สถานีรถไฟกรุงเทพ ไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานีรถไฟที่ให้เราเริ่มต้นการเดินทาง แต่ยังเป็นพื้นที่กักเก็บเรื่องราวต่างๆ ของกรุงเทพฯ รถไฟ ชุมชน สังคม นับตั้งแต่สถานีนี้เริ่มบทบาทเมื่อ 100 กว่าปีก่อน มันคือสัญลักษณ์การเดินทางด้วยรถไฟมาอย่างยาวนาน จนเป็นภาพจำแล้วว่าถ้าขึ้นรถไฟ ต้องมาที่เจ้าตึกทรงยุโรปหลังคาโค้งเป็นรูปครึ่งวงกลม

เรื่องราวของรถไฟในประเทศไทยมีมากมายจนหาศึกษาได้ไม่รู้จบ ทั้งเรื่องทางเทคนิค สังคม ศิลปะ รวมถึงประวัติศาสตร์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปจนกระทั่งการรถไฟฯ ได้เริ่มตั้งมูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟขึ้นมา เพื่อรวบรวมประวัติศาสตร์และเรื่องราวต่างๆ ให้คนที่สนใจเข้ามาศึกษา จึงเริ่มต้นโดยการตั้งพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ที่ด้านหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ

พิพิธภัณฑ์รถไฟที่นี่ไม่ได้เป็นพิพิธภัณฑ์อย่างที่ยิ่งใหญ่มีรถไฟมาจอด เริ่มต้นตั้งไข่โดยมูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักในการจัดหาทุนเพื่อก่อตั้งและดำเนินกิจการพิพิธภัณฑ์รถไฟไทยในอนาคต จัดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ ศึกษาแลกเปลี่ยน ค้นคว้า วิจัย การวิวัฒนาการและพัฒนากิจการขนส่งระบบทางราง รวมถึงสนับสนุน ส่งเสริมให้มีการนำวิทยาการขนส่งระบบทางรางเพิ่มมากขึ้น

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟซุกตัวอยู่ด้านหน้าสถานีกรุงเทพ เมื่อเราหันหน้าเข้าหาตัวสถานที่คลาสสิกนี้ ด้านซ้ายมือคือที่ตั้งของมูลนิธิฯ

ที่นี่เปิดทำการเฉพาะวันอังคารถึงวันเสาร์ ตั้งแต่ 10.00 -18.00 น.

ด้านหลังประตูกระจกคือพื้นที่จัดแสดงของเก่า เครื่องใช้เก่า ที่เคยใช้ในกิจการรถไฟมาตั้งแต่อดีต มีหลายอย่างที่เชื่อว่าหลายๆ คนเคยได้จับ ได้สัมผัส และไม่ได้เห็นมานาน

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย
มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย
มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

บางอย่างไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต

บางอย่างไม่เคยคิดว่ามันจะอยู่บนรถไฟ

และบางอย่างที่ยังเห็นใช้อยู่ แต่ก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร

เมื่อเข้ามาแล้วไม่รู้จะเริ่มดูอะไรก่อน เราจะขอเป็นไกด์พาทุกคนไปดูสิ่งที่น่าสนใจกัน

เครื่องทางสะดวก

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย
มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

อุปกรณ์เหมือนตู้เพลงทำด้วยเหล็กสีเขียว 2 ชิ้นวางอยู่ห่างกันชวนให้สงสัยว่ามันคืออะไร นี่คือเครื่องขอและคืนทางสะดวก ใช้สำหรับการจัดการเดินรถไฟระหว่าง 2 สถานีด้วยระบบดั้งเดิม เครื่องทั้งสองจับคู่สื่อสารกันผ่านสายสัญญาณที่ขึงไปตามข้างทางรถไฟ เมื่อกดปุ่มที่เครื่องหนึ่ง จะไปดังอีกเครื่องหนึ่ง แม้ว่าทั้งสองสถานีจะห่างไกลกันนับสิบกิโลเมตร นายสถานีทั้งสองแห่งต้องเข้าใจโค้ดการเคาะสัญญาณในแต่ละครั้ง เพื่อเตรียมทางสะดวกให้กับขบวนรถไฟ เมื่อการขอทางเสร็จสมบูรณ์ ลูกตราทางสะดวกก็จะหล่นลงมา เป็นหลักฐานการได้รับ ‘ทางสะดวก’ ให้ขบวนรถไฟเดินทางต่อไปได้อย่างปลอดภัย ในปัจจุบันยังมีการใช้เครื่องชนิดนี้อยู่ในเส้นทางที่ขบวนรถยังไม่หนาแน่นหรือเส้นทางแยก และกำลังจะค่อยๆ หายไป เมื่อโครงข่ายรถไฟเปลี่ยนระบบอาณัติสัญญาณให้เป็นระบบอัตโนมัติทั่วประเทศ

ตั๋วหนา

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย
มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

ตั๋วรถไฟรุ่นเก่าที่อยู่ในรูปแบบของกระดาษแข็งสีสันสวยงามหลากหลายลวดลายถูกมัดไว้เป็นชุดๆ เก็บรักษาไว้ในตู้กระจก บนหน้าตั๋วแสดงต้นทาง-ปลายทาง พร้อมราคาและตัวเลือกพิเศษของตั๋วนั้น เช่น ชั้นสาม ชั้นสอง ชั้นหนึ่ง รถปรับอากาศ รถนอน ค่าธรรมเนียมรถด่วน ค่าธรรมเนียมรถเร็ว ราคาพิเศษ หรือแม้แต่ตั๋วไปกลับ ซึ่งตั๋วเหล่านี้ถูกพิมพ์ขึ้นมาเพื่อใช้งานจริง โดยในสมัยก่อนนั้นเราไม่สามารถออกตั๋วรถไฟแบบใบต่อใบได้เหมือนในยุคตั๋วคอมพิวเตอร์ การพิมพ์ตั๋วต้องสต็อกเอาไว้เป็นชุดๆ ชุดละ 100 ใบ และเมื่อสถานีใดจะใช้ก็ต้องไปเบิกมาเท่านั้น จนเวลาผ่านไปวิวัฒนาการการสำรองที่นั่งเปลี่ยนไปใช้คอมพิวเตอร์ ตั๋วเหล่านี้ก็ต้องยุติหน้าที่ลง ทั้งหมดถูกเก็บเอาไว้สำหรับจัดแสดง และมีบางส่วนนำมาขายเป็นที่ระลึกสำหรับนักสะสมอีกด้วย ในราคาใบละ 30 บาท

ตู้เก็บตั๋วและเครื่องแสตมป์ตั๋ว

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย
มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

ตู้ไม้รูปร่างสูงมีบานประตูเปิดได้ที่ดูเหมือนแค่ตู้ไม้ธรรมดาๆ เมื่อเปิดบานประตูนั้นก็จะเจอกับตั๋วหนาถูกจัดไว้ในช่อง มีชื่อสถานีรถไฟกำกับเอาไว้ และตั๋วที่ถูกบรรจุไว้ในช่องนั้นถูกจัดวางไว้เอียงๆ ใบล่างสุดแลบออกมามากกว่าใบอื่นๆ ซึ่งถ้ามันถูกดึงออกมา ใบต่อไปก็จะอยู่ในอิริยาบถเดียวกัน นี่ไม่ใช่แค่ตู้ใส่ตั๋วธรรมดา แต่ยังทำหน้าที่เป็นเคาน์เตอร์ขายตั๋วอีกด้วย

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

การขายตั๋วรถไฟในยุคก่อนนั้น เจ้าตู้นี้จะอยู่หลังช่องสำหรับขายตั๋วในตำแหน่งที่เจ้าหน้าที่สามารถยืนปฏิบัติงานได้สะดวก แค่ก้มลงไปหยิบตั๋ว ลุกขึ้นมาเอาตั๋วใบเล็กสอดเข้าไปในเครื่องแสตมป์ตั๋วรูปร่างสันทัดเพื่อประทับตราวันที่ลงไป เมื่อเจ้าเครื่องนั้นดีดตัวกลับมาก็เกิดเสียง “ปั้ง” คล้ายกับอะไรสักอย่างถูกตี ด้วยความชำนิชำนาญของคนขายตั๋ว การสอดตั๋วจะรวดเร็วมากเป็นจังหวะที่ดีพร้อมเสียง “ปั้ง ปั้ง ปั้ง ปั้ง” เหล่าบรรดาผู้โดยสารเรียกว่า ‘การตีตั๋ว’ กิจกรรมนี้เกิดขึ้นหลายสิบปีจนตรายางเข้ามาแทนที่ เสียงดังจากเครื่องแสตมป์ตั๋วก็หายไป แต่คำว่า ‘ตีตั๋ว’ ก็ยังถูกใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน

เครื่องครัวในรถเสบียงและโรงแรมรถไฟ

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย
มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย
มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

เครื่องใช้เซรามิกสีขาวแตกลายงาประดับตราครุฑ เคยถูกใช้ในตู้เสบียงและโรงแรมรถไฟมาก่อน มีทั้งจาน ชาม อ่างล้างมือ โถข้าว ถังแช่ไวน์ รวมถึงเครื่องใช้ทองเหลืองทั้งช้อน ส้อม มีด ช้อนชา ถูกเก็บรักษาไว้ในตู้ไม้ แต่ต้องสังเกตดีๆ เพราะว่าของแท้และดั้งเดิมต้องเป็นการพิมพ์ลายรูปตราครุฑ เนื่องจากในยุคก่อน พ.ศ. 2494 การรถไฟมีสถานะเป็นกรมรถไฟหลวงโดยมีครุฑเป็นสัญลักษณ์

โคมตะเกียง

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

ตะเกียงสีดำขนาดต่างๆ กัน เคยถูกใช้งานในกิจการรถไฟมาก่อน อันเล็กเป็นโคมที่ใช้แทนธงเขียวและธงแดงในเวลากลางคืน ข้างในเป็นไส้ตะเกียงที่ต้องจุดไฟโดยใช้น้ำมันก๊าดเป็นเชื้อเพลิง ข้างในมีกลไกมือหมุนที่สลับสีกระจกแก้วเขียวและแดงได้ เมื่อไฟส่องกระทบกับกระจกแก้วสีเขียวสีแดงแล้ว จะทำหน้าที่เหมือนเป็นไฟฉายให้สัญญาณมือกับขบวนรถไฟ ซึ่งในเวลาต่อมา ตะเกียงเหล่านี้ก็ถูกแทนที่ด้วยไฟฉายที่ปรับสีได้แทน

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

และนอกจากโคมตะเกียงมือแล้ว ยังมีโคมที่ใช้สำหรับติดท้ายตู้รถไฟเพื่อเป็นสัญญาณไฟท้ายในเวลากลางคืน รวมถึงตะเกียงขนาดใหญ่ที่ใช้ติดตั้งบนเสาสัญญาณหางปลา (Semaphore Signal) ซึ่งทำหน้าที่เป็นสัญญาณจราจรของรถไฟอีกด้วย

สมุดกำหนดเวลาเดินรถ

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

สมุดเล่มนี้คือไทม์แมชชีน มันกำหนดเวลาเดินรถไฟ ในยุคสมัยที่มีรถจักรไอน้ำกับรถจักรดีเซลรุ่นแรกๆ วิ่งกันอยู่เต็มทุกเส้นทาง หากปัจจุบันเราใช้เวลาเดินทางไปเชียงใหม่ 13 ชั่วโมง แต่สมัยก่อนนั้นใช้เวลาเดินทางเกือบวัน

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

เมื่อเปิดไปแต่ละหน้าก็จะเห็นรายชื่อสถานีครบทุกแห่งไล่ไปเรื่อยๆ พร้อมข้อมูลหลักกิโลเมตร ความยาวทางหลีกของสถานี พร้อมเวลาของขบวนรถไฟแต่ละขบวนที่ระบุเวลาถึง-ออก หรือแม้แต่ขบวนที่ไม่จอดก็ระบุเวลาเอาไว้ด้วย เพื่อเป็นคัมภีร์ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งรถไฟหลายขบวนที่อยู่ในสมุดเล่มนี้ไม่ได้ให้บริการแล้วในปัจจุบัน บางขบวนก็ยังวิ่งอยู่ แต่เปลี่ยนเลขขบวนและปรับเวลาให้เร็วขึ้นตามการใช้ประเภทรถที่มีสมรรถนะสูงขึ้น รวมถึงข้อมูลการลากจูงของรถจักรไอน้ำรุ่นต่างๆ ด้วย ว่าแต่ละสาย แต่ละโซน ลากได้สูงสุดกี่หน่วยลากจูง เรียกได้ว่านี่คือคัมภีร์คนทำงานที่แท้ทรู

ป้ายเตือนความปลอดภัย

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

ในสถานีรถไฟมีป้ายเตือนสารพัดรูปแบบสำหรับบอกผู้โดยสารว่าต้องปฏิบัติตัวยังไง อะไร แบบไหน ถึงจะปลอดภัยกับการเดินทางด้วยรถไฟ ซึ่งในแต่ละยุคสมัยก็มีรูปแบบของงานอาร์ตแตกต่างกันไป แต่ที่ตรึงใจมากที่สุดคงไม่พ้นภาพชุดที่ดูเหมือนการ์ตูนสยองขวัญ ซึ่งดูแล้วไม่กล้าประมาทเลย

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

ภาพเซ็ตนี้มีจิตรกรทั้งหมด 2 ท่าน ถ้าไม่สังเกตในรายละเอียดจะมองไม่ออกเลย เพราะลายเส้นมีความคล้ายคลึงกันมาก จิตรกรท่านแรกชื่อคุณศุภารัตน์ ภาพถูกเผยแพร่เมื่อ พ.ศ. 2508 และท่านที่สองชื่อคุณศักดา ภาพถูกเผยแพร่ใน พ.ศ 2511 มีข้อสังเกตว่า รูปของคุณศุภารัตน์มีขอบสีดำที่ริมกระดาษ ส่วนรูปของคุณศักดาใช้ขอบสีขาว

ทั้งสองท่านถ่ายทอดผลที่เกิดจากความประมาทและอันตราย หากไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของรถไฟได้เป็นอย่างดี เช่น ไม่นั่งบนหลังคารถไฟ ไม่เดินข้ามทางรถไฟในระยะกระชั้นชิด ไม่นอนบนทางรถไฟ ไม่ทำลายสายสื่อสาร ไม่ขว้างปาขบวนรถไฟ อย่าเดินชิดขอบชานชาลา อย่าใช้บันไดเป็นที่โดยสาร ห้ามขับรถตัดหน้ารถไฟ เป็นต้น

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

ภาพชุดนี้ถือได้ว่ามีความคลาสสิกในลายเส้น การนำเสนอ แต่ก็แฝงไว้ด้วยความรุนแรงแบบตรงไปตรงมา ชนิดที่เรียกว่าเด็กเห็นมีร้องไห้แน่นอน

โทรศัพท์ควบคุมการเดินรถ

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

อุปกรณ์ขนาดใหญ่ที่มีปุ่มกดวางเรียงตัวกันอยู่เต็ม พร้อมลำโพงและไมโครโฟน สิ่งนี้คือโทรศัพท์ที่พนักงานควบคุมการเดินรถ หรือที่ภาษารถไฟเรียกว่า ‘แคเรีย’ ใช้สำหรับติดต่อสถานีต่างๆ ในเส้นทางที่ตัวเองรับผิดชอบ เพื่อทำหน้าที่จัดการจราจรของขบวนรถไฟที่วิ่งอยู่ในเส้นทางนั้น

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

ปุ่มกดมีตัวย่อของสถานีในเส้นทางระบุเอาไว้ ถ้าจะติดต่อสถานีไหนก็กดไปที่สถานีนั้นและติดต่อกัน หรือถ้าจะพูดทีเดียวให้ได้ยินกันทั่วก็ทำได้เช่นเดียวกัน ขบวนไหนจะผ่านตอนไหน ขบวนไหนจะจอดตอนไหน และขบวนไหนจะไปสับหลีกกันที่ไหน เขาต้องเป็นคนจัดการและบริหารเส้นทางให้ดีที่สุด เป็นงานที่ท้าทายและใช้สมาธิบวกกับความชำนาญเป็นอย่างมาก นี่คือเครื่องมือทำงานของนักควบคุมจราจรทางรถไฟ

ทั้งหมดคือไฮไลต์บางส่วนที่เราจะได้พบในมูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ ซึ่งของเก่าที่จัดแสดงถือว่าค่อนข้างเยอะพอสมควร มีรายละเอียดปลีกย่อยอีกหลายชิ้น ถ้าอธิบายหมดน่าจะใช้เวลาเป็นชั่วโมงแน่ๆ

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย
มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

เราเป็นคนหนึ่งที่ชอบรถไฟเข้าเส้นเลือด และรู้สึกเสียดายที่ประเทศไทยเราไม่ได้มีพิพิธภัณฑ์รถไฟอย่างเป็นทางการและเป็นจริงเป็นจัง ขณะที่หลายๆ ประเทศสร้างพิพิธภัณฑ์รถไฟและศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับระบบรางได้อย่างน่าสนใจมาก สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อการสร้างบุคลากรด้านระบบราง สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบราง รวมถึงสร้างโอกาสทางการศึกษา การวิจัย และการพัฒนาระบบรางของประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อม 

ตัวอย่างชัดๆ ใกล้บ้านเราคงไม่พ้นญี่ปุ่น เขาเอาเรื่องรถไฟมาจับใส่ชีวิตประจำวันให้เห็น กรอกตากรอกหูกันตั้งแต่เด็กๆ ทั้งในบทเรียน การ์ตูน การใช้ชีวิตประจำวัน ไปจนถึงแหล่งการเรียนรู้ที่กระจายหลายแห่งทั่วประเทศ ส่งผลให้คนญี่ปุ่นรักรถไฟ และพร้อมต่อยอดให้รถไฟของแดนอาทิตย์อุทัยพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นหนึ่งในรถไฟที่มีคนรักมากที่สุดในโลก

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

ถ้าหากประเทศไทยมีพิพิธภัณฑ์รถไฟแล้ว รถไฟไทยก็จะขึ้นไปอยู่จุดนั้นได้ การสร้างองค์ความรู้เรื่องระบบรางเป็นสิ่งสำคัญมากต่อการพัฒนาระบบรถไฟของเราให้ตามทันโลก ทันสมัย และกลับมาเป็นการขนส่งหลักของประเทศ ซึ่งทำให้เราเดินทางได้อย่างสะดวกสบายและมีคุณภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

น่าเสียดายที่บรรดาคนรักรถไฟในประเทศไทยไม่สามารถศึกษาเรื่องรถไฟที่เขารักอย่างง่ายดายในประเทศตัวเอง ต้องไปต่างประเทศเท่านั้น ส่วนใครที่ไม่มีโอกาสได้ไป ก็ต้องเที่ยวมิวเซียมรถไฟแบบทิพย์ผ่านหน้าจอไปก่อน จึงเป็นส่วนหนึ่งให้เรื่องราวของรถไฟไม่ได้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

แต่ก็อาจจะไม่ต้องรอนาน (ใช่ไหม) เพราะการรถไฟเองก็มีแผนทำมิวเซียมและศูนย์การเรียนรู้ระบบรางในประเทศแล้ว โดยใช้อาคารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างสถานีรถไฟกรุงเทพมาจัดสรรพื้นที่บางส่วนให้เป็นพื้นที่ต่างๆ รวมถึงพิพิธภัณฑ์ หลังจากโยกย้ายขบวนรถไฟระหว่างเมืองออกไปที่สถานีกลางบางซื่อ ซึ่งสถานีกรุงเทพเองก็เป็นตัวเล่าเรื่องที่ดี และเป็นสถานที่ที่ทุกคนย่อมนึกถึงเป็นสิ่งแรกเมื่อพูดถึงเรื่องรถไฟไทย เล่าเรื่องทั้งการเดินทาง ชุมชน ประวัติศาสตร์​ รวมถึงสถาปัตยกรรมต่างๆ อันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ บวกกับสถานีรถไฟกรุงเทพเองก็จะเปลี่ยนสถานะเป็นสถานีรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงส่วนต่อขยายจากบางซื่อ ยิ่งส่งเสริมให้สถานีแห่งนี้ยังมีชีวิตอยู่ไม่เงียบเหงา

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

อีกสถานที่หนึ่งที่เหมาะสมสำหรับสร้างพิพิธภัณฑ์รถไฟเป็นอย่างมากคือโรงงานมักกะสัน มีพื้นที่กว้างขวาง และเป็นโรงงานรถไฟที่เชื่อมโยงกับหัวข้อทางเทคนิค วิศวกรรม สถาปัตยกรรม พร้อมเล่าเรื่องผ่านรถไฟหลากหลายชนิดได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้ว ก็สุดแท้แต่ว่าแนวทางจะเป็นอย่างไร หากเรายังเห็นความสำคัญของระบบรางที่จะเป็นการคมนาคมหลักของประเทศ การสร้างองค์ความรู้ การเรียนรู้ และการต่อยอด ย่อมเป็นสิ่งสำคัญ และพิพิธภัณฑ์รถไฟพร้อมศูนย์การเรียนรู้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่ของอนาคตรถไฟไทยได้อย่างแน่นอน

แล้วคุณล่ะ อยากเห็นพิพิธภัณฑ์รถไฟของไทยเป็นแบบไหน

เกร็ดท้ายขบวน

  1. เมื่อก่อนในสวนจตุจักรมีอาคารอิฐอยู่หลังหนึ่งชื่อว่า ‘หอเกียรติภูมิรถไฟ’ ที่นั่นคือการตั้งไข่พิพิธภัณฑ์รถไฟแห่งแรก โดยการรวบรวมตู้รถไฟที่ปลดระวาง ของใช้เก่า มาจัดแสดงเอาไว้โดย ‘ชมรมเรารักรถไฟ’ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าหอเกียรติภูมิรถไฟมีอันต้องปิดตัวลง
  2. การรถไฟแห่งประเทศไทยมีแผนการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้รถไฟไทยมานานแล้ว โดยวางแผนให้พื้นที่ชายธงของสวนจตุจักรบริเวณห้าแยกลาดพร้าวเป็นศูนย์นั้น ประกอบด้วยอาคารศูนย์การเรียนรู้ พิพิธภัณฑ์ รถไฟจำลองที่วิ่งได้ และพื้นที่จัดแสดงกลางแจ้ง แต่โครงการนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้น
  3. อาคารสถานีรถไฟธนบุรี ถูกทำให้เป็นพิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ทางการแพทย์ โดยมีหนึ่งห้องจัดแสดงเกี่ยวกับเรื่องรถไฟ ชื่อห้องว่า ‘คมนาคมบรรหาร’ ข้างในเป็นการเล่าเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างสถานีรถไฟธนบุรี รถไฟสายใต้ และศิริราชพยาบาล

Writer & Photographer

Avatar

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

สถานการณ์โรคระบาดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาทำให้การเดินทางและการท่องเที่ยวหยุดชะงักไปก็ไม่น้อย ความคิดถึงการเดินทางด้วยรถไฟมันก็คุกรุ่นอยู่ในใจ อยากคว้ารองเท้าผ้าใบออกมาสวม เอาเป้มาสะพาย เอากล้องออกไปส่องโลกบนสองรางเหล็กให้หายคิดถึง

จนเมื่อความคลี่คลายค่อย ๆ คืบคลานเข้ามา ล้อเหล็กที่เคยหยุดนิ่งกลับมาหมุนวนบนรางเหล็กอีกครั้ง รถไฟขบวนยาวเริ่มเดินทางต่อแม้สมาชิกจะไม่ครบทุกขบวนก็ตาม

และนี่คือภาพถ่ายในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บนเส้นทางรถไฟประเทศไทย

#01

ขบวนสุดท้าย…ก่อนบายเธอ

สะพานมิตรภาพไทย-ลาว หนองคาย-ท่านาแล้ง

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

ก่อนการระบาดใหญ่จนต้องปิดพรมแดนระหว่างประเทศ รถไฟขบวนน้อยน่ารักที่เชื่อมการเดินทางระหว่างไทย-ลาว วิ่งข้ามประเทศเป็นครั้งสุดท้าย โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าการงดรถไฟระหว่างประเทศจะกินเวลายาวเป็นปี

ทางรถไฟจากไทยข้ามไปลาวใช้สะพานเดียวกับถนน รางเหล็กถูกฝังอยู่บนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 ข้ามแม่น้ำโขงที่เป็นพรมแดนธรรมชาติ เมื่อขบวนรถไฟมาถึง ถนนจะถูกกั้นทั้งสองฝั่ง จนกว่ารถไฟขบวนน้อยจะวิ่งข้ามไปจนถึงอีกฝั่งการจราจรบนถนนจึงกลับมาเป็นปกติ

นี่เป็นขบวนสุดท้าย ก่อนบายเธอไป…เกือบ 2 ปี

#02

คนดูรถ

สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) กรุงเทพมหานคร

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

ในทุก ๆ วัน รถไฟทุกตู้จะต้องถูกเช็ดถูภายนอกและภายในรถ ภายนอกรถอาจจะเป็นส่วนที่สกปรกง่ายที่สุด เพราะต้องวิ่งฝ่าแดดลมฝนฝุ่นในแต่ละวัน มดงานเหล่านี้มีหน้าที่ชำระล้างก่อนรถไฟจะออกจากสถานี

ไม่ใช่เพียงแค่ข้างนอก แต่ข้างในเองก็เช่นกัน โดยเฉพาะช่วงที่โรคระบาดแพร่ใหม่ ๆ งานทำความสะอาดต้องเพิ่มขึ้นมาเป็นเท่าตัวเพื่อเช็ดเบาะที่นั่งทุก ๆ ที่ ให้เราได้นั่งรถไฟกันอย่างสบายใจ

#03

คนดูราง

สถานีบ้านด่าน จ.อุตรดิตถ์

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

ในทุก ๆ วัน ที่รถไฟวิ่งบนรางเหล็กย่อมมีความชำรุดเกิดขึ้นจากการใช้งาน คนดูแลรางของฝ่ายโยธาจำเป็นต้องตรวจสภาพทางทุก ๆ วันด้วยรถยนต์รางหรือที่เรียกกันว่ารถต๊อก

รถเหล็กหน้าตาน่ารักสีเหลืองส่งเสียงดัง ต๊อก ๆๆๆๆๆ พร้อมธงสีแดงปักเอาไว้ เป็นสัญญาณให้เรารู้ว่า หน้าที่ของคนตรวจทางได้เริ่มขึ้นในช่วงเช้าของทุกวัน เพื่อสอดส่องสายตาหาความชำรุดเล็ก ๆ น้อย ๆ และจัดการซ่อมแซมให้การเดินทางด้วยรถไฟปลอดภัยต่อไป

#04

รอคอย

สถานีพิจิตร จ.พิจิตร

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

แม้ในช่วงที่งดวิ่งรถไฟไปหลายขบวน ตามมาตรการของรัฐเพื่อลดการเดินทางระหว่างจังหวัดและเคอร์ฟิวในช่วงเวลากลางคืน จนรถไฟข้ามคืนต้องงดให้บริการทุกขบวน แต่กระนั้นแล้วชีวิตของคนที่ยังจำเป็นต้องเดินทางยังคงมีอยู่ จนการผ่อนคลายเกิดขึ้นในช่วงระยะหนึ่ง มีการเปิดขบวนรถสายยาวช่วงกลางวันขึ้นเป็นกรณีพิเศษ เพื่อให้คนที่ยังจำเป็นต้องเดินทางได้ไปมาหาสู่ทำธุระกันได้ เราเห็นผู้คนมากมายยืนรอคอยรถไฟบนชานชาลา และเมื่อรถไฟขบวนนั้นออกจากสถานีไป ความเงียบก็กลับมาปกคลุมสถานีรถไฟอีกครั้ง

#05

อรุณสวัสดิ์

ตลาดเก๊าจาว จ.ลำปาง

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

ทางรถไฟตัดผ่านที่ไหน ชุมชนย่อมเกิดขึ้นที่นั่น เมื่อชุมชนเกิดขึ้นก็ต้องมีเส้นทางสัญจรข้ามไปมา และเมื่อพบกับทางรถไฟก็จะต้องตัดผ่านเพื่อข้ามไปอีกฟาก ในบางเมืองนั้นทางรถไฟกับถนนอยู่คนละระดับกัน ไม่ถนนก็ทางรถไฟต้องเป็นฝ่ายที่ต้องยกหนี

ตลาดเก๊าจาวอยู่ใกล้กับสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำวัง เมืองลำปางในช่วงเช้านั้นคึกคักและวุ่นวายมาก ทั้งรถราและรถไฟจากกรุงเทพฯ ที่มาถึงในช่วงเช้าพอดี ถนนเส้นเล็กนี้ลอดใต้ทางรถไฟเพื่อเชื่อมชุมชนสองฝั่งให้ถึงกัน ถ้าช่วงไหนรถไฟผ่านมา เราก็จะได้เห็นพี่รถไฟไซส์จัมโบ้ข้ามสะพาน จนรถราบนถนนดูเล็กจ้อยทีเดียว

#06

เพื่อนเดินทาง

สถานีสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

สถานีสุไหงโก-ลก คือสุดท้ายปลายทางของสายใต้ และเป็นสถานีใต้สุดของประเทศไทยที่ห่างจากกรุงเทพฯ ถึงพันกว่ากิโลเมตร ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ขบวนรถที่มาถึงปลายทางแห่งนี้มีเพียงรถเร็วขบวนเลขที่ 171 และ 172 เท่านั้น ทำให้การเดินทางมีเพียงแค่เที่ยวเดียวต่อวันจากกรุงเทพฯ ผู้โดยสารมากมายที่ใช้รถไฟเดินทางข้ามคืนมากับขบวนนี้

เวลาบนรถร่วม 20 ชั่วโมงสร้างความสัมพันธ์ของผู้เดินทางได้ไม่ยากจากการพูดคุย เมื่อเริ่มต้นเดินทางเราอาจจะยังไม่รู้จักใคร แต่เมื่อลงจากรถ เราอาจโบกมือลาเพื่อนเดินทางในตู้เดียวกันนั้นโดยไม่รู้ตัว

#07

เผชิญหน้า

สถานีปางต้นผึ้ง จ.อุตรดิตถ์

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

ทางรถไฟส่วนใหญ่ของไทยยังคงเป็นทางเดี่ยว การสวนทางต้องเกิดขึ้น ณ จุดที่เป็นสถานีเท่านั้น การสวนทางกันในสถานีหรือที่เรียกว่า ‘รอหลีก’ มักเป็นช่วงที่คนบนรถไฟลงมายืดเส้นยืดสาย และถือโอกาสเยี่ยมชมสถานีนั้น ๆ ไปด้วย ซึ่งก็มีไม่น้อยที่บรรยากาศดี

ปางต้นผึ้งที่นี่ก็เช่นกัน นับว่าเป็นสถานีแรกเลยก็ว่าได้ที่เป็นจุดเริ่มต้นของทางรถไฟซึ่งไต่ไปตามขุนเขาของภาคเหนือ และในวันที่ประจวบเหมาะ รถด่วน 51 ปลายทางเชียงใหม่ และรถเร็ว 112 จากเด่นชัย ก็จะมาเจอกันที่นี่ โดยรถด่วน 51 จะจอดรถในทางประธาน และรถเร็ว 112 จะลงเขามาเพื่อเลี้ยวเข้าทางหลีกมารับคนหน้าสถานี ภาพที่เห็นข้างหน้าก็คือรถไฟ 2 ขบวนเผชิญหน้ากัน

#08

พี่เห็นหนูด้วยหรอคะ

อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล จ.ลำพูน

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

เห็นสิ ทำไมจะไม่เห็น

บนลานกางเต็นท์ของอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล มีพื้นที่ชมวิวที่มองออกไปต้องสดชื่นเพราะความเขียวขจีของป่า เห็นหมู่บ้านเป็นเวิ้งเล็ก ๆ อยู่ไกล ๆ และถ้ามองลงต่ำลงมาอีกหน่อย จะเห็นเส้นสีขาว ๆ จาง ๆ ของทางรถไฟเลี้ยวลดไปตามไหล่เขา

เมื่อเสียงหวีดดังขึ้น เป็นสัญญาณว่ารถไฟกำลังออกจากสถานีขุนตาน ไม่กี่อึดใจเดียว เจ้ารถไฟขบวนยาวบ้างสั้นบ้างก็ค่อย ๆ เลื้อยออกมาจากเงาไม้ ละม้ายคล้ายงูเหล็กที่เลื้อยผ่านต้นไม้ต้นแล้วต้นเล่า ความสนุกสนานคือคนที่ลานกางเต็นท์จะชี้ชวนกันดูรถไฟ บ้างก็เห็น บ้างก็ไม่เห็น

แล้วพี่ล่ะ เห็นน้องไหมจากบนดอยนั้น

#09

รับน้อง

สะพานทาชมภู จ.ลำพูน

ภาพถ่าย เรื่องราว ความทรงจำ สองข้างทางรถไฟ ระหว่าง พ.ศ. 2564 - 2565 ที่น่าบันทึกเก็บไว้ ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

เจ้าหัวรถจักร QSY สีแดง/เทา หน้าตาดูแปลกตาเพราะไม่หน้าเหลืองเหมือนรถจักรที่รถไฟไทยใช้อยู่ ถือได้ว่าเป็นน้องใหม่ที่รุ่นพี่จับตามอง เพราะความสดใส (ของสี) และใหม่สด ไม่ว่าจะเป็นแฟนรถไฟคนไหนก็อยากเห็นน้องตัวเป็น ๆ

แต่ก่อนที่น้องจะต้องออกทำงานทำการนั้น ต้องมีการทดสอบสมรรถนะเสียก่อน และโจทย์ใหญ่ที่สุดคือการทดสอบลากจูงบนเส้นทางภูเขา ซึ่งดอยขุนตาลเป็นเหมือนข้อสอบไฟนอลของน้องที่ถ้าทำข้อสอบไม่ผ่านก็ไม่ได้ไปต่อ

นี่น่าจะเป็นกิจกรรมดักถ่ายรูปรถไฟต่างจังหวัดแรก ๆ ของเราเลยก็ว่าได้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สะพานทาชมภูเป็นหมุดหมายหนึ่งที่ตั้งใจจะต้องเก็บภาพให้ได้ และโชคหล่นทับที่มีคาเฟ่ความสูง 3 ชั้นตั้งอยู่ตรงมุมทองของโค้งนี้พอดี จึงทำให้ได้ภาพที่สะสวยรูปนี้มา

พี่มารับน้องใหม่แล้วนะเออ

#10

มุมบังเอิญ

สถานีการเคหะ กรุงเทพมหานคร

ภาพถ่าย เรื่องราว ความทรงจำ สองข้างทางรถไฟ ระหว่าง พ.ศ. 2564 - 2565 ที่น่าบันทึกเก็บไว้ ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

การถ่ายรูปรถจักรไอน้ำทุกครั้งที่วิ่งเป็นภารกิจสำคัญของคนรักรถไฟที่มักมาพร้อมหน้ากันโดยมิได้นัดหมายเหมือนวันมาฆบูชา แต่นับวันผ่านไปสถานที่ที่ถ่ายรูปเริ่มซ้ำ เริ่มคนเยอะขึ้นเรื่อย ๆ จึงต้องสรรหาสถานที่ใหม่ ๆ เพื่อให้รูปดูใหม่สดและมุมแปลกอยู่เสมอ จนกระทั่งวันหนึ่งได้เห็นชัยภูมิที่สวยงามจากการลากกระเป๋ามาขึ้นรถไฟฟ้า นั่นคือสถานีการเคหะ

วันจริง มีเพียงไม่กี่คนที่มาอยู่มุมนี้ (ใช่ เราคงคิดเหมือนกัน) มุมมองนี้มันสวยมาก โล่งมาก และเห็นรถจักรไอน้ำแบบเต็มขบวนโดยไม่ต้องกังวลว่าใครจะมาบังหน้ากล้อง แต่ที่บังเอิญไปยิ่งกว่าราวกับนัดแต่ไม่ได้นัด เมื่อรถจักรไอน้ำสีดำทะมึนกำลังวิ่งมาถึงจุดถ่ายรูปนั้น เจ้ารถไฟสายสีแดงตัวขาวก็เคลื่อนออกจากสถานีแบบพอดิบพอดี จนได้รูปของรุ่นทวดและรุ่นเหลนมาเจอกันโดยไม่ได้นัดหมายแบบบังเอิญ ๆ

#11

กลับบ้าน

สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง)

ภาพถ่าย เรื่องราว ความทรงจำ สองข้างทางรถไฟ ระหว่าง พ.ศ. 2564 - 2565 ที่น่าบันทึกเก็บไว้ ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

วันนั้นฝนตกหนักมาก เป็นวันสิ้นสุดภารกิจของขบวนรถจักรไอน้ำนำเที่ยว ปกติแล้วคุณทวดจะโชว์ตัวอยู่ที่สถานีกรุงเทพระยะหนึ่งแล้วจึงเดินทางกลับ แต่เผอิญว่าพระพิรุณไม่รู้ไปโกรธใครมา ไม่พูดไม่จาก็ถล่มลงมาจนไปไหนไม่ได้

แต่รถจักรไอน้ำกลับได้

ความร้อนของไอน้ำและตัวถังรถ มาเจอกับความเย็นของฝนเม็ดใหญ่ที่ถล่มลงมาแบบไม่ลืมหูลืมตาจนเป็นฝ้าไปหมด ทำให้ไอน้ำสีขาวของคุณทวดไอน้ำยิ่งเด่นชัดขึ้นในสายฝนนั้น

ความดำทะมึนของตัวรถ ความขาวของไอน้ำ และแสงไฟสีแดงสองดวงเหมือนลูกตาเหมือนกับอสุรกายดุดันที่กำลังจ้องเราอยู่จากสายฝนที่โหมกระหน่ำ

แต่คุณทวดไม่ใช่อสุรกาย เขาคือคนแก่ใจดีที่ส่งเสียงฉึกฉักแข่งกับเสียงฝนเสียงฟ้า ก่อนจะค่อย ๆ ลับหายไปในม่านฝนเพื่อพักผ่อนรอออกมาเจอพวกเราใหม่ในรอบถัดไป

#12

แดงไหน

สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์

ภาพถ่าย เรื่องราว ความทรงจำ สองข้างทางรถไฟ ระหว่าง พ.ศ. 2564 - 2565 ที่น่าบันทึกเก็บไว้ ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

เจ้าหนูลมกรดหน้าแป้นทะยานตัวด้วยความเร็วจากสถานีกลางกรุงเทพฯ หรือที่รู้จักกันว่าสถานีกลางบางซื่อไปทางรังสิตและตลิ่งชัน นี่คือรถไฟสายสีแดงทีเป็นน้องใหม่ไฟแรง (รถก็แรง) ของชาวกรุงเทพฯ และปทุมธานี

ในช่วงแรกที่สายสีแดงเปิดใช้งาน มีเหล่า Railfan มากมายไปนั่งเล่น (เพราะมันฟรี) จากคนน้อยในช่วงแรก ๆ เพราะคน Work from Home ก็ค่อย ๆ เพิ่มปริมาณคนเยอะขึ้นหลังจากสถานการณ์คลี่คลาย จนตอนนี้น้องแดงมีเพื่อนใหม่เป็นมนุษย์มากมายหลังจากเหงาหงอยมานาน

ทุกครั้งที่ขึ้นมาบนชานชาลา ก็จะต้องเซย์ไฮทักทายน้องก่อนจากมุมบันไดนี้ทุกครั้ง และถ้ามีน้องเข้ามา2 ขบวน ก็จะเห็นเจ้าหนูหน้าแป้นยืนต้อนรับเราอยู่ตรงชานชาลานั้นเอง

#13

ขึ้นทางด่วน

สถานีจตุจักร กรุงเทพมหานคร

ภาพถ่าย เรื่องราว ความทรงจำ สองข้างทางรถไฟ ระหว่าง พ.ศ. 2564 - 2565 ที่น่าบันทึกเก็บไว้ ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

พ.ศ. 2566 เมื่อโลกเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ การเดินทางกลับมาคึกคักขึ้น นักท่องเที่ยวเริ่มกลับมาเดินทาง และรถไฟไทยกำลังจะใช้สถานีกลางกรุงเทพฯ หรือที่เราเคยรู้จักกันว่าสถานีกลางบางซื่อเต็มรูปแบบ ซึ่งรถไฟปู๊น ๆ ส่วนใหญ่จะย้ายจากหัวลำโพงมาสถานีกลางด้วย จึงทำให้รถไฟที่ออกจากสถานีกลางต้องวิ่งบนทางยกระดับร่วมกับรถไฟสายสีแดง ซึ่งปีที่ผ่านมาก็ได้มีการซ้อมเดินรถร่วมกับสายสีแดงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อทดสอบการเดินรถ รวมถึงฝึกอบรมคนขับให้เรียนรู้กับสภาพทางและเส้นทางใหม่

มันเลยดูเหมือนรถไฟปู๊น ๆ ไปวิ่งอยู่บนทางด่วน ไม่ใช่แค่รถที่ออกจากสถานีกลาง รถที่ออกหัวลำโพงก็จะต้องขึ้นมาวิ่งบนนี้เหมือนกัน คงน่าตื่นเต้นเหมือนกันที่จากเดิมเคยนั่งรถไฟวิ่งบนพื้นขนานกับถนนวิภาวดีรังสิตไปเรื่อย ๆ ส่วนของใหม่มาวิ่งด้านบนขนานระดับเดียวกับดอนเมืองโทลเวย์ด้วยความเร็วแบบเต็มพิกัด

วิวจากหน้าต่างจะเป็นยังไงกันเนี่ย

แค่คิดก็สนุกแล้ว

Writer & Photographer

Avatar

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load