9 พฤศจิกายน 2563
11.95 K

เดือนก่อน ดิฉันมอบหนังสือ ริเน็น สร้างธุรกิจ 100 ปี ของตนเองให้รุ่นพี่ที่เคารพท่านหนึ่ง 

วันก่อน เรานัดทานข้าวกัน รุ่นพี่ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ (และอ่านหนังสือ ริเน็น จบแล้ว) ก็ยิงคำถามมาเป็นชุด

“มันจะทำได้จริงเหรอ ธุรกิจพวกนี้จะอยู่รอดมีกำไรได้อย่างไร และจะไปกู้เงินธนาคารไปทำอะไรดีๆ กับสังคมแบบนี้ยังไง ถ้ามัวแต่ไปช่วยซัพพลายเออร์ ช่วยพนักงาน ช่วยสังคมได้” 

ที่สำคัญ ธุรกิจควรเริ่มทำดีกับผู้อื่นตั้งแต่วันเริ่มต้นเลยหรือเปล่านะ 

ดิฉันกลับไปหาข้อมูลเพื่อตอบคำถามคุณพี่ โดยการนั่งอ่านประวัติศาสตร์ของร้านขนมเก่าแก่แห่งหนึ่งที่มีอายุกว่า 148 ปี (ถึง ค.ศ. 2020)

ร้านขนม 148 ปี

ร้านทาเนะยะ (Taneya) เป็นร้านขนมญี่ปุ่นชื่อดัง ก่อตั้งใน ค.ศ. 1872 ในจังหวัดชิกะ สินค้าขายดีของทางร้านคือขนมฟุคุมิเทนบิน เป็นขนมที่ด้านนอกเป็นแป้งกรอบ มีถั่วแดงกับโมจิอยู่ตรงกลาง

เทคนิคของ Taneya ร้านขนมที่ปรับรสชาติตลอด 148 ปี แต่ลูกค้าไม่เคยรู้สึกว่าเปลี่ยน
เวลากัดจะรู้สึกข้างนอกกรอบ ข้างในเหนียวนุ่ม รสชาติอร่อยมาก
เทคนิคของ Taneya ร้านขนมที่ปรับรสชาติตลอด 148 ปี แต่ลูกค้าไม่เคยรู้สึกว่าเปลี่ยน
ภาพ : taneya.jp/okashi/monaka/fukumi.html 

“เราปรับรสชาติขนมเล็กน้อยมาโดยตลอด แต่จะทำอย่างไรให้ลูกค้าชมว่า รสชาติอร่อยไม่เปลี่ยนเลยนะ นั่นคือความใส่ใจในแบบของพวกเราครับ” 

ร้านทาเนะยะสังเกตเสมอๆ ว่าคนในแต่ละยุคสมัยชื่นชอบรสชาติแบบใด ตัวอย่างเช่นปัจจุบัน คนไม่ค่อยทานหวานมากนัก ทางร้านก็ค่อยๆ ปรับรสชาติให้หวานน้อยลง จนลูกค้าแทบไม่สัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงในแต่ละครั้ง 

ตัวท่านประธานบริษัทเองก็ถูกฝึกมาตั้งแต่เด็กๆ ว่า ห้ามทานอาหารนอกบ้าน ห้ามทานอาหารรสจัด เช่น กิวด้ง (ข้าวหน้าเนื้อ) หรือผงโรยข้าว ลิ้นที่รับรสชาติต้องละเอียดอ่อน และสัมผัสความแตกต่างแม้เพียงน้อยนิดได้ 

ประสบความสำเร็จทั้งขนมญี่ปุ่นและขนมฝรั่ง

ค.ศ. 1951 ร้านทาเนะยะตัดสินใจลองทำขนมตะวันตก เช่น ขนมเค้ก จำหน่ายบ้าง จุดเริ่มต้นมาจากการที่มีสถาปนิกชื่อดังชาวอเมริกันอาศัยอยู่ใกล้ๆ ร้าน จนทางตระกูลทาเนะยะได้สนิทสนมและเริ่มสนใจวัฒนธรรมตะวันตก

ใน ค.ศ. 1979 ร้านทาเนะยะได้ออกแบรนด์ใหม่ ชื่อ Club Harie โดยจำหน่ายเค้กบามคูเฮน หรือเค้กทรงกลมที่เนื้อแป้งอัดแน่นเป็นชั้นๆ คล้ายๆ วงไม้สไตล์เยอรมนี 

เทคนิคของ Taneya ร้านขนมที่ปรับรสชาติตลอด 148 ปี แต่ลูกค้าไม่เคยรู้สึกว่าเปลี่ยน
ภาพ : clubharie.jp

 

Club Harie ได้เปลี่ยนภาพลักษณ์ที่คนญี่ปุ่นเคยมองว่า เค้กชนิดนี้แข็งกระด้าง ไม่อร่อย ความนุ่ม หอมอ่อนๆ ทำให้เกิดกระแสเค้กบามคูเฮนและแบรนด์ Club Harie ก็ประสบความสำเร็จมาก 

เมื่อร้านขนมหันมาทำการเกษตร 

ช่วงปลายยุค 1990 ทาเนะยะเริ่มสนใจเกษตรอินทรีย์มากขึ้น ในอดีตทาเนะยะมีซัพพลายเออร์ตามจังหวัดต่างๆ เช่น ถั่วแดงจากฮอกไกโด เกาลัดจากคิวชู สิ่งที่พวกเขาห่วงคือ มีคนประกอบอาชีพเกษตรกรรมลดลง หากไม่มีใครปลูกผักผลไม้ ร้านขนมอย่างทาเนะยะก็จะไม่มีวัตถุดิบ และอาจไม่สามารถทำขนมขายต่อไป

ทาเนะยะจึงลองเรียนรู้เกษตรกรรมดู วัตถุประสงค์คือ การต้องการเข้าใจเกษตรกรมากขึ้น ต้องการพิสูจน์ว่าการเกษตรในยุคปัจจุบันยังมีหนทางอยู่ และในอนาคต อาจต่อยอดพัฒนาการเกษตรร่วมกับภาคเกษตรได้ 

ใบโยโมกิ เป็นพืชพันธุ์แรกที่ทาเนะยะตัดสินใจปลูก เนื่องจากเป็นพืชสมุนไพรที่เป็นส่วนผสมของขนมญี่ปุ่นหลายชนิด พวกเขาไม่ใช้ยาฆ่าแมลงใดๆ เนื่องจากต้องการรักษาสิ่งแวดล้อมบริเวณนั้นให้สะอาด บริสุทธิ์ที่สุด 

แต่พอปลูกๆ ไป ปรากฏว่าแมลงมากินใบไม้เยอะมาก จนลามไปถึงสวนของชาวบ้านบริเวณนั้น ทำให้ชาวบ้านต้องไปร้องเรียนกับที่ว่าการเขต แต่สุดท้าย ทาเนยะก็จัดสัมมนา อธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจ 

ทางบริษัทอธิบายถึงขั้นว่า เราอยากทำของที่เรามั่นใจว่า คนในครอบครัวตนนั้นจะทานได้อย่างปลอดภัย และต้องการรักษาธรรมชาติไว้ให้คนรุ่นหลังๆ พวกเขาย้ำแล้วย้ำอีกจนชาวบ้านเริ่มเห็นประโยชน์ และค่อยๆ ยอมรับในที่สุด ปัจจุบัน ชาวบ้านบางคนก็หันมาปลูกใบโยโมกิแบบปลอดสารพิษเช่นเดียวกัน 

“เราต้องการพิสูจน์ให้คนเห็นว่า การทำเกษตรอินทรีย์นั้นทำได้จริง ขายได้จริง เกษตรกรบางคนกลัวว่าจะยุ่งยาก ขายสินค้าไม่ได้ราคา ก็เลยไม่มีใครสนใจทำเรื่องนี้ พวกเราเลยต้องลองพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นด้วยการกระทำครับ ลองปลูกเอง ลองเก็บเกี่ยวเอง ลองกินเอง ลองขายเอง” ท่านประธานยามาโมโต้แห่งร้านทาเนยะกล่าว

บริษัทขนมที่กู้เงินไปทำนา

นอกจากลองปลูกสมุนไพรเองแล้ว ทาเนยะร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชื่อดังอย่างมหาวิทยาลัยเกียวโตในการทำวิจัยเรื่องป่าไม้และธรรมชาติรอบๆ ทะเลสาบในเมืองอีกด้วย พวกเขาเชื่อว่า วัตถุดิบที่ดีมาจากดินดีและน้ำสะอาด ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ เกิดขึ้นมาจากป่าที่อุดมสมบูรณ์

ใน ค.ศ. 2008 รัฐบาลท้องถิ่นออกมาประกาศขายศูนย์ออกกำลังและโรงแรมที่สร้างแต่ขาดทุน คุณพ่อของท่านประธานยามาโมโต้จึงเข้าซื้อที่ดินแปลงใหญ่ขนาดสนามเบสบอลโคชิเอ็น 3 สนามแห่งนี้ไว้ สองพ่อลูกวางแผนกันว่า จะแปลงพื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่นาและผืนป่าธรรมชาติ 

ตอนที่พวกเขาไปขอกู้เงินจากธนาคาร นายธนาคารถึงกับถามว่า ทำไมร้านขนมเก่าแก่ถึงตัดสินใจทำนา ท่านประธานจึงอธิบายว่า หากไม่มีข้าว เราก็ไม่สามารถตีแป้งโมจิ ไม่สามารถทำไดฟุกุ เราจึงต้องการเรียนรู้ เข้าใจวิธีการปลูกข้าว และมุ่งสร้างผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรออกมาให้ได้ 

ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2015 ร้านทาเนยะเปิดสวนขนาดใหญ่ชื่อ La Collina ซึ่งแปลว่าเนินเขาในภาษาอิตาลี 

คอนเซปต์ของสถานที่แห่งนี้คือ ‘การเรียนรู้จากธรรมชาติ และอยู่ร่วมกับธรรมชาติ’

โจทย์ที่ทางร้านทาเนยะให้กับดีไซเนอร์ คือความเป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง ที่นี่ไม่ใช่ธีมปาร์กหรือสวนสาธารณะที่มีดอกไม้สวยงามไว้ถ่ายรูป แต่เป็นที่ที่ผู้คนมาสัมผัสธรรมชาติแบบแท้จริงได้

เมื่อมองไปรอบๆ La Collina เราจะเห็นทุ่งนาผืนใหญ่ มีด้านหลังเป็นผู้เขา ตรงกลางเป็นร้านขนมเล็กๆ ที่ทำหลังคาเป็นต้นหญ้า ดูกลมกลืนไปกับเนินเขาด้านหลัง

เทคนิคของ Taneya ร้านขนมที่ปรับรสชาติตลอด 148 ปี แต่ลูกค้าไม่เคยรู้สึกว่าเปลี่ยน
ร้านขายขนมอันกลมกลืน
ภาพ : taneya.jp/la_collina/blog/ 
เทคนิคของ Taneya ร้านขนมที่ปรับรสชาติตลอด 148 ปี แต่ลูกค้าไม่เคยรู้สึกว่าเปลี่ยน
ทุ่งหญ้า ทุ่งดอกไม้ ที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาลต่างๆ มาฤดูไหนก็สวย
ภาพ : taneya.jp/la_collina/blog/
เทคนิคของ Taneya ร้านขนมที่ปรับรสชาติตลอด 148 ปี แต่ลูกค้าไม่เคยรู้สึกว่าเปลี่ยน
อาคารที่ดูกลมกลืนกับธรรมชาติ ให้เด็กน้อยได้สนุกสนานกับการสังเกตและเรียนรู้
ภาพ : shiga.kyochika.com/entry/shiga-spot-lacollina/

ในบริเวณนี้มีพื้นที่ทำนา ศูนย์การเรียนรู้ด้านการเกษตร ร้านขายขนมและเครื่องดื่ม พร้อมของที่ระลึก

แขกที่มาสามารถแวะชิมขนมทั้งขนมญี่ปุ่นของร้านทาเนะยะ หรือขนมฝรั่งของร้าน Club Harie เมนูขึ้นชื่อ ได้แก่ เค้กบามคูเฮนที่อบสดๆ ขนมโดรายากิไส้ครีมสด ซอฟต์ครีม 

เทคนิคของ Taneya ร้านขนมที่ปรับรสชาติตลอด 148 ปี แต่ลูกค้าไม่เคยรู้สึกว่าเปลี่ยน
เทคนิคของ Taneya ร้านขนมที่ปรับรสชาติตลอด 148 ปี แต่ลูกค้าไม่เคยรู้สึกว่าเปลี่ยน
ภาพ : shiga.kyochika.com/entry/shiga-spot-lacollina/ 
เทคนิคของ Taneya ร้านขนมที่ปรับรสชาติตลอด 148 ปี แต่ลูกค้าไม่เคยรู้สึกว่าเปลี่ยน
ภาพ : tyairopanda.com

ท่านประธานยามาโมโต้เล่าว่า “พื้นที่ร้านค้ามีเล็กนิดเดียวครับ ส่วนใหญ่เป็นทุ่งนาทุ่งหญ้าหมด ถ้าเราทำร้านใหญ่กว่านี้ หรือดึงร้านอื่นมาที่นี่ คงทำเงินได้ดีกว่านี้แน่ แต่นั่นไม่ใช่จุดประสงค์ของเรา เราไม่ได้อยากขายสินค้าอะไรที่นี่ เราอยากให้ผู้คนได้รู้จักวิถีชีวิตแบบทาเนะยะ

“หากเราไล่ตามแต่กำไร ผมคิดว่าเราคงล้มละลายสักวันแน่ๆ ตระกูลผมสอนกันมาว่า มีสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการทำกำไร นั่นคือการคิดว่าจะทำอย่างไรให้คนรอบๆ ตัวมีความสุข แม้กำไรจะไม่ได้สูงมากนัก แต่เราเชื่อว่า เราจะอยู่ได้ยั่งยืนกว่าครับ”

ปีแรกที่สวน La Collina เปิดให้บริการ มีผู้มาเยี่ยมชม 1.5 ล้านคน ปีที่สอง 2 ล้านคน ปีที่สาม เพิ่มเป็น 3 ล้านคน กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมที่สุดในจังหวัดชิกะ 

ธรรมชาติ ความเรียบง่าย และขนมอร่อยๆ สักชิ้น อาจเป็นสิ่งที่คนยุคใหม่กำลังโหยหาอยู่ก็เป็นได้ 

พื้นที่แห่งนี้ไม่ได้สร้างมาเพื่อทำกำไร แต่ทำเพื่อส่งผืนดินธรรมชาติสู่คนรุ่นหลัง ท่านประธานยามาโมโต้มีความฝันว่า เขาอยากทำให้เมืองนี้เป็นเมืองแห่งออร์แกนิก นี่เป็นสิ่งที่ร้านขนมแห่งหนึ่งจะส่งสิ่งดีๆ นี้ให้คนรุ่นหลังถัดๆ ไปได้ ส่งต่อวัตถุดิบดีๆ ขนมดีๆ และธรรมชาติอันบริสุทธิ์

Lesson Learned

  1. ในช่วงแรกสุดของการทำธุรกิจ ร้านทาเนะยะมิได้กระโดดไปทำเกษตรกรรมเลย แต่พวกเขามุ่งทำขนมที่ดี มีคุณภาพ รักษารสชาติและคุณภาพให้สม่ำเสมอ
  2. เมื่อแบรนด์ติดตลาด ธุรกิจไปได้รอดแล้ว จึงนำเงินมาวิจัยด้านการเกษตรและรักษาสิ่งแวดล้อม 
  3. ลักษณะการทำเพื่อสังคมหรือช่วยธรรมชาติของทาเนะยะนั้น ไม่ได้ทำยิ่งใหญ่ตั้งแต่ปีแรกๆ ที่ทำธุรกิจ 
  4. รูปแบบที่ทำเป็นลักษณะสั่งสมองค์ความรู้ ได้แก่ การเรียนรู้วิถีเกษตรและทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัย
  5. เมื่อสั่งสมความรู้ได้พอเพียงก็เผยแผ่ให้ประชาชน 
  6. ทุกอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่เน้นที่การทำให้ทุกส่วน ทั้งหน่วยวิจัย แปลงเกษตร ร้านขนม เนินเขา อยู่ได้อย่างยั่งยืน ไม่หวือหวา ไม่สร้างกระแส แต่อยู่ได้จริง

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

6 มิถุนายน 2565
3.33 K

ใคร ๆ ก็มักเรียกบริษัทแห่งนี้ว่า เป็นบริษัทที่จำหน่ายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์ แต่พวกเขาไม่ค่อยพึงพอใจกับคำนี้สักเท่าไร พวกเขาไม่ชอบคำว่า ‘การขายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์’ หรือ ‘ธุรกิจขายแคตตาล็อก’ พวกเขานิยามตนเองว่าเป็นบริษัทที่ทำการตลาดทางตรง โดยมีความเชื่อว่า พวกเขาจะสร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน 

จุดเริ่มต้น 

บริษัท Felissimo ก่อตั้งเมื่อปี 1965 เป็นบริษัทที่นำสินค้าแปลกใหม่ หรือสินค้าครีเอทีฟมาขายในญี่ปุ่น 

เมื่อลูกชายคนโตเข้ามาบริหาร เขาเห็นโอกาสในการจำหน่ายสินค้าผ่านแคตตาล็อก ทางบริษัทเริ่มแจกแคตตาล็อกสินค้าฟรี ลูกค้าคนไหนสนใจก็โทรสั่งสินค้าได้ เมื่อบริษัทเริ่มเป็นที่รู้จัก ทางบริษัทจึงเริ่มเปลี่ยนมาจำหน่ายแคตตาล็อกสินค้านั้นตามร้านหนังสือแทน 

คำว่า ‘Felissimo’ มาจากคำว่า ‘Felicity’ ที่แปลว่า มีความสุขมาก แต่ดัดแปลงคำแบบภาษาอิตาลี เพิ่ม Simo เข้าไป โดยแฝงความหมายว่า ‘ความสุขที่ยิ่งใหญ่และยิ่งยวด’ 

ปรัชญาของบริษัท คือ สร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน

จุดเด่นประการหนึ่งของ Felissimo คือ การทำ Subscription Model กล่าวคือ หากผู้อ่านสนใจสินค้าซีรีส์ไหน ก็สมัครคอร์สต่อเนื่อง เช่น ซีรีส์ตะกร้าจัดบ้าน ซีรีส์กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง อย่างซีรีส์ถ้วยน้ำชาลายดอกไม้ อาจมีระยะเวลา 5 ครั้ง เดือนแรกอาจเป็นถ้วยลายดอกไม้สีแดงมาส่ง เดือนถัดไปเป็นลายสีเหลือง สีเขียว สีฟ้า ไล่ไปจนครบ 5 ครั้ง นั่นทำให้ลูกค้ารู้สึกตื่นเต้นว่า เดือนนี้ตนเองจะได้รับสินค้าลายอะไร สีไหน ดีไซน์แบบไหน ยิ่งสะสมครบ ก็ยิ่งจัดเป็นเซ็ตสวยงาม 

เมื่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซเริ่มเป็นที่นิยม Felissimo ก็หันมาจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ด้วยเช่นกัน 

เมื่อต้องทบทวนกลยุทธ์ใหม่

ในช่วงแรกของการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายสินค้าเก๋ ๆ ผ่านทางแคตตาล็อก ตลอดจนการให้ลูกค้าสมัครโปรแกรมซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง ทุกอย่างดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภค แต่เมื่อระยะเวลาผ่านมา 40 ปี มีคู่แข่งรายใหม่ ๆ เข้ามา ทั้งจากบริษัทญี่ปุ่นเองและบริษัทต่างประเทศ ยิ่งเมื่อผู้บริโภคค้นหาและซื้อสินค้าทางอีคอมเมิร์ซได้อย่างคล่องแคล่ว สินค้า Felissimo อาจไม่ได้ดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภคอีกต่อไป

สิ่งนี้สะท้อนในยอดขายของ Felissimo ที่ค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ยอดขายช่วงปี 2010 เหลือเพียงแค่ 2 ใน 3 ของยอดขายเมื่อ 5 ปีก่อนเท่านั้น

ทาง Felissimo ก็พยายามปรับบริการต่าง ๆ เช่น การเพิ่มสินค้าหมวด ‘Just One’ หรือซื้อเพียงแค่ครั้งเดียว แต่บริษัทก็พบว่า การทำเช่นนี้อาจไม่ได้ใช้จุดแข็งของบริษัทสักเท่าใด 

ทางออก คือ การตั้ง ‘ชมรม’

ในปี 2010 พนักงานกลุ่มหนึ่งคุยกันว่า อยากแก้ปัญหาแมวจรจัดที่โดนกำจัดทิ้ง เมื่อพูดคุยกัน ทุกคนก็รู้ว่า พวกเขารักแมวกันมาก ๆ พนักงานกลุ่มนี้จึงตั้ง ‘ชมรมแมว’ โดยร่วมกันคิดไอเดีย พัฒนาสินค้าสำหรับคนรักแมว เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งไปบริจาคมูลนิธิ จะได้ช่วยเหลือเหล่าแมวเหมียวได้ 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.projectdesign.jp

เมื่อคนรักแมว คิดสินค้าเพื่อคนรักแมวด้วยกัน สินค้าจึงออกมาชวนอมยิ้มมาก ไม่ว่าจะเป็นหมอนกอดแมว หมอนข้างที่วางบนตักแล้วทรงคล้ายแมวหนุนตัก หรือที่นอนแมวที่ทำเป็นรูปทาร์ตผลไม้ หากแมว (สีครีม) ไปนอน ก็จะดูเหมือนทาร์ตน่าทานไปโดยปริยาย (น่าร๊ากกก! เอาเงินดิฉันไป!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

สินค้าจากชมรมแมวขายดิบขายดีเป็นอย่างมาก ทุกเดือนแฟนคลับแมวแมวก็จะตั้งตารอว่า มีสินค้าเกี่ยวกับแมวอะไรออกมาอีกบ้าง 

บริษัทจึงเริ่มเห็นทางสว่างว่า แทนที่จะจำหน่ายสินค้าตามหมวดสินค้า เช่น หมวดแฟชั่น หมวดของแต่งบ้าน ลองทำสินค้าตาม ‘ความสนใจ’ ของคน

ทุกวันพุธช่วงเช้า พนักงาน Felissimo จะรวมตัวกัน และช่วยกันคิดว่า ‘พวกเขาเอง’ อยากทำสินค้าธีมไหน สนใจอะไร 

ในปีถัดมา ก็เกิด ‘ชมรมสาวรัก DIY’ สำหรับสาว ๆ ที่ชอบทำงานฝีมือหรือตกแต่งห้องเอง ปัจจุบัน Felissimo มีชมรมเกือบ 30 ชมรมในบริษัท เช่น ชมรมนกน้อย ชมรมเต่าและทะเล ชมรมเวทมนตร์ (มีจำหน่ายชุดแม่มดน่ารัก ๆ สร้อยคอนำโชค กระเป๋าเครื่องสำอางที่หน้าตาเหมือนหนังสือเวทมนตร์)

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

พนักงานจัดอีเวนต์ทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักสิ่งต่าง ๆ ในชมรมนั้น โดยที่ตัวพนักงานเองก็สนุก มีความสุข เพราะได้ทำในสิ่งที่ตนเองสนใจ และรู้เรื่องนั้น ๆ ดีอยู่แล้ว แถมได้ทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่มีเรื่องคุยกันถูกคอด้วย

สิ่งที่น่าสนใจ คือ เวลาตั้งชมรม พนักงานจะต้องตั้งเสาธง (Flag) หลักก่อน กล่าวคือ พวกเขาต้องการสร้างสังคมแบบไหน เช่น ชมรมแมว ต้องการสร้างสังคมที่มนุษย์กับแมวจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยมุ่งมั่นที่จะช่วยแมวที่อาจโดนกำจัดได้

นอกจากนี้ Felissimo กำหนดเงื่อนไข 3 ประการ คือ หนึ่ง สิ่งนั้นมีโอกาสพัฒนาเป็นธุรกิจได้ สอง มีความเป็นเอกลักษณ์ สาม เป็นประโยชน์แก่สังคม ถึงจะสร้างเป็นชมรมได้ (แค่ความชอบอย่างเดียวนั้นยังไม่พอ) 

เมื่อพนักงานได้ทำในสิ่งที่พวกเขารัก

มีพนักงานกลุ่มหนึ่ง ชอบไปดูละครเวที ดูคอนเสิร์ต ซึ่งหลายครั้ง ก็ต้องไปต่างจังหวัดไกล ๆ พวกเธอเคยใช้กระเป๋าลาก แต่ลากขึ้นลงรถไฟ ก็ไม่ค่อยสะดวกสักเท่าไร พวกเธอจึงออกแบบกระเป๋าขนาดมหึมา ที่สะพายหลังได้ ใส่รองเท้าอีก 1 คู่ ชุด เสื้อผ้า เครื่องแต่งหน้า แท่งไฟนีออนได้

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : style.nikkei.com

ส่วนชมรมมิวเซียม เป็นการรวมตัวของพนักงานที่ชอบไปชมงานนิทรรศการ ก็ออกแบบสินค้าสำหรับคนที่รักการไปมิวเซียม เช่น รองเท้าที่เหมาะกับการไปดูงานแกลเลอรี่ศิลปะ เดินนาน ๆ ก็ไม่เมื่อย ส้นรองเท้าเป็นยาง เดินแล้วเสียงไม่ดังรบกวนผู้อื่น ตัวสายรูปตัว T ที่ยึด ทำให้รองเท้าเกาะกับเท้าได้ง่าย ส้นสูงเพียง 3.5 เซนติเมตร ก็กำลังพอเหมาะกับการทำให้ขาดูยาว แต่ไม่เมื่อยเมื่อเดินนาน ๆ (อยากได้!!!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : note.com

ส่วนสินค้าที่มีประโยชน์เชิงอารมณ์ เช่น กระเป๋าเครื่องสำอางที่รูปทรงคล้ายพัดของเจ้าหญิงยุคเฮอัน

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
เจ้าหญิงยุคไหน ๆ ก็ต้องสวยงาม
ภาพ : note.com

สำหรับคนทั่วไป เมื่อเห็นสินค้าเหล่านี้แล้วอาจรู้สึกเฉย ๆ แต่สำหรับคนที่ชอบทำกิจกรรมนั้น ๆ หรือมีไลฟ์สไตล์ตรงกับสมาชิกชมรม ก็จะรู้สึกถูกใจ และค่อย ๆ เข้ามาอยู่ในวงของ Felissimo ในที่สุด

สินค้าที่คนอยากซื้ออย่างต่อเนื่อง

นอกจากสินค้าจากชมรมต่าง ๆ แล้ว Felissimo ยังคงรักษาเป้าหมายในการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เมื่อบริษัทมีจุดเริ่มต้นจาก Subscription Model ทำอย่างไรให้ลูกค้ารักและอยากซื้อสินค้าจาก Felissimo อย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่บริษัทคิดเสมอในการพัฒนาสินค้า ตลอดจนแบรนด์ใหม่ ๆ 

ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์​ You + More ซึ่งหากออกเสียงไว ๆ ก็จะกลายเป็นคำว่า ‘Humour’ นั่นเอง 

คอนเซ็ปต์แบรนด์ คือ สร้างรอยยิ้มและความสนุกสนานให้กับชีวิตประจำวันที่ผู้คนคุ้นชิน

ยกตัวอย่างเช่น หมอนข้างหัวไชเท้าน้อย เวลาโอบกอด จะเหมือนอุ้มเด็ก แต่หน้าตาเป็นหัวไชเท้า น่ารักน่าเอ็นดู

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หรือร่มเทมปุระ ที่ปลอกเป็นเปลือกกุ้งทอด ส่วนตัวร่ม เป็นลายกุ้ง ด้ามจับ ก็ทำเป็นหางกุ้ง (ฮ่า ๆ ๆ) 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ภาพ : www.felissimo.co.jp

เป็นแบรนด์ที่ชวนอมยิ้มสมชื่อ 🙂 

ส่วนอีกแบรนด์ ชื่อ 1/d (อ่านว่า Once a day) คอนเซปต์ คือ ‘The housekeeping brand that makes daily living easy.’ ทำให้การทำความสะอาดบ้านเป็นเรื่องง่าย ทำพื้นที่ให้สะอาด แทนที่จะเก็บกวาดเมื่อสกปรก 

แบรนด์นี้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เช่น สเปรย์ทำความสะอาดห้องน้ำ สบู่ขัดอ่างล้างจาน แปรงล้างขวด ผ้าขนหนูแห้งไว เป็นตัวช่วยที่จะทำให้บ้านสะอาดอย่างง่ายดาย และที่สำคัญ บรรจุภัณฑ์ดูเรียบง่าย ไม่กินที่ ยิ่งใช้เป็นเซ็ต ก็จะยิ่งดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้บ้านดูเป็นระเบียบ เพียงแค่จากการวางขวดเท่านั้น 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สเปรย์ทำความสะอาด
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สบู่ขัดอ่างล้างจาน 
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
แปรงอเนกประสงค์
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ผ้าขนหนูแห้งไว
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ถุงมือแอลกอฮอล์
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หากมองชีวิตประจำวันของเรา 

ในการดำเนินธุรกิจ อาจมีช่วงเวลาที่ธุรกิจไปได้ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป โมเดลความสำเร็จนั้น อาจไม่เหมาะกับบริบทในยุคใหม่ 

Felissimo ได้ลองผิดลองถูก จนพบว่า สิ่งที่พวกเขาปรับเปลี่ยนได้ คือ การออกสินค้าแนวใหม่ ที่ตอบโจทย์ชีวิตและไลฟ์สไตล์ผู้คนในยุคสมัยปัจจุบันยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน พวกเขายังคงมุ่งมั่นในการสร้างแฟนคลับ ทำให้ลูกค้าชื่นชอบและผูกพันกับ Felissimo ซึ่งแนวคิดนี้ สะท้อนในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างชมรม ตลอดจนการคิดสินค้าที่ผู้บริโภคอยากกลับมาซื้อบ่อย ๆ อย่างน้ำยาทำความสะอาดนั่นเอง

ค้นหาให้เจอว่า อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจควรรักษา อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลง 

“ผมคิดว่า หลักคิดแบบ Economy of Scale หมดยุคสมัยไปแล้ว สิ่งที่สำคัญในอนาคต คือ เศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ เราจะสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างไร นั่นต่างหาก เป็นสิ่งสำคัญต่อการอยู่รอดของธุรกิจ”คาซึฮิโกะ ยาซากิ ประธานรุ่นที่ 3 

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load