ไม่ว่าคุณจะชอบเสี่ยงโชคหรือไม่ เชื่อว่าทุกคนเคยเกี่ยวข้องกับหวย หรือสลากกินแบ่งรัฐบาลไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง แถมจากสถิติยังชี้ว่า คนไทยกว่า 21 ล้านคนลงทุนในเลขเสี่ยงโชคกันมากมายหลาย อย่างน้อยในวัยเตาะแตะ ก็ต้องเคยโดนแม่ใช้ให้ไปจิ้มเลขเด็ดบนแผงกันบ้าง 

นอกจากต้องลุ้นทุกวันที่ 1 และ 16 ของเดือนว่าเลขที่ออกงวดนี้จะเป็นอะไร เคยสังเกตด้านซ้ายของกระดาษสลากฯ ที่ผ่านมือกันบ้างไหม ว่าทำไมกระดาษเสี่ยงดวงของไทยถึงต้องมีภาพวาดเปลี่ยนลายแตกต่างไปทุกงวด แล้วภาพเหล่านี้มีที่มาอย่างไร

มิวเซียมสยามถามเราด้วยคำถามนี้ เพราะนี่คือเนื้อหาในนิทรรศการล่าสุด ‘หวยแหลก แตกประเด็นคนเล่นหวย’ ถ้าอยากได้คำตอบแบบสั้น ก็ไปเดินชมได้ในงาน แต่เราดันอยากได้คำตอบแบบยาว มิวเซียมสยามก็เลยชวนเราไปคุยกับคนวาดตัวจริง

นิ้งค์-สิริมา วิบูลย์ศรินทร์ ช่างศิลป์ กลุ่มงานออกแบบสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล คือนักวาดเขียนผู้อยู่ข้างหลังภาพสลากกว่าหลายร้อยงวด เธอไม่ได้เข้ามาทำในตำแหน่งนี้เพื่อตั้งใจหาเลขเด็ด หรือเป็นคนวาดภาพบนกระดาษเสี่ยงโชคแต่แรกเริ่ม ทั้งเคยเป็นนักเรียนช่างทอสุดเฮี้ยว นักวาดภาพการ์ตูนบนแบบเรียนสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช ที่ตีพิมพ์แบบเรียนดรุณศึกษา นักออกแบบจิวเวลรี่ เฟอร์นิเจอร์ ก่อนจับพลัดจับผลูมาวาดภาพบนสลากจนเข้าปีที่ 29 แถมเส้นทางในสายศิลปะของเธอก็มันหยด และต้องอาศัยการเสี่ยงโชคไม่แพ้ลอตเตอรี่ 

วันนี้เราเดินทางมายังสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (สำนักการพิมพ์) ย่านเอกมัย ก่อนเดินเข้าตึกสีฟ้าตรงหน้า เพื่อสืบหาความลับเบื้องหลังกระดาษที่หลายคนซื้อมาเป็นขวัญกำลังใจ 2 ครั้งต่อเดือน นอกจากเลข 6 หลักยังมีความสนุกอะไรให้ลุ้นกันงวดต่องวดบ้าง 

ไม่แน่นะว่าเรื่องราวต่อจากนี้อาจทำให้คุณมองหวยเปลี่ยนไปเลยก็ได้

เปิดแผงเสี่ยงโชค

นักวาดมือหนึ่งของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเล่าให้เราฟังว่า จุดเริ่มต้นที่รู้ตัวว่าหลงใหลในภาพวาดเริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยประถม จากตุ๊กตากระดาษ วาดรูปดาราคนโปรด และเห็นอะไรเป็นต้องหยิบดินสอกับกระดาษขึ้นมาวาด

“เริ่มจากชอบวาดมาเรื่อย ๆ ไม่ได้มีหลักการอะไร ก็มีวาดตุ๊กตากระดาษที่เปลี่ยนชุดได้ขายเล่น ๆ แล้วก็ชอบวาดรูปคน รูปดารา รู้ตัวว่าชอบ Drawing เลยมาทางนี้ พอโตขึ้นรู้ว่าชอบแล้วต้องเพื่อความอยู่รอดด้วย เลยลองมาหลายอย่าง สมัยวัยรุ่นเคยย้อมไหม จับกระสวย เพราะเรียนออกแบบอุตสาหกรรมสิ่งทอ ที่วิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพฯ ก่อนออกมาแล้วก็คิดว่าอยากเป็นสถาปนิก แต่ได้ลองแล้วน่าจะเรียนทำสื่อโฆษณามากกว่า เลยตัดสินใจมาเรียนศิลปะประยุกต์ที่โรงเรียนไทยวิจิตรศิลป ก่อนไปต่อที่วิทยาเขตเพาะช่าง แล้วก็ดิ้นรนทำงานสารพัดไปด้วยตอนนั้น”

เธอเล่าอย่างออกรสว่าทั้งปีนเขียนคัทเอาต์เท่าตึก 3 ชั้น หรือปีนเพดานไปวาดภาพมาแล้วเพื่อฝึกฝีมือ แม้กระทั่งงานที่ดูเหมือนไปคนละทางก็ทำมาหมด

“เพราะเราต้องหาเงินเรียนเอง ครึ่งวันเรียน อีกครึ่งวันก็รับงาน มีออกแบบเฟอร์นิเจอร์เท่าจริงที่โรงแรมด้วย จำได้ว่าครึ่งวันได้เงินสามสิบห้าบาท ทำเช้าเรียนภาคบ่าย ทำมาสักระยะแล้วก็รับงานวาดการ์ตูนที่สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช ได้ออกแบบจิวเวลรี่ หรือพวกบรรจุภัณฑ์ก็มี ชีวิตเหมือนกับว่าเราไม่เก่งอะไรสุด ๆ แต่ทำตรงนั้นตรงนี้ได้ แล้วชีวิตมันหักเหมาก ไม่ได้เป็นเส้นตรงเลย กว่าจะได้มาทำงานที่นี่ก็เหมือนกัน”

หลังจากสั่งสมประสบการณ์จากการทำงานหลากหลาย สุดท้ายโชคชะตาก็ทำให้เธอเจอเข้ากับประกาศรับสมัครช่างศิลป์ ลองเสี่ยงดวงมาสอบวาด แข่งออกแบบกับคนนับร้อยดูสักครั้ง โดยตอนนั้น เธอยังไม่รู้ว่าจะได้เข้ามารับตำแหน่งในกลุ่มออกแบบสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลใน พ.ศ. 2535 และได้วาดภาพต้นฉบับวันสงกรานต์ ประจำงวดเดือนเมษายนลงบนสลากฯ เป็นภาพแรก

สิริมา วิบูลย์ศรินทร์ นักวาดภาพใบสลากกินแบ่งรัฐบาล สร้างสีสันการลุ้นดวงเกือบ 30 ปี
สิริมา วิบูลย์ศรินทร์ นักวาดภาพใบสลากกินแบ่งรัฐบาล สร้างสีสันการลุ้นดวงเกือบ 30 ปี

พรุ่งนี้รวย

แล้วการวาดภาพบนสลากฯ ต่างจากวาดภาพทั่วไปอย่างไร – เราถาม

“หลักการวาดภาพเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นศิลปะอิสระเขาก็วาดตามใจ ไม่เหมือนกับที่นี่ มีกฎเกณฑ์ ต้องระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ลอกเลียนแบบ ไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันศาสนา และประเด็นขัดแย้งต่าง ๆ พยายามเลือกเรื่องที่ดูเป็นกลางมากที่สุดเพราะทุกคนต้องจับ ต้องเห็น และอีกอย่างหนึ่งคือ ต้องนำเสนอความเป็นไทยที่น่าประชาสัมพันธ์ให้คนรับรู้”

กว่า 580 งวดตั้งแต่เธอทำงานมา ยังไม่มีภาพซ้ำกันเลยแม้แต่งวดเดียว

“เรื่องอาจจะมีซ้ำกัน เช่น วันนักขัตฤกษ์ อย่างวันแรงงานทุกวันที่ 1 พฤษภาคม หรือวันลอยกระทง มันต้องมีทุกปี แต่ภาพเราต้องวาดขึ้นมาใหม่ทุกครั้ง เริ่มจากการประชุมกันในทีมก่อน เพื่อหาแนวทางของงวดที่ 1 และ 16 ไปจนถึงวันสำคัญต่าง ๆ” เธอหยิบแผนประจำปีนี้ขึ้นมาให้เราดู แต่เนื่องจากยังเป็นความลับ เลยขออุบเอาไว้ให้รอติดตามในแผงกันเอาเอง

สิริมา วิบูลย์ศรินทร์ จากอดีตนักวาดการ์ตูน สู่ช่างศิลป์แห่งสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ผู้สร้างสีสันแบบไทยๆ บนใบสลาก
สิริมา วิบูลย์ศรินทร์ จากอดีตนักวาดการ์ตูน สู่ช่างศิลป์แห่งสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ผู้สร้างสีสันแบบไทยๆ บนใบสลาก
สิริมา วิบูลย์ศรินทร์ จากอดีตนักวาดการ์ตูน สู่ช่างศิลป์แห่งสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ผู้สร้างสีสันแบบไทยๆ บนใบสลาก

จากนั้นทุกคนก็มาระดมความคิดกัน ว่าหัวข้อหลักที่จะนำมาใช้คือเรื่องอะไร หาข้อมูลจากที่ไหน ก่อนทำแบบร่างเสนอหัวหน้ากองออกแบบและแม่พิมพ์ให้เห็นชอบก่อน จากนั้นจึงขออนุมัติเสนอรูปแบบสลากประจำปีนั้น ๆ ตามสายบังคับบัญชาต่อไป

“ส่วนใหญ่เลือกนำเสนอเรื่องสถานที่ ที่คนอาจไม่ค่อยรู้จัก เช่นเมืองรองที่น่าสนใจแต่ไม่ค่อยมีใครไปเที่ยว หรือพวกผลไม้ ดอกไม้ สัตว์ที่คนไม่ค่อยเห็น ซึ่งบางทีเราก็ลงพื้นที่ไปเก็บข้อมูลกันเอง อย่างภาพไก่แจ้ เราก็ไปหาประธานไก่แจ้กันถึงลาดกระบังนู่น เพื่อขอภาพมาใช้เป็นแบบการวาด จากนั้นก็เสนอแผนทั้งปี ยี่สิบสี่งวดที่มีรูปภาพครบทุกงวด แบ่งเป็นแต่ละเรื่อง อย่างของงวดที่ 1 ต้องมีรูปภาพ 10 ภาพ งวดที่ 16 ต้องมีรูปภาพ 7 ภาพ ส่วนวันนักขัตฤกษ์ต้องมีรูปภาพ 7 ภาพ” 

หากผ่านการเสนอหัวข้อแล้ว ก็ถึงขั้นตอนการนำมาวาดเป็นภาพจริง โดยปกติแล้วกำหนดในการทำสลากกินแบ่งฯ หนึ่งงวดใช้เวลาทำ 10 วัน โดยวาดภาพต้นฉบับ 3 วัน ประกอบแบบ 2 วัน ส่วนอีก 5 วันก็ต้องทำส่วนประกอบของสลากที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการปลอมแปลง 

“ในทีมศิลป์เรามีทีมวาดกันหกคน แต่ละคนก็ถูกแบ่งกันไปคนละงวด เริ่มร่างภาพลงสีน้ำ สีไม้ หรือสีอะคริลิกก็ได้ ถ้าคนไหนไม่ทัน เราก็จะเข้าไปช่วย นอกจากสีน้ำที่ใช้ระบายสี ตอนนี้ก็เริ่มเอาสีหมึกมาลองใช้เป็นเทคนิคใหม่ ๆ ปรับเขียนปรับแก้ แล้วค่อยใช้โปรแกรม Adobe Photoshop และ Illustrator มาปรับแต่งต่อ หรือบางครั้งเราก็ลองร่างและวาดจริงจากในคอมพิวเตอร์เลยก็มี แต่ส่วนตัวไม่ถนัดเลยคิดว่ายากกว่าวาดด้วยมือ จากนั้นจึงถึงขั้นตอนออกตีพิมพ์บนกระดาษ” เธอเล่าพร้อมเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เราดู 

เหมือนขั้นตอนนั้นแสนง่าย ทว่าความเป็นจริงยังมีมากกว่านั้น เพราะยังมีข้อจำกัดอีกหลายส่วน ทั้งเรื่องเทคนิคการวาดเมื่อเทียบกับช่วงแรก ๆ 

สิริมา วิบูลย์ศรินทร์ นักวาดภาพใบสลากกินแบ่งรัฐบาล สร้างสีสันการลุ้นดวงเกือบ 30 ปี
สิริมา วิบูลย์ศรินทร์ นักวาดภาพใบสลากกินแบ่งรัฐบาล สร้างสีสันการลุ้นดวงเกือบ 30 ปี
สิริมา วิบูลย์ศรินทร์ นักวาดภาพใบสลากกินแบ่งรัฐบาล สร้างสีสันการลุ้นดวงเกือบ 30 ปี

“ภาพสมัยก่อนจะเน้นลายเส้นแบบไทย ๆ มีความอ่อนช้อยมาก แต่ก็พ่วงมากับความท้าทาย เพราะว่าถ้าจบไม่ลง เส้นไม่คม มันก็ไม่สวย แต่พอยุคสมัยเปลี่ยนภาพวาด ลายเส้นก็ถูกปรับให้โมเดิร์นขึ้น แต่เรายังคงการจัดองค์ประกอบของภาพให้สวยงามเหมือนเดิม” นอกจากนักวาด ในฐานะรักษาการแทนหัวหน้ากลุ่มงานออกแบบของฝ่ายช่างศิลป์ เธอก็เล่าต่อถึงความยากแบบต่าง ๆ ที่พบ 

“ช่างศิลป์เองก็ต้องปรับเรื่องการวาดคน บางทีก็ยังมีท่าทางไม่ถูกต้อง การวาดมือและเท้าต้องให้ความสำคัญเหมือนกันแม้จะเป็นส่วนเล็ก ๆ จนถึงการให้น้ำหนักสีใกล้-ไกล ต้องมองให้เป็น เราก็ช่วยกันดู ช่วยกันแนะให้ปรับเพื่อให้ภาพออกมาดี” และบอกเล่าอีกหนึ่งข้อจำกัดอย่างเครื่องพิมพ์

“ที่นี่เราใช้เครื่องพิมพ์แบบพิมพ์ม้วน มีสองระบบ คือ แบบ Wet Offset (ใช้น้ำ) และ Dry Offset (ไม่ใช้น้ำ) สำหรับเครื่องพิมพ์แบบ Dry Offset จะเก็บความละเอียดของภาพได้ไม่มากนัก ยิ่งการพิมพ์ลงบนกระดาษพิเศษ ก็ทำให้การออกแบบและลงสีต้องสอดคล้องกับโจทย์นี้ด้วย ใส่สีจัดมากไม่ได้ มันต้องมีการชดเชยระหว่างพิมพ์ ทำให้เราเห็นภาพออกมาเป็นสีไม่จี๊ดจ๊าด แม้การไล่สีหรือใส่รายละเอียดมาก ๆ อาจมองไม่เห็นบนใบสลากฯ แต่ก็ต้องใส่ใจและวาดออกมาให้ดีที่สุด”

สิริมา วิบูลย์ศรินทร์ นักวาดภาพใบสลากกินแบ่งรัฐบาล สร้างสีสันการลุ้นดวงเกือบ 30 ปี
สิริมา วิบูลย์ศรินทร์ นักวาดภาพใบสลากกินแบ่งรัฐบาล สร้างสีสันการลุ้นดวงเกือบ 30 ปี

กระดาษแห่งความหวัง

นอกจากการทำสลากกินแบ่งรัฐบาลแล้ว ที่สำนักงานพิมพ์แห่งนี้ยังรับจ้างพิมพ์ตั้งแต่ตั๋วรถเมล์ สลากกาชาดต่าง ๆ คูปองผ่านทางของการทางพิเศษ บัตรอำนวยความสะดวก ป่านันทนาการ กรมป่าไม้ จนถึงสลาก ธ.อ.ส. ซึ่งทีมงานช่างศิลป์ก็รับหน้าที่ออกแบบด้วยเช่นกัน

“หลักการวาดก็คล้าย ๆ กัน แล้วแต่โจทย์ที่แต่ละสลากวางมา ถ้าเขามีรูปให้ เราก็มาจัดวางกับภาพวาดเสริมเพิ่มเติม เหตุผลที่เขามาให้เราทำ ส่วนหนึ่งเพราะเรามีระบบพิเศษในการพิมพ์ เวลาคนทำปลอมขึ้นมารู้หมดนะ เพราะเรามีระบบการพิมพ์ที่จบในขั้นตอน ใช้กระดาษและหมึกแบบพิเศษ รวมถึงมีระบบการตรวจสอบจากกลุ่มงานพิสูจน์สลากด้วย” สิริมาเล่าพลางขำไป ว่าขนาดตัวเองหรือพนักงานอยากได้สลากกินแบ่งฯ สักใบไว้ในครอบครอง ก็ต้องไปซื้อจากแผงข้างนอกเหมือนกัน เป็นข้อห้ามของสำนักงาน ห้ามพนักงานเกี่ยวข้องกับสลากฯ โดยเด็ดขาด ระบบรักษาความปลอดภัยของสำนักงานรัดกุมมาก

ส่วนนักตีหวยทั้งหลายที่สงสัยว่า เอ๊ะ ภาพต่าง ๆ ที่ใส่ลงในกระดาษใบจ้อย คนวาดรู้มาก่อนไหมว่าจะออกอะไร บางงวดวาดรถเมล์แอบใส่เลขรถมาคือการใบ้หรือเปล่า เธอก็ตอบให้ว่า “ไม่ได้ใบ้ คนวาดไม่รู้เลย ถ้าถูกขึ้นมาก็เกิดจากความบังเอิญล้วน ๆ” เช่นเดียวกับสัญลักษณ์ 4 ตัวที่ไม่ได้ชี้ใบที่ถูกรางวัลแต่อย่างใด เป็นเพียงการยืนยันตัวสลากฯ ว่าเป็นสลากจริงเท่านั้น

ตั้งแต่วันแรกที่เธอเริ่มเข้ามาทำงานที่นี่ จากคนที่ได้เห็นรุ่นพี่วาดด้วยฝีไม้ลายมือสวยงาม ตอนนี้ กลับกลายเป็นลายเส้นของเธอที่อยู่บนสลากกินแบ่งรัฐบาลนับล้าน ๆ ใบที่คนหยิบจับ เธอว่านี่คือสิ่งที่เธอภูมิใจ

“เราประทับใจในผลงานของเราทุกชิ้น เพราะทุกภาพที่เขียนขึ้นมา คือการรักษาความเป็นศิลปินลงบนสลากฯ ให้ได้มากที่สุด เหล่าช่างศิลป์ก็จะได้มีกำลังใจพัฒนาตัวเอง และผลงานให้ดีขึ้นไปเรื่อย ๆ ที่สำคัญ เราอยากอนุรักษ์ความเป็นไทย และเผยแพร่ให้ประชาชนรับรู้ว่าเมืองไทยยังมีสิ่งที่น่าสนใจ อย่างโบราณสถานว่ามีสถานที่นี้อยู่ อยากบอกว่าเรายังมีสิ่งที่งดงามและคุณค่าให้อนุรักษ์สืบต่อไป”

ก่อนจากกัน เราเลยถามทิ้งท้ายด้วยความสงสัย ว่าเป็นคนวาดภาพบนสลากแบบนี้ ได้ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลเก็บไว้เองบ้างไหม

เธอตอบ “ทุกงวด น่าเสียดายที่สลากชุดแรก ๆ ที่ซื้อไว้ยกให้เด็ก ๆ ไปประดิษฐ์เป็นดอกไม้และพับเหรียญโปรยทานหมดแล้ว และส่วนมากถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จังหวัดนนทบุรี เหลือก็แต่งวดไม่กี่ปีมานี้” จากนั้นเธอก็หยิบสลากหนึ่งปึกใหญ่ออกมาจากชั้นวาง 

โห ซื้อไว้ดูผลงานตัวเองหรอ – เราถาม

“เปล่า อันนี้ซื้อลุ้นรางวัลค่ะ (หัวเราะ)” เธอกล่าวทิ้งท้าย

สิริมา วิบูลย์ศรินทร์ นักวาดภาพใบสลากกินแบ่งรัฐบาล สร้างสีสันการลุ้นดวงเกือบ 30 ปี

ใครอยากเรียนรู้สังคมผ่านเรื่องราวของหวยและวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับหวยแบบไม่ต้องรอทุกวันที่ 1 และ 16 สามารถไปชมนิทรรศการ ‘หวยแหลก แตกประเด็นคนเล่นหวย’ ที่มิวเซียมสยามได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 27 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 10.00 – 18.00 น. วันอังคาร-อาทิตย์ (ปิดทุกวันจันทร์) ณ มิวเซียมสยาม MRT สนามไชย ทางออก 1 งานนี้เข้าชมฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย

ดูรายละเอียดได้ที่ Facebook : Museum Siam และ www.museumsiam.org

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

1 กุมภาพันธ์ 2566
2 K

ภาษาจีนวันละคำวันนี้ ขอเสนอคำว่า หลงจู้ (廊主) แปลว่า ผู้จัดการ

ถึงแม้คนไทยจะเรียกเพี้ยนวรรณยุกต์เป็น ‘หลงจู๊’ แต่การใช้งานยังคงเดิม คือไว้เรียกผู้จัดการดูแลธุรกิจหรือโรงงานของชาวจีน

และเป็นคำที่ชาวบ้านร้านถิ่นในละแวกบางโพใช้เรียกแทนชื่อจริงของ อ่าง-ชาญสิทธิ์ มีอุดมศักดิ์ ชายสูงวัยเชื้อสายจีนไหหลำที่อยู่เบื้องหลังงานเลื่อยไม้สักของ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง มานานหลายสิบปี จนเป็นสัญลักษณ์ประจำโรงเลื่อยไม้เก่าแก่แห่งนี้ก็ว่าได้

หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ อ่าง-ชาญสิทธิ์ มีอุดมศักดิ์

“เขาทำมาตั้งแต่เรียนจบ อายุมากกว่าผม ด้วยความที่เป็นญาติกัน เขาก็มาเรียนรู้จากเถ้าแก่รุ่นแรก เป็นคนตีหน้าไม้เอง เลื่อยไม้เอง” เก่ง-ดุสิต เสนาภู่พิทักษ์ เจ้าของโรงเลื่อยจักร์ไท้เชียงคนปัจจุบันกล่าวถึงญาติผู้พี่ของตนด้วยความเคารพ ก่อนพาเราไปทัศนาจรในอาณาจักรไม้ซุงของเขา

บางโพเป็นชื่อย่านหนึ่งในเขตบางซื่อ พิกัดที่แน่ชัดคือบริเวณจุดตัดระหว่างถนนประชาราษฎร์สาย 1 กับประชาราษฎร์สาย 2 อันเป็นที่รู้จักในชื่อ ‘สี่แยกบางโพ’ โดยถนนสายแรกนี้ตัดขนานไปกับแนวแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลลงมาจากภาคเหนือ เป็นเส้นทางลำเลียงไม้ซุงจากหัวเมืองเหนือลงมากรุงเทพฯ ช้านาน

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

ว่ากันว่าชาวจีนไหหลำมีความชำนาญในการประกอบอาชีพอยู่ 3 – 4 อย่าง ถ้าไม่ขายอาหารหรือทำการโรงแรม ก็จะทำโรงไม้และโรงเลื่อย ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ปากน้ำโพ นครสวรรค์ อุทัยธานี ปทุมธานี นนทบุรี จนเข้าเขตกรุงเทพมหานครที่บางโพ ไปถึงสามเสน บางรัก จึงถูกจับจองโดยกลุ่มชาวจีนไหหลำผู้สันทัดช่ำชองด้านการค้าไม้และแปรรูปผลิตภัณฑ์ไม้

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

ทว่าโรงเลื่อยไม้ส่วนใหญ่ในย่านบางโพไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นที่นี่เป็นครั้งแรก หากย้ายมาจากแถววัดสระเกศราชวรวิหาร ละแวกคลองมหานาค คลองรอบกรุง และคลองผดุงกรุงเกษม ที่เป็นถิ่นการค้าไม้ของชาวจีนมาตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 3 ถึงรัชกาลที่ 4 สาเหตุหลักที่ต้องย้ายออกมาก็เพราะเขตเมืองชั้นในเริ่มคับแคบ เต็มไปด้วยมลภาวะ ผู้ประกอบการโรงเลื่อยจึงต้องแสวงหาย่านใหม่ในการดำเนินกิจการของตน บางโพซึ่งจัดว่าอยู่ชานเมืองจึงเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียงก็เป็นหนึ่งในนั้น

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

“เริ่มแรกเราไม่ได้อยู่ตรงนี้ อยู่แถววัดคอกหมู (วัดสิตาราม) ช่วงแถวซอยตรงข้ามวัดสระเกศ ด้วยเมืองพัฒนาและเติบโตขึ้น หลวงไม่อนุญาตให้ขนไม้ซุงผ่านคลองมหานาค ทำให้การขนส่งวัตถุดิบยากลำบาก ก็เปลี่ยนมาใช้รถจอหนังขนไม้ซุงเข้าไป แล้วสักระยะหนึ่งก็ไม่ให้รถผ่านเข้าไปในเขตเมือง ต้องออกมานอกเมือง เล็งเห็นว่าทำเลตรงนี้สะดวกในการขนวัตถุดิบ โรงเลื่อยไม้ส่วนมากเลยย้ายมาบางโพ”

ด้านหลังไม้สักแปรรูปที่ตั้งสุมกันเป็นภูเขาเลากา เสียงคมเลื่อยเสียดสีเนื้อไม้ดังขึ้นทุกขณะจิต เราหยีตาป้องกันฝุ่นไม้ที่ฟุ้งตลบ เท้าก้าวไปตามพื้นโรงงานที่ปกคลุมด้วยเศษไม้หนาเตอะราวผืนทรายบนชายหาด พลันสายตาก็สะดุดเข้ากับชายร่างเล็กที่กำลังสั่งงานลูกน้องอย่างแข็งขันบนท่อนซุง

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

หลงจู๊อ่างรับไหว้ผู้มาใหม่ แล้วโดดลงจากซุงที่ยืนอยู่ด้วยท่าทางที่คล่องแคล่วเกินคนวัยเดียวกัน

“ชื่อ ชาญสิทธิ์ มีอุดมศักดิ์ นี่เปลี่ยนเอง ตั้งเอง” ถ้อยคำแนะนำตัวภาษาไทยที่ติดสำเนียงไหหลำหน่อย ๆ ฟ้องว่าชื่อเกิดของเขาต้องเป็นภาษาจีนเป็นแน่ 

“ตอนนี้อายุ 69 ย่าง 70 ปี กุมภาพันธ์ 2566 นี่ก็จะครบ 70 แล้ว”

ไท้เชียง ก่อตั้งขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของ ไต้ถ่ง แซ่ผู่ ชาวจีนโพ้นทะเลผู้ทิ้งบ้านเกิดบนเกาะไหหลำมาแสวงโชคที่เมืองไทย นอกจากท่านผู้นี้จะเป็นคนบุกเบิกกิจการโรงเลื่อยของครอบครัวแล้ว นายไต้ถ่งยังส่งต่อวิชาการเลื่อยไม้สู่หลงจู๊อ่าง หลานลุงผู้เอาการเอางานด้วย

“นายไต้ถ่งเป็นพี่ชายของแม่ผม ผมเรียก ‘เบ๊เด’ แปลว่า ลุงฝั่งแม่” หลงจู๊ลำดับศักดิ์ให้เราฟัง 

“ตัวผมเกิดที่ศาลาแดง ตอนอายุ 15 เรียนชั้น มศ. 3 ที่เทคโนโลยีสหะพาณิชย์ เขตบางรัก เมื่อก่อนผมไม่ค่อยอยู่บ้าน แม่เลยเอามาอยู่กับเบ๊เด วันธรรมดาเรียนหนังสือ พอวันพฤหัสได้หยุด ผมก็มาช่วยงานเบ๊เด สมัยก่อนจะมีไม้ส่งออก ตีหน้าไม้โปรดักส์เข้าประเทศไทย ผมก็มาช่วยทำส่งออก”

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ
ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

สินค้าหลักของโรงเลื่อยแห่งนี้คือไม้กระดาน คนงานที่นี่ต้องเลื่อยซุงไม้สักท่อนใหญ่ ๆ แปรรูปเป็นไม้กระดาน เพื่อขายให้กับร้านค้าไม้แปรรูปและผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ทั้งหลาย ไปจนถึงคิ้วบัว

ช่วงที่เป็นวัยรุ่น ถึงจะเป็นหลานเถ้าแก่คนแรก แต่เด็กใหม่อย่างอ่างไม่มีสิทธิ์เลือกงานที่อยากทำ เขาต้องทำทุกอย่างตามที่ผู้เป็นลุงหรือคนอื่นสั่ง ใครเรียกใช้งานอะไรก็ต้องทำ

“แต่ก่อนก็ต้องตีหน้าไม้ส่งออก มันจะมีแผ่น แล้วคอยวัดไม้ เช็กไม้ดูว่าสวยหรือไม่สวย แล้วก็ต้องจำ พอคนไหนขาดลูกน้อง เราก็จะไปช่วยทำทุกอย่าง ต้องได้ทุกหน้าที่ครับ”

ในช่วงการฝึกงานของเขา อ่างจำได้ดีทีเดียวว่าสิ่งที่ยากที่สุดคือการตีหน้าไม้

“การตีหน้าไม้ คือการแปรรูปจากซุงขึ้นมา เราต้องรู้ว่าซุงต้นนี้สวยไม่สวย แล้วต้องใช้ความจำ จำว่าเมื่อไหร่จะถึงรูถึงตา ใกล้ไส้เราต้องรู้ ต้องเนี้ยบพอดี เพราะไม้สักมันเลื่อยยาก ไม่เหมือนไม้เบญจพรรณ ไม้เบญจพรรณไม่ค่อยมีรูมีตา เขาเลื่อยยังไงก็ได้ แต่ไม้สักต้องเป๊ะ แล้วต้องดูสภาพป่าด้วย

“ในโรงเลื่อยต้องทำหน้าที่หลายอย่าง อย่างผมต้องแปรรูปไม้ ยกซุงขึ้นมาแล้วตัด นั่งดูว่าลูกค้าต้องการขนาดไหน เราก็ตัดขนาดนั้นแล้วเลื่อยเอา ถ้าไม้มันงอก็ต้องตัดให้มันพอดี”

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

ขั้นตอนการเลื่อยซุงสมัยก่อนกับปัจจุบันแตกต่างกันมาก ผู้มากประสบการณ์เล่าด้วยสีหน้าที่บอกว่ายังไม่ลืมความเสียวไส้ เมื่อนึกถึงอุบัติเหตุที่เคยเกิดขึ้นกับเพื่อนร่วมงานของเขา

“สมัยก่อนลำบากนะ เวลาจะเลื่อยไม้ เราต้องใช้เลื่อยวงเดือน เป็นเลื่อยกลม ๆ มันอันตรายนะ ถ้าบางคนทำไม่เป็น มันตีไส้แตกเลย แต่เลื่อยวงเดือนนี่ไม่เท่าไหร่ เคยโดนเหมือนกัน สมัยนี้ปลอดภัยกว่าสมัยก่อนเยอะ สมัยก่อนถ้าไม่ป้องกันแย่เลย เคยมีลูกน้องนิ้วขาด”

แม้จะต้องทำงานท่ามกลางเสียงดังแสบแก้วหูของเลื่อยจักร ความเหน็ดเหนื่อยที่ต้องปีนขึ้นปีนลงทั้งวัน ตลอดจนความอันตรายที่อาจได้รับจากใบเลื่อย แต่อ่างก็ยังรักงานนี้ยิ่งชีวิต

“ไม่เคยกังวลเลย สนุกดี ยิ่งวัดไม้ส่งออกยิ่งสนุก วันหนึ่งเหงื่อออกน่าดูเลย เล่นขนกันเป็นคันรถ วันหนึ่ง ๆ ทำทั้งวัน วัดไม้ส่งออกไปเมืองนอกดีมาก สมัยก่อนทำงานสนุก ไม่เครียด ได้ออกแรง เมื่อก่อนนี้ขายดี เมืองนอกใช้เยอะ เขาเอาไม้สักเราไปทำเรือยอชต์ เพราะไม้สักมันทน โดนน้ำเกลือไม่เป็นไร”

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ
ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

เพราะความสนุกนี่กระมังที่ทำให้อ่างไม่เคยคิดจากโรงเลื่อยของเบ๊เดไปไหน แม้ตัวเขาจะจบ มศ. 3 ไปต่อช่างกลมาแล้ว ก็ยังเลือกที่จะทำงานและเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับโรงเลื่อยต่อไป จนกระทั่งเขามีอายุได้ 30 ปีเศษ หลงจู๊คนเก่าอำลาโรง เขาจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหลงจู๊คนใหม่

แล้วเมื่อ ไต้ถ่ง แซ่ผู่ หมดอายุขัย งานเลื่อยของที่นี่จึงตกอยู่ในการดูแลของหลงจู๊อ่าง

“สิ่งสำคัญที่สุดในการทำงานโรงเลื่อยคือความจำ ต้องมีคนสอน ไม่มีคนสอนก็ทำไม่ได้ คนจะเป็นหลงจู๊นี่สำคัญที่สุดคือเราต้องรู้ไม้ ไม้ต้นนี้สวยหรือไม่สวย เมื่อไหร่จะถึงไส้ถึงรู ลูกค้าต้องการขนาดไหน ต้องเลือก” ผู้จัดการกล่าวและอวดเนื้อไม้ซุงท่อนล่าสุดที่กำลังเลื่อยด้วยความเสียดาย “เห็นต้นนี้ไหมครับ ไม้มันโพรงมากเพราะหนอนไช แบบนี้ลงทุนมาเป็นแสนก็ขาดทุนหมด”

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

ในขั้นตอนการเลื่อยซุงทุกต้น หลงจู๊สำทับว่า สมาธิเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็นต้องมี

“เราเลื่อยมาเราต้องรู้ด้วยว่าเราเลื่อยตรงไม่ตรง เราต้องใช้ความคิดเราเอง เราทำทุกอย่าง ใช้สมองเกิดจากสมาธิ ใช้สมาธิช่วยได้เยอะ เพราะผมสวดมนต์ การสวดมนต์ทำให้จิตใจเราดี ทำให้งานเราไม่เครียด มีประโยชน์มาก เพราะสมัยเราอายุน้อย ๆ เราต้องใช้ การสวดมนต์ช่วยได้ทุกอย่าง”

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

การทำงานของหลงจู๊และทุกคนในที่นี้กินเวลาถึง 6 วันต่อสัปดาห์ เริ่ม 8.00 นาฬิกา และเลิก 17.00 นาฬิกา ลูกน้องคนอื่นอาจมีทั้งที่พักอยู่ในรั้วโรงเลื่อยนี้ และมีบ้านพักอยู่ด้านนอก แต่หลงจู๊กินนอนอยู่ที่นี่ ยึดโรงเลื่อยเป็นบ้านของตนเอง

“พักอยู่ที่เลย โรงงานเป็นเหมือนบ้าน เฝ้าโรงงานให้เขา”

ทุกวัน หลงจู๊อ่างจะนุ่งกางเกงขาสั้นเหนือเข่าเพื่อง่ายต่อการปีนป่ายขึ้นบนกองซุงและเครื่องจักร นำสำลีมาอุดรูหูเพื่อป้องกันเสียงดังระหว่างเลื่อย รวมทั้งสวมหน้ากากอนามัยเพื่อกรองฝุ่นและเศษไม้

“บางทีใช้เสียงก็ไม่ได้ เพราะเสียงมันดัง ต้องตะโกนแข่งกับเลื่อยสายพาน” เขาว่า แล้วชูนิ้วมือส่งสัญญาณให้คนงานแผนกคุมเครื่องจักรทำตามข้อตกลงร่วมกัน “ต้องใช้มือแบบนี้ ดูง่ายกว่า”

ในขณะที่ลูกจ้างคนงานในโรงเลื่อยแห่งอื่นอาจมีแรงงานต่างด้าว ชาวประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาใช้แรงงานบ้าง แต่คนงานที่ไท้เชียงทุกคนเป็นคนไทย โดยมากมาจากต่างจังหวัด ทุกคนที่เป็นลูกมือในการแปรรูปไม้กระดานอยู่ในตอนนี้ล้วนผ่านการถ่ายทอดวิชาจากหลงจู๊อ่างมาแล้วทั้งสิ้น

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน
หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

“เราต้องสอนเขา เขาต้องหัดมาจากตัดไม้บ้าง ซอยไม้บ้าง”

แต่เมื่อถูกถามว่าจะมีใครที่หน่วยก้านดี มีแววขึ้นมาสืบต่องานหลงจู๊ได้บ้าง หลงจู๊คนปัจจุบันก็ส่ายหน้าแล้วตอบอย่างไม่ต้องคิดว่า

“หายาก ไม่มีคนทำ เพราะปัญหาคือหลงจู๊โรงเลื่อยต้องชำนาญเรื่องไม้ ต้องหัดตั้งแต่เด็ก ๆ ว่าไม้มันสวยไหม หมดยุคผมก็คงหมดแล้ว ไม่มีใครสืบ นอกจากตามต่างจังหวัดที่เขาผ่าเหมือนกัน พวกไม้สวนป่า ไม้เล็ก ๆ มันเลื่อยง่าย ไม่แข็งไม่ทนแบบไม้สัก”

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

จากข้อมูลของ ‘โกเก่ง’ ญาติผู้น้องของหลงจู๊อ่าง โรงเลื่อยที่ยังเหลืออยู่เพียง 4 – 5 แห่งในย่านบางโพต้องประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน ได้แก่ การขาดแคลนวัตถุดิบและตลาดที่ต้องการสินค้า เพราะหลังจากการปิดป่า ห้ามตัดไม้ในภาคเหนือเมื่อ พ.ศ. 2532 เจ้าของโรงเลื่อยต้องหันไปซื้อไม้ซุงจากต่างประเทศเข้ามาเลื่อยแทน อย่างที่ไท้เชียงก็ได้จากการประมูลสัมปทานไม้สักในเมียนมา ขณะที่คนรุ่นใหม่มองว่าไม้สักเป็นของโบราณล้าสมัย หันไปใช้วัสดุชนิดอื่น ๆ ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ก่อสร้างแทน

งานที่โรงเลื่อยจึงลดฮวบฮาบจากสมัยที่หลงจู๊อ่างเพิ่งขึ้นรับตำแหน่งหลงจู๊ใหม่ ๆ มาก จากเคยมีงานเลื่อยทุกวัน บางวันต้องเลื่อยไม้กันจนดึกดื่น ได้ส่งออกไม้แปรรูปไปยังต่างประเทศ กลายเป็นเลื่อยเฉพาะเมื่อมีออร์เดอร์จากลูกค้า บางวันก็ไม่ต้องเลื่อยซุง แต่แปรรูปทำเครื่องเรือนหรือพื้นบ้านแทน

แต่นั่นไม่เป็นปัญหาสำหรับคนที่เลื่อยไม้มาตั้งแต่วัยฉกรรจ์ยันวัยชรา เพราะเขาพร้อมทำงานทุกชิ้นด้วยพละกำลังที่ยังเหลือแหล่ แม้ไม่รู้ว่าจะทำต่อไปอีกนานเท่าไรก็ตาม

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

“สนุกและท้าทายดี ยังมีความสุข งานหลงจู๊ไม่มีใครทำ หายาก เราจะสอนคนก็สอนไม่ได้ ไม่มีใครหัด เคยสอนลูกน้อง ลูกน้องมันใช้ไม่ได้ มันไม่เก่ง เพราะเขาไม่เข้าใจหลักการ สอนแล้วก็ไม่จำ แต่สอนแล้วไม่ไหว คนงานต้องเชิญออก เหลือแต่เราอย่างเดียว” หลงจู๊อ่างหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

ถึงจะไม่มีคนมาสืบสานงานของเขา แต่เขาก็ยินดีที่จะถ่ายทอดข้อมูลความรู้ที่ตนเองมีให้กับเด็กรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเหล่านักศึกษาที่มักจะแวะเวียนมาขอความรู้ที่โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียงอยู่เนือง ๆ

“ทำจนกว่าจะไม่ไหวนั่นแหละ ตำแหน่งนี้ไม่ได้ก็มาทำตำแหน่งเบา ๆ ทำกันไปจนตาย ถ้าเราแข็งแรงก็ทำได้ตลอด เราอาศัยสวดมนต์ ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ เพราะเรารู้หมดทุกอย่าง ร่างกายแข็งแรง เดี๋ยวนี้ต้องทำเองหมด เราออกกำลังจะได้แข็งแรง แต่อย่าเครียดเท่านั้น เครียดทุกอย่างก็เสร็จหมด”

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน
หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

วันที่ 4 – 15 กุมภาพันธ์ 2566 ในช่วงสัปดาห์ Bangkok Design Week 2023 โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียงเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม The Tour of Wood ทริปที่จะพาผู้เข้าร่วมไปรู้จักไม้ตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ไปพบกับ หลงจู๊อ่าง-ชาญสิทธิ์ มีอุดมศักดิ์ ตัวจริงเสียงจริงได้ในทัวร์นี้ ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่เฟซบุ๊ก Bangphowoodstreet หรือเว็บไซต์ Bangphowoodstreet.com

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load