7 กุมภาพันธ์ 2563
3 K

“นึกถึงเวลาที่ได้ไปต่างประเทศ แล้วได้ดูหนังฟิล์มดีๆ มันสวยมากเลยนะ มันไม่เหมือนดูวิดีโอ เราอยากให้คนได้รู้สึกเหมือนกัน ให้เขาได้ความรู้สึกนี้ แล้วเขาจะเข้าใจเหตุผลความสำคัญของหนังเอง”

ชลิดา เอื้อบำรุงจิต ผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) คนปัจจุบัน เจอกับเราที่อาคารสรรพสาตรศุภกิจ อาคารใหม่ล่าสุดของหอภาพยนตร์ที่ตั้งอยู่บนถนนพุทธมณฑลสาย 5 ภาพโรงภาพยนตร์ดีไซน์ทันสมัยในตึกใหม่แห่งนี้ เป็นที่กล่าวขานบนโลกออนไลน์กลางเดือนก่อน เมื่อมีข่าวว่า เพชรา เชาวราษฎร์ ราชินีจอเงินจะมาพูดคุยเสวนาเกี่ยวกับประสบการณ์ในวงการภาพยนตร์ 

อาคารสรรพสาตรศุภกิจ, หอภาพยนตร์

อาคารสไตล์ดัตช์ผสมสแกนดิเนเวียนอย่างที่ชลิดาบอก ประกอบไปด้วยโรงภาพยนตร์ที่ได้มาตรฐาน 3 โรง ห้องสมุดแบบมัลติมีเดีย 1 ห้อง และพื้นที่สำหรับจัดนิทรรศการหลายชั้น เป็นพื้นที่ในแบบที่ไม่ได้เอาใจแค่คอหนัง แต่คิดไปถึงทุกคนที่จะมาใช้งานตามความตั้งใจของหอภาพยนตร์ที่มีมาโดยตลอด

อาคารสรรพสาตรศุภกิจ, หอภาพยนตร์

อย่างที่เรารู้ๆ กันอยู่แล้วว่าการได้ดูหนังดีๆ สักเรื่องมันเปลี่ยนความคิด มุมมอง และชีวิต ของคนคนหนึ่งได้ หอภาพยนตร์จึงอยากให้อาคารใหม่แห่งนี้เป็นพื้นที่สำหรับทุกคน ให้รู้สึกสบายใจทุกครั้งที่มา เพื่อทำหน้าที่ 2 อย่างคือ อนุรักษ์ และเผยแพร่ เพิ่มเติมจากพิพิธภัณฑ์และโรงภาพยนตร์ศรีศาลายาที่มีอยู่เดิม โดยมีฟังก์ชันหน้าที่ของ Cinémathèque หรือภาพยนตร์สถาน เป็นแรงบันดาลใจ

และทันทีที่ชลิดาเริ่มเล่าเรื่องของอาคารแห่งนี้ให้ฟัง เราก็รู้สึกเหมือนกำลังได้ดูหนังเกี่ยวกับการเดินทางของหอภาพยนตร์มาสู่รูปแบบที่ทุกคนอยากเห็นตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำ

5 4 3 2 1 Action!

อาคารสรรพสาตรศุภกิจ, หอภาพยนตร์

Scene 1

Introduction

หอภาพยนตร์ก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. 2527 เริ่มต้นมาจาก โดม สุขวงศ์ อดีตผู้อำนวยหอภาพยนตร์ที่ตอนนั้นเป็นนักวิชาการของกรมศิลปากรกำลังศึกษาเรื่องฟิล์มเพื่อหาข้อมูลไปเขียนหนังสือ เขาพบฟิล์มกรุหนึ่งที่กรมรถไฟ ในตอนนั้นไม่มีหน่วยงานใดที่มีความชำนาญในเรื่องนี้โดยตรง หอจดหมายเหตุหรือหอสมุดก็รับผิดชอบแค่เอกสารที่เป็นหน้ากระดาษ จึงมีการรณรงค์ให้มีหน่วยงานเก็บรักษาที่เกี่ยวข้องเหมือนที่ในต่างประเทศมีสหพันธ์ภาพยนตร์นานาชาติ 

“สิ่งที่ทำให้เกิดหน่วยงานนี้ขึ้นมาจริงๆ คือตอนที่ค้นพบภาพยนตร์ของรัชกาลที่ห้าที่ประเทศสวีเดน ตอนที่ท่านเสด็จประพาสยุโรป ถือว่าเป็นคนไทยคนแรกที่อยู่ในภาพยนตร์ก็ว่าได้

“เหตุการณ์พบฟิล์มของรัชกาลที่ห้าเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้หน่วยงานภาครัฐต้องให้ความสำคัญจนผลักดันให้เกิดหอภาพยนตร์ขึ้น แต่ถึงกระนั้นก็ตาม คนก็มองภาพยนตร์เป็นสื่อบันเทิงอยู่ดี จนถึงทุกวันนี้ คนที่รู้ว่าเราทำงานที่หอภาพยนตร์จะชอบถามว่า ขอสมัครเป็นดาราได้ไหม เราก็บอกไม่ได้ เราไม่ได้ทำหนัง มันเป็นความเข้าใจของคนที่เวลาพูดถึงหนัง จะนึกถึงดาราเป็นอย่างแรก แต่ไม่ได้มองหนังในแง่ที่มันเป็นประวัติศาสตร์ เป็นศิลปะ มันเป็นหลายๆ อย่าง ซึ่งเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องทำความเข้าใจกับคนว่ามันไม่ได้เป็นแค่สินค้า 

“ทุกวันนี้ก็เหมือนกัน เวลาเขามองงานที่เราทำ เขาจะมองว่า คุณต้องส่งเสริมตลาดสิ ทำให้มันโกอินเตอร์ ซึ่งมันไม่ใช่หน้าที่ของเรา หน้าที่ของเราคือรักษาประวัติศาสตร์ จริงๆ สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานก็นับเป็นประวัติศาสตร์แล้วนะ แล้วสิ่งที่เราทำ เราทำเพื่อทุกคนในประเทศ เราไม่ได้ทำให้กับกลุ่มที่เป็นผู้สร้างหรือคนดูที่เป็นแฟนหนังอย่างเดียว”

Scene 2

Conflict

เมื่อหน้าที่หลักของหอภาพยนตร์คือการรักษาประวัติศาสตร์ ความรู้สึกของคนทั่วไปที่มีต่อหอภาพยนตร์จึงค่อนข้างห่างไกล นอกจากการอนุรักษ์ที่เป็นหน้าที่หลักแล้ว การเชื่อมต่อกับผู้คนจึงเป็นเป้าหมายที่หอภาพยนตร์พยายามทำให้สำเร็จมาตลอด 

“แรกเริ่มเราตั้งใจให้มีตึกทำงานอนุรักษ์ และต้องมีพื้นที่สำหรับให้บริการประชาชนอย่างพิพิธภัณฑ์ ซึ่งงบตอนนั้นก็มีจำกัด แต่เราจะคุยกันตลอดว่า เราไม่ได้อนุรักษ์ไว้เฉยๆ เก๋ๆ เราอนุรักษ์ไว้เพื่อให้ทุกคนได้ชื่นชม ถ้าเราอนุรักษ์ไว้แล้วคนไม่ได้ชื่นชม ไม่ได้เห็น มันคงไม่มีประโยชน์อะไร ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญที่เทคโนโลยีมาถึงเราด้วยนะ อย่างเมื่อก่อนพอมีงบจำกัดแบบนี้จะโฆษณาประชาสัมพันธ์เราไม่มีงบ ก็แป้กๆ อยู่อย่างนั้น แต่พอตอนนี้เรามีโซเชียลมีเดีย มีคนที่สนับสนุนเรา ช่วยเหลือเราให้ผลักดันสิ่งเหล่านี้ออกไป”

อาคารสรรพสาตรศุภกิจ, หอภาพยนตร์

เมื่อพร้อมทั้งแรงกายแรงใจและงบประมาณ หอภาพยนตร์จึงนำเสนอโครงการสร้างอาคารสรรพสาตรศุภกิจ อาคารแห่งใหม่ที่จะเชื่อมงานอนุรักษ์กับผู้คน โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากซีนิมาเทค (Cinemateque) หรือ ภาพยนตร์สถาน ที่มาจากภาษาฝรั่งเศส และในประเทศฝรั่งเศสมีหอภาพยนตร์ที่เรียก Cinémathèque Française ซึ่งเน้นเรื่องการฉายหนัง จนทำให้เกิดวัฒนธรรมการดูหนังของคนในประเทศ ความพิเศษของซีนิมาเทค คือคนสร้างรักหนัง คนฉายก็รักหนัง และรักการฉายหนังด้วย สุดท้ายมันเลยไม่ได้มีหน้าที่แค่เป็นสถานที่ฉายหนังแล้วให้คนมาดู แต่เป็นการสร้างกลุ่มคนดูที่จะกลายเป็นคนทำหนังในอนาคต

อาคารสรรพสาตรศุภกิจ, หอภาพยนตร์

Scene 3

Rising Action

อาคารใหม่ของหอภาพยนตร์แห่งนี้ ดูด้วยตาก็รู้เลยว่ารูปลักษณ์แปลกใหม่และทันสมัยกว่าหน่วยงานรัฐอื่นๆ และฟังก์ชันก็ยังผ่านกระบวนการคิดอย่างรอบคอบมาแล้วด้วยเช่นกัน

อาคารสรรพสาตรศุภกิจ, หอภาพยนตร์

“เราใช้ทีมสถาปนิกเดียวกับที่ทำให้อาคารของคณะดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยบรีฟจากดีไซน์ที่เราไปดูจากต่างประเทศ ก็เลยได้ออกมาเป็นสถาปัตยกรรมสไตล์ดัตช์ผสมสแกนดิเนวียน อย่างข้างบนที่มีทางเดินเฉียงๆ ออกไปชั้นโรงหนังก็จะคล้ายกับของ Norway Opera House แต่สุดท้ายมันมีความท้าทายที่นอกเหนือจากการสร้างตึกที่สวย เช่น เราอยากทำให้มันประหยัดพลังงาน เป็นพื้นที่แบบเปิด แต่พอทำเพดานสูง สิ่งที่ไม่เคยคิดมาก่อนคือลมแรงมาก เพราะฉะนั้นเวลาฝนตกก็จะเปียกมาก วิ่งถูกันก็ลำบากแล้ว สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เราไม่เคยเจอ สุดท้ายเราก็ได้แต่แก้ปัญหา เพราะไม่มีทางที่จะจัดการควบคุมทุกอย่างได้”

อาคารสรรพสาตรศุภกิจ, หอภาพยนตร์

ส่วนฟังก์ชันของอาคารใหม่แบ่งเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ หนึ่ง โรงภาพยนตร์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะเชื่อมงานอนุรักษ์กับคนให้ใกล้ชิดมากที่สุด โรงภาพยนตร์มีทั้งหมด 3 ขนาดด้วยกันคือ โรงขนาด 50 คน 120 คน และ 361 คน ตามแต่ลักษณะการใช้งาน ซึ่งทั้ง 3 โรงนี้ฉายหนังได้ทุกรูปแบบ ตั้งแต่ระบบฟิล์มไปจนถึงไฟล์ดิจิทัล ระบบเสียงและภาพต้องมีคุณภาพตามมาตรฐาน 

อาคารสรรพสาตรศุภกิจ, หอภาพยนตร์

สอง พื้นที่จัดการนิทรรศการที่มีทั้งแบบชั่วคราวและแบบระยะยาว ซึ่งตอนนี้หอภาพยนตร์กำลังเร่งทำงานอย่างหนักเพื่อแสดงงานครั้งแรกที่วางตารางไว้ประมาณกลางปีนี้

อาคารสรรพสาตรศุภกิจ, หอภาพยนตร์

และสาม ห้องสมุด ที่มีทั้งหนังสือ นิตยสาร และตำราที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์ ไปจนถึงแหล่งค้นคว้าในรูปแบบดิจิทัลที่หอภาพยนตร์ต้องทำการจัดเก็บใหม่ทั้งหมด มี VOD ของภาพยนตร์ไทย 2,000 เรื่อง และสารคดีข่าว 5,000 เรื่อง ซึ่งในอนาคตจะมีระบบค้นหารูปภาพที่ถ่ายจากภาพยนตร์หลายหมื่นภาพเพื่อการศึกษาและการนำไปใช้งานอีกด้วย

Scene 4

Climax

“เราอยากช่วยสร้างคนดูที่มีคุณภาพ” ชลิดาบอกแบบนั้น

“เราคิดว่าอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่แข็งแรงไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนสร้างอย่างเดียว คนดูก็สำคัญ ยกตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมหนังของประเทศเกาหลีที่แข็งแรงมาก หนังเกาหลีมีความหลากหลายไม่ได้มีแค่ละครซีรีส์ เขามีหลายอย่าง แล้วคนดูก็ไม่ได้ดูเพราะชาตินิยม แต่เขาดูเพราะมีทางเลือก ถ้าฉันชอบแนวนี้ ฉันก็จะดูแนวนี้ ฉันชอบหนังที่จะแข่งกับฮอลลีวูด ฉันก็จะดูหนังที่มีหน้าตาสู้ฮอลลีวูดได้ ถ้าอยากดูหนังอาร์ต ก็มีผู้กำกับหนังอาร์ต พอมันมีทุกอย่าง วัฒนธรรมการดูหนังของเขาเลยแข็งแรง เราเลยรู้สึกว่าก่อนจะถึงตรงนั้น เราต้องสร้างตัวกลางอะไรสักอย่างที่จะมาสร้างความเปลี่ยนแปลง เราเลยพยายามทำเท่าที่กำลังเราจะทำได้”

อาคารสรรพสาตรศุภกิจ, หอภาพยนตร์

สิ่งที่หอภาพยนตร์พยายามทำ คือการฉายหนังให้หลากหลาย มีโครงการโรงหนังโรงเรียนที่ครูอาจารย์พากลุ่มนักเรียนมาดูหนังได้ มีการฉายหนังเก่าตามความต้องการของชมรมผู้สูงอายุในชุมชน และสร้างอาคารนี้ให้เกิดประโยชน์กับคนดูหรือผู้ใช้ให้มากที่สุด

“เราอยากให้คนมาที่นี่แล้วรู้สึกสบาย อาคารนี้เลยโล่งโปร่ง เป็นพื้นที่เปิดกว้างเยอะ เราคิดถึงคนทุกระดับ แต่ก่อนโรงหนังเก่าก็เคยมีคนที่อาจจะไม่ได้อยู่ในสภาพที่ดีมากมาดู เราต้อนรับ เพราะนี่เป็นหน่วยงานรัฐและเขาเป็นประชาชน เขาก็ควรมีสิทธิที่จะได้รับโอกาสนี้ ตอนนั้นมีปัญหาเรื่องกลิ่น เราก็พยายามแก้ไขปัญหาเพราะอยากให้เขาดู เลยหาชุดมาให้เปลี่ยนเพื่อจะได้ไม่รบกวนคนดูคนอื่นๆ แต่การที่มีคนหลายระดับมาดูก็เป็นสัญญาณที่ดี”

อาคารสรรพสาตรศุภกิจ, หอภาพยนตร์

Scene 5

Falling Action

“ในยุคที่มีเน็ตฟลิกซ์หรือสตรีมมิ่งต่างๆ ที่คนไม่ต้องไปดูหนังที่โรงแล้ว ทำไมเรายังต้องเดินทางมาชานเมืองเพื่อดูหนังที่โรงแบบนี้อยู่” เราถามคำถามสุดท้ายก่อนแยกกับชลิดาในวันนั้น

“เรามองว่ามันเหมือนการไปโบสถ์ คนก็ยังไปโบสถ์ ส่วนตัวเราก็ยอมรับว่าดูเน็ตฟลิกซ์และไม่ได้ไปโรงหนังบ่อยเหมือนเมื่อก่อน แต่มันก็ยังมีหนังบางเรื่องที่เราต้องไปดูในโรงเท่านั้น ไม่รู้ทำไม ฟังก์ชันของโรงหนังมันอาจไม่ได้เหมือนเมื่อก่อน เราเลยต้องทำรูปแบบอื่นมาเสริมเพื่อรองรับความต้องการใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นที่จัดนิทรรศการหรือห้องสมุด แต่เรายังคิดว่าการที่คนมาเจอกันมันสำคัญ และนับวันเหมือนคนจะต้องการสิ่งนี้มากขึ้น เราว่าการได้ออกมามีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์บ้างหลังจากอยู่บ้านกับตัวเองมานานก็ไม่เลวนะ ถ้าสถานที่นั้นมันเป็นที่ที่ทำให้เรารู้สึกสบาย ที่ช่วยคืนความเป็นมนุษย์บางอย่างให้ได้

อาคารสรรพสาตรศุภกิจ, หอภาพยนตร์
อาคารสรรพสาตรศุภกิจ, หอภาพยนตร์

“เมื่อเช้าเพิ่งอ่านบทความว่าทำไมในยุคดิจิทัล คนถึงกลับมาสนใจความเป็นอะนาล็อกมากขึ้น บางคนกลับมาถ่ายรูปกล้องฟิล์ม บางคนกลับมาฟังแผ่นเสียง เพราะดิจิทัลกับอะนาล็อกมันไม่ได้เท่ากันเป๊ะ มันแทนกันไม่ได้

“สิ่งที่ได้ดูมันแค่คอนเทนต์ที่อยู่บนจอตรงหน้า แต่การมาดูหนังเราต้องตั้งใจเลยนะ เช้าวันนี้วางแผนนัดกับเพื่อนจะไปดูหนังเรื่องนี้ ก่อนดูไปดื่มกาแฟ ดูหนัง ดูเสร็จแวะกินข้าว คุยกัน เราว่ามนุษย์ยังต้องการพื้นที่แบบนี้ รอแค่การคมนาคมที่สะดวกกว่านี้ให้คนมาที่นี่ได้ง่ายขึ้นเท่านั้นเอง”

งานของชลิดาและหอภาพยนตร์ไม่ได้จบลงแค่นี้ การมีอาคารใหม่ไม่ได้การันตีว่าสิ่งที่พวกเขาตั้งใจทำจะเป็นไปอย่างใจอยาก แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นก้าวใหญ่ที่จะทำให้คนหันมาให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และเผยแพร่ภาพยนตร์ต่อไป และทุกครั้งที่ท้อแท้ เธอจะบอกกับคนในทีมว่า “เราต้องดูโต๊ะทำงานตัวนั้นไว้เสมอว่า เราเริ่มทำทุกอย่างขึ้นมาจากตอนที่มีแค่โต๊ะตัวนี้ตัวเดียว”

อาคารสรรพสาตรศุภกิจ, หอภาพยนตร์

Writers

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

มัลลิกา มาลี

หญิงสาวผู้มีชื่อเล่นยาวเท่ากับชื่อจริง ชอบสะสมสติ๊กเกอร์เป็นอาจิน และมีคลังงาน Exhibition ในหัวตลอดเวลา พร้อมวางแผนไปคาเฟ่ต่อทุกครั้ง เลี้ยงแมวสามตัว แต่อีกไม่นานคงเอาไปปล่อย เพราะดื้อเกิน ล้อเล่นค่ะ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

เนื้อน้ำค้าง ข้าวแรมฟืน ข้าวปุกงา ซาโมซ่า ต้มใบกระเจี๊ยบ ปาปาซอย 

เมนูชื่อแปลกที่หลายคนอ่านแล้วไม่คุ้น คือของดีของชาวมุสลิมเชื้อสายจีนยูนนานในจังหวัดเชียงใหม่ พวกเขาจะนำเมนูที่เรากล่าวมาและยังไม่ได้กล่าวอีกมากมาขายที่ ‘กาดนัดจีนยูนนาน’ หรือ ‘กาดบ้านฮ่อ’ ทุกเช้าวันศุกร์จนถึงเที่ยง

ตลาดนัดแห่งนี้อยู่คู่กับชุมชนอิสลามบ้านฮ่อและเชียงใหม่มามากกว่า 30 ปี โดยเริ่มต้นจากคำชักชวนของคนในชุมชนให้ลองเอาของมาขาย กระทั่งเริ่มมีร้านค้ามากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้บรรยากาศภายในตลาดมีความเป็นกันเอง พ่อค้า แม่ค้า รวมถึงลูกค้า ต่างทักทายกันอย่างสนิทสนม ราวกับเป็นวันนัดพบของครอบครัวใหญ่

ส่วนอายุของชุมชนบ้านฮ่อ เก่าแก่กว่าตัวตลาดเสียอีก โดยย้อนกลับไปได้ไกลถึง 116 ปี 

กาดบ้านฮ่อ ตลาดเช้ามุสลิมจีนยูนนานแห่งเดียวของเชียงใหม่ อาหารและวัตถุดิบสนุกเพียบ

เริ่มจากพ่อค้าแม่ค้าชาวมุสลิมจีนยูนนานที่ตัดสินใจนำสินค้าของตนแบกขึ้นม้าต่างหรือล่อ เดินทางเป็นคาราวานฝ่าดงและดอยสูงชันเพื่อมาเร่ขายของตามเมืองต่างๆ ในบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงเชียงใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ. 2446 พ่อค้าแม่ค้านักเดินทางบางส่วนเริ่มลงหลักปักฐานจนกลายเป็นชุมชนอิสลามบ้านฮ่อ และนอกจากสินค้าต่างๆ ที่พวกเขาขนข้ามภูเขามาขาย ชาวมุสลิมจีนยูนนานยังได้นำวัฒนธรรมการกินติดตัวมาด้วย ซึ่งต่อมาก็มีเมนูหนึ่งที่ถูกดัดแปลงให้เหมาะกับรสชาติคนไทย จนได้รับความนิยมไปทั่วทั้งภูมิภาคตอนเหนือ นั่นก็คือ ‘ข้าวซอย’

เช้าวันนี้เราชวน ชัยวัฒน์ บุญส่ง ผู้ดูแลกาดนัดจีนยูนนาน มาเป็นไกด์พาทุกคนแอ่วตลาดเช้า เรียนรู้เรื่องราวของตลาด ทำความรู้จักเมนูอาหารชื่อแปลกจากมณฑลยูนนาน และตามรอยข้าวซอยแบบดั้งเดิมกัน

กาดบ้านฮ่อ ตลาดเช้ามุสลิมจีนยูนนานแห่งเดียวของเชียงใหม่ อาหารและวัตถุดิบสนุกเพียบ

“กาดนัดจีนยูนนาน หรือที่คนเชียงใหม่อาจคุ้นกันในชื่อ กาดบ้านฮ่อ ซึ่งจริงๆ แล้ว คนในชุมชนไม่ชอบที่จะถูกเรียกว่า จีนฮ่อ นะครับ ตอนหลังเราเลยตัดสินใจเปลี่ยนชื่อตลาดมาเป็น ‘กาดนัดจีนยูนนาน’ แทน 

“ตลาดนัดแห่งนี้ตั้งอยู่บนเนื้อที่ขนาดห้าไร่ มีแลนด์มาร์กสำคัญที่หลายคนจดจำได้คือ บ้านไม้โบราณกลางตลาด อายุกว่าร้อยปี เป็นบ้านของคหบดีเมืองเชียงใหม่ ท่านขุนชวงเลียง วงศ์ลือเกียรติ หรือนามเดิม เจิ้งชงหลิ่ง พ่อค้าชาวจีนยูนนานผู้นับถือศาสนาอิสลามที่เดินทางนำสินค้าขึ้นม้าต่างจำนวนหนึ่งร้อยตัว เดินทางผ่านสิบสองปันนา เชียงตุง และเข้าสู่ภาคเหนือของประเทศไทยจนถึงจังหวัดเชียงใหม่เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว ในสมัย เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ เจ้าหลวงองค์ที่ 8 ผู้ครองเชียงใหม่ ซึ่งตอนนั้นตรงกับสมัยในหลวงรัชกาลที่ 5″ ชัยวัฒน์เล่าประวัติ

นอกจากการค้าขาย ตอนที่ประเทศไทยกำลังมีการก่อสร้างทางรถไฟสายเหนือ ช่วงขุดอุโมงค์ขุนตานซึ่งอยู่ท่ามกลางดอยล้อมรอบ ทำให้การขนส่งต่างๆ ยากลำบาก ท่านขุนชวงเลียงได้นำม้า วัว และล่อของตนเข้ามาช่วยเหลือ ขนวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างต่างๆ จนการก่อสร้างสำเร็จ และยังช่วยขนส่งพัสดุไปรษณีย์กับเอกสารราชการไปตามจังหวัดทางตอนเหนือ ทำให้ เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงผู้ครองเชียงใหม่องค์ที่ 9 จึงประทานที่ดินจำนวน 5 ไร่ให้แก่ท่านขุนชวงเลียง ต่อมาท่านจึงสร้างบ้านไม้ขึ้นมาเป็นที่อาศัย ซึ่งคือที่ตั้งของกาดจีนยูนนานในปัจจุบัน

ความดีความชอบของท่านขุนชวงเลียงยังคงเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อคราวก่อสร้างสนามบินเชียงใหม่ ท่านขุนชวงเลียงได้บริจาคที่ดินของตนจำนวน 100 ไร่ ซึ่งกลายเป็นที่ตั้งของสนามบินเชียงใหม่ในปัจจุบัน ทำให้ขุนชวงเลียงได้รับความดีความชอบ จนได้รับประทานนามสกุล วงศ์ลือเกียรติ จากในหลวงรัชกาลที่ 6 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ประวัติของท่านขุนชวงเลียงยังมีความน่าสนใจ เมื่อสืบค้นจนพบว่าท่านขุนคือทายาทของ เจิ้งเหอ ยอดแม่ทัพกองเรือของจีนที่เดินทางรอบโลกเมื่อ 600 ปีที่แล้ว ซึ่งมีทฤษฎีกล่าวว่าเจิ้งเห้อคือผู้ค้นพบทวีปอเมริกาก่อน คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Christopher Columbus) แต่ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบัน เจิ้งเห้อเดินทางไปหลายทวีปตั้งแต่แอฟริกา ซึ่งปรากฏในบันทึกว่าท่านเคยนำสัตว์จากแอฟริกา อาทิ ม้าลาย นกกระจอกเทศ ยีราฟ ฯลฯ ถวายแด่จักรพรรดิหย่งเล่อ

เจิ้งเห้อยังเดินทางไปยังประเทศในทวีปเอเชียที่อยู่ติดกับทะเล รวมถึงประเทศไทยในรัชสมัย สมเด็จพระรามราชาธิราช แห่งราชวงศ์อู่ทอง ผู้ปกครองกรุงศรีอยุธยา ซึ่งคนไทยในปัจจุบันรู้จักท่านในนาม ‘เทพเจ้าซำปอกง’ หรือ หลวงพ่อโตจากวัดกัลยาณมิตร กรุงเทพฯ ซึ่งว่ากันว่าเกิดจากความเข้าใจผิด สาเหตุที่ชาวจีนมาไหว้วิญญาณเทพเจ้าซำปอกงที่วัดกัลยาณมิตรนั้น เกิดจากชาวจีนที่นับถือศาสนาพุทธกลุ่มหนึ่งเลื่อมใสในหลวงพ่อโตที่วัดกัลยาณมิตร จึงเขียนตัวอักษรจีนไว้ที่หน้าวิหารว่า ‘ซำปอฮุดกง’ หมายถึง พระเจ้า 3 พระองค์

นั่นคือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ชาวจีนที่นับถือเจ้าพ่อซำปอกงอ่านป้ายนั้นคลาดเคลื่อนเป็น ‘ซำปอกง’ จึงคิดว่าเป็นสถานที่เซ่นไหว้วิญญาณของซำปอกงหรือเจิ้งเห้อ จึงกลายเป็นสถานที่สักการะซำปอกงมาถึงปัจจุบัน

ด้วยเหตุนี้ บ้านไม้ของท่านขุนชวงเลียงที่เป็นแลนด์มาร์กของกาดนัดจีนยูนนาน จึงมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ไม่น้อย ทั้งในชุมชนบ้านฮ่อ จังหวัดเชียงใหม่ จนถึงระดับประเทศ

กาดบ้านฮ่อ ตลาดเช้ามุสลิมจีนยูนนานแห่งเดียวของเชียงใหม่ อาหารและวัตถุดิบสนุกเพียบ
กาดบ้านฮ่อ ตลาดเช้ามุสลิมจีนยูนนานแห่งเดียวของเชียงใหม่ อาหารและวัตถุดิบสนุกเพียบ

“ในอดีตบ้านไม้ของขุนชวงเลียง ถูกใช้เป็นที่รวมตัวของชาวจีนยูนนานในพื้นที่ เพื่อประกอบพิธีทางศาสนาอิสลาม กระทั่งต่อมามีการสร้างมัสยิดบ้านฮ่อขึ้นใกล้ๆ กัน ก็เลยย้ายไปทำพิธีกรรมในมัสยิดแทน และทุกๆ วันศุกร์ คนในชุมชนจะเข้าไปประกอบพิธีทางศาสนาภายในมัสยิดกันทุกคน ลูกหลานของท่านขุนชวงเลียงจึงเปิดพื้นที่รอบบ้านให้คนในชุมชนเริ่มนำของมาขาย จากหนึ่งร้านก็ชักชวนต่อๆ กัน จนกลายเป็นตลาดนัดที่เกิดขึ้นทุกวันศุกร์ถึงวันนี้”

ชัยวัฒน์พาเราเดินชมรอบๆ บ้านเจิ้งเหอที่ตอนนี้อยู่ในสภาพทรุดโทรม จึงปิดไว้ไม่ให้ใครเข้า เขาชี้ให้เราเห็นร่องรอยการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยที่แสดงให้เห็นจากการซ่อมแซมส่วนต่างๆ ของบ้านไม้โบราณหลังนี้

“เราจะเห็นว่ามีความพยายามซ่อมแซมบ้านหลังนี้อยู่ตลอด เช่น กระเบื้องดินเผาบนหลังคา ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่ามีกระเบื้องสองชนิด แบบแรกมีปลายโค้งคล้ายเกล็ดมังกร กับแบบเรียบที่นำมาซ่อมแซมภายหลัง เสาใต้ถุนบ้านก็พบว่ามีการเสริมเสาปูนเข้ามา เสาไม้หลายอันก็มีการเสริมให้แข็งแรงโดยชาวบ้าน บ้านไม้อายุขนาดนี้ต้องใช้เงินในการซ่อมแซมไม่ต่ำกว่าล้าน ซึ่งชาวบ้านดูแลไม่ไหว ตอนที่บริษัทของเจ้านายผมเข้ามาซื้อพื้นที่ตรงนี้จากทายาทของท่านขุนชวงเลียง เราบอกความตั้งใจว่าจะเก็บบ้านไม้หลังนี้เอาไว้ 

“ในอนาคต เราปรึกษากับ อาจารย์จุลพร นันทพานิช ว่าจะซ่อมแซมให้กลับมาสมบูรณ์และใช้เป็นพื้นที่แสดงนิทรรศการบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของชุมชนบ้านฮ่อ เพราะที่นี่คือสถานที่ในความทรงจำของชุมชนทุกคน หลายคนเคยวิ่งเล่นที่นี่ตั้งแต่เด็ก เราปล่อยให้บ้านนี้พังลงไปไม่ได้”

กาดบ้านฮ่อ ตลาดเช้ามุสลิมจีนยูนนานแห่งเดียวของเชียงใหม่ อาหารและวัตถุดิบสนุกเพียบ

ระหว่างที่เดินตามชัยวัฒน์เข้าไปในตลาด แผงพ่อค้าแม่ค้าต่างทักทายเขาอย่างสนิทสนม บ้างก็ปรึกษา

“ผมเองเป็นคนในพื้นที่ เติบโตมาในบริเวณนี้ ผมทำงานที่ตลาดนี้มายี่สิบสองปี เราเลยรู้จักกันหมด พ่อค้าแม่ค้าบางคนที่ขายมาตั้งแต่สมัยก่อตั้งตลาด หลายคนเริ่มทยอยเสียไปแล้วและได้ทายาทรุ่นสองมารับช่วงต่อ มันเหมือนครอบครัวใหญ่ เวลาเขามีปัญหาอะไรเราก็คุยกันได้ ตอนนี้หลายคนในตลาดกำลังกังวลเรื่องยอดขายที่น้อยลงเพราะสถานการณ์โควิด-19 เราก็พยายามช่วยเขาให้ขายได้ดีเหมือนเดิม สร้างเพจของตลาดขึ้นมา ช่วยถ่ายรูปสินค้าโปรโมตลงเพจให้ผู้คนทั่วไปได้เห็น ได้รู้จัก เราเติบโตและเห็นคุณค่าของตลาดนัดแห่งนี้ เลยอยากสื่อสารให้คนอื่นได้รู้เช่นกัน 

“สิ่งแรกที่ผมอยากสื่อสารเลยคือ ของที่นำมาขายที่นี่เป็นของดี เป็นผัก ผลไม้ คุณภาพดี สด และปลอดภัย ซึ่งปกติของที่มีคุณภาพแบบนี้มักจะถูกนำไปขายในซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งชาวบ้านทั่วไปสู้ราคาไม่ได้ แต่ที่นี่เราตั้งใจเปิดโอกาสให้ชาวบ้านหรือคนทั่วไปเข้าถึงของดีได้ในราคาไม่แพงมาก แถมยังสนับสนุนสินค้าเกษตรจากเกษตรกรที่มาขายโดยตรง ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง” ชายที่เติบโตมากับพ่อค้า แม่ขาย และพื้นที่แห่งนี้ เล่าใจความสำคัญให้เราฟัง

ตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอย ชิมอาหารมุสลิมจีนยูนนาน ช้อปผักผลไม้เมืองหนาวจากยอดดอย ในชุมชมอิสลามบ้านฮ่ออายุ 116 ปี
ตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอย ชิมอาหารมุสลิมจีนยูนนาน ช้อปผักผลไม้เมืองหนาวจากยอดดอย ในชุมชมอิสลามบ้านฮ่ออายุ 116 ปี

พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ในตลาด คือคนที่อยู่แถวดอยอ่างขาง ดอยหลวงเชียงดาว อำเภอไชยปราการ ที่มีอากาศค่อนข้างหนาว ทำให้ปลูกผลผลิตเมืองหนาวได้ดี ที่ตลาดแห่งนี้เราจึงเห็นผักผลไม้เมืองหนาวในแต่ละฤดูกาลมาวางขายในราคาถูก ไม่ว่าจะเป็น ลูกพลับ เชอรี่ บ๊วย หรืออะโวคาโดที่มีให้ซื้อตลอดปี ที่นี่ยังเป็นแหล่งรวมวัตถุดิบทำอาหารสไตล์จีนยูนนานที่ใหญ่และครบครันที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องปรุงที่นำเข้าจากจีน ไก่ดำ เต้าหู้ยี้ กิมจิหรือผักดองที่มีทั้งสูตรแบบไทย แบบจีน และไทใหญ่ให้ลอง 

หนึ่งในไฮไลต์ก็คือเนื้อหรือเป็ดน้ำค้าง ภูมิปัญญาการเก็บรักษาเนื้อของจีนยูนนานที่นำเนื้อมาพอกกับเหลือแล้วตาก นำมาผัดกับเครื่องเทศต่างๆ ได้รสชาติที่เข้มข้น

ตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอย ชิมอาหารมุสลิมจีนยูนนาน ช้อปผักผลไม้เมืองหนาวจากยอดดอย ในชุมชมอิสลามบ้านฮ่ออายุ 116 ปี

“เนื้อน้ำค้างหรือเป็ดน้ำค้างเป็นหนึ่งในสินค้าเด่นของที่นี่ และน่าจะเป็นตลาดเดียวที่มีสินค้านี้ขายเยอะที่สุด แต่ละเจ้าเขาก็จะมีสูตรประจำครอบครัว และมีลูกค้าประจำของแต่ละคนมาคอยต่อคิวซื้อกลับไปทำกินที่บ้าน”

ระหว่างที่เดินในตลาด เราต้องหยุดเดินหลายครั้งเพื่อแวะถามชื่อของวัตถุดิบต่างๆ ที่ไม่คุ้นตาเสียเลย เช่น ใบกระเจี๊ยบแดง ให้รสเปรี้ยวกำลังดี นำไปต้มตัดเลี่ยนกับขาหมู ทำเป็นแกงหรือผัดกับเนื้อสัตว์ได้รสชาติอร่อย แถมยังมีคุณสมบัติเป็นสมุนไพรที่มีวิตามินเอสูง ช่วยบำรุงสายตาด้วยนะ

ตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอย ชิมอาหารมุสลิมจีนยูนนาน ช้อปผักผลไม้เมืองหนาวจากยอดดอย ในชุมชมอิสลามบ้านฮ่ออายุ 116 ปี
ตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอย ชิมอาหารมุสลิมจีนยูนนาน ช้อปผักผลไม้เมืองหนาวจากยอดดอย ในชุมชมอิสลามบ้านฮ่ออายุ 116 ปี

เดินมาอีกหน่อย เราก็พบเมนูของทอดสีเหลืองหน้าตาน่ารับประทาน นั่นคือข้าวโพดทอด อาหารทานเล่นของจีนยูนนาน ที่นำข้าวโพดหวานหมักกับแป้งสาลี ก่อนนำมาทอดในกระทะแบน เมื่อกัดเข้าไปแล้วได้ความกรอบ และยังมีเมล็ดข้าวโพดให้เคี้ยว ทานได้อย่างเพลิดเพลินด้วยรสหวานกำลังดี ไม่เลี่ยน ถัดมาอีกนิดเป็นแผงของทอดรูปทรงสามเหลี่ยมน่าทาน เป็นแป้งทอดยัดไส้คล้ายปอเปี๊ยะในแบบฉบับชาวมุสลิมที่เรียกว่า ซาโมซ่า มีทั้งไส้ผักและเนื้อสัตว์

อีกเมนูที่คนต่อคิวซื้อเยอะมาก คือ ข้าวปุกงา หรือ ข้าวหนุกงา เป็นการนำข้าวเหนียวมาตำกับงาขี้ม่อน แล้วนำไปย่าง ราดด้วยน้ำอ้อยหรือน้ำผึ้ง แล้วห่อใบตองถือทาน ได้กลิ่นข้าวและงาหอมฟุ้ง หวานกำลังดี หนึบน่าเคี้ยว

“สำหรับบางคนที่ไม่อยากทานทันที ก็ซื้อข้าวปุกงาแบบแผ่นกลับบ้านได้ จะทอดให้กรอบนิดหน่อย หรือปิ้งให้หอมก็อร่อยเหมือนกัน ข้าวปุกงาเป็นอาหารของคนบนดอยที่เขาทำกินในช่วงเทศกาลเท่านั้น ถ้ามาตลาดนัดจีนยูนนานจะได้กินทุกวันศุกร์ เนอะแม่” ชัยวัฒน์หันไปแซวคุณป้าเจ้าของร้านข้าวปุกงา สร้างเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี 

ตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอย ชิมอาหารมุสลิมจีนยูนนาน ช้อปผักผลไม้เมืองหนาวจากยอดดอย ในชุมชมอิสลามบ้านฮ่ออายุ 116 ปี

เราเดินเล่นในตลาดจวนจะเที่ยง แม้จะแวะชิมอาหารแปลกตาต่างๆ แต่ก็ยังมีพื้นที่ในกระเพาะเหลือไว้สำหรับเมนูอร่อยจานถัดไปที่ชัยวัฒน์กำลังจะพาเราไป 

“อันนี้เป็นอีกร้านเก่าแก่ของตลาดครับ ขายมาตั้งแต่รุ่นแม่ ปัจจุบันรุ่นลูกเข้ามารับช่วงต่อ เป็นร้านอาหารที่ขายข้าวแรมฟืนร้อน ข้าวแรมฟืนเย็น และก๋วยเตี๋ยวยูนนาน” ไกด์หนุ่มประจำตลาดแนะนำอย่างเชี่ยวชาญ

เมนูทีเกิดจากการนำข้าวหรือแป้งจากถั่วเขียวมาโม่และหมักทิ้งไว้จนจับเป็นก้อน แล้วหั่นเป็นแท่ง ลูกเต๋า หรือซอยเป็นเส้นก็ได้ ราดน้ำซุปพร้อมเครื่องปรุง ทานคู่กับผักดอง ส่วนก๋วยเตี๋ยวยูนนาน จะนำแป้งข้าวมาซอยเป็นเส้น ราดด้วยซุปน้ำใสและเนื้อที่ผัดกับเครื่องเทศ ทานพร้อมผักดอง ต่อมาชาวเชียงใหม่หยิบมาดัดแปลงให้ถูกปากคนไทยมากขึ้น ด้วยการใส่กะทิเพิ่มเข้าไปให้เข้มข้น และเปลี่ยนมาใช้เส้นบะหมี่แทน โดยคำว่าข้าวซอย ก็มาจากกระบวนการนำก้อนแป้งมาซอยให้เป็นเส้นนั่นเอง 

ซึ่งที่ตลาดนัดจีนยูนนาน คุณจะได้ลองกินบรรพบุรุษของข้าวซอย และหากยังอยากตามรอยพัฒนาการของข้าวซอย ให้ลองเดินออกมาจากตลาดเล็กน้อย ใกล้ๆ กันจะมีร้านข้าวซอยอิสลาม ร้านเจ้าดังที่อยู่กับย่านมานาน มีเมนูข้าวซอยที่เริ่มวิวัฒนาการโดยมีการใส่กะทิ แต่ยังคงใช้เส้นจากข้าวอยู่ให้คุณลองชิม

ตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอย ชิมอาหารมุสลิมจีนยูนนาน ช้อปผักผลไม้เมืองหนาวจากยอดดอย ในชุมชมอิสลามบ้านฮ่ออายุ 116 ปี
ตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอย ชิมอาหารมุสลิมจีนยูนนาน ช้อปผักผลไม้เมืองหนาวจากยอดดอย ในชุมชมอิสลามบ้านฮ่ออายุ 116 ปี

เราทำภารกิจตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอยสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ตลาดก็วายทันกันพอดี

ขณะที่ชัยวัฒน์เดินมาส่งเรากลับบ้าน เขาก็เริ่มเล่าสิ่งที่อยู่ในใจให้ฟัง

“ผมเชื่อว่าผู้คนในย่านหรือแม้แต่คนเชียงใหม่เอง รู้สึกผูกพันกับตลาดแห่งนี้ เดี๋ยวนี้เราหาตลาดที่มีความสัมพันธ์แบบนี้ได้ยากแล้วนะครับ มันเป็นเสน่ห์ของที่นี่ รวมถึงบ้านไม้โบราณ สินค้าต่างๆ หรือแม้แต่การจัดวางร้าน 

“เมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆ อาจจะดูรก ไม่วางตัวเป็นเส้นตรงเป๊ะๆ อยู่ในกรอบ แต่สำหรับผมมันคือเสน่ห์ของที่นี่ เป็นสิ่งที่อยู่ในความทรงจำของผู้คนมาแล้วรุ่นต่อรุ่น เราไม่อยากเปลี่ยนอะไรถ้ามันจะส่งผลไม่ดี ในอนาคตเราจะพยายามพัฒนาให้มีกิจกรรม มีการสื่อสารเรื่องราวที่อยู่ภายในตลาดแห่งนี้ให้คนรู้จักมากขึ้น ในสถานการณ์โรคระบาดแบบนี้ เมื่อมันเริ่มดีขึ้น ผมก็อยากให้คนกลับมาสนุกกับการเดินตลาดอีกครั้ง” ชัยวัฒย์ส่งต่อความในใจด้วยรอยยิ้ม

กาดนัดจีนยูนาน (กาดบ้านฮ่อ)

ที่ตั้ง : ซอยเจริญประเทศ 1 ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50100 (แผนที่)

เปิดเฉพาะวันศุกร์ เวลา 05.00 – 12.00 น. 

โทรศัพท์ : 06 2592 3447

Facebook : กาดนัดจีนยูนาน

Writer

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพอิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่เชียงใหม่

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load