สถานีรถไฟกรุงเทพ ไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานีรถไฟที่ให้เราเริ่มต้นการเดินทาง แต่ยังเป็นพื้นที่กักเก็บเรื่องราวต่างๆ ของกรุงเทพฯ รถไฟ ชุมชน สังคม นับตั้งแต่สถานีนี้เริ่มบทบาทเมื่อ 100 กว่าปีก่อน มันคือสัญลักษณ์การเดินทางด้วยรถไฟมาอย่างยาวนาน จนเป็นภาพจำแล้วว่าถ้าขึ้นรถไฟ ต้องมาที่เจ้าตึกทรงยุโรปหลังคาโค้งเป็นรูปครึ่งวงกลม

เรื่องราวของรถไฟในประเทศไทยมีมากมายจนหาศึกษาได้ไม่รู้จบ ทั้งเรื่องทางเทคนิค สังคม ศิลปะ รวมถึงประวัติศาสตร์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปจนกระทั่งการรถไฟฯ ได้เริ่มตั้งมูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟขึ้นมา เพื่อรวบรวมประวัติศาสตร์และเรื่องราวต่างๆ ให้คนที่สนใจเข้ามาศึกษา จึงเริ่มต้นโดยการตั้งพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ที่ด้านหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ

พิพิธภัณฑ์รถไฟที่นี่ไม่ได้เป็นพิพิธภัณฑ์อย่างที่ยิ่งใหญ่มีรถไฟมาจอด เริ่มต้นตั้งไข่โดยมูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักในการจัดหาทุนเพื่อก่อตั้งและดำเนินกิจการพิพิธภัณฑ์รถไฟไทยในอนาคต จัดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ ศึกษาแลกเปลี่ยน ค้นคว้า วิจัย การวิวัฒนาการและพัฒนากิจการขนส่งระบบทางราง รวมถึงสนับสนุน ส่งเสริมให้มีการนำวิทยาการขนส่งระบบทางรางเพิ่มมากขึ้น

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟซุกตัวอยู่ด้านหน้าสถานีกรุงเทพ เมื่อเราหันหน้าเข้าหาตัวสถานที่คลาสสิกนี้ ด้านซ้ายมือคือที่ตั้งของมูลนิธิฯ

ที่นี่เปิดทำการเฉพาะวันอังคารถึงวันเสาร์ ตั้งแต่ 10.00 -18.00 น.

ด้านหลังประตูกระจกคือพื้นที่จัดแสดงของเก่า เครื่องใช้เก่า ที่เคยใช้ในกิจการรถไฟมาตั้งแต่อดีต มีหลายอย่างที่เชื่อว่าหลายๆ คนเคยได้จับ ได้สัมผัส และไม่ได้เห็นมานาน

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย
มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย
มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

บางอย่างไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต

บางอย่างไม่เคยคิดว่ามันจะอยู่บนรถไฟ

และบางอย่างที่ยังเห็นใช้อยู่ แต่ก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร

เมื่อเข้ามาแล้วไม่รู้จะเริ่มดูอะไรก่อน เราจะขอเป็นไกด์พาทุกคนไปดูสิ่งที่น่าสนใจกัน

เครื่องทางสะดวก

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย
มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

อุปกรณ์เหมือนตู้เพลงทำด้วยเหล็กสีเขียว 2 ชิ้นวางอยู่ห่างกันชวนให้สงสัยว่ามันคืออะไร นี่คือเครื่องขอและคืนทางสะดวก ใช้สำหรับการจัดการเดินรถไฟระหว่าง 2 สถานีด้วยระบบดั้งเดิม เครื่องทั้งสองจับคู่สื่อสารกันผ่านสายสัญญาณที่ขึงไปตามข้างทางรถไฟ เมื่อกดปุ่มที่เครื่องหนึ่ง จะไปดังอีกเครื่องหนึ่ง แม้ว่าทั้งสองสถานีจะห่างไกลกันนับสิบกิโลเมตร นายสถานีทั้งสองแห่งต้องเข้าใจโค้ดการเคาะสัญญาณในแต่ละครั้ง เพื่อเตรียมทางสะดวกให้กับขบวนรถไฟ เมื่อการขอทางเสร็จสมบูรณ์ ลูกตราทางสะดวกก็จะหล่นลงมา เป็นหลักฐานการได้รับ ‘ทางสะดวก’ ให้ขบวนรถไฟเดินทางต่อไปได้อย่างปลอดภัย ในปัจจุบันยังมีการใช้เครื่องชนิดนี้อยู่ในเส้นทางที่ขบวนรถยังไม่หนาแน่นหรือเส้นทางแยก และกำลังจะค่อยๆ หายไป เมื่อโครงข่ายรถไฟเปลี่ยนระบบอาณัติสัญญาณให้เป็นระบบอัตโนมัติทั่วประเทศ

ตั๋วหนา

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย
มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

ตั๋วรถไฟรุ่นเก่าที่อยู่ในรูปแบบของกระดาษแข็งสีสันสวยงามหลากหลายลวดลายถูกมัดไว้เป็นชุดๆ เก็บรักษาไว้ในตู้กระจก บนหน้าตั๋วแสดงต้นทาง-ปลายทาง พร้อมราคาและตัวเลือกพิเศษของตั๋วนั้น เช่น ชั้นสาม ชั้นสอง ชั้นหนึ่ง รถปรับอากาศ รถนอน ค่าธรรมเนียมรถด่วน ค่าธรรมเนียมรถเร็ว ราคาพิเศษ หรือแม้แต่ตั๋วไปกลับ ซึ่งตั๋วเหล่านี้ถูกพิมพ์ขึ้นมาเพื่อใช้งานจริง โดยในสมัยก่อนนั้นเราไม่สามารถออกตั๋วรถไฟแบบใบต่อใบได้เหมือนในยุคตั๋วคอมพิวเตอร์ การพิมพ์ตั๋วต้องสต็อกเอาไว้เป็นชุดๆ ชุดละ 100 ใบ และเมื่อสถานีใดจะใช้ก็ต้องไปเบิกมาเท่านั้น จนเวลาผ่านไปวิวัฒนาการการสำรองที่นั่งเปลี่ยนไปใช้คอมพิวเตอร์ ตั๋วเหล่านี้ก็ต้องยุติหน้าที่ลง ทั้งหมดถูกเก็บเอาไว้สำหรับจัดแสดง และมีบางส่วนนำมาขายเป็นที่ระลึกสำหรับนักสะสมอีกด้วย ในราคาใบละ 30 บาท

ตู้เก็บตั๋วและเครื่องแสตมป์ตั๋ว

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย
มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

ตู้ไม้รูปร่างสูงมีบานประตูเปิดได้ที่ดูเหมือนแค่ตู้ไม้ธรรมดาๆ เมื่อเปิดบานประตูนั้นก็จะเจอกับตั๋วหนาถูกจัดไว้ในช่อง มีชื่อสถานีรถไฟกำกับเอาไว้ และตั๋วที่ถูกบรรจุไว้ในช่องนั้นถูกจัดวางไว้เอียงๆ ใบล่างสุดแลบออกมามากกว่าใบอื่นๆ ซึ่งถ้ามันถูกดึงออกมา ใบต่อไปก็จะอยู่ในอิริยาบถเดียวกัน นี่ไม่ใช่แค่ตู้ใส่ตั๋วธรรมดา แต่ยังทำหน้าที่เป็นเคาน์เตอร์ขายตั๋วอีกด้วย

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

การขายตั๋วรถไฟในยุคก่อนนั้น เจ้าตู้นี้จะอยู่หลังช่องสำหรับขายตั๋วในตำแหน่งที่เจ้าหน้าที่สามารถยืนปฏิบัติงานได้สะดวก แค่ก้มลงไปหยิบตั๋ว ลุกขึ้นมาเอาตั๋วใบเล็กสอดเข้าไปในเครื่องแสตมป์ตั๋วรูปร่างสันทัดเพื่อประทับตราวันที่ลงไป เมื่อเจ้าเครื่องนั้นดีดตัวกลับมาก็เกิดเสียง “ปั้ง” คล้ายกับอะไรสักอย่างถูกตี ด้วยความชำนิชำนาญของคนขายตั๋ว การสอดตั๋วจะรวดเร็วมากเป็นจังหวะที่ดีพร้อมเสียง “ปั้ง ปั้ง ปั้ง ปั้ง” เหล่าบรรดาผู้โดยสารเรียกว่า ‘การตีตั๋ว’ กิจกรรมนี้เกิดขึ้นหลายสิบปีจนตรายางเข้ามาแทนที่ เสียงดังจากเครื่องแสตมป์ตั๋วก็หายไป แต่คำว่า ‘ตีตั๋ว’ ก็ยังถูกใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน

เครื่องครัวในรถเสบียงและโรงแรมรถไฟ

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย
มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย
มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

เครื่องใช้เซรามิกสีขาวแตกลายงาประดับตราครุฑ เคยถูกใช้ในตู้เสบียงและโรงแรมรถไฟมาก่อน มีทั้งจาน ชาม อ่างล้างมือ โถข้าว ถังแช่ไวน์ รวมถึงเครื่องใช้ทองเหลืองทั้งช้อน ส้อม มีด ช้อนชา ถูกเก็บรักษาไว้ในตู้ไม้ แต่ต้องสังเกตดีๆ เพราะว่าของแท้และดั้งเดิมต้องเป็นการพิมพ์ลายรูปตราครุฑ เนื่องจากในยุคก่อน พ.ศ. 2494 การรถไฟมีสถานะเป็นกรมรถไฟหลวงโดยมีครุฑเป็นสัญลักษณ์

โคมตะเกียง

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

ตะเกียงสีดำขนาดต่างๆ กัน เคยถูกใช้งานในกิจการรถไฟมาก่อน อันเล็กเป็นโคมที่ใช้แทนธงเขียวและธงแดงในเวลากลางคืน ข้างในเป็นไส้ตะเกียงที่ต้องจุดไฟโดยใช้น้ำมันก๊าดเป็นเชื้อเพลิง ข้างในมีกลไกมือหมุนที่สลับสีกระจกแก้วเขียวและแดงได้ เมื่อไฟส่องกระทบกับกระจกแก้วสีเขียวสีแดงแล้ว จะทำหน้าที่เหมือนเป็นไฟฉายให้สัญญาณมือกับขบวนรถไฟ ซึ่งในเวลาต่อมา ตะเกียงเหล่านี้ก็ถูกแทนที่ด้วยไฟฉายที่ปรับสีได้แทน

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

และนอกจากโคมตะเกียงมือแล้ว ยังมีโคมที่ใช้สำหรับติดท้ายตู้รถไฟเพื่อเป็นสัญญาณไฟท้ายในเวลากลางคืน รวมถึงตะเกียงขนาดใหญ่ที่ใช้ติดตั้งบนเสาสัญญาณหางปลา (Semaphore Signal) ซึ่งทำหน้าที่เป็นสัญญาณจราจรของรถไฟอีกด้วย

สมุดกำหนดเวลาเดินรถ

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

สมุดเล่มนี้คือไทม์แมชชีน มันกำหนดเวลาเดินรถไฟ ในยุคสมัยที่มีรถจักรไอน้ำกับรถจักรดีเซลรุ่นแรกๆ วิ่งกันอยู่เต็มทุกเส้นทาง หากปัจจุบันเราใช้เวลาเดินทางไปเชียงใหม่ 13 ชั่วโมง แต่สมัยก่อนนั้นใช้เวลาเดินทางเกือบวัน

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

เมื่อเปิดไปแต่ละหน้าก็จะเห็นรายชื่อสถานีครบทุกแห่งไล่ไปเรื่อยๆ พร้อมข้อมูลหลักกิโลเมตร ความยาวทางหลีกของสถานี พร้อมเวลาของขบวนรถไฟแต่ละขบวนที่ระบุเวลาถึง-ออก หรือแม้แต่ขบวนที่ไม่จอดก็ระบุเวลาเอาไว้ด้วย เพื่อเป็นคัมภีร์ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งรถไฟหลายขบวนที่อยู่ในสมุดเล่มนี้ไม่ได้ให้บริการแล้วในปัจจุบัน บางขบวนก็ยังวิ่งอยู่ แต่เปลี่ยนเลขขบวนและปรับเวลาให้เร็วขึ้นตามการใช้ประเภทรถที่มีสมรรถนะสูงขึ้น รวมถึงข้อมูลการลากจูงของรถจักรไอน้ำรุ่นต่างๆ ด้วย ว่าแต่ละสาย แต่ละโซน ลากได้สูงสุดกี่หน่วยลากจูง เรียกได้ว่านี่คือคัมภีร์คนทำงานที่แท้ทรู

ป้ายเตือนความปลอดภัย

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

ในสถานีรถไฟมีป้ายเตือนสารพัดรูปแบบสำหรับบอกผู้โดยสารว่าต้องปฏิบัติตัวยังไง อะไร แบบไหน ถึงจะปลอดภัยกับการเดินทางด้วยรถไฟ ซึ่งในแต่ละยุคสมัยก็มีรูปแบบของงานอาร์ตแตกต่างกันไป แต่ที่ตรึงใจมากที่สุดคงไม่พ้นภาพชุดที่ดูเหมือนการ์ตูนสยองขวัญ ซึ่งดูแล้วไม่กล้าประมาทเลย

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

ภาพเซ็ตนี้มีจิตรกรทั้งหมด 2 ท่าน ถ้าไม่สังเกตในรายละเอียดจะมองไม่ออกเลย เพราะลายเส้นมีความคล้ายคลึงกันมาก จิตรกรท่านแรกชื่อคุณศุภารัตน์ ภาพถูกเผยแพร่เมื่อ พ.ศ. 2508 และท่านที่สองชื่อคุณศักดา ภาพถูกเผยแพร่ใน พ.ศ 2511 มีข้อสังเกตว่า รูปของคุณศุภารัตน์มีขอบสีดำที่ริมกระดาษ ส่วนรูปของคุณศักดาใช้ขอบสีขาว

ทั้งสองท่านถ่ายทอดผลที่เกิดจากความประมาทและอันตราย หากไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของรถไฟได้เป็นอย่างดี เช่น ไม่นั่งบนหลังคารถไฟ ไม่เดินข้ามทางรถไฟในระยะกระชั้นชิด ไม่นอนบนทางรถไฟ ไม่ทำลายสายสื่อสาร ไม่ขว้างปาขบวนรถไฟ อย่าเดินชิดขอบชานชาลา อย่าใช้บันไดเป็นที่โดยสาร ห้ามขับรถตัดหน้ารถไฟ เป็นต้น

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

ภาพชุดนี้ถือได้ว่ามีความคลาสสิกในลายเส้น การนำเสนอ แต่ก็แฝงไว้ด้วยความรุนแรงแบบตรงไปตรงมา ชนิดที่เรียกว่าเด็กเห็นมีร้องไห้แน่นอน

โทรศัพท์ควบคุมการเดินรถ

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

อุปกรณ์ขนาดใหญ่ที่มีปุ่มกดวางเรียงตัวกันอยู่เต็ม พร้อมลำโพงและไมโครโฟน สิ่งนี้คือโทรศัพท์ที่พนักงานควบคุมการเดินรถ หรือที่ภาษารถไฟเรียกว่า ‘แคเรีย’ ใช้สำหรับติดต่อสถานีต่างๆ ในเส้นทางที่ตัวเองรับผิดชอบ เพื่อทำหน้าที่จัดการจราจรของขบวนรถไฟที่วิ่งอยู่ในเส้นทางนั้น

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

ปุ่มกดมีตัวย่อของสถานีในเส้นทางระบุเอาไว้ ถ้าจะติดต่อสถานีไหนก็กดไปที่สถานีนั้นและติดต่อกัน หรือถ้าจะพูดทีเดียวให้ได้ยินกันทั่วก็ทำได้เช่นเดียวกัน ขบวนไหนจะผ่านตอนไหน ขบวนไหนจะจอดตอนไหน และขบวนไหนจะไปสับหลีกกันที่ไหน เขาต้องเป็นคนจัดการและบริหารเส้นทางให้ดีที่สุด เป็นงานที่ท้าทายและใช้สมาธิบวกกับความชำนาญเป็นอย่างมาก นี่คือเครื่องมือทำงานของนักควบคุมจราจรทางรถไฟ

ทั้งหมดคือไฮไลต์บางส่วนที่เราจะได้พบในมูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ ซึ่งของเก่าที่จัดแสดงถือว่าค่อนข้างเยอะพอสมควร มีรายละเอียดปลีกย่อยอีกหลายชิ้น ถ้าอธิบายหมดน่าจะใช้เวลาเป็นชั่วโมงแน่ๆ

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย
มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

เราเป็นคนหนึ่งที่ชอบรถไฟเข้าเส้นเลือด และรู้สึกเสียดายที่ประเทศไทยเราไม่ได้มีพิพิธภัณฑ์รถไฟอย่างเป็นทางการและเป็นจริงเป็นจัง ขณะที่หลายๆ ประเทศสร้างพิพิธภัณฑ์รถไฟและศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับระบบรางได้อย่างน่าสนใจมาก สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อการสร้างบุคลากรด้านระบบราง สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบราง รวมถึงสร้างโอกาสทางการศึกษา การวิจัย และการพัฒนาระบบรางของประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อม 

ตัวอย่างชัดๆ ใกล้บ้านเราคงไม่พ้นญี่ปุ่น เขาเอาเรื่องรถไฟมาจับใส่ชีวิตประจำวันให้เห็น กรอกตากรอกหูกันตั้งแต่เด็กๆ ทั้งในบทเรียน การ์ตูน การใช้ชีวิตประจำวัน ไปจนถึงแหล่งการเรียนรู้ที่กระจายหลายแห่งทั่วประเทศ ส่งผลให้คนญี่ปุ่นรักรถไฟ และพร้อมต่อยอดให้รถไฟของแดนอาทิตย์อุทัยพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นหนึ่งในรถไฟที่มีคนรักมากที่สุดในโลก

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

ถ้าหากประเทศไทยมีพิพิธภัณฑ์รถไฟแล้ว รถไฟไทยก็จะขึ้นไปอยู่จุดนั้นได้ การสร้างองค์ความรู้เรื่องระบบรางเป็นสิ่งสำคัญมากต่อการพัฒนาระบบรถไฟของเราให้ตามทันโลก ทันสมัย และกลับมาเป็นการขนส่งหลักของประเทศ ซึ่งทำให้เราเดินทางได้อย่างสะดวกสบายและมีคุณภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

น่าเสียดายที่บรรดาคนรักรถไฟในประเทศไทยไม่สามารถศึกษาเรื่องรถไฟที่เขารักอย่างง่ายดายในประเทศตัวเอง ต้องไปต่างประเทศเท่านั้น ส่วนใครที่ไม่มีโอกาสได้ไป ก็ต้องเที่ยวมิวเซียมรถไฟแบบทิพย์ผ่านหน้าจอไปก่อน จึงเป็นส่วนหนึ่งให้เรื่องราวของรถไฟไม่ได้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

แต่ก็อาจจะไม่ต้องรอนาน (ใช่ไหม) เพราะการรถไฟเองก็มีแผนทำมิวเซียมและศูนย์การเรียนรู้ระบบรางในประเทศแล้ว โดยใช้อาคารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างสถานีรถไฟกรุงเทพมาจัดสรรพื้นที่บางส่วนให้เป็นพื้นที่ต่างๆ รวมถึงพิพิธภัณฑ์ หลังจากโยกย้ายขบวนรถไฟระหว่างเมืองออกไปที่สถานีกลางบางซื่อ ซึ่งสถานีกรุงเทพเองก็เป็นตัวเล่าเรื่องที่ดี และเป็นสถานที่ที่ทุกคนย่อมนึกถึงเป็นสิ่งแรกเมื่อพูดถึงเรื่องรถไฟไทย เล่าเรื่องทั้งการเดินทาง ชุมชน ประวัติศาสตร์​ รวมถึงสถาปัตยกรรมต่างๆ อันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ บวกกับสถานีรถไฟกรุงเทพเองก็จะเปลี่ยนสถานะเป็นสถานีรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงส่วนต่อขยายจากบางซื่อ ยิ่งส่งเสริมให้สถานีแห่งนี้ยังมีชีวิตอยู่ไม่เงียบเหงา

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ มิวเซียมจิ๋วหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ที่รวมสิ่งสนุกของรถไฟไทย

อีกสถานที่หนึ่งที่เหมาะสมสำหรับสร้างพิพิธภัณฑ์รถไฟเป็นอย่างมากคือโรงงานมักกะสัน มีพื้นที่กว้างขวาง และเป็นโรงงานรถไฟที่เชื่อมโยงกับหัวข้อทางเทคนิค วิศวกรรม สถาปัตยกรรม พร้อมเล่าเรื่องผ่านรถไฟหลากหลายชนิดได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้ว ก็สุดแท้แต่ว่าแนวทางจะเป็นอย่างไร หากเรายังเห็นความสำคัญของระบบรางที่จะเป็นการคมนาคมหลักของประเทศ การสร้างองค์ความรู้ การเรียนรู้ และการต่อยอด ย่อมเป็นสิ่งสำคัญ และพิพิธภัณฑ์รถไฟพร้อมศูนย์การเรียนรู้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่ของอนาคตรถไฟไทยได้อย่างแน่นอน

แล้วคุณล่ะ อยากเห็นพิพิธภัณฑ์รถไฟของไทยเป็นแบบไหน

เกร็ดท้ายขบวน

  1. เมื่อก่อนในสวนจตุจักรมีอาคารอิฐอยู่หลังหนึ่งชื่อว่า ‘หอเกียรติภูมิรถไฟ’ ที่นั่นคือการตั้งไข่พิพิธภัณฑ์รถไฟแห่งแรก โดยการรวบรวมตู้รถไฟที่ปลดระวาง ของใช้เก่า มาจัดแสดงเอาไว้โดย ‘ชมรมเรารักรถไฟ’ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าหอเกียรติภูมิรถไฟมีอันต้องปิดตัวลง
  2. การรถไฟแห่งประเทศไทยมีแผนการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้รถไฟไทยมานานแล้ว โดยวางแผนให้พื้นที่ชายธงของสวนจตุจักรบริเวณห้าแยกลาดพร้าวเป็นศูนย์นั้น ประกอบด้วยอาคารศูนย์การเรียนรู้ พิพิธภัณฑ์ รถไฟจำลองที่วิ่งได้ และพื้นที่จัดแสดงกลางแจ้ง แต่โครงการนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้น
  3. อาคารสถานีรถไฟธนบุรี ถูกทำให้เป็นพิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ทางการแพทย์ โดยมีหนึ่งห้องจัดแสดงเกี่ยวกับเรื่องรถไฟ ชื่อห้องว่า ‘คมนาคมบรรหาร’ ข้างในเป็นการเล่าเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างสถานีรถไฟธนบุรี รถไฟสายใต้ และศิริราชพยาบาล

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

ขับรถยนต์ก็ต้องขับตามป้าย แล้วขับรถไฟมีป้ายให้ขับตามเหมือนรถยนต์หรือเปล่า

คำถามนี้เป็นจดหมายจากทางบ้านที่ถามเยอะพอ ๆ กับรถไฟติดไฟแดงหรือเปล่า (แน่นอนมันมีติดไฟแดง) ผนวกกับมีหลายต่อหลายคนที่นั่งรถไฟแล้วไม่ได้หลับ ชอบดูวิวนอกหน้าต่างแล้วสายตาไปป๊ะเข้ากับสารพัดป้ายที่ปักอยู่ข้างทางรถไฟ บางก็เป็นตัวเลข บ้างก็เป็นตัวอักษร แต่ไม่มีใครตอบได้ว่านั่นคือป้ายที่เกี่ยวกับการเดินรถไฟหรือไม่

ตามความเข้าใจของคนทั่วไปหรือเปล่าเราไม่แน่ใจ เคยมีคนบอกว่ารถไฟก็แค่วิ่งไปตามทางของมัน ถึงสถานีแล้วก็จอด พอคนขึ้นลงเสร็จมันก็ไป แล้วก็ขับไปเรื่อย ๆ เหยียบไปเท่าไหร่ก็ได้คล้ายคลึงกับการขับรถบนท้องถนน

เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก

เอาล่ะ รีเซ็ตกันใหม่

รถไฟต้องขับตามความเร็วที่กำหนดไว้ (Speed Limit) เพราะมีผลต่อการคำนวณเวลาเดินรถ ความปลอดภัย และภูมิประเทศ

รถไฟต้องปฏิบัติตามป้ายข้างทาง ทั้งรูปแบบของตัวเลขและตัวอักษร ซึ่งมีความหมายที่เข้าใจเฉพาะคนขับรถไฟ (และคนชอบรถไฟ)

รถไฟต้องขับตามสัญญาณไฟจราจร ซึ่งแตกต่างจากไฟจราจรของรถยนต์ตรงที่ รถยนต์จะบอกแค่ ไฟเขียวไปได้ ไฟเหลืองเตรียมตัวหยุด ไฟแดงหยุด เพื่อจัดการความคล่องตัวของการจราจร แต่สำหรับรถไฟแล้ว เหมือนกันตรงคอนเซ็ปต์เขียวไป แดงหยุด เหลืองระวัง 

แต่มีนอกเหนือกว่านั้นคือ ทางรถไฟถูกแบ่งไว้เป็นตอน ๆ (Block) แต่ละตอนมีสัญญาณไฟจราจรทำหน้าที่เป็นตัวบอก ว่าตอนนั้นหรือช่วงนั้นเป็นทางปิดหรือทางเปิด ถ้าหากเป็นทางเปิดโล่งสะดวก สัญญาณไฟจะโชว์สีเขียวออกมาให้รถไฟวิ่งต่อไปได้ หากทางข้างหน้าไม่สะดวก ไฟแดงจะส่องสว่างกระจ่างจิต ให้รถไฟต้องหยุด ก่อนจะได้รับสัญญาณอนุญาตให้เดินทางต่อไปได้

เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก
ป้ายจราจรรถไฟไทย
เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก
ป้ายจราจรรถไฟมาเลเซีย

ป้ายนั้นมีเยอะมาก ทั้งเจอได้ทั่วไปและเป็นป้ายแบบพิเศษที่นาน ๆ ทีจะเจอที งั้นวันนี้เรามารู้จักป้ายข้างทางที่เป็นตัวบังคับและกำหนดให้รถไฟที่เรากำลังนั่งอยู่เดินทางได้ปลอดภัยจนถึงปลายทาง และเป็นป้ายที่เจอบ่อยชนิดไปที่ไหนก็เจอ ไหน ๆ ก็เจอก็เห็นแล้วมารู้ความหมายของมันกัน

ป้ายพิกัดความเร็วสูงสุดในทางประธาน

เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก
ป้ายบอกว่าพิกัดความเร็วสูงสุด รถดีเซลราง 120 กม./ชม. รถจักรลาก 100 กม./ชม.
เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก
แบบความเร็วเท่ากันทั้ง 2 ประเภทรถ ด้วยสภาพภูมิประเทศจำกัด

เอาแบบเข้าใจง่ายคือ ป้ายที่บอกว่าทางรถไฟตรงนี้ กำหนดความเร็วสูงสุดเอาไว้เท่าไหร่ วิ่งได้สูงสุดเท่านี้นะ หน้าตาของป้ายเป็นรูปแปดเหลี่ยมอันเดียวหรือซ้อนกัน 2 อัน ซึ่งตัวเลขเท่ากันหรือต่างกันตามประเภทรถ

ถ้าขอบป้ายเป็นสีดำ นั่นคือความเร็วสูงสุดที่รถดีเซลราง รถไฟที่ไม่ต้องใช้หัวรถจักรลากวิ่งได้

ถ้าขอบป้ายเป็นสีเหลือง นั่นคือความเร็วสูงสุดที่รถไฟที่ใช้หัวรถจักรลากจะวิ่งได้

รถดีเซลรางใช้ความเร็วสูงสุดได้มากกว่ารถไฟที่ใช้รถจักรลาก เนื่องจากน้ำหนักของรถเบากว่า ความคล่องตัวสูงกว่า และการเบรกที่มีระยะสั้นกว่า จึงทำให้ใช้ความเร็วสูงสุดได้มากกว่าตาม

ความเร็วสูงสุดนั้นปัจจุบันอยู่ที่ รถดีเซลราง 120 กม./ชม. และรถจักรลาก 100 กม./ชม. แต่หากเป็นทางภูเขาที่มีโค้งเยอะหรือลาดชัน ความเร็วก็จะลดลงมาให้สัมพันธ์กับความปลอดภัย เพราะว่าจะมีผลกับการเบรกเมื่อลงเขาให้ปลอดภัย และการเข้าโค้งที่รถจะไม่หลุดออกนอกรางด้วย

ถ้าเห็นป้ายนี้เมื่อไหร่ ให้รู้โดยอัตโนมัติได้เลยว่า นี่คือความเร็วสูงสุดที่รถไฟจะวิ่งได้ในช่วงทางนั้น

ป้ายอนุญาตให้ใช้ความเร็วผ่านประแจ

เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก
ป้ายบอกว่าความเร็ววิ่งทางตรง 70 กม./ชม. ความเร็วเข้าประแจ (สับราง) 15 กม./ชม.

อ่านแล้วงงไหม อะใช่ ถ้าคุณไม่ใช่ Geek รถไฟคุณงงแน่

ประแจ หมายความว่าจุดที่เปลี่ยนทิศทางรถไฟได้ หากว่ากันง่าย ๆ มันคือจุดสับราง

ความหมายคือป้ายที่บอกความเร็วเวลาคุณเจอจุดสับราง ถ้าจุดสับกำหนดให้วิ่งตรงไปจะใช้ความเร็วได้เท่าไหร่ หากตัวสับรางนั้นสับให้รถไฟเปลี่ยนทิศทางวิ่งต้องใช้ความเร็วเท่าไหร่

หน้าตาของมันเป็นป้ายรูปแปดเหลี่ยมถูกผ่าซีก เลขด้านบนคือความเร็วที่วิ่งทางตรง ส่วนเลขด้านล่างคือความเร็วที่ต้องเปลี่ยนทางวิ่ง ซึ่งเราจะพบป้ายนี้ก่อนถึงจุดสับรางนั่นเอง

มีหลักในการจำอย่างหนึ่ง ถ้าสถานีนั้นมีจุดสับรางเพียงอันเดียว ความเร็วในการสับรางจะอยู่ที่ 40 – 30 กม./ชม. แต่ถ้ามีตัวสับรางหลายตัวก็จะลดเหลือ 15 กม./ชม. เพราะถ้าวิ่งเร็ว ๆ ตอนเปลี่ยนทางวิ่งคนในรถคือเซเทกระจาดแน่นอน

ป้ายจำกัดความเร็ว

เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก
ป้ายบอกว่าจำกัดความเร็ว 45 กม./ชม.

ป้ายรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดพื้นสีขาว มีตัวเลขสีดำกำหนดเอาไว้ ซึ่งตัวเลขความเร็วจะต่ำกว่าป้ายความเร็วสูงสุด และป้ายชนิดนี้เป็นป้ายถาวร ใช้กับพื้นที่ที่ต้องการให้รถไฟลดความเร็วในช่วงระยะทางสั้น ๆ และเป็นการลดความเร็วแบบถาวรด้วยข้อจำกัดด้านสถานที่และภูมิประเทศ เช่น เป็นโค้งรัศมีแคบที่ใช้ความเร็วสูงสุดไม่ได้ วิ่งเร็วตามพิกัดสูงสุดไม่ได้ หรือแม้กระทั่งเป็นพื้นที่ชุมชนที่ต้องลดความเร็ว

ระยะทางที่ยาวที่สุดของป้ายนี้ที่เคยเห็นคือโค้งด้านทิศใต้ของสถานีเพชรบุรี ที่ลดความเร็วเหลือ 70 กม./ชม. กับการวิ่งผ่านโค้งแคบจำนวน 4 โค้ง รวมถึงทางรถไฟสายใต้ที่มีโค้งรัศมีแคบหลายจุดก็พบป้ายนี้ประปรายเช่นกัน

ป้ายลดความเร็ว

เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก
ป้ายบอกว่าให้ลดความเร็วเหลือ 50 กม./ชม. ระยะทาง 700 เมตร
เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก
ป้ายบอกว่าให้ลดความเร็วเหลือ 20 กม./ชม. ระยะทาง 400 เมตร จากการเบี่ยงทางวิ่ง

เรียกกันภาษาชาวบ้านว่า ‘ป้ายเบาทาง’

ป้ายนี้เป็นป้ายที่คนขับรถไฟไม่ชอบ คนนั่งรถไฟที่รู้ความหมายก็ไม่ชอบ มันเป็นป้ายวงกลมพื้นสีเขียวตัวเลขสีขาวกำหนดเอาไว้ เป็นป้ายชั่วคราว (แต่บางป้ายก็อยู่ชั่วนาตาปี จนสงสัยว่าชั่วคราวของเราน่าจะไม่เท่ากัน)

ป้ายเบาทางใช้สำหรับเส้นทางที่ชำรุด กำลังอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุง หรือแม้กระทั่งช่วงหลังซ่อมบำรุงที่รอทางเซ็ตตัวให้กลับไปสู่สภาพใช้งานได้ตามปกติ ตัวเลขบนป้ายเบาทางเป็นตัวเลขที่ใช้คำว่าคลานมากกว่าวิ่ง ช่วงนี้จะเห็นป้ายนี้ได้บ่อยตรงพื้นที่การสร้างทางคู่ที่มีการเบี่ยงแนวเส้นทางวิ่งไปมา หรือการก่อสร้างที่ทำให้โครงสร้างทางไม่แข็งแรงมากพอที่จะรับความเร็วได้มาก ซึ่งมีระยะทางได้ตั้งแต่ไม่กี่เมตรจนถึงหลักกิโลเมตร บางป้ายก็มีกำกับไว้ด้วยว่า ระยะทางที่ต้องลดความเร็วนั้นมีความยาวเท่าไหร่

ป้ายเตือนระบุความเร็ว

เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก
ป้ายเตือนบอกว่าพิกัดสูงสุดของทางวิ่งได้ 80 กม./ชม. ของสายตะวันออก
เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก
ป้ายเตือนบอกว่าด้านหน้ามีลดความเร็ว 35 กม./ชม.

ป้ายนี้เป็นป้ายที่บอกให้ทราบล่วงหน้า หน้าตาจะเหมือนกับป้ายความเร็วชนิดต่าง ๆ ที่จะต้องควบคุมให้ลดความเร็ว แต่จะต่างกันที่มันจะมีสีเหลืองขอบดำ มีตัวอักษร ‘ต’ กำกับ พร้อมป้ายความเร็วสีเหลืองขอบดำระบุตัวเลขที่ต้องให้ลดความเร็วลง

เนื่องจากรถไฟหยุดทันทีไม่ได้ ต้องมีการเตือนก่อนล่วงหน้าประมาณ 800 เมตร ซึ่งเป็นระยะเบรกปกติ ป้ายเตือนเหล่านี้จึงทำหน้าที่บอกคนขับว่า เตรียมชะลอได้แล้ว ข้างหน้าอีกประมาณ 800 เมตร เธอต้องใช้ความเร็วเท่านี้นะ ห้ามเกิน ห้ามฝ่า โดยก่อนหน้าที่จะเจอป้ายนี้ก็มีป้ายรูปสามเหลี่ยมสีเหลืองพร้อมตัวอักษร ต คอยเตือนก่อนเช่นกัน

ป้ายปกติ

ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย
ป้ายบอกว่าด้านหน้าใช้ความเร็วได้ปกติหลังจากลดความเร็วมาแล้ว

มาถึงป้ายนี้กันบ้าง ป้ายที่จะเป็นตัวบอกระยะสิ้นสุดของการลดความเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการลดความเร็วที่เกิดจากป้ายจำกัดความเร็ว (ป้ายรูปข้าวหลามตัด) หรือป้ายเบาทาง (ป้ายวงกลมสีเขียว) โดยหน้าตาของมันจะเหมือนกับป้ายที่ถูกบังคับใช้ตอนแรกเป๊ะ ๆ แล้วมีตัวอักษรเขียนกำกับไว้บนป้ายตัวเบ้อเริ่มว่า ‘ปกติ’

หน้าที่ของมันคือบอกสถานะว่าจุดลดความเร็วสิ้นสุดแล้ว และหลังจากที่ท้ายขบวนผ่านป้ายนี้ไปก็ใช้ความเร็วปกติตามพิกัดทางได้เลย

ป้ายหยุด

ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย

ป้ายบอกให้หยุด บังคับใช้เฉพาะขบวนรถที่ระบุในกรอบล่าง เช่น รถพิเศษโดยสาร รถจักรดีเซลตัวเปล่า รถยนต์ราง

ป้ายนี้นาน ๆ จะเจอที แต่ทางภูเขาจะเจอบ่อยมาก เป็นป้ายรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสพื้นสีขาวมีคำว่า ‘หยุด’ หราอยู่บนนั้น หน้าที่ของมันคือสั่งให้รถไฟหยุด ใช่ ฉันสั่งให้เธอหยุด เธอต้องหยุด

แต่ก็มีเงื่อนไขย่อยลงไปอีก คือ

ขอบป้ายสีแดง เรียกว่าป้ายหยุดรถขอบแดง รถทุกขบวนต้องหยุดที่ป้ายนี้ เมื่อได้รับสัญญาณธงเขียวก็ให้เคลื่อนที่ต่อไปได้

ขอบป้ายสีดำ เรียกว่าป้ายหยุดรถขอบดำ ต่างกับขอบแดงคือจะมีป้ายเล็ก ๆ กำหนดไว้ว่าขบวนไหนที่ต้องหยุดที่ป้ายนี้บ้าง เช่น รถสินค้า รถจักรที่วิ่งมาคันเดียว ขบวนรถงาน หรือรถบำรุงทาง ด้วยเหตุผลคือเป็นทางลงเขาลาดชัน เพื่อความปลอดภัยและป้องกันการเบรกไม่อยู่ ต้องให้รถที่มีน้ำหนักมากหยุดที่ป้ายนี้ก่อน เพื่อเซ็ตความเร็วให้เป็น 0 ก่อนจะเดินทางต่อหลังจากหยุดสนิทแล้วเป็นระยะเวลาหนึ่ง

ป้ายทางลาดชัน

ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย
ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย
ป้ายบอกว่าด้านหน้ามีทางลาดชัน ทั้งเป็นทางขึ้นและทางลง

ป้ายรูปแปดเหลี่ยมสีขาว มีไอคอนรถจักรไอน้ำหน้าตาน่ารักเชิดขึ้น 45 องศา หรือหัวทิ่มลง 45 องศา เป็นป้ายแบบเดียวที่ใช้ Pictogram ในการสื่อความหมาย มีหน้าที่บอกว่าทางข้างหน้าหลังจากเลยป้ายนี้จะเป็นทางรถไฟที่เป็นทางลงหรือทางขึ้นที่มีความลาดชัน ซึ่งเราพบเห็นป้ายนี้ได้มากที่สุดคือสายเหนือ รองลงมาคือสายอีสาน และสายใต้ ตามลำดับ

อารมณ์เดียวกับรูปรถบรรทุกของป้ายจราจรทางถนนนั่นแหละ

ตัวเลขบนเสาโทรเลข

ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย
พิกัด กม.ที่ 513 (จากกรุงเทพ) เสาต้นที่ 16 ของ กม. นั้น

อันนี้ไม่เชิงว่าเป็นป้าย แต่มันคือตัวเลขที่อยู่บนเสาโทรเลขข้างทางรถไฟ ซึ่งตีตัวคู่ขนานไปตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง แม้ว่าในปัจจุบันจะเป็นการโยงสายสื่อสาร สายโทรศัพท์ สายไฟเบอร์ออปติกแล้ว เจ้าเสาโทรเลขก็ยังมีอีกหน้าที่หนึ่งที่สื่อสารกับคนขับรถไฟได้

ลองมองไปที่เสา คุณจะเห็นตัวเลขเรียงลงมา แล้วมีขีดคั่น และต่อด้วยตัวเลขอีกตัวหนึ่ง เช่น 123/5 123/6 123/7

เลขก่อนเส้นคั่น คือหลักกิโลเมตรจากสถานีกรุงเทพ ด้านหลังเส้นคั่นคือลำดับเสาโทรเลขที่อยู่ใน กม.นั้น เช่น 123/5 คือ กม.ที่ 123 เสาต้นที่ 5 ไล่ไปเรื่อย ๆ และสิ้นสุดที่เสาต้นที่ 16 แล้วจึงขึ้น กม. ใหม่พร้อมเลขลำดับที่ 1

ใน 1 กิโลเมตรบนทางราบมีเสาโทรเลข 16 ต้น ส่วนทางภูเขาก็จะมากขึ้นไปอีกตามแต่สภาพแวดล้อม อาจได้ถึง 20 – 30 ต้นเลยทีเดียว ทีนี้เจ้าตัวเลขนี้ช่วยเรายังไง มันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับหลักกิโลเมตร แต่เป็นเวอร์ชันที่ละเอียดขึ้นมาหน่อย ใช้ประโยชน์ได้ในเวลาที่เกิดเหตุแล้วต้องแจ้งพิกัด

ป้ายหวีดรถจักร

ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย

เป็นป้ายที่เชื่อว่าหลายคนมีคำถามมาโดยตลอด และที่สำคัญคือเป็นป้ายที่เจอบ่อยที่สุดแล้วในบรรดาป้ายทั้งหมด แถมเดายากด้วยว่าหมายถึงอะไร เพราะเป็นป้ายรูปวงกลมสีขาว มีตัวอักษร ‘ว’ ประทับ

ว หมายถึงอะไร วัดหรือเปล่า หรือว่าให้ส่งเสียงออกมาว่า “ว้าววววว”

อันนั้นก็แฟนตาซีไป จริง ๆ แล้ว ว ตัวนี้ย่อมาจาก ‘หวีดรถจักร’ ซึ่งก็คือหวูดที่เราคุ้นเคยนั่นแหละ แต่ในภาษารถไฟจะใช้คำว่า หวีด ซึ่งมีที่มาจากเสียงที่แหลมสูงตั้งแต่สมัยรถจักรไอน้ำ แถมก็คล้องกับของต่างประเทศที่ใช้คำว่า Whistle โดยป้ายลักษณะนี้ในต่างประเทศก็จะใช้คำเต็มมั่ง หรือหากย่อก็จะเป็นตัวอักษร W

ป้ายหวีดรถจักรมีสปีชีส์ย่อยลงมาอีก และแต่ละแบบก็จะบอกใบ้ให้เราทราบแตกต่างกันไป เริ่มจาก

‘ป้ายหวีดรถจักรทั่วไป’ หน้าตาก็เบสิกเลยคือเป็นป้ายวงกลมสีขาว ตัวอักษร ว เต็มวงกลมนั้น หมายถึงเป็นการเตือนทั่วไป เมื่อคนขับขับมาถึงตรงนี้และเห็นป้าย ก็เปิดหวีดรถจักร ปู๊น ๆ เข้าไปเป็นเสร็จพิธี

ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย

‘ป้ายหวีดรถจักรสำหรับถนนผ่านเสมอระดับทางรถไฟ ไม่มีเครื่องกั้นถนน’ อันนี้คล้ายเมื่อกี้ ต่างกันแค่มีเส้นใต้ตัวอักษร ว พาดยาวจนเหมือน ว แหวน ขีดเส้นใต้ หมายถึงด้านหน้ามีถนนตัดผ่าน และตรงนั้นไม่มีเครื่องกั้นหรืออุปกรณ์กั้นถนนใด ๆ ให้เพิ่มความระมัดระวังเข้าไป

ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย

‘ป้ายหวีดรถจักรสำหรับถนนผ่านเสมอระดับทางรถไฟมีเครื่องกั้นถนน แต่ไม่มีสัญญาณผ่านเสมอระดับทาง’ โอ้โหชื่อยาวมาก แต่จำง่าย ๆ ว่า ข้างหน้ามีถนน มีที่กั้นด้วยนะ แต่ไม่มีสัญญาณบอกให้ผ่าน คืออาจจะเป็นถนนที่ตัดผ่านและกั้นด้วยคน ต้องอาศัยดูสัญญาณธงหรือสัญญาณไฟจากคนกั้นถนนเอง อันนี้มีไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ เดี๋ยวนี้เจอได้น้อยแล้ว

หน้าตาของมันคือป้ายวงกลม ว แหวน เหมือนทุกป้าย พร้อมออปชันเสริมด้านล่างเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าพร้อมกากบาทเต็มใบ

ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย

ป้ายหวีดรถจักรสำหรับถนนผ่านเสมอระดับทางรถไฟมีเครื่องกั้นถนน และมีสัญญาณผ่านเสมอระดับทาง’ อันนี้เจอบ่อยมาก ไม่ว่าจะเป็นที่กั้นมีคนกั้นหรือที่กั้นอัตโนมัติ ถ้าตัวกั้นนั้นเป็นระบบไฟฟ้าจะเชื่อมกับสัญญาณบอกรถไฟว่า ถนนกั้นเรียบร้อยแล้ว เป็นสัญญาณไฟสีขาวจำนวน 5 ดวง ซึ่งเจ้าป้ายนี้ก็จะมีรูปวงกลม 5 วง บอกไว้ว่าข้างหน้ามีเจ้าสัญญาณหน้าตาแบบนี้เลย ให้สังเกตไว้ ถ้ามันไม่ติด ไม่สว่าง ไม่กะพริบ จงชะลอและหยุดรถบัดเดี๋ยวนี้ เพราะที่กั้นยังไม่ลง

ถ้าหากเครื่องกั้นทำงานเรียบร้อย เจ้าไฟ 5 ดวงนั้นก็จะกะพริบวาบ ๆ เป็นกระสือให้รถไฟรู้ว่า ถนนกั้นแล้ว ผ่านเลยลูกพี่

ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย

สุดท้าย ‘ป้ายหวีดรถจักรสำหรับถนนผ่านเสมอระดับทางรถไฟมีเครื่องกั้น ถนนสัมพันธ์กับสัญญาณประจำที่ไม่มีสัญญาณผ่านถนนเสมอระดับทาง’ ยกให้อันนี้ชื่อยาวสุด มันมีรูปสัญญาณไฟจราจรเพิ่มเข้ามา ซึ่งหมายความว่า เจ้าถนนข้างหน้าน่ะมันมีเครื่องกั้นนะ แต่เจ้าเครื่องกั้นนี้มันสัมพันธ์กับสัญญาณไฟ ถ้าหากไฟไม่เขียวก็ห้ามวิ่งต่อล่ะ แต่ถ้าไฟเขียวเมื่อไหร่ก็คือผ่านได้เลย เครื่องกั้นทำงานเรียบร้อยแล้ว

ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย

รถไฟก็เช่นเดียวกันกับรถยนต์ที่ต้องขับตามป้ายจราจรกำหนด ซึ่งแม้ว่าป้ายรถไฟนั้นจะดูเป็นป้ายเฉพาะความหมายจริง ๆ เราก็สนุกไปกับการนั่งรถไฟและดูป้ายคำสั่งนั้นได้ และที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นรถไฟหรือรถยนต์ การขับขี่ตามป้ายจราจรและป้ายสัญญาณคือสิ่งที่ต้องปฏิบัติเพื่อความปลอดภัย

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load