วันที่ 17 พ.ค. ที่ผ่านมา กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศการเริ่มต้นฤดูฝนของไทยว่าจะเริ่มในวันที่ 20 พ.ค. 62 คงเป็นห้วงเวลาที่เหงาที่สุดของนักดูดาว ยืนมองท้องฟ้าไม่เป็นเช่นเคย… เพราะในค่ำคืนแห่งเดือนมิถุนายนเป็นช่วงที่ยังสังเกตเห็นดวงดาวบนท้องฟ้าได้ แต่อาจไม่ดีเท่ากับเดือนอื่นเนื่องจากมีเมฆมาก

แต่ท้องฟ้า (จำลอง) จังหวัดร้อยเอ็ดไม่เป็นเช่นนั้น ท้องฟ้าบนจอพาโนรามา 360 องศาใต้โดมลูกโลกใหญ่นั้นใส มีเมฆเพียงบางส่วน และดาวทุกดวงส่องสกาว อ้อ… มีเสียงพากย์ประกอบด้วย (ฮา)

นิทานจักรวาล, ท้องฟ้าจำลอง

นิทานจักรวาล, ท้องฟ้าจำลอง

‘ศูนย์วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมเพื่อการศึกษาร้อยเอ็ด’ หรือที่ถูกเรียกกันชินหูว่า ‘ท้องฟ้าจำลองร้อยเอ็ด’ มีศักดิ์ศรีเป็นท้องฟ้าจำลองที่ทันสมัยที่สุดในภาคอีสาน และยังมีอีกหลายส่วนให้เรียนรู้ ทั้งดาราศาสตร์และอวกาศ วิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน โลกล้านปี ฯลฯ บรรดาสถาบันการศึกษาอย่างโรงเรียนที่อยู่จังหวัดใกล้เคียงจึงพาเด็กนักเรียนมาที่นี่เสมอ ทุกครั้งที่เปิดนิทรรศการใหม่ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฯ ที่นี่จะส่งข่าวไปที่ศูนย์วิทยาศาสตร์ฯ จังหวัดใกล้เคียง ดังนั้น เด็กๆ ก็รอคอยที่จะมาดูว่ามีนิทรรศการใหม่อะไร

นิทานจักรวาล, ท้องฟ้าจำลอง

เช่นเดียวกับที่วันนี้ The Cloud พร้อมน้องๆ นักเรียนจากหลายโรงเรียนทั่วภาคอีสานมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ นอกจากท้องฟ้าจำลองร้อยเอ็ดจะมีภาพยนตร์สารคดีดาราศาสตร์ชุดใหม่แล้ว ยังมี ‘นิทานจักรวาล’ นิทรรศการล่าสุดที่สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติได้รับโจทย์จากท้องฟ้าจำลองร้อยเอ็ดในการเล่าเรื่องจักรวาล ดวงดาว และอวกาศ ให้เด็กทางภาคอีสานได้เล่นรู้ อ่านไม่ผิดหรอก… เพราะเด็กๆ จะได้ Play + Learn = เพลิน ภายใต้แนวคิดพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ หรือ Discovery Museum ที่มุ่งยกระดับพิพิธภัณฑ์และแหล่งการเรียนรู้ทั่วประเทศให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล ไม่แพ้พิพิธภัณฑ์ดังในต่างประเทศ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว… นิทานเรื่องนี้เล่าอะไรให้เราฟังบ้าง?

“เราไม่ได้เชี่ยวชาญในเรื่องของงานวิทยาศาสตร์หรืองานอวกาศมาก แต่เรามีจุดเด่นของเราในการเป็นนักวัฒนธรรม ในเรื่องการจัดการวัฒนธรรม จึงคิดว่าจะ Mix and Match อะไร แล้วก็เจอว่าเรามีเรื่องเกี่ยวกับตำราจักรวาล โลกมนุษย์ สวรรค์ นรก ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อที่เป็นคัลเจอร์ของคนไทยแน่ๆ เลยพยายามเอาอันนี้มาบวกกับเรื่องของจักรวาลจนเกิดมาเป็นเรื่องนี้ คือเรื่องนิทานจักรวาล” กอล์ฟ-ซองทิพย์ เสริมสวัสดิ์ศรี ผู้อำนวยการฝ่ายนิทรรศการและกิจกรรม และรักษาการผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารและการตลาด มิวเซียมสยาม เล่าให้เราฟัง

ใจความสำคัญคือตัวนิทรรศการอยากให้เด็กเข้ามา ดังนั้น จึงอยากจะปลูกฝังเรื่องของความดี ความชั่ว ทำดีขึ้นสวรรค์ ทำชั่วตกนรก ปลูกฝังแค่นี้ ง่ายๆ เพื่อให้เด็กๆ ได้ตระหนักถึง เพราะเขาบอกว่าโลกปัจจุบันคนไม่ค่อยคำนึงถึงเรื่องนี้แล้ว คำนึงแต่เรื่องของความถูกใจของตัวเองเป็นหลัก เราก็เลยอยากขุดเรื่องความดี ความชั่ว กลับเข้ามาอยู่ในใจของคน นิทานจักรวาลจึงเล่าเรื่องนี้เป็นหลัก …เดี๋ยวเรามาดูกันว่าจะมีอะไรบ้าง”

หลังประโยคสุดท้ายของคุณซองทิพย์ไม่นาน เราก็มายืนอยู่หน้า ‘ประตูสู่จักรวาล’ จินตนาการไม่ออกว่านอกโลกตามคติชนวิทยาของ ‘นิทานจักรวาล’ หน้าตาเป็นอย่างไรใช่ไหม ขออนุญาตยืมประโยคของคุณซองทิพย์

เดี๋ยวเรามาดูกันว่าจะมีอะไรบ้าง…

นิทานจักรวาล, ท้องฟ้าจำลอง

โซนที่ 1 ประตูสู่จักรวาล จะพาเราลอดอุโมงค์แบ็กไลต์เพื่อเตรียมพร้อมก่อนดำดิ่งสู่การเรียนรู้ ‘ไตรภูมิจักรวาล’ จักรวาลตามคติความเชื่อของคนไทย ผนังทั้งซ้ายและขวารอบตัวมีภาพกราฟิกบอกเล่าเรื่องราวความดี ความชั่ว ที่สะท้อนให้เห็นว่าแท้จริงแล้วไตรภูมิจักรวาลเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด และได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่คนไทยเกือบทุกคนเริ่มจำความได้

โซนที่ 2 ดินแดนในนิทาน เมื่อผ่านประตูจักรวาลเข้ามาจะพบไฮไลต์ของนิทรรศการ ‘นิทานจักรวาล’ ที่จะพาทุกคนไปเข้าใจกับไตรภูมิจักรวาลผ่านโมเดลที่จำลองแดนมนุษย์ แดนบุญหรือสวรรค์ และแดนบาปหรือนรกชั้นต่างๆ พร้อมกลไกการเคลื่อนไหวและโมชันกราฟิก รวมถึงปรากฏการณ์ตามความเชื่อ และโมเดลจำลองทวีปทั้งสี่ใน ไตรภูมิกถา และผนังที่มีปุ่มกดไฟ LED นำเสนอขนาดของจักรวาลเปรียบเทียบกับขนาดมนุษย์และโลกในปัจจุบัน

นิทานจักรวาล, ท้องฟ้าจำลอง นิทานจักรวาล, ท้องฟ้าจำลอง

นิทานจักรวาล, ท้องฟ้าจำลอง

อย่างที่บอกไว้ด้านบนว่านิทรรศการนี้คาดหวังเด็กๆ รุ่นสะพายกระติกน้ำที่มีพลังทำลายล้างสูงให้มาเล่นรู้ โซนที่ 2 นี้จึงถูกออกแบบมาอย่างดีให้รองรับแรงเล่นของเด็กๆ ได้

โซนที่ 3 สุดแดนมนุษย์ จำลองภพคู่ขนานก่อนมนุษย์จะถูกตัดสินความดี ความชั่ว เป็นสถานที่อยู่ของสิ่งมีชีวิตรูปแบบอื่นๆ นอกเหนือจากมนุษย์ เช่น เปรตไฟออกปาก เปรตก้อนเนื้อ ฯลฯ แถมยังมีตุ๊กตาอสุรกายจำลองให้สามารถหยิบออกไปเล่นได้ด้วย

“พิภพมัจจุราช ใครถึงฆาตดับชีวี สุวรรณตรวจดูบัญชี ถ้าทําดีให้ไปสวรรค์ ทําชั่วพระยมว่าไง ข้าส่งลงไปนรกโลกันตร์น่ะสิ…”

เพลงนี้จะไม่แล่นเข้ามาในหัวเลยถ้าไม่ใช่เพราะเรากำลังตก เอ้ย! ยืนอยู่ในนรก   

“จักรวาลของฝรั่งหมุนด้วยพลังงาน แรงโน้มถ่วง แต่จักรวาลตามคติความเชื่อไทยๆ นั้นหมุนและขับเคลื่อนด้วยแรงบาป แรงบุญ” ปรามินทร์ เครือทอง ที่ปรึกษาสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้เเห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) เล่าให้ทุกคนฟัง

นิทานจักรวาล, ท้องฟ้าจำลอง

โซนที่ 4 แดนบาป หลังจากโซนตัดสินโทษทัณฑ์แล้ว เราจะได้สัมผัสอบายภูมิหรือนรกในพื้นที่แสงแบ็กไลต์โทนร้อน จะได้พบทั้งอสุรกายและเรียนรู้การรับโทษทัณฑ์ในรูปแบบต่างๆ บนจอ Flip ซึ่งหมุนเปลี่ยนเวียนภาพอสุรกายต่างๆ มานำเสนอ ไม่ต้องห่วงว่าจะโหดร้ายเกินสายตาเด็กดู เพราะโซนนี้ถูกคิดมาแล้วด้วยคำนึงถึงกลุ่มผู้เข้าชมคือเด็กๆ และเยาวชน จึงออกแบบโดยลดทอนความรุนแรง ภาพล่อแหลม ความน่ากลัว ให้เป็นอสุรกายการ์ตูนน่ารักๆ ที่เข้าใจได้ง่าย และยังมีลิ้นชักใต้โต๊ะ 8 ชั้น เป็นนรกจำลองที่เด็กๆ ต้องนอนอ่านเพื่อให้ใกล้ชิดนรกมากที่สุด

นิทานจักรวาล, ท้องฟ้าจำลอง

นิทานจักรวาล, ท้องฟ้าจำลอง

โซนที่ 5 แดนบุญ ถัดมาจากแดนบาปหรือนรกก็คือสุคติภูมิหรือสวรรค์ที่มาในธีมสว่างสีสะอาดตา พาไปเรียนรู้สวรรค์แต่ละชั้นของจักรวาลไตรภูมิ ดูว่าเทวดา นางฟ้า วันๆ เขาทำอะไรกันบ้าง มีการเจาะรูบนผนังเป็นกิมมิกเก๋ๆ ให้ได้เข้าไปนอนลองทำตัวเป็นเหล่าเทวดา นางฟ้า ในสวรรค์ชั้นต่างๆ ด้วย

นิทานจักรวาล, ท้องฟ้าจำลอง

โซนที่ 6 สวรรค์บนดิน จากคติชนวิทยาเรื่องไตรภูมิจักรวาล มาสู่เรื่องบ้านๆ คือการประยุกต์โลกมนุษย์ สวรรค์ นรก เข้าสู่วัฒนธรรมและวิถีชีวิตชาวไทย เช่น การออกแบบบ้านเรือนที่อยู่อาศัย โบราณสถาน ที่ล้วนได้แนวคิดมาจากไตรภูมิ และยังคงมีให้เห็นกันจนถึงทุกวันนี้

นิทานจักรวาล, ท้องฟ้าจำลอง

ขึ้นสวรรค์ลงนรกจนครบแล้ว เราสงสัยว่าทำไมต้องเป็นที่จังหวัดซึ่งรั้งตำแหน่ง 1 ใน 18 เมืองรองของภาคอีสาน

“การทำนิทรรศการที่ออกไปต่างจังหวัดค่อนข้างได้ผล เพราะโอกาสทางเลือกที่เด็กจะไปหาความรู้นอกห้องเรียนมีน้อยมาก เรามองว่าที่ สพร. หรือมิวเซียมสยามมาร่วมทุนทำนิทรรศการมันเกิดประโยชน์ค่อนข้างชัดเจน เพราะพอมีอะไรใหม่ๆ ปุ๊บ เด็กๆ ก็จะมารุมดูกัน แล้วอย่างวันนี้ก็มีเด็ก 400 คน มารอดูทั้งๆ ที่ปิดเทอม คือพอโรงเรียนรู้ปุ๊บก็ขอมาทั้งโรงเรียนเลย นี่แค่วันแรก มันก็แสดงให้เห็นถึงโอกาสในการเรียนรู้ที่มันสามารถที่จะเกิดขึ้นแล้ว ทางด้านมิวเซียมสยามเองก็เป็นส่วนในการกระตุ้นและสนับสนุนให้เกิดแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน” คุณซองทิพย์ตอบ

‘นิทานจักรวาล’ เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…เปิดเทอมนี้และวันหยุดยาวนี้ถ้ายังนึกไม่ออกว่าจะไปทัศนศึกษาที่ไหน นิทรรศการประจำศูนย์วิทยาศาสตร์ฯ ร้อยเอ็ดนี้ก็เป็นอีกทางเลือกในการเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่ได้นะ

นิทานจักรวาล, ท้องฟ้าจำลอง

ภาพ : ณัฐนิช ชนะฤทธิชัย

นิทรรศการนิทานจักรวาล

ชั้น 4 ศูนย์วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมเพื่อการศึกษาร้อยเอ็ด
เวลาทำการ : วันอังคาร-เสาร์ เวลา 09.00 – 16.00 น. (ยกเว้นวันอาทิตย์ วันจันทร์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์)
โทร : 043569340

Writer

ศกุนตลา แย้มปิ๋ว

นักเรียนวรรณคดีที่มักเรื่องอาหาร ท้องถิ่น วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การเดินทาง และเด็กจิ๋ว มีความฝันสามัญว่าอยากมีเวลาทำอาหารรสที่ชอบด้วยตัวเอง ตัวอยู่กรุงเทพฯ อัมพวา หรือเมืองกาญจน์ แต่ใจและภาพอินสตาแกรมอยู่ทุกที่ที่ไปเที่ยว

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

อยู่เมืองไทย ใครเลยจะไม่เคยเห็นครุฑ

สัตว์ใหญ่ในตำนาน อมนุษย์ครึ่งคนครึ่งนก พาหนะของพระนารายณ์ผู้ทรงเป็นหนึ่งในสามมหาเทพในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู สัญลักษณ์แทนองค์พระมหากษัตริย์

คติความเชื่อที่ไล่เรียงมาข้างต้น ล้วนเป็นคำตอบว่าทำไมครุฑจึงมีความศักดิ์สิทธิ์และสำคัญยิ่งในสังคมไทย แม้ว่าเราทุกคนจะไม่เคยเห็นครุฑองค์เป็น ๆ แต่ศิลปะรูปครุฑกลับปรากฏอยู่ทั่วทุกแห่งหน ทั้งในจิตรกรรมฝาผนัง วัตถุมงคล ผืนธง ตราแผ่นดิน ไปจนกระทั่งประติมากรรมหน้าห้างร้านหรือธนาคารต่าง ๆ ที่เด็กทุกคนน่าจะเคยถูกผู้ใหญ่ชี้ชวนให้ดูกันทั้งนั้น

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

แต่จะมีสถานที่ใดในไทย (และในโลก) ที่มีครุฑให้เห็นมากเท่าที่นี่ไหม

ทดคำถามนี้ไว้ในใจ แล้วให้ตัวอักษรพาทุกท่านเยี่ยมยลพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไปพร้อม ๆ กัน

ครุฑหน้าธนาคาร

หลายคนอาจไม่เคยทราบมาก่อนว่า ตราครุฑที่ติดอยู่หน้าธนาคารเรียกว่า ‘ตราตั้งห้าง’ หรือ ‘ตราตั้ง’ เป็นรูปครุฑพ่าห์หรือครุฑซึ่งเป็นพาหนะ ตราครุฑพ่าห์ (พระครุฑพ่าห์) ถูกใช้ในส่วนราชการมาช้านาน ก่อนจะมีการออกแบบตราครุฑพ่าห์สำหรับใช้เป็นตราตั้งห้างของภาคเอกชนให้มีลักษณะต่างกันเล็กน้อย ธุรกิจเอกชนสามารถขอตราตั้งห้างประดับอาคารที่ทำการได้ ด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากสำนักพระราชวัง ซึ่งมีเงื่อนไขว่ากิจการนั้นจะต้องปลอดหนี้สิน ทำธุรกิจด้วยความสุจริต และทำคุณประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง เป็นต้น

ธนาคารเอกชนมากมายได้รับพระบรมราชานุญาตให้ใช้ติดตั้งตราครุฑ หลายแห่งยังดำเนินกิจการอยู่ ขณะที่บางแห่งก็สิ้นชื่อไปจากสารบบนานแล้ว ตัวอย่างเช่น ‘ธนาคารนครหลวงไทย’ ซึ่งควบรวมกิจการกับธนาคารธนชาตไปเมื่อ พ.ศ. 2554

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

เนื่องจากนครหลวงไทยเป็นธนาคารเก่าแก่ ก่อตั้งในสมัยรัชกาลที่ 8 ประกอบธุรกิจการเงินนานกว่า 70 ปี ในวันที่ยุบรวมกับธนชาต ย่อมเป็นธรรมดาที่ธนาคารนี้จะได้รับพระราชทานครุฑ แต่เมื่อกิจการถูกโอนสู่มือเจ้าของใหม่อย่างธนาคารธนชาต องค์ครุฑที่เคยกางปีกเป็นสง่าอยู่หน้าสาขาธนาคารนครหลวงไทยทั่วประเทศจำต้องถอดลงตามกฎหมาย แต่แทนที่จะเก็บครุฑทั้งหมดไว้ให้เปล่าดาย ผู้บริหารธนาคารกลับเล็งเห็นคุณค่าของตราครุฑพระราชทานเหล่านี้

จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘พิพิธภัณฑ์ครุฑ’ ที่รวบรวมองค์ครุฑจากธนาคารนครหลวงไทยสาขาต่าง ๆ มาจัดแสดงไว้ที่บางปู

ในระยะแรก พิพิธภัณฑ์ครุฑสงวนไว้ให้เข้าชมได้เฉพาะผู้ติดต่อเข้ามาเป็นกรณีพิเศษ เช่น คณะนักเรียนที่เข้ามาทัศนศึกษา กระทั่งธนาคารธนชาตได้ควบรวมกิจการกับธนาคารทหารไทยใน พ.ศ. 2564 และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ธนาคารทหารไทยธนชาต (ทีทีบี) ที่นี่จึงเปิดสู่สาธารณชนเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

“พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้ ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมสังคมเพื่อความยั่งยืนของทีทีบี ที่เราได้วางแนวทางการทำกิจกรรมเพื่อสังคมในหลากหลายมิติ ทั้งด้านเยาวชน ชุมชน และการจุดประกายความเป็นไทย ซึ่งองค์ครุฑอยู่คู่กับสังคมไทยมายาวนาน เป็นสัญลักษณ์แห่งความกตัญญู ความซื่อสัตย์ และความดีงาม ซึ่งไม่ว่าโลกจะทันสมัยไปอีกสักแค่ไหน แต่ 3 สิ่งนี้ยังเป็นสิ่งที่มีคุณค่าที่เราควรรักษา”

คุณกาญจนา โรจวทัญญู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการตลาดและประสบการณ์ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวกับพวกเราชาว The Cloud ไว้

“พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีความเฉพาะตัว ด้วยเรื่องราวของพญาครุฑ การอนุรักษ์และจัดแสดงครุฑพระราชทานกว่า 150 องค์ รวมถึงการถ่ายทอดเรื่องราวที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมไทยที่จะส่งผ่านถึงคนรุ่นหลังให้ตระหนักถึงคุณค่าขององค์ครุฑ ในรูปแบบการจัดแสดงที่ทันสมัยทั้งแอนิเมชันและมัลติมีเดียที่เหมาะกับผู้ชมทุกวัย เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับทุกคนในครอบครัว ซึ่งการเปิดให้ชมสำหรับบุคคลทั่วไปครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี จึงนับเป็นโอกาสดีที่พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้จะเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวทางศิลปวัฒนธรรมที่คนไทยทุกคนจะได้ร่วมภาคภูมิใจ”

ครุฑองค์ใหญ่

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

สิ่งแรกที่ทุกคนจะได้เห็นเมื่อมุ่งหน้ามาถึงพิพิธภัณฑ์ครุฑในนิคมอุตสาหกรรมบางปู ซอย 9A ก็คือประติมากรรมรูปครุฑองค์ใหญ่สูงกว่า 4 เมตร สยายปีกต้อนรับผู้มาเยือนอยู่เหนือป้ายชื่อพิพิธภัณฑ์ สีสันที่ลอกเลือนตามกาลเวลาบอกให้รู้ว่าครุฑองค์ใหญ่นี้มีอายุไม่ต่ำกว่าครึ่งศตวรรษ

ครุฑองค์นี้ได้รับการอัญเชิญมาจากหน้าสำนักงานใหญ่ของอดีตธนาคารนครหลวงไทยบนถนนเพชรบุรี ไม่นานหลังเกิดการรวมกิจการเมื่อ พ.ศ. 2554 พร้อมกับเสียงร่ำลือมากมายเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ของพญาครุฑองค์นี้ จึงเกิดเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่เจ้าหน้าที่จะเชื้อเชิญให้ทุกคนที่มาเยี่ยมเยือนได้จุดธูปสักการะครุฑองค์ใหญ่ก่อนเข้าชมพิพิธภัณฑ์ 

ตึกทรงครุฑ

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้อยู่ในอาคารหลังเดียวกับศูนย์ฝึกอบรมธนาคารธนชาต บางปู

ตอนที่ถอดครุฑลงจากธนาคารนครหลวงไทยแต่ละสาขา องค์ครุฑพระราชทานเหล่านั้นก็ได้รับการอัญเชิญมาไว้ศูนย์ฝึกอบรม ซึ่งเป็นเรื่องบังเอิญมากที่อาคารนี้มีปีกยื่นออกไปสองข้าง แผนผังคล้ายกับพญาครุฑในอิริยาบถกางปีกอันคุ้นตา หากมองมาจากมุมสูง

สถานที่นี้จึงเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้ประดิษฐานองค์ครุฑซึ่งอัญเชิญมาจากทั่วสารทิศ โดยพื้นที่ที่ใช้เป็นพิพิธภัณฑ์คืออาคารกลางและปีกขวาบางส่วน

ภายในพิพิธภัณฑ์มี 2 ชั้น แบ่งพื้นที่จัดแสดงออกเป็น 6 ส่วน มีเจ้าหน้าที่พาชมและคอยให้ความรู้เป็นรอบ ๆ เพื่อให้ผู้เข้าชมทุกชีวิตก้าวสู่โลกของพญาครุฑไปพร้อม ๆ กัน

โถงต้อนรับ

ประตูบานเลื่อนอัตโนมัติสองบานตั้งขนาบกลางป้ายประกาศสรรพคุณของที่นี่ว่า ‘พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งแรกและแห่งเดียวในอาเซียน’ เพราะแม้ว่าเรื่องเล่าความเชื่อเกี่ยวกับพญาปักษีจะมีอยู่ทั่วอุษาคเนย์ แต่ก็ไม่มีพิพิธภัณฑ์ใดในภูมิภาคนี้ที่มีครุฑเป็นธีมหลัก นอกจากที่นี่

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

เมื่อเราย่างเท้าผ่านประตูบานนี้ไป สายตาก็จะเผชิญกับผนังทรงโค้งวาดลวดลายธรรมชาติของป่าหิมพานต์ ความเจ๋งของฝาผนังนี้อยู่ที่ QR Code ซึ่งสแกนเพื่อใช้ฟิลเตอร์ใหม่ในอินสตาแกรมสตอรี่ได้ หากนำกล้องมือถือไปส่องกับผนัง ก็จะพบภาพกราฟิก AR (Augmented Reality) เล่าขานศึกสายเลือดระหว่างครุฑกับนาคโดยมีป่าหิมพานต์เป็นพื้นหลัง

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ
พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

ส่วนจัดแสดงนี้ยังมีห้องฉายภาพยนตร์สั้นที่จะพาผู้ชมไปรู้จักประวัติพิพิธภัณฑ์ และเรื่องราวเบื้องต้นของพญาครุฑ เริ่มตั้งแต่จุดกำเนิด ข้อแตกต่างระหว่างครุฑในศาสนาฮินดูกับพุทธ ธรรมชาติของครุฑ ฯลฯ เพื่อปูทางความรู้เรื่องครุฑก่อนไปชมส่วนจัดแสดงต่อไป

ครุฑพิมาน

เสร็จจากการเยี่ยมชมพื้นที่จัดแสดงชั้นล่าง เจ้าหน้าที่ก็จะพาเราทุกคนขึ้นไปชั้นบนโดยผ่านบันไดที่ตกแต่งด้วยก้อนหินและสุมทุมพุุ่มไม้หนาทึบประหนึ่งผืนป่าใจกลางตึก

ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะชั้นบนของพิพิธภัณฑ์เป็นภาพจำลองของป่าหิมพานต์ตามคติความเชื่อของชาวไทยในอดีต ซึ่งภาพจำลองนั้นยิ่งดูแจ่มชัดขึ้นเมื่อเราไปถึงส่วนจัดแสดงที่สองอันมีชื่อว่า ‘ครุฑพิมาน’

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

โถงใหญ่กลางชั้นสองคือห้องเรียนจักรวาลไตรภูมิ และดินแดนในเทพนิยายอย่างป่าหิมพานต์ ป่าเชิงเขาพระสุเมรุ อันเป็นที่อยู่ของสิงสาราสัตว์นานาชนิด

ช่องว่างกลางโถงถูกดัดแปลงเป็นสระอโนดาต สระน้ำหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตที่ไม่มีวันแห้งเหือดตราบเท่าที่กลียุคยังไม่มา มุมสระทั้ง 4 ทิศมีทางน้ำไหลระบายออกจากปากสัตว์มงคล 4 ชนิด ประกอบด้วยราชสีห์ ช้าง ม้า และโค รอบพื้นที่จัดแสดงเดียรดาษไปด้วยต้นไม้ สัตว์หิมพานต์ ฤๅษี คนธรรพ์ วิทยาธร รวมถึงต้นไม้ประหลาดอย่าง ‘นารีผล’ หรือ ‘มักกะลีผล’ ที่ออกผลเป็นหญิงสาววัยแรกรุ่น มีหน้าตาสะสวยราวนางอัปสร ดึงดูดให้เหล่าเทวดาเพศชายพากันหมายปองและแย่งชิงกันเด็ดไปเชยชม

นครนาคราช

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

เมื่อพูดถึง ‘ครุฑ’ ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะหลีกเลี่ยงการพูดถึง ‘นาค’ ซึ่งเป็นพี่น้องต่างมารดาและศัตรูตัวฉกาจของเจ้าแห่งนก

ส่วนจัดแสดงที่ 3 มีชื่อว่า ‘นครนาคราช’ ซึ่งมาในธีมโลกบาดาล ฉากพรรณไม้ในป่าหิมพานต์เมื่อห้องที่แล้วถูกแทนที่ด้วยสีน้ำเงินของเกลียวคลื่นและผืนสมุทร เมื่อมาถึงห้องนี้ ผู้เข้าชมจะได้รู้จักความเชื่อเรื่องโลกบาดาลในพุทธศาสนา บทบาทของพญานาคผู้ยิ่งใหญ่ในฐานะสัตว์พาหนะของพระนารายณ์ขณะบรรทมอยู่เหนือเกษียรสมุทร ปิดท้ายด้วยตำนานความบาดหมางระหว่างพญานาคกับพญาครุฑที่เป็นพี่น้องต่างมารดาของกัน แต่กลับต้องบาดหมางกันเพราะนางวินตา มารดาพญาครุฑตกเป็นทาสของนางกัทรุ มารดาแห่งนาค 1,000 ตน นานถึง 500 ปี พญาครุฑจึงใช้สติปัญญาของตนชิงเอาน้ำอมฤตไปไถ่ความเป็นทาสแก่ผู้ให้กำเนิดได้สำเร็จ เป็นเหตุให้นาคกับครุฑกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันสืบมา

อมตะเจ้าเวหา

ส่วนจัดแสดงที่ 4 มีลักษณะเป็นห้องทรงกลมโอบล้อมด้วยประติมากรรมครุฑพ่าห์ 

เมื่อสาวเท้าเข้าสู่ห้องนี้ รอบตัวเราจะมืดสนิท ก่อนที่แสงแรกจะฉายฉานขึ้นบนหน้าจอทรงโค้ง เพื่อสดุดีคุณธรรมอันสูงส่งขององค์ครุฑ อันได้แก่ความกล้าหาญ ความเสียสละ และความกตัญญูกตเวทิตา

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

แอนิเมชันลายเส้นสวยในห้องนี้บรรยายเหตุการณ์ตอนที่พญานาคตั้งข้อแลกเปลี่ยนกับพญาครุฑให้ไปชิงน้ำอมฤตมาเพื่อปลดปล่อยนางวินตาสู่ความเป็นไทอีกครั้ง แม้ว่าพระนารายณ์จะเสด็จขึ้นมาจากการบรรทมหลับกลางทะเลน้ำนมเพื่อหยุดยั้งการชิงน้ำอมฤตของพญาครุฑ แต่พญาครุฑก็ยังดึงดันจะช่วยมารดาให้ได้ทั้งที่ต้องเสี่ยงถึงชีวิต ทั้งสองฝ่ายจึงประจัญบานกัน ผลลงเอยที่ไม่มีฝ่ายใดแพ้หรือชนะ พระนารายณ์จึงทรงแลกเปลี่ยนกับครุฑ ด้วยการขอใช้ครุฑเป็นพาหนะยามที่พระองค์เสด็จไปไหนต่อไหน และทรงยินยอมให้ครุฑอยู่ในตำแหน่งสูงกว่าพระองค์ พร้อมประทานความเป็นอมตะให้ เป็นที่มาของชื่อห้อง ‘อมตะเจ้าเวหา’

ล้นเกล้าจอมราชัน

แอนิเมชันอันน่าตื่นเต้นจบลงพร้อมกับความรู้ที่เพิ่มพูนขึ้น ผู้เข้าชมอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ได้เข้าใจกันแล้วว่าเหตุใดพญาครุฑถึงมีความผูกพันกับพระนารายณ์อย่างแนบแน่น แต่ขณะเดียวกัน หลายคนก็อาจเกิดความฉงนใจก้อนใหม่ขึ้นมาแทนว่า ครุฑเกี่ยวข้องอย่างไรกับชาติไทย สัญลักษณ์รูปครุฑจึงโผล่มาอยู่ในเอกสารราชการให้เราเห็นได้แทบทุกวัน

‘ล้นเกล้าจอมราชัน’ ส่วนจัดแสดงที่ 5 ให้คำตอบเรื่องนี้ได้ดีเยี่ยม ด้วยสื่อผสมผสานทั้งวิดีโอและป้ายให้ข้อมูล ทำให้ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้รู้ว่าศิลปกรรมรูปครุฑนั้นพบในดินแดนไทยมาตั้งแต่ยุคทวารวดีแล้ว ก่อนจะทวีความสำคัญขึ้นในสมัยอยุธยา เมื่อตรา ‘ครุฑพ่าห์’ เริ่มได้รับการใช้เป็นสัญลักษณ์เชื่อมโยงกับพระมหากษัตริย์ เหตุเพราะคติเทวราชที่ไทยรับมาจากเขมรมีความเชื่อว่า พระมหากษัตริย์เป็นอวตารของพระนารายณ์ ผู้ทรงครุฑเป็นพาหนะ

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

สื่อจัดแสดงในห้องนี้เล่าย้อนประวัติศาสตร์ตั้งแต่โบราณกาลมาจนถึงยุคปัจจุบัน อธิบายสาเหตุที่ธงตราครุฑบนพื้นเหลืองอันมีชื่อเรียกว่า ‘ธงมหาราช’ ต้องถูกเชิญขึ้นเหนือเสาพระราชวังเมื่อพระมหากษัตริย์ไทยประทับอยู่ การออกแบบตราครุฑพ่าห์โดยฝีพระหัตถ์เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ หรือมูลเหตุที่ตราครุฑพ่าห์กลายเป็นตราแผ่นดินไทยสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 

นอกจากนี้ ด้วยความที่พิพิธภัณฑ์ครุฑเปิดทำการครั้งแรกใน พ.ศ. 2554 อันเป็นปีมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ พื้นที่หนึ่งในส่วนจัดแสดงนี้จึงถูกใช้บอกเล่าเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในรัชสมัย เพื่อเทิดพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดินที่ครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

ห้องจัดแสดงครุฑ

ห้องที่เป็นทั้งไฮไลต์และจุดเริ่มต้นของพิพิธภัณฑ์ครุฑ ถือเป็นส่วนจัดแสดงสุดท้ายที่เราจะได้ชมกัน

ห้องโถงใหญ่ที่ผนังด้านหนึ่งเจาะหน้าต่างยาวตลอดแนว คือสถานที่ประดิษฐานครุฑตราตั้งห้างพระราชทานทั้ง 150 องค์ ซึ่งรับรองได้ว่าไม่มีที่ใดรวบรวมงานศิลปะเฉพาะตราครุฑไว้มากเท่าที่นี่มาก่อน

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

องค์ครุฑที่เห็นอยู่นี้ส่วนใหญ่เป็นงานไม้ ย้ายมาจากธนาคารนครหลวงไทยกว่า 100 สาขา ต่างได้รับการดูแลรักษาให้คงอยู่ในสภาพเดิมวันที่อัญเชิญมาจากแหล่งเก่า โดยที่ไม่มีการซ่อมแซมแก้ไขเลยแม้แต่จุดเดียว เพื่อให้เห็นความเก่าแก่และสภาพจริงของครุฑองค์นั้นนั้น

การจะอัญเชิญองค์ครุฑมาจัดแสดงรวมกันที่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายเอาเสียเลย เพราะว่าครุฑเป็นของสูง เจ้าหน้าที่ผู้รับบทวิทยากรนำชมได้เล่าให้เราฟังว่า ก่อนจะเชิญแต่ละองค์ลงจากอาคารที่ติดตั้งไว้ ต้องมีการปิดตาครุฑเสียก่อน เพื่อไม่ให้สัตว์กึ่งเทพที่ปกติอยู่บนที่สูงเช่นครุฑมองในที่ต่ำ เมื่ออัญเชิญมาถึงพิพิธภัณฑ์ครุฑแล้วจึงต้องทำพิธีเบิกเนตรเพื่อความเป็นสิริมงคลอีกครั้งหนึ่ง

ทอดสายตาดูครุฑที่ประดับอยู่บนผนังและบนแท่นกลางห้อง แม้มองเพียงผ่าน ๆ ตาก็จะดูรู้ว่าครุฑแต่ละองค์มี ‘ครุฑลักษณะ’ แตกต่างกันทั้งสิ้น ทั้งนี้ก็เพราะครุฑที่เห็นอยู่เป็นผลงานของนายช่างคนละคนกัน ต่างคนก็ต่างฝีมือ ต่างแนวคิด ต่างค่านิยมในการสร้าง ยังผลให้ครุฑเกือบทุกองค์ดูผิดแผกจากกันด้วยสรีระ ใบหน้า เครื่องทรง ไปจนถึงสีสันผ้านุ่งที่สวมใส่

อ้อ มาถึงห้องนี้แล้วอย่าลืมมองหาครุฑองค์แรกของธนาคารนครหลวงไทย กับครุฑจากสาขาเยาวราชด้วยนะ แล้วตอบตัวเองให้ได้ด้วยล่ะว่าครุฑสององค์นี้มีความพิเศษอย่างไรบ้าง

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

พิพิธภัณฑ์ครุฑ โดยธนาคารทหารไทยธนชาต กำลังจะเปิดให้ชมอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน 2565 โดยจะเปิดให้ชมเฉพาะวันศุกร์และเสาร์วันละ 3 รอบ ได้แก่ เวลา 10.00 น., 13.00 น. และ 15.00 น. มีผู้นำชมทุกรอบ และไม่มีค่าใช้จ่าย

เรื่องการเดินทาง ถึงแม้พิพิธภัณฑ์จะอยู่ไกลจากถนนใหญ่สักหน่อย แต่อย่าเพิ่งกังวลไป เพราะทางธนาคารได้จัดรถตู้คอยจอดรอรับ-ส่ง จากพิพิธภัณฑ์เคหะ วันละ 3 รอบ ตามเวลาเข้าชม

ส่วนใครที่อยากเข้าชม แต่ไปไม่ได้ด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ก็ไม่ต้องเสียใจอีกเช่นกัน เพราะพิพิธภัณฑ์ครุฑเปิดให้ชมทางออนไลน์ที่ Garuda Virtual Tour 

นี่คือพิพิธภัณฑ์ที่จะเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้กับพวกเราคนไทยว่า ครุฑนั้นมีเรื่องราวที่น่าสนใจมากกว่าจะเป็นแค่ตราสัญลักษณ์ที่เห็นบ่อยจนชินชา

พิพิธภัณฑ์ครุฑ โดยธนาคารทหารไทยธนชาต

ที่ตั้ง : นิคมอุตสาหกรรมบางปู ซอย 9A ตำบลแพรกษาใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : วันศุกร์-เสาร์ เวลา 10.00 น., 13.00 น., 15.00 น.

โทรศัพท์ : 09 8882 3900

เว็บไซต์ : /www.ttbfoundation.org/th/garudamuseum/

หมายเหตุ

ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ครุฑจะได้รับของที่ระลึกเป็นแผ่นผ้าองค์ครุฑ พร้อมข้อความแสดงถึงคุณธรรมสำคัญที่องค์ครุฑทั้งสามข้อ เฉพาะผู้เข้าชม 500 ท่านแรกเท่านั้น

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load