ไม่ว่าคุณจะชอบเสี่ยงโชคหรือไม่ เชื่อว่าทุกคนเคยเกี่ยวข้องกับหวย หรือสลากกินแบ่งรัฐบาลไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง แถมจากสถิติยังชี้ว่า คนไทยกว่า 21 ล้านคนลงทุนในเลขเสี่ยงโชคกันมากมายหลาย อย่างน้อยในวัยเตาะแตะ ก็ต้องเคยโดนแม่ใช้ให้ไปจิ้มเลขเด็ดบนแผงกันบ้าง 

นอกจากต้องลุ้นทุกวันที่ 1 และ 16 ของเดือนว่าเลขที่ออกงวดนี้จะเป็นอะไร เคยสังเกตด้านซ้ายของกระดาษสลากฯ ที่ผ่านมือกันบ้างไหม ว่าทำไมกระดาษเสี่ยงดวงของไทยถึงต้องมีภาพวาดเปลี่ยนลายแตกต่างไปทุกงวด แล้วภาพเหล่านี้มีที่มาอย่างไร

มิวเซียมสยามถามเราด้วยคำถามนี้ เพราะนี่คือเนื้อหาในนิทรรศการล่าสุด ‘หวยแหลก แตกประเด็นคนเล่นหวย’ ถ้าอยากได้คำตอบแบบสั้น ก็ไปเดินชมได้ในงาน แต่เราดันอยากได้คำตอบแบบยาว มิวเซียมสยามก็เลยชวนเราไปคุยกับคนวาดตัวจริง

นิ้งค์-สิริมา วิบูลย์ศรินทร์ ช่างศิลป์ กลุ่มงานออกแบบสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล คือนักวาดเขียนผู้อยู่ข้างหลังภาพสลากกว่าหลายร้อยงวด เธอไม่ได้เข้ามาทำในตำแหน่งนี้เพื่อตั้งใจหาเลขเด็ด หรือเป็นคนวาดภาพบนกระดาษเสี่ยงโชคแต่แรกเริ่ม ทั้งเคยเป็นนักเรียนช่างทอสุดเฮี้ยว นักวาดภาพการ์ตูนบนแบบเรียนสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช ที่ตีพิมพ์แบบเรียนดรุณศึกษา นักออกแบบจิวเวลรี่ เฟอร์นิเจอร์ ก่อนจับพลัดจับผลูมาวาดภาพบนสลากจนเข้าปีที่ 29 แถมเส้นทางในสายศิลปะของเธอก็มันหยด และต้องอาศัยการเสี่ยงโชคไม่แพ้ลอตเตอรี่ 

วันนี้เราเดินทางมายังสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (สำนักการพิมพ์) ย่านเอกมัย ก่อนเดินเข้าตึกสีฟ้าตรงหน้า เพื่อสืบหาความลับเบื้องหลังกระดาษที่หลายคนซื้อมาเป็นขวัญกำลังใจ 2 ครั้งต่อเดือน นอกจากเลข 6 หลักยังมีความสนุกอะไรให้ลุ้นกันงวดต่องวดบ้าง 

ไม่แน่นะว่าเรื่องราวต่อจากนี้อาจทำให้คุณมองหวยเปลี่ยนไปเลยก็ได้

เปิดแผงเสี่ยงโชค

นักวาดมือหนึ่งของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเล่าให้เราฟังว่า จุดเริ่มต้นที่รู้ตัวว่าหลงใหลในภาพวาดเริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยประถม จากตุ๊กตากระดาษ วาดรูปดาราคนโปรด และเห็นอะไรเป็นต้องหยิบดินสอกับกระดาษขึ้นมาวาด

“เริ่มจากชอบวาดมาเรื่อย ๆ ไม่ได้มีหลักการอะไร ก็มีวาดตุ๊กตากระดาษที่เปลี่ยนชุดได้ขายเล่น ๆ แล้วก็ชอบวาดรูปคน รูปดารา รู้ตัวว่าชอบ Drawing เลยมาทางนี้ พอโตขึ้นรู้ว่าชอบแล้วต้องเพื่อความอยู่รอดด้วย เลยลองมาหลายอย่าง สมัยวัยรุ่นเคยย้อมไหม จับกระสวย เพราะเรียนออกแบบอุตสาหกรรมสิ่งทอ ที่วิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพฯ ก่อนออกมาแล้วก็คิดว่าอยากเป็นสถาปนิก แต่ได้ลองแล้วน่าจะเรียนทำสื่อโฆษณามากกว่า เลยตัดสินใจมาเรียนศิลปะประยุกต์ที่โรงเรียนไทยวิจิตรศิลป ก่อนไปต่อที่วิทยาเขตเพาะช่าง แล้วก็ดิ้นรนทำงานสารพัดไปด้วยตอนนั้น”

เธอเล่าอย่างออกรสว่าทั้งปีนเขียนคัทเอาต์เท่าตึก 3 ชั้น หรือปีนเพดานไปวาดภาพมาแล้วเพื่อฝึกฝีมือ แม้กระทั่งงานที่ดูเหมือนไปคนละทางก็ทำมาหมด

“เพราะเราต้องหาเงินเรียนเอง ครึ่งวันเรียน อีกครึ่งวันก็รับงาน มีออกแบบเฟอร์นิเจอร์เท่าจริงที่โรงแรมด้วย จำได้ว่าครึ่งวันได้เงินสามสิบห้าบาท ทำเช้าเรียนภาคบ่าย ทำมาสักระยะแล้วก็รับงานวาดการ์ตูนที่สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช ได้ออกแบบจิวเวลรี่ หรือพวกบรรจุภัณฑ์ก็มี ชีวิตเหมือนกับว่าเราไม่เก่งอะไรสุด ๆ แต่ทำตรงนั้นตรงนี้ได้ แล้วชีวิตมันหักเหมาก ไม่ได้เป็นเส้นตรงเลย กว่าจะได้มาทำงานที่นี่ก็เหมือนกัน”

หลังจากสั่งสมประสบการณ์จากการทำงานหลากหลาย สุดท้ายโชคชะตาก็ทำให้เธอเจอเข้ากับประกาศรับสมัครช่างศิลป์ ลองเสี่ยงดวงมาสอบวาด แข่งออกแบบกับคนนับร้อยดูสักครั้ง โดยตอนนั้น เธอยังไม่รู้ว่าจะได้เข้ามารับตำแหน่งในกลุ่มออกแบบสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลใน พ.ศ. 2535 และได้วาดภาพต้นฉบับวันสงกรานต์ ประจำงวดเดือนเมษายนลงบนสลากฯ เป็นภาพแรก

สิริมา วิบูลย์ศรินทร์ นักวาดภาพใบสลากกินแบ่งรัฐบาล สร้างสีสันการลุ้นดวงเกือบ 30 ปี
สิริมา วิบูลย์ศรินทร์ นักวาดภาพใบสลากกินแบ่งรัฐบาล สร้างสีสันการลุ้นดวงเกือบ 30 ปี

พรุ่งนี้รวย

แล้วการวาดภาพบนสลากฯ ต่างจากวาดภาพทั่วไปอย่างไร – เราถาม

“หลักการวาดภาพเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นศิลปะอิสระเขาก็วาดตามใจ ไม่เหมือนกับที่นี่ มีกฎเกณฑ์ ต้องระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ลอกเลียนแบบ ไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันศาสนา และประเด็นขัดแย้งต่าง ๆ พยายามเลือกเรื่องที่ดูเป็นกลางมากที่สุดเพราะทุกคนต้องจับ ต้องเห็น และอีกอย่างหนึ่งคือ ต้องนำเสนอความเป็นไทยที่น่าประชาสัมพันธ์ให้คนรับรู้”

กว่า 580 งวดตั้งแต่เธอทำงานมา ยังไม่มีภาพซ้ำกันเลยแม้แต่งวดเดียว

“เรื่องอาจจะมีซ้ำกัน เช่น วันนักขัตฤกษ์ อย่างวันแรงงานทุกวันที่ 1 พฤษภาคม หรือวันลอยกระทง มันต้องมีทุกปี แต่ภาพเราต้องวาดขึ้นมาใหม่ทุกครั้ง เริ่มจากการประชุมกันในทีมก่อน เพื่อหาแนวทางของงวดที่ 1 และ 16 ไปจนถึงวันสำคัญต่าง ๆ” เธอหยิบแผนประจำปีนี้ขึ้นมาให้เราดู แต่เนื่องจากยังเป็นความลับ เลยขออุบเอาไว้ให้รอติดตามในแผงกันเอาเอง

สิริมา วิบูลย์ศรินทร์ จากอดีตนักวาดการ์ตูน สู่ช่างศิลป์แห่งสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ผู้สร้างสีสันแบบไทยๆ บนใบสลาก
สิริมา วิบูลย์ศรินทร์ จากอดีตนักวาดการ์ตูน สู่ช่างศิลป์แห่งสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ผู้สร้างสีสันแบบไทยๆ บนใบสลาก
สิริมา วิบูลย์ศรินทร์ จากอดีตนักวาดการ์ตูน สู่ช่างศิลป์แห่งสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ผู้สร้างสีสันแบบไทยๆ บนใบสลาก

จากนั้นทุกคนก็มาระดมความคิดกัน ว่าหัวข้อหลักที่จะนำมาใช้คือเรื่องอะไร หาข้อมูลจากที่ไหน ก่อนทำแบบร่างเสนอหัวหน้ากองออกแบบและแม่พิมพ์ให้เห็นชอบก่อน จากนั้นจึงขออนุมัติเสนอรูปแบบสลากประจำปีนั้น ๆ ตามสายบังคับบัญชาต่อไป

“ส่วนใหญ่เลือกนำเสนอเรื่องสถานที่ ที่คนอาจไม่ค่อยรู้จัก เช่นเมืองรองที่น่าสนใจแต่ไม่ค่อยมีใครไปเที่ยว หรือพวกผลไม้ ดอกไม้ สัตว์ที่คนไม่ค่อยเห็น ซึ่งบางทีเราก็ลงพื้นที่ไปเก็บข้อมูลกันเอง อย่างภาพไก่แจ้ เราก็ไปหาประธานไก่แจ้กันถึงลาดกระบังนู่น เพื่อขอภาพมาใช้เป็นแบบการวาด จากนั้นก็เสนอแผนทั้งปี ยี่สิบสี่งวดที่มีรูปภาพครบทุกงวด แบ่งเป็นแต่ละเรื่อง อย่างของงวดที่ 1 ต้องมีรูปภาพ 10 ภาพ งวดที่ 16 ต้องมีรูปภาพ 7 ภาพ ส่วนวันนักขัตฤกษ์ต้องมีรูปภาพ 7 ภาพ” 

หากผ่านการเสนอหัวข้อแล้ว ก็ถึงขั้นตอนการนำมาวาดเป็นภาพจริง โดยปกติแล้วกำหนดในการทำสลากกินแบ่งฯ หนึ่งงวดใช้เวลาทำ 10 วัน โดยวาดภาพต้นฉบับ 3 วัน ประกอบแบบ 2 วัน ส่วนอีก 5 วันก็ต้องทำส่วนประกอบของสลากที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการปลอมแปลง 

“ในทีมศิลป์เรามีทีมวาดกันหกคน แต่ละคนก็ถูกแบ่งกันไปคนละงวด เริ่มร่างภาพลงสีน้ำ สีไม้ หรือสีอะคริลิกก็ได้ ถ้าคนไหนไม่ทัน เราก็จะเข้าไปช่วย นอกจากสีน้ำที่ใช้ระบายสี ตอนนี้ก็เริ่มเอาสีหมึกมาลองใช้เป็นเทคนิคใหม่ ๆ ปรับเขียนปรับแก้ แล้วค่อยใช้โปรแกรม Adobe Photoshop และ Illustrator มาปรับแต่งต่อ หรือบางครั้งเราก็ลองร่างและวาดจริงจากในคอมพิวเตอร์เลยก็มี แต่ส่วนตัวไม่ถนัดเลยคิดว่ายากกว่าวาดด้วยมือ จากนั้นจึงถึงขั้นตอนออกตีพิมพ์บนกระดาษ” เธอเล่าพร้อมเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เราดู 

เหมือนขั้นตอนนั้นแสนง่าย ทว่าความเป็นจริงยังมีมากกว่านั้น เพราะยังมีข้อจำกัดอีกหลายส่วน ทั้งเรื่องเทคนิคการวาดเมื่อเทียบกับช่วงแรก ๆ 

สิริมา วิบูลย์ศรินทร์ นักวาดภาพใบสลากกินแบ่งรัฐบาล สร้างสีสันการลุ้นดวงเกือบ 30 ปี
สิริมา วิบูลย์ศรินทร์ นักวาดภาพใบสลากกินแบ่งรัฐบาล สร้างสีสันการลุ้นดวงเกือบ 30 ปี
สิริมา วิบูลย์ศรินทร์ นักวาดภาพใบสลากกินแบ่งรัฐบาล สร้างสีสันการลุ้นดวงเกือบ 30 ปี

“ภาพสมัยก่อนจะเน้นลายเส้นแบบไทย ๆ มีความอ่อนช้อยมาก แต่ก็พ่วงมากับความท้าทาย เพราะว่าถ้าจบไม่ลง เส้นไม่คม มันก็ไม่สวย แต่พอยุคสมัยเปลี่ยนภาพวาด ลายเส้นก็ถูกปรับให้โมเดิร์นขึ้น แต่เรายังคงการจัดองค์ประกอบของภาพให้สวยงามเหมือนเดิม” นอกจากนักวาด ในฐานะรักษาการแทนหัวหน้ากลุ่มงานออกแบบของฝ่ายช่างศิลป์ เธอก็เล่าต่อถึงความยากแบบต่าง ๆ ที่พบ 

“ช่างศิลป์เองก็ต้องปรับเรื่องการวาดคน บางทีก็ยังมีท่าทางไม่ถูกต้อง การวาดมือและเท้าต้องให้ความสำคัญเหมือนกันแม้จะเป็นส่วนเล็ก ๆ จนถึงการให้น้ำหนักสีใกล้-ไกล ต้องมองให้เป็น เราก็ช่วยกันดู ช่วยกันแนะให้ปรับเพื่อให้ภาพออกมาดี” และบอกเล่าอีกหนึ่งข้อจำกัดอย่างเครื่องพิมพ์

“ที่นี่เราใช้เครื่องพิมพ์แบบพิมพ์ม้วน มีสองระบบ คือ แบบ Wet Offset (ใช้น้ำ) และ Dry Offset (ไม่ใช้น้ำ) สำหรับเครื่องพิมพ์แบบ Dry Offset จะเก็บความละเอียดของภาพได้ไม่มากนัก ยิ่งการพิมพ์ลงบนกระดาษพิเศษ ก็ทำให้การออกแบบและลงสีต้องสอดคล้องกับโจทย์นี้ด้วย ใส่สีจัดมากไม่ได้ มันต้องมีการชดเชยระหว่างพิมพ์ ทำให้เราเห็นภาพออกมาเป็นสีไม่จี๊ดจ๊าด แม้การไล่สีหรือใส่รายละเอียดมาก ๆ อาจมองไม่เห็นบนใบสลากฯ แต่ก็ต้องใส่ใจและวาดออกมาให้ดีที่สุด”

สิริมา วิบูลย์ศรินทร์ นักวาดภาพใบสลากกินแบ่งรัฐบาล สร้างสีสันการลุ้นดวงเกือบ 30 ปี
สิริมา วิบูลย์ศรินทร์ นักวาดภาพใบสลากกินแบ่งรัฐบาล สร้างสีสันการลุ้นดวงเกือบ 30 ปี

กระดาษแห่งความหวัง

นอกจากการทำสลากกินแบ่งรัฐบาลแล้ว ที่สำนักงานพิมพ์แห่งนี้ยังรับจ้างพิมพ์ตั้งแต่ตั๋วรถเมล์ สลากกาชาดต่าง ๆ คูปองผ่านทางของการทางพิเศษ บัตรอำนวยความสะดวก ป่านันทนาการ กรมป่าไม้ จนถึงสลาก ธ.อ.ส. ซึ่งทีมงานช่างศิลป์ก็รับหน้าที่ออกแบบด้วยเช่นกัน

“หลักการวาดก็คล้าย ๆ กัน แล้วแต่โจทย์ที่แต่ละสลากวางมา ถ้าเขามีรูปให้ เราก็มาจัดวางกับภาพวาดเสริมเพิ่มเติม เหตุผลที่เขามาให้เราทำ ส่วนหนึ่งเพราะเรามีระบบพิเศษในการพิมพ์ เวลาคนทำปลอมขึ้นมารู้หมดนะ เพราะเรามีระบบการพิมพ์ที่จบในขั้นตอน ใช้กระดาษและหมึกแบบพิเศษ รวมถึงมีระบบการตรวจสอบจากกลุ่มงานพิสูจน์สลากด้วย” สิริมาเล่าพลางขำไป ว่าขนาดตัวเองหรือพนักงานอยากได้สลากกินแบ่งฯ สักใบไว้ในครอบครอง ก็ต้องไปซื้อจากแผงข้างนอกเหมือนกัน เป็นข้อห้ามของสำนักงาน ห้ามพนักงานเกี่ยวข้องกับสลากฯ โดยเด็ดขาด ระบบรักษาความปลอดภัยของสำนักงานรัดกุมมาก

ส่วนนักตีหวยทั้งหลายที่สงสัยว่า เอ๊ะ ภาพต่าง ๆ ที่ใส่ลงในกระดาษใบจ้อย คนวาดรู้มาก่อนไหมว่าจะออกอะไร บางงวดวาดรถเมล์แอบใส่เลขรถมาคือการใบ้หรือเปล่า เธอก็ตอบให้ว่า “ไม่ได้ใบ้ คนวาดไม่รู้เลย ถ้าถูกขึ้นมาก็เกิดจากความบังเอิญล้วน ๆ” เช่นเดียวกับสัญลักษณ์ 4 ตัวที่ไม่ได้ชี้ใบที่ถูกรางวัลแต่อย่างใด เป็นเพียงการยืนยันตัวสลากฯ ว่าเป็นสลากจริงเท่านั้น

ตั้งแต่วันแรกที่เธอเริ่มเข้ามาทำงานที่นี่ จากคนที่ได้เห็นรุ่นพี่วาดด้วยฝีไม้ลายมือสวยงาม ตอนนี้ กลับกลายเป็นลายเส้นของเธอที่อยู่บนสลากกินแบ่งรัฐบาลนับล้าน ๆ ใบที่คนหยิบจับ เธอว่านี่คือสิ่งที่เธอภูมิใจ

“เราประทับใจในผลงานของเราทุกชิ้น เพราะทุกภาพที่เขียนขึ้นมา คือการรักษาความเป็นศิลปินลงบนสลากฯ ให้ได้มากที่สุด เหล่าช่างศิลป์ก็จะได้มีกำลังใจพัฒนาตัวเอง และผลงานให้ดีขึ้นไปเรื่อย ๆ ที่สำคัญ เราอยากอนุรักษ์ความเป็นไทย และเผยแพร่ให้ประชาชนรับรู้ว่าเมืองไทยยังมีสิ่งที่น่าสนใจ อย่างโบราณสถานว่ามีสถานที่นี้อยู่ อยากบอกว่าเรายังมีสิ่งที่งดงามและคุณค่าให้อนุรักษ์สืบต่อไป”

ก่อนจากกัน เราเลยถามทิ้งท้ายด้วยความสงสัย ว่าเป็นคนวาดภาพบนสลากแบบนี้ ได้ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลเก็บไว้เองบ้างไหม

เธอตอบ “ทุกงวด น่าเสียดายที่สลากชุดแรก ๆ ที่ซื้อไว้ยกให้เด็ก ๆ ไปประดิษฐ์เป็นดอกไม้และพับเหรียญโปรยทานหมดแล้ว และส่วนมากถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จังหวัดนนทบุรี เหลือก็แต่งวดไม่กี่ปีมานี้” จากนั้นเธอก็หยิบสลากหนึ่งปึกใหญ่ออกมาจากชั้นวาง 

โห ซื้อไว้ดูผลงานตัวเองหรอ – เราถาม

“เปล่า อันนี้ซื้อลุ้นรางวัลค่ะ (หัวเราะ)” เธอกล่าวทิ้งท้าย

สิริมา วิบูลย์ศรินทร์ นักวาดภาพใบสลากกินแบ่งรัฐบาล สร้างสีสันการลุ้นดวงเกือบ 30 ปี

ใครอยากเรียนรู้สังคมผ่านเรื่องราวของหวยและวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับหวยแบบไม่ต้องรอทุกวันที่ 1 และ 16 สามารถไปชมนิทรรศการ ‘หวยแหลก แตกประเด็นคนเล่นหวย’ ที่มิวเซียมสยามได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 27 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 10.00 – 18.00 น. วันอังคาร-อาทิตย์ (ปิดทุกวันจันทร์) ณ มิวเซียมสยาม MRT สนามไชย ทางออก 1 งานนี้เข้าชมฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย

ดูรายละเอียดได้ที่ Facebook : Museum Siam และ www.museumsiam.org

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

เปิดประตูเข้าไปในร้าน Peace Oriental Teahouse ในช่วงเช้า แสงแดดอบอุ่นกระทบผิวเฟอร์นิเจอร์ไม้สีอ่อนดูนวลตา ขับบรรยากาศภายในร้านซึ่งตกแต่งอย่างเรียบง่ายและเต็มไปด้วยอุปกรณ์ชงชานานาชนิดให้มีความญี่ปุ่นสูงขึ้นไปอีก แต่คงไม่มีก้อนมวลบรรยากาศใดฉายประกายจากแดนอาทิตย์อุทัยได้เข้มข้นเกินกว่าหญิงสูงวัยร่างเล็กผมสีดอกเลา ที่นั่งอยู่ด้านในสุดของร้านเป็นแน่แท้

นั่นคือ คุณมิตซึเอะ อะอิฮะระ (Mitsue Aihara) วัย 74 ปี ผู้อยู่เบื้องหลังความอร่อยแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ของซากุระโมจิซึ่งวางขายที่นี่เป็นประจำทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์

คุณยายมิตซึเอะ : นักทำซากุระโมจิสูตรดั้งเดิม

เมื่อ 4 ปีก่อน UNESCO ขึ้นทะเบียนให้ ‘Washoku’ หรืออาหารญี่ปุ่นเป็นมรดกโลกทางด้านวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เพราะเป็นอาหารที่เกี่ยวข้องกับทักษะ ความรู้ ขนบธรรมเนียมต่างๆ ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียม การทำ และการกินอย่างลึกซึ้ง แถมยังสะท้อนให้เห็นถึงความเคารพของมนุษย์ที่มีต่อธรรมชาติ

ส่วน ‘Wagashi’ ซึ่งหมายถึง ขนมหวานญี่ปุ่น แม้จะเป็นซับเซ็ตเล็กๆ ของอาหารญี่ปุ่นอีกที แต่ก็มีเอกลักษณ์และใช้ทักษะละเมียดละไมไฮโซไม่แพ้กัน คนในชาติยกย่องให้เป็นหนึ่งในงานคราฟต์ระดับประเทศ และเรียกคนทำขนมญี่ปุ่นแบบนี้ว่า ‘ช่างฝีมือ’

เมื่อรู้ว่าจะได้คุยกับยอดฝีมือตัวท็อป เราแอบพกความประหม่าปนความติ่งมาเต็มพิกัด

“อ๊ะ ฉันไม่ได้เป็นช่างฝีมืออะไรนั่นหรอกนะ นี่คืองานอดิเรก” คุณมิตซึเอะเบรกเราดังเอี๊ยดพร้อมเสียงหัวเราะ ก่อนจะเล่าที่มาที่ไป

คุณพ่อของคุณมิตซึเอะเป็นช่างทำขนมญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม สมัยก่อนเคยทำร้านของตนเอง แต่ก็เลิกไปตั้งแต่คุณมิตซึเอะยังอายุไม่ถึง 20 ปี สมัยเด็กๆ เธอเคยดูพ่อแม่ทำงานบ้าง แต่ไม่เคยได้ไปเป็นลูกมืออย่างจริงจัง แถมพอแต่งงานยิ่งไม่ได้ทำขนมเลย และเพิ่งกลับเข้าวงการความหวานได้ประมาณ 3 ปี หลังจากลูกชายที่ย้ายมาอยู่ไทยและเปิดร้านอาหารด้วยกันเสียชีวิตไป ด้วยความผูกพันที่อยู่เมืองไทยมานับสิบปีและลูกชายก็รักที่นี่มาก คุณมิตซึเอะจึงตัดสินใจอยู่ต่อ และเริ่มรับทำขนมหวานต่างๆ ตามที่คนรู้จักแนะนำหรือขอร้องมา

ดังนั้น เธอจึงยืนยันอีกรอบว่าไม่อยากเรียกตัวเองว่าเป็นช่างฝีมือ เพราะความแตกต่างระหว่างมือโปรกับมือใหม่เห็นชัดมาก ทั้งรูปทรง ความละเอียด ความเนี้ยบ ของขนม รวมไปถึงความตั้งใจตอนทำด้วย

ปัดป้องไปเถอะ เรารู้อยู่แล้วล่ะว่าคนญี่ปุ่นแสนถ่อมตัว

มิตซึเอะ อะอิฮะระ
มิตซึเอะ อะอิฮะระ

“ที่เลือกทำซากุระโมจิ เพราะเป็นขนมที่ฉันชอบ แถมเห็นคนไทยชอบซากุระกันมาก คิดว่าน่าจะถูกใจกันนะ เท่าที่ได้ยินมา เห็นมีหลายคนบอกว่าอร่อย รสหวานกำลังดี ฉันก็ดีใจ” คุณยายพูดไปยิ้มไป ก่อนจะเสริมว่า “นี่คนไทยได้สิทธิพิเศษมากเลยนะ ที่ญี่ปุ่นจะมีขนมซากุระโมจิกินเฉพาะช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ดอกซากุระบาน”

ขนมญี่ปุ่นเป็นขนมสีหวานสวยชิ้นเล็กจิ๋วที่มีความละเอียดอ่อนซ่อนอยู่ในทุกอณูจิต เริ่มจากการเปลี่ยนสีและรูปทรงของขนมไปตามฤดูกาลทั้งสี่ เพื่อสื่อถึงการรับรู้และชื่นชมการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ เช่น ในฤดูร้อนมักจะใช้สีฟ้าอ่อนของแม่น้ำ สีเขียวอ่อนหรือเขียวสดใสแบบใบไม้ที่เพิ่งแตกใหม่ หรือการปั้นเป็นรูปดอกไม้ที่บานในเดือนนั้นๆ

การเตรียมวัตถุดิบก็ไม่น้อยหน้า มีของ 2 สิ่งที่คุณยายมิตซึเอะยืนยันว่าต้องใช้ของญี่ปุ่นเท่านั้น!
ชิ้นแรกคือ ‘ใบซากุระจากแถบภูเขาไฟฟูจิ’

มิตซึเอะ อะอิฮะระ

ใบไก่กาหน้าบ้านตามท้องถนนทั่วไปไม่โอเคนะคะ คุณมิตซึเอะบอกว่าต้องเป็นใบของต้นซากุระที่เติบโตอยู่แถวๆ ภูเขาไฟฟูจิเท่านั้นถึงจะงาม ขนาดกำลังดี เนื้อนุ่มกินง่ายและไม่มีไรขนที่ใบให้หงุดหงิดใจ เราเลยสันนิษฐานว่าจะต้องเป็นซากุระพันธุ์โอชิมะซากุระแน่ๆ เพราะนิยมปลูกกันมากแถบเมืองอิสึ จังหวัดชิซึโอะกะ หนึ่งในจุดยอดนิยมในการชมวิวภูเขาไฟชื่อดัง

ได้ใบมาแล้ว จะหิ้วมาเลยก็ไม่ได้ ต้องทำการดองเกลือเพื่อถนอมสีของใบก่อน แถมรสเค็มยังช่วยขับรสหวานของถั่วแดงให้มีมิติขึ้น เป็นธรรมชาติมากขึ้น เป็นเหตุผลเดียวกับที่คนญี่ปุ่นโรยเกลือเวลากินแตงโมเพื่อดึงความหวานฉ่ำออกมาให้ได้มากที่สุด แม้จะมีคนญี่ปุ่นบางพื้นที่รับไม่ได้กับการใส่เกลือลงในขนมหวาน แต่บางทฤษฎีก็บอกว่า เกลือช่วยฆ่าแบคทีเรีย จึงเหมาะนำมาถนอมอาหาร เพราะแรกเริ่มเดิมทีชาวเอโดะเขาใช้ใบซากุระห่อขนมโมจิเพื่อกันฝุ่นและกันไม่ให้ขนมแห้ง

สำหรับชิ้นที่สอง เราเชื่อว่าเป็นม้ามืดที่พลิกโพยทุกสำนัก ดักทางกันไม่ถูกแน่ๆ เพราะมันคือ ‘สีผสมอาหาร’

เซียนซากุระโมจิอธิบายว่า เม็ดสีไม่ใช่ปัญหา แต่สีผสมอาหารของไทยมีกลิ่นแรง เอามาใช้ไม่ได้จริงๆ ต้องฝากคนรู้จักหิ้วของญี่ปุ่นซึ่งไม่มีกลิ่นเลยมาให้ทุกครั้งที่มีโอกาส พูดจบก็ควักน้ำปรุงลับสีแดงสดขวดน้อยออกมาให้เราลองดมประกอบคำบรรยาย

ต่อไป ลองมาดูความพิถีพิถันในการทำกันบ้าง

มิตซึเอะ อะอิฮะระ

ไส้ของซากุระโมจิเป็นถั่วแดงบดแบบที่เรียกว่า ‘Koshian’ (โคะฌิอัน) คุณยายอธิบายว่า เราต้องนำถั่วแดงไปต้มให้นุ่มก่อนปลอกเปลือก แล้วจึงใช้มือกดให้เนียนละเอียดผ่านกระชอนรูเล็ก (จุดนี้คุณยายแอบกระซิบเพิ่มเติมว่า จริงๆ แล้ว ไม่อยากพูดเลย แต่ถั่วแดงก็เลือกใช้ของญี่ปุ่นนะ เพราะอร่อยและนิ่มกว่าของไทย) จากนั้นใช้ผ้าขาวบางห่อถั่วแดง รีดน้ำออกก่อนจะนำมาเคี่ยวให้หวานด้วยน้ำตาล ตามธรรมเนียมขนมญี่ปุ่นที่เชื่อกันว่า ขนมที่อร่อยต้องมีรสหวาน

แค่ฟังก็เหนื่อยแล้ว คุณยายเห็นเราทึ่งก็รีบถ่อมตัวบอกว่า ทำไม่ยากหรอก แค่เป็นขั้นตอนใช้ความละเอียดและเวลามากหน่อยเท่านั้นเอง

ศึกที่แท้จริงอยู่ที่การย่างแป้งโมจิที่จะใช้ห่อต่างหาก!

การผสมแป้งไม่ยาก ตัวแป้งสามารถใช้ของที่มีขายทั่วไปในไทย มีกระทะแบนร้อนๆ ไม้พาย น้ำมัน เป็นอันเริ่มต้นได้

มิตซึเอะ อะอิฮะระ

คุณมิตซึเอะทาน้ำมันบางๆ ลงบนกระทะ เทแป้งช้าๆ ปาดฉึบๆ พลิกฉับๆ อย่างคล่องแคล่วแป๊บเดียวได้แป้งทรงวงรีสีชมพูอ่อนสวยซอฟต์ๆ เนียนเรียบเสมอกันมาเป็นตัวอย่างให้พวกเราฮือฮา เธอเชิญชวนให้ทีมงานลองทำบ้าง

แน่นอนว่าแป้ก

ไม่ต้องพูดถึงความเรียบเนียน แป้งขาดตั้งแต่ยังไม่คิดจะกลับด้าน

คุณยายอิดออดด้วยความเขินนิดหน่อย เมื่อเราขอให้ทำให้ดูอีกครั้ง แต่ก็ยอมตักแป้งตวัดไม้พายไปมา แสดงอภินิหารเสกแป้งสวยใสนวลเนียนขึ้นมาอีกหลายแผ่น พร้อมขู่ว่า นี่ครั้งสุดท้ายแล้วนะ

พวกเราไม่ย่อท้อ ลองทำอีกหลายรอบ จนดีขึ้นเรื่อยๆ คุณยายเลยสวมวิญญาณครู คอมเมนต์งานแต่ละชิ้นพร้อมสอนเทคนิคเพิ่มเติม

“จุดที่ต้องระวังไม่แพ้เรื่องน้ำหนักมือในการเกลี่ย ความหนาที่พอเหมาะ ความโค้งมนของวงรี ความเรียบเสมอกัน คือการปาดแป้งให้ขนาดสมดุลกับใบซากุระ เพราะใบไม้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ขนาดไม่เท่ากันซักใบ เราต้องคอยสังเกตจุดนี้ด้วย” คนที่พร่ำบอกว่านี่คืองานอดิเรกชี้ข้อบกพร่องของมือสมัครเล่นออกมาได้อย่างง่ายดาย

“แม้แต่ของที่ฉันทำเองก็เถอะ ถ้าพ่อมาเห็น คงบ่นอุบว่าทำของแบบนี้ออกมาได้ยังไง” แน่ะ จนขนมจะเสร็จอยู่แล้วยังมิวายจะถ่อมตัว

โค้งสุดท้ายก่อนจบคอร์สซากุระโมจิระยะสั้นในวันนี้คือ การประกอบร่างรวมแป้ง ไส้ถั่วแดง และใบซากุระ เข้าด้วยกัน การห่อไส้ถั่วแดงก็ต้องพิถีพิถัน กะขนาดไม่ให้เล็กหรือใหญ่เกินไป ต้องพอให้ดูอวบอ้วนแน่นๆ นูนๆ ออกมาให้เห็นส่วนโค้งเว้าเบาๆ แต่ไม่เกินร่มเงาใต้แป้งสีชมพูพาสเทลอันหนานุ่ม ในขณะที่ฟ้าจรดทราย แต่ปลายแหลมของใบซากุระควรจรดแป้ง หรือเลยออกมาได้นิดหน่อย

มิตซึเอะ อะอิฮะระ
มิตซึเอะ อะอิฮะระ

เมื่อผลงานของศิษย์กับอาจารย์ถูกวางเรียงกัน เราเลยสบช่องอวยอีกรอบว่า นี่ไงล่ะ ความแตกต่างของมืออาชีพกับมือสมัครเล่น คุณยายหัวเราะแต่ยังไม่ยอมแพ้

“หัดแป๊บเดียวก็เป็นแล้ว ไม่ยากๆ ฉันเองก็ทำเป็นงานอดิเรก นี่ยังไม่สวยหรอก อย่าพยายามเรียกว่าช่างฝีมือเลย”

คุณมิตซึเอะบอกว่าไม่ แต่เรายกให้คุณยายเป็นหนึ่งในยอดฝีมือแน่ๆ รูปแบบการสอนทีมงานที่แอบเข้มงวด นี่มันวิถีคราฟต์แมนญี่ปุ่นชัดๆ ไม่อธิบายวิธีการด้วยคำพูด แต่จะทำให้ดูแล้วให้จำไปหัดเอง พอเห็นแววแล้วถึงยอมเผยเคล็ดวิชาออกมาทีละนิด ถ้าไม่ได้เป็นการติดต่อขอสัมภาษณ์ คงต้องไปนั่งคุกเข่าขอให้รับเป็นศิษย์ถึงจะยอมสอนแน่ๆ

ว่าด้วยธรรมเนียมญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น ชวนทำแล้วมีหรือจะไม่ชวนชิม เราเลยได้โอกาสสัมผัสรสหวานละมุนลิ้นที่คุณยายเคี่ยวจากประสบการณ์ และเนื้อแป้งเหนียวนุ่มที่ปาดอย่างประณีตด้วยความถ่อมตัว

ถ้าอร่อยขนาดนี้ วงรีได้สมมาตร ใบซากุระพาดเรียงตัวสวย ยังบอกว่าดีไม่พอ จะต้องเป๊ะปังเบอร์ไหน คุณยายถึงจะยอมรับว่าเป็นมืออาชีพ คุณมิตซึเอะหัวเราะเล็กๆ ให้กับคำตัดพ้อของเรา ก่อนจะตอบทีเล่นทีจริงว่า

“ของสวยๆ งามๆ เห็นแล้วมันก็กินอร่อยขึ้นเนอะ” (หัวเราะ)

มิตซึเอะ อะอิฮะระ

“ความสุขของคนทำขนม ก็อยู่ตรงที่คนกินเห็นว่าสวย รู้สึกว่าน่าอร่อย อยากกินเนี่ยแหละ ก่อนหน้านี้เคยมีลูกค้าเดินมาขอบคุณที่ทำขนมอร่อยๆ ให้กิน ฉันดีใจมากเลย”

แล้วความสนุกของคนทำขนมล่ะ?

“อยู่ที่ความอร่อยน่ะสิ”

มิตซึเอะ อะอิฮะระ
 

Writer

ณิชมน หิรัญพฤกษ์

นักศึกษาเอกภาษาญี่ปุ่นที่คิดเลขไม่ได้ อ่านแผนที่ไม่ออก แต่รักการเดินทาง / ผู้ประสานงานใน a day และ HUMAN RIDE ฉบับญี่ปุ่น / เจ้าของคอลัมน์ made in japan และหนังสือ 'ซะกะ กัมบัตเตะ!' ปัจจุบันใช้เวลาว่างจากการหาร้านคาเฟ่กรุบกริบไปนั่งเรียนปริญญาโทที่โตเกียว และโดนยัดเยียดความเป็นไกด์เถื่อนให้อยู่เป็นระยะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load