คุณพอจะมีเวลาสัก 2 – 3 นาทีไหม?

เปล่าชวนทำงานผ่านเน็ตที่บ้าน แต่เรากำลังจะพาไปเยี่ยมบ้านที่กลายมาเป็นที่ทำงานทุกวันของ โปเต้-วิภาวัส ดาราพงศ์ และ กีวี่-กวิตา ศรีสันต์ สองหุ้นส่วน TA.THA.TA แบรนด์กระเป๋าผ้าดีไซน์สวย

โปเต้-วิภาวัส ดาราพงศ์ และ กีวี่-กวิตา ศรีสันต์

หลังประตูรั้วบานใหญ่ตรงหน้าคือสตูดิโอสีขาวสะอาด ไม่บอกก็แทบจินตนาการไม่ออกเลยว่าตึกหน้าแคบแห่งนี้เคยรับหน้าที่เป็นโรงจอดรถเก่ามาก่อน

TA.THA.TA Studio ตึกโฮมออฟฟิศสีขาวกับของแต่งบ้านสีสันของคนที่คิดจะทำงานอยู่บ้านตลอดชีวิต

“เรารู้สึกว่ามันเป็นบ้านมากกว่าออฟฟิศ” โปเต้เอ่ยขณะกำลังง่วนอยู่กับการจัดแจงโต๊ะที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ตัดเย็บกระเป๋าบนชั้น 3 ของ TA.THA.TA Studio ก่อนเริ่มต้นเล่าเรื่องโฮมออฟฟิศขนาดอบอุ่นนี้ให้เราฟัง

รู้จักใครที่เล่นอินเทอร์เน็ตวันละ 2 – 3 ชั่วโมงขึ้นไปต่อวันบ้างหรือเปล่า?

เริ่มแรก TA.THA.TA ลงทุนด้วยเงินเพียง 3,000 บาท โปเต้ออกแบบและตัดเย็บกระเป๋าคุณภาพดีด้วยมือลงขายในแฟนเพจ จาก 1 ใบ เป็น 2 ใบ จาก 2 เป็น 3 จาก 3 เป็น 4 ที่ต่อยอดไปเรื่อยๆ ด้วยฝีมือ ฝีเข็ม และด้วยกำไร 

TA.THA.TA Studio ตึกโฮมออฟฟิศสีขาวกับของแต่งบ้านสีสันของคนที่คิดจะทำงานอยู่บ้านตลอดชีวิต

เหมือนสูตรสำเร็จที่ได้ยินบ่อย แต่พิสูจน์แล้วว่าของที่เราเองยังอยากใช้ คิดทุกใบให้หน้าตาแบบที่ตัวเองชอบ ใส่ใจทุกรายละเอียดการผลิตและมองหาสิ่งที่ตลาดยังไม่มีนั้น มีลู่ทางให้ไปต่อได้เสมอ

จากอยากทำก็กลายเป็นชอบ จากชอบกลายเป็นรัก และเพราะรักโปเต้ก็ลงมือทำให้กลายเป็นงานอดิเรกที่จริงจังขึ้น ตอนเช้าเธอออกไปทำงานประจำ ตอนเย็นก็กลับมาทำกระเป๋า พอเสาร์-อาทิตย์ก็ไปขายที่ Aree Garden ก่อนชักชวนกีวี่ เพื่อนร่วมงาน มาทำด้วยกัน

จุดเปลี่ยนที่ทำให้ทั้งคู่ลาออกจากงานประจำมาปั้นฝันให้ใหญ่ขึ้น คือการสมัครเข้าโครงการ Talent Thai กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จากที่คิดว่าจะทำขายออนไลน์ เมื่อมองเห็นทางไปต่อและไม่อยากให้กระเป๋าที่พวกเธอหลงรักเป็นแค่งานอดิเรกอีกแล้ว ทั้งคู่ชักชวนกันออกจากงานประจำ มาทำกระเป๋าอย่างจริงจัง

ระยะเวลา 6 ปี กระเป๋าของพวกเธอเดินทางไกลไปอีกซีกโลก จนได้วางขายที่ยุโรปอย่างในสวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย ฝรั่งเศส และเยอรมนี ที่ฟังแล้วใจพองไปด้วย

แม้จะเติบโตไปอีกขั้น แต่วิธีทำงานของทั้งคู่ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ไม่ว่าจะไปออกร้านที่ไหน โปเต้และกีวีก็ยังไปขายด้วยตัวเองเสมอ เพราะอยากเจอ อยากรู้จัก และได้พูดคุยกับลูกค้าเหมือนอย่างวันแรก 

งานนี้ทำที่บ้านได้

เมื่องานอดิเรกกลายมาเป็นงานหลัก… เริ่มต้นทั้งคู่ใช้บ้านหลังเก่าอายุหลักเลขสามของครอบครัวเป็นห้องทำงาน

หน้าต่างน้อย ห้องมืด และอัดแน่นไปด้วยกระเป๋าที่มากขึ้นเรื่อยๆ ย่อมส่งผลกับงานออกแบบ พวกเธอเลยตัดสินใจทุบโรงจอดรถข้างบ้านและวาดแบบหน้าตาสตูดิโอที่เธออยากอยู่ในมืออย่างเรียบง่าย โจทย์คือโปร่งโล่ง และแสงที่เอื้อต่อการนั่งทำงานมากที่สุด ก่อนส่งต่อให้สถาปนิกขึ้นแบบโครงสร้างให้ทั้งหมด

TA.THA.TA Studio ตึกโฮมออฟฟิศสีขาวกับของแต่งบ้านสีสันของคนที่คิดจะทำงานอยู่บ้านตลอดชีวิต

TA.THA.TA (ตถตา) ในภาษาสันสกฤต แปลว่า ‘เป็นจริงเช่นนั้นเอง’ ถ้าคำนี้เป็นภาษาญี่ปุ่นก็คล้ายกับ ‘วาบิซาบิ’ ที่แปลว่า ‘สัจจะวัสดุ’ แก่นแนวคิดนี้ส่งต่อมาถึงโฮมออฟฟิศของพวกเธอด้วย ฉะนั้น ที่นี่เลยเน้นเผยพื้นผิวของเหล็ก คอนกรีต และไม้อย่างเป็นธรรมชาติและเป็นจริงเช่นนั้นเอง

ตึกหน้ากว้างเพียง 4 เมตร ยาว 8 เมตร และสูง 3 ชั้นครึ่ง มีพื้นที่ใช้สอยขนาด 200 ตารางเมตร พื้นที่เล็กๆ แต่ด้านในกลับไม่ดูแคบ เพราะด้านหน้าอาคารหันหน้ารับแสงแดดและต้นไม้ใหญ่ทางทิศตะวันออก เปิดช่องแสงจนสว่างพอที่จะนั่งทำงานได้ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ผ่านฟาซาด (Façade) แบบ 2 ชั้น หรือ Double Skin ที่ชั้นในกรุกระจกเต็มผืน และชั้นนอกสุดปูตะแกรงเหล็กฉีกทาสีขาวหลายแพตเทิร์น 

ฟาซาดแบบนี้เป็นไอเดียที่ได้ทั้งความเก๋เท่และฟังก์ชันที่ช่วยพรางสายตาจากข้างนอก รวมถึงช่วยกรองปริมานแสง แต่ในขณะเดียวกันเมื่อนั่งทำงานด้านในก็จะไม่รู้สึกอึดอัด ทึบตัน เพราะช่องของเหล็กฉีก เมื่อมองลอดจากด้านในออกไปยังเห็นต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ที่แผ่กระจายให้ร่มเงาพ่วงจุดพักสายตาในบางเวลา

และตะแกรงเหล็กฉีกสีขาวนี้ยังนำมาใช้กับช่องเปิดอื่นๆ และราวกันตกด้วย ซึ่งหลอกตาให้พื้นที่ดูโปร่งโล่ง ไม่อึดอัดได้อย่างแนบเนียนและน่ารัก

TA.THA.TA Studio ตึกโฮมออฟฟิศสีขาวกับของแต่งบ้านสีสันของคนที่คิดจะทำงานอยู่บ้านตลอดชีวิต

พื้นที่ทั้งสามชั้นของ TA.THA.TA Studio ถูกวางฟังก์ชั้นอย่างเรียบง่าย ชั้นแรกเป็นที่สต๊อกสินค้าเพื่อให้ง่ายต่อการขนส่ง ส่วนชั้น 2 เป็นที่ QC ตรวจคุณภาพสินค้าและประกอบส่วนที่เป็นแฮนด์เมดบางอย่างเช่น หูกระเป๋าหรือบางรุ่นที่ต้องดีไซน์ลวดลายด้วยมือ ชั้น 3 เป็นพื้นที่ทำงานของโปเต้กับกีวี่ ส่วนหลังคาจั่วที่มองเห็นจากด้านนอกเป็นพื้นที่ชั้นลอยที่เจ้าตัวบอกว่าอาจจะทำห้องนอนใต้หลังคา หรือพื้นที่นั่งเล่นในอนาคต

เพราะมีพื้นที่ไม่มาก ห้องน้ำเลยถูกออกแบบให้ยื่นออกไปด้านนอกระหว่างชั้น 2 กับชั้น 3 ต่อเนื่องไปยังชั้นหนึ่งซึ่งเตรียมไว้เป็นห้องเก็บของโดยเสริมคานรับ

ทั้งคู่ตกแต่งภายในเอง เน้นเติมความอบอุ่นด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สีอ่อนและเรียกความสดชื่นด้วยสีเขียวของต้นไม้แซมไปกับเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งบางชิ้นเป็นของเก่าที่มีอยู่แล้ว บางชิ้นเจ้าตัวก็ไปเลือกซื้อเอง โปเต้กระซิบว่า “เลือกแบบถูกและประหยัด” อย่างโต๊ะไม้นี้เธอก็เลือกซื้อมาแค่โครงขา ส่วนท็อปโต๊ะก็ให้ช่างไม้ตัดมาให้ 

TA.THA.TA Studio ตึกโฮมออฟฟิศสีขาวกับของแต่งบ้านสีสันของคนที่คิดจะทำงานอยู่บ้านตลอดชีวิต

ส่วนของแต่งบ้านและของกระจุกกระจิกที่ประดับอยู่ทุกมุมห้องมาจากของสะสมที่ทั้งคู่ยอมรับตรงๆ ว่ามีแต่ของ “หน้าตาประหลาด” ทั้งนั้น

“เราเป็นคนชอบของหน้าตาประหลาด อย่างกระจกสีแดงรูปหน้าคนที่ใครมาแล้วก็ชอบเอาไปถ่ายรูปมาก หน้าตามันจะเพี้ยนๆ ที่เห็นแล้วถ้าไม่ซื้อคงเสียดาย มีหุ่นจำลองร่างกายมนุษย์ด้วยนะ ซื้อมาจากแถวกำแพงเพชร เป็นของมือสองเหมือนกัน อายุ 20 กว่าปี ตอนแรกกลัวมากเลย แต่ว่าไม่มีอะไร ถ้าเกิดมีก็คงเอาไปทิ้ง (หัวเราะ) กีวี่เองก็ชอบของแปลกๆ แบบนี้เหมือนกัน ส่วนมากเราไปซื้อจากร้านที่เขากำลังจะเจ๊ง อันละ 20 บาท” เธอบอกพลางหยิบนู่นหยิบนี่มาให้เราดูอย่างนึกสนุก

TA.THA.TA Studio ตึกโฮมออฟฟิศสีขาวกับของแต่งบ้านสีสันของคนที่คิดจะทำงานอยู่บ้านตลอดชีวิต

“รูปปั้นเหมาเจ๋อตุงตัวมี 2 ตัว ตอนแรกเราเห็นที่ร้านหนึ่งเขาตั้งขายราคาตัวละตัวเป็นแสนเลย ด้านล่างมีตัวเลขรหัสซึ่งผลิตจากอิตาลี  เขาก็บอกว่า ที่ตั้งราคานี้เพราะไม่อยากขาย ยิ่งตอนนี้ราคาขึ้นด้วย น่าจะหายากแล้ว คือเราอยากได้มาก แต่ก็ไม่ได้ซื้อมา จนไปเดินแถวคลองถม” เธอแอบกระซิบพิกัดด้วยเสียงเบาลง ราวกับไม่อยากให้ใครรู้แหล่งขุมทรัพย์ของเธอ “ไปเดินแถวเวิ้งนาครเขษม” เธอเล่าต่อด้วยเสียงเจือหัวเราะ

“มีบ้านหนึ่งเขาขายของเก่า ร้านก็ดูรกมาก มองผ่านๆ รกจนดูเหมือนไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่บังเอิญเราไปเห็นตัวนี้เข้า ตั้งไว้ฝุ่นเขรอะเลย เราก็ถามเขาว่าขายมั้ย ปรากฏว่าขายอยู่ที่ 3,000 บาท จังหวะนั้นซื้อแบบไม่คิดเลย เราบอกเขาว่า ‘พี่ ถ้ามีอีกโทรมาตามหน่อยนะ’ เหมือนเขาก็งงๆ เออๆ เดี๋ยวพี่โทรมาตามก็ได้ แล้วก็ได้ตัวข้างล่างมาอีกตัวจริงๆ มีอีกตัวหนึ่งนะ แต่ยังไม่ได้ไปเอาเลย เป็นแบบสีครึ่งตัว แต่อย่าไปแย่งกันนะ (หัวเราะ)

“คือทั้งหมดนี้ก็ได้มาแบบฟลุกๆ เราไม่รู้หรอกว่าตอนนี้มันราคาเท่าไร จะถึงแสนจริงไหม เราชอบแล้วเรารู้สึกว่าว่ามันน่ารักดีแล้วก็มีเลขรหัส ดูเป็นของพิเศษที่เก็บไว้ได้”

TA.THA.TA Studio ตึกโฮมออฟฟิศสีขาวกับของแต่งบ้านสีสันของคนที่คิดจะทำงานอยู่บ้านตลอดชีวิต
TA.THA.TA Studio ตึกโฮมออฟฟิศสีขาวกับของแต่งบ้านสีสันของคนที่คิดจะทำงานอยู่บ้านตลอดชีวิต

“ถ้าถามกีวี่ กีวี่น่าจะชอบโมบายนกตัวนี้ที่ได้มาจากไต้หวัน ตอนแรกได้ตัวเล็กมาก่อน เห็นแล้ว เฮ้ย! ชอบมาก อยากได้มาติดออฟฟิศ ไปยืนดู แล้วก็นึกไม่ออกว่าออฟฟิศควรจะห้อยตัวเล็กหรือตัวใหญ่ถึงจะสวย เลือกกันอยู่นาน จนตัดสินใจว่าตัวเล็กน่าจะใส่กระเป๋าเดินทางกลับมารอด เพราะตัวใหญ่กล่องมันยาว แต่พอห้อยปุ๊บก็รู้สึกว่ามันเล็กไป แล้วพอไปออกงาน BIG+BIH ประมาณ 2 ปีถัดมามั้ง อยู่ดีๆ แบรนด์นี้มาขายด้วย ซึ่งเหลือตัวเดียวอีกแล้ว เป็นตัวโชว์ เราก็เลยเดินไปถามเขาว่าขายมั้ย เขาบอกว่ามันพัง แต่เราดูไม่ออกว่ามันพังยังไง มีรอยนิดหน่อยเองมั้ง เห็นเราอยากได้ เขาก็เลยลดแบบถูกมาก ถูกกว่าที่เราซื้อตัวนั้นอีก”

TA.THA.TA Studio ตึกโฮมออฟฟิศสีขาวกับของแต่งบ้านสีสันของคนที่คิดจะทำงานอยู่บ้านตลอดชีวิต
TA.THA.TA Studio ตึกโฮมออฟฟิศสีขาวกับของแต่งบ้านสีสันของคนที่คิดจะทำงานอยู่บ้านตลอดชีวิต

ที่มาของของแต่ละชิ้นยิ่งฟังยิ่งสนุก ถ้าจะให้เธอเล่าถึงของทุกชิ้นในบ้าน ต้องใช้เวลาค่อนวันแน่ๆ แต่เท่านี้ก็เชื่อหมดใจแล้วว่า ทั้งโปเต้และกีวีชอบสะสมของเล่นหน้าตาแปลกจริงๆ 

“เหมือนว่ารวมทุกอย่างที่เราชอบไว้เลย” เราเอ่ยพลางเคียงคอแทนคำถาม

“ใช่ๆ ชอบแบบไหนเราก็เซฟรูปเก็บไว้ ตอนนั้นคิดกันไว้แค่ว่าอยากให้ตึกนี้สีขาว เพราะว่าของที่เรามีมันสีสันมาก กระเป๋าก็สี ของแต่งบ้านก็สี เราอยากให้ทุกอย่างรวมๆ ในที่นี้แล้วดูไม่แข่งกันเกิน อยากให้ของที่เราเก็บไว้มันเด่น” เธอบอกก่อนพาเราเดินดูรอบๆ ห้องอีกครั้ง

ทำอย่างอื่นเป็นรายได้เสริมด้วยก็ได้

และเมื่องานอดิเรกกลายมาเป็นงานหลัก… หน้าที่งานอดิเรกอย่างใหม่เลยตกเป็นของเจ้าแคคตัสสายพันธุ์ Lophophora ที่เธอบอกว่ากำลังปลูกอย่างจริงจังสุดๆ ถึงขั้นสร้างโรงเรือนหลังเล็กไว้โดยเฉพาะ

แคคตัสสายพันธุ์ Lophophora

บนชั้น 3 ริมโต๊ะทำงาน มุมรับแสงที่ดีที่สุดถูกจับจองจนเต็มพื้นที่ กระถางเพาะพันธุ์ขนาดย่อมอัดแน่นไปด้วยแคคตัสไซส์จิ๋ว ชูคอรับแสงแดดริมกระจกบานใหญ่

“จริงๆ ตรงนี้ไม่ได้ปลูก แต่เป็นที่เพาะต้นเล็ก เพราะตรงนี้แดดมันน้อย มันโดนแค่ช่วงสองโมงถึงสี่ห้าโมง ช่วงเวลามันสั้น และมีพวกที่เอามาเปลี่ยนดิน ที่โรงเรือนมันร้อนก็เลยพามาตากแอร์

แคคตัสสายพันธุ์ Lophophora
ตามไปส่องต่อได้ที่ @cactusmartin

“เรียกว่าทำเป็นรายได้พิเศษ เริ่มจากชอบเลี้ยง ก็เลยลองหาข้อมูลการปลูก-วิธีเพาะเองหมดเลย แล้วเราขายเฉพาะในออนไลน์ ขายได้ก็ขาย บางครั้งก็ลงขายในกลุ่มคนรักแคคตัสในเฟซบุ๊กด้วย แต่เราก็ไม่ได้ทำกลางวันนะ ทำตอนกลางคืน เพราะว่าเพาะตอนกลางวันไม่ได้ มันร้อน กลางคืนก็ยกขึ้นมานั่งทำตรงนี้แหละ ดูหนังไปด้วย” พูดจบ โปเต้ก็ชวนเราเดินไปเยี่ยมโรงเรือนไซส์มินิที่อยู่ข้างบ้าน

ไม่จำกัดเวลาในการทำงาน ความสุขจะขึ้นอยู่กับเวลาในการทำงานจริง

กิจวัตรประจำวันของโปเต้และกีวี่เป็นไปอย่างเรียบง่าย ตื่นเช้าเดินมาทำงาน กลางวันเดินไปกินข้าวในบ้าน และกลับมาทำงานต่อจนเสร็จ

“ตัดเวลาเดินทางออกไปก็ได้ชั่วโมงการทำงานที่มากขึ้นแล้ว” เธอว่า เรารีบพยักหน้าแบบเห็นด้วยสุดๆ

TA.THA.TA Studio ตึกโฮมออฟฟิศสีขาวกับของแต่งบ้านสีสันของคนที่คิดจะทำงานอยู่บ้านตลอดชีวิต

“การทำงานที่บ้าน เรารู้สึกว่ามันมีผลต่อคุณภาพชีวิตมากกว่า คือเราวัดไม่ได้ว่ามันส่งผลกับงานว่าทำอยู่บ้านแล้วทำงานนี้ดีมากเลย เพราะว่าชิลล์กว่า ทำอยู่ที่อื่นก็อาจจะได้แบบนี้เหมือนกัน แต่เราอยู่ที่นี่มันใกล้บ้านจนรู้สึกว่ามันคือบ้าน เราไม่รู้ว่ามันเป็นข้อดีหรือข้อเสีย บางคนอาจจะว่าเป็นข้อเสีย เพราะกลายเป็นว่าเราอยู่ที่นี่ได้ถึงสี่ห้าทุ่ม แต่เรากลับไม่รู้สึกอึดอัดว่า เฮ้ย ทำไมยังต้องทำงานอยู่ เรานั่งเปิดคอม ดูหนังไปด้วย แล้วงานก็ทำไปด้วยได้ มันก็เหมือนได้ชั่วโมงการทำงานที่มากขึ้น แล้วปริมาณงานมันก็มากขึ้นตาม

โปเต้-วิภาวัส ดาราพงศ์ และ กีวี่-กวิตา ศรีสันต์

“บางคนถาม ทำไมยังทำกัน 2 คนไหว เราไม่ได้รู้สึกว่างานเยอะจนต้องจ้างคนเพิ่ม เรามีความสุขนะ เพราะมีเวลา เหมือนเราอยู่บ้านแล้วก็ทำอะไรไปด้วย เสาร์-อาทิตย์ถ้าไม่มีอะไรทำเราก็มานั่งทำที่นี่ทุกวัน

“มันก็มีที่ต้องอยู่ทำถึงดึกเลย แต่ว่าก็ไม่ได้ตลอดเวลาขนาดนั้น ทุกคนจะคิดว่าเราทำงานอยู่บ้านแล้วเรามีเวลามาก จะหยุดตอนไหนก็ได้ แต่จริงๆ ไม่ เรายังมีพนักงานที่ต้องดูแล มีของที่ต้องส่ง คือต้องวางแผนดีๆ ว่าช่วงไหนคือช่วงที่เราส่งของไปเมืองนอกเยอะๆ แล้วหลังจากนั้นเราจะหยุดช่วงไหน 

“ทำงานเองที่บ้านต้องมีวินัยมากนะ เพราะถ้าเกิดเป็นคนที่ไม่ยอมตื่นหรือนอนเยอะกว่าจะทำก็แย่เลยอะ ชีวิตก็จะแบบเป๋ๆ”  โปเต้ทิ้งท้าย

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อยากอยู่อย่างอยาก

คนและบ้านน่าสนใจในพื้นที่ที่เขาอยากอยู่

The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

ตัวตนของฉัน : สวยลำพัง สวยแบบแนล

ชื่อ สมพร อินทร์ประยงค์ เป็นคนสิงห์บุรี มีพี่น้อง 4 คน เรามีชื่อเล่นว่า ‘ซิกแนล’ เป็นชื่อที่มาจากชื่อยาสีฟันที่เคยโด่งดัง มีสีสันหลายสี และซ่ามาก เมื่อตอนเป็นเด็กมาอยู่แถววงเวียน 22 กรกฎาคม อากู๋เลยเอามาตั้งเป็นชื่อให้ ก่อนจะย้ายไปอยู่ตาคลีจนเรียนจบ ป.4 แล้วไปเรียนหนังสืออยู่กับบ้านป้าตอน ป.5 ที่จังหวัดสิงห์บุรี

ทุกเดือนจะนั่งรถโดยสารข้ามจังหวัด กลับมาบ้านตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เป็นการเริ่มต้นเดินทางด้วยตัวคนเดียวของเด็กอายุ 10 ขวบ จนจบ ม.ศ.3 ก็ย้ายมาเรียนต่อที่เทคนิคลพบุรี ช่วงนี้ก็กลับมาอยู่กับพ่อแม่ นั่งรถไฟจากตาคลีมาเรียนหนังสือในจังหวัดลพบุรี ระหว่างเรียนที่ลพบุรีก็สมัครเรียนที่ ม.รามคำแหง ด้วย

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

ช่วงการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยที่เชียงใหม่ เราได้รับคัดเลือกให้เป็นนักกรีฑาไปแข่งขันด้วย ระหว่างนั้นก็ไปเที่ยววัดอุโมงค์ ได้เจอรุ่นพี่ที่โรงเรียนสิงห์บุรี เขาทำงานอยู่ที่ศูนย์ศิลปะเด็กเชียงใหม่ พอแข่งกีฬามหาวิทยาลัยเสร็จ เราไม่ได้กลับบ้าน ขอพ่อแม่ว่าอยากทำงานกับพี่ ๆ เขามีข้าวให้กิน มีบ้านให้อยู่ แค่นี้ก็พอแล้ว เพราะเราอยากเที่ยว อยากเรียนรู้ เลยมาช่วยเขาด้วยการร่วมเดินทางไปตามโรงเรียนต่าง ๆ ใน 16 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อเผยแพร่สื่อการเรียนการสอน เป็นทั้งครูดอย เล่านิทาน เล่นละครหุ่นมือ เดินทางไปทั่วทั้งภาคเหนือและภาคอีสาน

นี่เลยเป็นที่มาให้ได้สะสมของเก่า ทั้งเครื่องเงิน เครื่องทอง ตะกร้า ผ้าเก่า ผ้าไหม และผ้าฝ้าย

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

พอกลับมาอยู่ กทม. เพื่อเรียนให้จบ ก็มาเปิดร้านที่ตลาดนัดจตุจักรเพื่อหารายได้ระหว่างเรียน เริ่มเอาของเก่าที่สะสมและหาซื้อระหว่างเดินทางมาขาย ช่วงจันทร์ถึงศุกร์เดินทางไปจังหวัดต่าง ๆ ที่มีของที่เราเคยเห็นแล้วชอบ ก็ไปซื้อของเหล่านั้นกลับมาขายที่จตุจักรทุกเสาร์-อาทิตย์ และเริ่มเดินทางไปลาว เขมร พม่า เวียดนาม และจีน อย่างต่อเนื่อง

ทุกวันนี้ยังเป็นแม่ค้าอยู่ที่ตลาดนัดจตุจักร ขายเครื่องเงิน เครื่องทอง ตะกร้า ผ้าทอ และงานฝีมือต่าง ๆ เราสอนคนเย็บผ้าด้วยมือ มีผลงานส่งไปแสดงและขายในต่างประเทศทุก ๆ ปี ทั้งอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เม็กซิโก และญี่ปุ่น

ผลของการเดินทางตั้งแต่ 10 ขวบ ทำให้เราเห็นวิถีชีวิตของผู้คนที่หลากหลายมาก ๆ ชีวิตที่มีความสุขคือชีวิตที่เรียบง่ายและเป็นตัวเอง เลยเป็นที่มาของการเล่าเรื่องบ้านที่เป็นตัวเอง ที่เราได้ใช้ชีวิตเป็นอยู่อย่างอยากในบ้านหลังนี้

ทุกอย่างที่ผ่านมาในชีวิต รวมอยู่ในบ้านหลังนี้ทั้งหมด เป็นบ้านที่เราอยู่แล้วมีความสุขที่สุด

โจทย์ในการหาบ้านที่มีพื้นฐานอยู่บนความฝัน

บ้านหลังนี้เป็นบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ ชั้นบนทั้งหมดเป็นไม้และชั้นล่างเป็นปูน ตัวบ้านกว้างประมาณ 7 เมตร ยาว 37 เมตร หน้าบ้านหันไปทางทิศเหนือ ด้านทิศตะวันตกติดกับเพื่อนบ้าน ซอยเป็นซอยตันเล็ก ๆ อยู่อาศัยกันแค่ 3 บ้านเท่านั้น จากถนนใหญ่มาบ้านเราห่างกันประมาณ 50 เมตร เดินเข้าซอยมาก็ประมาณ 150 เมตร

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

จุดเริ่มต้นที่คิดจะมีบ้านหลังนี้ เป็นเพราะปกติเราต้องเดินทางไปหาซื้อของเก่าทุกอาทิตย์ ด้วยอาชีพของเราที่เป็นแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า อยู่ที่ตลาดนัดจตุจักร ระหว่างเดินทางก็นั่งรถไฟไปบ้าง นั่งรถทัวร์ไปบ้าง บางครั้งก็นั่งเครื่องบินไป แต่โดยส่วนใหญ่ช่วงหลัง ๆ นั่งรถไฟ

ระหว่างเดินทาง เราก็นึกเห็นภาพตลอดเส้นทางว่า อยากจะมีบ้านอยู่แถว ๆ ที่อยู่ปัจจุบันนี้ มันใกล้หมอชิต ไปสนามบินสะดวก แล้วก็ใกล้ตลาดนัดจตุจักรด้วย

ด้วยความที่ตัวเองเป็นคนขายของเก่า ก็อยากจะหาบ้านหลังไม่ใหญ่มาก เพราะตั้งใจอยู่คนเดียวมาตลอด ระหว่างนั้นก็เริ่มเก็บสะสมของมาตั้งแต่เริ่มตั้งร้าน ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน รูปภาพ กระจก งานเขียน งานปั้น ตะกร้า หรือผ้าทอ ที่ตัวเองเดินทางไปเห็นแล้วชอบ

คิดว่าวันหนึ่งถ้ามีบ้าน เราก็อยากจะใช้ของที่เราสะสมไว้ในการแต่งบ้าน

ความฝันก็คือว่า อยากจะมีบ้านหลังเดี่ยวเล็ก ๆ มีสวนเล็ก ๆ ในพื้นที่เล็ก ๆ และฝาบ้านที่ไม่ต้องไปชนกับใคร เดิมทีคิดว่าจะไปซื้อบ้านตรงบริเวณอื่นที่ใกล้เหมือนกัน แต่ว่าเราไม่ชอบทาวน์เฮาส์ ทาวน์โฮม หรือว่าบ้านที่ทั้งหมู่บ้านมีลักษณะเหมือนกันหมด

ในระหว่างนั้น ญาติซึ่งเกี่ยวดองกันได้ปลูกบ้านหลังนี้ขึ้นมา ตอนนั้นเขาขายกันตารางวาละ 8,000 บาท เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ช่วงที่มาเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี 1 – 2 เราเข้ามากรุงเทพฯ ก็มีโอกาสมาช่วยเขายกปูน ยกทราย เอามาทำเป็นตอม่อในบ้านหลังนี้ เพราะว่าญาติเป็นคนสร้างเองกับครอบครัวของเขา เราก็เลยรู้ประวัติความเป็นมา

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

วันหนึ่งญาติเขาเกิดอยากขายที่ดินผืนนี้ ก็ถามเราว่า ช่วยเป็นนายหน้าขายให้หน่อยได้ไหม แต่โดยนิสัยส่วนตัวแล้ว ไม่ชอบยุ่งเรื่องของใคร เลยไม่บอกใครดีกว่า เพราะถึงบอกไป ค่านายหน้าเราก็ไม่อยากได้ แล้วบ้านก็ขนาดเล็กเกินไป จะขายให้ใครได้ เราเองก็ไม่รู้จักใครที่เขาจะซื้อบ้านหลังเล็กอย่างนี้

แต่บังเอิญเราคิดว่า ถ้าจะต้องซื้อบ้านสักหลังหนึ่ง ก็ควรจะซื้อบ้านหลังนี้ เพราะว่าอย่างน้อยก็รู้ที่มาที่ไป อีกทั้งยังสะดวกสำหรับเราด้วย เพราะอยู่ใกล้จตุจักร ใกล้หมอชิต แล้วบ้านก็หลังไม่ใหญ่มาก ถ้าจะต่อเติมหรือรื้อบางส่วนที่อยากได้ เราก็น่าจะซื้อไว้เอง

ตอนนั้นมีเงินไม่พอ แต่ก็คิดว่าการลงทุนกับบ้านมันคือความฝัน และคิดว่าฝันนี้เราน่าจะทำได้ เลยเซ้งห้องที่มีอยู่ตรงจตุจักรออกไป ได้เงินส่วนหนึ่งมาซื้อบ้านหลังนี้ จ่ายเป็นเงินสดทั้งหมด ตอนนั้นถือว่าแพงมาก ใคร ๆ ก็ว่าเราซื้อแพง แต่มานึกดู สักวันราคามันก็คงเท่านี้แหละ อีกอย่างหนึ่ง มันเป็นที่ที่เราถูกใจ อย่างน้อยก็ได้บ้านอย่างที่เราอยากได้ ก็เลยเป็นที่มาของการได้ทำบ้านอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

กระบวนการแยกส่วน ตัดต่อ แล้วประกอบใหม่

ทุกครั้งที่เข้ามาบ้านหลังนี้จะเย็นสบาย ไม่หนวกหู ไม่อึดอัด นั่งตรงไหนก็สบายใจไปหมด เลยคิดว่าบ้านหลังนี้เหมาะที่สุดแล้ว หลังจากซื้อบ้านเสร็จเรียบร้อย ตรงที่เจ้าของบ้านเดิมเขาทำอะไรไว้ เราก็ปรับปรุงแก้ไข ซึ่งบ้านเราเป็นบ้านเดียวในซอยที่แต่งเติมใหม่ ช่วงแรกก็ทำห้องน้ำและฝาบ้าน

เดิมทีฝาบ้านเป็นฝาแบบบ้านต่างจังหวัดทั่ว ๆ ไป แต่เราไม่อยากได้ฝา เลยเอาประตูพม่ามาใช้ ซึ่งเราสะสมไว้เยอะมาก มีกระจกช่องแสงเป็นงานอาร์ตเดโค ด้วยความที่เดินทางไปซื้อขายของเก่าที่พม่าบ่อย แล้วเราชอบเฟอร์นิเจอร์ไม้ของพม่า เพราะส่วนใหญ่ใช้ไม้สัก ลายไม้ที่ช่างพม่าทำเขาเก็บลายวงจรชีวิตของไม้มานำเสนอผลงาน สีเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดจึงเป็นสีไม้สักทองหมดเลย

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

ตอนที่ปรับปรุงบ้าน เราตัดฝาบ้านหมดเลย แล้วเอาประตูมาใส่แทน จำได้ว่าประตูบ้านทั้งหมดรวมเบ็ดเสร็จแล้วเกือบ 70 บาน เป็นกระจกสีและกระจกดอกลายโบราณ ประตูแต่ละบานเราเอามาใช้เป็นตู้เสื้อผ้า ตู้หนังสือ และโต๊ะหนังสือ ของทุกอย่างเป็นของที่เราสะสมไว้ระหว่างขายของ แม้แต่ประตูเรือเอี้ยมจุ๊น เราก็เอามาทำเป็นประตูห้องทำงาน ไม้บทกวี ไม้แกะ และป้ายชื่อร้าน ก็นำมาตกแต่งในบ้านทั้งหมด

การจัดวางประตูก็ปรึกษากับช่าง ดูความเหมาะสม พร้อมวางแผนของเราไว้ว่า ถ้าใช้ประตูเปิดออกอย่างนี้จะเปลืองพื้นที่ไหม ถ้าประตูทำอย่างนี้จะเป็นอย่างไร ทุกอย่างในห้องค่อย ๆ คิดและวางแผน ว่าจะใช้ประโยชน์จากแต่ละห้องยังไง นอกจากนี้ มือจับประตูทุกบานยังเป็นงานแก้วเจียระไน

บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่ออกแบบมาแล้วได้ดั่งใจตามที่อยากได้มาก ๆ เพราะว่าของทุกอย่างที่เก็บสะสมไว้ เอามาใช้กับบ้านได้เกือบทุกอย่าง โคมไฟ จั่ว โดยเฉพาะระเบียงบ้าน เราซื้อมาจากร้านเฟอร์นิเจอร์เก่า เป็นระเบียงของบ้านเก่าแถวเยาวราช สมัยก่อนแค่ 8,000 บาท ล้อมรอบได้ทั้งบ้านเลย

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

ในฝั่งของการแต่งสวน เราจัดการสวนของเราเองได้ อยากปลูกผักกินเองได้ เก็บขยะ เก็บใบไม้ ตัดแต่ง เปลี่ยนย้าย จัดมุมใหม่ เปลี่ยนสวนใหม่ได้สบาย รวมไปถึงบ่อปลาที่เราอยากมีมาตั้งแต่แรก

รอบ ๆ บ่อปลา เราใช้งานปูนปั้นของ ‘บ้านพ่อเลี้ยงหมื่น’ สมัยก่อนเขามีชื่อเสียงในงานปูนปั้นแบบเขมร เราก็ซื้อเก็บสะสมไว้ พอทำบ้านมันก็เข้าช่องพอดี อันไหนที่เล็กไป ก็เติมกระเบื้องให้มันดูโบราณ ส่วนตัวบ่อ เราเลี้ยงปลามาตลอด แต่ว่าพยายามตัดต้นไม้ให้น้อยที่สุด

สมัยก่อนหน้าบ้านเราตรงริมทางเดินถนนใช้ร่วมกัน เราซื้อต้นตีนตุ๊กแกมา เจาะพื้นถนนเล็ก ๆ แล้วปลูกเข้าไป ใช้ตัวยึดสายโทรศัพท์มาช่วยพยุง ตีนตุ๊กแกจะเต็มผนัง ทึบไปหมดเลย สวยงามมาก ก่อนที่จะปลูกตีนตุ๊กแก เราเคยคิดจะให้เพื่อน ๆ ที่เรียนศิลปะมาช่วยทาสี แต่มานึกดูอีกที สงสัยค่าทาสีจะแพงกว่าค่างานที่ให้เพื่อนทำ เพราะเพื่อนคงกินดื่มกันน่าดู และเราทาสีทุกปีไม่ได้ ต้องอาศัยคนอื่น แต่ถ้าปลูกต้นไม้ เราตัดแต่งกิ่งได้ด้วยตัวเอง ก็เลยใช้วิธีปลูกต้นไม้เป็นกำแพง บังสายตามุมตึกที่เห็นว่ามันสะท้อนความร้อนเข้ามาในบ้าน โชคดีที่เพื่อนบ้านชอบต้นไม้ เราเองก็ชอบต้นไม้

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

จุดหลักในบ้านที่เราประทับใจมาก ๆ คือ ‘ห้องพระ’ เราเป็นคนชอบพระเครื่อง ชอบสะสมพระ พระทั้งหมดที่เราสะสมไว้ในบ้านเป็นงานของชาวบ้าน พระพื้นบ้าน เกิดจากช่างฝีมือพื้นบ้าน เราเลยอยากได้ห้องพระที่มีส่วนยื่นออกมานอกบ้านตรงช่วงระเบียง เราใช้ประตูหน้าต่างบานสั้นและบานกลางยื่นออกมาจากฝาบ้าน เพราะบ้านเราเปิดประตูใหญ่ออกไปเดินระเบียงรอบบ้านได้ จึงทำช่วงรอยต่อของระเบียงรอบบ้านให้เป็นกล่องหิ้งพระ เป็นคล้าย ๆ ห้องของหิ้งพระที่ยื่นออกไปตรงระเบียง

เฟอร์นิเจอร์ จิ๊กซอว์ที่ลงล็อกทุกชิ้นส่วน

การเลือกเฟอร์นิเจอร์หรือของใช้ในบ้านที่นำมาตกแต่ง ส่วนใหญ่เป็นของเก่าที่ซื้อสะสมมาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน เพราะสมัยก่อนชอบไปซื้อของที่ร้านขายของเก่าแถววัดมหาธาตุ ตู้ใบแรกที่ซื้อก็ซื้อด้วยเงิน 150 บาท ทุกวันนี้ก็ยังอยู่ เพียงแต่ใช้ต่างหูกะเหรี่ยงเป็นมือจับตู้ ซึ่งแพงกว่าราคาของตู้อีก

ส่วนประตูที่ได้มา เราก็จะเลือกเป็นชุดงานที่คล้ายคลึงกัน

โชคดีอย่างหนึ่งที่ว่า บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่เราทำด้วยตัวของเราเอง ทั้งออกแบบและมองภาพรวม การจัดวางสิ่งต่าง ๆ มันเกิดจากของใช้ที่เราเคยนึกภาพว่า ถ้าเรามีห้องขนาดนี้ พื้นที่ตรงนี้ควรจะเอาอะไรมาตั้ง บ้านเราเลยเหมือนกับจิ๊กซอว์ที่ของทุกอย่างซึ่งเราสะสมไว้ ต่างถูกหยิบมาตั้งวางตรงไหนก็ลงตัวไปหมด

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

เช่น เรือเอี้ยมจุ๊นที่เอามาทำเป็นประตูกั้นห้องทำงาน ประตูที่สะสมไว้มีขนาดใหญ่กว่าวงกบประตู แต่ก็ไม่เป็นไร ใช้กระจกเงามาเสริมซ้ายขวา ก็ทำให้บานประตูกว้างขึ้น

ถือเป็นเรื่องดี เพราะอะไรที่ไม่ลงตัว เราก็แก้ไขได้ มันเป็นงานที่ไม่ยากมาก

ประตูเอี้ยมจุ๊นที่เราได้มาจากเรือ ตัวคานของประตูใหญ่มากและกว้างมาก เป็นไม้ที่เราตัดทิ้งก็ได้ แต่เรารู้สึกว่า ไม้แบบนี้หาไม่ได้แล้ว ถ้าตัดไปจะเสียคุณค่าเปล่า ๆ งั้นเดินข้ามประตูแล้วกัน

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

อย่างบ้านทรงไทยที่ต่างจังหวัดของย่า เวลาจะเดินเข้าก็ต้องก้าวข้ามประตูบ้าน เราเลยคิดว่า บ้านหลังนี้เป็นบ้านของเรา เราทำอย่างที่เราอยากอยู่ดีกว่า ก็เลยเก็บคานเรือไว้ แล้วเวลาตั้งประตู คานเรือเป็นตัวกั้นห้องทำงาน ตรงใต้คานเรือมันเหลือพื้นที่ไว้ เราก็ได้ไอเดียทำเป็นตู้เก็บเสื้อผ้าหรือเก็บของใช้ในห้องนี้ได้

แม้แต่ไม้มุงหลังคาบ้าน ซึ่งแต่เดิมซื้อจากเชียงใหม่ เขาเรียกว่า ‘แป้นเกล็ด’ เราก็ใช้แป้นเกล็ดมาทำเป็นชั้น เป็นตู้ โดยตัดให้น้อยที่สุด ทุกตู้ที่เราใช้ประโยชน์ มันลงตัวในพื้นที่ขนาดเล็ก ทั้งตู้ทีวี ตู้เครื่องเสียง ตู้เสื้อผ้า ทุกอย่างเป็นจิ๊กซอว์ที่เข้ากันได้ดีมาก หรือโต๊ะกินข้าวที่ใช้ก็เป็นของเก่า ตัวโต๊ะ ถ้านั่งคนเดียวก็หดได้ ถ้าเมื่อไหร่มีแขกหรือมีเพื่อนมา เราก็ดึงออกมาให้ยาวได้ มันเป็นลิ้นสลักแบบโบราณ

แม้แต่ตั่งนอนของเรา เมื่อไม่มีใครมา เราก็ยกพนักพิงขึ้นกลายเป็นเก้าอี้ยาว แต่เมื่อไหร่มีแขกหรือเพื่อนมา ก็ยกพนักพิงลงมากับพื้นกลายเป็นเตียงนอน แม้แต่พื้นกระเบื้อง เราก็ใช้กระเบื้องปั้นมือของลำปางไทย บางส่วนเป็นลายศิลาดล เป็นน้ำเคลือบ ซึ่งเข้ากับตัวหน้าต่างได้ดี

บ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า ที่เอาของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้านให้เหมาะกับตัวเองที่สุด

ขณะเดียวกัน เราก็นึกถึงความปลอดภัยในการเป็นอยู่ น้องชายที่เป็นช่างอ็อก ช่างเชื่อม ก็มาทำเหล็กดัดให้ โชคดีที่เราได้เหล็กดัดอันที่ถูกใจ เป็นลายเดียวกับประตู ไม่บังสายตาให้รู้สึกรำคาญ

ทุกอย่างมาจากช่วงที่เราเดินทางค้าขาย อะไรก็ตามซึ่งเป็นสินค้าที่เราซื้อขาย ก็ซื้อขายไป แต่เรามีความฝันที่คิดจะทำบ้าน ก็เลยสะสมมือจับประตู มือจับเหล็กดัด แก้วเจียระไน กลอนประตู และมันทำให้เรานึกอยู่ตลอดว่า ถ้ามีบ้าน เราจะใช้ของพวกนี้ มีเพียงเครื่องสุขภัณฑ์เท่านั้นที่ซื้อมา แต่เราก็เลือกเก็บนะ ดูจากการใช้พื้นที่ของมัน เพราะว่าบ้านมีขนาดเล็ก และเราขายของ ของที่ได้มาแต่ละครั้ง ถ้าเหมาะกับบ้านก็จะเก็บไว้ อันไหนที่ไม่ได้ใช้หรือใหญ่เกินไปสำหรับขนาดบ้านก็เอาไปขาย

บ้านของเรา

หลังจากบ้านหลังนี้เสร็จเรียบร้อย เป็นอะไรที่ลงตัว ถูกใจ มีบ่อน้ำ มีหิ้งพระ มีสวนเล็ก ๆ ที่ตอบโจทย์ในชีวิตเรา เพราะเราเป็นคนชอบอยู่นิ่ง ๆ มีความสุขในการอยู่กับบ้านของตัวเอง

บ้านเราหลังเล็ก ทั้งหลังมี 4 ห้องน้ำ 4 ห้องนอน ช่วงที่หลาน ๆ ขึ้นมาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ หลานก็อยู่กันคนละห้อง แต่ละห้องจัดวางตามแบบที่แต่ละคนอยู่ ห้องไหนเป็นพี่น้องเดียวกันก็มีเตียงสองชั้น เตียงสองชั้นก็เป็นไม้สักจริง ให้เพื่อนทำมาให้ เขาก็อยู่กันได้ ถึงเล็กหน่อยแต่สบายใจ ส่วนห้องน้ำ ห้องน้ำผู้ชายเป็นส่วนหนึ่งของชั้นบน หลาน ๆ ใช้ห้องน้ำนั้น ส่วนเราก็ใช้ห้องน้ำในห้องนอนของเรา

บ้านนี้แบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นล่างมีห้องน้ำ 2 ห้อง ห้องรับแขกที่อยู่ข้างหน้าใช้เป็นห้องแอร์ แขกมานั่งห้องข้างหน้าได้เลย มองเห็นวิวหน้าบ้านทั้งหมด ห้องที่ 2 เป็นห้องที่เราจัดวางชั้นหนังสือ เป็นที่รับรองแขกอีกชั้นหนึ่งก่อนจะมานั่งที่โต๊ะในห้องกินข้าว และมีห้องครัว

บ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า ที่เอาของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้านให้เหมาะกับตัวเองที่สุด

ห้องอาหารเราเป็นครัวเล็ก ๆ กะทัดรัด เหมาะกับคนที่จะหมุนซ้ายหมุนขวา หยิบจับอะไรก็ง่ายไปหมด ของใช้ก็มีทั้งถ้วยชามเก่า งานศิลปะ เป็นถ้วยชามที่เพื่อน ๆ น้อง ๆ ที่ทำงานเซรามิกปั้นมาให้ เป็นการอุดหนุน เพราะการซื้อของน้อง ๆ เป็นการสร้างแรงบันดาลใจและให้กำลังใจแบบหนึ่ง เราคิดเสมอว่า ถ้าน้องคนไหนผลิตงานขึ้นมาใหม่ เราจะซื้อเพื่อเป็นกำลังใจ แล้วเราชอบด้วย แถมเอามาใช้จริง ๆ

ส่วนชั้น 2 มีห้องนอนทั้งหมด 3 ห้อง เป็นห้องทำงาน 1 ห้อง ซึ่งเราซื้อของเก่าเก็บเอาไว้ในห้องนี้ เหมือนกับเป็นโชว์รูมของเรา

ห้องนอนของตัวเองเป็นอะไรที่เข้ามาแล้วไม่อยากออก เราเป็นคนนอนกับพื้น ก็ใช้ฟูกแบบชาวบ้านที่ยัดด้วยมือเป็นลายลูกฟูก เป็นลอน ๆ ม้วนเก็บได้ มีของใช้ที่สะดวกสบาย มีหนังสือให้อ่าน มีทีวีในห้อง มีของใช้ มีของสะสม ซึ่งหยิบจับได้โดยไม่ต้องออกไปหาความสุขข้างนอกบ้าน ไม่ต้องเดินทางไปไหนต่อไหน ถ้าเราอยากดูเครื่องเงิน ก็เปิดกล่องเครื่องเงินมาดู แก้วแหวนเงินทองที่เราสะสมไว้ ภาพเขียน หนังสือ ทุกอย่างมันตอบโจทย์ในชีวิตได้หมดเลย

บ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า ที่เอาของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้านให้เหมาะกับตัวเองที่สุด
บ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า ที่เอาของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้านให้เหมาะกับตัวเองที่สุด

ผนังแต่ละห้อง เราใช้ผนังว่างเปล่าเป็นชั้นหนังสือ เป็นคนที่ขาดหนังสือไม่ได้ ทุกห้องไม่ว่าจะห้องน้ำ ห้องนอน ห้องกินข้าว ทุกห้องเต็มไปด้วยหนังสือ

อีกอย่างหนึ่งคือ ในห้องน้ำเราก็ยังทำเป็นที่เก็บของใช้กับของกิน ในที่นี้หมายถึงเหล้า เบียร์ ซึ่งเพื่อน ๆ จะพกมาเวลามาบ้าน แต่ว่าเราไม่ใช่คนดื่ม เขาฝากไว้ เราก็เก็บไว้ในห้องน้ำ เหมือนกับเป็นตู้เย็นอย่างหนึ่ง

ของส่วนใหญ่ในบ้านทุกชิ้นไม่ได้มีไว้โชว์ แต่เป็นความสุขส่วนตัวที่ได้ใช้ร่วมกับของสวยงามที่เราชอบ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นแบบนี้

บ้าน (ในฝัน พื้นที่ปลอดภัย) ของเรา

แต่ละมุมของบ้าน แม้แต่ห้องพระ ถ้าอยากนั่งไหว้พระ ทำสมาธิ หรือนั่งมองพระนาน ๆ ก็ได้ สวนหน้าบ้านมีบ่อปลา เราก็นั่งอยู่ตรงนั้นได้นาน ๆ ไม่อึดอัด มันสะดวกสบายไปหมดทุกอย่าง

ห้องทำงานเป็นส่วนหนึ่งที่ทำงานสบาย บางทีนั่งทำงานเพลินจน 3 – 4 ทุ่ม เวลาเดินเข้ามา จะเจอโต๊ะทำงานทันที เป็นโต๊ะที่กว้างใหญ่ มีพื้นที่เหลือ เดินล้อมรอบโต๊ะได้สบาย ทั้งซ้ายทั้งขวามีโต๊ะ มีตั่ง สำหรับพักเอนหลังได้ ประตูเปิดออกไประเบียงข้างนอกได้ทั้งสองทาง จะดูทีวีก็มี จะฟังเครื่องเสียงก็ได้ จะเอนหลังระหว่างทำงานก็ดี โต๊ะทำงาน และอุปกรณ์ทำงาน เราเรียงเป็นชั้น ๆ แบ่งเป็นหมวดหมู่ ทุกอย่างคล่องตัวไปหมด เพราะเฟอร์นิเจอร์ที่เราเลือกเก็บไว้เอามาใช้ในห้องทำงานมันลงตัวอยู่แล้ว

บ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า ที่เอาของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้านให้เหมาะกับตัวเองที่สุด
บ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า ที่เอาของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้านให้เหมาะกับตัวเองที่สุด

ทุกอย่างเรามองถึงประโยชน์ของการใช้งาน ความสะดวก และการเคลื่อนไหวของตัวเอง เราไม่ชอบอยู่บ้านที่อึดอัด ไม่โปร่งแสง เราเลยใช้แสงจากหน้าต่างที่เข้ามา ลมที่พัดจากประตูซ้ายเข้าประตูขวา บ้านเราเข้ามาแล้วจะเย็นมาก ทั้งข้างบนและข้างล่าง เพราะหน้าต่างที่เปิดอยู่รอบบ้านทำให้ลมวิ่งได้ทุกช่องทาง แสงเข้าถึง ไม่อับชื้น ไม่มืดมัว ไม่จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าตลอดเวลา

มันเหมือนเราปลูกต้นไม้ เราไม่ได้ปลูกเพื่อโชว์ใคร เราคิดว่าไม้ทุกต้นมีคุณค่าในตัวเอง ของทุกอย่างมีคุณค่าเมื่ออยู่ถูกที่ถูกเวลา มันมีประโยชน์สำหรับเรา บ้านหลังนี้เลยตอบโจทย์ที่ว่า เราได้อยู่กับของที่เรารัก ทุกมุมเป็นมุมที่เรามีความสุข และก็ทำให้เราสร้างงานออกมาได้ดี

บ้านนี้เป็นที่ที่ปลอดภัย เข้ามาแล้วสบายใจ อยากเปลี่ยนมุม อยากตกแต่งยังไงก็ทำได้สะดวกสบาย เพราะพื้นที่ไม่ใหญ่ ไม่เล็กเกินไป เหมาะที่จะปรับเปลี่ยนอยู่ได้เรื่อย ๆ

ตำหนิภายนอก แรงบันดาลใจภายใน

คราวนี้มันก็เป็นบ้านที่เราออกแบบมาได้ดั่งใจนึกแล้ว เพียงแต่อยู่ไปสักพัก ปัญหาบางอย่างไม่ได้เกิดจากบ้านของเรา แต่เกิดจากปัญหาของเพื่อนบ้าน

เพื่อนบ้านรักสัตว์ เลี้ยงหมา เลี้ยงแมว แต่ไม่ได้เลี้ยงให้เขาอยู่สบาย เลี้ยงเพียงเพื่อให้เขามีชีวิตอยู่เท่านั้น คราวนี้หมาแมวก็มาสร้างความเดือดร้อนให้ แมวรอบบ้านทั้งสองฝั่ง ฝั่งซ้าย ฝั่งขวา มากสุดที่เคยนับได้มีทั้งหมด 22 ตัว แมวพวกนี้ไม่ได้อยู่ประจำ มันเหมือนแมวเปลี่ยว เขามาขี้บนหลังคาเพื่อนบ้าน แต่กลิ่นของขี้แมวสร้างความรำคาญให้กับเรา ซึ่งเราก็ทำอะไรไม่ได้เพราะเป็นเรื่องธรรมชาติ กินแล้วก็ต้องถ่าย ถ้าไม่เลี้ยงดูเขาให้ดี ไม่มีที่ถ่ายให้เขา เขาก็ใช้ชีวิตอิสระ

ซึ่งอันนี้จากเรื่องไม่ดี เราก็มองย้อนกลับเอามาเป็นแรงบันดาลใจ ทำงานปักผ้าไปเลย ปักเป็นลายแมว เพราะเสื้อผ้าที่เราใส่ ของที่เราใช้ในบ้าน ถ้าทำเองได้เราจะทำ เสื้อผ้าเราก็เย็บเองใส่เอง แล้วมันก็เป็นงานอดิเรกที่สร้างชื่อเสียงและทำเงินให้ เราจึงเอาแรงบันดาลใจจากสัตว์ สิ่งรอบตัว หรือปัญหาต่าง ๆ มาสร้างเป็นลายในงานเสื้อผ้าต่ออีกชั้นหนึ่ง

บ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า ที่เอาของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้านให้เหมาะกับตัวเองที่สุด

เรารักอะไรในบ้านหลังนี้

ตอนที่จะสร้างบ้านหลังนี้ แม่เคยสอนว่า ไปไหนก็ตาม ถ้าจะดูบ้านว่าบ้านที่คนอยู่อาศัยนั้นเป็นอย่างไร ให้ใช้ความรู้สึกแรกที่เข้าไปในบ้านว่าเรารู้สึกอย่างไร

ซึ่งบ้านหลังนี้เป็นบ้านที่เราอาศัยอยู่ตลอดเวลา และใช้งานมันจริง ๆ ไม่ได้มีไว้สำหรับโชว์ใคร ของที่ตกแต่งทั้งหมดเป็นของที่เอามาใช้อยู่ตลอด บางทีก็เปลี่ยนมุมบ้าง บางทีก็เอาไปไว้ที่ร้านบ้าง บางทีก็เอาของที่ร้านมาไว้ที่นี่บ้าง บางทีก็เอาไปจัดวางที่อื่น สลับปรับเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ

และถ้าถามว่า เรารักอะไรในบ้านหลังนี้ ก็คงจะตอบว่า

“เรารักในความมีชีวิตของบ้านหลังนี้”

บ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า ที่เอาของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้านให้เหมาะกับตัวเองที่สุด

The Cloud Golden Week คือแคมเปญสนุก ๆ ที่ทีมงานก้อนเมฆขอประกาศลาพักร้อน 1 สัปดาห์ เนื่องในโอกาสฉลอง The Cloud ครบ 5 ปี เราเลยเปิดรับวัยอิสระ อายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนักเขียน ช่างภาพ และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ เข้ามาประจำการแทนใน The Cloud Golden Week ขอเรียกว่าเป็นการรวมพลังวัยอิสระมา ‘เล่าเรื่อง’ ในฉบับของตนเองผ่านสื่อดิจิทัลบนก้อนเมฆ เพราะเราเชื่อว่า ‘ประสบการณ์’ ของวัยอิสระคือเรื่องราวอันมีค่า เราเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

แคมเปญนี้เราร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้วัยอิสระกล้ากระโจนเข้าหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ออกมาพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน พร้อมแบ่งปันเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยคุณค่า เพื่อเติมฟืนไฟให้กาย-ใจสดใสร่าเริง

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงาน The Cloud มีสมาชิกอายุรวมกันมากกว่า 1,300 ปี!

Writer

สมพร อินทร์ประยงค์

สวยลำพังแบบแนล ขายความแปลกในแบบแนล

Photographer

สาโรจน์ ปาลกวงศ์ ณ อยุธยา

“หยุดเวลาไว้ในภาพใบนั้น โอบกอดวันวานไว้ในกล้องตัวเก่า โลกสุขสว่างหรือซึมเศร้า งามหรือเหงา ล้วนมีค่าเท่าๆ กัน” เกิดมาเป็นผู้บันทึก มีโอกาสถ่ายทอดเรื่องราวมากมาย ขอบคุณทุกฉากชีวิตที่ผ่านมา แม้เพียงครั้งหนึ่งยังคิดถึงเสมอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load