สถานีรถไฟกรุงเทพ ไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานีรถไฟที่ให้เราเริ่มต้นการเดินทาง แต่ยังเป็นพื้นที่กักเก็บเรื่องราวต่างๆ ของกรุงเทพฯ รถไฟ ชุมชน สังคม นับตั้งแต่สถานีนี้เริ่มบทบาทเมื่อ 100 กว่าปีก่อน มันคือสัญลักษณ์การเดินทางด้วยรถไฟมาอย่างยาวนาน จนเป็นภาพจำแล้วว่าถ้าขึ้นรถไฟ ต้องมาที่เจ้าตึกทรงยุโรปหลังคาโค้งเป็นรูปครึ่งวงกลม

เรื่องราวของรถไฟในประเทศไทยมีมากมายจนหาศึกษาได้ไม่รู้จบ ทั้งเรื่องทางเทคนิค สังคม ศิลปะ รวมถึงประวัติศาสตร์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปจนกระทั่งการรถไฟฯ ได้เริ่มตั้งมูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟขึ้นมา เพื่อรวบรวมประวัติศาสตร์และเรื่องราวต่างๆ ให้คนที่สนใจเข้ามาศึกษา จึงเริ่มต้นโดยการตั้งพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ที่ด้านหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ

พิพิธภัณฑ์รถไฟที่นี่ไม่ได้เป็นพิพิธภัณฑ์อย่างที่ยิ่งใหญ่มีรถไฟมาจอด เริ่มต้นตั้งไข่โดยมูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักในการจัดหาทุนเพื่อก่อตั้งและดำเนินกิจการพิพิธภัณฑ์รถไฟไทยในอนาคต จัดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ ศึกษาแลกเปลี่ยน ค้นคว้า วิจัย การวิวัฒนาการและพัฒนากิจการขนส่งระบบทางราง รวมถึงสนับสนุน ส่งเสริมให้มีการนำวิทยาการขนส่งระบบทางรางเพิ่มมากขึ้น

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟซุกตัวอยู่ด้านหน้าสถานีกรุงเทพ เมื่อเราหันหน้าเข้าหาตัวสถานที่คลาสสิกนี้ ด้านซ้ายมือคือที่ตั้งของมูลนิธิฯ

ที่นี่เปิดทำการเฉพาะวันอังคารถึงวันเสาร์ ตั้งแต่ 10.00 -18.00 น.

ด้านหลังประตูกระจกคือพื้นที่จัดแสดงของเก่า เครื่องใช้เก่า ที่เคยใช้ในกิจการรถไฟมาตั้งแต่อดีต มีหลายอย่างที่เชื่อว่าหลายๆ คนเคยได้จับ ได้สัมผัส และไม่ได้เห็นมานาน

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย
มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย
มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

บางอย่างไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต

บางอย่างไม่เคยคิดว่ามันจะอยู่บนรถไฟ

และบางอย่างที่ยังเห็นใช้อยู่ แต่ก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร

เมื่อเข้ามาแล้วไม่รู้จะเริ่มดูอะไรก่อน เราจะขอเป็นไกด์พาทุกคนไปดูสิ่งที่น่าสนใจกัน

เครื่องทางสะดวก

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย
มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

อุปกรณ์เหมือนตู้เพลงทำด้วยเหล็กสีเขียว 2 ชิ้นวางอยู่ห่างกันชวนให้สงสัยว่ามันคืออะไร นี่คือเครื่องขอและคืนทางสะดวก ใช้สำหรับการจัดการเดินรถไฟระหว่าง 2 สถานีด้วยระบบดั้งเดิม เครื่องทั้งสองจับคู่สื่อสารกันผ่านสายสัญญาณที่ขึงไปตามข้างทางรถไฟ เมื่อกดปุ่มที่เครื่องหนึ่ง จะไปดังอีกเครื่องหนึ่ง แม้ว่าทั้งสองสถานีจะห่างไกลกันนับสิบกิโลเมตร นายสถานีทั้งสองแห่งต้องเข้าใจโค้ดการเคาะสัญญาณในแต่ละครั้ง เพื่อเตรียมทางสะดวกให้กับขบวนรถไฟ เมื่อการขอทางเสร็จสมบูรณ์ ลูกตราทางสะดวกก็จะหล่นลงมา เป็นหลักฐานการได้รับ ‘ทางสะดวก’ ให้ขบวนรถไฟเดินทางต่อไปได้อย่างปลอดภัย ในปัจจุบันยังมีการใช้เครื่องชนิดนี้อยู่ในเส้นทางที่ขบวนรถยังไม่หนาแน่นหรือเส้นทางแยก และกำลังจะค่อยๆ หายไป เมื่อโครงข่ายรถไฟเปลี่ยนระบบอาณัติสัญญาณให้เป็นระบบอัตโนมัติทั่วประเทศ

ตั๋วหนา

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย
มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

ตั๋วรถไฟรุ่นเก่าที่อยู่ในรูปแบบของกระดาษแข็งสีสันสวยงามหลากหลายลวดลายถูกมัดไว้เป็นชุดๆ เก็บรักษาไว้ในตู้กระจก บนหน้าตั๋วแสดงต้นทาง-ปลายทาง พร้อมราคาและตัวเลือกพิเศษของตั๋วนั้น เช่น ชั้นสาม ชั้นสอง ชั้นหนึ่ง รถปรับอากาศ รถนอน ค่าธรรมเนียมรถด่วน ค่าธรรมเนียมรถเร็ว ราคาพิเศษ หรือแม้แต่ตั๋วไปกลับ ซึ่งตั๋วเหล่านี้ถูกพิมพ์ขึ้นมาเพื่อใช้งานจริง โดยในสมัยก่อนนั้นเราไม่สามารถออกตั๋วรถไฟแบบใบต่อใบได้เหมือนในยุคตั๋วคอมพิวเตอร์ การพิมพ์ตั๋วต้องสต็อกเอาไว้เป็นชุดๆ ชุดละ 100 ใบ และเมื่อสถานีใดจะใช้ก็ต้องไปเบิกมาเท่านั้น จนเวลาผ่านไปวิวัฒนาการการสำรองที่นั่งเปลี่ยนไปใช้คอมพิวเตอร์ ตั๋วเหล่านี้ก็ต้องยุติหน้าที่ลง ทั้งหมดถูกเก็บเอาไว้สำหรับจัดแสดง และมีบางส่วนนำมาขายเป็นที่ระลึกสำหรับนักสะสมอีกด้วย ในราคาใบละ 30 บาท

ตู้เก็บตั๋วและเครื่องแสตมป์ตั๋ว

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย
มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

ตู้ไม้รูปร่างสูงมีบานประตูเปิดได้ที่ดูเหมือนแค่ตู้ไม้ธรรมดาๆ เมื่อเปิดบานประตูนั้นก็จะเจอกับตั๋วหนาถูกจัดไว้ในช่อง มีชื่อสถานีรถไฟกำกับเอาไว้ และตั๋วที่ถูกบรรจุไว้ในช่องนั้นถูกจัดวางไว้เอียงๆ ใบล่างสุดแลบออกมามากกว่าใบอื่นๆ ซึ่งถ้ามันถูกดึงออกมา ใบต่อไปก็จะอยู่ในอิริยาบถเดียวกัน นี่ไม่ใช่แค่ตู้ใส่ตั๋วธรรมดา แต่ยังทำหน้าที่เป็นเคาน์เตอร์ขายตั๋วอีกด้วย

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

การขายตั๋วรถไฟในยุคก่อนนั้น เจ้าตู้นี้จะอยู่หลังช่องสำหรับขายตั๋วในตำแหน่งที่เจ้าหน้าที่สามารถยืนปฏิบัติงานได้สะดวก แค่ก้มลงไปหยิบตั๋ว ลุกขึ้นมาเอาตั๋วใบเล็กสอดเข้าไปในเครื่องแสตมป์ตั๋วรูปร่างสันทัดเพื่อประทับตราวันที่ลงไป เมื่อเจ้าเครื่องนั้นดีดตัวกลับมาก็เกิดเสียง “ปั้ง” คล้ายกับอะไรสักอย่างถูกตี ด้วยความชำนิชำนาญของคนขายตั๋ว การสอดตั๋วจะรวดเร็วมากเป็นจังหวะที่ดีพร้อมเสียง “ปั้ง ปั้ง ปั้ง ปั้ง” เหล่าบรรดาผู้โดยสารเรียกว่า ‘การตีตั๋ว’ กิจกรรมนี้เกิดขึ้นหลายสิบปีจนตรายางเข้ามาแทนที่ เสียงดังจากเครื่องแสตมป์ตั๋วก็หายไป แต่คำว่า ‘ตีตั๋ว’ ก็ยังถูกใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน

เครื่องครัวในรถเสบียงและโรงแรมรถไฟ

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย
มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย
มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

เครื่องใช้เซรามิกสีขาวแตกลายงาประดับตราครุฑ เคยถูกใช้ในตู้เสบียงและโรงแรมรถไฟมาก่อน มีทั้งจาน ชาม อ่างล้างมือ โถข้าว ถังแช่ไวน์ รวมถึงเครื่องใช้ทองเหลืองทั้งช้อน ส้อม มีด ช้อนชา ถูกเก็บรักษาไว้ในตู้ไม้ แต่ต้องสังเกตดีๆ เพราะว่าของแท้และดั้งเดิมต้องเป็นการพิมพ์ลายรูปตราครุฑ เนื่องจากในยุคก่อน พ.ศ. 2494 การรถไฟมีสถานะเป็นกรมรถไฟหลวงโดยมีครุฑเป็นสัญลักษณ์

โคมตะเกียง

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

ตะเกียงสีดำขนาดต่างๆ กัน เคยถูกใช้งานในกิจการรถไฟมาก่อน อันเล็กเป็นโคมที่ใช้แทนธงเขียวและธงแดงในเวลากลางคืน ข้างในเป็นไส้ตะเกียงที่ต้องจุดไฟโดยใช้น้ำมันก๊าดเป็นเชื้อเพลิง ข้างในมีกลไกมือหมุนที่สลับสีกระจกแก้วเขียวและแดงได้ เมื่อไฟส่องกระทบกับกระจกแก้วสีเขียวสีแดงแล้ว จะทำหน้าที่เหมือนเป็นไฟฉายให้สัญญาณมือกับขบวนรถไฟ ซึ่งในเวลาต่อมา ตะเกียงเหล่านี้ก็ถูกแทนที่ด้วยไฟฉายที่ปรับสีได้แทน

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

และนอกจากโคมตะเกียงมือแล้ว ยังมีโคมที่ใช้สำหรับติดท้ายตู้รถไฟเพื่อเป็นสัญญาณไฟท้ายในเวลากลางคืน รวมถึงตะเกียงขนาดใหญ่ที่ใช้ติดตั้งบนเสาสัญญาณหางปลา (Semaphore Signal) ซึ่งทำหน้าที่เป็นสัญญาณจราจรของรถไฟอีกด้วย

สมุดกำหนดเวลาเดินรถ

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

สมุดเล่มนี้คือไทม์แมชชีน มันกำหนดเวลาเดินรถไฟ ในยุคสมัยที่มีรถจักรไอน้ำกับรถจักรดีเซลรุ่นแรกๆ วิ่งกันอยู่เต็มทุกเส้นทาง หากปัจจุบันเราใช้เวลาเดินทางไปเชียงใหม่ 13 ชั่วโมง แต่สมัยก่อนนั้นใช้เวลาเดินทางเกือบวัน

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

เมื่อเปิดไปแต่ละหน้าก็จะเห็นรายชื่อสถานีครบทุกแห่งไล่ไปเรื่อยๆ พร้อมข้อมูลหลักกิโลเมตร ความยาวทางหลีกของสถานี พร้อมเวลาของขบวนรถไฟแต่ละขบวนที่ระบุเวลาถึง-ออก หรือแม้แต่ขบวนที่ไม่จอดก็ระบุเวลาเอาไว้ด้วย เพื่อเป็นคัมภีร์ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งรถไฟหลายขบวนที่อยู่ในสมุดเล่มนี้ไม่ได้ให้บริการแล้วในปัจจุบัน บางขบวนก็ยังวิ่งอยู่ แต่เปลี่ยนเลขขบวนและปรับเวลาให้เร็วขึ้นตามการใช้ประเภทรถที่มีสมรรถนะสูงขึ้น รวมถึงข้อมูลการลากจูงของรถจักรไอน้ำรุ่นต่างๆ ด้วย ว่าแต่ละสาย แต่ละโซน ลากได้สูงสุดกี่หน่วยลากจูง เรียกได้ว่านี่คือคัมภีร์คนทำงานที่แท้ทรู

ป้ายเตือนความปลอดภัย

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

ในสถานีรถไฟมีป้ายเตือนสารพัดรูปแบบสำหรับบอกผู้โดยสารว่าต้องปฏิบัติตัวยังไง อะไร แบบไหน ถึงจะปลอดภัยกับการเดินทางด้วยรถไฟ ซึ่งในแต่ละยุคสมัยก็มีรูปแบบของงานอาร์ตแตกต่างกันไป แต่ที่ตรึงใจมากที่สุดคงไม่พ้นภาพชุดที่ดูเหมือนการ์ตูนสยองขวัญ ซึ่งดูแล้วไม่กล้าประมาทเลย

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

ภาพเซ็ตนี้มีจิตรกรทั้งหมด 2 ท่าน ถ้าไม่สังเกตในรายละเอียดจะมองไม่ออกเลย เพราะลายเส้นมีความคล้ายคลึงกันมาก จิตรกรท่านแรกชื่อคุณศุภารัตน์ ภาพถูกเผยแพร่เมื่อ พ.ศ. 2508 และท่านที่สองชื่อคุณศักดา ภาพถูกเผยแพร่ใน พ.ศ 2511 มีข้อสังเกตว่า รูปของคุณศุภารัตน์มีขอบสีดำที่ริมกระดาษ ส่วนรูปของคุณศักดาใช้ขอบสีขาว

ทั้งสองท่านถ่ายทอดผลที่เกิดจากความประมาทและอันตราย หากไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของรถไฟได้เป็นอย่างดี เช่น ไม่นั่งบนหลังคารถไฟ ไม่เดินข้ามทางรถไฟในระยะกระชั้นชิด ไม่นอนบนทางรถไฟ ไม่ทำลายสายสื่อสาร ไม่ขว้างปาขบวนรถไฟ อย่าเดินชิดขอบชานชาลา อย่าใช้บันไดเป็นที่โดยสาร ห้ามขับรถตัดหน้ารถไฟ เป็นต้น

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

ภาพชุดนี้ถือได้ว่ามีความคลาสสิกในลายเส้น การนำเสนอ แต่ก็แฝงไว้ด้วยความรุนแรงแบบตรงไปตรงมา ชนิดที่เรียกว่าเด็กเห็นมีร้องไห้แน่นอน

โทรศัพท์ควบคุมการเดินรถ

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

อุปกรณ์ขนาดใหญ่ที่มีปุ่มกดวางเรียงตัวกันอยู่เต็ม พร้อมลำโพงและไมโครโฟน สิ่งนี้คือโทรศัพท์ที่พนักงานควบคุมการเดินรถ หรือที่ภาษารถไฟเรียกว่า ‘แคเรีย’ ใช้สำหรับติดต่อสถานีต่างๆ ในเส้นทางที่ตัวเองรับผิดชอบ เพื่อทำหน้าที่จัดการจราจรของขบวนรถไฟที่วิ่งอยู่ในเส้นทางนั้น

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

ปุ่มกดมีตัวย่อของสถานีในเส้นทางระบุเอาไว้ ถ้าจะติดต่อสถานีไหนก็กดไปที่สถานีนั้นและติดต่อกัน หรือถ้าจะพูดทีเดียวให้ได้ยินกันทั่วก็ทำได้เช่นเดียวกัน ขบวนไหนจะผ่านตอนไหน ขบวนไหนจะจอดตอนไหน และขบวนไหนจะไปสับหลีกกันที่ไหน เขาต้องเป็นคนจัดการและบริหารเส้นทางให้ดีที่สุด เป็นงานที่ท้าทายและใช้สมาธิบวกกับความชำนาญเป็นอย่างมาก นี่คือเครื่องมือทำงานของนักควบคุมจราจรทางรถไฟ

ทั้งหมดคือไฮไลต์บางส่วนที่เราจะได้พบในมูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ ซึ่งของเก่าที่จัดแสดงถือว่าค่อนข้างเยอะพอสมควร มีรายละเอียดปลีกย่อยอีกหลายชิ้น ถ้าอธิบายหมดน่าจะใช้เวลาเป็นชั่วโมงแน่ๆ

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย
มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

เราเป็นคนหนึ่งที่ชอบรถไฟเข้าเส้นเลือด และรู้สึกเสียดายที่ประเทศไทยเราไม่ได้มีพิพิธภัณฑ์รถไฟอย่างเป็นทางการและเป็นจริงเป็นจัง ขณะที่หลายๆ ประเทศสร้างพิพิธภัณฑ์รถไฟและศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับระบบรางได้อย่างน่าสนใจมาก สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อการสร้างบุคลากรด้านระบบราง สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบราง รวมถึงสร้างโอกาสทางการศึกษา การวิจัย และการพัฒนาระบบรางของประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อม 

ตัวอย่างชัดๆ ใกล้บ้านเราคงไม่พ้นญี่ปุ่น เขาเอาเรื่องรถไฟมาจับใส่ชีวิตประจำวันให้เห็น กรอกตากรอกหูกันตั้งแต่เด็กๆ ทั้งในบทเรียน การ์ตูน การใช้ชีวิตประจำวัน ไปจนถึงแหล่งการเรียนรู้ที่กระจายหลายแห่งทั่วประเทศ ส่งผลให้คนญี่ปุ่นรักรถไฟ และพร้อมต่อยอดให้รถไฟของแดนอาทิตย์อุทัยพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นหนึ่งในรถไฟที่มีคนรักมากที่สุดในโลก

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

ถ้าหากประเทศไทยมีพิพิธภัณฑ์รถไฟแล้ว รถไฟไทยก็จะขึ้นไปอยู่จุดนั้นได้ การสร้างองค์ความรู้เรื่องระบบรางเป็นสิ่งสำคัญมากต่อการพัฒนาระบบรถไฟของเราให้ตามทันโลก ทันสมัย และกลับมาเป็นการขนส่งหลักของประเทศ ซึ่งทำให้เราเดินทางได้อย่างสะดวกสบายและมีคุณภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

น่าเสียดายที่บรรดาคนรักรถไฟในประเทศไทยไม่สามารถศึกษาเรื่องรถไฟที่เขารักอย่างง่ายดายในประเทศตัวเอง ต้องไปต่างประเทศเท่านั้น ส่วนใครที่ไม่มีโอกาสได้ไป ก็ต้องเที่ยวมิวเซียมรถไฟแบบทิพย์ผ่านหน้าจอไปก่อน จึงเป็นส่วนหนึ่งให้เรื่องราวของรถไฟไม่ได้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

แต่ก็อาจจะไม่ต้องรอนาน (ใช่ไหม) เพราะการรถไฟเองก็มีแผนทำมิวเซียมและศูนย์การเรียนรู้ระบบรางในประเทศแล้ว โดยใช้อาคารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างสถานีรถไฟกรุงเทพมาจัดสรรพื้นที่บางส่วนให้เป็นพื้นที่ต่างๆ รวมถึงพิพิธภัณฑ์ หลังจากโยกย้ายขบวนรถไฟระหว่างเมืองออกไปที่สถานีกลางบางซื่อ ซึ่งสถานีกรุงเทพเองก็เป็นตัวเล่าเรื่องที่ดี และเป็นสถานที่ที่ทุกคนย่อมนึกถึงเป็นสิ่งแรกเมื่อพูดถึงเรื่องรถไฟไทย เล่าเรื่องทั้งการเดินทาง ชุมชน ประวัติศาสตร์​ รวมถึงสถาปัตยกรรมต่างๆ อันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ บวกกับสถานีรถไฟกรุงเทพเองก็จะเปลี่ยนสถานะเป็นสถานีรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงส่วนต่อขยายจากบางซื่อ ยิ่งส่งเสริมให้สถานีแห่งนี้ยังมีชีวิตอยู่ไม่เงียบเหงา

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

อีกสถานที่หนึ่งที่เหมาะสมสำหรับสร้างพิพิธภัณฑ์รถไฟเป็นอย่างมากคือโรงงานมักกะสัน มีพื้นที่กว้างขวาง และเป็นโรงงานรถไฟที่เชื่อมโยงกับหัวข้อทางเทคนิค วิศวกรรม สถาปัตยกรรม พร้อมเล่าเรื่องผ่านรถไฟหลากหลายชนิดได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้ว ก็สุดแท้แต่ว่าแนวทางจะเป็นอย่างไร หากเรายังเห็นความสำคัญของระบบรางที่จะเป็นการคมนาคมหลักของประเทศ การสร้างองค์ความรู้ การเรียนรู้ และการต่อยอด ย่อมเป็นสิ่งสำคัญ และพิพิธภัณฑ์รถไฟพร้อมศูนย์การเรียนรู้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่ของอนาคตรถไฟไทยได้อย่างแน่นอน

แล้วคุณล่ะ อยากเห็นพิพิธภัณฑ์รถไฟของไทยเป็นแบบไหน

เกร็ดท้ายขบวน

  1. เมื่อก่อนในสวนจตุจักรมีอาคารอิฐอยู่หลังหนึ่งชื่อว่า ‘หอเกียรติภูมิรถไฟ’ ที่นั่นคือการตั้งไข่พิพิธภัณฑ์รถไฟแห่งแรก โดยการรวบรวมตู้รถไฟที่ปลดระวาง ของใช้เก่า มาจัดแสดงเอาไว้โดย ‘ชมรมเรารักรถไฟ’ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าหอเกียรติภูมิรถไฟมีอันต้องปิดตัวลง
  2. การรถไฟแห่งประเทศไทยมีแผนการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้รถไฟไทยมานานแล้ว โดยวางแผนให้พื้นที่ชายธงของสวนจตุจักรบริเวณห้าแยกลาดพร้าวเป็นศูนย์นั้น ประกอบด้วยอาคารศูนย์การเรียนรู้ พิพิธภัณฑ์ รถไฟจำลองที่วิ่งได้ และพื้นที่จัดแสดงกลางแจ้ง แต่โครงการนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้น
  3. อาคารสถานีรถไฟธนบุรี ถูกทำให้เป็นพิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ทางการแพทย์ โดยมีหนึ่งห้องจัดแสดงเกี่ยวกับเรื่องรถไฟ ชื่อห้องว่า ‘คมนาคมบรรหาร’ ข้างในเป็นการเล่าเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างสถานีรถไฟธนบุรี รถไฟสายใต้ และศิริราชพยาบาล

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

รถไฟ (จะ) ไปโคราช

บอกเล่าก่อนเดินทาง เรื่องนี้เขียนจากความทรงจำของการนั่งรถไฟไปโคราช และภาพถ่ายบันทึกไว้ก่อนโควิดระบาด พร้อมแล้วก็เริ่มเลย

ตอนเด็กๆ เราเคยได้ยินเพลง “รถไฟจะไปโคราช ตดดังป้าดถึงราชบุรี” กันไหมครับ ซึ่งเราก็งงเหมือนกันว่าถ้ารถไฟที่มุ่งหน้าไปโคราชที่สายอีสาน ตดดังป้าดไปถึงราชบุรีที่อยู่สายใต้ได้ยังไง ถึงขั้นเอาแผนที่มากางเลยว่าตดอีท่าไหน ทำไมข้ามภาคไปได้ขนาดนั้น 

สมัยเด็กๆ (อีกแล้ว) เราก็ท่องจำว่าทางรถไฟสายแรกคือกรุงเทพฯ-ปากน้ำ แต่ถ้าทางรถไฟของรัฐบาลสายแรกของไทยคือกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ซึ่งเปิดให้บริการช่วงแรกกรุงเทพฯ-กรุงเก่า (อยุธยา) เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2439 การมาถึงของทางรถไฟรัฐบาลสายนี้ก็มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวด้วยอยู่เนืองๆ 

ในตอนนั้นมีประเทศที่สร้างรถไฟนำเราไปแล้วหลายประเทศในละแวกเดียวกัน ไม่ว่าจะอินโดนีเซียที่มีก่อนชาวบ้านเขาเลย ตามมาด้วยพม่า มลายู เวียดนาม ซึ่งสยามตอนนั้นยังไม่มีรถไฟเลยแม้แต่สายเดียว 

รัฐบาลตัดสินใจสร้างเส้นกรุงเทพฯ-นครราชสีมา เป็นสายแรก ด้วยเหตุผลทั้งการเมืองที่คุกรุ่นจากการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก รวมถึงภูมิประเทศที่เรียกได้ว่าใกล้กรุงเทพฯ แต่เดินทางยากเสียเหลือเกิน เพราะมีเทือกเขาดงพญาไฟตั้งขวางโคราชกับกรุงเทพฯ เอาไว้ แถมเส้นเดินทางธรรมชาติก็ได้แค่ทางเท้า ไม่ใช่ทางน้ำเหมือนทางเหนือ 

นั่งรถไฟไปโคราช ฝ่าดงพญาเย็นแสนงาม ชมเส้นทางรถไฟสายแรกของไทยที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง
ภาพ : ศิลปวัฒนธรรม

ทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ถูกสร้างไปเรื่อยๆ จนเสร็จบางส่วน เปิดให้ใช้งานได้จากกรุงเทพฯ ถึงกรุงเก่า รัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินด้วยรถไฟเที่ยวแรก จากสถานีกรุงเทพ ถึงสถานีกรุงเก่า (สถานีอยุธยาในปัจจุบัน) ในวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2439 (ถ้านับตามปฏิทินปัจจุบันก็ตรงกับ พ.ศ. 2440) และเปิดให้ประชาชนได้ใช้บริการรถไฟของรัฐบาลเป็นครั้งแรกในอีก 2 วันถัดมา ระหว่างนั้นทางรถไฟก็สร้างผ่านดงพญาไฟ เมืองปากช่อง สีคิ้ว สูงเนิน และถึงสถานีโคราช พร้อมเปิดใช้เต็มสายเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.​ 2443

ดูประวัติยาวนานใช่ไหมครับกว่าจะไปถึงโคราชได้ 

การสร้างรถไฟสมัยนั้นมันไม่ง่ายเลย เครื่องทุ่นแรงก็ไม่ค่อยมี แถมป่าดงก็ไม่ธรรมดา ทั้งสัตว์ร้าย ไข้ป่าสารพัด กว่ารถไฟจะสร้างเสร็จ เรียกได้ว่าเป็นการเปิดเมืองโคราชให้เดินทางเข้าหากรุงเทพฯ ได้อย่างสบาย เส้นทางเดินเท้าเข้าป่าก็เปลี่ยนไปเป็นรางเหล็ก 

ความน่าประทับใจของเส้นทางรถไฟสายโคราชสำหรับเนิร์ดรถไฟอย่างเรา คงเป็นการได้นั่งรถไฟผ่านภูเขาที่ใกล้กรุงเทพฯ มากที่สุด ไปกลับวันเดียวกันได้ มีทัศนียภาพชวนมอง โดยเฉพาะตั้งแต่สถานีมาบกะเบาจนถึงสถานีคลองไผ่ แถมยังมีสถานที่สำคัญที่เล่าเรื่องประวัติศาสตร์กระจายอยู่ตามเส้นทางสายนี้ ระยะทางแค่ 200 กว่ากิโลเมตร ก็ถือว่าครบเครื่องไม่เบาเลยทีเดียว เหมือนชุดอาหารจานใหญ่ที่พร้อมเสิร์ฟให้อิ่มตาอิ่มใจ

นั่งรถไฟไปโคราช ฝ่าดงพญาเย็นแสนงาม ชมเส้นทางรถไฟสายแรกของไทยที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง

ก่อนที่เส้นทางสายนี้จะเปลี่ยนแปลงไปจากการสร้างรถไฟทางคู่ เพื่ออัปเกรดคุณภาพการเดินทางให้ดีขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าต้องเปลี่ยนไปหลายอย่าง เราจะพาทุกคนขึ้นขบวนรถไฟกันไปแบบอาหาร 3 คอร์ส ที่พร้อมเสิร์ฟตั้งแต่อาหารเรียกน้ำย่อย อาหารจานหลัก และของหวาน ทำให้การเดินทางไปโคราชครบเครื่องตั้งแต่ต้นจนจบ

พร้อมแล้ว ออกเดินทางกันได้เลย

Appetizer : กรุงเทพฯ-แก่งคอย

ขบวนรถไฟที่เหมาะกับการนั่งไปโคราชมีหลายขบวน ซึ่งขบวนรถไฟสายอีสานที่ปลายทางสุรินทร์และอุบลราชธานีผ่านสถานีนครราชสีมาทุกขบวน สำหรับคนอยากเริ่มต้นจากกรุงเทพฯ ขบวนที่แนะนำคือรถเร็ว 135 กรุงเทพฯ-อุบลราชธานี ที่ออกจากสถานีกรุงเทพ 06.40 น. ผ่านจุดสำคัญตามเส้นทาง มีหน้าต่าง Open Air ให้สัมผัสอากาศข้างนอกตัวรถได้ รวมถึงไม่พลาดจะถ่ายรูปสถานีสำคัญที่รถไฟผ่าน ก่อนจะเทียบชานชาลาสถานีนครราชสีมาในช่วงเที่ยง 

ช่วงแรกนี้เหมือนเป็นแค่อาหารเรียกน้ำย่อย เส้นทางโดยทั่วไปไม่ได้มีอะไรหวือหวามากนักนอกจากการห้อตะบึงไปตามทุ่งนาของที่ราบภาคกลาง 

สถานที่แรกที่มีร่องรอยประวัติศาสตร์เหลืออยู่ตั้งแต่ออกจากกรุงเทพฯ มา นั่นคือ ‘พลับพลาสถานีบางปะอิน’ 

นั่งรถไฟไปโคราช ฝ่าดงพญาเย็นแสนงาม ชมเส้นทางรถไฟสายแรกของไทยที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง

พลับพลาที่ประทับแห่งนี้เป็นอาคารไม้สักชั้นเดียวสีเหลืองไข่ ผังอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ด้านหน้าหันไปทางทิศตะวันตก มีคลองต่อออกไปถึงพระราชวังบางปะอินได้ หลังคามุงด้วยกระเบื้องว่าว ชายหลังคามีลวดลายฉลุประดับอยู่บนไม้ มีมุขหกเหลี่ยมยื่นมาทางด้านทิศเหนือและทิศใต้ 

บานประตูของพลับพลารวมถึงหน้าต่างประดับกระจกสีลวดลายต่างๆ ทั้งดอกไม้ หญิงสาว นก เรือ กล้องส่องทางไกล ฯลฯ ส่วนด้านบนฝ้าเพดานตกแต่งลวดลายสวยงาม มีพระปรมาภิไธย จปร. ประดับอยู่ด้วยเช่นกัน พลับพลานี้ใช้เป็นที่ประทับ รับรองพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ที่เสด็จพระราชดำเนินทางรถไฟมาบางปะอิน และยังเป็นอีกหนึ่งอาคารสวยงามของสถานีรถไฟที่เราเห็นได้จนถึงทุกวันนี้

นั่งรถไฟไปโคราช ฝ่าดงพญาเย็นแสนงาม ชมเส้นทางรถไฟสายแรกของไทยที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง

ออกจากอยุธยา เส้นทางรถไฟก็จะวางตัวผ่านที่ราบภาคกลาง ผ่าน ‘สถานีชุมทางบ้านภาชี’ เป็นทางแยกระหว่างสายเหนือกับสายอีสาน เมื่อก่อนมีของขึ้นชื่อที่นี่นั่นคือไอติมกะทิบ้านภาชี เป็นไอศกรีมกะทิหวานเจี๊ยบสีขาวในแก้วพลาสติกขนาดพอดี ปักหลอดลงไปตรงกลางแล้วก็ดูดๆ เรียกว่าถ้ามาถึงภาชีแล้วไม่ได้ซื้อไอศกรีมถือว่าภารกิจไม่สำเร็จ 

พอออกจากสถานีบ้านภาชีแล้ว เราก็เข้าสู่เส้นทางสายอีสานอย่างสมบูรณ์ หลังจากวิ่งร่วมกับสายเหนือมาตั้งแต่กรุงเทพฯ เส้นทางผ่านเข้าตัวเมืองสระบุรีมาถึง ‘สถานีชุมทางแก่งคอย’ เป็นสถานีขนาดใหญ่ที่ยังเป็นจุดสุดท้ายของที่ราบภาคกลาง

นั่งรถไฟไปโคราช ฝ่าดงพญาเย็นแสนงาม ชมเส้นทางรถไฟสายแรกของไทยที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง

แก่งคอยเป็นเมืองสำคัญที่เติบโตมาจากรถไฟ ชุมชนตั้งอยู่ริมแม่น้ำป่าสัก ซึ่งเคยเป็นเส้นทางหลักในการคมนาคมก่อนวันที่รถไฟจะมาถึง พอการสร้างทางรถไฟเลยปากเพรียว (สระบุรี) มาถึงแก่งคอย ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายของที่ราบภาคกลาง การสร้างสถานีต้องมีย่านขนาดใหญ่เพื่อรองรับการพักรถไฟ มีโรงรถที่คอยซัพพอร์ตการลากจูงขึ้นภูเขา ซึ่งจะว่าไปแล้ว พอรถไฟมาถึงก็เกิดเป็นแหล่งชุมชนขึ้น จากทั้งคนงาน คนรถไฟ ผสมกับคนที่ตั้งถิ่นฐานเดิมอยู่ ทำให้แก่งคอยเป็นเมืองที่เรียกได้ว่า ‘เติบโตเพราะรถไฟ’ จริงๆ 

ที่สถานีชุมทางแก่งคอย เมื่อเรามองไปทางทิศตะวันออก จะเห็นแนวภูเขาที่ขวางทางรถไฟเอาไว้ นั่นคือเทือกเขาดงพญาเย็น กำแพงธรรมชาติที่เหมือนจะกั้นระหว่างภาคกลางกับภาคอีสาน และแน่นอนว่าทางรถไฟของเราต้องข้ามภูเขานี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นั่งรถไฟไปโคราช ฝ่าดงพญาเย็นแสนงาม ชมเส้นทางรถไฟสายแรกของไทยที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง

Main Course : แก่งคอย ปากช่อง ดงพญาเย็น

ได้เวลาเสิร์ฟอาหารจานหลักแล้ว

จำภูเขาที่มองเห็นจากแก่งคอยได้ไหมครับ

นับย้อนไปก่อนที่รถไฟจะเกิดขึ้นในประเทศไทย การสัญจรจากเมืองโคราชเข้ามาที่กรุงเทพฯ ต้องเดินเท้าผ่านทางเกวียนเก่า แต่การผ่านเขานั้นก็มีช่องที่ผ่านได้แค่ไม่กี่ที่ ถ้าเน้นการค้าและมีเกวียนก็ใช้เส้นทางเข้าช่องตะโก ปราจีนบุรี แปดริ้ว แล้วเข้ากรุงเทพฯ ถ้าแค่เดินเท้าหรือช้างผ่านลงมาตามภูเขาที่สูงชัน ก็จะมีช่องสำราญที่ลำสนธิ ส่วนอีกที่คือช่องดงพญาไฟนี่แหละ แน่นอนว่าทางรถไฟเส้นนี้ใช้แนวเส้นทางช่องดงพญาไฟเพื่อตัดผ่านไปที่ปากช่อง และเป็นจุดสุดท้ายที่เราจะเจอภูเขาสูงของดงพญาไฟ ต่อมาถูกเปลี่ยนชื่อเป็นดงพญาเย็น เพื่อลดความดุดันของป่าซึ่งอุดมไปด้วยสัตว์ร้ายและไข้ป่า 

ล้อเหล็กค่อยๆ เคลื่อนออกจากสถานีชุมทางแก่งคอย พร้อมต้นไม้ที่เริ่มหนาตาขึ้นเรื่อยๆ ช่วงนี้จะรู้สึกว่ารถไฟวิ่งเร็วกว่าเดิม เพราะเป็นทางขึ้นๆ ลงๆ ตามเนินเขา แล้วอยู่ๆ ก็เหมือนรถไฟจะค่อยๆ ไต่สูงขึ้นไป พร้อมความเร็วที่เริ่มลดลงและเสียงคำรามของเครื่องยนต์รถจักรที่ดังขึ้นเรื่อยๆ 

นั่งรถไฟไปโคราช ฝ่าดงพญาเย็นแสนงาม ชมเส้นทางรถไฟสายแรกของไทยที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง

เราอยู่กันที่ ‘เนินทับกวาง’

เนินทับกวาง หรือในปัจจุบันเรียกกันว่า เนินมาบกะเบา อยู่ระหว่างสถานีชุมทางแก่งคอยกับสถานีมาบกะเบา เป็นเนินทางตรงยาวหลายกิโลเมตร ถึงขนาดมองไปท้ายขบวนรถไฟจะเห็นเป็นทางเนินยาวขึ้นมาสูงเรื่อยๆ ที่ปลายเนินนั้นคือ ‘สถานีรถไฟมาบกะเบา’ สถานีที่เหมือนปากทางเข้าป่าของรถไฟ ซึ่งเราต้องบุกตะลุยเข้าดงไปอีกหลายกิโลเมตร 

การตัดทางรถไฟในยุคนั้นไม่ได้มีเทคโนโลยีเทียบเท่าปัจจุบัน การสำรวจต้องเดินเท้าหรือไปโดยช้างค่อยๆ ไล่ไปตามจุดที่ตัดทางผ่านได้ ไม่ชันมากเกินไป ช่วงนี้ใครนั่งรถไฟก็จะตื่นเต้นกันหน่อย เพราะการนั่งรถไฟขึ้นเขาที่มองดูรถไฟเข้าโค้ง จะเห็นทั้งขบวนซ้ายทีขวาที สนุกจะตาย

นั่งรถไฟไปโคราช ฝ่าดงพญาเย็นแสนงาม ชมเส้นทางรถไฟสายแรกของไทยที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง
นั่งรถไฟไปโคราช ฝ่าดงพญาเย็นแสนงาม ชมเส้นทางรถไฟสายแรกของไทยที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง

ผ่านไปราวๆ 5 กิโลเมตรจากสถานีมาบกะเบา สถานที่สำคัญแรกที่เราเจอคือ ‘ผาเสด็จพัก’

ผาเสด็จพักเป็นชะง่อนหินขนาดใหญ่ที่วางตัวซ้อนกัน อยู่ห่างจากทางรถไฟไปไม่กี่เมตร บนหินนั้นมีจารึกพระปรมาภิไธย จปร. (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) สผ. (สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี) และ ร.ศ.115 อันเป็นวันที่ทั้งสองพระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาที่นี่ เพื่อทอดพระเนตรการก่อสร้างทางรถไฟสายโคราช 

ขึ้นขบวนรถไฟไปแบบอาหาร 3 คอร์ส พร้อมเสิร์ฟธรรมชาติและประวัติศาสตร์ ให้การเดินทางไปโคราชครบเครื่องตั้งแต่ต้นจนจบ
ขึ้นขบวนรถไฟไปแบบอาหาร 3 คอร์ส พร้อมเสิร์ฟธรรมชาติและประวัติศาสตร์ ให้การเดินทางไปโคราชครบเครื่องตั้งแต่ต้นจนจบ

มีเรื่องเล่าอยู่ว่า การก่อสร้างทางต้องแผ้วถางต้นไม้และสกัดหินจากภูเขาไปตลอดทาง มีภูเขาหินช่วงหนึ่งที่ไม่สามารถระเบิดได้ คนที่ไประเบิดหินเจ็บป่วยบ้าง ล้มตายบ้าง ชาวบ้านก็ว่าที่นี่มีเจ้าป่าเจ้าเขารักษาอยู่ ถ้าไม่ขอเขาก็ทำอะไรไม่ได้ ความรู้ถึงรัชกาลที่ 5 ก็ทรงให้เอาตราแผ่นดินไปตอกกับต้นไม้ใหญ่ แล้วอยู่ๆ ต้นไม้นั้นก็ยืนต้นตายไป และสร้างศาลเพียงตาไว้ที่ตรงนั้น ถึงได้ระเบิดหินต่อไปได้

นอกจากเรื่องเล่าแล้ว ยังมีเรื่องที่บันทึกเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร

บันทึกของ ลูอิส ไวเลอร์ (Luis Weiler) อดีตผู้บัญชาการรถไฟชาวต่างชาติ สมัยที่ยังเป็นวิศวกรคุมงานก่อสร้างทางรถไฟสายโคราชนั้นได้บอกไว้ว่า

“เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 1896 ได้มีการเตรียมพื้นที่เพื่อรอรับเสด็จพระพุทธเจ้าหลวงที่ตำบลหินลับ ไวเลอร์ได้ทำทางขึ้นลงแบบบันไดมีราวจับ ให้อยู่ใกล้กับหินก้อนใหญ่ที่ยื่นออกมาเพื่อให้พระพุทธเจ้าหลวงทรงจารึกข้อความ และในวันที่ 24 ธันวาคม 1896 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้เสด็จมาเวลาประมาณ 5 นาฬิกา ขบวนรถไฟพระที่นั่งความยาว 3 คันได้มาจอดที่หน้าพลับพลาที่สร้างขึ้นเฉพาะ ก่อนที่จะเสด็จต่อไปอีก 700 เมตรมาถึง กม.136.5 ตรงที่มีชะง่อนหินนี้ พระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยด้วยชอล์ก และทรงตอกหินด้วยพระแสงสิ่วและค้อนทอง ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับวิศวกร เจ้าหน้าที่ ก่อนที่จะเสด็จกลับในเวลา 6.30 นาฬิกา”

ซึ่งต่อมาสถานที่นั้นก็ได้ชื่อว่า ผาเสด็จพัก ตามเหตุการณ์สำคัญนั้นนั่นเอง

ขึ้นขบวนรถไฟไปแบบอาหาร 3 คอร์ส พร้อมเสิร์ฟธรรมชาติและประวัติศาสตร์ ให้การเดินทางไปโคราชครบเครื่องตั้งแต่ต้นจนจบ

ออกจากผาเสด็จพักและสถานีรถไฟผาเสด็จ รถไฟจะผ่านช่องเขาอยู่ช่องหนึ่ง ซึ่งเราจะเห็นได้ด้วยตาว่าก้อนหินนั้นมีเหลี่ยมคมและดูแข็งมากทีเดียว 

พื้นที่นี้ถูกเรียกว่า ‘ตำบลหินลับ’ 

หินลับที่ไม่ได้มาจากคำว่า ลึกลับ แต่มันเป็นหินที่แข็งและนำไปทำเป็นหินลับมีด นี่คือที่มาของชื่อหินลับ 

ไม่ใช่แค่ช่องเขานั้น ตั้งแต่สถานีผาเสด็จจนถึงสถานีหินลับ มีทัศนียภาพที่หากไม่ได้นั่งรถไฟมา เราจะไม่เห็นสิ่งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโรงปูนบริษัท ทีพีไอ โพลีน ที่ซุกตัวอยู่ในหุบเขานั้น ไซโลปูนขนาดใหญ่สูงเด่นชัดจนเหมือนสถานีปล่อยจรวด ดูขัดกับสภาพแวดล้อมรอบข้างที่เป็นต้นไม้เขียว 

ขึ้นขบวนรถไฟไปแบบอาหาร 3 คอร์ส พร้อมเสิร์ฟธรรมชาติและประวัติศาสตร์ ให้การเดินทางไปโคราชครบเครื่องตั้งแต่ต้นจนจบ
ขึ้นขบวนรถไฟไปแบบอาหาร 3 คอร์ส พร้อมเสิร์ฟธรรมชาติและประวัติศาสตร์ ให้การเดินทางไปโคราชครบเครื่องตั้งแต่ต้นจนจบ

นอกจากนั้นแล้ว พื้นที่หินลับก็ยังเป็นสถานที่สำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองอีกด้วย ที่นี่เคยเป็นพื้นที่ปะทะระหว่างทหารฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายกบฏ โดยมีรถไฟเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายกำลังพลด้วย และนายพันเอกพระยาศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ) แม่ทัพฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล ถูกฝ่ายทหารจากกองพันทหารราบที่ 6 ยิงเสียชีวิตในที่รบบริเวณจุดนี้ เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2476 

ขึ้นขบวนรถไฟไปแบบอาหาร 3 คอร์ส พร้อมเสิร์ฟธรรมชาติและประวัติศาสตร์ ให้การเดินทางไปโคราชครบเครื่องตั้งแต่ต้นจนจบ

จากสถานีหินลับออกมาทางรถไฟ เริ่มเลาะออกไปทางขอบเขาและเห็นแอ่งขนาดใหญ่จากหน้าต่าง เราจะรู้สึกได้ว่ารถไฟค่อยๆ เพิ่มความเร็วขึ้นเหมือนกำลังลงเขา เมื่อมองไปข้างหน้าจะเห็นแอ่งมวกเหล็กอยู่ด้านหน้านั้น

‘แอ่งมวกเหล็ก’ เป็นที่ตั้งของอำเภอมวกเหล็กและสถานีรถไฟมวกเหล็ก ด้วยสภาพภูมิศาสตร์เป็นแอ่งกระทะอยู่ระหว่างขอบสองขอบ ด้านตะวันตกเป็นเทือกเขาดงพญาเย็น ด้านตะวันออกเป็นเนินกลางดงที่ยกตัวขึ้นแล้วค่อยๆ ลาดเอียงไปทางปากช่อง ด้วยความสูงของขอบแอ่งกระทะฝั่งกลางดงนั้น ทำให้ทางรถไฟยกข้ามไปตรงๆ ไม่ได้ จำเป็นต้องวกไปตามห้วยมวกเหล็ก แล้วโค้งตวัดกลับมาจนเป็นรูปตัว U ก่อนจะค่อยๆ ไต่เขาขึ้นไปจนถึงขอบแอ่งกระทะนั้น ถ้ายังนึกภาพไม่ออก ให้เปิด Google Maps แล้วหาสถานีรถไฟมวกเหล็ก ค่อยๆ ดูตามแผนที่ทางรถไฟ จะเห็นโค้งรูปเกือกม้านั้นได้อย่างชัดเจน

ขึ้นขบวนรถไฟไปแบบอาหาร 3 คอร์ส พร้อมเสิร์ฟธรรมชาติและประวัติศาสตร์ ให้การเดินทางไปโคราชครบเครื่องตั้งแต่ต้นจนจบ
ขึ้นขบวนรถไฟไปแบบอาหาร 3 คอร์ส พร้อมเสิร์ฟธรรมชาติและประวัติศาสตร์ ให้การเดินทางไปโคราชครบเครื่องตั้งแต่ต้นจนจบ

ตรงนี้แหละเป็นจุดที่เราชอบมาก ทางรถไฟโค้งตวัดอยู่นานทีเดียว แล้วถ้าช่วงฤดูไหนที่ต้นไม้ไม่หนาทึบ เราจะมองเห็นสถานีรถไฟมวกเหล็กไกลๆ ผ่านพงไม้ค่อยๆ ต่ำลงไป ก่อนจะลับสายตาเมื่อขบวนรถไฟตีโค้งไปทางทิศตะวันออกสู่ขอบแอ่ง จากนั้นทางรถไฟก็จะพาดตัวยาวผ่านกลางดง ปางอโศก ไปถึงจุดสูงที่สุดของทางรถไฟสายโคราช และนับเป็นจุดที่สูงที่สุดของทางรถไฟสายอีสานทั้งเส้น

ขึ้นขบวนรถไฟไปแบบอาหาร 3 คอร์ส พร้อมเสิร์ฟธรรมชาติและประวัติศาสตร์ ให้การเดินทางไปโคราชครบเครื่องตั้งแต่ต้นจนจบ

ที่นี่คือมอหลักหิน’ ตั้งอยู่ระหว่างสถานีปางอโศกและสถานีบันไดม้า จุดสูงสุดนี้มีหลักหมุดศิลาตั้งไว้ มีข้อความจารึกว่า 

“ที่หมายในการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จทอดพระเนตรปลายทางรถไฟทำถึงที่นี้ เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม รัตนโกสินทร์ศก 117” 

มอหลักหินไม่ได้เป็นจุดหลักในการสังเกตเท่าไหร่ หลายครั้งที่รถไฟวิ่งผ่านไปแล้วเพิ่งสังเกตเห็นว่า มีทั้งศาลและพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 ขนาดไม่ใหญ่มากตั้งอยู่ตรงนั้น หากเรายืนอยู่ที่มอหลักหินและมองไปที่ทางรถไฟ จะเห็นทางรถไฟจากทั้งสองฝั่งอย่างชัดเจน และเมื่อเลยจากจุดนี้ไปทางรถไฟจะลดต่ำลงเรื่อยๆ เพื่อเข้าสู่ ‘สถานีปากช่อง’ ก็ถือได้ว่าสิ้นสุดการบุกป่าฝ่าดงพญาเย็น

ขึ้นขบวนรถไฟไปแบบอาหาร 3 คอร์ส พร้อมเสิร์ฟธรรมชาติและประวัติศาสตร์ ให้การเดินทางไปโคราชครบเครื่องตั้งแต่ต้นจนจบ

Dessert : จากลำตะคองสู่หัวรถไฟ

เราเดินทางมาถึงอาหารจานสุดท้ายแล้ว ของหวานเริ่มต้นขึ้นหลังรถไฟเคลื่อนตัวออกจากสถานีปากช่อง อาจจะยังไม่เห็นภาพเท่าไหร่ จนเมื่อรถไฟผ่านสถานีจันทึกไปแล้ว 

จากดงพญาเย็นที่เราอยู่ท่ามกลางขุนเขาและป่าไม้ ตรงนี้แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด เพราะเป็นทุ่งกว้างขนาดใหญ่ เห็นภูเขารูปทรงเหมือนมีดอีโต้อยู่ไกลๆ และสิ่งที่ทำให้ทัศนียภาพตรงนี้แปลกตากว่าที่อื่นคือ แหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่คั่นระหว่างทุ่งหญ้าริมทางรถไฟกับภูเขารูปมีดอีโต้ มองเห็นได้ตั้งแต่สถานีซับม่วง จันทึก ถึงคลองขนานจิตร

ที่นี่คือ ‘ลำตะคอง’

ขึ้นขบวนรถไฟไปแบบอาหาร 3 คอร์ส พร้อมเสิร์ฟธรรมชาติและประวัติศาสตร์ ให้การเดินทางไปโคราชครบเครื่องตั้งแต่ต้นจนจบ

ทางรถไฟสายอีสานช่วงระหว่างสถานีจันทึกกับสถานีคลองไผ่นั้นตัดเลียบลำน้ำลำตะคองไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ออกจากปากช่อง ฝั่งตรงข้ามของลำตะคองคือถนนสายสระบุรี-นครราชสีมา หรือต่อมาที่เรียกกันว่าถนนมิตรภาพ เส้นทางคมนาคมสู่โคราชทั้งสองมุ่งตรงไปที่โตรกช่องเขาแห่งหนึ่ง เพื่อเข้าสู่ตำบลคลองไผ่เพื่อเข้าสู่พื้นที่ราบโคราช

ต่อมาราวๆ ต้น พ.ศ. 2500 ได้มีโครงการสร้างเขื่อนลำตะคองขึ้น เมื่อมีการกั้นลำน้ำ จึงทำให้พื้นที่ระหว่างภูเขาสองลูกกลายเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ และแน่นอนว่าทั้งทางรถไฟสายอีสานและถนนมิตรภาพต้องจมอยู่ใต้น้ำแน่นอน

ทำให้ทั้งทางรถไฟและถนนต้องย้ายแนวกันยกใหญ่ ถนนมิตรภาพนั้นถูกยกขึ้นไปไว้บนฟากเขายายเที่ยง ส่วนทางรถไฟเปลี่ยนแนวเส้นทางตั้งแต่สถานีจันทึก ขึ้นไปบนเขาลูกตรงข้ามกับเขายายเที่ยง มีสถานีรถไฟหนึ่งแห่งบนนั้นชื่อว่า ‘สถานีคลองขนานจิตร’ เป็นสถานีที่ไม่ได้มีภารกิจด้านการโดยสารเลย แต่มีไว้เพื่อหลีกขบวนรถเท่านั้น 

สมัยเด็กๆ เราเคยนั่งรถไฟมาเที่ยวที่สถานีนี้ สิ่งมีชีวิตที่อยู่ที่นั่นมีแค่นายสถานี เจ้าหน้าที่ และสุนัขฝูงหนึ่งเท่านั้น ที่สำคัญ เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ที่นั่นต้องใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ และใช้น้ำจากตู้รถไฟขนน้ำที่มาจากสถานีปากช่อง ซึ่งความกันดารนั้นแตกต่างจากฝั่งถนนมิตรภาพอย่างเห็นได้ชัด แต่สิ่งที่เป็นเสน่ห์ของสถานีรถไฟคลองขนานจิตรก็คือ วิวเขื่อนลำตะคองที่สวยงามที่สุด สวยยิ่งกว่ามองเขื่อนจากฝั่งถนนเสียอีก

ขึ้นขบวนรถไฟไปแบบอาหาร 3 คอร์ส พร้อมเสิร์ฟธรรมชาติและประวัติศาสตร์ ให้การเดินทางไปโคราชครบเครื่องตั้งแต่ต้นจนจบ
ขึ้นขบวนรถไฟไปแบบอาหาร 3 คอร์ส พร้อมเสิร์ฟธรรมชาติและประวัติศาสตร์ ให้การเดินทางไปโคราชครบเครื่องตั้งแต่ต้นจนจบ

ฝั่งตรงข้ามสถานีคลองขนานจิตร คือจุดพักรถสวนสุรนารี มองขึ้นไปเห็นกังหันลมเขายายเที่ยงขนาดใหญ่อยู่บนยอดเขานั้น มองไปทางซ้ายเราจะเห็นถนนที่ยกตัวสูงบริเวณคลองไผ่ แต่ถ้าหากมองไปทางขวา เราจะเห็นแนวเขาค่อยๆ เขยิบออกห่างไป มีท้องน้ำกว้างของลำตะคองแทรกอยู่ตรงกลาง มองไกลจนสุดสายตาสลับกับทุ่งหญ้าและต้นไม้ใหญ่ที่อยู่เป็นหย่อมๆ ยิ่งโดยเฉพาะช่วงบ่ายจนถึงเย็น วิวลำตะคองจะสวยที่สุดจากสีน้ำที่เป็นสีครามตัดกับภูเขาสีเขียว

เมื่อผ่านลำตะคองมาแล้ว ทางรถไฟไม่ได้มีอะไรที่ตื่นตาตื่นใจเท่าไหร่ มันปุเลงไปตามที่ราบแอ่งโคราช ผ่านหลักหินอีกแห่งระหว่างสถานีสีคิ้วกับสถานีสูงเนิน ถ้ามองจากทางรถไฟจะสังเกตได้ค่อนข้างยาก ซึ่ง ณ จุดนี้เป็นที่ซึ่งรัชกาลที่ 5 เสด็จทอดพระเนตรปลายรางตอนก่อสร้างเมื่อวันที่ 11 มกราคม ร.ศ. 118 

ขึ้นขบวนรถไฟไปแบบอาหาร 3 คอร์ส พร้อมเสิร์ฟธรรมชาติและประวัติศาสตร์ ให้การเดินทางไปโคราชครบเครื่องตั้งแต่ต้นจนจบ

จากนี้ไป สิ่งที่น่าสนใจและพร้อมเป็นของหวานจานสุดท้าย นั่นคือสถานีรถไฟ

สถานีรถไฟโดยทั่วไปในเส้นทางนี้เป็นอาคารไม้ชั้นเดียว นั่นเป็นอาคารในยุคหลังที่สร้างทดแทนอาคารดั้งเดิม ซึ่งถ้าเราสังเกตดีๆ ตั้งแต่สถานีคลองไผ่ไปจนถึงนครราชสีมา จะมีอาคารสถานีที่แปลกตาอยู่ด้วยกัน 2 ที่
‘สูงเนิน’ และ ‘โคกกรวด’

ทั้ง 3 แห่งนี้คืออาคารสถานียุคดั้งเดิมตั้งแต่มีการสร้างรถไฟสายโคราช เป็นอาคารไม้สองชั้น มีหลังคาหน้าพร้อมหน้าจั่ว ราวระเบียงเป็นไม้ ด้านโถงรอการโดยสารเปิดโล่งให้อากาศถ่ายเท นับได้ว่าเป็น 3 อาคารทรงคุณค่าและดั้งเดิมที่สุดที่ยังเหลืออยู่จากอดีต ควรค่าแก่การอนุรักษ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานีสูงเนินที่มีถังเติมน้ำรถจักรไอน้ำยืนตระหง่านคู่กับสถานีอีกด้วย

เป็นเรื่องน่าดีใจที่สูงเนินมีเครือข่ายชุมชนที่ต้องการอนุรักษ์อาคารสถานีแห่งนี้เอาไว้ให้เป็นหน้าประวัติศาสตร์ มีการบูรณะอาคารเก่าของสถานีรถไฟด้านหลัง พร้อมให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชนที่เจริญเติบโตขึ้นได้เพราะการมาถึงของรถไฟสายนี้

สำหรับโคกกรวด เป็นเพียงแค่สถานีย่อยระหว่างทาง ซึ่งเราเองก็ยังมองภาพไม่ออกว่า เมื่อมีการสร้างรถไฟทางคู่มาถึงจุดนี้แล้ว สถานีจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ จะมีการอนุรักษ์มันไว้ หรือรื้อทิ้งลงให้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ ทั้งที่ควรจะเก็บรักษาเอาไว้ในฐานะอาคารเก่าแก่สำคัญ

ราวๆ เที่ยง ทัศนียภาพนอกหน้าต่างเริ่มเปลี่ยนไป ตึกรามบ้านช่องเริ่มหนาตามากขึ้น รถไฟเดินทางมาถึง ‘สถานีนครราชสีมา’ โดยสวัสดิภาพ และจอดเทียบชานชาลาสถานี

ในตัวเมืองนครราชสีมามีสถานีรถไฟด้วยกัน 2 ที่

ที่แรกเป็นสถานีหลักประจำจังหวัด ชื่อว่าสถานีนครราชสีมา เป็นต้นทางของรถไฟท้องถิ่นหลายสาย มุ่งหน้าไปขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย ลำชี และอุบลราชธานี รวมถึงเป็นสถานีพักระหว่างทางของรถโดยสารที่จะต้องเติมน้ำมันเชื้อเพลิง เติมน้ำใช้ และตรวจเช็กความเรียบร้อยก่อนเดินทางต่อ

ที่ที่ 2 เป็นสถานีรองอยู่ใกล้กับศูนย์ราชการ ศาลากลาง และอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีที่สุด ชื่อว่าสถานีชุมทางถนนจิระ สถานีที่ทำหน้าที่เป็นจุดแยกระหว่างทางรถไฟสายอุบลราชธานีและสายหนองคาย
 

ขึ้นขบวนรถไฟไปแบบอาหาร 3 คอร์ส พร้อมเสิร์ฟธรรมชาติและประวัติศาสตร์ ให้การเดินทางไปโคราชครบเครื่องตั้งแต่ต้นจนจบ

สถานีนครราชสีมาแต่ดั้งแต่เดิมมีชื่อว่า ‘สถานีโคราช’ เปิดใช้งานเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.​ 2443 โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินมาพร้อมการเปิดทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-โคราช ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็นสถานีนครราชสีมาใน พ.ศ. 2477 สถานีเดิมนั้นเป็นอาคารไม้ถูกทิ้งระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และสร้างอาคารคอนกรีตขึ้นมาทดแทนเพื่อใช้งานจนถึงปัจจุบัน

ที่นี่เป็นที่ตั้งของที่ทำการฝ่ายการเดินรถส่วนภูมิภาคนครราชสีมา เป็นที่ตั้งของโรงรถจักรใหญ่ที่สุดในสายอีสาน ซึ่งยังมีวงเวียนกลับรถและตู้รถไฟไม้สมัยรัชกาลที่ 5 ที่ใช้กับขนาดความกว้างทาง 1.435 เมตร ซึ่งเป็นขนาดความกว้างทางรถไฟแรกเริ่มของสายนี้

ขึ้นขบวนรถไฟไปแบบอาหาร 3 คอร์ส พร้อมเสิร์ฟธรรมชาติและประวัติศาสตร์ ให้การเดินทางไปโคราชครบเครื่องตั้งแต่ต้นจนจบ

ตู้รถไฟสมัยรัชกาลที่ 5 – 6 สำหรับทางกว้าง 1.435 เมตร และเป็นรถไม้ ปัจจุบันรักษาให้เป็นห้องประชุมในโรงรถจักรนครราชสีมา

สถานีนครราชสีมาถูกเรียกกันลำลองว่า ‘หัวรถไฟ’ เราก็ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใดเขาถึงเรียกว่าหัวรถไฟ เป็นเพราะว่าที่นี่มีโรงเก็บหัวรถไฟ หรือเพราะหัวรถจักรไอน้ำที่ตั้งอยู่ด้านหน้าสถานี

รถจักรไอน้ำฮาโนแมก หมายเลข 261 ตั้งอยู่ด้านหน้าสถานีรถไฟนครราชสีมา คอยต้อนรับคนที่เดินทางมาขึ้นรถไฟหรือผ่านไปผ่านมา สร้างโดยบริษัทฮาโนแมก ประเทศเยอรมนี นำออกใช้การเมื่อ พ.ศ. 2471 และตัดบัญชีเมื่อ พ.ศ. 2511 

ในสมัยก่อนที่รถจักรดีเซลจะทำหน้าที่บนเส้นทางสายหลัก เจ้ารถจักรไอน้ำฮาโนแมกนี่แหละที่เคยเป็นเจ้าพ่อประจำสาย ก่อนจะเกษียณตัวเอง และมาอยู่เฝ้าดูลูกหลานทำงานบนรางเหล็กต่อไป

ขึ้นขบวนรถไฟไปแบบอาหาร 3 คอร์ส พร้อมเสิร์ฟธรรมชาติและประวัติศาสตร์ ให้การเดินทางไปโคราชครบเครื่องตั้งแต่ต้นจนจบ

การเดินทางจากกรุงเทพฯ-นครราชสีมา บนเส้นทางรถไฟรัฐบาลสายแรกของไทยก็สิ้นสุดลงแล้ว ในวันนี้มันยังคงมีความขลัง เรื่องราวประวัติศาสตร์ และทัศนียภาพสวยงาม แม้ว่าเวลาที่เราใช้บนรถไฟนั้นจะมากถึง 5 ชั่วโมงก็ตาม

ทำไมเราถึงพาทุกคนมาในวันนี้ก่อน 

เพราะว่าตอนนี้มีการอัปเกรดทางรถไฟสายโคราชใหม่ ให้กลายเป็นรถไฟทางคู่ วิ่งสวนกันได้ไม่ต้องรอหลีก ซึ่งการมาถึงของรถไฟทางคู่นี้ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมากกับทางรถไฟ ตั้งแต่ช่วงสถานีมาบกะเบาจนถึงสถานีนครราชสีมา จากที่เคยต้องลัดเลาะไปตามเขา ก็เปลี่ยนใหม่เป็นลอดอุโมงค์ ตรงไหนที่เป็นหุบเขาหรือเป็นแอ่งก็ทำสะพานข้ามไป ซึ่งจะทำให้เวลาในการเดินทางลดเหลือเพียง 3 ชั่วโมงเศษๆ เท่านั้น

นอกจากนั้นแล้ว ยังรวมถึงการคืบเข้ามาของรถไฟความเร็วสูงสายแรกของประเทศไทย ตั้งต้นจากกรุงเทพฯ มาถึงสถานีนครราชสีมาแห่งนี้ นั่นก็จะทำให้เส้นทางรถไฟประวัติศาสตร์สายนี้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากทีเดียว

ขึ้นขบวนรถไฟไปแบบอาหาร 3 คอร์ส พร้อมเสิร์ฟธรรมชาติและประวัติศาสตร์ ให้การเดินทางไปโคราชครบเครื่องตั้งแต่ต้นจนจบ
ขึ้นขบวนรถไฟไปแบบอาหาร 3 คอร์ส พร้อมเสิร์ฟธรรมชาติและประวัติศาสตร์ ให้การเดินทางไปโคราชครบเครื่องตั้งแต่ต้นจนจบ

เกร็ดท้ายขบวน

  1. ในช่วงปลาย พ.ศ.​ 2564 การเดินทางด้วยรถไฟออกต่างจังหวัดจะใช้สถานีกลางบางซื่อ แทนสถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) อาจะทำให้อาหารเรียกน้ำย่อยอร่อยกว่าเดิมก็ได้
  2. หากใครอยากนั่งรถไฟมาโคราช เราแนะนำว่าให้นั่งรถไฟขามา และนั่งรถทัวร์ขากลับ จะช่วยพยุงร่างกายให้ไม่เหนื่อยล้าจนเกินไปได้

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load