สุวภา เจริญยิ่ง เป็นหมอทำคลอดแห่งวงการตลาดทุน

เธอคือนักการเงินมากประสบการณ์ ผู้อยู่เบื้องหลังการนำหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์กว่า 80 บริษัท

เช่น บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด และบริษัท ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นต้น

ตำแหน่งสุดท้ายของเธอ คือกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน)

หลังเรียนจบด้านการเงินจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ สุวภาเริ่มต้นงานในฝ่ายต่างประเทศของธนาคารกสิกรไทย ก่อนย้ายไปเป็นเจ้าหน้าที่สินเชื่อ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ จากนั้นทำงานในสายวาณิชธนกิจในองค์กรทั้งไทยและสิงคโปร์ เป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนชโรเดอร์ ในวัยเพียง 33 ปี ก่อนรับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) ดูแลงานสายวาณิชธนกิจ พาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์หลายบริษัทตลอดเวลา 16 ปี

ปัจจุบันเธอทำอาชีพอิสระ เป็นอุปนายกสมาคมนักวางแผนทางการเงินไทย และกรรมการอิสระในบริษัทใหญ่ๆ หลายแห่ง ยังคงเป็นที่ปรึกษาทางการเงินพาบริษัทดีๆ เข้าตลาดหลักทรัพย์ สอนหนังสือ มีส่วนร่วมในหลักสูตรวางแผนทางการเงินในสถาบันต่างๆ ของประเทศ และเป็นนักเขียน

สิ่งที่ผู้บริหารต้องทำทันทีเพื่อแก้วิกฤต จากประสบการณ์ 40 ปีของ สุวภา เจริญยิ่ง

ช่วงวิกฤต COVID-19 กระทบวิถีชีวิตทุกคน สุวภาได้ออกเล่าตัวอย่างการรับมือกับวิกฤตของผู้ประกอบการ ผู้บริหาร และคนทำงาน จากประสบการณ์จริงที่เธอพบมาตลอดชีวิตการทำงาน ผ่านโซเชียลมีเดียของเธอ 

เธอบอกว่า สมัยเป็นเจ้าหน้าที่สินเชื่อช่วง พ.ศ. 2528 – 2529 วิกฤตรอบนั้นมีลูกค้าหนี้เสียมาหาทุกวัน ขอให้ธนาคารช่วยผ่อนผัน ลดดอกเบี้ย และกู้เพิ่ม สุวภาบอกว่าเธอจำการรับมือกับวิกฤตของอาซ้อ ภรรยาเจ้าของโรงเหล็กแห่งหนึ่งที่ทำธุรกิจนำเข้าเหล็กเส้นได้ดี ความจริงก็คือ ไม่มีธนาคารเจ้าไหนอยากยึดทรัพย์ให้ลูกค้าหมดตัว ทั้งยังต้องแบกหนี้ก้อนใหญ่ ทางออกที่ธนาคารให้คำแนะนำไว้ คือโรงเหล็กจะต้องหาเงินมาคืนเดือนละ 100,000 บาท 

คนทั่วไปใช้วิธีแลกเช็คหรือตั้งโต๊ะแชร์หาเงินมาหมุนจ่ายธนาคาร ขณะที่ซ้อร้านเหล็กเปิดร้านข้าวต้มปลา โดยมีลูกน้องในร้านคอยช่วย ตอนเช้ายกเหล็ก ตอนเย็นยกชามข้าวต้ม ในที่สุดก็ผ่านไปได้ 

ตัวอย่างที่สอง สมัยเป็น CEO บริษัทจัดการกองทุนเจอเหตุการณ์การปรับโครงสร้าง มีนโยบายการทำงานแบบใหม่ซึ่งกระทบกับคนระดับหัวหน้า สุวภาเล่าว่าจากวิกฤตนั้น เธอเจอคน 3 ประเภท หนึ่ง คือคนที่ลาออกแล้วรับเงินชดเชยพิเศษ สอง คือคนที่ลุยต่อ แต่ทนทำงานแบบขอไปที และสาม คือคนที่ลุยต่อเต็มที่ ใช้เวลาที่มีเรียนเพิ่มเติมอะไรก็ตามที่ช่วยให้ทำงานดีขึ้น เธอบอกทุกคนเสมอว่ามีงานทำก็ดีกว่าไม่มี ปัจจุบันคนประเภทที่สามต่างเติบโตในเส้นทางผู้ดูแลบัญชีและสินทรัพย์ส่วนบุคคลให้ลูกค้ารายใหญ่ 

ตัวอย่างสุดท้าย คลาสสิกที่สุดคือเรื่องการลดคน ตำแหน่งแรกๆ ที่โดนปลด คือเลขาฯ คนรถ แม่บ้าน ผู้ดูแลอาคารและรักษาความปลอดภัย ด้วยความเป็นห่วงหัวหน้าทีมดูแลพนักงานเหล่านี้จึงรวบรวมสมาชิกขอรับเป็น Outsource ให้บริษัทแทนการทำประจำ รับค่าจ้างตามชั่วโมงการทำงาน พร้อมขอให้บริษัทแนะนำบริการนี้แก่เพื่อนพ้องบริษัทอื่นๆ ปัจจุบัน หัวหน้าทีมคนนั้นกลายเป็นเจ้าของบริษัท Outsource รายใหญ่ในประเทศ

หลังจากอ่านข้อเขียนนั้น มุมมองที่มีต่อวิกฤตนี้ก็เปลี่ยนไป 

The Cloud ต่อสายเพื่อพูดคุยกับคุณสุวภา เรื่องสิ่งที่ควรรู้ในยามวิกฤต คุณสมบัติของผู้นำที่จะทำให้ธุรกิจรอด หลักคิดที่ช่วยวิเคราะห์โอกาสรอดและกลยุทธ์เดินเกมของกิจการในช่วงเวลานี้ เป็นประโยชน์กับทั้งเจ้าของกิจการ ผู้บริหาร พนักงาน และทุกคนที่กำลังตั้งรับกับเหตุการณ์นี้ มาฟังคุณสุวภาพร้อมกัน

สิ่งที่ผู้บริหารต้องทำทันทีเพื่อแก้วิกฤต จากประสบการณ์ 40 ปีของ สุวภา เจริญยิ่ง

คุณหลงใหลอะไรในการพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ จนกลายเป็นคนที่ทำสิ่งนี้มากที่สุดในประเทศ

ที่ปรึกษาทางการเงินเหมือนหมอ ถ้าถามว่าชำนาญด้านไหนก็ต้องบอกว่าเป็นหมอทำคลอด เป็นคนที่ทำ IPO (Initial Public Offering-การออกและเสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก) เยอะที่สุดในประเทศ เราชอบงานนี้ หลายคนชำนาญเรื่องปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งรายได้ดีก็เปรียบเสมือนหมอศัลยกรรม สำหรับเราเป็นหมอทำคลอดแล้วมีความสุข เห็นเขาเติบโต มีอีกชีวิตหนึ่ง มีหลายบริษัทที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ด้วยมูลค่ากิจการระดับร้อยล้าน วันนี้เติบโตเป็นบริษัทหมี่นล้าน แสนล้าน ขยายกิจการไปได้ทั้งในและต่างประเทศ เป็นการเสริมศักยภาพที่แท้จริงของกิจการไทย 

คุณบอกว่าทุกคนมาจากเล็กๆ ทั้งนั้น 

หลายคนชอบบอกว่า อย่าเล่าเลยพวกนี้บริษัทใหญ่ๆ ประสบความสำเร็จแล้ว รู้ไหมบริษัทที่มูลค่าตลาด (Market Capitalization) ที่ใหญ่สุดในตลาดหลักทรัพย์วันนี้ ตอนเริ่มต้นก็เริ่มจากพนักงานแค่สิบสองคน ทุกเรื่องมีจุดเริ่มต้นหรือก้าวแรกที่เล็กๆ ทั้งนั้น ไม่มีก้าวแรกไม่มีทางยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ยิ่งทำงานก็พบว่านี่คืองานที่ชอบ คือชีวิตที่ชอบ

แต่ก็ตั้งใจเกษียณตอนอายุสี่สิบ ได้ยินคนเก่งๆ หลายคนพูดแบบนี้ ทำไมต้องเป็นเลขสี่สิบ

ตอนเริ่มต้นทำงานอายุยี่สิบ คิดว่าทำงานยี่สิบปีก็นานมากแล้ว ยิ่งงานสายที่ปรึกษาทางการเงินเป็นงานที่ดูดพลังมากๆ แต่ปรากฏว่าตอนอายุสี่สิบเป็นช่วงที่เรากำลังสนุกอยู่ ก็ทำต่อมาเรื่อยๆ จนเจอเหตุการณ์พลิกผัน เราป่วยหนักตอนอายุห้าสิบสอง ก็ถามตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่ ได้ข้อสรุปว่าที่ผ่านมาไม่ได้ใช้ชีวิตเลยขออนุญาตเจ้านายทำงานเป็นพนักงานชั่วคราว ก่อนออกมาเป็นฟรีแลนซ์เต็มตัวตอนอายุห้าสิบห้า

ได้ออกไปใช้ชีวิตทำอะไรบ้าง

ไปสอนหนังสือ เราชอบสอนหนังสือมาก มีส่วนเล็กๆ ที่สนับสนุนหลักสูตรดีๆ ในประเทศไทย เช่น หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง ของสถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) หลักสูตรนักวางแผนทางการเงินไทย ใบอนุญาต Certified Financial Planner หรือ CFP หรือหลักสูตรที่ได้มีโอกาสร่วมแจมกับเขาอย่าง หลักสูตร ABC ของสถาบันพัฒนาความคิดสร้างสรรค์เชิงธุรกิจ ได้เขียนหนังสือของตัวเอง 4 เล่ม และเป็นบรรณาธิการ หนังสือการ์ตูนสอนวางแผนทางการเงินชื่อ ‘ครอบครัวตึ๋งหนืด’ เล่ม 1 – 7

เวลาสอนผู้บริหาร อะไรคือสิ่งที่คุณมักจะย้ำกับผู้เรียนเสมอ

ต้องรู้ก่อนว่าบริษัทจ้างใครมาเป็นผู้บริหาร เขาอยากให้คุณตัดสินใจเพื่อกิจการ ซึ่งการตัดสินใจที่ดีนั้นมาจากข้อมูล (Data) จัดทำเป็นข้อมูลสำหรับการตัดสินใจ (Information) จึงได้มาซึ่งความรู้ (Knowledge) สุดท้ายที่สุดสำหรับผู้บริหารคือ ต้องตัดสินใจ และการจะเป็นผู้บริหารกิจการได้ต้องวัดอุณหภูมิของกิจการตัวเองเป็น รู้ว่าตอนนี้เข้มแข็งหรืออ่อนแอ วัดอุณหภูมิด้วยการเข้าใจและอ่านงบการเงินเป็น แม้ภายนอกจะดูแข็งแรงดี เราก็ยังต้องหมั่นตรวจร่างกาย ดูค่าเลือด ดูการเต้นของหัวใจ ดูระดับไขมันในเลือด ค่าเหล่านี้จะบอกว่าปกติควรมีค่าที่เท่าไหร่ ถ้าต้องการให้แข็งแรงขึ้นต้องทำอย่างไร 

ความจริงคือ อะไรที่วัดผลได้ย่อมปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นได้ เวลาเกิดปัญหาจะแก้ไขง่ายมาก หลายครั้งที่ได้ยินว่าคุณต้องลดต้นทุนนะ แต่ถ้าไม่เข้าใจธุรกิจ คุณไปลดต้นทุนด้วยการเบี้ยวหนี้ ไม่จ่ายเงินเขา หรือไปให้คนออก จริงๆ แล้ว สามเรื่องนี้คุณทำไม่ได้เลย ถ้าอยากลดต้นทุนให้ลองจัดสรรพื้นที่ออฟฟิศใหม่ คืนพื้นที่อาคารทั้งเจ็ดชั้นเพื่อมานั่งทำงานร่วมกัน หรือบางคนทำงานจากบ้าน แต่คนเก่งๆ ต้องรักษาไว้ ถ้าคนเหล่านี้ออก คุณไม่มีทางจ้างใหม่ในราคาเท่านี้ได้เลย 

สิ่งที่ผู้บริหารต้องทำทันทีเพื่อแก้วิกฤต จากประสบการณ์ 40 ปีของ สุวภา เจริญยิ่ง
สิ่งที่ผู้บริหารต้องทำทันทีเพื่อแก้วิกฤต จากประสบการณ์ 40 ปีของ สุวภา เจริญยิ่ง

ในวิกฤตนี้ ต้องเป็นคนที่มีคุณสมบัติอะไรบ้างจึงจะผ่านไปได้

ทุกครั้งที่จะรอดได้เราต้องมีฝัน ความสนุกของงานที่ปรึกษาทางการเงิน คือต้องกล้าฝันว่าเราเห็นบริษัทนี้เป็นยังไงในวันข้างหน้า นี่คือวิชากำหนดแผนกลยุทธ์ เริ่มจากทำภาพจำลองทางการเงิน ลองใส่ตัวเลขว่าในสถานการณ์นี้หากยอดขายเป็นศูนย์บริษัทจะอยู่ได้กี่เดือน 

ต่อมาคือใส่สมมติฐาน ซึ่งถ้ายิ่งรู้จักธุรกิจตัวเองสมมติฐานจะแม่นมาก แต่ถ้าไม่รู้จัก คุณก็จะไม่รู้จะใส่อะไร พอไม่รู้จะใส่อะไร จากยอดขายลงห้าเปอร์เซ็นต์ เป็นยอดขายลงสิบเปอร์เซ็นต์ ความเป็นจริงคุณละเอียดได้มากกว่านั้น เช่น เดิมธุรกิจของคุณทำสินค้าห้าอย่าง ในห้าอย่างนั้น อะไรกระทบน้อยสุด ถ้าผลิตภัณฑ์ A กระทบน้อยสุด เราหยุด B C D E เลยดีไหม แล้วเอาพลังทั้งหมดมาใส่ใน A ทำให้ A เป็นที่หนึ่งในใจลูกค้า ทำได้ไหม

ฝันยังไงให้ฝันนั้นไม่ใช่เรื่องฝันเพ้อเจ้อ

ลึกๆ แล้ว ตัวเราต้องรู้ตัวเรา สมมติฝันอยากเป็นนักร้อง แล้วได้ฝึก ได้ลองประกวดหรือทำอะไรไปสู่ฝันนั้นไหม ตัวอย่าง วิลเลียม เอลล์วูด ไฮเนค (William Ellwood Heinecke) เจ้าของไมเนอร์กรุ๊ป ฝันอยากเป็นเจ้าของกิจการ หลังเรียนจบมัธยม เขาก่อตั้งบริษัทในวัยสิบเจ็ดปี รับจ้างเช็ดกระจกเพราะเห็นว่าประเทศไทยมีอาคารที่มีกระจกเยอะ ต่อมาอยากกินพิซซ่าที่อร่อยก็ซื้อแฟรนไชส์พิซซ่าฮัทเข้ามา อยากอยู่โรงแรมดีๆ ก็ทำโรงแรมแมริออท จากวันที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ด้วยไมเนอร์ฟู้ด วันนี้มีแบรนด์ในเครือมากมาย มีบริษัทต่างประเทศที่ลงทุนอยู่มากกว่าหกสิบบริษัท เป็นเจ้าของโรงแรมอันดับห้าของโลก

ถ้าฝันก็แล้ว ลงมือทำเต็มที่ก็แล้ว แต่ไม่ได้ไปถึงฝั่งฝัน

เราชอบที่พี่จิก (ประภาส ชลศรานนท์) ตอบน้องนักเขียนที่ลาออกจากงานประจำมาเขียนหนังสือ เขาตอบว่า เมื่อคุณทำแล้ว ให้เวลาตัวเองเต็มที่แล้ว แต่มันไม่สำเร็จ ให้ลองถามตัวเองว่ามีอย่างอื่นที่คุณชอบอีกหรือเปล่า ไม่ได้แปลว่าต้องทิ้งงานเขียน แต่คุณทำงานอื่นๆ ที่คุณก็เขียนได้ และอาจจะมีวัตถุดิบหรือเรื่องราวให้เขียนมากกว่าที่เป็น ชีวิตก็คือชีวิต อย่าไปเข้มงวดกับมันจนเกินไป

สิ่งที่ผู้บริหารต้องทำทันทีเพื่อแก้วิกฤต จากประสบการณ์ 40 ปีของ สุวภา เจริญยิ่ง

ถ้าความฝันของใครหลายคนตอนนี้ คือขอให้ธุรกิจหรือสิ่งที่ทำอยู่ไปรอด คุณมีคำแนะนำว่าอย่างไร

หนึ่ง เอาสินค้ามาดูก่อนเลย สินค้าและบริการที่ให้ลูกค้าเป็นยังไง ลูกค้าวันนี้เปรียบเทียบได้ ถ้าของที่คุณขายไม่มีจุดเด่นที่น่าสนใจ คุณจะแย่งความสนใจอย่างไร ในเมื่อลูกค้าของเราก็เป็นลูกค้าของใครอยู่ก่อนแล้ว

สอง ทดสอบความทุ่มเทของเขาจากบทเรียนที่มา เราพบว่าคนที่มาจากติดลบไปถึงสิบได้เร็วกว่าเทียบกับคนมีเจ็ดแปดพร้อม กลับไม่เคยผ่านสิบไปได้เลย สังเกตความผิดพลาดที่ผ่านมาว่า เป็นเพราะตัวเขาหรือเป็นเพราะคนอื่น คนส่วนใหญ่โทษว่าเป็นความผิดคนอื่น แท้จริงแล้วเรานั้นแหละที่เคลื่อนไหวช้า ไม่ยอมแก้ไข ไม่ยอมตัดสินใจ ร้ายแรงมากนะถ้าเป็นเจ้าของกิจการแต่ไม่ตัดสินใจ ตัดสินใจผิดถูก แก้ได้ แต่ถ้าไม่ตัดสินใจ มันไม่มีทางกอบกู้ได้เลย

สาม วันนี้มีทุนเท่าไหร่ ทุกคนเห็นว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ร่ำรวยดีใช่ไหม คุณอนันต์ อัศวโภคิน ประกาศเลยว่าถ้ามีเงินไม่ถึงสองร้อยล้านบาท ห้ามมาทำ เพื่อนที่รู้จักกันทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง เลือกรับงานโครงการโรงงานมากว่าหมู่บ้านและคอนโดฯ เพราะโครงการโรงงานมีค่าก่อสร้างแค่สิบเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าโปรเจกต์ ถ้าโรงงานไม่เสร็จ เครื่องจักรก็เข้าไม่ได้ เพราะฉะนั้นโรงงานต้องเสร็จและเขาก็จะได้เงินตรงเวลา แต่ถ้าเลือกทำงานสร้างคอนโดฯ ที่บ่อยครั้งมีค่าก่อสร้างแพงกว่าที่ดินเสียอีก ที่ผ่านมายังไม่เคยเห็นคอนโดฯ ไหนมีคนเข้าอยู่ร้อยเปอร์เซ็นต์ สิ่งที่เจอคือลูกค้าก็ดึงเงินไม่จ่ายจนกว่าจะมีคนซื้อและโอน จากตัวอย่างนี้จะเห็นว่าเขาฉลาดมาก เขารู้ว่ากำลังเล่นกับอะไร

อีกตัวอย่าง ร้านอาหารแห่งหนึ่ง พอเกิดวิกฤตเขาปิดทุกร้าน และจ่ายเงินห้าพันบาทให้พนักงานกลับบ้านก่อนทางการประกาศ บอกให้อยู่กันเงียบๆ ก่อน เดือนหน้าถ้าไหวจะกลับมาเปิด แล้วเอาของเกรดพรีเมียมขายหมดเกลี้ยงเลย ฟังแล้วเห็นชัดเลยว่ารอดแน่ๆ เพราะเขารักษาเงินสด อยู่เป็นหมีจำศีล

เกิดอะไรขึ้นกับคนที่ยังสู้อยู่ขาดใจ

คนที่สู้ขาดใจ ขาดใจกันหมดจริงค่ะ หลายคนสงสารน้องที่ร้านไม่กล้าให้ออก หันมาทำเดลิเวอรี่ ซึ่งตลาดเดลิเวอรี่วันนี้มีคนแย่งเยอะแยะอยู่แล้ว คนที่สั่งเดลิเวอรี่เขาจะมี Price Point ของเขาอยู่ ทำร้านอยู่ในห้างฯ แต่ถ้าไม่ปรับเมนู เอาเมนูในห้างมาทำ ขายราคาร้อยแปดสิบบาท ยังไงก็ไม่มีใครกล้าสั่งกิน 

คุณต้องเข้าใจว่าคุณกำลังเล่นตลาดไหน ที่สำคัญคือใครคือกลุ่มเป้าหมายของคุณ ถ้าร้านอยู่ในห้าง ลูกค้าตั้งใจมาเดินห้างฯ ตั้งใจแวะร้านคุณ แต่ถ้าคุณจะมาเล่นออนไลน์ ลูกค้ากลุ่มนี้อยู่บนมือถือ อยู่ทุกที่ ทุกเวลา สินค้าของคุณมีเสน่ห์มากพอที่จะทำให้เขาหยุดแล้วตัดสินใจซื้อสินค้าของคุณแค่ไหน

หลักการของการพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ข้อไหนที่ปรับใช้ได้กับวิกฤตครั้งนี้ได้

หนึ่ง ธุรกิจมีโอกาสเติบโตได้ไหมในอนาคต ถ้ายังมีโอกาสเติบโต ต้องใส่ให้หมด

สอง บริษัทคือกระดาษ จิตวิญญาณคือ Management มีทีมไหม วัฒนธรรมองค์กรคุณแข็งแรงแค่ไหน บริหารจัดการเป็นยังไง สู้ด้วยกันหรือร่วมหัวจนท้ายกันไหม ถ้าสองข้อแรกของคุณแข็งแรง กำลังใจมาเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว

สาม มีความสามารถในการแข่งขันไหม มีกลยุทธ์เจาะตลาดจนธุรกิจของคุณไปอยู่ลำดับที่หนึ่งถึงสามของวงการได้ไหม

เรื่องนี้สำคัญอย่างไร

เพราะตลาดไทยไม่ได้ใหญ่ ถ้าไม่ได้ยืนอยู่ลำดับที่หนึ่งถึงสามเวลาเกิดวิกฤตหรืออยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ลูกค้าจะไปหาคนอื่นหมด ถามตัวเองให้หนักว่าเรามีความสามารถในการแข่งขันจริงๆ ใช่ไหมโดยไม่ต้องกลัวเจ้าใหญ่ เพราะในความเป็นจริง เจ้าใหญ่เปรียบเหมือนเรือเดินสมุทรที่เดินทางลำบากกว่าเมื่อเทียบกับเรือหางยาวที่คล่องตัว

สี่ ผู้บริหารระดับสูงที่มีต้องเข้าใจงบการเงิน ปีที่แล้วขายได้ร้อยล้านบาท กำไรห้าล้านบาท ปีนี้ขายได้สองร้อยล้านบาท ควรจะได้กำไรสิบล้านบาท แต่ปรากฏได้กำไรเจ็ดล้าน คุณอาจจะดีใจ แต่คุณยิ่งทำยิ่งเหนื่อยหรือเปล่า ถ้าคุณเข้าใจงบการเงินคุณจะรู้เลยว่า กำไรที่ได้มาจากอะไร วิกฤตรอบนี้ถือว่าได้เรียนหนังสือกันอย่างจริงจัง

ไม่ได้จะรู้งบการเงินเพื่อจะดูกำไรเท่านั้นใช่ไหม

รู้งบการเงินแล้ว ต้องรู้ว่าคู่แข่งเขาเล่นบนเกมไหน ตัวอย่าง คู่แข่งขายก๋วยเตี๋ยวห้าสิบบาท เราก็ขอขายบ้างแต่ชามเล็กกว่า ใครจะไปกิน จะขายยี่สิบบาทก็ไม่ได้เพราะต้นทุนก็เกือบยี่สิบบาทแล้ว พอเราเข้าใจ เราจะตั้งราคาและหากลุ่มเป้าหมายได้ 

ขอยกอีกสักตัวอย่างให้เห็นภาพ ขณะที่คอนโดฯ ทั่วไปทำห้องขนาดยี่สิบถึงสามสิบตารางเมตร คอนโดฯ แห่งหนึ่งมีห้องขนาดสิบเจ็ดตารางเมตร เขาไม่พูดว่าห้องขนาดเท่าไหร่ เพราะรู้ว่าคนซื้อไม่ได้ดูที่ขนาด ขอแค่มีเตียง มีห้องน้ำ จึงคุมต้นทุนให้ราคาห้องต่อหน่วยไม่ถึงสองล้านบาท ‘ห้องขนาดสตูดิโอ กลางเมือง สุขุมวิท ราคาไม่ถึง 2 ล้านบาท’ ไม่มีทางเป็นไปได้ แต่เมื่อห้องมีขนาดเล็กหน่อยก็เปิดพื้นที่ส่วนกลางให้ใช้เยอะ นี่คือวิธีการค้าขาย ไม่มีผิดมีถูก เขาตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มเขา เมื่อเปิดขายคอนโดฯ เขาก็ขายได้เร็วกว่า

ห้า มีธรรมาภิบาล (Goverance) คุณต้องเป็นคนดี สังคมจะไปไหนไม่ได้เลย ถ้ามีอีกคนที่เอาเปรียบอีกคน การเข้าตลาดหลักทรัพย์พูดเรื่องธรรมาภิบาลเยอะมาก ที่ผ่านมาเราทำงานกับคนที่จิตใจดี ตั้งใจทำดีเป็นเรื่องแรก

สิ่งที่ผู้บริหารต้องทำทันทีเพื่อแก้วิกฤต จากประสบการณ์ 40 ปีของ สุวภา เจริญยิ่ง

จริงไหมที่พอรวยแล้วนิสัยเปลี่ยน

เชื่อเถอะไม่จริงหรอก คนนี้เขานิสัยไม่ดีตั้งแต่ยังเป็นคนจนแล้ว แค่พอเขารวยแล้ว เห็นชัดขึ้นเท่านั้นเอง คนเราไม่ได้เปลี่ยนเพราะมีเงินหรอก 

งานของเราคือ ถ้าคนคนนี้เป็นคนดี เราต้องทำให้เขารวย ถ้าคนดีแล้วรวย เขาจะทำให้สังคมดีขึ้น

เวลาทำงานพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ คนบอกว่า โธ่ ทำไมต้องไปทำให้พวกนี้มันรวย เราตอบเลย ตลาดทุนสำคัญมาก ที่สำคัญกว่านั้นคือเราเลือกคนที่ถูกต้องเข้าตลาดหลักทรัพย์ใช่หรือเปล่า จนวันนี้ เราภูมิใจมาก บริษัทที่เราพาเข้าตลาดหลักทรัพย์ ไม่มีบริษัทไหนสักบริษัทเดียวที่โกง โอเค บางคนอาจจะไม่ประสบความสำเร็จในแง่ธุรกิจ มีเรื่องติดขัด นั่นเป็นเรื่องธุรกิจ แต่เขาไม่ใช่คนที่เข้าไปแล้วโกงใครในตลาดหลักทรัพย์ สำหรับเราเรื่องนี้สำคัญมาก

แต่คนทั่วไปก็ยังมองตลาดทุนในแง่ลบอยู่

ระบบการซื้อขายในตลาดทุนบ้านเราเป็นระบบอนุมัติ เคยมีคนพยายามเปลี่ยนให้เป็นระบบยื่นเอกสารแบบต่างประเทศ แค่กรอกเอกสารครบก็ซื้อขายได้เลย แต่เรายืนยันว่ายังไงก็ต้องมีระบบสกรีนบริษัทที่จะเข้ามาซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาด ไม่เช่นนั้นหลายคนจะเข้าใจผิด คิดว่าหาเงินจากตลาดทุนได้ง่ายๆ เอาเงินเขามาโดยไม่ต้องคืนหรือไม่จ่ายดอกเบี้ย เข้าตลาดด้วยราคาหุ้นสูงๆ พอหุ้นตกเดี๋ยวซื้อคืนเอง เราพยายามไม่สนับสนุนคนเราเหล่านี้ ไม่อยากให้คนรุ่นใหม่มองวิธีการหาเงินของคนเหล่านี้เป็นไอดอล

ความรวยไม่ใช่ที่สุด

เรารู้ว่าทุกคนอยากรวยทั้งนั้น ไม่งั้นจะทำงานกันไปทำไม แต่รวยบนความเดือดร้อนของคนอื่นมันไม่น่าใช่นะ รวยแล้วยิ่งต้องแบ่งปันสิ รวยแล้วเกื้อหนุนกัน เราเชื่อแบบนั้นมากกว่า

ก่อนรับงานพาบริษัทเข้าตลาดทุน คุณมองเห็นอะไรในบริษัทเหล่านั้น อะไรคือสิ่งที่สัญชาติญาณบอก

เบอร์หนึ่งขององค์กรสำคัญมาก เจอแล้วรู้สึกว่าเขาเก่งจัง อยากทำเคสนี้จริงๆ ตอนทำงานให้ไทยแอร์เอเชีย ตอนนั้นเขาดังมาก มี FA (ที่ปรึกษาทางการเงิน) เข้าแถวอยากทำงานด้วยแบบที่ถ้าเป็นคนยืนต่อแถวจริงๆ จากอนุสาวรีย์ชัยฯ จะยาวถึงประตูน้ำ เราแทบไม่มีสิทธิ์ทำเคสนี้เลย ช่วงที่วนมาเจอ คุณธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ เรารู้สึกว่าผู้ชายคนนี้เก่งมาก อยากทำงานด้วย และก็เป็นหนึ่งในเคสที่ยากที่สุด วันที่เข้าตลาดฯ อีกเดือนจะเป็นวันที่ครบกำหนดคืนหนี้ จากคนเป็นหนี้ สามพันล้าน หลังวันที่เข้าตลาดหลักทรัพย์กลายเป็นคนที่รวยที่สุดอันดับสิบสองใน ฟอร์บส์ ไทยแลนด์ 

คนอื่นเพิ่งถูก Distrupt แต่ คุณไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม แห่งแกรมมี่ เจอมาตลอดทั้งชีวิต ตั้งแต่ เทป ซีดี สตรีมมิ่ง จากคู่แข่งมหาศาล ตอนนี้เหลือเจ้าเดียว ก็ยังทำอยู่ มันต้องมีคนแบบนี้แหละ คนที่สร้างศิลปินไทย คนที่ยังทำหนังไทย เรายังมีเพลงไทย หนังไทย เพราะเรายังพูดภาษาไทย แม้เด็กรุ่นใหม่มีแนวโน้มจะเสพความบันเทิงภาษาอังกฤษมากขึ้น และอาจก้าวข้าม Local Content ไป แต่ถ้าแกรมมี่ทำได้ยังไงก็ยังมีลูกค้าอยู่ ปัจจุบันยังเป็นเจ้าของค่ายหนังอันดับหนึ่งของประเทศอย่าง GDH มีสถานีช่อง one31 และ GMM25 ซึ่งเรตติ้งติดหนึ่งในสาม 

คุณปัญญา นิรันดร์กุล และคุณประภาส ชลศรานนท์ ตอนเวิร์คพอยท์ทำรายการ คุณพระช่วย ซึ่งแม้ใครจะบอกว่าไม่มีทางทำกำไรแต่เขาก็ทำ เราเชื่อในคอนเทนต์ฝีมือคนไทยมากๆ อาจจะมีภาษาเป็นข้อจำกัด แต่เราก็ยังเชื่อว่าประเทศเรามีครีเอทีฟที่สุด หากรู้กระบวนการจะรู้เป็นงานที่ประณีตมากๆ ปัจจุบันที่เวิร์คพอยท์ก็เป็นที่รวมคนเก่งของเมืองไทยอีกแห่งเช่นกัน

อะไรคือสิ่งที่เบอร์หนึ่งของค์กรมีเหมือนกันหรือมีร่วมกันบ้าง

ความกระตือรือร้นในงานที่ทำทุกวัน ไม่รู้เขาทำได้ยังไง เขาไม่มีง่วงเหงาหาวนอน แรงไม่มีตกเลย การทำงานคือการพักผ่อนของพวกเขา เราถึงบอกว่าอย่าได้อิจฉาที่เขาร่ำรวย เขาทำเยอะมาก ผ่านอะไรมาเยอะมาก สมควรแล้วที่เขาร่ำรวยแล้วเขาเจือ เขาแบ่งปัน เขาดูแลคนอื่น อันนี้ต่างหากที่สำคัญ

สิ่งที่ผู้บริหารต้องทำทันทีเพื่อแก้วิกฤต จากประสบการณ์ 40 ปีของ สุวภา เจริญยิ่ง

เมื่อวิกฤตเกิดขึ้นแล้ว ระหว่างเถ้าแก่กับมืออาชีพใครลุกได้เร็วกว่ากัน

เวลาที่เศรษฐกิจขยาย มืออาชีพซึ่งเก่งเรื่องคิดเป็นระบบและวางแผน บริษัทจึงใหญ่โตขึ้นได้ แต่เวลาวิกฤต เถ้าแก่จะเก่งกว่าเพราะตัดสินใจเร็ว ล้มแล้วลุกเลย ไม่โทษใคร ปัดๆ สองทีแล้วเดินต่อ ดังนั้นเถ้าแก่ที่ทำตัวเป็นมืออาชีพจึงยอดเยี่ยมกว่า

การตัดสินใจทำอะไรช่วงนี้ บ่งบอกวิสัยทัศน์หลายอย่างขององค์กร หลายวันก่อนดูวิดีโอโปรโมตการซื้อตั๋วเครื่องบินล่วงหน้า บอกผู้ชมอย่างน่ารักว่า ‘จองตั๋วไว้ก่อนได้นะ รอนะ เดี๋ยวเราก็เจอกัน’ เหล่านี้บอกวิสัยทัศน์ของผู้นำว่าเมื่อเจอสถานการณ์เดียวกันคุณจะเลือกอะไร เราถึงบอกว่าวิชาวาดเขียนนี้ไม่มียางลบ วาดเส้นลงไปแล้ว ก็ต้องวาดเส้นถัดไปให้ดีขึ้น ถ้าไม่ดี อย่างเก่งก็เอานิ้วเกลี่ยๆ ให้มีแสงเงาและวาดต่อไปให้เสร็จ ทำได้แค่นี้ เหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว จะไปลบก็คงไม่ได้

จะทำยังไง ถ้าเอานิ้วเกลี่ยๆ แล้วเลอะไปกันใหญ่

จงวาดเส้นใหม่ลงไป

คุณบอกว่าในทุกวิกฤต สภาพคล่องเป็นทางรอดของทุกอย่าง ในสถานการณ์แบบนี้จะเกิดสภาพคล่องได้อย่างไร

โชคดีที่จริงๆ แล้ว ประเทศไทยเรารวยมากนะคะ ในฐานะที่เป็นเอกชน เราอยากให้ท่านนายกเป็นแบบกัปตันอเมริกาในเรื่อง Avengers: Endgame นั่นคือ “Whatever it takes” แม้จะต้องสูญเสียอะไรก็ตาม สิ่งที่อยากบอกคือ จริงๆ รัฐบาลเป็นหุ้นส่วนกับเราทุกคน เป็นหุ้นส่วนกับบริษัท เพราะรัฐเก็บภาษียี่สิบเปอร์เซ็นต์จากกำไรที่เกิดจากธุรกิจ ก็คือถือหุ้นบริษัทยี่สิบเปอร์เซ็นต์ และรัฐเป็นหุ้นส่วนเรา เพราะเราเสียภาษีตามสัดส่วนเงินเดือน รัฐบาลเป็นหุ้นส่วนหมดเลย ถ้ารัฐบาลปล่อยให้หุ้นส่วนตาย ส่วนแบ่งก็จะไม่ได้

การที่รัฐบาลพยายามช่วยคนที่วันนี้ยังไม่ได้เป็นหุ้นส่วน ซึ่งรัฐมองว่าเป็นคนส่วนใหญ่ รัฐบาลช่วยเขาได้ดี แต่เงินที่เท่าเทียมกันนั้นก็ควรกลับมาช่วยหุ้นส่วนด้วย ถ้าไม่ช่วยหุ้นส่วน เพราะคิดว่าบริษัทใหญ่แล้ว แข็งแรงแล้ว เหมือนตอนธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (FED) ปล่อยให้ Lehman Brothers ล้มเมื่อพ.ศ. 2550 เรากล้าพูดเลยว่าหากย้อนเวลากลับไปได้ FED จะไม่ทำอย่างนั้น เพราะเมื่อองค์กรล้ม มันหนักและแรงกว่า และการช่วยให้องค์กรยังอยู่ก็เหมือนหล่อเลี้ยงต้นไม้ใหญ่ เพื่อไปเลี้ยงต้นไม้กลางและเล็ก แต่ถ้าเอาน้ำไปรดต้นไม้เล็กๆ มันก็ยากจะฟื้นกลับขึ้นมา เพราะรดเท่าไหร่ก็ไม่พอเนื่องจากมีเยอะมาก

เราเชื่อว่าตัวเลขอยู่ที่ยี่สิบล้าน ถ้าจะจ่ายเดือนละห้าพัน สามเดือน เท่ากับหมื่นห้าคูณยี่สิบล้าน และถ้าเอาเงินก้อนเดียวกันช่วยบริษัทขนาดกลางและขนาดใหญ่ เช่น ช่วยอุดหนุนค่าจ้างยี่สิบห้าถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ที่เขาแจ้งตามจริงเพื่อที่จะมีแรงจ้างงานต่อ 

มีตัวอย่างหนึ่งในห้องเรียนวางแผนการเงิน มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง เมื่อท่านสิ้นชีวิตก็ยกเงินให้ข้าทาสบริวารในบ้านสามสิบคน คนละสามล้านบาทเพื่อตั้งตัว เงินสามล้านบาทอาจจะหมดภายในสองสามปี แต่ถ้าเก็บเงินเก้าสิบล้านนั้นไว้ เรากล้าพูดเลยว่าถ้าบริหารจัดการดีๆ เงินก้อนนี้จะเลี้ยงทั้งสามสิบคนได้ตลอดชีวิต เช่น นำไปซื้อพันธบัตรรัฐบาล เจ็ดเปอร์เซ็นต์เท่ากับจะได้เงิน หกล้านสามแสนบาทต่อปี แค่เอาดอกเบี้ยที่ได้ไปจ่ายคนละสองแสน จะเหลือสามแสนลงทุนต่อได้ นี่คือกระบวนการภาพใหญ่

รัฐบาลเป็นคนรวยที่สุดตอนนี้ และเราเป็นแค่เสียงเล็กๆ สำคัญคืออะไรที่เป็นข้อเสนอที่มั่นใจว่าดีที่สุดแล้วขอให้รีบตัดสินใจ แต่ก็ชื่นชมว่าประเทศเรายังความคุมสถานการณ์ได้ดี ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะนโยบายที่ทำให้โรงพยาบาลชินกับการรับมือคนไข้มหาศาล หมอเราเก่ง พยาบาลเราดี หวังว่าเราจะผ่านเรื่องราวเหล่านี้ไปได้

หลายคนบอกให้ผู้ประกอบการรีบตุนเงินสดไว้ที่ตัว จริงไหม

จริง ผู้ประกอบการที่เตรียมสภาพคล่องไว้หกเดือนยังพอมีลุ้น แต่ใครเตรียมไว้สามเดือนต้องรีบแล้ว ไม่ใช่นิ่งนอนใจ เวลายี่สิบสี่ชั่วโมง มีค่ามากสำหรับผู้ประกอบการต้องรีบวิ่งปรึกษาธนาคารเดี๋ยววงเงินหมด รีบขอสายน้ำเกลือจากแบงก์ก่อน เตรียมข้อมูลให้ครบว่ารอบนี้คุณต้องการเท่าไหร่ เมื่อไหร่จะคืน และจะไปเอาตรงไหนมาคืน ทุกคนชอบคิดว่าแบงก์โหด เขาอยากปล่อยกู้อยู่แล้วเพราะเป็นอาชีพของเขา ถ้าเขาปฏิเสธเราต้องขอบคุณและถามเขาว่าทำไมเขาถึงปฏิเสธ เราจะได้ไปแก้ไข ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมบางคนกู้เงินเก่ง เพราะเขาให้ความมั่นใจแบงก์ มีเครดิตว่าให้ตายยังไง ไม่ว่าจะเกิดอะไรเขาก็คืนเงินครบ ยึดมั่นในสัจจะ คนแบบนี้มากี่ทีแบงก์ก็ช่วยตลอด

เวลาเกิดวิกฤตจริงๆ ตำราบริหารช่วยแก้ปัญหาได้แค่ไหน

ชีวิตจริงไร้กระบวนท่ามาก เหมือนหนังบู๊ตึ๊ง สูงสุดคืนสู่สามัญ วิกฤตจริงๆ ดูไม่เยอะ ขอให้วันนี้มีเงินกินข้าว คนที่ตั้งใจและซื่อสัตย์จะผ่านมันไปได้

ชีวิตจริงเราล้วนถูกเปรียบเทียบตลอดเวลา อยู่ที่เราว่าอยากอยู่ตำแหน่งไหนในเรื่องนี้ อยากเป็นผู้มีสิทธิ์เลือกหรือเป็นผู้ถูกเลือก ถ้าเลือกได้ คุณจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุด แต่ถ้าเลือกไม่ได้ ณ เวลานี้ ก็ต้องทำตัวให้ถูกเลือก 

สมมติ ถ้าอยากได้ลูกน้องเก่งๆ ต้องทำยังไง ก็ต้องเป็นนายที่สุดยอด นายที่เห็นความก้าวหน้าของลูกน้องเป็นเรื่องที่สำคัญ นายที่มีโอกาสถ่ายทอด มีเวลาให้ลูกน้อง นั่นคือนายที่ลูกน้องอยากทำงานด้วย ขณะเดียวกัน ถ้าเป็นลูกน้องก็อยากให้เป็นลูกน้องที่นายสั่งงานมาแล้วจบ ถึงเวลางานส่งตามกำหนด มีอะไรไม่เข้าใจให้ซักถาม จริงๆ ไม่มีใครทำทุกอย่างได้ครบถ้วนหรอก แต่ถ้าเราทำเต็มที่ จะไม่มีใครมาว่าเราได้ ที่ผ่านมาเราโชคดีที่มีนายดี และเพราะเขาเป็นนายที่ดี เราก็ยิ่งไม่อยากทำให้เขาผิดหวัง มีงานอะไรเราก็ทำเต็มที่

เรียนรู้อะไรจากการมีเจ้านายที่ดี

มองเขาเป็นตัวอย่าง คนเราชอบพูดว่าโตขึ้นจะไม่เป็นแบบนั้นแบบนี้ซึ่งบางทีก็ลืมเหมือนกัน 

จากประสบการณ์เรานิยามนายเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกเป็นเหยี่ยว นายเหยี่ยวจะเข้มข้น เป๊ะ เป็นนายที่มีโปรเจกต์ใหม่ตลอด นายเหล่านี้จะประสบความสำเร็จได้ถ้ารู้จักผลักดันให้คนในทีมรู้สึกสนุก ซึ่งก็ต้องเจอกับลูกน้องที่ถูกคู่นะ ลูกน้องที่ไม่ต้องสอนมาก แค่บอกให้รู้ว่าอยากได้อะไร กำหนดเวลา แบ่งหน้าที่ แล้วไว้ใจให้ทำ กลุ่มที่สองคือพิราบ นายพิราบเป็นสายเข้าอกเข้าใจ มีความเป็นทีม ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ช่วยกันดูแล นายที่ดีคือนายที่มีทั้งเหยี่ยวและพิราบในตัวเอง ยากนะ แต่ทุกคนที่ประสบความสำเร็จ เป็นนายลักษณะนี้ทั้งนั้น ภาษาบ้านๆ เรียกว่ามีพระเดชและพระคุณ

คงไม่มีใครอยากเป็นผู้นำที่ไม่ดี

ส่วนใหญ่ที่ไม่ค่อยเปลี่ยนเพราะเขาทำแบบเดิมแล้วได้ผลลัพธ์ที่เขาต้องการ ตัวอย่างธุรกิจครอบครัวซึ่งพ่อและลูกมักมีความเห็นที่ไม่ตรงกัน พ่อก็บอกให้ลูกเปลี่ยน ลูกก็บอกให้พ่อเปลี่ยน พ่อบอกว่ารู้เรื่องดีเพราะเขาทำมาก่อน ลูกก็บอกว่าเหตุการณ์ในอนาคตจะเปลี่ยนถ้าพ่อไม่เปลี่ยนอันตรายมาก 

สิ่งที่ทำได้คือเขาต้องได้เห็นว่าการไม่เปลี่ยนจะทำให้เจอกับอะไร COVID-19 เป็นตัวกระตุ้นที่ดี คนที่ไม่เคยเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยน คนที่สมัยก่อนไม่ได้สนใจลูกน้องเลยเพราะทำทุกอย่างได้เอง เขาก็จะพบว่าต่อให้เก่งแค่ไหน คนหนึ่งคนก็ทำงานทุกอย่างสำเร็จไม่ได้

เจ้านายหลายคนลูกน้องรัก แต่ทำไมดึงลูกน้องเก่งๆ ไว้ไม่อยู่

สมมติ บอกว่าปีนี้เรามีโบนัสให้เท่านี้นะไปจัดการเสนอมา ปรากฏตัดสินใจไม่ได้เลยให้ทุกคนเท่ากัน ‘คุณทำงานยอดเยี่ยมมาก ปีที่แล้วซาบซึ้งมาก ทำงานเก่งมาก พี่ตัดสินใจให้โบนัสสองเดือน’ ขณะที่อีกคนมาสาย ไม่ทำงาน ไม่ทำอะไรเลยแต่ได้โบนัสเดือนครึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นคือลูกน้องที่เก่งก็อยู่ไม่ได้ ถ้าเป็นเรา สมมติให้โบนัสคนที่ทำงานเก่งสองเดือน คนที่ไม่มีผลงานเลยก็ต้องได้ศูนย์ มันต้องชัดเจน หลายคนที่ไม่ชัดเจนเพราะตอนสั่งงานก็ไม่ชัดเจน ผลลัพธ์ก็ไม่ชัดเจน พอจะแก้งานก็เลยแก้ไม่ได้

เจ้านายที่เก่ง คือไม่ใช่คนที่เอาลูกน้องอยู่อย่างเดียว แต่ต้องเอาลูกค้าอยู่ด้วย ต้องทำให้ธุรกิจรอด เป็นวาทยากร ที่ไม่ได้เล่นเครื่องดนตรีสักชิ้น ไม่ได้เป็นคนแต่งเพลง แต่เขารู้ว่าจังหวะนี้ต้องให้ใครเล่น เวลานี้ใครควรจะต้องดังหรือค่อย ดึงจังหวะยังไง สมัยพิชงานแข่งกับเจ้าอื่นที่เก่งๆ เรารู้สึกโชคดีที่เจอความผิดหวังมากกว่าสมหวังนะ เพราะทำให้เราค้นพบทางของเราว่าทำยังไงลูกค้าจะชอบเรา ทำไงเราถึงทำงานที่ดีที่สุดได้ หาจุดแข็ง หางานที่เป็นตัวตนของเรา เจ้านายและน้องในทีมทุกคนที่เจอก็เช่น ที่เรามีตัวตนวันนี้ได้ ก็เพราะที่บริษัทให้โอกาสเรา 

เราบอกทุกคนเสมอว่าสังคมไทยแคบมากนะ คุณจะทำอะไรต้องระลึกเสมอว่าทุกอย่างที่ทำคือสิ่งที่สะท้อนตัวตนของคุณ ถ้าคุณคิดว่าไม่เป็นไรหรอก ยังไงก็ไม่มีวันเจออีก คุณจะนึกไม่ถึงเลยว่ามันกลับมาเร็วมาก เช่น คนที่คิดว่าสถานการณ์เลวร้ายที่เจออยู่ตอนนี้ จะทำให้มีโอกาสเบี้ยวหนี้ ถือโอกาสทำร้ายลูกค้าจากเคยใส่หนึ่งส่วน วันนี้ใส่ครึ่งส่วน ลดคุณภาพ เป็นต้น กล้าพูดเลยว่า ในทุกวิกฤตที่เกิด คนที่ทำแบบนั้นนี้จะไม่เคยผ่านวิกฤตได้เลย

ในฐานะพนักงานคนหนึ่ง เราทำอะไรให้องค์กรได้บ้าง

มีบริษัทหนึ่งเราชอบมาก นายที่ดีต้องรู้จักมอบหมายงานลูกน้องด้วยนะ เขาทำแบบนี้ แปดโมงครึ่งให้ทุกคนมาพร้อมกันที่โปรแกรม zoom สิบห้านาที จากนั้นเก้าโมง แจกโจทย์ สิบเอ็ดโมงส่งการบ้าน บ่ายสองประชุมหาข้อสรุป ที่ชอบคือ นายถามว่าเงินเดือนเธอเท่าไหร่ ลองหารยี่สิบวันทำงาน สมมติเงินเดือนหกหมื่น ลองถามตัวเองว่าวันนี้ทำงานคุ้มเงินสามพันหรือยัง

จุกเลยค่ะ

ก็เป็นที่เข้าใจ วันนี้ออฟฟิศยังจ่ายเงินเดือนอยู่นะ คนที่อืดทั้งวัน ไม่รู้ทำอะไร เครียดมาก หงอยเหงา ประชุมกันทีก็เครียดมาก เราใช้คำนี้เสมอ มีงานก็ดีกว่าไม่มีงาน ระหว่างนี้ บางคนอาจจะค้นพบความชอบใหม่ อยากเขียนหนังสือ อยากเรียนภาษา มีอะไรให้ทำเยอะเลย อยากปลูกผัก อยากเรียนดนตรี อยากทำอาหาร การทำให้เรามีความสุขในสิ่งที่เป็น เวลาแบบนี้ลองสำรวจทรัพย์สินตัวเอง ในฐานะนักวางแผนทางการเงินเราจะถามเสมอ ลองดูทรัพย์สินมีอะไร รวบรวมได้ครบถ้วนไหม ทั้งเราและครอบครัว รวบรวมหนี้สิน มีหนี้ธนาคารไหม รู้ไหมเขาเปิดให้เจรจาลดหนี้นะ นอกจากนี้ลองดูรายรับ-รายจ่าย โชคดีที่นายไม่ลดรายได้ งั้นลองลดรายจ่ายก่อนไหม เงินออม เงินฉุกเฉินอยู่ที่ไหน

หลัง COVID-19 จะเกิดธุรกิจหรือโอกาสใหม่ๆ อะไรต่อจากนี้

หนึ่ง จะมีหลายคนติดใจ Work from home บริษัทจะใช้ Outsource มากขึ้น เพราะค้นพบว่าหลายตำแหน่งไม่ต้องมีประจำที่ออฟฟิศก็ได้ 

สอง เรากำลังถูกท้าทายด้วย Vintage Culture วิถีชีวิตแบบที่ต้องมีรถส่วนตัว บ้านส่วนตัว ห้องทำงานส่วนตัว ขณะที่วันนี้เราเป็น Ecosystem มีออฟฟิศที่แชร์กัน เดินทางด้วยการขนส่งที่แชร์กัน อยู่ในคอนโดฯ ที่แชร์กัน หลังเหตุการณ์นี้เชื่อว่า หลายคนอยากกลับไปใช้วิถีวินเทจแบบนั้น มีอะไรที่เป็นส่วนตัว หรือธุรกิจที่ให้ความเป็นส่วนตัวเหล่านี้จะกลับมาอีกครั้ง 

สาม เมื่อคนเราคุ้นเคยกับเทคโนโลยีแบบนี้ เพราะฉะนั้นการแข่งขันไม่ได้อยู่แค่ในประเทศ สิ่งที่ตามมาคือคู่แข่งในต่างประเทศซึ่งมีฐานทุนที่ใหญ่กว่า มีความพร้อมมากกว่า มีแพลตฟอร์มที่รวดเร็วกว่า มีโอกาสที่จะทำธุรกิจยากขึ้นและยากขึ้น

ทุกวันนี้ คุณตื่นมาทำงานด้วยความเชื่อแบบไหน

ตื่นมาด้วยความรู้สึกว่า การมีลมหายใจสำคัญที่สุด เพียงเราหายใจ เราก็ทำสิ่งต่างๆ ที่เราอยากทำได้ โชคดีที่ได้เลือกทำสิ่งที่อยากทำ ไม่ต้องทำสิ่งที่ไม่อยากทำอีกแล้ว ซึ่งถ้าไม่ได้เป็นคนเลือกก็ต้องทำตัวให้ถูกเลือก พี่อยากเป็นคนเลือก

สิ่งที่ผู้บริหารต้องทำทันทีเพื่อแก้วิกฤต จากประสบการณ์ 40 ปีของ สุวภา เจริญยิ่ง

10 Questions answered by Vice President at Thai Financial Planners Association

1. ความรู้ใหม่ล่าสุด : ติดใจ Zoom มาก

2. ชอบทำงานกับคนแบบไหน : ยิ่งเป็นคนที่มีไฟ คนที่พอเจอเรื่องท้าทายแล้วตาเป็นประกาย เหมือนตีปิงปอง เราชอบคนที่เมื่อเราตีไปเขาตีโต้กลับมา

3. เบื้องหลังการเขียนงาน : นายที่เข้มงวดทำให้เราเขียนงานได้อย่างวันนี้ สมัยทำงานสายพัฒนาธุรกิจ (สินเชื่อ) ต้องเขียนงาน (Call Report) โดนนายแก้ยับทุกบรรทัด เหลือที่เป็นของตัวเองอย่างเดียวคือ ‘จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาอนุมัติ’

4. ลูกค้าคนล่าสุด : Yggdrazil Group บริษัทผู้ผลิต Digital Content และ Computer Graphic Production House อันดับ 1 ของไทย ให้บริการออกแบบและจัดทำคอมพิวเตอร์กราฟิก แอนิเมชัน เกี่ยวกับงานโฆษณา ภาพยนตร์ รวมถึงผลิตและรับจ้างผลิตเกม วันนี้คนอาจจะยังไม่สนใจธุรกิจลักษณะนี้ เขาเป็นเจ้าเดียวที่เราเห็นว่าชัวร์ที่สุด แทบจะไม่กระทบเลย เพราะเขาทำงานได้ดีมากๆ 

5. คำพูดติดปาก : เงินไม่ได้ทำให้เกิดความคิด คิดได้ต่างหากที่ทำให้เกิดเงิน

6. ชมรมสมัยมหาวิทยาลัย : ชมรม Vintage ทำหนังสือรุ่นของมหาวิทยาลัย และเป็นประธาน Major Finance รุ่น 13

7 เรื่องโชคดีที่สุดในชีวิต : คุณพ่อคุณแม่ พวกท่านเป็นคู่ที่ลงตัวสุดยอดมาก ที่บ้านคนเรียกพ่อว่าอาจารย์ เรียกแม่ว่าคุณครู คุณพ่อชื่อ สว่าง เป็นด็อกเตอร์จบ 5 ปริญญา คุณแม่ชื่อ จิราภา จบอนุปริญญาเชี่ยวชาญการสอนชั้นเด็กเล็ก พระท่านก็เลยตั้งชื่อให้ว่า สุวภา แปลว่า แสงสว่างแห่งความดีงาม เรื่องโชคดีอีกเรื่องคือไม่ว่าจะไปไหนพวกท่านจะยัดหนังสือใส่มือเราเสมอ และตอนเด็กๆ ก็ชอบการหลงอยู่ในร้านหนังสือมาก ตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่

8 หนังสือเล่มโปรด : เลือกยากมาก หนังสือเล่มแรกที่คิดถึงคือ ‘เด็กชายชาวนา’ เป็นหนึ่งในหนังสือชุดบ้านเล็กในป่าใหญ่ แต่หนังสือเล่มแรกที่เปลี่ยนชีวิตคือ เจ้าชายน้อย เราเกิดความรู้สึกที่แตกต่างกันทุกครั้งที่อ่าน อีกเล่มคือ ‘โจนาทาน ลิฟวิงสตัน นางนวล’ นกอะไรบินอยู่นั่นแล้วบินอีก กว่าจะบรรลุได้ อีกเล่มที่ชอบอ่านตอนเด็กคือ ‘หลายชีวิต’ อันนี้เป็นอีกเล่มที่ให้ความรู้สึกเปลี่ยนไปตามช่วงอายุที่อ่าน เป็นคนที่อ่านนิยายเยอะมาก เป็นแฟนหลังสือนักเขียนครบทุกนามปากกา ครบทุกเรื่อง

9 หนังที่ให้ดูกี่รอบก็ไม่เคยเบื่อเลย : แฟนฉัน เรารักแฟนฉันมาก ลงตัวไปทุกเรื่อง ยิ่งรู้เบื้องหลังยังมหัศจรรย์ ทั้งเรื่องที่เป็นการทำงานครั้งแรกของ 3 ค่ายใหญ่ แกรมมี่ หับโห้หิ้น และไทเอนเตอร์เทน เปลี่ยนชื่อจาก ‘อยากบอกเธอรักครั้งแรก’ มาเป็น ‘แฟนฉัน’ มีผู้กำกับ 6 คน นักแสดงเป็นดาราเด็กที่ไม่เคยมีผลงานมาก่อนแต่ทุกคนมีเสน่ห์มาก เพลงน่ารัก

10 คุณไปแข่งรายการแฟนพันธุ์แท้ตอนไหนได้บ้าง : คิดว่ารายการจริงคงไม่ถ่ายทำตอนนี้แน่ๆ ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการอ่านงบการเงินเราทำได้แน่นอนที่สุด

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

โจ้-ธนา เธียรอัจฉริยะ คือนักรับจ้างทั่วไปตามคำนิยามของเขาเอง

เขาเป็นนักการเงินที่ผันตัวมาทำงานสายการตลาด ผู้อยู่เบื้องหลังโปรเจกต์ใหญ่ๆ ที่ประสบความสำเร็จอย่าง Happy ของดีแทค แม่มณีของธนาคารไทยพาณิชย์ หลักสูตรสถาบันพัฒนาความคิดสร้างสรรค์เชิงธุรกิจ (ABC-Academy of Business Creativity) และแอปพลิเคชันฟู้ดเดลิเวอรี่ Robinhood ที่เพิ่งประกาศแคมเปญ ‘เราช่วยคุณ คุณช่วยร้าน’ ไม่เก็บค่าส่งในช่วงล็อกดาวน์เมื่อ 2 วันก่อน

ขณะเดียวกัน นักบริหารคนนี้ก็อยู่เบื้องหลังความไม่สำเร็จหลายอย่าง จนเขียนหนังสือชื่อ ‘ล้ม ลุก เรียน รู้’

ธนาเคยผิดหวังจากการสอบเข้าเรียนปริญญาโทที่หวังไว้ จึงไปสมัครงานเป็นสจ๊วตสายการบิน

เขาเคยทำโปรเจกต์ขาดทุนหลักร้อยล้านเพราะคิดว่ารู้จริงแล้ว

เคยอยู่ในช่วงหนึ่งของชีวิตที่เชื่อเต็มร้อยว่าตัวเองเก่งที่สุด และไม่มีใครทดแทนได้

และเป็นความล้มเหลวอีกนั่นแหละ ที่เปลี่ยนเขาจากคนที่ทำทุกอย่างตามแบบแผนให้กล้าจะลองสิ่งใหม่ๆ และก้าวออกจาก Comfort Zone 

ธนา เธียรอัจฉริยะ “สิ่งที่เหลือจากวิกฤตคือความทรงจำ อยากให้คนจำแบบไหน จงทำแบบนั้น”

ประสบการณ์และกาลเวลาหล่อหลอมธนาให้กลายมาเป็นผู้นำที่คนรัก เป็นพี่ที่น้องๆ ไว้ใจ เป็นนักบริหารที่ใครๆ ต่างเคารพในความคิดและการทำงานนอกกรอบ เป็นนักเล่าเรื่องที่ผู้บริโภคชื่นชม

จากรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลยุทธ์องค์กร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC สู่ผู้บริหารฝ่ายการตลาด ธนาคารไทยพาณิชย์ 

หลังปฏิเสธงานไปหลายองค์กร วันนี้เขาดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ บริษัท เพอร์เพิล เวนเจอร์ส จำกัด เจ้าของ Robinhood ควบคู่ไปกับกรรมการ บริษัท ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TQM และประธานคณะกรรมการ บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) โดยมีหลักการเลือกง่ายๆ ‘ถ้าไม่เป็นประโยชน์ ก็จะไม่ไป’ 

Robinhood ต่อสู้ในตลาดฟู้ดเดลิเวอรี่ด้วยกลยุทธ์ตรงกันข้าม ส่วนหนึ่งมาจากประสบการณ์ตรงของธนา ธุรกิจเล็กไม่สามารถใช้โมเดลเดียวกับธุรกิจใหญ่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ Robinhood จึงไม่เก็บค่า GP เหมือนคู่แข่ง มุ่งเน้นร้านอาหารเล็กๆ อีกส่วนคือวิธีการบริหารเรียบง่ายและทำได้จริงของเขา

ทำงานสำเร็จ ไม่ใช่ทำเสร็จ

ไม่ชัวร์ทำไปก่อน มีปัญหาก็ค่อยๆ แก้กันไป

จงเป็น Leader อย่าเป็น Boss

เข้าใจคนอื่นด้วยการนั่งในใจเขา

คนคนหนึ่งไม่ได้เก่งเสียทุกเรื่อง

ขอบคุณเสมอ

ผิดต้องขอโทษ

ไม่มีการบริหารที่ One Size Fits All

ผู้นำต้องกินคนสุดท้าย

ใจเย็นให้มากขึ้นโดยเฉพาะในช่วงวิกฤต

และสิ่งที่เหลือรอดจากวิกฤตคือ ความทรงจำ อยากให้คนจดจำอย่างไร จงทำอย่างนั้น

ใครๆ ก็ยกย่องให้คุณเป็น ‘เจ้าพ่อการตลาด’ 

เราไม่คิดอย่างนั้น เราเรียกตัวเองว่า Storyteller เป็นคนที่เล่าเรื่องได้ง่าย ด้วยความที่ไม่ชอบอะไรยากๆ อ่านหนังสือก็จะอ่านอะไรง่ายๆ หนังสือที่เข้าใจง่าย ภาษาที่ดี พี่ตุ้ม หนุ่มเมืองจันท์, โกวเล้ง และขาดไม่ได้คือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นคุณครูทางภาษาของเราเลย

ถ้าเจอเราในภาคแรกของชีวิต จะนึกไม่ออกว่าทํางานการตลาด เราเป็นมนุษย์การเงินเชยๆ ภรรยายังชอบแซวอยู่เลยว่าใส่เสื้อขาว กางเกงดำ เบสิกมาก ขี้กลัว นั่งทำ Excel เป็นอาวุธ ตอนเรียนก็ธรรมดา อยู่อัสสัมชัญศรีราชา เข้าเตรียมอุดมฯ เรียนค่อนข้างดี แต่เล่นกีฬาไม่เก่ง ติดสาว เพื่อนไปสอบเทียบก็ไป คณะอะไรก็ลอกเขาเอา จบเศรษฐศาสตร์ก็เรียนบ้าง ลอกบ้าง เหตุการณ์เปลี่ยนตอนไปอเมริกา คิดว่าจบจากจุฬาฯ ถ้ายื่นต่อโทฯ มหาลัย Top 50 ก็น่าจะติด ปรากฏไม่มีใครรับเลย คิดในใจ ‘ฉิบหายแล้ว’

ว่างอยู่ปีหนึ่งก็เรียนภาษาอย่างเดียว ไม่ได้ทำอะไร แล้วได้ไปห้องสมุดเจอหนังสือ 100 Best Employers in US เลยร่างจดหมายหนึ่งฉบับ ‘To Whom It May Concern…’ แล้วยื่นแม่งเลยร้อยที่ (หัวเราะ) มีที่เดียวที่ตอบรับคือ Delta Airline ที่กำลังจะเปิดรูตมาเมืองไทย นั่นเป็นครั้งแรกที่ชีวิตไม่ตามแบบแผน แต่เป็น ‘ไม่ชัวร์ ทำไปก่อน’ และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ชีวิตเป็นแบบวันนี้ หลังจากนั้นก็พบว่า พอเลี้ยวไปทำอะไรประหลาดๆ หน่อย เราจะได้สิ่งที่เพื่อนไม่มี 

สมมติถ้ามีของหนึ่งอย่าง อยากให้คุณคิดกลยุทธ์ให้ขายได้ คุณจะเริ่มจากอะไรก่อน

เราเป็นนักขายที่แย่มาก การขายกับการตลาดไม่เหมือนกันทีเดียว ถ้าบอกว่ามีปากกาหนึ่งด้ามให้เราขาย จะทำได้ไม่เก่งเลย 

วิชาหนึ่งที่เพิ่งรู้ว่าสำคัญมากๆ คือ Empathy เราต้องพยายามคิดก่อนว่าอีกฝ่ายหนึ่งกำลังคิดอะไร เรามีสกิลล์ตรงนี้ สามารถเล่าได้ว่าปากกานี้ดียังไง พูดยังไงให้โดนใจคน ถ้าภาษา ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช คือ การไปนั่งอยู่ในใจคน แต่มันเป็นทั้งบวกเเละลบ เราเข้าใจคนจริง มี Empathy ง่าย แต่ขณะเดียวกันก็เป็นคนที่ Sensitive จนบางครั้ง Over-sensitive ด้วย เช่น โดนคอมเมนต์เเรงๆ จะหมดเเรงไปเลย เราเลยเป็นนักการเมืองไม่ได้ชัวร์ๆ ถ้าเป็นนักการเมืองแล้วโดนคนทั้งประเทศด่า เราทําไม่ได้ แต่มันดีในแง่การตลาด

แต่การตลาดของเราก็ไม่ใช่การตล๊าด การตลาดอีก เคยเป็นตําเเหน่งหนึ่งที่ชอบคือ Chief Commercial Officer เป็นเชิงพาณิชย์ มันไม่ถึงการตลาดเสียทีเดียว ดูการเงินประกอบ เเล้วทํายังไงให้ขายได้ด้วย เราชอบเอาการเงินกับการตลาดมาผสมกัน เอาความเป๊ะของโลกการเงินผสมกับความกะๆ ของการตลาด แล้วใช้ตรงกลาง ถ้าพูดเอาเท่ก็เหมือน สตีฟ จอบส์ (Steve Jobs) เเหละ เอา Technology ผสม Liberal Arts กลายเป็น iPhone ที่ทั้งสวยและใช้งานได้ดี 

อย่างตอนทำ Happy เรื่องหลักๆ ที่เราหยิบมาเล่นคือ Pricing ซึ่งเป็นการตลาด แต่ก็เป็นการเงินด้วย เลยเกิดเป็นโปรโมชันแปลกๆ รับสายราคาเท่านี้ โทรออกราคาเท่านี้ มีกลางวันกลางคืน โทรหากันถูก ใจดีให้ยืมเงิน พวกนี้เป็นการเงินหมด แต่เอามาเล่าเป็นการตลาด 

แต่อย่าให้ไปขายนะ อันนั้นเราห่วย (หัวเราะ)

การประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้คุณมีช่วงชีวิตที่หยิ่งผยองในสิ่งที่เป็นหรือเปล่า

เราโดนไปหลายดอกมาก พวกนี้เป็นบทเรียนในชีวิต

ดอกแรกตอนอายุประมาณสามสิบเจ็ด สามสิบแปด อีโก้สูง พูดอะไรไปนักข่าวก็ชื่นชม พูดอะไรก็ถูก พูดอะไรก็คมคาย คิดว่าตัวเองพูดอะไรก็ได้แล้วดันไปคอมเมนต์เรื่องการเมือง ข่าวตัดทอนไปลงหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ขั้วการเมืองข้างหนึ่งโกรธมาก เรื่องใหญ่ มีคนโทรหาดีแทคเป็นพันเพื่อจี้ให้เราลาออก โทรมาขู่ฆ่าที่บ้านก็มี มันเตือนตัวเองว่า หนึ่ง เราพูดไม่ได้ทุกเรื่องนะ เรื่องไหนรับไม่ได้ก็อย่าพูด สอง เราไม่ได้เก่งจริงๆ อย่างที่คิดหรอก อันนี้เป็นครั้งที่เเรกที่อีโก้ตัวเองพุ่งเเล้วโดนเจาะลม 

ดอกที่สองตอนอายุสี่สิบเอ็ด อยู่ดีแทค ขอใช้คำว่าเหมือนตั่วเหล่าเอี๊ย ประสบความสำเร็จมาก ใครๆ ก็เกรงใจ พูดอะไรไปเขาก็ ‘เอาเลยครับ ทำเลย’ เหมือนเป็นเทวดา ทำงานครึ่งวันเงินเดือนเยอะมาก เราคิดว่าตัวเองเก่ง เป็นเทพการตลาด พอบริษัท Mc Jeans มาชวน คิดง่ายๆ ว่าอิ่มตัวกับงานที่นี่แล้ว สิบสี่วันลาออกเลย ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับดีแทค ซีอีโอยังงงเลย ออกไปทำไมวะ 

ออกไปก็ไม่รู้บริษัทใหม่เป็นยังไงด้วย เพราะคิดว่าตัวเองทำอะไรก็ได้ แล้วก็พ่ายแพ้ หกเดือนคลานเข่าบาดเจ็บสาหัส พบว่าไม่ได้เก่งทุกอย่าง เหมือนเราว่ายน้ำจืดได้ พอไปเจอน้ำทะเลแล้วไปไม่เป็น

เราเป็นเหมือนที่ Steve Jobs พูดตอนถูกไล่ออกโดยบอร์ดของตัวเอง มันคือ Beginner’s Mind ถ้าตามภาษาเขามันคือการยกความหนักของความสําเร็จออก เหลือแต่ความเบาแบบเด็กทารก ถ้าไม่รู้ เรายอมรับ แล้วเริ่มใหม่ ค่อยๆ ลองผิดลองถูก เรียนรู้ใหม่ ประมาทกับตัวเองให้น้อย

ตอนอยู่แกรมมี่ก็ไม่ใช่ว่าสำเร็จนะ (หัวเราะ) โดนด่าเรื่องยูโรจอดำ ถ้าใครจำได้ เละเทะ ชีวิตเราเลยมีทั้งล้มเหลว ปานกลาง และสำเร็จ มันต้องโดนถึงจะเข้าใจแล้วเรียนรู้ เราเป็นบัวปริ่มน้ำ ไม่ใช่บัวพ้นน้ำที่คิดได้เอง

ธนา เธียรอัจฉริยะ “สิ่งที่เหลือจากวิกฤตคือความทรงจำ อยากให้คนจำแบบไหน จงทำแบบนั้น”
ธนา เธียรอัจฉริยะ “สิ่งที่เหลือจากวิกฤตคือความทรงจำ อยากให้คนจำแบบไหน จงทำแบบนั้น”

คุณรับบริหารองค์กรธุรกิจมาหลายอุตสาหกรรม บริษัทแบบไหนที่ ธนา เธียรอัจฉริยะ จะรับงาน

เวลามีคนถามว่าเราทำอะไร จะบอกว่า รับจ้างทั่วไป ถ้าถูกใจก็ทำ ซึ่งก็ต่างไปตามแต่ละช่วงชีวิต บางช่วงต้องการเงินเพราะลูกยังเล็ก บ้านยังผ่อน ก็เลือกนายจ้างไม่ค่อยได้หรอก แต่ถ้าถามตอนนี้ เราเลือกสิ่งที่อยากทำ ทำที่คิดว่าสนุก ที่คิดว่าจะมีประโยชน์ 

มีช่วงหนึ่งเราฮิตสโลว์ไลฟ์ ตอนลูกเล็กๆ รับงานกรรมการ ไม่ได้ชอบนะ แต่รับเยอะเพราะได้เงินแน่นอน ซึ่งมันไม่สนุก ทำแล้วเหมือนขาดอะไรบางอย่างไป เราเรียงลำดับชีวิตตัวเองไว้คือ ลูกสาว การออกกำลังกาย และสิ่งสุดท้ายที่ต้องมีเพื่อให้ชีวิตไม่น่าเบื่อหรือแก่เร็วคือ เราต้องรู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์ อันนี้สำคัญ ตอนหลังๆ เลยไม่เลือกงานที่เงินเยอะแล้วไม่มีประโยชน์ ถ้าเขาเอาเราไปนั่งประดับบารมี หรือไปเป็นกรรมการบริษัทให้ดูดีเฉยๆ เราจะไม่เอา 

หลักการบริหารธุรกิจในแต่ละอุตสาหกรรมมีความคล้ายคลึงกันไหม

ไม่เหมือนกันเลยดีกว่า ไม่มี One Size Fits All สมัยก่อนอาจมีนะ สมมติเราเทพการตลาด ไปไหนก็เวิร์ก ใช้หลักการคล้ายๆ กัน แต่ตอนนี้ไม่ ทำงานในองค์กรที่มีเจ้าของกับไม่มีเจ้าของก็ต่างกัน เจ้าของก็มีหลายแบบมาก เราต้องเข้าไปทำตัวเล็กๆ เพื่อเข้าใจทุกอย่าง แต่ละที่ไม่เหมือนกัน แกรมมี่เป็นแบบหนึ่ง SCB เป็นแบบหนึ่ง 

หลังๆ เลยรู้สึกว่าต้องทำตัวเหมือนน้ำ ไปถึงต้องปรับตัวให้ได้ ดูว่าเรามีประโยชน์ไหม ถ้ามีประโยชน์ก็ทำต่อ ไม่มีประโยชน์ก็แยกทาง คนเลยมองว่าเราเปลี่ยนงานบ่อย แล้วแต่สไตล์คน เรามองทุกอย่างเป็นโครงการ ครบสามปีกลับมาทบทวนตัวเองว่า มันยังเวิร์กทั้งคู่ไหม จะได้ไม่เสียเวลา อย่าง Robinhood อีกสามปีข้างหน้าเราอาจจะให้อะไรเขาไม่ค่อยได้ให้ ให้เขาหาคนอื่นใหม่ดีกว่า 

ข้อดีของการเปลี่ยนงานทุกๆ 2 – 3 ปีคืออะไร

ถ้าตอนนี้เรายังอยู่ดีแทค น่าจะโดน Lay Off แล้วหางานใหม่ไม่ได้ แก่เกินเทคโนโลยีไปแล้ว ตามไม่ทัน เพราะเคยทำงานมาอย่างเดียว จะสมัครงานใหม่ก็ได้แค่สายโทรคมนาคม พอเปลี่ยนงานมาเยอะ เราเลยมีคอนเนกชัน ถ้าแกรมมี่อยากคุยกับคนธนาคาร เราก็มีเพื่อนอยู่ธนาคาร ถ้าธนาคารอยากทําการตลาดเจ๋งๆ เราก็รู้จักเต็มไปหมด หรือถ้าอยากคุยกับบริษัทโทรคมนาคม เราก็เชื่อมได้ นี่ยังไม่พูดถึง ABC ที่มีอีกมหาศาล

ในที่สุดเเล้ว เราไม่สามารถทําได้หลายเรื่องนักหรอก เเต่เรารู้ว่าใครเก่ง ควรมาเจอกับใคร เเล้วจะไปได้ไกลมาก ยกตัวอย่างเร็วๆ เรื่อง คุณตุ๊ก (ดร.นภัสนันท์ พรรณิภา) เราแนะนำว่าน่าจะเอา TQM เข้าตลาดหลักทรัพย์ เราทำไม่เป็นหรอก แต่รู้จักเซียนที่เก่งและนิสัยดีมากๆ ชื่อ พี่จิ๋ม (สุวภา เจริญยิ่ง) ตอนนี้เขารักกันเลย ตุ๊กก็พาบริษัทเข้าตลาด ประสบความสำเร็จ หรือมีคนอยากหามือ Digital Marketing ดีๆ เราไม่รู้เรื่อง แต่รู้ว่าคนไหนเก่งกว่า ลองทำกันดู สิ่งที่เราจะระวังมากคือต้องสกรีนคนที่แนะนำ สำคัญคือต้องนิสัยดีทั้งคู่ ต่อให้ทำแล้วไม่เวิร์กก็ไม่ทะเลาะ ไม่โกงกัน เราชอบทำและไม่อยากได้อะไรด้วย (นิ่งคิด)

อย่าเรียกว่าไม่อยากได้อะไรเลย เราเชื่อเรื่องสะสม Currency มันสะสมได้หลายแบบ เงินก็เป็น Currency แบบหนึ่ง คำขอบคุณก็เป็น Currency แบบหนึ่ง ความทรงจำก็เป็นแบบหนึ่ง พาลูกไปเที่ยววันนั้น จ่ายเงินไป แต่วันนี้ยังอยู่ในความทรงจำอยู่เลย

คำขอบคุณเหมือนการปลูกต้นไม้ เราอยากให้คนจดจำเราแบบนั้น สิ่งที่ทำไปวันนี้ เขาอาจจะช่วยลูกเราในอนาคตก็ได้ 

สไตล์การบริหารของคุณที่เหมือนกันไม่ว่าจะทำงานที่ไหนคืออะไร

เดี๋ยวนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว แต่ก่อนตอนหนุ่มกว่านี้ ทีมเล็ก ไฟแรง เราคุยกับทุกคน ลุยเอง เป็นผู้เล่นกึ่งโค้ช พอลงไปดูแลลูกน้องเยอะๆ มันจะมีความผูกพัน มันเหนื่อยมาก ตอนนี้เลยพยายาม Positioning ตัวเองให้ลอยๆ หน่อย เป็นโค้ชรุ่นใหญ่ขึ้นมาหน่อย วางตัวเป็นเมนเทอร์มากกว่าที่จะไปลงรายละเอียดกับน้องๆ ทุกคน เราจะช่วยดูเรื่องวัฒนธรรมองค์กรและการตัดสินใจใหญ่ๆ ไม่ได้คลุกคลีกับความเป็นอยู่แล้ว

ธนา เธียรอัจฉริยะ “สิ่งที่เหลือจากวิกฤตคือความทรงจำ อยากให้คนจำแบบไหน จงทำแบบนั้น”

สตาร์ทอัพส่วนใหญ่จะมี Manifesto ที่บ่งบอกความเป็นตัวเอง อย่าง Facebook เคยใช้ Move fast and break things ของ Robinhood คืออะไร

ต้องเล่าก่อนว่า เราพยายามบอกน้องๆ ที่เข้ามาร่วมทีมว่า Robinhood ไม่ใช่สตาร์ทอัพนะ พอพูดถึงสตาร์ทอัพ คนจะนึกภาพที่เป็น Self-centered ก่อน เหนื่อยมีที่นอนไหม เหนื่อยมีโต๊ะปิงปองไหม มีอาหารเลี้ยงฟรีไหม เราบอกทุกคนว่าเรามีเป้าหมายชัดเจน อะไรที่ทำให้ถึงเป้าหมายควรจะมี แต่อะไรที่ไม่ก็พักไว้ก่อน

เราชอบที่ คมสันต์ แซ่ลี บริหารแฟลช เอ็กซ์เพรส ช่วงแรกต้องเป็นอันธพาล อยู่แบบปากกัดตีนถีบ เอาให้รอดก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยมีระเบียบ ค่อยมี Culture ถ้ามาถึงเอา Culture ก่อนจะรอดได้ไง 

Robinhood เพิ่งผ่านช่วงอันธพาล ตอนนี้เป็นช่วงมีระเบียบและเพิ่งมี Culture แต่เรามีประโยคเดียวเลยที่บอกน้องๆ คือ ‘ทำงานสำเร็จ ไม่ใช่ทำเสร็จ’ เป้าหมายเราคือช่วยคนเล็กๆ ให้ลูกค้าสั่งอาหารในราคาที่เป็นธรรม ไรเดอร์มารับถูกต้อง ได้ค่าจ้างที่เหมาะสม ถ้าไม่ถูกต้องคืนเงินทันที ร้านค้าได้ประโยชน์ 

ถ้าทำแค่เสร็จ สั่งอาหารเสร็จจริง แต่ไรเดอร์อาจมีปัญหา มารับไม่ได้เองหรือร้านค้าไม่พร้อมเอง อันนั้นไม่สน ทำสำเร็จคือลูกค้าแฮปปี้ หรือง่ายๆ เรานัดกันวันนี้ ถ้าทำเสร็จคือเลขาเราส่งอีเมลไปนัด ตอบหรือเปล่าไม่รู้ แต่ทำสำเร็จคือเขาจะเดินมาบอกเราว่าสรุปนัดกันวันนี้ นี่ลิงก์ซูมนะคะ พอถึงเวลาโทรมาตามอีกที ทำทุกอย่างให้มั่นใจว่าเราได้คุยกันตามนัด

คนมีสองแบบคือคนทำเสร็จ กับทำสำเร็จ ถ้าคนคิดทําสําเร็จยังไงองค์กรก็เจริญ เพราะว่าเอา Customer Fulfillment เป็นตัวตั้ง เราขอเเค่ข้อเดียวเลย อย่างอื่นค่อยเติมทีหลัง จะเป็น Sport Team รักแบบ Family พวกนี้เป็นขอบๆ เเต่การทําให้สําเร็จก่อนคือใจหลักสําคัญของเรา

ผู้บริหารที่ดีต้องเป็นแบบไหน

อย่างแรกเลยต้องมี Ability to Learn หรือความสามารถในการเรียนรู้ โลกเปลี่ยนตลอด ถ้ายังยึดติดกับของเดิมไม่รอดแน่ แค่รุ่นพี่เถียงกับรุ่นน้องในห้องประชุม บอกให้ลงโฆษณา BTS หน่อย พี่หมายถึงรถไฟฟ้า แต่น้องคิดว่าวงเกาหลี 

สอง Empathy คุยกับน้องต้องมีความเห็นอกเห็นใจ พยายามเข้าใจเขา

สามคือสกิลล์ เรื่องนี้สำคัญมากในยุคนี้ เรามีสกิลล์อย่างเดียวไม่ได้อีกต่อไป ยกตัวอย่างเช่น เรารู้กฎหมาย แต่ถ้ารู้อย่างเดียวก็บริหารไม่ได้

สุดท้ายสำคัญที่สุด ผู้นำคืองานที่ต้องเสียสละ ที่เขาบอกกันว่า Leaders Eat Last ต้องกินคนสุดท้าย ไม่งั้นใครจะมาเชื่อเรา คนรุ่นใหม่มีวิธีคิดแบบ Start With Why ทำไมพี่รวยคนเดียวแต่ผมไม่ได้อะไร ทำไมอย่างนั้น ทำไมอย่างนี้ ดังนั้น Why ที่ดีที่สุดคือต้องทำให้เขาเห็นว่าเราไม่ได้เอาเปรียบเขา เราแฟร์ทุกอย่าง มีอะไรเรารับผิดชอบเอง

ของแบบนี้ฝึกกันยังไง

ประสบการณ์ก็ส่วนหนึ่ง ขอเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟัง เป็นเรื่องเจ๋งมากในชีวิตที่ทำให้รู้ว่าจังหวะของลีดเดอร์สำคัญมาก เมื่อสักสองปีก่อน ที่แบงก์มีเหตุการณ์เกิดขึ้นสมัยที่เราดูทีม Marketing ทั้งหมด ทีมประมาณร้อยคนคน มีลูกน้องของลูกน้องจัดงานเดินแฟชั่นในโถง จ้างออร์แกไนเซอร์ที่ไปจ้างแดนเซอร์มาอีกที แดนเซอร์แต่งตัวค่อนข้างโป๊แล้วเต้นยั่วยวนในห้องนั้น โดยไม่รู้ว่าเป็นห้องโถงเก่าแก่ของธนาคารไทยพาณิชย์ กลายเป็นเรื่องใหญ่มากที่แบงก์ ผู้ใหญ่ก็มาตามหาว่าใครเป็นคนรับผิดชอบ ถือเป็นความผิดร้ายแรงมาก

เช้าวันถัดมาเราเข้าออฟฟิศเพิ่งรู้ว่ามีดราม่า มีคนแชร์ข่าวไปด่า เรื่องใหญ่โตออกไปสู่สายตาสังคม การเป็น Leader กับ Boss มันต่างกันในสถานการณ์แบบนี้ ถ้าเป็น Boss เขาจะถามเลยว่าใครทำ เอาลูกน้องมาประหารโชว์ จบ แล้วลีดเดอร์ที่ดีทำยังไง

เราไม่ได้บอกว่าตัวเองเสียสละอะไรขนาดนั้น แต่สิ่งที่ทำเลยคือวิเคราะห์ความเสี่ยง วันนั้นเราตัดสินใจยอมรับผิดแทน เขียนจดหมายขอโทษทุกคน แล้วก็บอกซีอีโอให้ลงโทษเรากับ ตูน (สุธีรพันธุ์ สักรวัตร) ซึ่งเป็นรองต่อจากเรา ตัดเงินเดือนสามเดือน เดือนละสิบเปอร์เซ็นต์ ให้ออกจดหมายตักเตือน เราเป็นผู้บริหารระดับสูงของแบงก์คนแรกในรอบร้อยปีมั้งที่โดนลงโทษทางวินัย แต่นี่คือจดหมายลงโทษทางวินัยที่เจ๋งที่สุด (หยิบจดหมายที่ใส่กรอบหลังโต๊ะทำงานมาให้ดู)

หนึ่ง เอาไปเขียนคอลัมน์ได้

สอง ทั้งแบงก์บอกว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้บริหารออกรับแทนลูกน้อง ต่อไปลูกน้องก็จะลุยให้เรา เขามั่นใจว่าเราจะออกมาช่วย ลีดเดอร์ที่ดีมีจังหวะแบบนี้

เราโชคดีที่เคยทำงานกับผู้นำดีๆ คุณซิกเว่ เบรกเก้ (Sigve Brekke) เจ้านายเก่าที่ดีแทคก็เป็นคนคล้ายๆ แบบนี้ มีแต่คนรัก เวลาเข้ามาที่ตึก คนดีใจยิ่งกว่าเจอดารา เขาติดดิน เขามีความเห็นอกเห็นใจ เขาเสียสละ เขาเดินเยอะกว่าเรา เขาเด็ดขาด เป็นเหมือนโค้ช เวลาต้องตัดสินใจเรื่องพวกนี้เราจะคิดง่ายๆ ว่า ถ้าเป็นซิกเว่เขาจะทำยังไง ถ้าอยากเป็นลีดเดอร์ที่ดี ต้องเป็นลูกน้องของลีดเดอร์ที่ดีก่อน แล้วถ้าเกิดมีลีดเดอร์เฮงซวยจะทำยังไง ง่ายมาก ก็ทำตรงข้ามกับเขา ไม่ชอบอะไรก็อย่าไปทำ (หัวเราะ)

ความเป็นผู้นำที่ดี คำแนะนำที่ดีที่สุดในชีวิต และการนำทีมในช่วงวิกฤต ของผู้บริหาร Robinhood โจ้ - ธนา เธียรอัจฉริยะ

เมื่อวันก่อน (11 ก.ค. 64) Robinhood ประกาศแคมเปญ ‘เราช่วยคุณ คุณช่วยร้าน’ ไม่คิดค่าส่งทุกออเดอร์ ด้วยจำนวนผู้สนใจมากมายทำให้ระบบ Operation ติดขัดไปบ้าง คุณในฐานะที่เซนซิทีฟต่อคำวิพากษ์วิจารณ์มาตลอด มีวิธีให้กำลังใจทีมยังไง

ก่อนหน้านี้เคยเจออะไรคล้ายๆ กันตอนทำ SCB Easy ช่วงนี้เป็นช่วงที่ต้อง Appreciate มากๆ เราจะเรียนรู้ทุกขุมขน ถ้าภาษาจีนเขาเรียกว่าการทะลวงจุดหยิมต๊ก ซึ่งนานๆ จะเกิดขึ้นทีในโจทย์แบบนี้ แต่เดี๋ยวมันก็ผ่านไป แล้วเราจะรอด

ถามว่าเหนื่อยไหม เหนื่อยมาก (ลากเสียง) เราเหมือนนักกีฬาที่ไม่ได้ลงสนามแข่งมานาน เบิร์นเยอะ แต่ทีมเราแข็งแรง สนุก มันเป็นจังหวะที่ดีที่สุดของทุกคนในการเติบโต ช่วงสามวันนี้จะเป็นช่วงฉีดหนังสือตำราเข้าหัว เราจะ Communicate คนยังไง จะประสานคนยังไง เราจะบอกลูกค้าไม่ให้โกรธยังไง แล้วตอนที่เราเล่าเรื่องออกไป เราจะเล่าประมาณไหน ถ้ามีปัญหาจะเล่าแบบไหนให้เขาบรรเทาได้ เราจะแก้ปัญหายังไง ทำยังไงให้ไรเดอร์เข้ามา จะคิดนอกกรอบได้ยังไง จะชวนใคร จะดูแลจิตใจกันยังไงให้คึก สนุก แล้วเรื่องทั้งภายในภายนอกจะทำยังไง เป็นความตื่นเต้นในช่วงนี้ แต่ทั้งแบงก์ก็ลงมาช่วยกันหมด 

นี่นิ้วกลมตั้งชื่อหนังสือใหม่ให้แล้ว ‘ล้ม ลุก ไรเดอร์’ (หัวเราะ)

เขาบอกว่าดูคนต้องดูในช่วงวิกฤต ผู้บริหารที่ดีในช่วงวิกฤตต้องเป็นอย่างไร

อย่างแรกที่ห้ามเด็ดขาดเลย ถ้ามีข้อผิดพลาด ห้ามถามว่าใครทำ การหาคนผิดไม่ช่วยอะไรในสถานการณ์แบบนี้ ต้องแยกก่อนว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วจะแก้ไขได้ไหม ปัญหามีสองแบบ คือปัญหาที่แก้ได้เลยก็แก้ ถ้าแก้ไม่ได้อย่าไปยุ่ง หรือไปตามหาคนมาประหาร มันจะไม่มีใครกล้าทำอะไร ถ้าปัญหาที่แก้ไม่ได้มันไม่ใช่ปัญหา เพราะปัญหาที่แก้ไม่ได้จะเป็นปัญหาไปทำไม 

ถ้ามีปัญหาต้องมีสติ ต้องเป็นวิทยาศาสตร์ก่อน ปัญหานี้แก้ได้ไหม แก้ได้แก้ บางอย่างต้องใช้เวลาก็รอก่อน ระหว่างรอต้องทำอะไร ต้องแบ่งหน้าที่ เราใช้วิธีนี้ ปัญหาที่แก้ไม่ได้จะไม่เอาเลย ยังไงตอนนี้คนสั่งมีมากกว่าไรเดอร์แน่นอน คิดให้หัวแตกก็คิดไม่ได้ งั้นอย่าเพิ่งคิด วางไว้ก่อน เติมไรเดอร์เอาแล้วกัน แล้วอีกสามวันมันจะผ่านไป

วันนี้ชมน้องๆ ไปแล้ว วันนี้ดีขึ้นเยอะนะ เราอาจยังสู้กับสึนามิไม่ไหว แต่เราเก่งขึ้นเยอะ พรุ่งนี้ก็จะเก่งกว่านี้อีก ยกตัวอย่างเมื่อวานที่เละเทะ ระบบเจ๊ง เรารับออเดอร์ได้ประมาณสามหมื่น แต่วันนี้เรารับได้ห้าหมื่น ตัวเลขเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า แต่ยังไม่พอหรอก ลูกค้ามีเป็นแสนเลย งั้นพรุ่งนี้พยายามรับให้ได้สักหกถึงเจ็ดหมื่นนะ เราจะรอดแล้ว อีกนิดเดียว 

ช่วงนี้เป็นช่วงที่ต้องควบคุมอารมณ์ให้ดีที่สุด ต้องไม่โมโห ปกติเราเป็นคนใจร้อน แต่ช่วงวิกฤตต้องใจเย็น คุยกันตามแบบตามผล ไม่เป็นไร อันนี้เอาใหม่ได้ เพราะโมโหไม่มีประโยชน์อะไร ใจร้อนก็ไม่มีประโยชน์อะไร ยิ่งวิกฤตยิ่งต้องใจเย็น สิ่งหนึ่งที่เราว่าน้องๆ ในทีมต้องการที่สุดคือคำถามว่า ต้องการอะไรอีกไหม อยากได้อะไรไหม บอกได้ ต้องการให้ช่วยไหม คำถามพวกนี้สำคัญที่สุดในช่วงวิกฤตเลย

สำคัญแค่ไหนที่องค์กรใหญ่ๆ ต้องออกมาช่วยคนในช่วงวิกฤต

เมืองไทยยังขาดคนตัวใหญ่ที่ลงมาช่วยคนตัวเล็ก สิ่งที่ SCB ทำไม่ควรจะเป็นข่าว ในสังคมที่เจริญแล้ว การที่องค์กรใหญ่ออกมาบริจาคเงินช่วยเหลือจะไม่เป็นข่าว เพราะเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำ แต่ในบ้านเรายังเป็นส่วนน้อย ดังนั้น เราหวังว่าสิ่งที่ Robinhood ทำจะเป็นตัวอย่างให้กับคนใหญ่ๆ ในสังคม การขยับตัวของพวกเขาจำเป็นต่อสังคมตอนนี้

วิกฤตครั้งนี้ไม่เหมือนตอน พ.ศ. 2540 รอบนั้นเป็น Problem of the rich คนรวยเดือดร้อน แต่รอบนี้เป็น Problem of the poor ที่จะทำให้เกิดช่องว่างความเลื่อมล้ำของรายได้เยอะมาก คนรวยแทบไม่เดือดร้อน เพิ่งได้ยินว่าพ่อเพื่อนได้กำไรจากหุ้นเท่าตัว รวยมากกว่าเดิมอีก คนบนยอดพีระมิดไม่เดือดร้อน แต่ถามว่าแล้วเขาจะอยู่ได้ไหม จินตนาการภาพที่มีแต่บ้านเราส่องสว่างร่ำรวยอยู่บ้านเดียว ที่เหลือทั้งซอยมืดหมด คุณจะอยู่ได้ไหม ถ้าคนรวยไม่เยียวยาคนในซอย ประเทศเราก็จะเป็นแบบนั้น 

บ้านเราไม่มี Norm ที่คนตัวใหญ่ช่วยคนตัวเล็ก ถ้าสังเกตคนตัวใหญ่จะไม่ค่อยเคลื่อนไหว จะทำยังไงให้วันหนึ่งองค์กรอย่าง SCB ทำแบบนี้แล้วไม่เป็นข่าว เพราะคนส่วนมากก็ทำเหมือนกัน 

ความเป็นผู้นำที่ดี คำแนะนำที่ดีที่สุดในชีวิต และการนำทีมในช่วงวิกฤต ของผู้บริหาร Robinhood โจ้ - ธนา เธียรอัจฉริยะ

คุณคิดว่าการเคลื่อนไหวของบริษัทใหญ่ในช่วงวิกฤต จะส่งผลต่อธุรกิจเมื่อพ้นวิกฤตไปแล้วมากน้อยแค่ไหน

ถามว่าวิกฤตทำให้เกิดอะไร วิกฤตทำให้เกิดโมเมนต์ ทำให้เกิดความทรงจำ เราจะจำเรื่องที่สูงสุดและต่ำสุดได้ เราจะไม่จำเรื่องกลางๆ เรื่องปกติ ดังนั้น ช่วงวิกฤตคนจะจำแม่น อยากให้คนจำอะไร อยากให้เขาจำว่าเราเป็นคนยังไง จงทำแบบนั้น นี่คือจังหวะที่ดีที่สุด เราเขียนบทความชิ้นหนึ่งว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่ควรช่วยคนมากที่สุด คนจะจำมาก เราช่วยเขา เขาอาจจะกลับมาช่วยลูกเราในอนาคต 

ถ้าพูดภาษาการเงินให้องค์กรเห็นภาพ Return of Investment  ช่วงนี้คุ้มสุด เราจะเห็นบริษัทใหญ่ๆ ถูกโจมตี ทำไมเขาทำดีแล้วยังโดนโจมตี เพราะช่วงนี้เขาไม่ทำอะไร ที่โดนว่าว่าเป็นนายทุนขี้งก เพราะเขาไม่มีเคสเล่าให้คนฟังว่าช่วยเหลืออะไรบ้าง ยกตัวอย่างเร็วๆ นี้ที่ Aerosoft ซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดบอลยูโรฯ ให้คนดูฟรี ชั่วข้ามคืน คนรู้จักเขาทั้งประเทศ 

ความท้าทายที่สุดของการบริหารธุรกิจในวิกฤตนี้คืออะไร 

แบ่งเป็นห้าอย่างตามโมเดลของ McKinsey แต่ละที่ แต่ละส่วน แต่ละธุรกิจไม่เหมือนกัน เริ่มจาก Resolve แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ทำยังไงก็ได้ให้เอาตัวรอดก่อนช่วงแรก เช่น โดนปิดร้าน ทำยังไงกับสต็อกที่เหลือเต็มร้าน 

สองคือ Resilience หลังจากนี้จะทำยังไงต่อ บางช่วงธุรกิจต้องอึด ต้องเอาให้รอด เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว ถ้าเราเป็นเจ้าของโรงแรมอยู่ ทำยังไงถึงจะลดค่าใช้จ่าย ต้องวางแผนให้ดี อีกสองปีถึงจะเจอกัน แต่บางธุรกิจอย่างประกันไม่ต้องเจอเรื่องนี้ เขามีกำไรไม่ได้เดือดร้อนอะไร 

สาม Restart หลายๆ ธุรกิจต้องติดเครื่องใหม่ ธุรกิจท่องเที่ยวเป็นแบบนั้น ร้านอาหารเดี๋ยวอีกสิบสี่วันต้องเปิดใหม่ ร้านตัดผมก็ต้องเจอช่วงรีสตาร์ท ทำยังไงให้เหมาะกับยุคสมัย เช่น ร้านอาหารต้องมีเดลิเวอรี่แล้วนะ ร้านตัดผมถ้ามีเรื่องโควิด-19 ก็ต้องพิถีพิถันเรื่องความสะอาด ทั้งร้านต้องฉีดวัคซีนนะ มันจะยากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากนี้ 

สี่ Reimagine ทำยังไงเราถึงจะคิดได้ว่า เราอยู่แบบนี้ไม่ได้ อย่าง The Cloud เคยทำแมกกาซีน เราต้อง Reimagine ใหม่ว่าต้องทำยังไง คนเขาชอบอะไร ข้อนี้ยากมาก เพราะพอคนกลับมารีสตาร์ท ถ้าเริ่มมีกำไรก็จะกลับมาคิดเหมือนเดิม กลับมาทำเหมือนเดิม นิสัยคนชอบทำเหมือนเดิม 

สุดท้ายยากที่สุด Reform คือคิดได้ว่าเปลี่ยนจริงๆ ก็ไม่ง่าย คนอายุเยอะในองค์กรที่ยังยึดติดกับเอกสาร นิตยสารกระดาษ ให้เขามาเขียนเป็นคอนเทนต์ มันคือการ Reform คิดได้ไม่ใช่ว่าทำได้ การ Reform ยากที่สุดแล้ว เพราะเราอาจต้องทิ้งบางคน 

แต่ละคนก็อยู่คนละขั้นในห้าข้อนี้ ใครอยู่ตรงไหนก็ค่อยๆ แก้ตรงนั้น เอาขั้นตัวเองให้รอดก่อนแล้วค่อยๆ อัปเลเวลให้ถึง Reform เพราะถ้าไม่ Reform คุณจะอยู่ยากมากหลังโควิด-19 เพราะเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มจะแย่มากแน่นอน

ชีวิตเราในฐานะผู้บริหารอาจไม่ได้เจอวิกฤตมากมายในชีวิต ยกเว้น Robinhood สามวันนี้ 

ถือเป็นความโชคดีไหม

เราเพิ่งอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง เขาบอกว่า เวลาคนประสบความสำเร็จ มักจะมีสองแนวคิด แนวคิดหนึ่งคือประสบความสำเร็จเพราะคิดว่าตัวเองเก่ง อีกแนวคิดหนึ่งคือประสบความสำเร็จเพราะคิดว่าตัวเองโชคดี วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) เป็นคนประเภทที่สอง เขาโชคดีที่เกิดเป็น White American ใน ค.ศ. 1900 ช่วงตลาดหุ้นขึ้น เป็นผู้ชาย Genetic Lottery นี้ทำให้เขาเริ่มได้ก่อนคนอื่น พอรู้สึกว่าตัวเองโชคดี เขาจะรู้ว่ามีคนโชคร้ายกว่าตัวเองเยอะ เขาทำบุญเยอะ ช่วยเหลือสังคมเยอะ ตอบคำถามว่าทำไมมหาเศรษฐีไทยหลายคนไม่ค่อยช่วยเหลือ เพราะเขาคิดว่าเขาเก่ง หามาได้ด้วยตัวเอง ถ้าเรารู้สึกว่าตัวเองโชคดีเราจะคิดอีกแบบ 

อย่างเราโชคดีช่วงโควิด-19 ที่ไม่กระทบมากเท่าคนอื่น นั่นเท่ากับว่ามีคนโชคร้ายอยู่เยอะ เราเลยต้องทำอะไรสักอย่าง 

มีวิธีเช็กตัวเองว่างานที่ทำออกมาได้อย่างตั้งใจแล้วอย่างไร

เช็กหัวหน้า เมื่อไหร่ที่เขาชมนั่นคือประสบความสำเร็จมากๆ เราทำงานให้ใครก็ต้องถามความคาดหวังของเขา อีกอย่างคือเช็กว่าตัวเองยังมีประโยชน์กับทีมไหม บางทีมันสำเร็จเพราะคนอื่น ไม่ใช่เรา

คำแนะนำที่ดีที่สุดที่คุณเคยได้รับคืออะไร

คำแนะนำที่ดีที่สุดคือคุณซิคเว่ ตอนนั้นที่ดีแทค เราคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จสูงมากๆ เป็นรอง ซีอีโอแล้ว วันนั้นเป็นวันประเมินผล มั่นใจว่าจะได้ A+ แน่นอน ทำมาขนาดนี้ ปรากฏคุณซิคเว่ให้เกรด B เราเลยถามว่าทำไมให้ B เขาตอบว่า ตอนนี้ยูอยู่สูงมากแล้ว แต่ยูพูดเยอะ ยูไม่ฟังใคร You have to listen. 

สิ่งนี้ตรงกับเรื่องที่ เนลสัน เมเดลล่า (Nelson Mandela) เล่า มีคนถามเขาว่าผู้นำที่ดีเป็นยังไง เขามีเคล็ดลับอะไรในการนำคน เนลสันบอกว่า พ่อเขาเป็นหัวหน้าเผ่าในแอฟริกาใต้ พ่อทำสองอย่างที่เขาจำมาจนถึงทุกวันนี้ อย่างแรกคือนั่งเป็นวงกลม ทุกคนเท่ากัน เห็นหน้าหมด ไม่ได้นั่งหัวโต๊ะเป็นฮิปโป อย่างที่สอง พ่อจะพูดคนสุดท้ายเสมอ พอฟังทุกคนแล้ว สรุปไอเดียมาแล้ว เราอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้เมื่อเราได้ข้อมูลเพิ่ม 

เราเลยเคารพนับถือคุณซิคเว่สุดๆ เพราะเขาหวังดีกับเรามาก เขารู้ว่า Leader ถึงจุดหนึ่งต้องเรียนรู้ที่จะฟังให้มาก เราเป็นคนใจร้อน พูดเร็ว แต่ถึงเวลาจะพยายามฟัง ฟังเสมอ พูดคนสุดท้ายได้ยิ่งดี 

ความเป็นผู้นำที่ดี คำแนะนำที่ดีที่สุดในชีวิต และการนำทีมในช่วงวิกฤต ของผู้บริหาร Robinhood โจ้ - ธนา เธียรอัจฉริยะ

Questions answered by Board Chairman at Purple Ventures, the Operator of Robinhood

1. หนังสือที่อยากแนะนำให้ลูกสาวอ่าน

หลายชีวิต ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นหนังสือที่เล่าถึงชีวิต ทำให้เรามองโลกต่างออกไป ภาษาที่ใช้อ่านแล้วรู้เลยว่านี่คือวิธีการเล่าเรื่องชั้นครู คือที่สุดของภาษาไทย เล่มนี้จะทำให้ลูกเข้าใจเรื่องการเล่าเรื่อง และทำให้เขาเข้าใจชีวิตมากขึ้น ที่แนะนำเพราะอ่านง่าย เป็นเรื่องสั้นตอนๆ สนุกจนวางไม่ลง ลูกน่าจะอ่านจบ เรื่องยากๆ เดี๋ยวอ่านไม่จบ (หัวเราะ) 

2. ซีรีส์ที่ดูล่าสุด

Better Call Saul โคตรสนุกเลย มันเป็นเรื่องที่มาก่อน Breaking Bad ซึ่งเป็นซีรีส์อันดับหนึ่งในดวงใจ ดู Breaking Bad ให้จบแล้วมาดูจะสุดยอดมาก 

ถ้าใครยังไม่ดู Breaking Bad แต่ต้องดูให้หลุดซีซั่นสามก่อน หลังจากนั้นจะสนุกมาก ยกให้เป็นซีรีส์ที่ดีที่สุดตลอดกาล บางตอนได้สิบคะแนนเต็มใน IMDB ไม่เคยมีใครโหวตได้ขนาดนั้น มีตอนก่อนสุดท้ายได้สิบ เป็น Episode เดียวใน IMDB ที่มีซีซั่นแรกๆ จะยังหนืดๆ ถ้าผ่านไปแล้วจะรู้สึกชีวิตนี้คุ้มแล้วในการดูซีรีส์ ไม่มีอะไรเทียบได้เลย

3. ไอเดียที่ดีที่สุดที่ได้จากตอนวิ่ง 

ตอนวิ่งนี่ได้ไอเดียดีตลอด ส่วนใหญ่เป็นเรื่องงาน ไอเดียมันมาเรื่อยๆ เราชอบใช้ช่วงวิ่งเป็นช่วงแก้ปัญหาชีวิต นึกออก พอวิ่งเสร็จก็จัดการเลย ถ้าถามว่าไอเดียที่ดีที่สุดคืออะไร ตอบไม่ได้ เพราะเราใช้การวิ่งคิดไอเดียจนคุ้ม เลยไม่มีไอเดียที่ดีที่สุด

4. เป็น Dog Person หรือ Cat Person

Dog Person เดิมพ่อแม่เราไม่ชอบหมา เพราะเพื่อนเขาเคยโดนกัดแล้วเป็นพิษสุนัขบ้า บ้านเราเลยห้ามเลี้ยงหมามาชั่วชีวิต มาถึงรุ่นหลาน ลูกสาวเราอยากมีหมามาก ขอปู่ย่าก็ไม่ให้ เราก็อยากมีหมานะ อยากรู้ว่าจะเป็นยังไง เลยตัดสินใจโทรไปขอปู่ย่า บอกว่าเราอายุห้าสิบสองแล้ว อยากมีหมาเป็นของตัวเอง เขาเลยยอม ปาฏิหาริย์คือตอนนี้แม่เราหลงหมามาก มาถึงไม่เรียกหลาน ไม่เรียกลูกนะ เรียกโมเอ้ก่อนใคร โมเอ้ก็รู้จักเอาใจคุณย่า ตอนนี้เวลา Zoom คุยกัน แม่ก็จะถาม ไหนโมเอ้ โมเอ้อยู่ไหน ตอนนี้เขาเรียกว่า ‘หลานหมา’ คิดดูว่ามีหมาตัวแรกตอนอายุห้าสิบสอง แถมยังต้องขอพ่อแม่เลี้ยงอีก (หัวเราะ)

5. ร้านใน Robinhood ที่สั่งบ่อย

Thai Taste Hub ของ King Power ชอบสั่งเพราะมีหลายอย่างให้เลือก มันเป็นเหมือนฟู้ดคอร์ต มีร้านบะหมี่สว่าง มีกะเพราะหม่อมแม่ ที่เดียวจิ้มในเมนูเลือกอะไรก็ได้ สั่งได้ทั้งครอบครัว

6. ถ้ามีโอกาสจัดงานเสวนาที่เชิญใครก็ได้มานั่งคุยด้วย 3 คน จะเป็นใครบ้าง

คนแรก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อยากมากเลย เราเป็นแฟนคลับท่านมาก เป็นคนที่ทำให้เราตื่นเต้นได้

คนที่สอง สี จิ้นผิง (Xi Jinping) อยากคุยกับเขามาก เขาเจ๋ง เป็นคนเด็ดเดี่ยว สร้างมาจนเป็น The Most Powerful Person และเขามีความตั้งใจดี หลายเรื่องที่เขาทำทั้งปราบคอรัปชั่น หรือตอนนี้กำลังทำเรื่อง Income Inequality เขามีเป้าหมายชัดเจน แนวคิดแต่ละเรื่องสุดยอดมาก 

อีกคนหนึ่งคงเป็น ยูวัล โนอาห์ แฮรารี (Yuval Noah Harari) ที่เขียน Sapiens ชอบความคิดลึกซึ้งของเขา เขาคิดดี ไม่ยาก นับถือศาสนาพุทธด้วย คงสนุกดีถ้าได้นั่งถามคำถามโง่ๆ แล้วให้เขาตอบลึกๆ 

ขอบคุณภาพบางส่วนจาก Robinhood

หมายเหตุ : ภาพประกอบบทความถ่ายทำก่อนเดือนธันวาคม พ.ศ. 2563

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load