เพียงช่วงข้ามคืน ชื่อของ คิทตี้-ชิชา อมาตยกุล ก็ถูกพูดถึงไปทั่วโลกออนไลน์

หลายคนอาจจะรู้จักเธอจากบท ‘แนนโน๊ะ’ ใน เด็กใหม่ THE SERIES GIRL FROM NO WHERE ภาพยนตร์ชุดพล็อตเรื่องอินเตอร์ ว่าด้วยนักเรียนหญิงบุคลิกแปลกประหลาดที่ย้ายโรงเรียนทุกครั้งหลังจากฝากบทเรียนสำคัญให้เพื่อนร่วมชั้น ครูพละ และคนที่มีส่วนให้โลกนี้พิกลพิการ

หลายคนอาจรู้จักเธออยู่แล้วจากผลงานในวงการบันเทิง ซิตคอม ละครค่ำ ภาพยนตร์ แคตวอล์ก ตามหน้านิตยสาร หรือแม้แต่เพลงป๊อปของกลุ่มเด็กสาวเนื้อหาฟังสบาย

‘คิทตี้ ชิชา’ ไม่ใช่เด็กสาวหน้าใหม่ในวงการบันเทิงบ้านเรา อย่างที่เราเคยเข้าใจ

ข้อมูลในโลกออนไลน์เปิดเผยข้อมูลการศึกษา ผลงาน และเรื่องราวส่วนตัวของเธอ มากเกินกว่าที่เราร้องขอ และด้วยหน้าที่การงานของเรา เราไม่อาจปักใจเชื่อข้อมูลนั้นจนกว่าจะพูดคุยตัวเป็นๆ กับเธอ

‘แนนโน๊ะ’ พิธีล้างบาปของ คิทตี้-ชิชา อมาตยกุล

ระหว่างสนทนา เราพบความเกี่ยวข้องกันอย่างบังเอิญระหว่าง ‘คิทตี้’ และ ‘แนนโน๊ะ’

สถานภาพ ‘เด็กใหม่’ ของ ‘คิทตี้’ ที่ย้ายจากโรงเรียนอินเตอร์มาเรียนโรงเรียนไทย การเป็นเด็กใหม่ในค่ายเพลงวัยรุ่นชื่อดัง น้องใหม่ในกองถ่ายหนัง การย้ายจากโรงเรียนคนทำงานเบื้องหน้าไปเป็นคนทำงานเบื้องหลัง 

‘คิทตี้’ และ ‘แนนโน๊ะ’ หลงใหลการสังเกตความเป็นไปของคนและสิ่งรอบตัว

และการมีอำนาจในมือคอยควบคุมความเป็นไปของโลก เหมือนที่ ‘แนนโน๊ะ’ เป็นลูกสาวซาตาน ขณะที่ ‘คิทตี้’ เป็นนักเขียนบทภาพยนตร์อิสระที่มีอำนาจชี้ขาดตัวละครที่เธอสร้าง 

นอกจากวิธีคิดและวิธีทำงานของ ‘คิทตี้’ ในบทบาท ‘แนนโน๊ะ’ เราชวนเธอคุยเรื่องชีวิตอีกด้านหนึ่ง ชีวิตในโรงเรียนจริงและโรงเรียนชีวิต

ก่อนเริ่มต้นบทสนทนามีข้อมูลเกี่ยวกับคิทตี้ที่คุณต้องรู้ก่อน 2 ข้อ

ข้อแรก คิทตี้เป็นชื่อเล่นที่พ่อแม่ตั้งให้  

ข้อสอง อย่าถามอายุจริงของคิทตี้ ให้เกียรติชุดนักเรียนทั้ง 11 ชุด (จาก 13 โรงเรียน) ของเธอด้วยค่ะ

‘แนนโน๊ะ’ พิธีล้างบาปของ คิทตี้-ชิชา อมาตยกุล

ย้อนกลับไปสมัยเรียน คุณเป็นเด็กนักเรียนแบบไหน

เป็นเด็กดื้อเงียบ ไม่ชอบถักเปียมาโรงเรียน ชอบเดินเหยียบส้นรองเท้า ครูเห็นก็ไม่ชอบเท่าไหร่ มีวันหนึ่งครูโยนรองเท้าเราจากชั้นสี่ลงไปในถังขยะ ซึ่งแม่นมาก เราก็แสบ วิ่งลงไปเก็บให้เขาเห็น ใส่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น วันต่อมาครูโยนทิ้งเหมือนเดิม คราวนี้ราดน้ำตามลงไปด้วย ทำให้ต้องเดินกลับบ้านทั้งถุงเท้า เจอใครทุกคนก็ถาม แต่เราก็เล่าได้ไม่เต็มปาก

จากที่เคยมั่นใจว่าเราไม่ผิด ก็เริ่มรู้สึกผิดนิดๆ เมื่อต้องเล่าให้ทุกคนฟังว่า ‘ที่ไม่มีรองเท้าใส่เป็นเพราะคิทตี้ใส่รองเท้าเหยียบส้นค่ะ ครูเลยเอารองเท้าไปทิ้ง’

นิสัยแบบเด็กผู้ชายเลย

ใช่ๆ ส่วนหนึ่งเพราะเรามีพี่น้องและญาติๆ เป็นผู้ชายเกือบทั้งหมด แล้วเราเรียนอินเตอร์มาก่อน เราเคยชินกับการใส่อะไรไปโรงเรียนก็ได้ ไม่มีใครบังคับว่าเป็นผู้หญิงต้องใส่กระโปรง อีกเรื่องคือ สมัยเรียนติดเกมมาก ติดถึงขั้นหลับในห้องเรียน แต่ก็เรียนรู้ว่าถ้าจะหลับในห้อง คืนก่อนนั้นเราต้องมีคำตอบทุกอย่างในสมุดการบ้าน เผื่อฉุกเฉินโดนปลุกขึ้นมาจะได้ตอบครูได้

การเป็นเด็กอินเตอร์ที่ย้ายมาเป็นเด็กใหม่ในระบบโรงเรียนไทย เจออะไรบ้าง

แรกๆ ยังตื่นเต้นอยู่ ครูถามอะไรเราก็อยากยกมือขึ้นตอบ จนเริ่มรู้สึกได้ว่าเพื่อนในห้องเริ่มส่งพลังเกลียดชังมา สงสัยว่าเราเป็นอะไร ทำไมต้องตอบครูตลอดเวลา หลังๆ จึงเรียนรู้ว่าอยู่นิ่งๆ ไม่ตอบคำถามก็ได้ เดี๋ยวกริ่งก็ดังแล้ว ต่อให้ขัดกับตัวตนที่เคยเป็น แต่เรารู้ว่าเราเปลี่ยนใครหรือเปลี่ยนทั้งระบบไม่ได้ ถ้าเราจะอยู่ที่นี่เราก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับที่นี่

อะไรคือข้อดีของการปรับตัวเมื่อเราเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม

ข้อดีคือ เราเรียนรู้ที่จะปรับตัวในช่วงเวลาที่เรายังเด็กมากๆ ทำให้เข้าใจว่าในชีวิตข้างหน้าเราจะต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงอีกนับครั้งไม่ถ้วน และเพื่อให้เราอยู่รอดในสังคมที่เปลี่ยนไป เราคงต้องปรับเปลี่ยนบางอย่างให้เข้ากับคนและสิ่งแวดล้อมนั้น

คิทตี้ได้เรียนรู้อะไรจากการเรียนที่โรงเรียนจิตรลดาบ้าง

ไม่ว่าคุณจะเป็นใครมาจากไหน ในโรงเรียนนี้คุณทุกคนมีค่าเท่ากันหมด คนที่โรงเรียนมีตั้งแต่ลูกหลานของข้าราชการระดับสูง นักการเมือง นักการทูต นักธุรกิจ อาจารย์และพนักงานในโรงเรียน ทุกคนใส่ชุดนักเรียน ใช้กระเป๋า รองเท้า และทำผมแบบเดียว ตอนอยู่ชั้นประถมมีระเบียบเปิดกระเป๋าสตางค์ ห้ามไม่ให้นักเรียนพกเงินเกิน 60 บาทด้วย สิ่งนี้ก็ทำให้เราไม่เป็นคนตัดสินหรือให้ค่าคนจากองค์ประกอบภายนอก

สิ่งที่ประทับใจคือ โรงเรียนเราเล็กมากๆ เพื่อนนักเรียนทั้งชั้นมีกันอยู่ 100 คน แม้เรียนจบและแยกย้ายกันไปพวกเราก็ยังติดต่อกันอยู่เสมอ อย่างช่วงนี้ที่มีโปรโมตละคร เด็กใหม่ คิทเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องพูดเรื่องสมัยเรียน ซึ่งเราเป็นห่วงว่าสิ่งที่เราพูดไปอาจจะกระทบจิตใจเพื่อนบางคนที่เคยแกล้งกัน ล้อเล่นกัน จนเขาอาจจะคิดมากว่าตัวเองเป็นสาเหตุที่ทำให้ชีวิตวัยเรียนของใครมีปัญหา นั่นคือสิ่งที่เพื่อนในรุ่นเป็นห่วงกันและกัน

ที่ผ่านมาคือบรรยากาศของการเป็น ‘เด็กใหม่’ ในชีวิตคนอื่น แล้วกับคนใหม่ๆ ที่เข้ามาในชีวิตเรา คุณมีวิธีรับมือยังไง

ไม่ค่อยมีคนใหม่ๆ เข้ามาในชีวิตเรานะ ส่วนมากคิทเป็นคนชอบอยู่ในมุมมืดๆ มากกว่าการเป็นศูนย์กลางความสนใจของใคร เราชอบนั่งอยู่ห่างๆ แต่คอยมอง คอยสังเกต

อะไรคือสิ่งที่คุณเลือกมอง เลือกสังเกต

จริงๆ นอกจากการแสดง อาชีพหลักของเราคือ คนเขียนบทและที่ปรึกษาบทภาพยนตร​์ เราสนใจเรื่องคนในมุมที่เหมือนกับพระจันทร์ นั่นคือ คุณจะเห็นคนคนหนึ่งเพียงแค่ด้านใดด้านหนึ่งของเขา เราไม่มีทางที่จะเห็นทุกด้านพร้อมกันหมด

เราชอบไปนั่งที่ J Avanue ทองหล่อ 15 ตอนดึกๆ ซึ่งฝั่งตรงข้ามคือร้านรวงที่คนมาเที่ยว เรารู้สึกว่าเจ๋งดีเหมือนกัน เพราะเพียงเดินข้ามไปอีกฝั่งของถนน เราจะเจอกับคนแต่งตัวสวยงามมาเที่ยวสังสรรค์กับเพื่อน ขณะที่มองดูฝั่งทางนี้ เราเห็นคนเมาอ้วกแตก คนทะเลาะกับแฟน ไม่เหลือความสวยงามที่แสดงออกตอนแรก ทุกคนแค่เป็นตัวเอง ไม่เก๊ก ไม่มีเกราะกำบัง

สายตาช่างคิดช่างสังเกตของคุณมันเริ่มมาจากไหนและตั้งแต่เมื่อไหร่

เป็นนิสัยที่เป็นมานานแล้ว เริ่มจากเราเล่นเป็นเกมฆ่าเวลา จำไม่ได้ว่าเล่นครั้งแรกกับใคร

ลักษณะคือเป็นเกมแต่งเรื่องให้กับคนที่เราบังเอิญเจอ เช่น นั่งอยู่บนรถไฟฟ้ามองเห็นคนคนหนึ่ง ดูจากเวลาที่เขาใช้ในการเดินทางเขาน่าจะมีอาชีพฟรีแลนซ์ ดูจากการแต่งตัวและสัมภาระที่ไม่มากมาย เขาน่าจะไม่ใช่ช่างภาพ แต่เป็นศิลปินที่ทำงานวาดรูปอยู่ในสตูดิโอของตัวเอง เป็นต้น ความสนุกมันเริ่มจากตอนนั้น

มีครั้งไหนบ้างที่การสังเกตความเป็นไปรอบตัวมีผลกระทบต่อชีวิตเรา

หลายครั้งเลย คนเราชอบคิดว่าชีวิตของตัวเองแย่ที่สุด แต่มันไม่จริงหรอก ชีวิตของทุกคนมันก็แย่เหมือนกันหมดแหละ ทุกคนมีความทุกข์ในแบบของตัวเองทั้งนั้น

ความเข้าใจเรื่องความทุกข์ยากของคนนี่มาจากประสบการณ์ตรงหรือมาจากไหน

เราชอบอ่านหนังสือและดูหนัง เลยทำให้ความคิดเราแก่แดด

ชอบที่สุดคือเรื่อง Requiem for a Dream (2000) ของ Darren Aronofsky ผู้กำกับ Black Swan หนังเรื่องนี้ทำให้คิทกลัวและไม่กล้าลองยาเสพติดทุกชนิด เชื่อมั้ยว่ามีคนบอกว่าบ้าหรือเปล่า หรือมองมันเป็นเหตุผลโง่ๆ แต่สำหรับเราที่ดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรกเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว ดูแล้วกลัวมาก เพราะผลลัพธ์ของมันร้ายแรง แม่เข้าโรงพยาบาลบ้า ลูกชายโดนตัดแขน ลูกสาวต้องไปขายตัวแลกยา วิธีการเล่าของหนังเรื่องนี้ไม่ได้มาถึงแล้วบอกว่ายาเสพติดเป็นสิ่งไม่ดีนะจ๊ะ แต่หนังพาเราไปเห็นข้อดีงามของสิ่งเหล่านี้ แล้วอยู่ดีๆ ก็ทิ้งดิ่งลงมาเหมือนเล่นรถไฟเหาะ จำได้เลยว่าตอนที่ดูจบเรายังรู้สึกว่า ‘จริงหรอวะ พูดเป็นเล่นน่า’

ก่อนหน้าที่จะมาเจอกับคุณ เราไปพบกับคุณเจ๋อ ภาวิต จาก GMM Grammy และคุณเล็ก ดมิสาฐ์ แห่ง SOUR Bangkok คุยเรื่องวิธีคิดเบื้องหลัง เด็กใหม่ และการคัดเลือกนักแสดงที่คุณสร้างการจดจำด้วยการร้องเพลงขณะที่แสดงบทถูกข่มขืนเพื่อกระตุ้นให้ตัวละครถูกฆ่า ถามตรงๆ ได้ไหมว่าตอนนั้นคิดอะไรอยู่ถึงแสดงออกมาแบบนั้น

เราเห็นบทแล้วอยากเล่นมาก ในชีวิตไม่เคยอยากได้บทไหนเท่านี้มาก่อน และก็คิดว่าถ้าเราทำเหมือนคนอื่นเราจะไม่มีทางได้บทนี้แน่ๆ เราเป็นคนชอบแหกคอก ก็เลยคิดว่ามันต้องมีช่องว่างสิ

เริ่มจากถามทีมที่ทำ Casting ว่าอะไรคือสิ่งที่เขาอยากได้ คำตอบคือ เราต้องทำยังไงก็ได้ให้ผู้ชายในบทนั้นอยากฆ่าเรา แล้วนึกย้อนถึงหนังหรือการ์ตูนที่เคยดู ก็พบว่าตัวละครแบบนี้ไม่ได้ถูกฆ่าโดยบังเอิญ แต่ตั้งใจทำให้ถูกฆ่าแน่ๆ และจากสถานการณ์นี้เราทำอะไรได้บ้าง ทางเลือกปกติคือ นิ่ง ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นคนที่กระทำเราคงสบายใจดี ไม่ได้รู้สึกอยากฆ่า เราจึงเลือกอีกทาง นั่นคือ ร้องเพลง London Bridge Is Falling Down ออกมา จังหวะนี้นักแสดงผู้ช่วยที่แสดงฉากนี้ด้วยกันก็ตกใจ สาปแช่งออกมาว่า ‘ร้องเพลงทำไมวะ’

คุณใช้วิธีคิดนี้กับฉากอื่นๆ ด้วยมั้ย

เพราะชีวิตคนเราไม่ได้แสดงออกอย่างตรงไปตรงมา เช่น คนเราบอกว่าไม่อยากคุย แต่จริงๆ อยากคุย เราจึงพยายามเข้าใจว่าตัวละครต้องการอะไร หรือกำลังคิดอะไรอยู่

แพสชันในการทำงานเรื่อง เด็กใหม่ ของคุณมาจากไหน

มาจากการที่คิทรู้ตัวเองว่าเรามีโอกาสต่ำเตี้ยเรี่ยดินมากที่จะได้รับบทนี้ เพราะช่วงปีที่ผ่านมามีข่าวไม่ดีเกี่ยวกับเราเยอะ เรารู้ว่าหากทีมงานต้องเลือกใครสักคนมารับบทนำ เราคงไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีเท่าไหร่ เพราะภาพลักษณ์เรา แค่เห็นคนก็เกลียดแล้ว

ทีมคัดเลือกนักแสดงถามเราว่า ‘เราเป็นคนยังไงกันแน่ ทำงานด้วยยากมั้ย’ วันนั้นรู้สึกว่าไม่ได้แน่ๆ ต่อให้เรื่องที่เขาได้ยินมาไม่ใช่เรื่องจริงเลย แต่คนก็จดจำเราในภาพนั้นไปแล้ว เราจึงอธิบายเท่าที่เราทำได้ และผลก็ออกมาว่าเราได้รับโอกาส มันน่าเหลือเชื่อมาก เพราะเราไม่ได้มาจาก 0 แต่เรามาจากติดลบ วินาทีนั้นเรารู้ตัวเลยว่าเราต้องทำให้ดีที่สุด ให้สมกับที่ทีมงานทุกคนตกลงปลงใจเลือกเรา เป็นสัญญาใจที่เราต้องยอมรับและแบกไว้ตลอด 9 เดือนที่ทำงานนี้ แนนโน๊ะไม่ใช่เราคนเดียว แต่คือทีมงานทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่

แนนโน๊ะเรียกร้องให้คิทตี้ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

เรื่องแรก ด้วยความเหนือจริงของแนนโน๊ะ บวกกับตารางถ่ายที่โหดมาก มีถ่ายทุกสัปดาห์ และระหว่างถ่ายก็มีฟิตติ้งและเวิร์กช็อปไปด้วย ทำงานไม่มีวันหยุดเลย ทำงานเสร็จตี 3 นอนอีกวัน มะรืนตื่นมาไปฟิตติ้ง ขณะที่ทุกคนแสดงจบในตอน เราต้องไปต่อให้ครบ 13 ตอน

เรื่องที่สอง มีเวิร์กช็อปที่เราต้องปรับร่างกายจากการตีความแนนโน๊ะว่า ถ้าสิ่งมีชีวิตนี้ไม่กิน ไม่นอน ไม่ต้องการอะไรเลยในชีวิต สิ่งมีชีวิตนี้จะเคลื่อนที่ยังไง ซึ่งไม่ใช่การเคลื่อนที่อย่างซอมบี้แน่ๆ เพราะแนนโน๊ะมีความเกลียดชังเป็นแรงจูงใจ

ยังไง?

ทางพี่เล็ก ดมิสาฐ์ และทีม SOUR Bangkok ซึ่งเป็นครีเอทีฟของ เด็กใหม่ ค่อนข้างละเอียด จึงเป็นหน้าที่ของ ครูบิว (อรพรรณ อาจสมรรถ) กับ ครูโน่ (กรินทร์ ใบไพศาล) จาก Bew’s Act Things มาช่วยปรับเรื่องการแสดงให้ โดยเฉพาะปรับเรื่องของร่างกาย ทำยังไงให้คุ้นเคยกับการเคลื่อนไหวอีกแบบ อย่างตัวแนนโน๊ะจะกะพริบตาน้อย มีวิธีใช้สายตาเหมือนงู คือมองแล้วนะ แต่ก็เหมือนมองให้ลึกลงไปอีก ไม่ว่าเราจะยิ้มหรือจะทำอะไร ตาแนนโน๊ะจะเหมือนงู ต่อให้ยิ้มตาก็ยังมองแข็งอยู่

สรุปแล้วแนนโน๊ะคืออะไรกันแน่

ในช่วงที่เวิร์กช็อปมีการตีความร่วมกันหลายฝ่ายว่า ‘แนนโน๊ะ’ เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่แก่ แต่ก็ไม่เด็ก ไม่มีใครรู้ว่ามาจากไหน อาจจะนั่งอยู่ในห้องสีดำมืด มีหน้าที่สังเกตความเป็นไปของมนุษย์ วันดีคืนดีก็ขอพ่อผู้เป็นซาตานลงมาเล่นกับมนุษย์ ไม่ได้มีความไร้เดียงสา เพราะเห็นความเป็นไปของมนุษย์จนชิน เห็นการข่มขืนมาล้านๆ ครั้ง เห็นการฆ่าแกงกัน เห็นว่ามนุษย์เราไม่ได้เปลี่ยนไปเลย ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่จะตั้งคำถามว่า ‘ทำไมใจร้ายกันจังวะ’

ติดคาแรกเตอร์มาใช้ในชีวิตจริงด้วยแน่ๆ เลยใช่ไหม

ใช่ๆ ตั้งแต่เล่นเรื่องนี้ ใครเจอเราก็จะทักว่าเหมือนเรามากับมวลมืดบางอย่าง

สำหรับคุณการแสดงมีความหมายยังไง

คิทมองว่างานแสดงเป็นงานพาร์ตไทม์ แต่ไม่ได้แปลว่าเราจะทำมันไม่เต็มที่นะ งานแสดงไม่ใช่งานตามสั่ง แต่คืองานที่ใช้ความรู้สึกใส่ลงไป ถ้าเราไม่อยากทำจริงๆ คนดูเขาก็ดูออกนะ เราจึงเลือกเล่นเฉพาะบทที่เรารู้สึกกับมันจริงๆ

อาชีพนักแสดงเป็นหนึ่งในไม่กี่อาชีพในโลกที่อนุญาตให้เราได้ลองเป็นคนอื่น โดยที่ไม่ต้องพยายามโกหกเพื่อจะเป็นใคร เราแค่แสดงออกมา และซึมซับช่วงเวลานั้นไว้ วันนี้เป็นคุณหนู พรุ่งนี้เป็นคนจน มะรืนเป็นคนติดยา อีกวันเป็นคนพิการ หลายครั้งทำให้เรากลับมามองชีวิตตัวเอง

มีบทบาทแบบไหนที่อยากลองเล่นอีกบ้าง

อยากเล่นเป็นคนพิการ เรามักจะประทับใจการแสดงของนักแสดงฮอลลีวูดเวลาเขารับบทผู้พิการ อย่างเรื่อง Don’t Breathe (2016) ที่ Stephen Lang เล่นเป็นคนตาบอด คนที่มองไม่เห็น สัมผัสที่มือเขาต้องดีมากขนาดไหนเขาจึงจะเคลื่อนที่ได้อย่างนั้น สงสัยมาตลอดเลยว่าเขาเล่นได้ยังไง เพราะมากกว่าการทำความเข้าใจตัวละคร นี่คือเป็นบทที่ใช้ร่างกายทั้งเรื่อง

อีกบทบาทคือ บทของคนที่มีตัวตนอยู่จริงๆ ในการแสดงมีกฎว่าห้ามลอกเลียน ห้ามทำตาม แต่ถ้าโจทย์ของบทบาทแบบนี้ คุณต้องแสดงให้เหมือนที่สุด เช่น หนังเรื่อง Rush (2013) ที่ Chris Hemsworth แสดงเป็น James Hunt นักแข่งรถได้เหมือนมาก หรือเรื่อง The Disaster Artist (2017) ที่ James Franco เล่น เขาขึ้นเฟรมช็อตต่อช็อตเลยว่าเล่นเหมือนขนาดไหน น่าสนใจมาก เพราะใช้ทักษะการแสดงคนละแบบเลย

คุณเริ่มรู้ตัวเมื่อไหร่ว่าหลงใหลทั้งงานเบื้องหน้าและเบื้องหลัง

ช่วงที่ไม่ได้เป็นนักร้องแล้ว บังเอิญมีโอกาสไปฝึกงานกองถ่ายหนัง แล้วเราเป็นคนชอบดูหนัง ชอบดูเบื้องหลังของหนังใหญ่ๆ พอได้มาเห็นบรรยากาศจริง เห็นคนทำงาน เห็นนักแสดง เราชอบความรู้สึกนี้ อย่างปีที่แล้วไปช่วย พี่ต้อม (ยุทธเลิศ สิปปภาค) ทำ บุปผาอาริกาโตะ สนุกดี ได้ขับรถรับส่งนักแสดงจากสนามบินไปกองถ่ายที่ญี่ปุ่น (เพิ่มเติม: งานคิทตี้ในหนังเรื่อง บุปผาอาริกาโตะ คือ Assistant Production Manager)

กับงานเขียนบทภาพยนตร์ คุณต้องทำอะไรบ้าง

ช่วงที่ไม่ได้แสดงหนังและละคร เราทำงานเกี่ยวกับบทหนัง งานส่วนแรกคือเป็นที่ปรึกษา (Script Consultant) หน้าที่คืออ่านบทหนังของคนอื่นแล้วเขียนให้ความเห็น ประเมินภาพรวมของหนังว่าตรงกับกลุ่มเป้าหมายมั้ย ซึ่งเป็นงานแรกของเราในสายนี้ ตอนนั้นทำให้กับเรื่อง ตุ๊กแกรักแป้งมาก ตอนที่เห็นชื่อขึ้นใน End Credit แล้วน้ำตาไหลเลย ภูมิใจมากที่ได้เป็นส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งในการสร้างหนังเรื่องหนึ่งขึ้นมา

งานส่วนที่สองคือ ครีเอทีฟ คิด Big Idea ทำทรีตเมนต์หรือบทหนังคร่าวๆ โดยยังไม่ลงรายละเอียดบทสนทนาหรือสถานที่ ส่วนที่สามคือ เขียนบทหนังเต็มๆ เรื่อง ซึ่งตอนนี้กำลังทำบทหนังให้กับทาง Transformation Films อยู่

หนังที่กำกับและเขียนบทโดยคิทตี้จะออกมาหน้าตาเป็นยังไง

เราค่อนข้างได้อิทธิพลจากงานของ Sofia Coppola มาก โดยเฉพาะเรื่อง Lost in Translation (2003) และ The Virgin Suicides (1999) ชอบทั้งในด้านความรู้สึกและมุมมองความเป็นผู้หญิง เหมือนที่หลายคนรู้โซเฟียมีความเฟมินิสม์เยอะมาก สอดแทรกลงไปในงานชัดเจน และต้องการจะสื่อว่าผู้หญิงก็มีความรักได้ เพียงแต่ฉันเป็นเจ้าของความรู้สึกนั้น ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงความรู้สึกฉัน เราว่าเท่มากเลยนะ

ถ้าได้ลองทำหนังของตัวเองสักเรื่องเราคงทำหนังอารมณ์ The Virgin Suicides เราสังเกตว่าปีที่ผ่านมามีผู้หญิงเป็นโรคซึมเศร้าเยอะมากขึ้น อาจจะฟังดูรุนแรง แต่เราก็แอบเห็นด้วยว่า คนเราอาจจะเลือกเกิดไม่ได้ แต่อย่างน้อยเราก็น่าจะเลือกตอนจบของชีวิตเราเองได้ เช่น วันที่ป่วยหนักๆ ไม่รู้ว่าจะไปจากโลกนี้เมื่อไหร่ แต่ถ้าเราเลือกวันสุดท้ายของเราเองได้ ก่อนถึงวันนั้นเราจะออกไปเจอกับทุกคนที่รัก ปรับความเข้าใจกัน มันก็คงเป็นการบอกลาที่สวยงามนะ คิทก็ไม่แน่ใจหรอกแค่รู้สึกแบบนี้

ได้ยินว่าคุณชอบ Lost in Translation ของ Sofia Coppola มากถึงขั้นไปพักโรงแรมเดียวกันที่ญี่ปุ่น

ตอนนั้นเราอีเมลไปที่ Park Hyatt Tokyo ว่าอยากได้ห้องพักที่สการ์เล็ตต์ โจแฮนสัน พักในเรื่อง Lost in Translation เขาก็บอกว่าห้องที่ใช้ถ่ายจริงเป็นห้องที่สร้างขึ้นมา และมีการรีโนเวตไปหลายรอบแล้ว แต่ในโรงแรมมีห้องที่คล้ายกันมาก เห็นวิวเดียวกันกับฉากในเรื่องอยู่ ไปถึงเราก็พยายามตั้งกล้องถ่ายตัวเองนั่งริมหน้าต่าง

มะรืนจะเดินทางไปญี่ปุ่นอีกรอบ เป็นทริปโตเกียว 4 วัน 3 คืน ตั๋วบวกที่พักราคา 10,000 บาท เห็นราคาแล้วใจสั่น ไม่ไปไม่ได้แล้ว

คุณมักจะทำอะไรเมื่อต้องออกเดินทาง

กับเรื่องเที่ยวเราเป็นนักวางแผนจริงจังมากๆ จริงจังเหมือนบริษัททัวร์ (คิทตี้กำลังเปิดภาพพรีเซนเทชันสำหรับทริปอิตาลีให้เราดู) เราเป็นคนนิสัยเหมือนเด็กผู้ชายเล่นเกม ชอบวางแผน ชอบคำนวณว่าแต่ละวันจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ที่ทำการบ้านหนักเพราะอยากรู้สึกปลอดภัย ไม่อยากพลาดสิ่งที่ตั้งใจจะทำ ปีที่แล้วไปชายฝั่งอามาลฟี (Amalfi Coast) ที่อิตาลี เป็นครั้งแรกที่เจอแดดร้อนแต่น้ำเย็นเจี๊ยบ ชอบความรู้สึกนี้มาก

ทุกครั้งที่เดินทางเราจะเขียนโปสการ์ดส่งกลับมาหาตัวเอง เป็นนิสัยที่แม่ปลูกฝังเรามาตั้งแต่เด็กๆ เพราะท่านเดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศอยู่ตลอด กลับมาบ้านเจอหน้ากันแป๊บเดียวก็ต้องออกไปทำงานแล้ว ไม่ได้มีเวลานั่งเล่าให้ฟัง จึงใช้วิธีเขียนโปสการ์ดส่งกลับมาเล่าเรื่องแทน

โปสการ์ดจากแม่เต็มไปด้วยเรื่องราวเสมอ หลายครั้งข้อความจากโปสการ์ดก็ทำให้ของฝากจากที่ต่างๆ มีความหมายขึ้นมา เช่น โปสการ์ดจากบังกลาเทศ เป็นรูปนักเรียนยากจนกำลังเรียนหนังสือ ในโปสการ์ดแม่เขียนเล่าว่าจะซื้อดินสอฝีมือเด็กๆ ที่นี่ไปฝากเรา ก่อนจะลงท้ายว่า ในชีวิตนี้พ่อแม่ไม่มีอะไรจะให้นอกจากความรู้

รู้ตัวมั้ยว่าชีวิตคุณลึกลับพอๆ กับแนนโน๊ะเลย

เหตุผลที่เรารักความเป็นส่วนตัว เพราะเรารู้ตัวว่าถ้าเป็นตัวอย่างที่ดีไม่ได้ เราก็ไม่ขอเป็นเลยละกัน หมายความว่าเราอาจจะโพสต์รูปทั่วๆ ไปในโซเชียล แต่เราจะเขียนบรรยายความรู้สึกที่มีต่อทุกสิ่งรอบตัว เช่น ‘รถคันหน้าเป็นอะไร ทำไมไม่ขยับเสียที’ ที่ผ่านมาเราไม่ได้แสดงความเกี้ยวกราดลงในโซเชียลเท่าไหร่ แต่ต่อให้มีเราก็ลบมันไม่ทันหรอก

ในทางกลับกัน เรากลับเห็นถ้อยคำที่เกรี้ยวกราดใส่คุณเต็มโลกออนไลน์ไปหมด

เรานั่งอยู่ตรงนี้ เราไม่มีทางรู้ว่าใครพูดถึงเรายังไงบ้าง แต่รู้ว่ามันต้องเยอะมาก ขนาดที่ว่าถ้าทุก 1 คำเท่ากับแผล 1 แผล ตอนนี้คงไม่เหลือที่แล้ว มันเยอะมากเลยนะ อยู่ดีๆ ก็มีเรื่องเราในกระทู้พันทิป แต่ไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย เขาพูดเหมือนรู้จักเรา เหมือนสนิทกับเรา เคยคิดว่าถ้าเราไม่จิตแข็งประมาณหนึ่งเราคงช็อกตายไปแล้ว เราควรจะทำยังไงกับตัวเองที่อยู่ดีๆ ก็โดนคนทั้งประเทศด่าแรงๆ บางคนไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์การกระทำ แต่ด่าที่เราหูกาง บอกให้เอาหูไปเก็บ

ณ เวลานั้นที่เราถูกต่อว่า ถ้าเขาแสดงความคิดเห็นว่าสิ่งที่เราทำไม่เหมาะสม น่าเกลียด เราก็ยอมรับว่าสิ่งที่ทำมันเลวร้าย เข้าใจได้ แต่การถูกพูดถึงว่า ‘หูกาง’ ‘ฉีดคางมา’ ‘ไม่ต้องมาทำข่าวคนอย่างนี้หรอก’ บ้างก็ว่า ‘แรด’ บางทีเราก็ไม่เข้าใจว่ามันไม่ใช่เรื่องเดียวกัน มันมารวมกันได้ไง

เคยคิดจะออกมาโต้แย้งหรืออธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นมั้ย

ก่อนหน้านั้นเราเคยคิดอยากจะพูดอะไรเหมือนกัน แต่เรียนรู้ว่าแก้ตัวไปก็โดนด่าอยู่ดี อยู่นิ่งๆ ดีกว่า ถ้าเวลาจะทำให้คนเห็นใจเราขึ้นมา ก็ต้องให้เวลามาทำงาน

‘แนนโน๊ะ’ พิธีล้างบาปของ คิทตี้-ชิชา อมาตยกุล
คิทตี้-ชิชา อมาตยกุล : บทสนทนาว่าด้วยเรื่องความเกรี้ยวกราด แอปเปิ้ลอาบยาพิษ อาชีพนักเขียนบทภาพยนตร์เต็มเวลา และ Sofia Coppola

เหมือนแนนโน๊ะกำลังพาคุณมาล้างบาปหรือเปล่า

ใช่ เวลาผ่านไปมีคนกลับมาชื่นชมเรา ซึ่งเราไม่ได้ลืมนะว่าเราเคยทำผิดอะไรไว้

ถ้าถามว่าเราคิดยังไงกับเรื่องในวันนั้น เราจะไม่ตอบว่า ช่วยไม่ได้ ตอนนี้ดังแล้ว นั่นจะไม่ใช่คำตอบของเรา เพียงแต่เรารู้สึกเราขอโทษที่วันนั้นเราวู่วามเกินไป เราจะฝืนความเป็นตัวเองมั้ย คงไม่ แต่จะหาทางแก้ปัญหาที่ดีกว่านั้น เราคงบอกพี่ๆ นักข่าวว่าหนูไม่ได้เตรียมใจมาตอบคำถามที่งานนี้ หนูจึงให้สัมภาษณ์ไม่ได้จริงๆ เราจะไม่เดินออกไปจากวงแบบที่ทำในวันนั้น

ในซีรีส์ เด็กใหม่ แนนโน๊ะเป็นลูกสาวซาตานที่มาจัดการเปลี่ยนบางอย่างโลกมนุษย์ ชีวิตจริงคิทตี้มีอะไรอยากเปลี่ยนมั้ย

อยากเปลี่ยนให้ทุกคนมีจิตสำนึกขึ้น ทั้งเรื่องการเคารพตัวเองและเคารพคนอื่น คิทมองว่าสมัยนี้คนเราเคารพกันและกันน้อยลง หลายครั้งเราแสดงความคิดเห็น เราสบถด่า กันง่ายเหลือเกิน เราสาปแช่งคนอื่นกันบ่อยขึ้น เราไม่แคร์ความรู้สึก เราคิดว่ามันเป็นแค่ตัวหนังสือ มันน่าเศร้านะ คุณไม่รู้หรอกว่าวันนั้นเขาเจออะไรมา

อะไรคือสิ่งที่แนนโน๊ะฝากคุณมาบอกทุกคน

แนนโน๊ะเหมือนคนที่ยื่นแอปเปิ้ลอาบยาพิษให้ แล้วทำให้เห็นว่าคนที่อ่อนแอที่สุด เขาไม่ได้อ่อนแอเพราะอยากอ่อนแอ แต่เขาแค่ไม่เคยได้พลังอำนาจมา และถ้าเขาได้อำนาจนั้นมา เขาอาจจะเป็นคนที่เลวกว่าคนที่มีพลังอำนาจนั้นอยู่แล้วเสียอีก

การที่เราเป็นคนที่ดี ไม่ใช่การกระทำเพียง 1 – 2 วัน แต่มันใช้เวลาทั้งชีวิตที่เราจะไม่เลือกเดินทางผิด เราต้องพิสูจน์ไปเรื่อยๆ เป็นคนดีมาตลอด ทำผิดครั้งเดียวทำไมคนต้องรุมด่าเรา แนนโน๊ะกำลังจะบอกว่า ถ้าคุณจะเป็นคนดี คุณต้องเป็นคนดีไปให้ได้ตลอดทั้งชีวิต

คิทตี้-ชิชา อมาตยกุล : บทสนทนาว่าด้วยเรื่องความเกรี้ยวกราด แอปเปิ้ลอาบยาพิษ อาชีพนักเขียนบทภาพยนตร์เต็มเวลา และ Sofia Coppola

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

2 กุมภาพันธ์ 2566
5 K

สวัสดีเดือนกุมภาพันธ์ 

หากใครกำลังมีความรักที่ผลิบานก็ยินดีด้วย แต่หากใครรักไปแล้วหัวใจต้องแตกทุกครั้งก็ขอชวนมาเข้าแก๊ง 

วันนี้เรานัดกันที่ร้านดังย่านเมืองเอก เพื่อพูดคุยกับ ‘เรนิษรา เจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด ท่ามกลางตารางทัวร์คอนเสิร์ตที่แน่นยาวไปจนถึงมีนาคม 

ไม่ต้องรอให้สิ้นหน้าหนาว จากคนสองคนที่เชื่อว่าตนถูกเลือกให้ผิดหวัง พวกเขากลับมามีหวังอีกครั้ง เพราะเพลงที่ปล่อยออกมาอย่างไม่ตั้งใจนั้นเปลี่ยนชีวิตทั้งคู่ไปตลอดกาล

เบื้องหลังเสียงร้องชวนฝัน คือ ตั้ม-ชยพล ล้วนเส้ง และ สบาย-เรนิษรา ลี​ประโคน ดูโอ้คู่รักวัย 20 ต้น ๆ ที่จะมาเปิดอกคุยถึงความหลังอันเจ็บช้ำกับ The Cloud เป็นที่แรก ตั้งแต่วันที่เกลียดตัวเองสุดขีด การถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรื่องรักของพวกเขาที่ทำให้วันนี้เป็นมากกว่าฝัน และก้าวใหม่ของเรนิษราในวันที่รับบทเป็นผู้เลือก

บทสนทนาขาดห้วงจากการเดินลัดเลาะไปตามทางเพื่อเก็บภาพ John Lennon กับ Yoko Ono ได้รับรู้อีกนิดหน่อยว่าพวกเขามีครอบครัวมาดูแลข้างเวที แถมยังขับรถตู้คันโตไปส่งเล่นดนตรีไม่ว่าที่ไหน

ตกดึกแล้วอากาศเย็นชะมัด แต่คนตรงหน้าเราทำให้รู้สึกอบอุ่น

ขอให้ทุกคนโชคดีและไม่ผิดหวังอีกเลย

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

ลุควันนี้แสบสันมาก ได้แรงบันดาลใจมาจากอะไร

ตั้ม : (หัวเราะ)

สบาย : วันนี้ที่ร้านเป็นธีม Y2K จริง ๆ จะใส่เสื้อหนังไบเกอร์ค่ะ แต่ว่าเก็บไว้ก่อนเป็นเซอร์ไพรส์ ส่วนของตั้มเป็นเสื้อทรง 80s แบบดิสโก้ ใส่ออกกำลังกาย ได้ตอนไปเล่นงานที่บุรีรัมย์จากร้านฮิปปี้แนวย้อนยุค

ทั้งคู่เป็นคนชอบแต่งตัวอยู่แล้วไหม

(ตอบพร้อมกันว่าใช่)

ตั้ม : แต่ก็ไม่ได้เป็นแฟชั่นจ๋าขนาดนั้นนะ ผมอยากแต่งแค่ตอนไปเล่นงานครับ ถ้าไม่เล่นงานก็ใส่เสื้อยืด

สบาย : ใส่เสื้อขาด ๆ (หัวเราะ)

แต่ในโซเชียลจะเห็นตั้มแต่งตัว Feminine มากเลย ส่วนสบายก็แต่งตัวสีฉูดฉาด 

ตั้ม : อ๋อ เพราะว่าอยู่ในกล้องด้วย มีใส่ไปเรียนบ้าง แต่น้อยมากครับ เพราะผมมองว่าการแต่งตัวคือการแสดงออก ต้องแคร์คนอื่นอยู่แล้ว 

สบาย : ใช่ ๆ บายเคยอ่านอะไรสักอย่างเกี่ยวกับสัตว์ชนิดหนึ่ง น่าจะเป็นปลา เลือกสวยแค่ตอนจะสืบพันธุ์ ตอนหากินปกติมันก็ทำสีให้จืด ๆ ธรรมดา ถ้าเข้าใจว่าเราเป็นสัตว์เหมือนกันก็เป็นเรื่องปกติ

ตั้ม : บางทีการแต่งตัวออกไปข้างนอกแล้วพยายามใส่อะไรที่แตกต่างมาก ผมว่ามันเหนื่อยตัวเองนะ การแสดงออกต้องได้อะไรกลับมาบ้าง 

ตอนนี้นอกจากทัวร์ร้องเพลงทุกวัน ทำอะไรกันอยู่

ตั้ม : ยังเรียนอยู่ครับ ปี 4 ที่ศิลปากร 

คณะอะไร

ตั้ม : ผมเรียนดุริยางค์ครับ

สบาย : บายเรียนโบราณคดี เอกอังกฤษ ไม่เข้ากันเลย

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

นั่นสิ ทำไมถึงมาลงเอยกัน

ตั้ม : เรามาเจอกันตอนปี 1 ครับ เป็นวิชาเรียนรวมที่ต้องไปเรียนคณะดุริยางคฯ

สบาย : วิชาศิลปะ วิชาออกแบบ

เล่าได้ไหมว่าเส้นทางรักของพวกคุณเป็นยังไง

สบาย : เราเป็นเพื่อนกันมาก่อนค่ะ เริ่มจากชวนคุย แล้วก็มียืมปากกาวาดรูปเรียนวิชาศิลปะ

ตั้ม : เราชวนกันคุยเรื่องชีวิต เพลง ทัศนคติ ผมดูเหมือนจะพูดเก่งนะ แต่ผมเป็นคนไม่ค่อยคุยกับใครเท่าไหร่

สบาย : เจอกันครั้งแรกคุยกันเรื่องการเมืองแล้วก็ตีกันไปช่วงหนึ่งค่ะ เพราะตั้มเป็นคนชัดเจน บายเป็นคนไม่ค่อยออกความเห็น ตั้มก็จะบังคับให้บายออกความเห็นบ้าง

ตั้ม : แค่อยากรู้เฉย ๆ ว่าคิดยังไง เราจะได้คุยกันและปรับตัวเข้าหากันได้ถูก อาจจะเป็นเรื่องเล็กนะ เรื่องทัศนคติการเมือง แต่อนาคตก็มีผลต่อครอบครัว ต่อลูก 

จุดไหนที่ความสัมพันธ์เริ่มพัฒนา

สบาย : เราก็คุยเล่นกันไป 4 – 5 เดือนค่ะ แล้วก็เจอกันทุกวัน มีเดินไปส่งที่ป้ายรถเมล์บ้าง

ตั้มเป็นคนไปส่ง?

ตั้ม : เขาเดินมาส่งผม ไม่ใช่ครับ! ต่างคนต่างเดินไปส่งกันครับ (หัวเราะ)

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

สบายชอบอะไรในตัวตั้ม

สบาย : ตอนแรกเข้าไปหาตั้มเพราะเขาดูไม่สนใจคนอื่นค่ะ หนูชอบคนที่อยู่กับตัวเอง เพราะจะทำให้เขาเป็นตัวของตัวเองด้วย ส่วนหนึ่งเพราะหนูไม่ได้เป็นแบบนั้น แล้วมันก็เป็นสิ่งที่หนูอยากเป็น แรก ๆ หนูเอาใจคนอื่นมากเลย พยายามทำให้คนอื่นชอบ แต่งตัวไปเรียนแบบจัดเต็ม อยากเป็นจุดสนใจ 

ตั้ม : เพราะเมื่อก่อนไม่ได้รับไง เป็นปกติของคนแหละ

สบาย : ใช่ เพราะเมื่อก่อนหนูไม่ได้หน้าแบบนี้ หนูโดนบูลลี่เยอะมาก จนบอกแม่ว่า ขึ้นมหาลัยขอทำจมูกได้ไหม พอเราเปลี่ยนไปเยอะก็ปรับตัวรับแสงไม่ทันค่ะ อึดอัดตัวเอง 

คือบางทีไม่อยากใส่สั้น ไม่อยากแต่งอะไร แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่า ถ้าเราแต่งตัวน่าเกลียดคนจะว่าเราไหม เพราะตอนแรกคนชมว่าเราสวย มาหลัง ๆ เราก็คิดว่าคนชมเขาให้อะไรเราบ้าง เราได้แค่คำชม ไปเรียนหนังสือ แล้วก็เดินตากแดดกลับบ้านเหมือนเดิม เลยใส่มอมแมม ๆ ไปเรียนแล้วค่ะ สบายใจมากกว่า ตอนเจอตั้มคือเขาใส่เสื้อขาด ๆ กับกางเกงชาวเล (หัวเราะ)

แล้วตั้มชอบอะไรในตัวสบาย

ตั้ม : สบายเป็นคนเอาใจครับ ด้วยความที่ผมไม่ค่อยสนใจอะไรเท่าไหร่ ตอนแรกบายก็ไม่ได้เป็นตัวของตัวเองนะ แต่งตัวเวอร์มาก เหมือนใส่ชุดเชียร์ลีดเดอร์ คนละขั้วกันเลย แต่ถึงเราไม่เหมือนกัน เราก็จะไม่บังคับกัน ใครอยากทำอะไรก็ทำ มีความสุขกับตัวเอง 

ผมเคยคบกับแฟนเก่าที่รู้สึกเหมือนถูกบังคับตลอดเลย ไม่ชอบคนไว้ผมยาว ไม่ชอบให้ไว้หนวด เขาเหมือนจะตีกรอบว่า เฮ้ย ผู้ชายที่ไว้ผมยาวสกปรกเลอะ ๆ บางทีก็ดูเป็นเพศที่สาม พอเขาบังคับเรามาก ๆ มันเป็นเหมือนปมที่มีผลกระทบต่อชีวิตผมในเรื่องของตัวตน 

อีกเรื่องคือผมทำเพลงมานานแล้วครับ ผมเคยประกวด Hot Wave ปี 2018 ได้เข้ารอบชิง แต่ด้วยเหตุผลทางธุรกิจหลายอย่าง ทำให้เราไม่ได้เข้าไปทำงานในค่ายต่อ ซึ่งก็เฟลมากครับ แล้วแฟนเก่าผมก็ให้คำแนะนำอะไรแปลก ๆ 

นั่นคือ

ตั้ม : เขาจะออกแนวว่าเรามากกว่าว่า ทำไมทำเพลงอย่างนี้ ผมก็แบบ เชี่ย ก็กูเป็นแบบนี้ ซึ่งผมไม่ได้แคร์นะ การที่เข้ารอบไปแล้วค่ายเขาจะไม่เอาเรา ผมก็ช่างแม่ง จนมาเจอบายก็ได้ทำเพลงด้วยกัน ประเด็นหลักคือบายไม่ได้บังคับอะไรผม มันเลยออกมาเป็นเรนิษราทุกวันนี้ เพราะผมทำเพลงตามใจ ไม่ได้มีกรอบว่าต้องทำอะไร

สบาย : สมัยที่ตั้มทำวงแรกกับเพื่อน เขาเป็นวงร็อกเลยค่ะ หนัก ๆ แต่หนูไม่ได้ว่า เพราะหนูฟังเพลงทุกแนว มันก็เพราะในแบบของมัน 

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

แล้วพวกคุณมาทำวงเรนิษราร่วมกันได้ยังไง

สบาย : หลังจากนั้นตั้มก็แยกวงมาทำเพลงกับบายแนวดิสโก้หน่อย แล้วก็ไม่ดังค่ะ เราคิดว่าชื่อวงมันไม่มีเอกลักษณ์ ตอนนั้นชื่อ Winterberry หนูเลยคิดจะตั้งใหม่ แล้วช่วงปี 1 หนูเกลียดตัวเองตอนมัธยมมาก เพราะว่าหนูโดนบูลลี่เยอะ ก็เลยเปลี่ยนชื่อเป็นเรนิษรา ดัดแปลงมาจาก เรนิตา เป็นภาษาละติน แปลว่า เกิดใหม่ 

ช่วงนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง

สบาย : เรื่องแรกที่ทำให้หนูติดเรื่องค่านิยมขึ้นมา คือการที่เพื่อนผู้ชายในห้องบอกว่า ทำไมหนูขนขาเยอะจัง (หัวเราะ) 

พอขึ้นมัธยมหนูก็เริ่มมีความรัก เริ่มรู้ว่าในประเทศนี้ใครคือสวย ใครคือไม่สวย พอมองกระจกแล้วเราคือฝั่งที่ไม่สวย เราตรงข้ามหมดเลยทั้งสีผิวทั้งหน้าตา ม.ปลาย น่าจะโดนเยอะสุดว่าหน้าเหมือนกะเทย นักมวย เหมือนไดโนเสาร์ ทุกวันนี้ก็ยังโดนนะคะ เพราะเราเป็นคนแต่งหน้าจัด แล้วผู้หญิงปกติจะแต่งหน้าใส ๆ แต่จริง ๆ เราแค่ชอบยุค 60 ที่เขานิยมแต่งหน้าเหมือนตุ๊กตามากกว่า 

คิดว่าการเปลี่ยนชื่อทำให้ลืมเรื่องเก่า ๆ ได้จริงรึเปล่า

สบาย : ไม่ลืมค่ะ (หัวเราะ) หนูเหมือนหลอกตัวเองว่าหนูลืมได้มากกว่า

ตอนนี้ปัญหาในอดีตยังมารบกวนจิตใจอยู่เหรอ

ตั้ม : ทุกวันนี้ยังมีอยู่เลย

สบาย : ก็มีคนที่โรงเรียนเก่ามาส่องบ้าง แต่หนูก็ไม่ได้สนใจค่ะ เพราะหนูตอนนี้กับตอนนั้นเหมือนคนละคนกันแล้ว คือถ้าไม่มีใครรู้ว่าหนูชื่อบายก็คงจำหนูไม่ได้ (หัวเราะ) หน้าหนูไม่เหมือนเดิม ชื่อไม่เหมือนเดิม เหลือแค่นามสกุลแล้วตอนนี้ที่ยังไม่ได้เปลี่ยน

ตอนที่บายบอกว่าอยากตั้งชื่อวงด้วยชื่อตัวเอง ตั้มโอเคไหม

ตั้ม : โอเคเลยครับ

สบาย : ตอนแรกก็มีคิดเหมือนกันค่ะว่า ตั้มชื่อชยพล หรือจะเปลี่ยนเป็น เชนิษรา แต่ไม่เอาดีกว่า (หัวเราะ) 

พวกคุณเคยมีทัศนคติหลาย ๆ อย่างขัดแย้งกัน ความชอบเรื่องการทำเพลงของคุณสวนทางกันด้วยรึเปล่า 

สบาย : เราชอบเหมือนกันค่ะ

ตั้ม : ผมเป็นคนชอบฟังเพลงเก่าครับ The Beatles เป็นวงดนตรีที่ผมชอบที่สุด ถ้าไม่มี The Beatles ก็คงไม่มีผมในตอนนี้ครับ ผมสักรูป John Lennon ไว้ สักโน้ตเพลง All You Need is Love ไว้ด้วย เป็นขวัญกำลังใจให้ตัวเอง

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด
จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

ทำไมต้องเพลงนี้

ตั้ม : เพราะมันแปลไทยประมาณว่า ไม่มีอะไรที่คุณทำไม่ได้ถ้าคุณอยากทำ ไม่มีภาษาไหนที่คุณจะพูดไม่ได้ถ้าคุณอยากพูด ไม่มีเพลงไหนที่คุณร้องไม่เป็นถ้าคุณอยากร้อง ไม่ว่าทุกสิ่งจะเป็นยังไง จะเศร้าจะเหงา คุณแค่ต้องการความรัก ผมก็มองแค่นั้นแหละ 

ผมมองรอยสักเพื่อเข้าใจตัวเองว่าเราแค่ต้องการความรักนี่หว่า บางทีเราอ่านคอมเมนต์ก็รู้สึกแย่นะ บางคนก็ด่าเละเลย เสียงแบบนี้ใครจะไปร้องตามได้ ดนตรีก็ฟังไม่รู้เรื่อง คือกูไปทำอะไรให้มึง คนไม่แคร์มันก็ต้องมีสักนิดในความรู้สึกที่ยังแคร์คนอื่นอยู่ เราต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลก

อะไรทำให้ The Beatles มีอิทธิพลกับคุณ

ตั้ม : ผมเป็นเด็กชุมพรที่ขึ้นมาเรียนกรุงเทพฯ แล้วก็มีอาการ Homesick ไม่ได้กลับบ้าน เหมือนคนอื่นเรียนเสร็จเขามีบ้าน ได้กลับไปนอน ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีบ้าน อยู่ชุมพรเรามีมอเตอร์ไซค์ขับรถได้ แต่พอมาอยู่ที่นี่เราไม่มีอะไรเลย เดินอย่างเดียว ครอบครัวผมก็ไม่ได้เรียกว่าอบอุ่น พ่อก็ทำงานหนัก แม่ก็ทำงานหนัก ไม่ค่อยได้เจอกัน พอมาฟัง The Beatles ก็รู้ว่า John Lennon เขาขาดพ่อขาดแม่แต่ก็็ยังทำเพลงได้ ซึ่งผมต่างจากบายที่ชอบเพลงป๊อปทันสมัย

สบาย : ใช่ค่ะ ตั้มก็จะไม่รู้จักเพลงใหม่ บายก็จะไม่รู้จักเพลงเก่า บายฟังพวก Cardi B, Nicki Minaj, Doja Cat แต่ที่เข้ากันได้ เพราะว่าทุกคนที่หนูฟัง เขามีอดีตลากไปถึงสิ่งที่ตั้มฟัง ป๊อป R&B ก็มาจาก Marvin Gaye ค่ะ 

แต่บายเรียนโบราณคดีไม่ใช่เหรอ ความรู้สึกอยากทำเพลง เริ่มขึ้นมาได้ยังไง

สบาย : จริง ๆ อยากร้องเพลงทำเพลงตั้งแต่ช่วง ม.ปลายแล้วค่ะ แต่เรากดความรู้สึกไว้เพราะคิดว่าเป็นไปไม่ได้ หน้าตาเราไม่ดี คงเป็นสินค้าให้คนอื่นขายไม่ได้ คงไม่มีใครซื้อเรา

ตั้ม : วงการนี้ของไทยมันเป็นแบบนั้นจริง ๆ นะ ถ้าหน้าตาแย่แล้วอยากประสบความสำเร็จก็ต้องตลก

นึกถึงเพลงหนึ่งของคุณที่ร้องว่า “ไม่ได้เกิดมาเป็นลูกเศรษฐี” แล้วจริง ๆ คุณเป็นลูกใคร

ตั้ม : (หัวเราะ) เอาแล้วไงทีนี้

ผมไม่ได้เรียกว่าลำบากนะครับ แค่ต้องเล่นดนตรีและเรียนไปด้วย ไม่ค่อยได้กลับบ้าน เพราะจะนอนโรงเรียนมากกว่า ที่บ้านผมถ้าพอมีตังค์ก็จะไม่ค่อยถึงผมเท่าไหร่ ต้องหาใช้เอาเองบ้าง ดิ้นร้นบ้าง เราไม่ได้มีต้นทุนชีวิตอะไร แค่ต้องเชื่อในตัวเอง 

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

ตัดภาพมาที่ตอนนี้ดังเป็นพลุแตก เป็นยังไงบ้าง

ตั้ม : งงครับ (หัวเราะ) เพราะเพลง ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง จริง ๆ ไม่ได้ตั้งใจจะโปรโมตอะไรเลย แค่ลงไปเฉย ๆ ดูจาก MV ก็น่าจะรู้ 

สบาย : จริง ๆ MV ถ่ายเหมือนคนมักง่าย (หัวเราะ)

ตั้ม : ก็เพราะว่าเราไม่มีตังค์จริง ๆ ครับ ไม่มีเงินจริง ๆ ก็เลยได้ MV เป็นฟีลธรรมชาติ 

ช่วยเล่าที่มาที่ไปของเพลงนี้ให้ฟังหน่อย

ตั้ม : จริง ๆ ตอนแรกมันไม่เกี่ยวกับตัวผมและไม่เกี่ยวกับตัวบาย 

คืออย่างนี้ครับ เราเป็นนักแต่งเพลง ผมก็จะดูทวิตเตอร์ดูอะไรไปเรื่อย ๆ ผมไปเจอคำว่า ความผิดหวังมักเลือกฉันเสมอ ผมก็คิดว่า เออ งั้นมีคำว่า ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง แล้วกัน ซึ่งไม่รู้มันมาจากไหน มั่วมากเลย แม่บายก็มาบอกมันแปลกดี เพราะปกติคำว่าผู้ถูกเลือกมักจะเป็นแง่บวก 

พอทำไปเรื่อย ๆ ฟังไปเรื่อย ๆ ก็รู้สึกว่าเออจริง ๆ มันเข้ากับเรานี่หว่า เพราะเราเป็นคนทำอะไรไม่เคยสมหวัง ประกวด Hot Wave ได้เข้ารอบชิงมาก็ไม่ได้เซ็นสัญญา แต่เพื่อนที่อยู่รอบข้างเราได้เซ็นสัญญา ได้เห็นเขาออกไปเป็นศิลปินค่ายใหญ่

เคยพยายามหาคำตอบไหมว่าทำไม

ตั้ม : จริง ๆ ผมโทษตัวเองมากกว่าครับ เมื่อก่อนตอนเด็กเราโทษเขา ตอนนี้ผมโทษตัวเองว่ามันเป็นเรื่องของธุรกิจ เราขายไม่ได้ เราไม่พร้อมที่จะปั้นเป็นสินค้า ผมไม่อยากไปว่าใคร ผมแก้ที่ตัวเองก็ได้ เพราะว่าเราแก้ที่เขาไม่ได้ มันก็แค่นั้นเอง

เรื่องนี้เป็นปมในใจตั้มไหม

ตั้ม : เป็นครับ เป็นเลย จนถึงตอนนี้ก็ยังเป็นครับ ทุกวันนี้เลยรู้สึกสะใจนิดหนึ่งที่วงประสบความสำเร็จ เพราะคำว่าผมขายไม่ได้นี่แหละครับ

ผมเคยโดนบอกว่า หน้าแบบผมไม่มีใครเลือกหรอก จะไปอยู่ในค่ายเพลงที่ไหนได้ ไม่มีใครฟัง ไม่มีใครดูหรอก ตอนนั้นเพลง ผู้ถูกเลือกฯ ยังไม่ออก เขาเปิดเพลงเราฟังแล้วก็นั่งชี้เลยว่าไม่แมสหรอก ทำไปก็ไม่มีคนฟัง เขามองว่าวงเราขายไม่ได้ เขาไม่ชอบแนวนี้ เราก็เถียง เพราะเป็นเพลงเรา ผมบอกว่า เห้ย มันเป็นความคิดเห็นของพี่คนเดียวหรือเปล่าที่ไม่แมส เพราะว่าเพลงมันต้องเอาไปเจอคนนะ ซึ่งตอนนั้นเพลงผมก็ไม่แมสจริงแหละครับ ยอดวิวหลักหมื่น 

กลับบ้านมาด้วยความรู้สึกโกรธหรือเสียใจ

ตั้ม : แค้นครับ

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

มันไม่ได้เสียใจนะครับ เพราะผมไม่ได้ทำอะไรผิด ผมก็ทำเพลงของผม แต่ว่าคุณเรียกเราไปด่าทำไม ไม่มีเหตุผล ผมไม่เคยไปขอเขาอยู่ค่าย ไม่เคยไปขอเขากินข้าว ไม่เคยไปขออะไรสักอย่าง เขาเป็นคนชวนเราไปคุยเรื่องฝึกงาน แต่พอไปนั่งปุ๊บเขาก็เปิดเพลงเลยและก็นั่งวิจารณ์เพลงผม

จากนั้นมาน่าจะไม่ถึงเดือน ผมก็ปล่อยเพลง ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง พอเริ่มประสบความสำเร็จก็เลยเหมือนได้ตบหน้า และค่ายเพลงหลาย ๆ ค่าย แม้กระทั่งค่ายที่ปฏิเสธเรา เขาก็ติดต่อมาแสดงความยินดี ผมก็ไม่ค่อยได้ตอบ

สบาย : เขาทักมาจะจ้างงานเรา

ไปรึเปล่า

ตั้ม : ไม่ไปครับ

กระแสตอบรับจากเพลงนี้มากมายท่วมท้นขนาดไหน รับมือไหวไหม

ตั้ม : ช่วงแรกรับมือไม่ไหวครับ โทรศัพท์ผมเมื่อก่อนไม่มีอะไรเลย ใช้เรียน ดูหนัง ทำเพลง ชีวิตมีแค่นั้น ว่าง ๆ โล่ง ๆ ครับ แต่พอลงเพลงไปสัก 1 – 2 อาทิตย์ได้ โทรศัพท์มันเด้ง ๆๆ เปิด TikTok ก็มีเพลงเรา มีคนโทรมาทั้งวัน ถามแบบจะจ้างงาน แล้วก็เพื่อนที่ไม่ได้คุยกันเลยเป็น 10 ปีก็ทักมาคุยด้วย เพิ่งรู้ว่าเราร้องเพลง วุ่นวายไปหมดมีแต่คนเข้ามาหา

สบาย : หนูก็จะล้อ ๆ ตั้ม สวัสดีพี่ชื่อติ๋วน้อง ๆ แม่ต่ายอะไรแบบนี้แบบไปเรื่อยค่ะ (หัวเราะ)

ตั้ม : คือมึงเป็นใครวะ ไม่เคยคุยกันเลย เจอกันแบบในโรงเรียนแค่รอบเดียว (หัวเราะ) ไม่ได้อะไรกับเขาหรอกครับ เราก็ขอบคุณมาก แต่มันแค่แปลกสำหรับเราไง เพราะเมื่อก่อนไม่มีใครสนใจเรา 

เห็นชอบมีคนมาเถียงกันว่าใครเป็นคนร้องเพลงกันแน่

ตั้ม : เราร้องคู่แต่เสียงเราคล้ายกัน ผมเป็นคนเสียงเป็ด ๆ เสียงสูง บายเป็นผู้หญิงเสียงใหญ่ แล้วพอร้องมันก็เลยเข้ากันพอดีจนแยกไม่ออก

จากชื่อเพลง ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง แต่หลังเพลงดังกลับกลายเป็นผู้ถูกเลือกให้สมหวัง กลัวไหมถ้าเกิดว่าดังเพลงเดียว 

ตั้ม : ผมไม่คิดว่าจะดังเพลงเดียว มั่นใจ แต่คิดว่าเพลงอื่นไม่น่าจะดังเท่าเพลงนี้แล้วแหละ แค่ประครองให้วงเราอยู่ได้ ซึ่งก็พยายามหาทางอยู่ครับ 

ผมก็มีไปคุยกับค่ายหลาย ๆ ค่าย แต่ก็มานั่งคิดอยู่ว่าเราจะเอายังไงดี เรียกว่าทุกวงก็มีระยะเวลาเป็นของตัวเอง หมายถึง ไม่ใช่ทุกวงที่จะอยู่ไปตลอด ยิ่งพวกวงอินดี้ เดี๋ยวแป๊บ ๆ มันก็เปลี่ยนแล้ว

สบาย : มีหน้าใหม่ขึ้นมาเยอะมาก ใครก็ใช้คำว่าอินดี้ได้

กดดันไหมกับเพลงต่อไป

ตั้ม : ไม่ได้กดดันเลย เรียกว่าไม่ได้สนใจมากกว่าครับ

สบาย : เราฟังแล้วชอบก็โอเคแล้ว

ตั้ม : เอาจริง มันดูแย่นะ ผมแคร์แฟนคลับเหมือนกันแต่ก็เหมือนไม่ได้แคร์เท่าไหร่

หมายความว่า

สบาย : เราว่าแฟนคลับชอบสิ่งที่เราชอบ

ตั้ม : อืม เราไม่ได้แคร์ความคิดเห็นใคร บางทีมีคนมาเมนต์แม้กระทั่งรายละเอียดเบส เบสเบาไป เสียงร้องทำไมสูงจัง ผมแคร์แค่คนที่ชอบ ก็เลยไม่ได้สนใจครับว่ามันจะเป็นยังไง เพราะเมื่อก่อนวิวหลักหมื่นเราก็อยู่ได้ เราก็ยังทำมันต่อ ผมทำวงมาแค่ปีเดียวแต่ว่าปล่อยมา 10 เพลง ซึ่งผมทำคนเดียวหมดเลยเพราะไม่มีตังค์จ้างใคร

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

ระยะเวลา 1 ปี 10 เพลง กับยอดวิวหลักหมื่น มีท้อบ้างไหม

ตั้ม : มีท้อแค่แวบเดียวก็กลับมา เป็นโชคดีของเราที่ยังเรียนไม่จบ ผมเรียนไปด้วย รับงานนอกไปด้วย รับงานลูกค้า แต่งเพลง ทำเพลงโฆษณา แต่ถ้าเรียนจบคงท้อกว่านี้เพราะต้องไปทำงานประจำ อาจจะหมดเวลา หมดไฟ

แสดงว่า 10 เพลงที่ผ่านมา ทำด้วยแพสชันล้วน ๆ

ตั้ม : ใช่

ถามจริง อยากดังไหม

ตั้ม : ไม่เลยครับ คือวิวน้อยไม่ได้แปลว่าเพลงไม่ดีนะ แต่คนคงไม่เจอแค่นั้นเอง ถ้าเมื่อไหร่คนเจอเดี๋ยวมันก็มาเอง เราก็สู้ทำไปเรื่อย ๆ ผมดูจากศิลปินต่างประเทศ อย่าง Katy Perry ทำเพลง 3 อัลบั้มกว่าจะดัง ซึ่งผมก็คิดว่า ไอ้เชี่ยเราทำแค่ 10 เพลง แค่อัลบั้มเดียวเอง เขายังสู้เลย เราทำเยอะก็มีเพลงเล่นสดเยอะ ผมคิดแค่นั้น มันดันมาดังเพลงที่ 10 แต่ถ้าไม่ดังก็ยังทำต่อครับ

แต่เพลงแรก ๆ อย่าง คุณจะไปแคร์เหี้ยอะไร ดูแตกต่างจาก ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง มาก 

ตั้ม : ผมไม่ได้มองว่าต้องทำอะไรเหมือนเดิม มนุษย์ทุกคนมีเส้นทางการเดินที่แตกต่างกันจริง ๆ เราแต่งเพลงป๊อปมานานแล้ว แต่ผมแค่อยากเปิดด้วยเพลงที่แสดงความเป็นตัวเองก่อน ซึ่งรู้อยู่แล้วว่ามันไม่มีคนฟัง แต่มันมีความพิเศษ คนจะฟังเยอะฟังน้อยเราไม่ได้สนใจ 

แล้วทั้งสองคนเป็นคนไม่ค่อยแคร์เหี้ยอะไรรึเปล่า

สบาย : เมื่อก่อนหนูยังฝืนที่จะไม่แคร์ค่ะ เพราะว่าหนูอยากดัดนิสัยตัวเอง แต่ตอนนี้คือไม่แคร์จริง ๆ ค่ะ (หัวเราะ) ถ้าแฟนคลับมาเจอเราไปตลาด จะเห็นใส่กางเกงลายสก็อตหรือกางเกงลายชบาออกมาซื้อส้มตำเป็นปกติ 

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด
จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

เป้าหมายยิ่งใหญ่ที่สุดที่เรนิษราจินตนาการไว้คือ

ตั้ม : หาเงินครับ จริง ๆ ด้วยความที่ไม่ค่อยมีเงิน เราก็แค่ทำเพื่อหาเงิน มีหลาย ๆ คนถามว่ามีเฟสติวัลในฝันไหมที่อยากขึ้น ผมตอบว่าไม่มีนะครับ แต่ผมขึ้นได้ทุกเวที ถ้าเขาเชิญไปเล่นเราก็ไปสนุกได้ แต่ผมไม่ได้มีความฝันว่าเราต้องการไปตรงนั้น ผมอาจจะชอบ The Beatles ด้วยแหละ เขาเป็นวงที่ไม่ค่อยได้ทัวร์และเขาปล่อยเพลงถี่มาก 

แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องเงิน ก็อาจจะแค่มีเพลงอมตะที่ฟังได้ตลอด อีก 10 ปีก็ยังฟังเพลงนี้อยู่ อยากเป็น Radio Star ไม่ได้อยากเป็น Video Star เหมือนที่ ไมเคิล แจ็คสัน เคยมีดราม่า 

แล้วบายล่ะ 

สบาย : ถ้าเป็นตอน ม.ปลาย จะอยากไปโคเชลล่า แต่บายเป็นเด็กอ้วนด้วยค่ะ (หัวเราะ) พอมาทำเพลงจริง ๆ ก็เลยมีความฝันว่าอยากกินก๋วยเตี๋ยวพิเศษโดยที่ไม่ต้องคิดว่าถ้าเพิ่มเงินมา 5 บาท แล้วจะเสียดายเงิน

ตั้ม : สรุปเราคือพวกงกนั่นเอง

แล้วในมุมของศิลปิน คิดว่าอีก 10 ปีข้างหน้า กลับมาฟังเพลงตัวเองจะรู้สึกยังไง

ตั้ม : ถ้าคิดล่วงหน้าในตอนนี้ ผมก็มองว่าเป็นวัยครับ มันดีที่สุดแล้วในตอนนั้น ผมเป็นคนไม่ค่อยเสียดายกับสิ่งที่ตัวเองทำในอดีตเท่าไหร่ รู้สึกว่าถ้าไม่มีเราในอดีตก็ไม่มีเราในวันนี้ เราแก้มันไม่ได้ 

ฟังเพลงเรนิษราตอนไหนถึงจะเพราะที่สุด

สบาย : ส่วนใหญ่เป็นเพลงเศร้าอะ อาจจะต้องช่วงที่เศร้า ๆ หน่อย

ตั้ม :  ผมมองว่าเป็นเพลงฟังสบาย จังหวะไม่ได้เร็วไม่ได้ช้า ฟังตอนขับรถคงจะเพลิน 

ในฐานะที่พวกคุณคุยกับ The Cloud เป็นที่แรก ขอ 1 เรื่องเข้าใจผิดที่อยากแก้ข่าว

สบาย : แรก ๆ เวลาคนบอกว่าหนูเป็นกะเทย หนูก็หงุดหงิด แต่หลัง ๆ นี้เขามาถามว่าเป็นผู้หญิงหรือกะเทย หนูก็ตอบไปเลยว่าเป็นชายแท้ที่ไว้ผมยาว แล้วก็ชอบแต่งหน้าเหมือนแดร็กควีน หนูรำคาญ (หัวเราะ)

ตั้ม : แต่เป็นกะเทยก็ได้ น่ารักดีนะ

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load