ในคลาสสุดท้ายของคอร์สริเน็น ดิฉันให้ผู้อบรมทุกคนออกมาเล่าริเน็น (ปรัชญา ความเชื่อของตน) บางท่านก็เลือกเล่าจากชีวิตตนเองก่อน บางท่านก็เล่าความเชื่อที่นำไปสู่ธุรกิจในปัจจุบัน

บางท่านก็เล่าตรงๆ ว่า เดิมทำธุรกิจเพื่อเงิน แต่พอประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ จนมาค่อยๆ ตกตะกอนว่า ธุรกิจตนเองสามารถช่วยพนักงาน ช่วยลูกค้าได้ 

ในคืนนั้น มีอยู่ 2 ท่าน ที่พูดประโยคเดียวกัน คือ “ไม่เคยคิดจะทำธุรกิจเลย”

ท่านหนึ่งมีปัญหาเรื่องผิวหน้าที่แพ้ง่าย เลยทำสกินแคร์จากวัตถุดิบที่ดี อีกท่านเป็นทันตแพทย์ที่ดูแลฟัน และเริ่มทำยาสีฟันสำหรับเด็ก เพื่อให้เด็กๆ แปรงฟันได้ดีขึ้น

เรื่องราวของทั้งคู่ชวนให้ดิฉันนึกถึงอดีตซาลารี่แมนคนหนึ่งที่ลาออกไปเรียนแพทย์ และกลับมาเปิดคลินิกของตนเอง

อะไรคือแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจของเขา

อดีตมนุษย์เงินเดือนที่ขายไม่ค่อยออก

ทาคาฟุมิ โอบายาชิ (Takafumi Obayashi) จบจากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตเกียว มหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศ เขาได้เข้าทำงานที่บริษัท Recruit ซึ่งเป็นบริษัทอันดับหนึ่งด้าน HR

หน้าที่ของเขาคือการขายโฆษณาลงเว็บ

เมื่อทำงานไปได้ปีกว่าๆ โอบายาชิก็ได้รับฉายาว่า ‘เซลล์ที่นัดลูกค้าได้ แต่ขายไม่ได้’ เขาชวนลูกค้าพูดคุยได้อย่างสนุกสนาน นั่งฟังเรื่องราวของลูกค้าได้เป็นวันๆ แต่ก็ปิดการขายไม่ได้

รุ่นน้องที่ทำโปรเจกต์เดียวกับโอบายาชิมีสภาพจิตใจไม่ค่อยแข็งแรงนัก ในฐานะหัวหน้า เขาจึงพารุ่นน้องไปพบแพทย์ประจำบริษัท โอบายาชิคาดหวังว่า คุณหมอที่บริษัทจะมีคำแนะนำดีๆ หรืออย่างน้อย รับฟังปัญหาของรุ่นน้องคนนี้บ้าง แต่หมอก็ซักถามรุ่นน้องเพียงเล็กน้อย และบอกว่า “เหนื่อยแย่เลยเนอะ พักงานหน่อยไหม” ทั้งหมดเสร็จสิ้นภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่นาที

กฎหมายญี่ปุ่นมีข้อบังคับว่า บริษัทที่มีพนักงานเกิน 50 คน ต้องมีแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ (Occupational Physician) หรือแพทย์เฉพาะทางที่มีความเชี่ยวชาญในการดูแลสุขภาพของคนทำงาน คุณหมอมีหน้าที่ดูแลสุขภาพทั้งกายและใจให้กับพนักงาน

แต่ในโลกของความเป็นจริง คุณหมอที่โอบายาชิพบ มาตรวจคนไข้เหมือนเป็นงานอดิเรก ไม่ได้สนใจประวัติคนไข้ หรือชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ป่วยมากนัก

โอบายาชิรู้สึกผิดหวังมาก แต่ขณะเดียวกัน คุณหมอท่านนั้นก็ทำให้โอบายาชิรู้ว่า โลกนี้มีอาชีพที่นั่งฟังเรื่องราวของคนอื่นได้ตลอด จุดแข็งในการเป็นนักฟังของเขาน่าจะได้ใช้งานเต็มที่แน่ การที่เขาเป็นมนุษย์เงินเดือน จะทำให้ยิ่งเข้าใจคนไข้ได้ง่ายกว่าคุณหมอที่เรียนจบแล้วมาตรวจคนไข้เป็นแน่

เมื่อคิดเช่นนี้ได้แล้ว โอบายาชิก็ยื่นซองลาออกจากบริษัท Recruit ในวัย 30 ปี หลังจากทำงานบริษัทได้ 5 ปี 

สาขาวิชาที่แทบไม่มีใครอยากเลือกเรียน

ตอนลาออก โอบายาชิคิดว่าตนเองต้องไปสอบเข้าคณะแพทย์ใหม่อีกครั้ง และเขาก็มุ่งมั่นเตรียมทำเช่นนั้นด้วย แต่โชคดีที่มีมหาวิทยาลัยการแพทย์แห่งหนึ่ง เปิดรับคนที่ต้องการเปลี่ยนสายงาน และข้ามการเรียนวิชาพื้นฐานในปี 1 และ 2 ได้ โอบายาชิจึงเลือกสอบเข้ามหาวิทยาลัยนั้น และเริ่มเรียนแพทย์ตั้งแต่ชั้นปี 3 เป็นต้นมา

Vision Partner คลินิกดูแลสุขภาพกายและใจคนทำงานโดยอดีตเซลส์แมนที่ขายของไม่ค่อยได้, ปรัชญาการทำธุรกิจแบบริเน็น
ภาพ : overs.zigexn.co.jp/people

เขามุ่งมั่นที่จะเป็นแพทย์ด้านอาชีวเวชศาสตร์แต่แรก แต่เมื่อบอกอาจารย์หรือคนรอบๆ ก็มีคนบอกแต่ว่า “สาขานี้สบายดีเนอะ” ไม่ค่อยมีใครสนใจไปเป็นแพทย์ประจำบริษัทสักเท่าไร แพทย์ด้านศัลยกรรม ด้านสมอง หรือด้านประสาทวิทยาดูเท่ และน่าจะสร้างรายได้มากกว่ากันนี่นา

แพทย์ที่จะเชื่อมระหว่างบริษัทกับพนักงาน

ฝั่งแพทย์เอง ไม่มีใครอยากทำงานบริษัท ส่วนฝั่งบริษัทเองก็ไม่ค่อยให้ความสนใจเรื่องแพทย์เท่าไร แต่ยอมมี เพียงเพราะกฎหมายบังคับ

แต่โอบายาชิกลับเห็นศักยภาพอันยิ่งใหญ่ของวิชาชีพนี้

หากหมอช่วยเหลือผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าหรืออยู่ในภาวะวิตกกังวลได้ ก็ย่อมทำให้บริษัทเติบโตได้ ยิ่งพนักงานแข็งแรง บริษัทก็จะยิ่งเติบโต

เมื่อโอบายาชิทำงานแพทย์จนขึ้นปีที่ 10 เขาก็ตัดสินใจเปิดคลินิกของตนเอง เพื่อช่วยเหลือคนทำงาน โดยตั้งชื่อว่า Vision Partner

Vision Partner คลินิกดูแลสุขภาพกายและใจคนทำงานโดยอดีตเซลส์แมนที่ขายของไม่ค่อยได้, ปรัชญาการทำธุรกิจแบบริเน็น
ภาพ : vision-partner.jp

สาเหตุที่เขาเลือกใช้คำว่า Vision เนื่องจากบางครั้ง คนเราก็มีช่วงที่ไม่รู้จะก้าวเดินต่อไปอย่างไร หรือมองไม่เห็นศักยภาพของตนเอง คลินิกแห่งนี้จะมอบ Vision ของทุกคน โดยเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่เคียงข้างวิถีการใช้ชีวิต ปลดปล่อยศักยภาพของพวกเขาให้เบ่งบาน และเป็นพาร์ตเนอร์ที่ดีที่สุดสำหรับคนไข้ทุกคน

คลิกนิกแห่งนี้ให้คำปรึกษาด้านจิตใจ เช่น บางคนเครียดจนไม่กล้าไปทำงาน บางคนอารมณ์รุนแรงกว่าปกติ จะมีคุณหมอโอบายาชิและจิตแพทย์ท่านอื่นๆ ให้คำปรึกษา

นอกจากนี้ ยังมีบริการให้ความช่วยเหลือด้านอาชีพการงานอีกด้วย ใครที่แพทย์เห็นว่าไม่ควรต้องทำงานที่เดิมต่อ ก็จะมีระบบช่วยเหลือด้านการย้ายงาน

วันเปิดคลินิก

สิ่งที่ทำให้ดิฉันแปลกใจ คือวันที่คุณหมอเลือกเปิดคลินิก

คลินิก Vision Partner เปิดให้บริการวันที่ 7 พฤษภาคม ค.ศ.​ 2020 เป็นช่วงที่ COVID-19 กำลังระบาดหนักในญี่ปุ่นทีเดียว

คุณหมอและพาร์ตเนอร์เคยคิดที่จะเลื่อนวันเปิดให้บริการเหมือนกัน แต่เมื่อพวกเขากลับไปทบทวนสาเหตุที่พวกตนตั้งใจเปิดคลินิก พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะลุยต่อไป

Vision Partner คลินิกดูแลสุขภาพกายและใจคนทำงานโดยอดีตเซลส์แมนที่ขายของไม่ค่อยได้, ปรัชญาการทำธุรกิจแบบริเน็น
ภาพ : vision-partner.jp

ความตั้งใจในการเปิดคลินิกคือการทุ่มเทช่วยเหลือคนทำงาน

แม้คลินิกต้องจำกัดการรับคนไข้ หรือคนอาจยังไม่กล้าออกจากบ้านเท่าไร แต่หมอโอบายาชิก็ตัดสินใจเปิดคลินิก เนื่องจากช่วง COVID-19 และหลังจากนี้ จะเป็นช่วงที่คนมีโอกาสที่จะรู้สึกเครียด ซึมเศร้าได้มาก เขาจึงต้องการเป็น พาร์ตเนอร์ที่ช่วยคนเหล่านี้

ความฝันของคุณหมอ

ปัจจุบัน คุณหมอประจำอยู่ทั้งที่โรงพยาบาล คลินิก และบริษัท

การเปิดคลินิกเป็นของตนเอง ตลอดจนการให้สัมภาษณ์สื่อต่างๆ นั้น ทำไปเพื่อให้คนรู้จักแพทย์ด้านอาชีวเวชศาสตร์ ตลอดจนทำให้วงการแพทย์เองยอมรับแพทย์ด้านนี้ยิ่งขึ้น

คุณหมอมุ่งมั่นที่จะเพิ่มจำนวนแพทย์ด้านอาชีวเวชศาสตร์ที่มีความปรารถนาดีให้มีมากขึ้นในสังคมญี่ปุ่น ขณะเดียวกัน ต้องการทำให้บริษัทที่กฎหมายไม่ได้บังคับให้มีแพทย์ประจำได้เห็นความสำคัญของแพทย์เหล่านี้ ที่สามารถช่วยเหลือพนักงานของพวกเขาและเปิดใจรับแพทย์ด้านนี้ยิ่งขึ้น

หากเริ่มทำธุรกิจโดยหวังกำไร คลินิกดังเช่น Vision Partner คงไม่เกิดขึ้น

แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนวิธีคิดของผู้คน คุณหมอจึงตัดสินใจเปิดคลินิก ซึ่งจะทำให้เกิดการจ้างแพทย์ฝีมือดีเข้ามา ทำให้คนไข้และบริษัทได้เห็นผลลัพธ์ที่ดี

การเปิดคลินิกในช่วง COVID-19 นี้ อาจเป็นก้าวเล็กๆ ที่ก้าวออกไปลำบากมาก แต่ด้วย Vision ที่งดงาม และความมุ่งมั่นที่จะปฏิวัติทัศนคติของผู้คนต่ออาชีพตน คุณหมอโอบายาชิก็ค่อยๆ ก้าวเดินต่อไป

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

ในญี่ปุ่น มีบริษัทที่อายุยืนเกิน 100 ปีกว่า 20,000 บริษัท ที่น่าตกใจคือ กว่าร้อยละ 98 เป็นธุรกิจครอบครัว อาจจะเป็นร้านมิโสะเก่าแก่ ร้านชาขึ้นชื่อ หรือร้านขนมญี่ปุ่นที่คนนิยมซื้อไปฝากเป็นของฝากติดไม้ติดมือกัน 

ครั้งนี้ ดิฉันมีธุรกิจครอบครัวญี่ปุ่นรายหนึ่งที่อายุยืน 100 ปีพอดี และมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ในตลาดซอสโอโคโนมิยากิ (พิซซ่าญี่ปุ่น) รวมถึงมีผลิตภัณฑ์จำหน่ายในไทยด้วย นั่นคือ บริษัท โอตาฟุกุโฮลดิ้งส์ 

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200
โอโคโนมิยากิ

กลุ่มผู้บริหารบริษัทนี้มองการณ์ไกลไปอีก 100 ปีข้างหน้า จะทำอย่างไรให้บริษัทอยู่ไปได้ถึง 200 ปี จากนั้นก็ตัดสินใจเริ่มทำธรรมนูญครอบครัว  

เชิญติดตามอ่านการบริหารครอบครัวและการบริหารธุรกิจฉบับบริษัทซอส 100 ปีได้ ณ บัดนี้

บริษัทที่ไม่โฆษณาเลย

โอตาฟุกุก่อตั้งขึ้นในปี 1922 โดยเริ่มจากการจำหน่ายซีอิ๊วและเหล้าสาเกในเมืองฮิโรชิม่า ทางร้านมีซีอิ๊วสูตรต่าง ๆ ที่นำเสนอแตกต่างตามความชอบของลูกค้า จากนั้นก็เริ่มผันตัวมาเป็นผู้ผลิตน้ำส้มสายชู

ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มมีกระแสการรับประทานอาหารตะวันตก กอปรกับเมืองฮิโรชิม่าขึ้นชื่อด้านอาหารโอโคโนมิยากิ ตอนนั้นซอสที่ทายังเป็นซอสเหลวใส ทางบริษัทจึงพยายามคิดสูตรซอสที่เข้ากับแป้ง กะหล่ำ หมูในโอโคโนมิยากิยิ่งขึ้นไปอีก และกลายเป็นเจ้าแรกที่ผลิตซอสข้น รสกลมกล่อม เป็นเจ้าแรกในญี่ปุ่น

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200

โอตาฟุกุ ไม่ใช้สื่อโฆษณาหลักเลย แต่เน้นไปที่การสร้างแฟนคลับและการบอกปากต่อปาก โดยการออกบูทตามซูเปอร์มาร์เก็ต หรือนำเสนอร้านโอโคโนมิยากิต่าง ๆ ให้ลองใช้ ทางบริษัทให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับลูกค้าโดยตรงมากกว่า เมื่อสินค้าดี รสชาติโดนใจ ลูกค้าก็จะชี้ชวนกันให้ซื้อซอสโอตาฟุกุเอง 

แม้ธุรกิจจะดำเนินมา 100 ปี ปัจจุบัน โอตาฟุกุก็ยังพัฒนาสินค้าใหม่เสมอ โดยมีสินค้ากว่า 2,336 อย่างแล้ว (สินค้าใหม่ออกเฉลี่ยปีละประมาณ 100 กว่าชนิด) เช่น แป้งสำหรับทำชิจิมิ (พิซซ่าเกาหลี) ซอสโอโคโนมิยากิสำหรับเด็กหย่านม (ส่วนผสมปลอดภัยและรสชาติไม่จัดเกินไป) 

การบริหารแบบญี่ปุ่น

ผู้บริหารบริษัทโอตาฟุกุกล่าวอย่างชัดเจนว่า บริษัทตนดำเนินการบริหารแบบญี่ปุ่น 

“บริษัทเราเป็นผู้ผลิต สิ่งสำคัญของบริษัทผู้ผลิตอย่างเรา คือคนครับ สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้พนักงานทำงานกับเรานาน ๆ และทำให้พวกเขายิ่งเก่งขึ้น” ชิเกขิ ซาซากิ ท่านประธานรุ่นที่ 6 กล่าว 

การที่พนักงานทำงานกับบริษัทนาน ๆ ข้อดีคือไม่ต้องสื่อสารกันมาก ทำงานรู้ใจกัน ไม่ต้องเสียเวลาอบรมพนักงานใหม่ แต่ข้อเสียที่มักเกิดขึ้นกับองค์กรทั่วไป คือพนักงานอาจขาดความกระตือรือร้น ทำงานไปเรื่อย ๆ 

ทางผู้บริหารไม่เห็นด้วยกับแนวทางการพยายามสร้างผลงานหรือสร้างการแข่งขันให้เกิดขึ้นในองค์กร สิ่งที่โอตาฟุกุพยายามสร้าง คือทำให้พนักงานเห็นคุณค่าของตนเอง เห็นคุณค่าของงาน และมีใจเอื้อเฟื้อแก่ผู้อื่น 

โอตาฟุกุ จึงมักพาพนักงานไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่แตกต่างไปจากชีวิตการทำงานเดิม ๆ เช่น ไปอบรมนอกสถานที่ ไปเที่ยวสถานที่ทางประวัติศาสตร์ แล้วร่วมแลกเปลี่ยนความคิดและความประทับใจกัน 

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200

นอกจากนี้ โอตาฟุกุ ยังมีกิจกรรมสำคัญกิจกรรมหนึ่ง คือกิจกรรมแบ่งปัน Mission เป็นการให้พนักงานต่างแผนก ต่างโปรเจกต์ มานั่งพูดคุยกันถึงปรัชญาและพันธกิจของบริษัท เพื่อให้พนักงานเข้าใจถึงความสำคัญของบริษัท รวมถึงคุณค่าของงานที่ตนทำ

กิจกรรมนี้จะจัดขึ้นที่อาคารพิเศษชื่อ ‘เซรินคัง’​ ซึ่งห่างจากออฟฟิศ บริเวณห้องโถงตรงกลางมีโต๊ะเรียงยาว ตรงกลางเป็นพื้นที่เตาเล็ก ๆ เสียบปลาหรือเนื้อย่างได้ ให้บรรยากาศล้อมวงทานข้าวกัน 

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200
Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200

บรรยากาศเช่นนี้ทำให้พนักงานเปิดใจกันคุยเรื่อง Mission องค์กร และจดจำได้ง่ายขึ้น 

นอกจากนี้ บริษัทยังสนับสนุนให้พนักงานสอบ ‘วุฒิโอโคโนมิยากิ’ โดยพนักงานจะได้เรียนเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานในการทำโอโคโนมิยากิ ประเภทของโอโคโนมิยากิ ตลอดจนวิธีการบริหารร้าน ที่สำคัญ มีการตั้งแผนกที่รับผิดชอบเรื่องการกระตุ้นให้พนักงานสอบวุฒิโดยเฉพาะ ชื่อแผนก ‘โอโคโนมิยากิ’ 

วุฒินี้มี 3 ระดับ ตั้งแต่ระดับ Instructor, Coordinator จนถึง Meister (อย่างเช่น ระดับกลาง ระดับ Coordinator จะต้องทำโอโคโนมิยากิ 3 จานพร้อมกันได้) 

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200

ปัจจุบัน พนักงานบริษัทโอตาฟุกุกว่าร้อยละ 70 มีวุฒิการทำโอโคโนมิยากินี้ 

ธรรมนูญครอบครัว

กิจการโอตาฟุกุ ดำเนินมาอย่างราบรื่นตลอด จน ชิเกขิ ซาซากิ ท่านประธานรุ่นที่ 6 ได้เข้าฟังสัมมนาการบริหารธุรกิจครอบครัว 

ข้อดีของธุรกิจครอบครัว คือการตัดสินใจที่ฉับไวและปรับตนเองให้เข้ากับยุคสมัยได้อย่างรวดเร็ว แต่ข้อเสียคือหากวางโครงสร้างองค์กรไม่ดี พนักงานในบริษัทอาจขาดแรงจูงใจในการทำงานได้ เพราะคิดว่าไม่ว่าตนจะมีความสามารถอย่างไร ก็คงสู้ทายาทในตระกูลในการดำรงตำแหน่งประธานบริษัทหรือผู้บริหารระดับสูงไม่ได้

ชิเกขิเริ่มสนใจแนวคิดการสร้างธรรมนูญครอบครัว และเชิญผู้เชี่ยวชาญมาที่บริษัทเดือนละครั้ง ครั้งละครึ่งวัน แต่ละครั้ง สมาชิกครอบครัวซาซากิที่บริหารจะร่วมกันหารือและตกลงประเด็นต่าง ๆ แน่นอนว่าเกิดการถกเถียงในรายละเอียดปลีกย่อยตลอดทุกครั้ง 

“ตอนแรกทุกคนในบ้านถามผมว่า ทำไมต้องทำล่ะ ทำไมต้องสร้างกฎในตระกูล พวกเรารักกันดี กิจการก็ไปได้ดี แต่ผมก็พยายามอธิบายและชี้ให้เห็นว่า ควรกันก่อนแก้ ควรวางรากฐานก่อนจะเกิดปัญหา เช่น ตอนเปลี่ยนผู้บริหารหรือการสืบทอดกิจการ” 

ตระกูลซาซากิเริ่มคุยเรื่องธรรมนูญครอบครัวเมื่อปี 2013 และทำเสร็จในปี 2015 ใช้เวลา 2 ปีเต็มในการหารือรายละเอียดต่าง ๆ 

ตัวอย่างธรรมนูญครอบครัว มีตั้งแต่เรื่องกิจกรรมในตระกูลที่จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ของสมาชิก เช่น จัดงานเลี้ยงทานข้าวหรือสัมมนาเพื่อการเรียนรู้ปีละ 4 ครั้ง ช่วงเทศกาลโอบ้ง การไปเที่ยวพร้อมหน้าพร้อมตา 3 วัน 2 คืน จัดการแข่งขันตีกอล์ฟ 

นอกจากนี้ ยังระบุวิธีแบ่งหุ้น ค่าตอบแทน ตลอดจนวิธีเลือกผู้สืบทอดกิจการด้วย 

ตระกูลซาซากิมีทั้งหมด 8 ครอบครัว มีการกำหนดกฎขึ้นมาว่า ทุกครอบครัวส่งตัวแทนมาบริหารบริษัทได้เพียงครอบครัวละ 1 คนเท่านั้น และยังมีกฎโหดว่า หากใครถือหุ้น ต้องเป็นพนักงานบริษัทด้วย ไม่มีการให้ถือหุ้นและรับเงินปันผลเฉย ๆ ผู้ถือหุ้นจากตระกูลต้องเข้ามาทำงานในบริษัท เป็นการป้องกันบางครอบครัวที่อยากขายหุ้นส่วนของตนเองออกไป 

ในธรรมนูญครอบครัวยังกำหนดจำนวนกรรมการบริหารว่า ห้ามมีคนจากตระกูลซาซากิเกินครึ่ง เพื่อให้เกิดความหลากหลายและมีการบริหารอย่างเหมาะสม กฎอีกข้อคือ คนในครอบครัวทำงานได้ถึงอายุ 65 ปี จากนั้นถึงค่อยเป็นที่ปรึกษา 

ส่วนเงินเดือนแยกเป็น 2 ส่วน คือ เงินเดือนพื้นฐานที่ทุกคนไม่ว่าตำแหน่งใดก็ได้เท่ากัน กับเงินประจำตำแหน่ง ซึ่งสัดส่วนเป็นไปตามตำแหน่งและเนื้องาน 

หากมีสิ่งใดที่ต้องตกลงกันในตระกูล ห้ามใช้เสียงข้างมากตัดสิน ต้องหารือกันจนทุกคนเห็นด้วยทั้งหมด 

ท่านประธานชิเกขิยังมองการณ์ไกล จัดตั้งนิติบุคคลเพื่อเข้ามาดูแลตระกูล หน้าที่คืออบรมและเผยแพร่ปรัชญาบริษัท ตลอดจนประวัติศาสตร์ให้แก่คนในตระกูล อบรมทายาทผู้สืบทอด รวมถึงการบริหารทรัพย์สินของตระกูล 

“ธุรกิจครอบครัวมักมีความสัมพันธ์ที่ดีกับท้องถิ่น บางทีพนักงานอาจจะไม่เข้าใจว่า ทำไมเราต้องบริจาคเงินเพื่อช่วยวัดหรือศาลเจ้ามากขนาดนั้น ซึ่งตรงนี้ นิติบุคคลของตระกูลจะเข้ามาช่วยรับบทบาทในการสานความสัมพันธ์กับท้องถิ่นแทน” 

เห็นได้ว่าธรรมนูญครอบครัวฉบับนี้ช่วยรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัว ขณะเดียวกันก็พยายามลดข้อขัดแย้งหรือข้อกังขาจากฝั่งพนักงานบริษัท อีกทั้งป้องกันมิให้คนในตระกูลบริหารตามอำเภอใจเพียงอย่างเดียว 

การสืบทอดประธาน

สำหรับบริษัทโอตาฟุกุ สิ่งสำคัญอีกประการ คือการกำหนดผู้สืบทอดกิจการ 

ทางตระกูลมีเกณฑ์พิจารณาดังต่อไปนี้ 

หนึ่ง บุคคลนั้น ๆ ได้ริเริ่มทำอะไรบ้าง 

สอง บุคคลนั้น ๆ ได้เปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

สาม บุคคลนั้น ๆ ได้ทำให้ใครเติบโตหรือสอนงานใครอย่างไรบ้าง 

แม้ว่าประธานคนปัจจุบัน (รุ่นที่ 8) ยังเป็นคนในตระกูลอยู่ แต่ในอนาคต ทางกรรมการก็จะพิจารณาคนนอกตระกูลให้ขึ้นเป็นประธานบริหารด้วย โดยยึดถือตามเกณฑ์ 3 ข้อข้างต้น

หากมองเผิน ๆ สิ่งที่ประธานบริษัทโอตาฟุกุทำ อาจเป็นการลดผลตอบแทนหรืออำนาจของคนในตระกูล ไม่ว่าจะเป็นการจำกัด 1 ครอบครัว 1 ตัวแทนบริหาร หรือการบังคับให้ผู้ถือหุ้นต้องเป็นพนักงานบริษัทด้วย 

“ผมขึ้นมาเป็นประธานตอนอายุ 46 ปี และผมคิดไว้ตั้งแต่ตอนนั้นว่า จะดำรงตำแหน่งนี้เพียงแค่ 10 ปีเท่านั้น เหตุผลประการแรก คือ พ่อผมเสียตอนอายุ 55 ปี ผมคิดว่าผมอาจจะมีโอกาสจากโลกนี้ไปในวัยเดียวกันก็ได้ นั่นคืออีก 10 ปีข้างหน้า เหตุผลข้อสอง คือ ประธานบริษัทเป็นตำแหน่งที่ไม่มีการย้ายไปทำงานแผนกอื่นหรือเมืองอื่น อยู่สภาพเดิมตลอด ผมเกรงว่าผมจะไม่มีแรงบันดาลใจในการริเริ่มทำอะไรใหม่ ๆ ครับ” 

หากเหลือเวลาแค่ 10 ปี ในฐานะผู้นำองค์กร ตนเองจะทำอะไรบ้าง…

คำถามนี้ทำให้ ชิเกขิ ซาซากิ ตัดสินใจเริ่มทำธรรมนูญครอบครัว มุ่งมั่นปลูกฝังแนวคิดและปรัชญาดี ๆ ให้กับคนในครอบครัวและพนักงานบริษัท ตลอดจนทุ่มเทวางรากฐานโครงสร้างองค์กรให้เป็นระบบ ซึ่งนั่นทำให้เขาพาธุรกิจครอบครัวไปสู่ความมั่นคงยิ่งขึ้น เป็นมืออาชีพมากขึ้น และพร้อมจะก้าวเข้าสู่การเป็นบริษัท 200 ปี

ภาพ : www.otafuku.co.jp

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load