ชื่อ ฟ.ฮีแลร์ น่าจะเป็นครูชาวต่างประเทศในไทยที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดท่านหนึ่ง

ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา

โรงเรียนที่ครูผู้นี้ปลูกปั้นมาตลอดชีวิต คือโรงเรียนอัสสัมชัญ ‘โรงเรียนฝรั่งแห่งบางรัก’ ผลิตบุคลากรที่เป็นกำลังสำคัญของชาติในแขนงต่างๆ ไว้มากอย่างมีนัยสำคัญตลอดอายุ 134 ปี

พ.ศ. 2444 บาทหลวงชาวฝรั่งเศสวัยเพียง 20 ปี เดินทางเข้ามาสยามเพื่อรับหน้าที่ครูโรงเรียนอัสสัมชัญ จนกระทั่งสิ้นอายุขัยในวัย 87 ปี จึงกล่าวได้ว่าเป็นเวลานานถึง 67 ปี ที่ครูฝรั่งผู้นี้เป็นหนึ่งในกระดูกสันหลังของอัสสัมชัญ

ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา

ครูฮีแลร์เป็นฝรั่งที่พูดภาษาไทยไม่ได้เลย แต่มานะศึกษาจนแต่งตำราเรียน ดรุณศึกษา ได้ เป็นนักบริหารและนักก่อสร้างที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสร้างตึกเรียนและหอประชุมของอัสสัมชัญ เป็นผู้กว้างขวางในสังคมไทยยุคนั้น คือเข้าได้กับทุกชั้น ตั้งแต่วังเจ้านาย สถานเอกอัครราชทูต ที่ทำการรัฐบาล ไปจนถึงสามัญชนที่นำลูกมาเข้าเรียนอัสสัมชัญ และเป็นครูโดยเนื้อแท้

ลูกศิษย์คนหนึ่งที่มีโอกาสรับใช้ใกล้ชิด ฟ.ฮีแลร์ คือ อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ผู้ตอบคำถามว่า ทำไมคนผู้นี้จึงยังเป็นแบบอย่างในหลายเรื่องแก่เด็กรุ่นหลัง และยังได้เรียนรู้เรื่องราวในสังคมไทยยุคนั้นไปพร้อมๆ กับเรียนรู้ชีวิตครูฝรั่งคนสำคัญแห่งอัสสัมชัญ

อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์

บาทหลวงเอมิล ออกุสต์ กอลมเบต์ (Emile August Colombet) ก่อตั้งโรงเรียนเล็กๆ ในละแวกวัดอัสสัมชัญ พ.ศ. 2420 เพื่อสอนเด็กกำพร้า เด็กคริสตัง และลูกหลานชาวยุโรปที่พำนักอยู่ในบางกอก โรงเรียนเล็กๆ นี้ต่อมากลายเป็นโรงเรียนอัสสัมชัญ สอนเป็นภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษ

วันสถาปนาโรงเรียนอัสสัมชัญอย่างเป็นทางการคือ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2428 เท่ากับว่าตอนนั้น ฟ.ฮีแลร์ เด็กชายชาวฝรั่งเศสที่ต่อมาจะกลายเป็นกำลังสำคัญของอัสสัมชัญ เพิ่งอายุได้ 5 ขวบ

ฟรองซัว ตูเวอเนท์ ฮีแลร์ (François Touvenet Hilaire) เกิดเมื่อวันที่ 18 มกราคม ค.ศ. 1881 (พ.ศ. 2423) ที่ฝรั่งเศส เป็นผู้มีจิตใจศรัทธาในศาสนามาแต่เยาว์วัย เมื่ออายุ 12 ปี เข้าอบรมในยุวนิสิตสถาน (Noviciate) ของคณะเจษฎาจารย์เซนต์คาเบรียล ที่เน้นศาสนกิจด้านการศึกษาให้แก่เด็กชาย คือเป็นคณะนักบวชที่เน้นงานสอนหนังสือ

ฮีแลร์เข้าร่วมคณะนักบวชดังกล่าว ร่ำเรียนวิชาทางศาสนา วิชาครู และวิชาอื่นๆ จนบวชเมื่ออายุ 18 ปี

ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา

อีก 2 ปีถัดมา เมื่อภราดาฮีแลร์อายุเพียง 20 ปี เขาร่วมเดินทางมาสยามกับคณะภราดาเซนต์คาเบรียลอีก 4 ท่าน รับหน้าที่อันสำคัญและหนักหนาคือ ดำเนินกิจการโรงเรียนอัสสัมชัญต่อจากบาทหลวงกอลมเบต์ ที่ทำงานคนเดียวไม่ไหวเพราะจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นมาก

หลังจากนั้น นักบวชชาวฝรั่งเศสผู้นี้ก็ยังคงอุทิศแรงกายแรงใจปลูกปั้นโรงเรียนอัสสัมชัญจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต รวมเป็นเวลา 67 ปี

แม้ยังมีบราเดอร์ท่านอื่นๆ อีกมากที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของโรงเรียนอัสสัมชัญซึ่งมีประวัติยาวนานกว่า 134 ปี แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า หากไม่มี ฟ.ฮีแลร์ อัสสัมชัญย่อมไม่เป็นอัสสัมชัญ

อาจารย์สุลักษณ์ระบุในหนังสือ หกชีวประวัติ ว่า “เมื่อแรกมาถึงเมืองไทย ภราดาฮีแลร์ดูจะหนักใจมากกว่าคนอื่นในคณะ ไหนจะอายุน้อยกว่าคนอื่นๆ นักเรียนบางคนโตกว่าตนก็มี ไหนภาษาอังกฤษก็ยังไม่คล่องแคล่ว นักเรียนที่รู้ภาษาฝรั่งเศสดีก็มีน้อยเต็มทน ยิ่งภาษาไทยด้วยแล้ว ในคณะผู้บริหารโรงเรียนชุดใหม่ ไม่มีใครมีความรู้เอาเลย…”

อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์

ฟ.ฮีแลร์เคยเล่าให้อาจารย์สุลักษณ์ (ซึ่งขณะนั้นเป็นนักเรียนมัธยมปลายที่อัสสัมชัญ) ฟังว่า “ในตอนนั้นอยากเรียนภาษาไทย เมื่อสอนภาษาอังกฤษหรือภาษาฝรั่งเศสอยู่อีกห้องหนึ่ง หูมักพยายามเงี่ยฟังว่าห้องถัดไปเขาสอนภาษาไทยว่าอย่างไร”

ในสมัยนั้นเด็กไทยเรียนแบบเรียนชุด มูลบทบรรพกิจ ฟ.ฮีแลร์ กล่าวว่า “จังหวะจะโคนและลีลาแห่งภาษาน่าพิสมัยมาก” จึงพยายามเรียนคำศัพท์จนอ่านรู้เรื่อง

“ในบรรดาบราเดอร์ทั้งหมด ท่านสนใจภาษาไทยมากกว่าคนอื่น ท่านบอก มูลบทบรรพกิจ เพราะมากเลยนะ ท่านก็เอามาอ่าน อ้าว ตายจริง มันมีเรื่องลามกอยู่ในนั้นด้วย แบบฝรั่งเขาพิวริตัน (Puritans) ท่านก็เลย…ไม่ได้ๆ ต้องแต่งใหม่” อาจารย์สุลักษณ์กล่าว

‘เรื่องลามก’ ใน กาพย์พระไชยสุริยา ที่ปรากฏในแบบเรียนเล่มนั้นมีเนื้อหากล่าวว่า

“อยู่มาเหล่าข้าเฝ้า ก็หาเยาวนารี

ที่หน้าตาดีๆ ทำมโหรีที่เคหา

ค่ำเช้าเฝ้าสีซอ เข้าแต่หอล่อกามา

หาได้ให้ภริยา โลโภพาให้บ้าใจ”

“ฟ.ฮีแลร์ ท่านเล่าให้ผมฟัง ท่านบอกว่า ปล่อยให้นักเรียนเรียนแบบนี้ไม่ได้ ต้องให้เรียนความรู้ที่ดีกว่านี้ ท่านก็เลยแต่งแบบเรียนชุด ดรุณศึกษา นี่คือเหตุผลที่ท่านบอกผมนะ” อาจารย์สุลักษณ์เล่าเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ ฟ.ฮีแลร์ คิดแต่งแบบเรียนภาษาไทยอันลือเลื่อง ทั้งนี้เพราะว่าอาจมีสาเหตุอื่นๆ อีก แต่ยังไม่พบหลักฐาน

ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา
ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา

ดรุณศึกษา เป็นแบบเรียนที่บูรณาการความรู้หลายด้านมาไว้ในเล่มเดียว ทั้งหลักภาษาไทย ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เหตุการณ์ร่วมสมัย (เช่น เรือไททานิกจม) และสอดแทรกแนวคิดเกี่ยวกับทั้งศาสนาคริสต์และศาสนาพุทธด้วย

“บราเดอร์ฮีแลร์สอดแทรกเรื่องสอนศาสนาในดรุณศึกษา มีเรื่องที่สองคนไปนอนอยู่ใต้ต้นมะม่วงหรือต้นอะไรสักอย่าง มะม่วงตกลงมา ได้กินมะม่วง แกก็เขียนว่า เป็นเพราะบารมีพระเป็นเจ้า น้องชายผมบอกว่า ‘ดีนะเป็นมะม่วง ถ้าอยู่ใต้ต้นมะพร้าวล่ะฉิบหายแน่เลย พระเป็นเจ้าจะช่วยไหม’ คือพวกเราเด็กๆ นี่ล้อกันเลยนะ ดังนั้น เรื่องสอนศาสนานี่ไม่ได้ผลหรอก” อาจารย์สุลักษณ์กล่าว

เมื่อ ฟ.ฮีแลร์ แต่งแบบเรียน ดรุณศึกษา มีผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านช่วยตรวจแก้ หนึ่งในจำนวนนั้นคือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา

อาจารย์สุลักษณ์เล่าว่า “คุณพ่อกอลมเบต์ก็ให้กำลังใจมากในการแต่ง ดรุณศึกษา บอกว่า เนี่ย ถวายกรมดำรงฯ สิ ฟ.ฮีแลร์ ท่านกลัวมากเลย เพราะเด็กกว่า แต่กรมดำรงฯ ท่านก็แก้ให้ ตรวจตราให้ ต้นฉบับของ ฟ.ฮีแลร์ เขียนว่า ถนนพ่อยม ทรงแก้ว่า ถนนสาทร”

สมัยนั้น ผู้คนเรียกถนนสาทรว่า ถนนพ่อยม เพราะ หลวงสาทรราชายุกต์ (ยม) เป็นผู้สร้าง ท่านมีเชื้อจีนและฐานะร่ำรวย ผู้คนจึงเรียกว่า เจ้าสัวยม ฝรั่งจะพูดหรือเขียนหนังสือถึงถนนสายนี้ แม้ในหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษก็เรียก พ่อยมโรด

อีกจุดที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงแก้ไขต้นฉบับให้คือที่ ฟ.ฮีแลร์ เขียนว่า “ในโลกนี้ก็จะต้องถือว่า มีแต่คนชั่วทั้งนั้น” ท่านทรงแก้เป็น “ในโลกนี้เกือบจะต้องถือว่า มีแต่คนชั่วทั้งนั้น” ซึ่งได้ความรัดกุมขึ้น

ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา

เจ้านายสยามพระองค์นี้ทรงพระเมตตาท่านฮีแลร์นัก ประทานพระอนุเคราะห์ในเรื่องวิชาความรู้แก่ท่านอยู่เสมอ ประทานต้นฉบับจดหมายเหตุของ มองซิเออร์ เดอวีเซ (Monsieur de Visé) ว่าด้วยเรื่องโกษาปานไปฝรั่งเศส ที่ ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ (George Cœdès) นำมาถวาย ให้ภราดาฮีแลร์ลงมือแปลเป็นภาษาไทย

“สมเด็จฯ ดีต่อท่านมาก เวลานั้นฝรั่งเศสก็รังแกประเทศไทยนะ แต่ท่านไม่เคยรังแกพวกเราเลย ตอนเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่สอง ไปเฝ้าโป๊ปที่กรุงโรม โป๊ปถามว่า จะขออะไร ท่านขอลูกประคำศักดิ์สิทธิ์ ให้โป๊ปเสกให้ ท่านเอากลับมาให้บราเดอร์ฮีแลร์ ท่านใช้จนตลอดชีวิตเลย กรมดำรงฯ พระทัยดีมาก ฟ.ฮีแลร์ ก็รักท่าน รักเหมือนพ่อเลย” อาจารย์สุลักษณ์เล่า

ครูฮีแลร์ยึดถือกฎระเบียบข้อบังคับของโรงเรียนอย่างเคร่งครัด อาจารย์สุลักษณ์ระบุในหนังสือ หกชีวประวัติ ว่า บราเดอร์ฮีแลร์ทำหน้าที่อาจารย์ผู้ปกครอง ทุกเช้าท่านจะตรวจตรานักเรียนมาสาย นักเรียนขาดเรียน ใครมาสายเกินหนึ่งครั้งต้องถูกลงโทษ

“บราเดอร์ฮีแลร์เป็นคนเข้มงวดกวดขันมาก ถ้าคุณมาสายเนี่ยถูกเล่นงาน ต้องอยู่เย็น เรียกว่ายืนเสา ให้ท่องหนังสือ ท่องไม่ได้ก็กลับไม่ได้ แล้วถ้าเผื่อไม่มาโรงเรียนนะ ทางโรงเรียนมีไปรษณียบัตรถึงบ้านทันทีเลย คิดค่าไปรษณีย์ที่บ้านด้วย ทำไมลูกไม่มา ต้องตรงเวลา ทุกคนต้องมาเรียนหนังสือ เน้นเรื่องท่องขึ้นใจแบบโบราณ เน้นเรื่องต้องเขียนลายมือสวย” อาจารย์สุลักษณ์เล่า

เมื่อนักเรียนกลับมาเรียนจะต้องมีจดหมายผู้ปกครองมา หรือบางกรณีผู้ปกครองต้องมาอธิบายการขาดเรียนของลูกหลานด้วยตนเอง

ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา

อาจารย์สุลักษณ์ยังระบุว่า ฟ.ฮีแลร์ ไม่เคยสนใจว่าศิษย์คนนั้นเป็นลูกใคร พ่อจะมีบุญหนักศักดิ์ใหญ่เพียงใดก็ตาม ถ้ามาอยู่ในอาณัติโรงเรียนอัสสัมชัญสมัยท่าน เป็นอันว่าต้องได้ลิ้มรสหวาย ไม้เรียว ไม่เลือกหน้า แม้ในสมัยราชาธิปไตยท่านก็เฆี่ยนเจ้านายมานักต่อนักแล้ว

แม้จะยึดถือกฎระเบียบเพียงใด แต่ในบางกรณี ฟ.ฮีแลร์ ก็ยอมผ่อนผัน

เมื่ออยู่ชั้น ม.6 อาจารย์สุลักษณ์ออกหนังสือพิมพ์ชื่อ ยุววิทยา บทความชิ้นหนึ่งทำให้เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตถึงกับจะถูกให้ออกจากโรงเรียน แต่ในที่สุดเมื่อเรื่องถึงหูครูฮีแลร์ผู้เคร่งครัดระเบียบ กลับทำให้สุลักษณ์ ศิวรักษ์ กลายเป็นนักเรียนโปรด

ฟัง ส.ศิวรักษ์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา
สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เมื่อเป็นนักเรียนมัธยมปลายโรงเรียนอัสสัมชัญ พ.ศ.2494

“แต่ก่อนพิมพ์ดีดหายาก หนังสือ ยุววิทยา นี้ผมให้เพื่อนที่ลายมือสวยๆ คัดออกมาได้ห้าฉบับ แล้วก็ให้เพื่อนฝูงอ่าน เพื่อนคนนั้นเขียนเรื่องนี้ อีกคนเขียนเรื่องนั้น ผมเขียนเรื่องโน้น เช่นแนะนำให้ไปดูพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ แนะนำให้ไปดูหอสมุดเปิดใหม่

ครู ม.6 ของผมเป็นครูที่เลวมาก หลับในห้องเรียน บังคับให้ซื้อนาฬิกา ผมก็เขียนด่าครูในนั้น มีคนมาอ่านเห็น เอ้า เขียนด่าครูนี่หว่า ก็เลยฟ้องบราเดอร์ฮีแลร์ เป็นครั้งแรกที่ผมถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ บราเดอร์ฮีแลร์ท่านก็ไม่พอใจมาก

แต่ท่านอ่านทั้งหมดแล้วก็บอกว่า พวกมึงนี่ทำบาป คนแก่ต้องอ่านทั้งหมดเลย แต่แกก็ชมว่ามีอะไรดีหลายอย่าง ก็ถามว่า ทำไมไปด่าครู ผมบอก เพราะเขาทำความชั่ว แกบอกว่า “สุลักษณ์ต้องจำไว้ ความชั่วบางอย่างนั้นเราต้องอดใจไม่พูดถึง พูดแต่ความดีดีกว่า”

ท่านนึกว่าผมหัวรุนแรง เป็นตัวร้าย จนกระทั่งผมมาทำ อุโฆษสาร (นิตยสารของโรงเรียนอัสสัมชัญที่นักเรียนทำกันเอง) ก็มีเขียนถึงบราเดอร์ฮีแลร์ แกตกใจมากที่ผมรู้เรื่องราว เพราะผมไปคัดข้อความจากหนังสือสาส์นสมเด็จ กรมดำรงฯ เขียนว่า ‘ภราดาฮีแลร์แวะมาที่เกาะหมาก มาเรี่ยไรเงินสร้างตึกกอลมเบต์ คงจะไปเรี่ยไรพระองค์ท่านด้วย’ สมเด็จฯ กรมพระยานริศฯ ท่านตอบว่า ‘หลวงพี่ฮีแลร์มาหาแล้ว มารีดเงินเกล้ากระหม่อมไปแล้ว’ (หัวเราะ)”

คำว่า ‘หลวงพี่ฮีแลร์’ ดูจะเป็นคำเรียกท่านอย่างกว้างขวางในหมู่เจ้านาย แสดงถึงความคุ้นเคย นอกจากความสนิทสนมกับเจ้านายหลายพระองค์ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 และ 9 เคยเสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยมโรงเรียนอัสสัมชัญ

ในหนังสือ สัปตมราชาภิเษก กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงพระนิพนธ์ไว้ว่า

“บาทหลวงสิบแปดน้อม วันทนา

หลวงพี่ฮีแลร์สา- มารถรู้

อ่านราชสดุดีคณา- เศียรวาท ถวายเอย

แถลงมนัสหวังสวัสดิ์กู้ เกียรติไท้ไทเสนอ”

อาจารย์สุลักษณ์อธิบายว่า บทพระนิพนธ์นี้กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ทรงพระนิพนธ์กล่าวถึงเมื่อบราเดอร์ฮีแลร์และบาทหลวงรวม 18 คน ไปร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และอ่านคำถวายพระพรชัยมงคล

อาจารย์สุลักษณ์คัดกลอนดังกล่าวมาลงตีพิมพ์ใน อุโฆษสาร ทำให้ภราดาฮีแลร์แปลกใจมาก เพราะไม่คิดว่านักเรียนจะรู้เรื่องพวกนี้

ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา
อาจารย์สุลักษณ์กับครูประจำชั้นและเพื่อนๆ ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ

อาจารย์สุลักษณ์ยังระบุในหนังสือ หกชีวประวัติ ว่า “บราเดอร์ฮีแลร์ทำหน้าที่แม่บ้านของอัสสัมชัญอยู่จนตลอดชีวิต คือเป็นทั้งอาจารย์ผู้ปกครอง ต้องวิ่งเต้นหาเงินมาสร้างตึกและจ่ายเงินเดือนครู พยายามรักษามาตรฐานการศึกษาแบบดั้งเดิมของอัสสัมชัญไว้ ต้องสู้กับกระทรวงฯ ที่ต้องการให้สอนง่ายๆ สอนเป็นภาษาไทยทุกวิชา และคิดค่าเล่าเรียนถูกๆ สู้กับผู้ปกครองที่ขอแต่ให้รับลูกตนเข้าอัสสัมชัญ เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ๆ เด็กนักเรียนสไตรก์ ไม่เรียนหนังสือ เรียกร้องเสรีภาพ ท่านก็ต้องปราบจนเข้าที่เข้าทางจนได้”

ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา

“บราเดอร์ฮีแลร์ถือหลักว่า อัสสัมชัญต้องเน้นเรื่องภาษา โดยเฉพาะภาษาฝรั่งเศส เขาถือว่าเป็นแห่งเดียวที่สอนในเมืองไทย ผมไม่แน่ใจว่าเซนต์คาเบรียลสอนด้วยหรือเปล่า เพราะบราเดอร์พวกนี้เขามาจากฝรั่งเศส ภาษาอังกฤษถือเป็นรอง แต่เป็นที่รู้กันว่าโรงเรียนนี้จะเน้นภาษา” อาจารย์สุลักษณ์กล่าว

มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า โรงเรียนอัสสัมชัญตั้งขึ้นถูกจังหวะ เพราะเป็นช่วงที่รัฐและบริษัทห้างร้านต่างๆ ต้องการคนไปทำงาน แนวนโยบายของโรงเรียนอัสสัมชัญที่เน้นสอนภาษาต่างประเทศ จึงเป็นการผลิตคนไว้รองรับงาน

ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา

ชั้นมัธยมปลายของอัสสัมชัญคือตั้งแต่ ม.4 ขึ้นไป สอนทุกวิชา (ยกเว้นภาษาไทย) เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ตำราส่วนใหญ่ใช้ของต่างประเทศ

อาจารย์สุลักษณ์ระบุเรื่องนี้ในหนังสือ ช่วงแห่งชีวิต ไว้ว่า

“เมื่อสอบ ม.6 ได้กันหมดแล้ว หลายคนออกไปได้งานทำตามห้างฝรั่งกันเลย เพราะการศึกษาเพียงเท่านี้ก็พูดภาษาอังกฤษได้ แต่งจดหมายและเรียงความได้ นับว่าเป็นเสมียนห้างได้แล้ว โดยที่ตอนนี้ฝรั่งได้กลับมาเข้ามามีอิทธิพลขึ้น โดยเฉพาะก็อังกฤษ โดยมีอเมริกันตามติดๆ เข้ามา

“นอกจากพวกโรงเรียนฝรั่งแล้ว ก็ไม่มีโรงเรียนอื่นใดฝึกคนไว้ให้เข้าในระดับพนักงานเช่นนี้กันเลย ทั้งห้างพวกนี้ก็ให้เงินเดือนดีพอสมควร…”

อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์

อาจารย์สุลักษณ์อธิบายเพิ่มเติมว่า

“ที่บอกว่าอัสสัมชัญเตรียมคนไว้รองรับงานราชการ ก็ถูกต้อง เพราะตอนนั้นงานราชการเป็นของใหม่ การรับราชการสมัยก่อนเป็นการสืบสกุลวงศ์ พวกขุนนางเอาลูกไปฝากเป็นมหาดเล็ก ภาคราชการมันเล็ก

ในสมัยรัชกาลที่ 5 ท่านต้องการขยายราชการใหม่ ถ้าจะรวมศูนย์อำนาจก็ต้องการคน ท่านก็ตั้งโรงเรียนเองเลยเพื่อเตรียมคน สวนกุหลาบเป็นต้น ต่อมาก็เป็นโรงเรียนฝึกหัดข้าราชการพลเรือน มหาวิทยาลัย โรงเรียนนายร้อย โรงเรียนนายเรือต่างๆ ก็เพราะต้องการคนทั้งนั้น เป็นของใหม่ พอพวกนักเรียนอัสสัมชัญ นักเรียนกรุงเทพคริสเตียนจบมา ก็เป็นจังหวะดีเลย ราชการกำลังต้องการคน ก็ผลิตคนให้”

ฟ.ฮีแลร์ เป็นชาวฝรั่งเศสที่เทิดทูนสถาบันกษัตริย์

หนังสือ ช่วงแห่งชีวิต ที่อาจารย์สุลักษณ์เขียน กล่าวว่า

“เวลาไปคุยกับ ฟ.ฮีแลร์ ท่านด่าพวกปฏิวัติฝรั่งเศสเสียยับเยิน หาว่าเป็นคนนอกศาสนา อาสัตย์ อาธรรม์ต่อพระมหากษัตริย์ ยิ่งเอ่ยถึงเลนิน สตาลินด้วยแล้ว ครูเฒ่ายิ่งสับหนักไปกว่ารุสโซและวอลแตร์เสียอีก

“เมื่อเสร็จสงครามโลกครั้งที่สอง กระทรวงออกกฎมามากมายเลย เขาก็ให้ผู้ปกครองมาลงนามเลยว่าจะเอาแบบโรงเรียนหรือแบบกระทรวง ผู้ปกครองเอาแบบโรงเรียนหมด ดังนั้นเมื่อขึ้นมัธยม 4 เป็นต้นมา ทุกอย่างสอนตามหลักสูตรโรงเรียนหมด ประวัติศาสตร์ก็เป็นการสอนแบบโรงเรียน เริ่มตั้งแต่พระเจ้าสร้างโลก และจบที่สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ไม่สอนเหตุการณ์หลังจากนั้น เขาถือว่าพวกที่ทำการปฏิวัติเป็นพวกเลวร้ายมาก เพราะพวกบราเดอร์เทิดทูนสถาบันกษัตริย์…”

ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา

อาจารย์สุลักษณ์ระบุว่า บราเดอร์ฮีแลร์ไม่เห็นด้วยกับหลักสูตรของกระทรวง เพราะบังคับให้สอนอย่างไทยๆ ให้ลดภาษาต่างประเทศลง โดยมีวิชาจุกๆ จิกๆ ซึ่งท่านเห็นว่าไม่เป็นผล ท่านเห็นว่าควรให้แก่วิชาหลัก โดยเฉพาะภาษาต่างประเทศ จะได้ไปหากินได้ และที่สำคัญอย่างยิ่งคือ ให้เข้มแข็งทางศีลธรรมจรรยา

“หลังสงครามโลกครั้งที่สอง บราเดอร์ฮีแลร์บ่นเลยว่า คนไทยเดี๋ยวนี้เลวกว่าคนไทยแต่ก่อน ท่านบอก คนไทยแต่ก่อนนี่ซื่อสัตย์สุจริตมากกว่านี้เยอะ ตอนนี้ก็งก โกงกิน ท่านเอ่ยปากเลย ท่านว่าไม่รู้โรงเรียนจะสอนคนให้สู้กับกระบวนการเลวร้ายนี้ได้หรือไม่ เอ่ยปากอย่างนี้เลย

ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา

“ก็จริงของท่าน สงครามโลกครั้งที่สองทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น เงินเดือนครูก็ไม่พอกิน โรงเรียนก็จะให้เงินเดือนครูเพิ่มไม่ได้ สารพัด ทุกอย่างรัดตัว

“แม้เราจะไม่ได้นับถือพระเจ้า แต่ก็เห็นว่าพระเจ้าอำนวยพรให้บราเดอร์เหล่านี้อุทิศตน ทำคุณงามความดีให้นักเรียนดูเป็นแบบอย่าง แต่เป็นความดีแบบโบราณนะ สอนให้คน Conservative ทั้งนั้น ไม่ชอบให้หัวก้าวหน้า บราเดอร์ฮีแลร์บอกผมเลยว่า ไอ้วอลแตร์เนี่ย รุสโซเนี่ย ตกนรกทั้งนั้นเลยนะ” อาจารย์สุลักษณ์กล่าว

ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา

ความดีแบบโบราณ คืออะไร

“คือจงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดิน พวกนี้เขาชอบพระเจ้าแผ่นดิน ซื่อสัตย์สุจริต ไม่โกงไม่คด อย่าง เจ้าคุณศราภัย (พระยาศราภัยพิพัฒ) เป็นแบบอย่างเลย ท่านฮีแลร์ไปเยี่ยมถึงในคุกเลยนะ แล้วก็บอกว่า ลูกเจ้าคุณไม่ต้องห่วง โรงเรียนจะสอนให้เรียนฟรีตลอดเลย คือ ฟ.ฮีแลร์ ท่านจะอยู่ข้างคนที่ถูกเอาเปรียบ ท่านเกลียด จอมพล ป.พิบูลสงคราม มากเลย เป็นนักเรียนฝรั่งเศสแต่รังแกคนฝรั่งเศส”

เด็กรุ่นหลังจะเรียนรู้อะไรจากบราเดอร์ฮีแลร์และอัสสัมชัญยุคก่อนได้บ้าง

ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา

“ท่านเป็นคนซื่อสัตย์ แล้วก็เป็นคนถือกฎกติกาเข้มแข็งมาก คุณจะชอบไม่ชอบอีกเรื่อง แต่ระเบียบแบบแผนนี่ท่านเข้มงวดกวดขัน อุทิศตัวเพื่อพระผู้เป็นเจ้าแท้ๆ

สังคมมันเปลี่ยนไป บางอย่างดีขึ้น บางอย่างแย่ลง นี่เป็นธรรมดา ผมไม่วิตก ที่สำคัญคือ ระบบการศึกษาของเราเวลานี้ มันไปเน้นทุนนิยม บริโภคนิยม เน้นให้คนหาความร่ำรวยกับอำนาจ อันนี้มันผิด อัสสัมชัญแต่ก่อนเขาไม่ได้เน้นสิ่งนี้ เน้นให้คนมีคุณภาพ มีคุณงามความดี ส่วนคุณจะไปได้อำนาจหรือร่ำรวย นั่นเป็นประเด็นรอง แต่เดี๋ยวนี้มันเป็นประเด็นหลักไปแล้ว…”

หนังสืออ้างอิง

พระยาอนุมานราชธน. ฟื้นความหลัง. กรุงเทพฯ: ศยาม, 2547

สุลักษณ์ ศิวรักษ์. หกชีวประวัติ. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโกมลคีมทอง, 2527

สุลักษณ์ ศิวรักษ์. ช่วงแห่งชีวิต ของ ส.ศิวรักษ์. กรุงเทพฯ: ริเวอร์บุ๊คส์, 2538

หนังสืออนุสรณ์งานสมโภชรับขวัญ เจษฎาจารย์ ฟ.ฮีแลร์ 14 มีนาคม 1959

Writer

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในยุคที่มนุษย์พึ่งพาเรือเป็นพาหนะหลักในการเดินทางระยะไกล ผืนดินกว้างใหญ่ตอนบนของทวีปอเมริกาเหนือซึ่งมีชื่อว่า ‘แคนาดา’ ยังเป็นแดนสนธยาที่น้อยคนจะด้นดั้นไปถึง หากไม่ใช่ผู้อพยพที่ตั้งใจบ่ายหน้ามาตั้งหลักแหล่ง หรือข้าราชการจากเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสและอังกฤษซึ่งถูกส่งตัวมาด้วยภาระหน้าที่เสียอย่าง ก็ยากที่ใครสักคนจะสัญจรมาที่นี่เพื่อเที่ยวชมความงามของดินแดนแห่งต้นเมเปิล ทิวสน ธารน้ำแข็ง ตลอดจนทะเลสาบสีครามในอ้อมกอดของเทือกเขาหิมะ

ครั้นแล้วในปีคริสต์ศักราช 1931 ประวัติศาสตร์แคนาดาก็ต้องจารึกเรื่องราวบทใหม่ เมื่อเรือลำใหญ่จากประเทศญี่ปุ่นนำชนชั้นสูงชาวเอเชียคู่หนึ่ง รอนแรมมาขึ้นฝั่ง ณ ท่าเรือเมืองวิกตอเรีย

แม้ทั้งสองจะเดินทางออกจากแคนาดาทันทีในเช้าวันพรุ่ง แต่มิช้าสองท่านนั้นก็หวนกลับมายังแดนไกลลิบนี้อีกครั้ง ก่อนตระเวนท่องเที่ยวพักผ่อนในแคนาดาเป็นเวลานานถึง 2 เดือน พร้อมกับสถาปนาพระองค์เป็นกษัตริย์และราชินีชาวตะวันออกไกลคู่แรกที่ได้เสด็จฯ เยือนประเทศแคนาดา

ทั้งสองพระองค์นั้นคือ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

เรื่องราวการเสด็จประพาสแคนาดาของรัชกาลที่ 7 แห่งจักรีวงศ์อาจถูกลืมเลือนไปจากความรับรู้ของประชาชนไทย ด้วยระยะเวลาที่ล่วงผ่านมานานกว่า 9 ทศวรรษ อีกทั้งรัชสมัยสั้น ๆ ของพระองค์เป็นที่จดจำมากกว่า ในเรื่องการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองในอีก 1 ปีให้หลัง

แต่มาวันนี้ การเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งประวัติศาสตร์ได้ถูกนำมาเล่าขานกันใหม่ที่พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในรูปแบบนิทรรศการหมุนเวียนชื่อ ‘จาก ‘สยาม’ สู่ ‘แคนาดา’ 1931’

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

“สาระสำคัญของนิทรรศการนี้ คือเรื่องราวเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศแคนาดาเมื่อ ค.ศ. 1931 ถ้านับแบบไทยก็จะตรงกับ พ.ศ. 2474 ค่ะ” รุ้ง-จิตสุภา หวังศิริสมบูรณ์ ภัณฑารักษ์ผู้ดูแลนิทรรศการบอกด้วยน้ำเสียงแจ่มใส

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

ด้านหลังเธอคือต้นไม้ปลอมสูงเทียมเพดาน ซึ่งหากเยี่ยมสายตามองต่ำลงไปใต้เงาไม้พลาสติกนั้น ก็จะเห็นแม่เหล็กรูปใบเมเปิลอันเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติแคนาดาโรยรายอยู่บนพื้นหญ้าเทียม มุมหนึ่งมีพระบรมฉายาลักษณ์ขององค์รัชกาลที่ 7 ประทับยืนในฉลองพระองค์อย่างชาวตะวันตก สวมพระมาลา (หมวก) รายรอบด้วยบรรดาชาวต่างชาติ มีกองดินที่เพิ่งถูกขุดอยู่เบื้องหน้าพระวรกาย

จุดเริ่มต้นของนิทรรศการนี้ก็เกิดขึ้นได้จากดินกองนั้นเอง

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

“ก่อนเริ่มทำนิทรรศการ ทางสถาบันพระปกเกล้าที่ดูแลพิพิธภัณฑ์ของเรามีข้อตกลงระหว่างองค์กรกับมหาวิทยาลัยวิกตอเรีย (University of Victoria) ที่แคนาดา ดร.วิกเตอร์ วี. รามราช (Dr.Victor V. Ramraj) อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งนั้นได้ส่งภาพต้นไม้ที่เขาไปพบมาให้ เป็นต้นโอ๊กที่สวนสาธารณะในเมืองวิกตอเรีย ตรงต้นไม้มีข้อความเขียนไว้ว่า ‘King Prajadhipok of Siam’ ระบุปี 1931 เขาไปค้นข้อมูลเพิ่มเติม ได้พบข้อมูลในหอจดหมายเหตุเมืองวิกตอเรียที่มีภาพพระองค์ท่านทรงปลูกต้นไม้ ทำให้เรารู้ว่าน่าจะเป็นครั้งเดียวกับที่เสด็จฯ ไปแคนาดาเมื่อ ค.ศ. 1931 เราก็เลยได้ร่วมงานกับสถานทูตแคนาดา”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

สวนสาธารณะดังกล่าวมีนามว่า สวนสาธารณะบีคอน ฮิลล์ (Beacon Hill Park) ฟากหนึ่งของสวนได้ชื่อว่า สวนของนายกเทศมนตรี หรือ เมเยอร์ส โกรฟ (Mayor’s Grove) ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันว่า คนใหญ่คนโตที่มาเยือนเมืองวิคตอเรียจะต้องมาปลูกต้นไม้ที่สวนแห่งนี้ ลอร์ดบาเดน พาวเวลล์ (Lord Baden-Powell) ผู้สถาปนากิจการลูกเสือโลก และเซอร์วินสตัน เชอร์ชิล (Sir Winston Churchill) อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบุรุษแห่งสหราชอาณาจักรล้วนเคยฝากผลงานการปลูกต้นไม้ของตนไว้ทั้งสิ้น

ซึ่งหากจะต้องเลือกสถานที่สำหรับจัดแสดงแง่มุมในพระชนม์ชีพของรัชกาลที่ 7 คงไม่มีที่ใดจะเหมาะสมไปกว่าพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้พระราชประวัติของพระองค์มาตั้งแต่ปลาย พ.ศ. 2545 ตรงกับวาระที่พิพิธภัณฑ์นี้มีอายุครบ 20 ปีพอดี

“สถานทูตแคนาดาประจำประเทศไทยได้ช่วยติดต่อกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งพิพิธภัณฑ์ หอจดหมายเหตุ ห้องสมุดที่แคนาดา ฯลฯ เราจึงได้ภาพ ได้ข้อมูลมาค่อนข้างเยอะ เดิมเรามีภาพอยู่เป็นบางส่วน แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นที่ใดแน่ เพราะว่าในการเสด็จฯ ครั้งนั้น รัชกาลที่ 7 ท่านเสด็จฯ ไปทั้งสหรัฐอเมริกาและแคนาดา พอได้ติดต่อกับหน่วยงานทางโน้นจึงได้ข้อมูลมากพอจนจัดนิทรรศการนี้ได้”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

การตระเตรียมงานทุกขั้นตอนเกิดขึ้น ดำเนินไป และแล้วเสร็จภายในเวลาประมาณ 3 เดือน ซึ่งนับว่าไวมาก โดยคุณรุ้งเปิดเผยว่าเธอและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้คิดหัวข้อเรื่องที่จะนำเสนอไว้เรื่อย ๆ ตามภาพที่รวบรวมมาได้ ก่อนจะทยอยทำการค้นคว้าพิสูจน์หลักฐานทางประวัติศาสตร์ทีละส่วน

ที่ยากยิ่งกว่าคือนิทรรศการนี้นำเสนอข้อมูลทั้งหมดเป็น 3 ภาษาเสมอ ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศส โดย 2 ภาษาหลังคือภาษาราชการของประเทศแคนาดา คุณรุ้งจะต้องเขียนข้อมูลเป็นภาษาไทยก่อน จากนั้นจึงส่งให้สถานทูตแคนาดาตรวจสอบความถูกต้อง รวมถึงแปลข้อความเหล่านั้นเป็นอังกฤษและฝรั่งเศสต่อไปในชั้นหลัง

3 เดือนแห่งการเตรียมงานลุล่วงไปด้วยดี ทางพิพิธภัณฑ์ได้ทำพิธีเปิดนิทรรศการไปเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 และเปิดให้ผู้สนใจทั้งไทยและเทศเข้าชมได้นับแต่นั้น

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

ถ้าไม่นับต้นโอ๊กจำลองที่อยู่กลางห้อง ทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชมย่อมต้องรู้สึกลานตากับภาพขาวดำในกรอบ ทั้งขนาดเล็กและใหญ่นับสิบ ๆ ภาพ ซึ่งประดับอยู่ทั่วผนังทั้ง 3 ด้าน โดยมีคำบรรยาย 3 ภาษากำกับอยู่เพื่อให้ความรู้อย่างละเอียดแก่ผู้ร่วมนิทรรศการ

ภาพที่นำมาจัดแสดงทุกภาพเป็นสีขาวดำสมกับยุคทศวรรษ 1930 ที่กล้องสียังไม่ถูกประดิษฐ์ขึ้น ซึ่งโดยมากถ่ายด้วยฟิล์มกระจก เหล่านี้มีทั้งภาพที่เป็นของพิพิธภัณฑ์เอง และภาพที่ไปพบตามพิพิธภัณฑ์กับหอจดหมายเหตุในประเทศแคนาดา สถานทูตแคนาดาแห่งประเทศไทยได้ช่วยประสานไปถึงสถาบันเหล่านั้น ซึ่งทั้งหมดก็ให้ความร่วมมือด้วยการส่งสำเนามาให้จัดแสดงด้วยดี

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

หากจะชมตามลำดับเวลา ภาพแรกที่ควรชมคือภาพที่ในหลวง ร.7 กับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีเสด็จลงจากเรือพระที่นั่งเอมเพรส ออฟ เจแปน ตามหลัง กัปตันแซมมูเอล โรบินสัน ผู้ควบคุมเรือ

“ครั้งนั้นรัชกาลที่ 7 ท่านเสด็จฯ ไปสหรัฐอเมริกาเพื่อผ่าตัดพระเนตร เพราะท่านทรงเป็นต้อกระจก ตอนแรกทรงประทับนั่งบนเรือจากญี่ปุ่นไปขึ้นฝั่งที่แคนาดา” คุณรุ้งปูความเข้าใจคร่าว ๆ “จากนั้นท่านก็เสด็จฯ ไปอเมริกาทางรถไฟ ก็ประทับอยู่ที่อเมริกานานหลายเดือนเหมือนกัน เพราะทรงเข้ารับการผ่าตัดและพักฟื้น หลังจากนั้นท่านจึงเสด็จฯ ไปแคนาดาเพื่อพักฟื้นพระวรกายต่ออีก 2 เดือน”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จฯ โดยรถไฟขบวนพิเศษ มุ่งหน้าไปยังสถานีสกาเบอโร รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ก่อนการเสด็จพระราชดำเนินจะเริ่มต้นขึ้น รัฐบาลสยามได้ติดต่อกับประเทศที่จะเสด็จฯ ผ่านและประทับ ในส่วนของแคนาดา ได้ปรากฏหลักฐานการโต้ตอบกันทางโทรเลขระหว่างหน่วยงานรัฐ ทั้งเรื่องนัดหมายการเตรียมความพร้อมเพื่อเฝ้าฯ รับเสด็จ แผนอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและเยือนสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงการเตรียมสิ่งของแลกเปลี่ยนระหว่างกัน

น่าสนใจว่าในบรรดาโทรเลขที่พบ มีโทรเลขจากกงสุลใหญ่แห่งสยามประจำดินแดนแคนาดา วิลเลียม วัตสัน อาร์มสตรอง ถึง ดร.ออสการ์ ดี สเกลตัน ปลัดกระทรวงการต่างประเทศแคนาดาในขณะนั้น ว่าด้วยการจัดการกับพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐที่ตีพิมพ์ในสมัย ร.7 ซึ่งรัฐบาลสยามได้ส่งมอบแก่สถาบันการศึกษาในแคนาดารวมทั้งสิ้น 7 แห่งด้วย

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

จากพระนครสยาม พระปกเกล้าฯ และสมเด็จพระราชินีได้เสด็จฯ ขึ้นเรือไปยังดินแดนฮ่องกงของอังกฤษเมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2474 เพื่อประทับเรือเอมเพรส ออฟ เจแปน ซึ่งแวะเทียบท่าที่นครเซี่ยงไฮ้ของจีน ทรงเยือนประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 4 วัน จึงข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปขึ้นฝั่ง ณ ท่าเรือเมืองวิกตอเรีย มณฑลบริติชโคลัมเบีย ทางฝั่งตะวันตกของแคนาดา รวมเป็นเวลาทั้งสิ้น 7 วัน กับอีก 20 ชั่วโมง ซึ่งนับว่าสั้นที่สุดเท่าที่เรือลำนี้เคยล่องผ่านเส้นทางนี้มา

ช่วงดึกของวันที่ 16 เมษายน เรือเอมเพรส ออฟ เจแปน ได้เทียบท่าที่สถานกักกันโรควิลเลียมส์ แต่เพราะรัชกาลที่ 7 กำลังประชวรด้วยไข้มาลาเรีย สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีจึงทรงเป็นผู้พระราชทานพระวโรกาสให้ข้าราชการชั้นสูงของแคนาดาได้เข้าเฝ้าฯ แทน ก่อนที่เรือจะมุ่งสู่เมืองแวนคูเวอร์ต่อไป

“ในการเสด็จฯ ร.7 มีพระราชประสงค์จะไม่เปิดเผยพระองค์ ในเอกสารไม่ได้ระบุว่าท่านเสด็จฯ ในนาม King แต่จะเขียนว่า Prince of Sukhothai (สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา) ซึ่งเป็นพระยศเดิมของท่านก่อนทรงขึ้นครองราชย์ แต่พอไปถึงแคนาดา ทางการแคนาดาก็ให้การต้อนรับแบบสมพระเกียรติ ยิ่งใหญ่ เป็นทางการอยู่ดีค่ะ” ผู้ดูแลนิทรรศการบรรยายพลางชี้ให้เห็นความสำคัญของแต่ละรูป

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“ตอนนั้นแคนาดายังเป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักร คนที่มาแสดงการต้อนรับต่อพระองค์คือตัวแทนของนายกรัฐมนตรีและเหล่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นี่คือครั้งแรกที่ท่านเสด็จฯ มา หลังจากนั้นท่านก็ไปประทับรักษาพระองค์ที่สหรัฐฯ ตอนเสด็จฯ กลับมาที่แคนาดาอีกครั้ง ท่านได้เสด็จฯ ไปหลายที่ ไปเมืองหลวงของแคนาดาด้วย ได้พบผู้สำเร็จราชการแทน สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 แห่งสหราชอาณาจักร และได้พบกับนายกรัฐมนตรีด้วย”

คุณรุ้งเล่าว่าต้นโอ๊กขาวทรงปลูกในสวนนายกเทศมนตรีต้นนั้น ก็ถือกำเนิดขึ้นจากการเสด็จฯ เยือนแคนาดารอบสอง ซึ่งรอบนี้ไม่ใช่เพียงเสด็จฯ ผ่านแค่เพื่อโดยสารรถไฟไปสหรัฐอเมริกาเช่นครั้งแรก แต่เป็นการเสด็จประพาสเพื่อทรงพักผ่อน และประกอบพระราชกรณียกิจส่วนพระองค์

“เดือนกรกฎาคม พระองค์ท่านเสด็จฯ ไปถึงควิเบก ซึ่งทรงโปรดมาก เพราะว่ามณฑลควิเบกเป็นมณฑลเดียวในแคนาดาที่พูดภาษาฝรั่งเศส ร.7 ท่านทรงเป็นนักเรียนเก่าฝรั่งเศส มีความรู้เรื่องฝรั่งเศส ก็เลยจะโปรดควิเบกและแคนาดาเป็นพิเศษ” 

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

หลังประทับที่ควิเบก (ฝรั่งเศสออกเสียงว่า ‘เกแบ็ก’) ได้ระยะหนึ่ง ทั้งสองพระองค์ได้ประทับเรือพระที่นั่งล่องไปเรื่อย ๆ จนถึงเมืองมอนทรีออล หรือ มงเทรอาล ในภาษาฝรั่งเศส ที่นั่น นาย จอห์น วิลสัน แมคคอนเนลล์ คหบดีท้องถิ่นได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายบ้านพักตากอากาศของเขาเป็นที่ประทับชั่วคราวแก่พระมหากษัตริย์ชาวไทย ในหลวง ร.7 ทรงโปรดปรานบ้านหลังนี้มาก ถึงกับทรงตั้งชื่อภาษาไทยให้บ้านนี้ว่า ‘บ้านสราญใจ’ ก่อนจะเสด็จฯ เยือนกรุงออตตาวา เมืองหลวงของแคนาดาต่อไป

นิทรรศการนี้ยังมีภาพถ่ายน่าชมอีกหลายภาพ อาทิ ภาพที่พระองค์ทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับกลุ่มชาวแคนาดาเชื้อสายสกอตแลนด์ในเมืองแบนฟฟ์ (Banff)

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“แบนฟฟ์เป็นเมืองที่มีธรรมชาติสวยงาม รัชกาลที่ 7 ทรงได้เปิดงานเทศกาลชุมนุมที่ราบสูง เป็นเหมือนงานกีฬาและดนตรีของชาวสกอต ปกติแล้วจะมีผู้สำเร็จราชการแทนพระมหากษัตริย์สหราชอาณาจักรประจำมณฑลเป็นผู้เปิดงาน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีประมุขจากต่างประเทศเป็นผู้ทรงเปิดงาน และเข้าร่วมเป็นประธานในพิธีด้วย พระองค์ก็ได้ทอดพระเนตรการแข่งขันวงปี่สกอต เต้นรำพื้นเมือง การประกวดร้องเพลงสกอต รวมถึงกีฬาขว้างค้อน ขว้างจักร ทุ่มน้ำหนักด้วยค่ะ”

ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ยังได้เสด็จไปร่วมทรงม้ากับกลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้ เป็นที่มาของพระบรมฉายาลักษณ์อีกจำนวนมากที่นำมาจัดแสดงไว้ในนิทรรศการนี้

“กลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้ แคนาดา เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร คอยช่วยเหลือผู้ชื่นชอบธรรมชาติและการเดินทางไกล ปัจจุบันกลุ่มนี้ก็ยังมีอยู่ เป็นอาสาสมัครที่คอยพานักท่องเที่ยวไปเดินทางไกลบนเทือกเขาร็อกกี้ ยังมีการจัดทัวร์อยู่ ทางพิพิธภัณฑ์เราก็ได้ติดต่อกับเขาด้วย เขาส่งรูปมา ทำให้รู้ว่ารูปที่ท่านทรงม้า และรูปที่ท่านทรงฉลองพระองค์ทรงม้านั้น ฟากเราก็มีเหมือนกัน” คุณรุ้งกล่าวถึงเรื่องน่าทึ่งที่ได้พบระหว่างสืบค้นข้อมูล

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

กลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้มีข้อกำหนดอยู่ว่า หากใครขี่ม้าเป็นระยะทางไกลได้ตามที่กำหนด พวกเขาจะมอบเหรียญที่ระลึกให้เป็นของขวัญ รัชกาลที่ 7 ทรงม้าได้ไกลถึง 100 ไมล์ จึงทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญเงิน ขณะที่สมเด็จพระราชินีคู่บุญทรงม้าได้ 50 ไมล์ จึงทรงได้รับเหรียญทองแดงจาก พันเอกฟิลิป เอ. มัวร์ ประธานกลุ่มนักขี่ม้า

“พระพลานามัยของ ร.7 ไม่ค่อยดี ท่านเลยต้องทรงกีฬา ส่วนสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรรณีก็ทรงเป็นสตรีที่ค่อนข้างหัวสมัยใหม่ ท่านจึงโปรดการทรงกีฬา กอล์ฟ เทนนิส ท่านได้หมดเลย”

นอกจากพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมราชินีแล้ว รูปถ่ายบนเทือกเขาร็อกกี้ยังมีพระฉายาลักษณ์ของ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต ซึ่งเป็นพระราชโอรสบุญธรรมในรัชกาลที่ 7 กับพระอัครมเหสีของพระองค์ด้วย

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

ชมเรื่องราวการเสด็จฯ เยือนแคนาดากันแล้ว หากว่าใครอยากรู้เรื่องพระราชประวัติของทั้งสองพระองค์มากยิ่งขึ้น พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าแห่งนี้ยังมีข้อมูลจัดแสดงให้รับชมกันได้อย่างเต็มอิ่มจุใจ ทั่วทั้งอาคาร 3 ชั้นที่บูรณะมาจากอาคารกรมโยธาธิการเดิมหลังนี้

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“อยากให้คนรุ่นเราได้เห็นการเดินทางในสมัยก่อน รวมทั้งการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ว่ารัชกาลที่ 7 ท่านทอดพระเนตรเห็นอะไรมาบ้าง ทรงทำอะไรบ้าง เพราะว่าสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ คนมาที่นี่ก็จะได้เห็นภาพของคนในสมัยก่อนเขาทำอะไร ชอบหรือสนใจอะไรกัน ที่อยู่ในนิทรรศการนี้อาจบอกเรื่องราวไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยากให้ชมภาพกันค่ะ” ผู้ดูแลนิทรรศการมอบรอยยิ้มจริงใจเป็นของกำนัลแด่ทุกคนที่มาร่วมยลชุดภาพถ่ายครั้งประวัติศาสตร์เมื่อ 91 ปีก่อน

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

ทั้งนี้ ‘จาก ‘สยาม’ สู่ ‘แคนาดา’ 1931’ จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 และเปิดให้เข้าชมได้ถึง 30 เมษายน พ.ศ. 2566 เปิดทุกวันอังคารถึงวันอาทิตย์ ในเวลา 09.00 – 16.00 น. ตามเวลาทำการของพิพิธภัณฑ์ โดยไม่มีค่าบัตรผ่านประตู นอกจากผู้เยี่ยมชมจะไม่เสียค่าใช้จ่ายแล้ว ยังได้รับของที่ระลึกเป็นแม่เหล็กรูปใบเมเปิล พร้อมตรานิทรรศการเป็นของที่ระลึกอีกด้วยนะ

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

วรินทร์ธร บุรธัชวัฒนสิริ

ชื่อเล่น มุกขลิน จบสถาปัตย์ลาดกระบัง สาขาถ่ายภาพ เป็นช่างภาพที่ร่าเริงสดใส รักในเสียงดนตรี แต่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เอ๋อๆงงๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load