ตอนที่แล้วผมชวนไปดูต้นไม้ในถิ่นกำเนิดธรรมชาติที่โมซัมบิก

ตอนนี้ผมจะพาไปดูต้นไม้ 5 ชนิด ที่คนไทยเราคุ้นเคยกันดี แต่ไม่ได้ดูที่เมืองไทย เราจะแต่ดูในแอฟริกาที่ประเทศโมซัมบิก

ต้นไม้ 5 ต้นที่เรานึกว่าเป็นของไทย แต่แท้จริงแล้วมาจากมาจาก แอฟริกา, ต้นไม้ แอฟริกา

เราอาจคุ้นตา อาจเห็นบางต้นอยู่คู่บ้านมาตั้งแต่เราเป็นเด็กหรือแม้ก่อนเราเกิด บางต้น เราอาจเห็นมันที่ออฟฟิศหรือในรูปภาพแต่งบ้านสวยๆ ไม่ว่าจะในอินสตาแกรมหรือพินเทอเรส หรือบางต้น เราอาจเห็นมีขายทั่วไป เป็นไม้ประดับที่เลี้ยงง่ายและราคาถูกตามตลาดนัดทุกหัวมุมเมือง หรือวางขายที่ใต้อาคารของออฟฟิศ

แต่เราอาจไม่เคยรู้เลยว่า ต้นไม้หลายต้นที่คุ้นตานั้น แท้จริงแล้วมันไม่ได้มาจากเมืองไทย

เรา-บรรพบุรุษและเพื่อนร่วมชาติของเรานั่นเอง ที่นำมาเพาะเลี้ยง พัฒนาสายพันธุ์ จาก ‘ไม้ป่า’ ของแอฟริกา ให้เป็น ‘ไม้บ้าน’ ของไทยและของคนอื่นๆ ด้วย

ผมจึงขอชวนไปดูต้นไม้ที่เราคุ้นเคย ซึ่งผมได้เฝ้าเวียนสังเกตการเจริญเติบโตและวัฏจักรการดำรงชีวิตของมันในธรรมชาติตลอดหนึ่งปี ก่อนที่ผมจะเดินทางกลับมาเมืองไทยอย่างถาวรเมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้กัน

แต่ก่อนอื่น ผมขอแนะนำให้ทุกคนรู้จัก ‘ชีวิตติ’ เสียแต่แรก เพราะเขาจะปรากฏในเรื่องที่ผมกำลังจะเล่าต่อไปนี้

ต้นไม้ 5 ต้นที่เรานึกว่าเป็นของไทย แต่แท้จริงแล้วมาจากมาจาก แอฟริกา

เขาเป็นพนักงานทำความสะอาดที่มาช่วยผมดูแลและรดน้ำต้นไม้ในสวนของที่ทำงานเป็นประจำ ส่วนในวันหยุด เขาเป็นเพื่อนคู่ใจที่ออกไปดูและสำรวจต้นไม้กับผมและลูกชายอายุย่างเข้า 4 ขวบ 

ผมชอบไปดูต้นไม้ที่แถวๆ บ้านของชีวิตติ เพราะบ้านเขาอยู่ไม่ไกลจากเมือง แต่ก็ยังคงความเป็นป่าแบบดั้งเดิมเอาไว้ สลับกับบ้านเรือนของผู้คน

ผม ลูกชาย และชีวิตติ ขอพาไปชมต้นไม้ 5 ต้นกันเลย

1. ชวนชม (Adenium)

ต้นไม้ 5 ต้นที่เรานึกว่าเป็นของไทย แต่แท้จริงแล้วมาจากมาจาก แอฟริกา
ชวนชมชนิด Adenium multiflorum สังเกตดอกไม้นับร้อยดอกที่เบ่งบานจนนักวิทยาศาสตร์นำมาตั้งเป็นชื่อวิทยาศาสตร์

เริ่มชมต้นไม้ต้นแรกกันที่แถวบ้านของชีวิตติ-พระเอกของเรา

บ้านเขาเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของต้นชวนชมที่ผมหลงรัก ทุกวันหยุด เรามักแวะไปบ้านของเขาที่อยู่ในเขตชานเมือง ขับรถช้าๆ ออกจากที่พักในเมือง ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้ว เราขับรถเวียนไปเวียนมาตามทางทรายละเอียดตัดเข้าไปในป่าละเมาะ บางครั้งก็หลงขับไปตามทาง โผล่มาอีกทีเป็นปากแม่น้ำที่กำลังจะไหลลงทะเลอยู่แล้วก็มี

วันหนึ่งเรานั่งรถผ่านเป็นปกติ แต่สภาพอากาศเข้าสู่หน้าร้อนแล้ว หลังจากที่ฝนเพิ่งหยุดตกมาได้เกือบหนึ่งเดือนเต็ม ถนนไม่เรียบจนรถเรากระเด้งขึ้นลงตามจังหวะหลุมบ่อที่ล้อหมุนผ่าน มองไปข้างนอกเห็นต้นไม้แห้งที่แทบทุกต้นพากันทิ้งใบเหลือเพียงกิ่งแห้งๆ ทั่วไปหมด มีต้นไม้ไม่กี่ชนิดที่ยังเป็นสีเขียว

แล้วเราก็สังเกตเห็นจุดเล็กๆ สีชมพู อยู่ไกลๆ 

ชีวิตติชวนให้หยุดและลงไปดูใกล้ๆ เราเดินฝ่าพงหนามของต้นไม้นานาชนิด ผมให้ลูกชายขี่คอสูง จนเราแหวกต้นไม้ถึงต้นตอของจุดสีชมพูนั้น 

ผมแทบไม่เชื่อว่าจะได้เห็นต้นชวนชมในธรรมชาติกับตาตัวเองในป่าชานเมืองแบบนี้ 

สัปดาห์ต่อๆ มา เรากลับไปที่เดิมพร้อมกับแผนที่จากกูเกิล และออกสำรวจขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ กอปรกับเวลาผ่านไป ยิ่งทำให้ชวนชมออกดอกเยอะแยะเต็มต้น จนในสัปดาห์หนึ่ง คงเป็นช่วงที่บรรดาชวนชมที่เห็นในพื้นที่ออกดอกเต็มที่ ลำต้นสูงเกือบเท่าอกขึ้นอยู่ท่ามกลางดินสีน้ำตาลแห้ง แต่ทั้งต้นมีดอกชวนชมมีชมพูสลับขาวเป็นร้อยๆ ดอก ซึ่งคงเป็นที่มีของชื่อวิทยาศาสตร์ของชวนชมชนิดนี้ว่า Ademium multiflorum (multi = จำนวนมาก, florum = ดอกไม้)

ต้นไม้ 5 ต้นที่เรานึกว่าเป็นของไทย แต่แท้จริงแล้วมาจากมาจาก แอฟริกา
ต้นไม้ 5 ต้นที่เรานึกว่าเป็นของไทย แต่แท้จริงแล้วมาจากมาจาก แอฟริกา

เราหยุดพินิจที่หน้าต้นชวนชม เราได้แต่ตะลึงงงงัน ชีวิตติบอกว่าเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าแถวๆ บ้านจะมีดอกไม้ที่สวยงดงามขนาดนี้ รอบๆ บ้านของเขามีต้นชวนชมขึ้นอยู่ทั่วไปแต่คงไม่มีใครสังเกต เพราะต้นชวนชมออกดอกบานเต็มที่ในช่วงเวลาไม่กี่สัปดาห์ ก่อนที่จะทิ้งดอกร่วงหล่น กลายเป็นฝักเมล็ด แล้วก็เปิดอ้าให้ลมพัดพาเมล็ดที่มีปีกฟูคล้ายปุยนุ่นออกไป จนผลิใบเขียวพร้อมๆ กับฝนที่ตกลงมาในฤดูกาลต่อไป

ต่อมา ผมเปิดแผนที่และค้นคว้าข้อมูลต่อ ทำให้รู้ว่ามีชวนชมอีกชนิดที่พบตามแนวชายแดนโมซัมบิกกับประเทศเอสวาตินี (ชื่อที่เพิ่งเปลี่ยนใหม่ของประเทศสวาซิแลนด์) เราจึงชวนกันไปหาต่อในสัปดาห์ต่อๆ มา

ที่ริมอ่างเก็บน้ำที่อยู่ไม่ไกลจากถนนสองเลนที่ตัดผ่านภูเขาลูกเตี้ย ก่อนมุ่งหน้าไปยังจุดผ่านแดนของประเทศเอสวาตินีเป็นทุ่งหญ้าแห้งสลับกับแปลงปลูกข้าวโพดของชาวบ้าน เราชวนกันหยุดรถหลบไว้ที่ไหล่ทาง แล้วก็ออกลุยทุ่งหญ้าแห้งนั้น

เหมือนไม่มีทีท่าว่าจะเจอชวนชมอีกชนิดเลย เพราะมองไปทางไหนก็เห็นแต่หญ้าแห้งสูงเท่าหน้าแข้ง สลับกับต้นไม้สูงเป็นดงหนามและเนินดินสีน้ำตาลแห้งๆ

สายตามองก้มต่ำ แสงแดดส่องจ้า แต่ไม่รู้สึกร้อนเลยเพราะลมปลิวมาเบาๆ พัดผ่านมาตลอด

เอ๊ะ… อะไรที่เท้านี่ 

ใช่แล้วครับ จู่ๆ ผมก็เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าต้นชวนชมต้นเล็ก มีไม้กิ่ง แต่รูปร่างสัณฐานที่มีกิ่งเรียบๆ อวบๆ แถมดอกเป็นแบบเดียวกันแต่มีสีชมพูเข้มคล้ายสีดอกบานเย็น แม้มีเพียงแค่ 2 – 3 ดอก แต่ก็รู้แน่นอนว่านี่คือต้นชวนชมชนิด Adenium swazicum แน่ๆ

ต้นไม้ 5 ต้นที่เรานึกว่าเป็นของไทย แต่แท้จริงแล้วมาจากมาจาก แอฟริกา
ชวนชมชนิด Adenium swazicum ที่พบเฉพาะในประเทศเอสวาตินี (สวาซิแลนด์เดิม) และตามริมแนวชายแดดบนที่ราบสูงในเขตประเทศโมซัมบิกและแอฟริกาใต้เท่านั้น

ท่ามกลางความแห้งแล้งที่เป็นสีน้ำตาล ดอกไม้ดอกเล็กสีสดของชวนชมเพียงไม่กี่ดอกแบบนี้ก็ทำให้ชื่นใจขึ้นมาได้เหมือนกัน

2. เก๋งจีน (Stapeliads)

ต้นไม้ 5 ต้นที่เรานึกว่าเป็นของไทย แต่แท้จริงแล้วมาจากมาจาก แอฟริกา
ต้นไม้ในกลุ่ม Stapediads ชนิด Stapelia gigantia มีดอกรูปดาวที่มีขนาดใหญ่ที่สุด

ที่บ้านชีวิตติไม่ได้มีแค่ชวนชม และที่กรุงมาปูโต เมืองหลวงที่ผมพักอาศัยและทำงานก็ไม่ได้มีแค่ตึกและถนน แต่มีต้นไม้ที่ผมจะชวนไปชมในลำดับต่อไปนี้

หากจะว่ากันเรื่องความพิศดารและมะลึกกึกกือของต้นไม้แล้ว ผมขอยกให้กับต้นไม้จำพวกที่ฝรั่งเรียกว่า Stapeliads หรือนึกง่ายๆ ว่า ต้นไม้จำพวกที่มีกลีบดอกเป็นรูปดาว 5 แฉก และมีเกสรเป็นจุดกลมอยู่ตรงกลาง

นักเลี้ยงต้นไม้ชาวไทยเรียกต้นไม้กลุ่มนี้ว่า ‘เก๋งจีน’ ซึ่งมีลำต้นเป็นลำๆ ท่อนๆ สีเขียวทอดยาวออกไป ส่วนใหญ่มีผิวขรุขระ มีหนามอ่อนๆ อยู่รอบๆ

ผมเห็นต้นไม้พวกนี้ครั้งแรกโดยไม่ได้ตั้งใจ และที่เห็นครั้งแรกก็เป็นเก๋งจีนชนิด Stapelia gigantea ซึ่งชื่อวิทยาศาสตร์ (gigantean = ใหญ่ยักษ์) น่าจะอธิบายถึงดอกใหญ่ที่สุดในบรรดาญาติๆ ของมันทั้งหมดด้วย ว่ากันว่าต้นไม้ชนิดนี้มีแหล่งกระจายพันธุ์อยู่ทั่วไปในดินแดนฝั่งตะวันออกของทวีปตั้งแต่เหนือจรดใต้รวมถึงโมซัมบิกด้วย และขึ้นอยู่ได้แทบทุกที่ ทั้งบนภูเขาสูง ในป่าละเมาะ หรือบนคันดินแห้งในเขตชุ่มน้ำริมชายฝั่งทะเลหรือป่าโกงกาง

ในปีแรกที่ผมไปทำงาน ตอนนั้นกลุ่มเพื่อนคนไทยที่มีอยู่ไม่กี่คนในกรุงมาปูโตทราบมาว่ามีฝูงนกฟลามิงโกสีชมพูอยู่ในเขตนาเกลือในเขตชานเมือง ในวันที่รถไม่หนาแน่น เพียง 20 นาทีก็ถึงแล้ว วันนั้นเราไปถึงที่นาเกลือในยามแดดร่มลมตก ทุกคนลิงโลดดีใจกึ่งวิ่งกึ่งเดินไปดูฝูงนกฟลามิงโกนับพันตัวที่ยืนกันกินแพลงก์ตอนและสาหร่ายในนาเกลือที่อยู่ลิบๆ

สายตาของผมกลับมองต่ำไปที่พุ่มไม้ข้างๆ ส่วนหนึ่งอาจเพราะชินชากับนกฟลามิงโกที่เคยเห็นเป็นพันๆ หมื่นๆ ตัวแล้วสมัยทำงานอยู่ที่เคนยา!

แล้วผมก็เห็นต้นไม้รูปทรงประหลาด แน่ใจว่าต้องเป็นเก๋งจีนดอกยักษ์ต้นนี้แน่ๆ

แต่ในคราวนั้น ยังไม่ใช่ฤดูกาลที่ออกดอก เรากลับไปใช้ชีวิตทำงานตามปกติ จนกระทั่งปีสุดท้ายของผมในโมซัมบิกที่ผมเริ่มสนุกกับการดูต้นไม้อย่างจริงจัง ผมก็คิดถึงต้นเก๋งจีนต้นนี้ที่น่าเกลือนั่น

พอดีกับว่านาเกลือนี้เป็นทางผ่านไปบ้านของชีวิตติที่ชานเมืองที่เราไปกันบ่อยๆ ทุกสัปดาห์อยู่แล้ว 

แล้วผมก็ได้เห็นดอกไม้ยักษ์ ขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือคนตัวใหญ่เบ่งบานอยู่ตรงหน้า กลิ่นเหม็นโชยสมคำร่ำลือ เสียงหึ่งๆ ของแมลงวันหัวเขียวอาจยืนยันดีกรีความเหม็นได้โดยไม่ต้องอธิบายต่อ พวกมันบินเวียนว่อนกับมาคลุกเคล้าเกาะที่เกสร นี่สิที่ทำให้รู้ว่ากลิ่นที่มีไว้ล่อแมลงให้มาผสมเกสรก็คงไม่ธรรมดา

แล้วเราก็ออกเดินทางต่อไปแถวๆ บ้านชีวิตติเหมือนเดิม เพื่อไปดูต้น ‘เก๋งจีน’ ชนิดอื่นๆ อีก 3 – 4 ชนิดที่ขึ้นอยู่ในพงหญ้าหรือใต้ต้นไม้ใหญ่ในที่ร่มในละแวกบ้านของเขา ในอีกไม่ถึงสิบปีนับจากนี้ สถานที่ที่เรากำลังมุ่งหน้าไปก็คงกลายเป็นเมือง เป็นบ้านเรือน เป็นโรงงานไปหมดแล้ว

ต้นแรกคือชนิด Huernia zebrina ต้นไม้ประจำบ้านและมีขายทั่วๆ ไปแม้ในบ้านเรา สามารถปลูกเลี้ยงและออกดอกง่ายแม้ในที่ร่มหรือในอาคาร เช่นเดียวกับที่มันโตในร่มไม้ใหญ่ในธรรมชาติ ฝรั่งเรียกต้นไม้นี้ว่า Life-saver Plants เพราะลักษณะที่มีกลีบดอกโป่งออกมาเป็นวงกลมคล้ายห่วงยางช่วยชีวิต 

ต้นต่อมาคือชนิด Huernia hystrix มีดอกรูปดาวอีกชนิดคล้ายกับชนิดก่อนหน้า แต่กลีบดอกรอบเกสรมีขุยๆ ขึ้นมาดั่งกำมะหยี่นวล

อีกต้นหนึ่งคือชนิด Duvalia polita มีดอกรูปถ้วย ที่ว่างระหว่างกลีบดอกมีขนปุยจิ๋ว เมื่อมองดีๆ จะเห็นสั่นดุ๊กดิ๊กขยับไปกับสายลมดั่งมีชีวิตเคลื่อนไหวและอยากจะพูดคุยด้วย

และต่อมาคือชนิด Orbea melanantha ซึ่งมีลำต้นใหญ่และเป็นขยักคล้ายฟันเลื่อน ออกดอกเป็นช่อ 6 – 10 ดอกเป็นสีแดงเข้มจนคล้ายเป็นสีดำ กลิ่นเหม็นโชยเรียกแมลงวันหัวเขียวอย่าบอกใคร

ต้นไม้ 5 ต้นที่เรานึกว่าเป็นของไทย แต่แท้จริงแล้วมาจากมาจาก แอฟริกา
ต้นไม้ในกลุ่มเก๋งจีน 2 ชนิดขึ้นอยู่คู่กันใต้พุ่มไม้ คือ Huernia zebrina (ซ้าย) มีฐานรองกลีบดอกคล้ายห่วงยาง และ Orbea melanantha (ขวา) ที่กำลังออกดอกรูปดาวสีแดงเลือดหมู มีกลิ่นเหมือนเนื้อสัตว์เน่าเหม็นอย่าบอกใคร แต่เป็นที่โปรดปรานของเหล่าแมลงวันหัวเขียวที่มาตอมหึ่งๆ และหลายครั้งถูกล่อลวงให้วางไข่ที่ไม่มีวันฟักและช่วยผสมเกสร
ต้นไม้ 5 ต้นที่เรานึกว่าเป็นของไทย แต่แท้จริงแล้วมาจากมาจาก แอฟริกา
Huernia zebrina
ต้นไม้ 5 ต้นที่เรานึกว่าเป็นของไทย แต่แท้จริงแล้วมาจากมาจาก แอฟริกา
Duvalia polita

ดอกไม้ดอกเล็กริมทางเหล่านี้ทำให้ชื่นใจ โดยเฉพาะทุกครั้งที่ต้องคุกเข่าทำตัวก้มต่ำไปกับผืนดิน เพื่อจะได้เห็นพวกมันชัดๆ ยิ่งทำให้ผมมีความสุข แม้อาจสร้างความฉงนและแปลกประหลาดให้กับชาวบ้านที่ผ่านไปผ่านมา รวมทั้งต่อเพื่อนร่วมทางอย่างชีวิตติบ้าง

แม้แต่ชีวิตติเองซึ่งโตมากับพื้นที่แถวนั้นตั้งแต่เด็ก ครั้นพ่อแม่ของเขาย้ายมาอยู่ที่นี่ก็ยังชอบเปรยให้ฟังบ่อยๆ ว่า เขาไม่เคยเชื่อเลยว่าที่บ้านเขาจะมีสิ่งสวยงามแบบนี้

3. พญาไร้ใบ (Euphorbia)

ต้นไม้ 5 ต้นที่เรานึกว่าเป็นของไทย แต่แท้จริงแล้วมาจากมาจาก แอฟริกา, ต้นไม้ แอฟริกา
ชีวิตติและเพื่อน กับต้นพญาไร้ใบชนิด Euphorbia triangularis ที่อาจขึ้นผิดที่ทางในเขตเมืองใหม่ที่ธรรมชาติกำลังถูกความเป็นเมืองรุกคืบเข้ามาทุกวันทุกคืน

ในตอนนี้ ชีวิตติ พระเอกของเรา คือ ‘ฮีโร่’ 

ราวกับเป็นยอดมนุษย์ เขากำลังช่วยชีวิตต้นไม้ต้นหนึ่งไว้ก่อนที่จะถูกฆาตกรรม 

ชีวิตติยกลำต้นของมันความยาวกว่า 3 เมตรขึ้นบ่า แล้วแบกลัดเลาะไปตามเนินทรายเพื่อกลับไปยังรถที่เราจอดไว้ข้างทาง พนักงานออฟฟิศที่ร่างกายอ่อนแรงปวกเปียกอย่างผมได้แต่ค่อยพยุงไม่ให้กิ่งแขนงของมันกระทบกระเทือนไปมากกว่านี้

ที่รากและลำต้นของมันมียางสีขาวไหลเยิ้มซิบๆ หากเป็นมนุษย์หรือสัตว์เลือดอุ่น มันคงบาดเจ็บจากรอยแผลมาพอสมควร

ที่ริมทางริมถนนวงแหวนตัดใหม่ล่าสุด ห่างจากตัวเมืองออกไปไม่ถึง 10 กิโลเมตร ความเป็นเมืองกำลังรุกครอบคลุมเนินทรายริมชายฝั่งทะเลที่ถนนสายใหม่เพิ่งตัดผ่านเมื่อไม่ถึง 3 ปีก่อน หลังจากถนนสร้างเสร็จด้วยทุนจากจีน ภายใต้สิ่งที่เรียกว่าการพัฒนาและความเจริญ บ้านเรือน โรงงาน และสถานที่ราชการ ก็พากันย้ายเข้าไปสร้างบนที่ดินแสนงามริมถนนเพิ่งสร้างใหม่ ที่มุ่งสู่เมืองใหญ่ทางตอนเหนือเส้นนี้

ในทางหนึ่ง ผมรู้สึกโชคดีที่ยังพอมีโอกาสได้เห็นและได้สัมผัสกับเนินทรายแบบ Sand Dune ที่เต็มไปด้วยพันธุ์ไม้ท้องถิ่นดั้งเดิม แม้ทุกครั้งที่ไปถึงเราจะพบกับความเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นหมุดที่ดินที่ถูกปักไว้ พร้อมๆ กับการถากถางต้นไม้ใบหญ้าให้เหลือเพียงที่โล่งเตียน ก่อนที่จะสร้างรั้วและทำกำแพงเพื่อรักษาสิทธิ์ในที่ดินเอาไว้ ตามกฎหมายของโมซัมบิกที่หากไม่ได้ใช้ประโยชน์หรือมีสิ่งปลูกสร้างถาวรก็จะถูกรัฐยึดคืน

ในที่ผืนนั้นก็เช่นกัน ตึกที่ทำการขนาดใหญ่หลายชั้นของกระทรวงสาธารณสุขสร้างใกล้เสร็จเต็มทีแล้ว

เราเห็นต้นพญาไร้ใบชนิด Euphorbia triangularis ที่มีกิ่งของลำต้นเป็นรูปสามเหลี่ยมตามชื่อวิทยาศาสตร์ (triangularis = เป็นรูปสามเหลี่ยม) ซึ่งขนาดใหญ่ที่น่าจะมีอายุหลายสิบปีขึ้นอยู่กระจัดกระจายไปทั่ว หลายครั้งเราเห็นเพียงซากลำต้นของมันนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นทราย เห็นรอยหั่นควั่นเป็นแนวเรียบและตรงที่โคนต้นชัดเจน แต่เมื่อเราไปถึง ก็เกินกว่าจะนำกลับมาเยียวยาหรือมาปักชำปลูกใหม่ ลำต้นที่แห้งเพราะน้ำในลำต้นระเหยออกไปแทบหมดแล้ว เชื้อราและแบคทีเรียกำลังมาย่อยสลายทำให้เน่าผุพังตามวิถีแห่งธรรมชาติ

ในที่ดินอีกผืนที่กำลังจะถูกถากถาง เราเห็นต้นพญาไร้ใบชนิดนี้ที่อายุอ่อนสักหน่อยแต่อย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่า 4 – 5 ปี ดังที่เห็นได้จากลำต้นที่สูงกว่า 3 เมตรกำลังยืนเผชิญกับหายนะที่อาจอยู่ไม่ไกล เราจึงตัดสินใจขุดมันขึ้นมาและนำกลับไปปลูกที่ที่ทำงาน

ต้นพญาไร้ใบหรือพืชในสกุล Euphorbia นี้มีจำนวนหลายร้อยชนิดขึ้นอยู่ในที่กึ่งแล้งของแอฟริกา รวมถึงต้นโป๊ยเซียนดอกสีสวยก็มาจากทวีปแอฟริกาในมาดากัสการ์ด้วย 

ต้นไม้ 5 ต้นที่เรานึกว่าเป็นของไทย แต่แท้จริงแล้วมาจากมาจาก แอฟริกา, ต้นไม้ แอฟริกา
ดอกจิ๋วสีเหลืองหรือสีขาว และลำต้นไร้ใบที่เต็มไปด้วยหนามและมียางสีขาว คือลักษณะเด่นของต้นไม้ในสกุล Euphorbia (ในภาพคือชนิด Euphorbia knuthii ซึ่งพบในตอนใต้ของโมซัมบิก) 

แต่ที่อยู่ของพญาไร้ใบในธรรมชาติของแอฟริกาก็กำลังประสบปัญหาไม่ต่างจากกัน

ในอีกที่หนึ่ง ที่ราบสูงบนภูเขาลูกเตี้ยทางตอนใต้ของโมซัมบิก ใกลักับเขตแดนติดกับประเทศแอฟริกาใต้ มีต้นพญาไร้ใบอีกชนิดที่มีรูปร่างแปลกตาขึ้นอยู่เป็นหย่อมใหญ่บนสันภูเขาริมถนน ทางสัญจรของรถขนหินจากโรงโม่หินหลายโรงที่ได้รับสัมประทานจากรัฐบาล

เรามองต้นพญาไร้ใบชนิด Euphorbia clavigera ที่มีรากเป็นโขดเก็บน้ำไว้ใต้ดิน และยื่นลำต้นคล้ายกระบองปกคลุมไปด้วยหนามยาวแหลมขึ้นมา ดอกสีเหลืองขนาดเล็กแบบเดียวกับดอกโป๊ยเซียนที่เราคุ้นตาผลิแย้มออกดอกรายรอบหนามแหลมนั้น แต่เดิมต้นพญาไร้ใบชนิดนี้มีรายงานว่าพบในประเทศแอฟริกาใต้ด้วย แต่ในช่วงที่ผ่านมามีรายงานว่าได้สูญพันธุ์ไปจากแหล่งธรรมชาติแล้ว เนื่องจากถูกเก็บออกไปขายเพื่อเป็นไม้ประดับจนหมดเกลี้ยง

ต้นไม้ 5 ต้นที่เรานึกว่าเป็นของไทย แต่แท้จริงแล้วมาจากมาจาก แอฟริกา, ต้นไม้ แอฟริกา
บนลานหิน Euphorbia clavigera ขึ้นแทรกตัวอยู่ในร่องรอยแตกเป็นกลุ่มๆ

บนเนินเขาลูกนี้เป็นลานหิน มีโขดหินเล็กใหญ่วางเรียงกันสะเปะสะปะตามธรรมชาติ ต้นพญาไร้ใบแทรกตัวขึ้นที่ซอกหินเป็นกลุ่มก้อนสีเขียวน่าดู 

ต้นไม้ 5 ต้นที่เรานึกว่าเป็นของไทย แต่แท้จริงแล้วมาจากมาจาก แอฟริกา, ต้นไม้ แอฟริกา
ต้นพญาไร้ใบอีกชนิด (กับต้นว่านหางจระเข้) ขึ้นอยู่บนเนินเขาใกล้ๆ กัน

เสียงโรงโม่หินที่ดังแว่วมาแต่ไกลๆ และรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่วิ่งผ่านไปมา ขณะที่เรากำลังก้มดูต้นไม้เหล่านี้อยู่ก็พาลให้นึกเสียดายว่า คงอีกไม่นาน ที่ที่พวกมันเคยอยู่นี้ก็คงต้องถูกพัฒนาไปเป็นอย่างอื่นหมด 

ผมได้แต่คิดวนเวียนอยู่ในหัวว่า อนาคตของต้นพญาไร้ใบชนิด Euphorbia clavigera ในแหล่งที่อยู่ตามธรรมชาติแห่งนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง แม้จะรู้ว่าคงทำอะไรไม่ได้มากกว่าที่เล่าให้ฟังอยู่นี้

ผมเคยคิดเล่นๆ ว่า อยากให้ชีวิตติย้ายไปอยู่ตรงนั้น 

4. ว่านหางจระเข้ (Aloe)

ต้นไม้ 5 ต้นที่เรานึกว่าเป็นของไทย แต่แท้จริงแล้วมาจากมาจาก แอฟริกา, ต้นไม้ แอฟริกา
ลูกชายกับว่านหางจระเข้แบบที่มีลำต้นขึ้นสูงเหนือพื้นดินชนิด Aloe marlothii ออกดอกสีเหลืองเด่น ขึ้นอยู่บริเวณริมถนนจากโมซัมบิกเข้าไปยังชายแดนของประเทศแอฟริกาใต้ ใกล้ๆ กับอุทยานแห่งชาติ Kruger National Park

แล้วผม ลูกชาย และชีวิตติขอชวนไปดูว่านหางจระเข้-ต้นไม้ที่คนท้องถิ่นอย่างชีวิตติอาจไม่เคย ‘รู้จัก’ แม้เขาจะเคยเห็นมาตั้งแต่เกิด

เราอาจรู้ดีว่าว่านหางจระเข้มีประโยชน์ ว่านหางจระเข้มีสรรพคุณร้อยแปด เมือกของใบสดที่เป็นวุ้นรักษาแผลได้ชะงัด จนเป็นส่วนประกอบในเครื่องดื่มสมุนไพร ครีมทาตัว หรือแม้กระทั่งผ้าอนามัยของสุภาพสตรี แต่เราอาจไม่รู้ว่า สมุนไพรว่านหางจระเข้ที่เรารู้จักกัน ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aloe vera นั้นมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่คาบสมุทรอาระเบียในตะวันออกกลาง ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา 

ธรรมชาติตามทฤษฎีวิวัฒนาการได้จัดสรรให้ต้นไม้จำพวกว่านหางจระเข้ในสกุล Aloe นี้ขึ้นอยู่ดินแดนแถบนี้ตั้งแต่ตะวันออกกลาง เช่น ในประเทศเยเมน ซาอุดิอาระเบีย ฯลฯ ข้ามทะเลทรายซาฮารา เรื่อยลงมาในแอฟริกาทั้งทวีป แม้กระทั่งที่ใต้สุดอย่างโมซัมบิกที่ผมเคยอยู่

นักพฤษศาสตร์จำแนกพืชให้อยู่ในสกุลว่านหางจระเข้มากกว่า 250 ชนิด ด้วยลักษณะดอกที่มีช่อดอกยาว ประกอบด้วยดอกคล้ายระฆังคว่ำเรียงรายเป็นกลุ่มจำนวนหลายดอก มีสีแดงหรือสีเหลืองไล่เฉดสีต่างกันไปตามแต่ละชนิด ลำต้นมีใบลักษณะอวบน้ำ จึงขึ้นอยู่ในที่แห้งๆ หรือสภาพกึ่งแล้งได้ดี ต้นว่านหางจระเข้บางชนิดมีลักษณะเป็นวงๆ คล้ายดาวกระจาย บางชนิดมีลักษณะเป็นต้นไม้ มีลำต้นสูงและมีกิ่งก้านยื่นใบสูง บางชนิดมีลักษณะคล้ายต้นหญ้า ขึ้นอยู่ในที่สูง ริมหน้าผา รวมถึงที่ราบต่ำบนเนินทรายและที่ริมแม่น้ำ

ต้นไม้ 5 ต้นที่เรานึกว่าเป็นของไทย แต่แท้จริงแล้วมาจากมาจาก แอฟริกา, ต้นไม้ แอฟริกา

แทบทุกที่ที่ไปในโมซัมบิก เราจะเห็นต้นว่านหางจระเข้หลากชนิดขึ้นอยู่ทั่ว

ชีวิตติ เพื่อนดูต้นไม้คู่กายของผมก็เช่นกัน เขาเห็นต้นว่านหางจระเข้จนไม่เคยสังเกตว่ามันมีอยู่

การที่ผมได้ออกไปดูต้นว่านหางจระเข้กับลูกชายพร้อมกับชีวิตติ จึงเป็นการพาคนท้องถิ่นไปรู้จักกับสิ่งที่เขาไม่เคยรู้ว่ามันมีอยู่ไปโดยปริยาย

อย่างเช่นต้นว่านหางจระเข้ 4 – 5 ชนิดต่อไปนี้

ชนิดแรกเป็นต้นว่านหางจระเข้ชนิด Aloe pienaarii และชนิด Aloe spicata ขึ้นอยู่บนสันเขาที่เป็นที่ราบสูง ซึ่งเป็นแขตแบ่งดินแดนของ 3 ประเทศ คือโมซัมบิก แอฟริกาใต้ และเอสวาตินี อยู่ห่างจากกรุงมาปูโต เมืองหลวงที่ผมอยู่ออกไปราว 1 ชั่วโมงนิดๆ เท่านั้น เราเห็นต้นว่านหางจระเข้ชนิดนี้ขึ้นอยู่ที่หน้าผาบนภูเขาเป็นหย่อมๆ สีแดงแต่ไกล ตัดกับหย่อมสีน้ำตาลของภูเขาและหย่อมสีเขียวของต้นไม้ก็เป็นภาพที่สวยงามมาก 

ปกติแล้ว ใบที่อวบน้ำและเป็นวุ้นเมือกข้างในของว่านหางจระเข้ทั่วไปจะเป็นสีเขียว แต่ด้วยความที่ขึ้นอยู่กลางแดดจัด โดนแดดที่ส่องมาริมหน้าเต็มๆ คลอโรฟิลล์ที่ปกติมีเม็ดสีเป็นสีเขียวก็เปลี่ยนเป็นสีแดงจัดเพราะปริมาณแสงจ้า

ต้นไม้ 5 ต้นที่เรานึกว่าเป็นของไทย แต่แท้จริงแล้วมาจากมาจาก แอฟริกา
ว่านหางจระเข้ชนิด Aloe spicata ใบเป็นสีแดงเพราะโดนแสงแดดจัดทั้งวัน

ออกมาจากเดินดูต้นไม้ที่ภูเขาลูกนี้ใกล้ๆ ก็ถึงจุดผ่านแดนเข้าไปยังประเทศเอสวาตินี ซึ่งมีต้นว่านหางจระเข้อีก 2 ชนิดที่น่าสนใจ คือชนิด Aloe cooperi มีใบคล้ายต้นหญ้าขึ้นอยู่บนพื้นดินปนไปกับต้นหญ้า และชนิด Aloe suprafoliata มีใบซ้อนเป็นชั้นๆ ไม่ได้เวียนกันเป็นดาวกระจายเหมือนที่เราเห็นทั่วไป

ครั้งหนึ่ง ผมเคยพาลูกชายและภรรยาไปดูต้นว่านหางจระเข้ทั้งสองชนิดที่ตรงนี้ ซึ่งอยู่ในเขตบ้านเรือนของชาวบ้านที่นำปศุสัตว์อย่างวัวและแพะมากินหญ้าเป็นประจำ ภรรยาและลูกชายเล่นกันอยู่แถวๆ รถที่จอดไว้ ผมเดินดุ่มๆ หายเข้าไปในทุ่งหญ้า แต่โชคไม่เข้าข้างเขาทั้งสอง 

เมื่อกลับถึงบ้าน ภรรยาและลูกชายมีไข้สูง ที่ลำตัวมีจุดคล้ายแมลงกัดและมีร้อยไหม้คล้ายบุหรี่จิ้มที่ตรงกลางแผล 

เราอาจโชคดีขึ้นบ้างที่หลังจากนั้น 2 – 3 วันเราก็ลากลับมาพักที่กรุงเทพฯ พอดี เราจึงไปหาหมอที่โรงพยาบาล ต่อมาหมอวินิจฉัยว่าเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่มาจากเห็บกัด หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อ ‘ไข้รากสาดน้อย’ คุณหมอเด็กของลูกชายขอถ่ายรูปแผลนั้นไป ขอว่าจะนำไปให้หมอคนอื่นทายกันว่าคืออะไร เพราะโรคไข้ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียในแมลงแบบนี้แทบจะหมดไปจากเมืองไทยมาแล้วหลายสิบปีแล้ว

ผมและชีวิตติที่เดินดุ่มๆ ก้มหน้าก้มตาดูต้นไม้ จึงพลาดโรคไข้รากสาดน้อยแอฟริกาไปอย่างเฉียดฉิว

ต้นไม้ 5 ต้นที่เรานึกว่าเป็นของไทย แต่แท้จริงแล้วมาจากมาจาก แอฟริกา
ว่านหางจระเข้ชนิด Aloe marlothii ในสภาพธรรมชาติ

ต้นว่านหางจระเข้ชนิดต่อมาที่ผมว่าอลังการ คือว่านหางจระเข้ชนิด Aloe marlothii เป็นชนิดที่ลูกชายโปรดปรานเป็นพิเศษ เพราะเป็นว่านหางจระเข้ต้นยักษ์ มีลำต้นสูงเป็นเมตร ใบสีเขียวอ่อนมีหนามขนาดใหญ่ดูขรุขระ เมื่อออกดอก จะเห็นช่อดอกเป็นสีเหลืองจัด ลูกชายเคยเห็นฝูงผึ้งบินมาเกลือกกลั้วเกสรดอก จนเชื่อมโยงผึ้งกับดอกไม้ผ่านการรับรู้จากการเห็นว่านหางจระเข้ชนิดนี้ในธรรมชาติ ซึ่งเราเห็นได้ตลอดเส้นทางจากกรุงมาปูโตไปยังชายแดนฝั่งแอฟริกาใต้ ที่เรามักเข้าไปจับจ่ายซื้อข้าวของเครื่องใช้อุปโภคและบริโภคกันเป็นประจำ

อีกต้นหนึ่งคือว่านหางจระเข้ชนิด Aloe parvibracteata ที่ขึ้นอยู่เหมือนเป็นวัชพืชในเขตรัศมีรอบๆ กรุงมาปูโต เราไปที่ไหนก็จะเห็นว่านหางจระเข้ชนิดนี้ ไม่ว่าจะริมถนนหลวง ในพื้นที่รกร้างว่างเปล่า หรือในเขตป่าโกงกางใกล้ปากแม่น้ำ แต่ต้นที่เราเห็นอยู่ดาษดื่นคล้ายเป็นวัชพืชเช่นนี้กลับมีเขตการกระจายพันธุ์ที่แคบมาก คือเพียงแค่ทางตอนใต้ของโมซัมบิกและบางส่วนของแอฟริกาใต้เท่านั้น ซึ่งนั่นหมายความว่า หากพื้นที่เหล่านี้ถูกพัฒนากลายเป็นเมืองเสียหมด แม้ว่าจะมีอยู่เยอะแยะมากมายในวันนี้ แต่ในวันข้างหน้าก็สูญพันธุ์ไปง่ายๆ ได้เหมือนกัน

ต้นไม้ 5 ต้นที่เรานึกว่าเป็นของไทย แต่แท้จริงแล้วมาจากมาจาก แอฟริกา
เขตหมู่บ้านในต่างจังหวัด ต้นไม้อย่าง Aloe parvibracteata ที่มีเขตการกระจายพันธุ์จำกัดอยู่เพียงบริเวณทางตอนใต้ของประเทศโมซัมบิกและบางส่วนของแอฟริกาใต้ก็ขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก และถูกรุกรานโดยกิจกรรมของมนุษย์เช่นกองขยะกองนี้

ว่านหางจระเข้ชนิดนี้เป็นพรมกว้างชูช่อดอกสีแดงสวยมาก ในบางที่เช่นในกองขยะข้างทาง พวกมันก็ไม่วายที่จะกระเสือกกระสนมีชีวิตอยู่ และชูช่อดอกสร้างความงดงามท่ามกลางความรกรุงรังของกองขยะที่คนมาทิ้งไว้ข้างทาง 

5. ลิ้นมังกร (Sansevieria) 

ต้นไม้ 5 ต้นที่เรานึกว่าเป็นของไทย แต่แท้จริงแล้วมาจากมาจาก แอฟริกา
ดอกของลิ้นมังกรชนิด Sansevieria (Dracaena) concina ที่มักบานในเวลากลางคืนและในช่วงสั้นๆ

หากจะจบที่ผมเขียนนี้โดยปราศจากต้นลิ้นมังกรในสกุล Sansevieria (ปัจจุบัน นักพฤกษศาสตร์ด้านอนุกรมวิธานได้ยุบรวมต้นลิ้นมังกรในสกุล Sansevieria ให้รวมอยู่ในสกุล Dracaena ซึ่งเป็นสกุลเดียวกับต้นวาสนาแล้ว) ก็คงจะเป็นไปไม่ได้

แต่ต้นลิ้นมังกร เป็นต้นที่ผู้ช่วยของผมอย่างชีวิตติไม่ค่อยถูกจริตนัก เพราะเขาต้องจัดการต้นลิ้นมังกรที่เราเก็บมาปลูกที่ทำงาน ไม่ให้มันแพร่ระบาดไปในส่วนอื่นๆ ของสวน

เราอาจไม่รู้ว่าต้นลิ้นมังกรที่เราคุ้นเคยเป็นต้นไม้พระเอกประจำออฟฟิศและบ้านของเรา แท้จริงแล้วล้วนมีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปแอฟริกาและคาบสมุทรอาระเบีย เลยไปถึงแถบชายแดนอินเดีย

ไม่แตกต่างจากต้นว่านหางจระเข้ ที่ไปในที่ไหนๆ ก็จะเจอต้นลิ้นมังกรต่างชนิดกัน 

ทั้งในที่แห้งแล้งกลางแดดจัด หรือในที่ชุ่มชื้นใต้ร่มไม้

ต้นลิ้นมังกรเป็นต้นไม้ทนทายาด ชาวบ้านเผาป่าเพื่อเตรียมเพราะปลูก แต่ต้นลิ้นมังกรซึ่งมีเหง้าไหลอยู่ยาวใต้พื้นดินก็งอกขึ้นมาใหม่ได้ 

ในสวนต้นไม้ของที่ทำงาน ชีวิตติซึ่งมีหน้าที่ดูแลต้นไม้ในสวนดูท่าจะหงุดหงิดกับต้นลิ้นมังกรมากเป็นพิเศษ เพราะมันปลูกง่าย แถมไหลใต้ดิน ชอบเลื้อยและออกใบโผล่ขึ้นในที่ที่เราไม่อยากให้ขึ้น จนทำให้เขามีงานหนักต้องไล่ถอน ควบคุมไม่ให้ต้นลิ้นมังกรแพร่ขยายไปทั่วสวนเล็กๆ ที่เรามี

ผมเคยเห็นต้นมังกรชนิดหนึ่งที่เนินหินริมทะเลสาบมาลาวีในฝั่งของประเทศโมซัมบิก ต้นสูงถึงเมตรกว่า ในขณะที่ผมก็เคยเห็นต้นลิ้นมังกรซึ่งคาดว่าจะเป็นชนิด Sansivieria concinna สายพันธุ์จิ๋วที่มีขนาดไม่ถึงหนึ่งคืบ บนทิวเขาริมชายแดนโมซัมบิกกับแอฟริกาใต้และเอสวาตินี มีต้นลิ้นมังกรชนิด Sansivieria grandis ที่มีขนาดใบกว้างราวๆ หนึ่งคืบ แล้วมีปลายขอบใบเป็นสีแดงสด

ต้นลิ้นมังกรออกดอกสีขาวมีกลิ่นหอม ซึ่งจะบานในเวลากลางคืนเพียงแค่ไม่กี่วัน ก่อนที่จะเหี่ยวและร่วงหล่นพัฒนาเป็นเมล็ด

ในธรรมชาติ ต้นลิ้นมังกรอยู่กันแบบง่ายๆ ตราบใดที่มันยังมีที่ให้มันขึ้นอยู่ ผืนดินไม่ถูกเปลี่ยนเป็นบ้านเรือนหรือแผ้วถางเป็นไร่มันไร่ข้าวโพด 

ต้นไม้ 5 ต้นที่เรานึกว่าเป็นของไทย แต่แท้จริงแล้วมาจากมาจาก แอฟริกา
ต้นลิ้นมังกรขึ้นปะปนอยู่กับต้นไม้และวัชพืชหลากชนิด

พ่อของชีวิตติเพิ่งยกที่ดินแปลงใหญ่ให้เพื่อทำการเกษตร ผมบอกชีวิตติว่าอย่าถางต้นไม้ที่เราไปเห็นๆ กันมานี้หมดล่ะ ยังดีที่ที่ดินในบ้านแม่ของเขา ชีวิตติใช้อิฐบล็อกก่อเป็นกระบะปูนใหญ่ และนำต้นไม้ท้องถิ่นมาปลูกไว้ด้วย ซึ่งผมพยายามบอกชีวิตติว่า เรื่องปากท้องที่จะต้องใช้ที่ดินมาทำเกษตรกรรมให้เป็นประโยชน์ก็สำคัญ แต่เรื่องของดีที่เขามีอย่างเช่นต้นไม้แบบนี้ เขาก็ควรจะนึกถึงเช่นกัน

ความง่ายของต้นลิ้นมังกรที่ไม่เรื่องมากว่ามีแสงมากแสงน้อย ดินดีหรือดินไม่ดี จึงอาจทำให้ต้นลิ้นมังกรเป็นต้นไม้ประชานิยมเช่นนี้

ยิ่งในแหล่งกำเนิดของมัน ต้นลิ้นมังกรขึ้นอยู่ในทุกที่แม้ในที่แห้งแล้งหรือที่ถูกคุกคามที่สุด

Writer & Photographer

อาทิตย์ ประสาทกุล

ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ และแฟนคลับ The Cloud

แอฟริกันเอง

เรื่องราวเกี่ยวกับแอฟริกาที่จะทำให้รู้สึกว่า เราไม่ได้อยู่ไกลกันอย่างที่คิด

ในวันที่ยังอ่อนต่อแอฟริกา ในวันที่แอฟริกายังเหมือนเป็นคนแปลกหน้า ผลงานของ ชาร์ลส์ เซกาโน (Charles Sekano) ศิลปินชาวแอฟริกาใต้ที่หนีภัยการเมืองของการแบ่งแยกสีผิวทำให้ผม ในขณะเป็นเจ้าหน้าที่การทูตวัยละอ่อน ทั้งอ่อนวัยและอ่อนต่อโลก ได้เข้าใจและรู้จักประเทศและทวีปที่ห่างไกลกับความรู้สึกเช่นนี้

ในอดีต ทุกประเทศที่อยู่ในทวีปแอฟริกาอาจเหมือนดั่งถูกคำสาป แม้มีทรัพยากรธรรมชาติล้ำค่ามหาศาล ตั้งแต่ของป่า เพชรพลอย จนกระทั่งถึงหินแร่มีค่าที่ถูกขนออกไปทั่วโลกในช่วงประวัติศาสตร์สมัยที่ผ่านมา แต่ก็ถูกกดขี่ข่มเหงจากผู้คนที่มาจากภายนอกทวีป ยุคที่น่าเห็นใจที่สุดเห็นจะไม่พ้นช่วงอาณานิคม ที่ประเทศมหาอำนาจในยุโรปเข้ามาประชันขันแข่งขยายอาณานิคมกันจ้าละหวั่น

การเข้ามาของคนต่างถิ่น โดยเฉพาะคนผิวขาวเช่นชาวยุโรป ทำให้เกิดการแบ่งแย่งสีผิว แบ่งแย่งชนชั้น ในรูปแบบทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ แต่ที่เห็นจะแย่ที่สุด คงไม่พ้นการแบ่งแยกซึ่งทำให้เหมือนถูกต้องด้วยกฎหมายและการปกครอง ตัวอย่างชัดที่สุดเห็นจะไม่พ้นการปกครองแบบแบ่งแยกสีผิว หรือ Apartheid ในแอฟริกาใต้ที่ผ่านมา

แรงกดดันและความร้ายกาจของการแบ่งแยกที่กดขี่คนผิวดำให้ต่ำต้อยกว่าคนผิวขาว ดั่งเรื่องเล่าที่ถูกนำมายกตัวอย่างบ่อยๆ ว่า หมาของคนขาวยังมีสิทธิมากกว่าคนผิวดำ ซึ่งเดินอยู่บนท้องถนนในยุคสมัยรัฐบาลแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้

นั่นคือเรื่องราว Charles Sekano ศิลปินที่ทำให้ผมได้รู้จักและเข้าใจแอฟริกาเป็นคนแรก

รู้จัก Apartheid การแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาและการปลดปล่อย ผ่านภาพวาดของ Charles Sekano
1

ประเทศแอฟริกาใต้ เป็นประเทศที่มีความมั่งคั่งและเจริญรุ่งเรือง มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของทวีป มีภูมิประเทศสวยงาม เต็มไปด้วยทุ่งโล่งสลับกับที่ราบสูงและเทือกเขาเป็นทิวริมชายฝั่งทะเล นอกจากจะโด่งดังเรื่องอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่มีเมืองเคปทาวน์ เป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของโลกแล้ว ยังมีอุตสาหกรรมหลักอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเหมืองแร่ ซึ่งรวมถึงเพชร ทองคำ และทองคำขาว การผลิตชิ้นส่วนและประกอบรถยนต์ การต่อเรือพาณิชย์ ผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะผลไม้เมืองหนาวด้วย

รูปแบบการปกครองบนแนวคิดแบ่งแยกชนชั้นจากสีผิวที่เรียกว่า Apartheid (อะพาไทด์) เกิดขึ้นในช่วง ค.ศ. 1948 และเพิ่งจบลงไปเมื่อไม่ถึง 30 ปีก่อน ในต้นทศวรรษ 1990 ถือเป็นฝันร้ายของชาวแอฟริกาใต้และตราบาปของโลก

การปกครองแบบแบ่งแยกที่ผู้ปกครองเป็นคนผิวขาว และใช้อำนาจปกครองแบบเผด็จการ บนพื้นฐานแนวคิดที่ว่า คนผิวขาวแม้จะเป็นเพียงคนส่วนน้อยที่มีอยู่เพียงหยิบมือ จะต้องเป็นใหญ่ในประเทศแอฟริกาใต้ ทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เหนือคนท้องถิ่นที่เป็นคนผิวดำที่มีอยู่เดิม และคนผิวสีมาจากชนเผ่าต่างๆ ในแอฟริกา รวมทั้งคนอินเดียที่เดินทางมาตั้งรกรากตั้งแต่สมัยอาณานิคมอังกฤษ หรือคนจีน

ในภาษาอาฟรีกานส์ (Afrikaan) ซึ่งเป็นภาษาของคนขาวที่มีรากศัพท์มาจากภาษาดัตช์ Apartheid แปลว่า การแบ่งแยก (Separateness หรือ Apart-hood)

ในช่วง ค.ศ. 1948 – 1950 รัฐบาลของคนขาวใช้แนวคิดนี้ในการปกครอง โดยเฉพาะการออกกฎหมายแบ่งแยกชนชั้นตามสีผิว กฎหมายแรกๆ ที่เริ่มแสดงให้เห็นเป้าประสงค์ทางการเมืองของผู้ปกครอง คือการออกกฎหมายห้ามแต่งงานกันข้ามสีผิว และกฎหมายที่กำหนดว่าการมีสัมพันธ์ข้ามสีผิวถือเป็นการผิดศีลธรรม

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน รัฐบาลคนขาวเจ้าของลัทธิการแบ่งแยกก็ได้ออกกฎหมายมาอีกฉบับ เพื่อให้มีการสำรวจและทำสำมะโนประชากร แต่นั่นมิได้เพื่อให้เกิดการจัดเก็บข้อมูล หรือช่วยให้รัฐบาลกระจายทรัพยากรต่างๆ ได้อย่างเป็นธรรมและทั่วถึงตามที่ควรจะเป็น แต่มีไว้แบ่งคนให้ชัดเจนตามสีผิว บนพื้นฐานของรูปลักษณ์ บรรพบุรุษที่สืบเสาะหาได้ สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม และรูปแบบการใช้ชีวิต โดยแบ่งเป็นคนผิวดำ คนผิวขาว คนผิวสี และคนอินเดีย ซึ่งมีสถานะย่อยๆ อีกมาก

การปกครองแบบ Apartheid ก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติมากมาย และเป็นการเลือกปฏิบัติที่ได้รับการรับรองหรือดำเนินการโดยรัฐบาลด้วยซ้ำ โดยผ่านการออกกฎหมายและการออกกฎระเบียบหยุมหยิมมากมาย เช่น คนผิวดำจะไม่ได้รับอนุญาตให้เดินเข้ามาในถิ่นที่อยู่อาศัยหรือศูนย์กลางธุรกิจของคนขาว ไม่นับรวมว่าคนผิวดำจะไม่สามารถดำเนินธุรกิจหรือเปิดกิจการใดๆ ในถิ่นคนขาวได้

…หากคนผิวสีดำจะต้องเข้าไปทำงานในถิ่นของคนผิวสีขาว ต้องมีบัตรแสดงตัวที่ออกให้กับเฉพาะคนผิวสีดำเท่านั้น และจะต้องทำงานเฉพาะงานรับใช้เท่านั้น

…คนผิวดำไม่สามารถเข้าโรงหนังที่อยู่ในเขตคนผิวขาวได้ (แต่ในเขตคนผิวดำก็ไม่มีโรงหนังตั้งอยู่สักโรง) หรือชายทะเลก็มีการแบ่งว่าหาดนี้เล่นได้เฉพาะคนผิวขาวเท่านั้น ไม่นับว่าห้องน้ำยังต้องมีการแบ่งแยกกันเป็นธรรมดา

ปมในใจ การเลือกปฏิบัติ และการถูกกดขี่ภายใต้ระบบการปกครองที่ไม่เป็นธรรมเช่นนี้ เริ่มแรกอาจจะเป็นที่ยอมรับและเกิดขึ้นได้ เพราะคนส่วนใหญ่ที่อยู่ใต้การปกครองยังไม่รับรู้หรือรู้เรื่อง แต่เมื่อคนผิวดำเริ่มได้รับการศึกษา อ่านออกเขียนได้ และเข้าถึงระบบและกระบวนการทางความคิดต่างๆ ก็เริ่มรู้สึกได้ถึงความไม่เท่าเทียมและความไม่เป็นธรรม ที่เกิดขึ้นจากการเลือกปฏิบัติเช่นนี้มาเป็นสิบๆ ปี

คงไม่ต้องบอกว่า ความรู้สึกไม่เท่าเทียมกันโดยเฉพาะที่คนกลุ่มน้อย ซึ่งเป็นคนผิวขาวที่เป็นประชากรเพียงกลุ่มเล็กๆ กลุ่มเดียวได้รับโอกาสมากกว่าประชากรกลุ่มอื่นๆ ในสังคมเช่นนี้จะลงเอยอย่างไร

รู้จัก Apartheid การแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาและการปลดปล่อย ผ่านภาพวาดของ Charles Sekano
รู้จัก Apartheid การแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาและการปลดปล่อย ผ่านภาพวาดของ Charles Sekano
2

Charles Sekano เป็นคนแอฟริกาใต้โดยกำเนิด หนีความย่ำแย่ของประเทศตัวเองที่ปกครองด้วยรัฐบาลคนขาวซึ่งชูนโยบาย Apartheid หรือการปกครองแบบแบ่งแยกเป็นหลัก ไปยังหลายประเทศทั่วแอฟริกา ก่อนจะมาลงหลักปักฐานในเคนยา

ที่นั่น ในทศวรรษ 1990 เขาได้ใช้ชีวิตดั่งฝัน ในสังคมที่เต็มไปด้วยความหวัง เพราะเคนยาเพิ่งได้รับเอกราชจากอังกฤษ และการทะเลาะเบาะแว้งในประเทศได้สิ้นสุดไปแล้ว มีรัฐบาลนำโดยประธาธิบดีผิวดำที่ประชาชนเลือกตั้งขึ้นมาเอง

Charles Sekano ใช้ชีวิตแบบ Bohemian คนที่รู้จักเขาอธิบายได้ด้วยคำที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร P 3 คำในภาษาอังกฤษ

Pianist เขาเล่นเปียโนที่ผับบาร์ในกรุงไนโรบี เป็นอาชีพหลักที่ทำให้เขาอยู่อาศัยในเมืองใหญ่แห่งนี้ได้โดยไม่ขัดสน

Painter เขาเป็นศิลปินที่ไม่ได้ร่ำเรียนมาจากโรงเรียนศิลปะ สีและลายเส้นที่เขาวาดลงบนกระดาษ อธิบายสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจ อันโหยหาความเท่าเทียมและไม่แบ่งแยก และหญิงสาว

Poet ความเป็นศิลปินของเขาทำให้รู้จักพูดจา และเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน

เขาได้รับทั้งเงินเจือจุนชีวิตในฝัน และความสุขที่จุนเจือชีวิตบนความเป็นจริง

รู้จัก Apartheid การแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาและการปลดปล่อย ผ่านภาพวาดของ Charles Sekano
ทำความรู้จัก ‘Charles Sekano’ ศิลปินแนว Cubism แห่งแอฟริกาใต้ ผู้หนีการปกครองแบบแบ่งแยกชนชั้นสีผิว สู่อิสรภาพ ความเท่าเทียม และศิลปะ
3

ภาพวาดของ Charles Sekano ละม้ายงานของ ปิกัสโซ (Picasso) ที่ทุกคนรู้จัก

ลายเส้นแบบ Cubism ผสมกับเส้นสีเทียน ร่ายม้วนเลี้ยวไปมาบนกระดาษ การลงสีสดใสและภาพที่ปรากฏออกมาชวนให้คิดถึงความจริงบนโลก โลกที่เต็มไปด้วยความสวยงาม ตั้งอยู่บนพื้นฐานของเท่าเทียมและความหลากหลาย ซึ่งเขาได้แสดงออกมาผ่านภาพของหญิงสาวต่างสีผิว ความรู้สึกรักใคร่ชอบพอกันของหญิงชาย ความฝัน ความหวัง และความจริง

เหล่านี้แม้เป็นความรู้สึก เป็นธรรมชาติ เป็นสัญชาตญาณของคนทั้งโลก แต่เราอาจพอจะนึกต่อไปได้ว่า คนที่อาศัยอยู่ในแอฟริกาช่วงนั้นจะรู้สึกแบบเดียวกัน แต่คงรู้สึกอย่างแรงกล้ากว่ามาก สภาพแวดล้อมที่รายล้อมไปด้วยการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่กดดัน จะรู้สึกมากกว่าคนที่อยู่ที่อื่นมากมายเช่นไร

ทำความรู้จัก ‘Charles Sekano’ ศิลปินแนว Cubism แห่งแอฟริกาใต้ ผู้หนีการปกครองแบบแบ่งแยกชนชั้นสีผิว สู่อิสรภาพ ความเท่าเทียม และศิลปะ
4

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน ในวันแรกๆ ที่เดินทางถึงเคนยาใหม่ๆ

ผมรู้จักกับ Charles Sekano ศิลปินผู้ทำให้ผมเข้าใจอดีตของแอฟริกาที่นำมาสู่ปัจจุบัน จากแกลเลอรี่ชื่อดังใจกลางกรุงไนโรบี ในยุคสมัยใกล้ร่วงโรย

เศรษฐกิจโดยรวมของเคนยาไม่ได้ดีเหมือนแต่ก่อน สงครามกลางเมืองที่เกิดจากความไม่ลงรอยกันของชนเผ่าในเคนยา หลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีไม่กี่ปี ไม่นับเหตุการณ์การวางระเบิดสถานทูตอเมริกันโดยกลุ่มก่อการร้าย ทำให้กรุงไนโรบีในวันนั้น วันที่ผมเดินทางถึง ในช่วงต้นทศวรรษ 2010 ไม่ได้ครึกครึ้นและครื้นเครงเหมือนแต่ก่อน

ผมเดินเข้าไปในแกลเลอรี่ที่ดูหงอยๆ พนักงานเก่าแก่พาผมไปชมรูปที่ฝุ่นจับเกรอะกองซ้อนๆ กันอยู่ สายตาและความรู้สึกของผมในแวบนั้น สะดุดกับรูปภาพหลายภาพที่ทำให้บรรยากาศความหงอยเหงาของตัวเองที่ไปถึงไปทำงานใหม่ๆ ในสถานที่แห่งใหม่สดชื่นขึ้นมาทันทา

สนนราคาหลายพันดอลลาร์ ทำให้ผมไม่กล้าที่จะซื้อภาพที่ผมชอบ เพราะผมยังจะต้องซื้อรถ ซื้อของเข้าบ้าน และยังไม่รู้ว่าจะต้องใช้สตางค์ที่นำมาจากประเทศไทยทำอะไรอีกไหม ผมทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้กับพนักงานเฝ้าแกลเลอรี่คนนั้นอย่างแกนๆ

แล้วก็ไม่คิดว่าจะได้งานของเขามาครอบครอง

จนกระทั่งวันหนึ่งเกือบ 2 ปีผ่านไป ขณะที่ผมกำลังนั่งรถไปสนามบิน เพื่อไปพักร้อนที่ประเทศแอฟริกาใต้ ผมได้รับโทรศัพท์จากสุภาพสตรีที่ผมไม่รู้จัก

เธอแนะนำตัวว่า เธอเป็นลูกสาวของหุ้นส่วนเจ้าของแกลเลอรี่แห่งนั้น เธอได้เบอร์โทรศัพท์ผมมาจากพนักงาน และโทรมาถามว่าผมยังสนใจในงานของ Charles Sekano อยู่ไหม เธอต้องการขายภาพทั้งหมดที่อยู่ในแกลเลอรี่ของพ่ออย่างรวดเร็วที่สุด เพราะกำลังมีเรื่องที่ยังตกลงไม่ได้กับหุ้นส่วนอีกคน ซึ่งดูเหมือนกำลังจะพยายามฮุบทุกอย่างเอาไว้ เธอร้อนรนและร้อนใจมาก

เครื่องบินกำลังจะออกไปยังนครโจฮันเนสเบิร์ก-บ้านของ Charles Sakano ในแอฟริกาก็คงอยู่แถวๆ นั้น

คงเดาออกว่า ผมตอบและพูดคุยกับเสียงสุภาพสตรีปลายสายนั้นว่าอย่างไร

ทำความรู้จัก ‘Charles Sekano’ ศิลปินแนว Cubism แห่งแอฟริกาใต้ ผู้หนีการปกครองแบบแบ่งแยกชนชั้นสีผิว สู่อิสรภาพ ความเท่าเทียม และศิลปะ
ทำความรู้จัก ‘Charles Sekano’ ศิลปินแนว Cubism แห่งแอฟริกาใต้ ผู้หนีการปกครองแบบแบ่งแยกชนชั้นสีผิว สู่อิสรภาพ ความเท่าเทียม และศิลปะ
5

ปัจจุบัน Charles Sekano อายุใกล้ 80 ปีแล้ว

เขากลับไปแอฟริกาใต้อยู่ในเมืองเล็กๆ ใกล้กรุงพริทอเรีย เมืองหลวงของแอฟริกาใต้ ได้เป็นสิบปีแล้ว

เขาเลิกเล่นเปียโน เลิกวาดรูป และเลิกแต่งกลอนแล้ว

Writer

อาทิตย์ ประสาทกุล

ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ และแฟนคลับ The Cloud

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load