอนเครดิต แต่จะยากตรงการขออนุญาตและกระบวนการนี่ล่ะครับที่ต้องผลักดันกันต่อไป นี่เป็นวิธีคิดที่ออกมานอกกรอบ หรืออย่างโครงการส่งเสริมการเช่าจักรยานยนต์ไฟฟ้าแล้วให้มาเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่สาขาธนาคารได้ นี่ก็เริ่มแล้วและจะขยายต่อไป

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

“นอกจากมิติของสิ่งแวดล้อม สิ่งที่ธนาคารเราทำได้มากคือมิติด้านสังคม ผ่านโจทย์สำคัญเรื่องความครอบคลุมทางการเงิน ปัจจุบันคนใช้ K PLUS มีประมาณ 20 ล้านรายแล้ว แต่ก็ยังมีรายย่อยที่เข้าถึงบริการสินเชื่อยากลำบาก เราก็พยายามทำให้พวกเขาเข้าถึงเงินได้มากขึ้น ปีที่ผ่านมาเราทำให้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มได้ 5 – 6 แสนราย ปีหน้าก็จะไปต่อ เรื่องนี้ต้องดูควบคู่กับปัญหาหนี้ครัวเรือนด้วยนะ ถ้าดันให้สินเชื่อโตมากเกินไป ก็เหมือนธนาคารทำบาป เพราะต้องดูเรื่องความสามารถในการชำระด้วย หนี้กับรายได้ต้องโตคู่กัน หน้าที่เราคือต้องให้กู้กับคนที่เขาชำระหนี้คืนได้ ไม่ใช่ปล่อยให้กับคนที่เขาใช้หนี้แล้วไม่เหลือเงินกินใช้เลย การไปไล่เติมหนี้ฝั่งเดียวมันทำได้ชั่วครั้งชั่วคราว ต้องทำให้เขาเติบโตขึ้นด้วย การทำให้เข้าถึงแหล่งเงินเป็นแค่การเปิดประตู แต่การทำให้เขาเติบโตต่างหากคือสิ่งที่ยั่งยืน”

ปรับที่วิธีคิด เปลี่ยนที่กระบวนการ 

นี่คือก้าวใหม่ที่น่าจับตาของธนาคารกสิกรไทย

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load