‘Suthee’ 

คือชื่อที่ แบงค์-สุธี ฤทธิ์ถาวร สไตลิสต์สัญชาติไทยผู้บินข้ามน้ำข้ามทะเลไปเติบใหญ่ในนิวยอร์ก ใช้เรียกตัวเองในแวดวงแฟชั่นที่นั่น

แบงค์คืออดีตพนักงานออฟฟิศฝ่ายพีอาร์มาร์เก็ตติ้งผู้ไร้ประสบการณ์ด้านแฟชั่นและสไตลิสต์ เขาพกเมล็ดพันธุ์แห่งความหลงใหลมาฟูมฟักในผืนดินมหานครแห่งแฟชั่นฟากอเมริกา เมืองซึ่ง “แค่ก้าวเท้าออกจากบ้าน อะไรก็เกิดขึ้นได้”

นิวยอร์กเปิดโอกาสให้เขาได้ฝัน และเป็นสไตลิสต์ชาวไทยมากฝีมือได้จริงตามฝัน ท่ามกลางกระแสธารแห่งอุตสาหกรรมความงามระดับสากลที่ไหลเชี่ยวกราก

สุธีชัดเจนเด็ดขาดในวิถีการทำงานจนได้ร่วมงานกับสื่อแฟชั่นระดับโลกมาแล้วหลายหัว หลากประเทศ ทั้ง Design Scene, Nylon Spain, Grazia Croatia, L’Officiel Baltics, Elle Bulgaria รวมถึงหัวไทยอย่าง GQ Thailand และ Harper’s BAZAAR Thailand หลังจากถ่ายแฟชั่นแอดิทเรียลให้นิตยสารฝรั่งเศส IRK magazine และได้รับทาบทามจาก Jackie Cox ให้ไปดูแลงานสไตลิ่งให้ในช่วง Press Week ของรายการ RuPaul’s Drag Race Season 12 ก่อนรายการออกอากาศ จนถึงดีไซน์ตุ้มหูแสนเก๋ให้เขาในลุคสุดท้ายตอน Episode Finale

นอกจากฝีมือในการจัดการเสื้อผ้าอันไร้ข้อกังขา อีกหนึ่งสิ่งน่าสนใจคือแนวคิดการทำงานของเขา แม้สุธีเที่ยวท่องอยู่ในวงการเครื่องแต่งกายระดับโลกที่มีเหล่าแบรนด์เนมเก่าแก่เป็นเจ้าตลาด ผูกขาดการกำหนดทิศทางและวางค่านิยมเอาไว้ แต่กลับเปิดโอกาสให้ดีไซเนอร์รุ่นเยาว์ แบรนด์แฟชั่นหน้าใหม่อายุน้อยที่มีผลงานฉกาจฉกรรจ์เกินวัย ให้ได้มาอวดโฉมผ่านฝีมือการจัดการของเขา เอื้อโอกาสให้ได้เติบโตด้วยกันอย่างยั่งยืน สร้างนิเวศแวดล้อมแฟชั่นให้น่าอยู่

คอลัมน์ In Design คราวนี้ จึงชวนเขามานั่งลงสนทนาทางไกล พูดคุยถึงเส้นทางชีวิต ความคิด และผลงาน ของสไตลิสต์ที่ถูกรู้จักอย่างกว้างขวางนอกประเทศไทยในชื่อ ‘Suthee’

Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก

01 State of Opportunity

“เราตัดสินใจไปนิวยอร์กเพราะต้องการค้นหาตัวเอง”

สุธีเล่าจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิต หลังจากเกิดติดอกติดใจเมื่อได้ลองชิมลางงานสไตลิสต์ ผ่านคำแนะนำของพี่ในสายครีเอทีฟที่รู้จัก สมัยยังทำงานเป็นลูกจ้าง 

“เราอยู่กับสายธุรกิจมาจนอิ่มตัว จนรู้สึกว่าทำงานเป็นฟันเฟืองตัวเล็ก ๆ ในบริษัทแล้วเขาไม่ให้ค่า อยากได้ศิลปะมาอยู่ในชีวิตบ้าง เลยเก็บเงินย้ายมานิวยอร์ก ตอนนั้นยังไม่รู้หรอกว่าต้องการอะไร รู้แค่เมืองไทยอาจไม่ใช่ที่ของเรา ความเปิดกว้าง ความหลากหลาย ความไร้เพศ ไร้อายุ คือสิ่งที่นิวยอร์กให้เราได้ มันเป็นเรามากกว่า”

เขาฉายภาพนิวยอร์กในความทรงจำจากการไปเที่ยวระยะสั้นครั้งหนึ่ง ก่อนตัดสินใจกลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในเมืองเดิมอีกหน ควบอาชีพนักเรียนแฟชั่นที่ FIT (Fashion Institue of Technology) นักเรียนภาษา พนักงานพาร์ตไทม์ในร้านอาหารไทย 

วันหนึ่ง สุธีที่กำลังตามหาตัวตนใหม่ ได้พบกับเพื่อนช่างแต่งหน้าร่วมชาติ ผู้ชักชวนเขาไปทำงานสไตลิสต์ในการถ่ายเทสต์ ซึ่งเป็นเหมือนสนามเด็กเล่นให้แบงค์ได้หัดเดินล้มลุก ลองผิดลองถูกได้อย่างไร้กฎเกณฑ์

Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก

“เราไม่ได้เรียนแฟชั่นมา ไม่มีพื้นฐาน แต่รู้สึกว่า เชี่ย แม่งต้องลองว่ะ โอกาสมาแล้ว ตอนนั้นถ่าย พี่กิฟท์ (ปิยวรรณ จิตสำราญ) ซึ่งท้าทายมากเพราะเราใหม่หมด ไม่รู้กระบวนการทำงานเลย เลยทำลุคคร่าว ๆ ไป แล้วเดินช้อปเสื้อผ้ามา ปรากฏออกมาดี จากงานนี้ก็มีรุ่นพี่ช่างภาพคนไทยติดต่อมาบ้าง เพื่อนของเพื่อนชวนไปถ่ายบ้าง ลงอินสตาแกรมปุ๊บก็เริ่มมีคนเห็นงาน มีทางไปต่อ นี่คือจุดเริ่มต้นของจริง เพราะเราไม่มีประสบการณ์จากไทยเลย คือศูนย์”

สุธีเสริมว่า หนึ่งปัจจัยที่เปิดโอกาสให้เขาได้เติบโตอย่างก้าวกระโดดคือ ‘ความเป็นนิวยอร์ก’ เมืองแห่งโอกาสธรรมชาติของอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์แฟชั่นในนิวยอร์กที่เปิดกว้าง

“ที่นี่ หนังสือแฟชั่นไม่จำเป็นต้องเป็น Vogue จะมีหัวเล็ก ๆ อย่างนิตยสารอินดี้หรือหัวออนไลน์ คอยเลือกคอนเทนต์ที่เราส่งไปให้ จนเริ่มมีคนเข้ามาหาและเป็นที่รู้จักของคนในวงการมากขึ้น

“ส่วนหนึ่งเพราะนิวยอร์กเป็นเมืองที่ให้โอกาสทุกคน เราเคยดูหนัง Sex and the City มีภาพจำของนิวยอร์กจาก Devil Wears Prada เดินถือ Starbucks เข้าออฟฟิศ ก็เป็นอย่างนั้นจริง แต่ถ้าอยู่ไทยเราไม่มีโอกาสทำตรงนี้แน่นอน เพราะวงการแฟชั่นค่อนข้างคัดสรรและจำกัด ทุกคนรู้ว่ามันยาก ยากที่จะเป็นใครสักคน เพราะถ้าคุณไม่มีต้นทุนที่ดี ยิ่งไม่ได้เรียนแฟชั่น คุณไม่มีโอกาสเข้าถึงแน่นอน แต่ที่นี่โอกาสมันเข้าถึงง่าย ความพยายามความขยันพาคนไปสู่จุดจุดอื่นได้ เหมือนสโลแกนของรัฐ ‘State of Opportunity’ นิวยอร์กให้โอกาสทุกคนจริง ๆ”

Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก

พาร์ตสำคัญพาร์ตหนึ่งบนวิถีสไตลิสต์ของสุธี คือประสบการณ์การไปเป็นผู้ช่วยสไตลิสต์รุ่นใหญ่ ซึ่งทำให้เขาได้เข้าใจกระบวนการการทำงานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เทคนิคการดีลกับแบรนด์ใหญ่ การหาคนมาร่วมทีมแต่ละจ๊อบ จนถึงเคล็ดลับการตีโจทย์ของรุ่นพี่ในวงการ ก่อนนำมาเลือกรับปรับใช้ให้ตรงตามวิถีแห่งตน

“เราตั้งคำถามกับตัวเองตลอดว่าตัวตนของเราเป็นแบบไหน เพราะเริ่มต้นจากการทำงานด้วยตัวเอง การไปเป็นผู้ช่วยจึงเป็นประสบการณ์ที่ดี ใช้โอกาสนั้นแหละ ค้นหาตัวเอง เราเชื่อว่าก่อนจะเป็นใหญ่เราต้องเป็นคนเล็กมาก่อน”

02 Suthee’ s Recipe

“แล้วแนวทางที่คุณค้นพบเป็นแบบไหน” – เราต่อบทสนทนาทันที

“ไม่รู้จะนิยามอย่างไรชัดเจน แต่นอกจากความสวยที่ใครก็สวยได้เหมือนกัน เราชอบการดึงความเท่ ดึงคาแรกเตอร์ของแบบออกมาให้มากกว่าความสวย แต่ดูแล้วรู้สึกว่าไม่พยายามมาก ถ้าชุดเยอะก็ไม่อยากให้โพสท่าเยอะ เพื่อประนีประนอมให้มันเป็นไปในทิศทางที่เราอยากได้”

ในเมืองซึ่งรวดเร็วเร่งรีบเหลือประมาณ ตลาดการค้าการแข่งขันเปิดเสรีจนน่าประหวั่นใจ สไตลิสต์ผู้พกประสบการณ์เป็นศูนย์จากไทยไปลับเหลี่ยมคมจนโตไกลกลางนิวยอร์ก พัฒนาตัวเองให้ฉับไวเท่าทันวงการผ่านทักษะพื้นฐานของมนุษย์ผ่านการตื่นมาเปิดอินสตาแกรม

“ดูงานทุกเช้า นั่งทำมู้ดบอร์ด พวกนี้เป็นแบบฝึกหัดของการทำงาน ทำบ่อย ๆ จะช่วยให้รู้ว่าแบบไหนควรหา แบบไหนควรใช้ แล้วต้องรีเสิร์ชว่ามีดีไซเนอร์หน้าใหม่คนไหนควรเข้าหา อะไรกำลังไฮป์หรือเป็นเทรนด์ จับกระแสนิยมให้ถูก ถ้าอยากไปถึงเป้าหมายก็ต้องทำการบ้าน แล้วก็ต้องออกไปข้างนอก ออกไปเจอคน ไปมิวเซียม

“ส่วนพาร์ตความคิดสร้างสรรค์ แค่ทำให้ตัวเองมีความสุขก็พอ” เขาตอบจริงจังเชิงเย้าเคล้าเสียงหัวเราะ ก่อนเล่าต่อไปถึงกระบวนการทำงานของตัวเองว่า

“เช่นเดียวกับการทำงานจริง ได้โจทย์มาก็มานั่งหาแบบอ้างอิง รีเสิร์ชว่าต้องใช้แบรนด์ไหน ประมาณไหน เลือกชุดให้เข้ากับคอนเซ็ปต์ บางชุดธรรมดาก็อาจหาไอเดียเติมลูกเล่นเข้าไปในช็อต

Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก

“อย่างงานชุด ‘Coming Up Roses’ ที่ถ่ายกับ น้องญาดา (Yada Villaret) ได้ชุดมาจาก Prada ตอนเขาตอบอีเมลกลับมา เราแบบ Prada, Are you kidding me? (หัวเราะ) เพราะไม่คิดว่าจะได้ พอได้มาก็ดีใจ แต่ชุดไม่ได้เกี่ยวข้องกับดอกไม้ เราเลยเอาดอกไม้มาเป็นลูกเล่นเพื่อให้เข้ากับคอนเซ็ปต์ที่ต้องถ่ายกับดอกไม้ และเราจะขายเสื้อผ้าลายดอกไม้ทุกลุคไม่ได้ อาจเป็นชุดธรรมดาแล้วใส่ดอกไม้จริงมาในฉาก หรือชุดมีดอกไม้แล้ว ฉากไม่มีดอกไม้ก็ได้ หรือลองให้ชาวกองมายืนถือดอกไม้เป็นเฟรมรูป ก็ได้เป็นอีกผลลัพธ์หนึ่ง ประยุกต์ใช้สิ่งที่มีอยู่หน้างานให้ดีที่สุด”

Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก
Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก
ขอบคุณภาพชุด ‘Coming Up Roses’ จาก www.designscene.net/ 

“หรือชิ้น ‘Metamorphosis’” สไตลิสต์คนเก่งแชร์หน้าจอเปิดภาพผลงานอีกชุดประกอบพลางต่อเรื่อง

Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก
Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก

“โจทย์ที่เราคุยไว้กับช่างภาพคนญี่ปุ่นคืออยากเล่นกับร่างกาย ความหุ่น ความรูปร่าง อวัยวะส่วนต่าง ๆ อยากให้สัดส่วนมันผิดไป แขนขามีเกินกว่าปกติ ไหล่สูงขึ้น ใช้ของโน่นนี่มาเล่นกับเสื้อผ้าให้ภาพมันออกมาแปลก ๆ สร้าง Texture Optical Illusion”

“นี่ก็เป็นครั้งหนึ่งที่รู้สึกว่าเริ่มเป็นตัวเรามากขึ้น” เขายิ้มกริ่มผ่านจอเมื่อเล่าถึงงานชิ้นโปรด

Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก
Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก
ขอบคุณภาพชุด ‘Metamorphosis’ จาก sickymag.com/metamorphosis/ 

03 “ทำไมต้องปิดกั้นโอกาสคนตัวเล็ก เพื่อให้โอกาสคนที่มีมันอยู่แล้ว”

“แต่ชิ้นที่ท้าทายและสนุกที่สุดคือ ‘China Town’ ที่ทำให้ Harper’s BAZAAR Thailand

สุธีเปิดผลงานที่เขาเผยว่าสนุกตื่นเต้นและอยากเล่าให้ The Cloud ฟังที่สุด

Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก
ขอบคุณภาพชุด ‘China Town’ จาก www.harpersbazaar.co.th/FASHION/NEWS/cover-january-2021-highlight 

นี่เป็นอีกครั้งที่แบงค์ได้ร่วมงานกับกิฟท์ ดึงคาแรกเตอร์มนต์เสน่ห์ของย่านคนจีนกลางมหานครแห่งเสรีภาพ จุกลิ่นอายแห่งทวีปเอเชียดินแดนตะวันออกไว้ในคอนเซ็ปต์ ‘Lady of China Town’ สุภาพสตรีสาวชาวมังกรที่เก๋ไก๋ทันสมัย ผ่านผลงานออกแบบเสื้อผ้าจากดีไซเนอร์ชาวจีนหน้าใหม่ เพื่อผลักดันความเป็นเอเชียในโลกตะวันตก ยิ่งได้ประสานพลังกับคนไทยในนิวยอร์ก ถ่ายทำทั้งภาพนิ่งและวิดีโอท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาด แล้วผลตอบรับออกมาดีเกินฝัน ก็ยิ่งได้แรงบันดาลใจและพลังงานบวกให้กลับไปนอนยิ้ม

“งานชิ้นนี้ค่อนข้างอิมแพค เพราะจังหวะนั้นมีกระแส Asian Hate Crime งานเลยช่วยพูดเรื่องนี้ได้ด้วย

“แต่อย่างหนึ่งที่ชอบคือการทำงานกับดีไซเนอร์และนางแบบหน้าใหม่ อย่างคราวนี้ไม่ได้ใช้แบรนด์ใหญ่เลย มีแค่เครื่องประดับจาก Vivienne Westwood เน้นใช้ของนักออกแบบชาวจีน ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังติดต่อกันอยู่เป็นหลัก เพราะเราไม่ได้เบอร์ใหญ่ ถ้างานเขาได้เผยแพร่ เราก็มีที่แสดงฝีมือ เราโตเขาโต น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า แบบนี้ดีต่อวงการมากกว่า ถ้าอยู่เมืองไทย ทุกคนคงวิ่งหา Gucci, Chanel กันหมด แล้วแบรนด์ใหญ่ ๆ เขาไม่ได้แคร์อยู่แล้ว ถ้าเราไม่ได้มีพาวเวอร์ในโซเชียลมีเดีย แต่ถ้าใช้ของเป็น เราก็ไม่จำเป็นต้องใช้ของแพงเพื่อบอกสถานะเลย ของสวยคือสวย จบ”

สุธีตั้งธงในการทำงานอย่างชัดเจน เขาไม่ได้ต่อต้านการใช้ของแบรนด์ใหญ่อย่างสุดโต่ง ไม่ได้แอนตี้เครื่องหมายการค้าหรูหราในกระแสทุนนิยมโลก แต่ปรับทัศนคติให้เห็นแจ้งและรู้เท่าทัน ว่าสุนทรียะอันงดงามไม่จำเป็นต้องมาจากตรายี่ห้อหรูหราเสมอไป

เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส
เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส

“หลายครั้งไม่ได้ใช้แบรนด์ใหญ่เลยก็มี อย่างงาน ‘Headlight Sillhouette’ ที่ทำให้ L’Officiel Baltics ใช้ของธรรมดาจากดีไซเนอร์หน้าใหม่ทั้งนั้น เอามาทำเป็นชุดดำเล่นกับรถและแสงเงา ก็ออกมาสวย บางทีแมกกาซีนก็ต้องการแบรนด์ใหญ่เพื่ออิมเมจแหละ แต่แบรนด์เนมไม่ได้เป็นตัวแทนของงานที่ดี งานที่ดีคืองานที่ดี และทุกคนควรได้รับโอกาส เราเองยังอยากได้โอกาสเลย แล้วทำไมต้องปิดกั้นโอกาสคนตัวเล็ก เพื่อให้โอกาสคนที่มีมันอยู่แล้ว”

สไตลิสต์อีกซีกโลกตั้งคำถามชวนคิด

เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส
เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส
ขอบคุณภาพผลงานชุด ‘Headlight Sillhouette’ จาก lofficielbaltics.com/editorials/headlight-silhouette 

04 “ที่นี่ไปถึง Non-binary แล้ว ที่ไทยยังถามอยู่เลยว่าเป็นกะเทยหรือเปล่า”

‘No Label’

คือชื่อผลงานชุดสำคัญอีกชุดที่สุธีตั้งใจเตรียมมาเล่าอวดเราอีกชิ้น เพราะนอกจากคอนเซ็ปต์คมคายที่สุธีสร้างสรรค์ขึ้นมาอย่างไร้กระบวนท่า ผลงานชิ้นนี้ยังเป็นเครื่องชี้วัดความก้าวหน้าของวงการแฟชั่น และแรงกระเพื่อมต่อสังคมที่อาชีพสไตลิสต์สร้างขึ้นได้ผ่านงานออกแบบ

เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส
ขอบคุณภาพผลงานชุด ‘No Label’ จาก models.com/work/various-editorials-no-label-nylon-spain 

“เป็นงานที่ทำให้นิตยสาร Nylon Spain ลงเป็นออนไลน์คอนเทนต์ช่วง Pride Month ปี 2019 ตอนคุยคอนเซ็ปต์กับช่างภาพสนุกมาก เราอยากเฉลิมฉลองความหลากหลายทางเพศที่ไม่ต้องตะโกนว่า ‘ฉันเป็นกะเทย’ ‘ฉันเป็นทอม’ ‘ฉันเป็นดี้’ คือเป็นอะไรก็ได้ ขอแค่มีความสุขและใช้ชีวิตปกติ

“เรารู้สึกว่าการเป็นเพศอะไรไม่สำคัญอีกแล้ว เพราะเราจะเป็นอะไรก็เรื่องของเรา เลยตีความให้ออกมาอยู่ในรูปเสื้อผ้า ผู้หญิงใส่กางเกงหรือดูบอย ผู้ชายแต่งหน้าใส่กระโปรง ก็เป็นเรื่องปกติ ไม่ควรมีใครถูกตีกรอบว่าเป็นเพศนี้แล้วต้องเป็นอย่างนี้ ชุดที่ถ่ายหรือว่า Statement ทุกอย่าง จึงใช้ความนิ่ง หญิงชายใส่ชุดธรรมดาสลับกัน ไม่อยากให้เหมือนทางคอมเมอร์เชียลที่บอกว่าเกย์ต้องแต่งหน้าด้วยซ้ำ

“การทำงานที่นี่ก็เหมือนกัน มันไม่มีเพศจริง ๆ ความเก่งไม่เกี่ยวกับอายุ ทำงานดีแค่ไหนก็คือแค่นั้นเลย เป็นเรื่องที่ไม่ต้องถามแล้วว่าคนนี้เพศอะไร ไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไปแล้ว และตอนนั้นอยู่นิวยอร์กมาสองปี มูฟเมนต์เรื่อง Pride Month ไม่ใช่เรื่องใหม่ จนตอนนี้ที่นี่ไปถึง Non-binary แล้ว ที่ไทยยังถามอยู่เลยว่าเป็นกะเทยหรือเปล่า”

เราจับเสียงคู่สนทนาได้อย่างแจ่มชัดว่าเขาตกหลุมรักนิวยอร์กเข้าอย่างจัง ไม่ใช่แค่ในฐานะผืนดินแห่งโอกาสและความฝัน ที่ให้ที่ทางเขาได้อบรมบ่มร่ำตัวเองจนเคี่ยวกรำแก่กล้า ประกอบสัมมาอาชีพได้อย่างเสรีด้วยไฟที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เป็นต้นกล้าที่หยั่งรากลึกแข็งแรงได้ด้วยความมานะพยายามส่วนตัว แต่ราวกับว่าเขาอยากอยู่ที่นี่

“มันเป็นระบบนิเวศที่ดีมาก ผมเพิ่งมารู้ตอนหลังว่า อย่างแฟชั่นสไตลิสต์ก็มีเอเจนซี่เหมือนนางแบบ ที่นี่มีแม้กระทั่ง Mother Agency หรือคนที่ไปสเกาต์จนเจอมา ช่างภาพ ช่างหน้า ช่างผม ขณะที่ในไทยส่วนใหญ่จะมีแค่นางแบบที่มีเอเจนซี่ ที่เหลือเป็นฟรีแลนซ์ งานมันเป็นระบบที่เอื้อต่อการทำงาน เมืองมันสนับสนุนให้กล้า กล้าคุย กล้าทัก ไม่ใช่กลัวไปก่อน ที่นี่ แค่ก้าวเท้าออกจากบ้าน อะไรก็เกิดขึ้นได้”

แปลว่ายังไม่อยากกลับไทย – เราถามสรุป

“ไม่นะ” เขาตอบตามโครงสร้างไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ แปลว่า ใช่ เขาไม่อยากกลับไทย

“ไม่รู้ว่าจะกลับไปทำอะไรที่ไทย อาจรับฟรีแลนซ์ได้ ถ้ามีโอกาสมีงานเข้ามาก็พร้อม ไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว แต่ถ้าให้กลับไปอยู่อันนี้ไม่มั่นใจเลย เพราะที่ไทยตลาดไม่ได้ใหญ่ขนาดนี้ และโอกาสน่าจะน้อยเพราะแบรนด์ไม่เยอะ แฟชั่นที่นี่มีหลายแง่มุมมาก แฟชั่นไม่ใช่ความเท่ ไม่ใช่การไปสยามสแควร์ แล้วโอกาสของวงการแฟชั่นที่ไทยก็เหมือนที่บอกทีแรก”

สุธีส่งยิ้มกรุ้มกริ่มบอกเป็นนัย

5 ผลงานที่ Suthee อยากเล่าให้ผู้อ่าน The Cloud ฟัง

01 Lady of ChinaTown

เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส

ชอบมากที่สุดเลยชิ้นนี้ ตื่นมาดูทุกวันเลย รู้สึกว่ามันสร้างแรงบันดาลใจมาก แล้วเราได้ทำงานกับช่างภาพที่เราติดตามมานานตั้งแต่ช่วงแรกทำสไตลิ่ง ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะได้มาถ่ายกับเขา เพราะเราไม่กล้าออกไปหาคน ไม่กล้าคุยกับใคร แต่เราไม่รู้หรอกว่าโอกาสจะมาตอนไหน

02 Elle Bulgaria Digital Cover Story Camryn Lipman

เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส
ภาพ : models.com/work/elle-bulgaria-elle-bulgaria-digital-cover-story-camryn-lipman 

งานนี้ทางบรรณาธิการของแอลล์เขาติดต่อมาผ่านช่างภาพที่สนิทกัน ชวนว่าสนใจไหม รู้สึกว่าโชคดีและเป็นโอกาสดีมากที่ได้ถ่ายลง Cover Story แม้ว่าจะเป็นแบบออนไลน์ก็ตาม แถมงานก็ออกมาน่าพอใจ

03 Utopia

เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส
เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส
ภาพ : lofficielbaltics.com/en/editorials/utopia

ชิ้นนี้ถ่ายให้ L’Officiel Baltic นางแบบคนนี้สวยมาก แต่เราไม่ได้ขายสวย เราขายเท่ ให้สิ่งที่อยากสื่อสารออกมาผ่านดวงตา แววตา แล้วชุดมันยาก คนธรรมดาใส่แล้วยากแน่นอน แต่พอเขาใส่แล้วมันออกมาเป็นอีกคาแรกเตอร์หนึ่งเลย เป็นการเล่นกับชุด สร้างให้มันดูมีอะไรขึ้นมา มีเสน่ห์​มีการเล่าเรื่อง ยากและท้าทายตรงที่ตอนแรกคุยคอนเซ็ปต์กับช่างภาพแล้วไม่เคลียร์ รู้เลยว่าต้องแก้หน้างานเยอะมาก แต่สุดท้ายก็ออกมาดี

04 On the Earth

เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส
ภาพ : flanellemag.com/on-the-earth-by-shiyu-tsai-for-flanelle-magazine/ 

ชิ้นนี้ทำให้นิตยสาร Flanelle พูดเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม ขยะพลาสติก ธรรมชาติที่อยู่รอบตัวเรา ที่ชอบเพราะเราพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าแฟชั่นมันสื่อสารเรื่องราวเหล่านี้ออกมาได้ด้วย

05 GQ Thailand

เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส
เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส
ภาพ : www.gqthailand.com/ 

พี่เตชินทร์ (เตชินทร์ ไกรขจรกิตติ) เป็นดีไซเนอร์คนไทยที่นี่ เสื้อผ้าแบรนด์พี่เขาเป็นสูท Tailor-made เป๊ะมาก แต่เขาต้องการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ดู Edgy และขายวัยรุ่นได้ง่ายขึ้น ครั้งนี้เราเลยเล่าเรื่องให้เป็นเหมือนเป็นการเปิดบทใหม่ หยิบชิ้นออริจินัลมาผสมกับดีไซน์ใหม่ จากเดิมที่ขายเสื้อผ้าผู้ชาย รวยหน่อย ผู้ใหญ่หน่อย กลับมาเป็นเสื้อผ้าลายแพตเทิร์นแปลก ๆ ชาเลนจ์ประมาณหนึ่งเหมือนกัน และงานก็ออกมาดี ภาพออกมาสวยมาก

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

ภาพวาดสิ่งมีชีวิตสี่ขาสื่อแทนผู้คน เติมเต็มด้วยลวดลายแพตเทิร์น สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม ลายขวาง ค่าน้ำหนักขาว เทา ดำ เส้นทุกเส้นบรรจบกันอย่างบรรจง ทุกองค์ประกอบประดับขึ้นเพื่อเพิ่มมิติให้กับทุกคาแรกเตอร์ในหนึ่งเรื่องราว

ภาพที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวยากที่จะเลียนแบบนี้เป็นผลงานของ กรีฑา พรมโว หรือศิลปินผู้เป็นที่รู้จักในชื่อ Chang of Art ผลงานของเขาโดดเด่นในสไตล์ของ Pop Art, Contemporary Art และ Doodle Art สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์และแนวคิดที่ว่า มันบาลานซ์ได้ดีระหว่างความเป็น Fine Art (วิจิตรศิลป์เน้นความสวยงาม) และ Commercial Art (พาณิชยศิลป์เน้นการต่อยอดด้านมูลค่าของผลงาน) ทั้งความงามและคุณประโยชน์ของสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้ากับยุคสมัยปัจจุบันอย่างมาก

ด้วยสไตล์งานที่สนุกและเข้าใจง่าย ทำให้คนเสพก็สุข คนสร้างจึงไม่เคยหยุดเสาะแสวงหาไอเดียมาวาดชิ้นงานใหม่ ๆ ชีวิตที่เติบโตมากับศิลปะประหนึ่งเป็นส่วนหนึ่งซึ่งแยกจากกันไม่ได้ ทำให้เขาเข้าใจงาน เข้าใจตัวเอง และเข้าใจสิ่งที่สังคมต้องการได้เป็นอย่างดี แต่เบื้องหลังกว่าจะได้มายังสิ่งนี้ คงไม่ง่ายเสมือนดีดนิ้วแค่เป๊าะเดียวเป็นแน่

งานของเขามีชื่อเสียงในแวดวงนักสะสมผู้ชื่นชอบศิลปะคาแรกเตอร์ชัด ขนาดมีคนยอมรอภาพวาดในเวลาหลักปี ไม่ใช่แค่ระดับประเทศ เขายังได้ไปจัดแสดงงานที่เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ไต้หวัน และฮ่องกง ล่าสุด เขาได้ออกแบบลวดลายบนเสื้อลิมิเต็ดอิดิชันให้กับ Garena Free Fire เกมมือถือออนไลน์สำหรับผู้ที่ชื่นชอบความท้าท้าย การต่อสู้ และการเอาชีวิตรอด คว้ารางวัล ‘เกมมือถือยอดเยี่ยมแห่งปี’ จากงาน Esports Awards 2021 ถึง 2 ปีซ้อน คล้ายจะเป็นเรื่องเดียวกับรางวัลชีวิตราว 20 ปีที่ได้มาจากการฝ่าฟันของเขา เราจึงอยากชวนทุกคนทำความรู้จัก ‘งานช้าง’ ในแบบของ Chang of Art ไปพร้อมกัน

ศิลปะใส่ไอเดียลายเส้นวกวนของ Chang of Art ผู้มีผลงานล่าสุดในเกม Free Fire

Unique-Useful-Universal 

ภายในสตูดิโอส่วนตัวที่ปลุกพลังด้วยผนังสีแดง แสงไฟปรับระดับเข้ม กลาง อ่อน ไปตามฟีลลิ่งของการสร้างสรรค์ เต็มไปด้วยผลงานหลายชิ้น หลากสไตล์

“เราใช้สัตว์และคนมาเป็นตัวแทนในการนำเสนอความคิดและความรู้สึก” เจ้าของผลงานกล่าว เมื่อเราเห็นว่าทุกภาพมีสัตว์เป็นพระเอกของงาน

หากใครเป็นแฟนผลงาน Chang of Art ก็ดี หรือใครกำลังทำความรู้จักกับผลงานของเขาจากเรื่องราวนี้ก็ตามแต่ จะสังเกตได้อย่างชัดเจนถึงสิ่งมีชีวิตที่กำลังโลดแล่นลีลาอยู่บนพื้นผ้าใบ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวให้คนเข้าใจง่ายในพริบตาเดียว ดังเช่นที่อยู่ตรงหน้าเรา ภาพสิงโตกำลังหัวเราะร่า ใส่หมวกกันน็อกเตรียมพร้อมออกซ่าผจญภัยบนท้องถนน แฝงไปด้วยอารมณ์ บริบท และไลฟ์สไตล์ จนใครเห็นก็คงต้องพูดออกมาเลยว่า ‘นี่แหละ ผลงานของ Chang of Art’

แต่ก่อนจะมาเป็นสัตว์นานาชนิด ศิลปินต้องทำความเข้าใจกับความหมายและความเชื่อของตัวละครที่จะปรากฏในผลงานเสียก่อน

“ถ้าเราเข้าใจ เราจะมักง่ายเวลาถ่ายทอดไม่ได้ เพราะต้องสื่อสารและนำเสนอ Definition ให้ได้ ว่าทำไมต้องเป็นเสือสิงโต มังกร หมาป่า หรือทำไมต้องเป็นขวดเหล้า ขวดเบียร์ ทำไมต้องเป็นรถยนต์ ทำไมต้องเร็ว พวกนี้มันมีคำตอบที่ชัดเจน และเป็นคำตอบแบบ High Art ไม่ใช่ Design มันมีมิติลึกกว่า อย่างสัตว์นี่มีความเชื่อ เรื่องสถานะต่าง ๆ มีความหมายแฝงอยู่ เช่น เสือ สื่อถึงบุคลิกสุขุม นุ่มลึก ใจใหญ่”

นิยามของ ‘งานช้าง’ จึงมีด้วยกัน 3 อย่างใหญ่ ๆ คือ Unique, Useful, Universal 

Unique ยูนีกทันทีที่มอง รู้เลยว่าเส้นเยอะ ๆ หนวดเยอะ ๆ มีแพตเทิร์น มีไอคอน มีไอเดียแฝงอยู่ในทุกคาแรกเตอร์

Useful ต่อยอดประโยชน์ของชิ้นงานได้มากกว่าแค่บทบาทของภาพวาด เขาคิดต่อยอดไปถึงว่างานชิ้นนี้ให้อะไรกับคนและสังคม การจบกระบวนการของงานจึงไม่ใช่การลงสีในด่านสุดท้าย แต่ต้องคิดเผื่อไปไกลถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น

Universal ต้องเป็นงานสะท้อนตัวตนที่ได้รับการยอมรับในสังคม ซึ่งการเป็นที่ยอมรับในที่นี้ เขาอธิบายว่า ไม่เท่ากับความแมสเพียงอย่างเดียว แม้ศิลปินต้องการให้ผลงานตัวเองเป็นที่รู้จัก แต่งานชิ้นนั้นก็ต้องให้ไอเดียกับคนที่พบเห็น ผู้คนต้องมีการตั้งคำถาม ชื่นชม ไปจนถึงวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อให้สิ่งเหล่านั้นย้อนกลับมาสู่การพัฒนางานชิ้นต่อไปของตน

ศิลปะใส่ไอเดียลายเส้นวกวนของ Chang of Art ผู้มีผลงานล่าสุดในเกม Free Fire
ศิลปะใส่ไอเดียลายเส้นวกวนของ Chang of Art ผู้มีผลงานล่าสุดในเกม Free Fire

Flashback to The Beginning

กว่าจะออกมาเป็น Chang of Art ในทุกวันนี้ ช้างได้เดินทาง ลองผิดลองถูก มีอุปสรรคแวะทักทายบ้าง จนตกตะกอนกับความรักในศิลปะมากว่า 20 ปี

“ผมไม่ได้คิดว่าเราทำงาน เราคิดว่าเราใช้ชีวิต”

ชีวิตที่มีศิลปะเป็นส่วนประกอบหลัก เริ่มตั้งแต่สมัยเป็นเด็กชายช้างที่ชอบวาดรูปเหมือนกับเด็กหลาย ๆ คน ศิลปินเยาว์วัยวาดเตาะแตะเรื่อยมาไม่เคยหยุดจนกลายเป็นความชอบ พอเริ่มเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น จึงเริ่มทำความเข้าใจศิลปะในเรื่องพื้นฐาน ลัทธิต่าง ๆ ประวัติศาสตร์ศิลปะ และพื้นฐานทางด้านทัศนศิลป์ เขาค่อย ๆ มองภาพในสเกลใหญ่ขึ้น นั่นคือ การหาสถานที่สักที่ เพื่อเดินต่อในเส้นทางของการพัฒนาฝีมือ หลังจากเรียนจบระดับอุดมศึกษา เขาจึงคิดถึงการนำศิลปะมาอยู่ในชีวิตประจำวัน กึ่งเดินกึ่งวิ่งหาลู่ทางนำศิลปะมาประยุกต์ใช้ ประกอบอาชีพ และเติมเต็มคุณค่าของชีวิต จนถึงทุกวันนี้ เขาเพียงแค่เดินเรื่อย ๆ ไปในทางของตัวเองในทุก ๆ วัน ข้ามผ่านจุดสูงชันและไม่ต้องวิ่งแข่งกับใคร

Learning by Doing

ตลอดชีวิตบนเส้นทางสายศิลปะ เขาผ่านมาทุกยุคทุกวัยของการเรียนรู้ ทั้งยุคลอง ยุคเริ่มต้น ยุคแสวงหา จนอยู่ตัวและให้คำตอบตัวเองได้แล้วว่า ยุคนี้เป็นยุคของการสร้างทัศนคติ สร้างมุมมองใหม่ ๆ และสร้างแม้กระทั่งนิยามใหม่ จากองค์ประกอบศิลป์ที่เขาเข้าใจทั้งหมด 

“เราทำงานมาเรื่อย ๆ ปรับตัว ปรับปรุงอยู่ตลอด ให้มันเลี้ยงชีพได้ ทั้งในทาง Commercial และ Fine Art ให้มันมีความบาลานซ์อยู่ตรงกลาง และเราก็สร้างทัศนคติใหม่ ๆ ขึ้นมาระหว่างทาง”

ช้างทำให้งานเขาอยู่ตรงกลาง พอดีในทุกมิติ

“ผมนิยามงานตัวเองว่ามันคือสมดุลระหว่างความเข้าใจ” พอดีทั้งความงาม มูลค่า ประโยชน์ใช้สอย และแนวคิดต่อยอด

กว่าจะมาเป็น 1 ชิ้นงาน ต้องผ่านกระบวนการคิด และนำความคิดมาคิดต่ออีกที เพื่อวิเคราะห์ความหมายขององค์ประกอบทุกส่วนที่จะเกิดขึ้น หลังจากนั้นจรดปลายดินสอลงบนกระดาษ สเก็ตช์ภาพที่ร่างไว้ในหัวให้คุ้นชิน ลองแล้วลองเล่า ชนิดที่เห็นกระดาษเปล่าแล้วชี้ได้เลยว่าอันนี้อยู่ตรงไหน เชื่อมกับอะไร จึงเริ่มขั้นตอนสำคัญต่อไป คือการร่างความคิดให้เป็นจริงขึ้นมา

“เมื่อได้ไอเดียแล้ว เราต้องมาคิดวิเคราะห์ มาทำสเก็ตช์มาเลือกคาแรกเตอร์ที่ชอบที่สุด และวางแผนว่าทำยังไงถึงสำเร็จ” Chang of Art เปรียบงานตัวเองเสมือนงานวิจัยขนาดย่อม

“ถ้าเราอยากได้หมาหัวเราะหรืออยากได้หมาน่ารัก ๆ ตัวหนึ่งนั่งบนเวสป้าหรือขี่สกู๊ตเตอร์ เราก็วาดไปเลยแล้วค่อยมาดูว่า จะเอามันมาใช้ยังไง ต้องการความ Hamony กลมกลืนไปด้วยกัน ฉะนั้นงานมันต้องวางแผน เพราะทุกเส้นวกไปวนมา”

ทุกผลงาน ช้างเลือกใช้เทคนิค Free Hand หรือการวาดโดยไม่ต้องร่างดินสอก่อนและไม่ต้องพึ่งพายางลบ ลายเส้นทุกเส้นตวัดวาดจากภาพร่างในจินตนาการ ที่ผ่านการวางแผน กลั่นกรอง และสเก็ตช์จนจดจำทุกตำแหน่งได้อย่างแม่นยำ

“เราต้องมีภาพในหัวว่าจะวางอะไรบนพื้นที่ตรงนี้ และจัดสรรองค์ประกอบ เว้นสเปซให้พอดี” เขาอธิบายการจัดวางลายเส้นให้เชื่อมกันอย่างไร้รอยต่อและไขว้ไปไขว้มา ชวนค้นหาจุดสิ้นสุด

ศิลปะใส่ไอเดียลายเส้นวกวนของ Chang of Art ผู้มีผลงานล่าสุดในเกม Free Fire

เมื่อภาพเกิดขึ้นตามความตั้งใจสมกับความพยายามแล้ว อาณาจักรของ Chang of Art ไม่หยุดอยู่แค่ในภาพวาด แต่เขายังต่อยอดงานสู่ประติมากรรม ดึงเอาคาแรกเตอร์ของการ์ตูนออกมาเป็นรูปปั้นสามมิติ จับต้องได้ เขาทำมาหมดแล้วทุกไซส์ ทั้งเล็กทั้งใหญ่ ตัวจิ๋วถึงตัวยักษ์ ตั้งแต่ 30 เซนติเมตร ไปจนถึง 150 เซนติเมตร

เบื้องหลังกว่าจะได้มาซึ่งผลงานทั้งหมด ต้องตกตะกอนกับความคิดจากแพสชันแรกเริ่ม

“มันเริ่มตั้งแต่คิด” ศิลปินชาวนครปฐมเอ่ย

“เราคิดโดยเอาความอยากเป็นตัวตั้ง คิดเสร็จก็ทำ เราต้องสร้างคุณค่าให้กับคาแรกเตอร์เหล่านั้นให้แข็งแรง”
ช้างเผยกลเม็ดที่จะทำให้งานนั้นแข็งแรงขึ้น ด้วยการพาไปออกงานแสดงนิทรรศการ เอาไปให้คนอื่นดู แล้วรับฟีดแบ็กเพื่อนำกลับมาพัฒนา ผลพลอยได้อีกอย่างจากการที่เขาพางานไป Road Show ให้คนรู้จักทั้ง Online และ Onground ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้งานมากขึ้น เมื่อได้รับการตอบรับที่ดี มีคนชื่นชอบ จึงมีทั้งคำแนะนำ การสนับสนุน และการติชม ซึ่งนำไปสู่การปรับปรุงต่อยอด ดังที่ศิลปินเชื่อมาตลอดว่า ‘Learning by Doing’ ทำให้ผลงานของเขาแอดวานซ์ขึ้นไปเรื่อย ๆ อย่างหาตัวจับได้ยาก

“ถ้าเราอยากเป็นศิลปินระดับโลก เราต้องคิดแบบศิลปินระดับโลก” ช้างกล่าวประโยคเชิญชวนคนฟังเข้าสู่ภวังค์อีกครั้ง ก่อนจะขยายความต่อ 

“เราก็เลยคิดว่าเราต้องสร้างแนวทางของเรา จากฝีมือที่เพียรฝึกฝนและประสบการณ์ที่สะสมมา เราต้องชัดเจนตั้งแต่ความหมายของมัน คิดมากกว่าแค่เริ่มต้นจนสิ้นสุด สุดท้ายมันเลยทำให้งานของเรายูนีกและเป็นตัวตนเราจริง ๆ”

ทุกผลงานเห็นประจักษ์ถึงการประสบความสำเร็จขนาดนี้ เพราะช้างไม่เคยขาดไอเดียสร้างสรรค์

“ตอนนี้สื่อมันเยอะ โลกก็มีอะไรให้ทำมาก เพียงแค่เราต้องเปิดใจเรียนรู้และย้ำตัวเองว่าอย่ายึดติด”

เขาเชื่อว่าการจะเติบโตเป็นต้นไม้ที่ให้ร่มเงาตัวเอง ก็ต้องเริ่มสร้างแนวคิดจากประสบการณ์ สร้างทัศนคติขึ้นมาใหม่ด้วยปัจจัยทางด้านศิลปะเหมือนเดิม แต่ต้องหลุดจากกรอบเดิมนั้น ด้วยวิธีคิดใหม่ ๆ

“อยู่กับศิลปะมา 20 ปี คำว่าแรงบันดาลใจยังสำคัญอยู่มั้ย” เราถามต่อ

“ผมมองว่าแรงบันดาลใจเป็นขั้นสอง ขั้นแรก คือมองชีวิตเราก่อน มองทัศนคติของตัวเอง บางคนบอกผมทำเหมือนพี่ไม่ได้หรอก ยาก จะหาเงินได้ยังไง เนี่ย มันจึงต้องเริ่มที่ทัศนคติ ถ้าเรารู้สึกว่าเชื่อมั่นในตัวเอง เราค่อยมาหาแรงบันดาลใจ 

“จริง ๆ เราเป็นคนธรรมดา พื้นฐานบ้านไม่ได้มีเงิน ติดลบด้วยซ้ำ แต่ว่าพวกนี้มันก็คือแรงบันดาลใจให้เราอยากให้กำลังใจหลาย ๆ คนต่อ อย่าไปคิดว่าต้องรอให้มีตังค์ค่อยทำงานศิลปะที่ดีได้ มันเริ่มจากเล็กไปใหญ่ได้ เราต้องเข้าใจพื้นฐานของศิลปะ เส้น สีรูปทรง น้ำหนัก วัสดุ ลัทธิศิลปะ แล้วทำผลงานให้ดี ค่อย ๆ สะสมประสบการณ์ ชื่อเสียง เงินทอง

 “อย่างพวกเสือ สิงโต ก็กลับไปตอบคำถามเรื่องนิยามที่เราแสดงออกมาแทน Chang of Art ที่ฝ่าฝันเอาตัวรอด งานก็เหมือนการดิ้นรน คนที่แข็งแกร่งเท่านั้นถึงอยู่รอด ที่สำคัญคือต้องพยายามเปิดใจเรียนรู้ มีโอกาสก็ไปดูงานดี ๆ”

ศิลปะใส่ไอเดียลายเส้นวกวนของ Chang of Art ผู้มีผลงานล่าสุดในเกม Free Fire
Chang of Art ศิลปินที่เติบโตมากับศิลปะครึ่งค่อนชีวิต ผู้ไม่ยึดติดกับสไตล์ และเชื่อว่าชีวิตกับศิลปะเป็นเรื่องเดียวกัน

Free up your soul

“มันประเมินมูลค่าไม่ได้เลย” ช้างตอบ หากให้นิยามความสำเร็จของเขา

งานช้าง ไปสร้างปรากฏการณ์ที่น่าจดจำในต่างแดนมาแล้วมากมาย ทั้ง เกาหลี สิงคโปร์ ไต้หวัน รวมถึงงานที่เป็น Original Licencing ระดับโลกในฮ่องกง

ทั้งหมดทั้งมวลทำให้เขารู้ว่า การมองงานศิลปะให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ จะนำมาสู่ความคิดที่แหลมคม

“จริง ๆ ความคิดไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สิ่งที่สำคัญคือวิเคราะห์และการมองให้เหนือไปกว่าตรงนั้น เวลาผมทำงาน ผมจะมองลึกกว่าลึกกว่าลึกเข้าไปอีก เราไม่ได้มองแค่ต้องทำงานชิ้นนี้ให้ดีที่สุด แต่เรามองเลยไปถึงผลลัพธ์ ว่างานชิ้นนั้นมันให้อะไรได้บ้าง” ศิลปินแนวหน้าเน้นเสียง

อีกหนึ่งสิ่งที่ช้างใช้ขับเคลื่อนศิลปะในชีวิต คือ ‘Free up your soul’ การปลดปล่อยจินตนาการอย่างไร้ข้อจำกัด วางกฎเกณฑ์ทั้งหมด แล้วฟังเสียงหัวใจตัวเอง

“คำนี้เป็นคำที่ผมชอบใช้มากเลย คือการที่เราจะมีพลัง มันต้องมีความรู้สึกอะไรบางอย่างที่มาเติมเต็ม งานศิลปะฟังก์ชันมันเยอะมาก บางคนที่สะสมจริง ๆ เขาบอกเขาหลับตาไม่ลง เขาละสายตาจากมันไม่ได้ มันสวยมาก เซ็กซี่มาก”

ที่มาของพลัง ของมนต์สะกด ของความเซ็กซี่เหล่านั้น คือ

“เราต้องหาให้เจอว่า Vision คืออะไร Definition คืออะไร ถ้าชัดเจนแล้วมันจะง่ายมากเลย เหมือนกับชีวิตเรา ระหว่างทางเราก็มีปัญหานะ เยอะด้วย ก็แก้ไขไปให้ถูกที่ ถูกเวลา ถูกจังหวะ ปัญหาใหญ่ ๆ ก็คือความรู้ รู้น้อยยิ่งปัญหาเยอะ รู้เยอะปัญหาน้อย เราต้องออกไปค้นหา ไปเจอความผิดพลาดต่าง ๆ พอถึงจุดหนึ่งก็จะง่าย และสิ่งสำคัญคือการพยายามเรียนรู้การเปลี่ยนไปของโลก” ช้างทิ้งท้ายถึงหนึ่งแนวคิดที่เขาเชื่อมาตลอด

หลังจากทำความรู้จักกับตัวตนของศิลปินมาครู่ใหญ่ เราขอพาทุกคนไปรู้จักเรื่องราวในอีกมิติ ผ่าน 4 ผลงานที่มีความหมายของศิลปินบ้าง

01 Free Fire 

ช้าง-กรีฑา พรมโว ศิลปินที่เติบโตมากับศิลปะครึ่งค่อนชีวิต ผู้ไม่ยึดติดกับสไตล์ และเชื่อว่าชีวิตกับศิลปะเป็นเรื่องเดียวกัน

สำหรับ Free Fire ที่ร่วมงานกับผู้คนหลายวงการทั้งยูทูบเบอร์และอินฟลูเอนเซอร์ต่าง ๆ ในครั้งนี้จึงมองหางานศิลปะและการออกแบบ เลยตัดสินใจเลือก Chang of Art อย่างไม่ลังเล ด้วยสไตล์งานที่สนุก เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน เป็นรูปสัตว์ที่มีเรื่องราวในตัวงาน

ช้าง-กรีฑา พรมโว ศิลปินที่เติบโตมากับศิลปะครึ่งค่อนชีวิต ผู้ไม่ยึดติดกับสไตล์ และเชื่อว่าชีวิตกับศิลปะเป็นเรื่องเดียวกัน

เมื่อความต้องการตรงกัน ช้างจึงตั้งใจให้งานชิ้นนี้เป็น Event Merchandise ที่เน้นความสนุก เขาไม่ได้มองแค่ว่าเป็นสิ่งใช้สอย แต่อยากให้เป็นฟังก์ชัน เป็นการสะสม เพื่อเพิ่มคุณค่าให้ทั้งตัวงานและผู้ครอบครอง จึงออกมาเป็นเสื้อยืดสกรีนลาย Limited Edition มาพร้อมแพ็กเกจจิ้งที่ออกแบบพิเศษเช่นกัน และมีซีเรียลนัมเบอร์ทุกกล่อง ภายใต้สโลแกน ‘สัญชาตญาณแรกของชีวิต คือ การเอาตัวรอดอย่างมีเกียรติและเข้มแข็ง’ ให้ Wolf หรือ หมาป่า รับหน้าที่เป็นพระเอกในโปรเจกต์นี้ ถ่ายทอดความเป็นนักล่า ปราดเปรียว เป็นสัตว์ที่ล่ายาก ตายยาก แม้จะต้องตายอย่างโดดเดี่ยวแต่ก็มีเกียรติ เข้ากับคอนเซ็ปต์ของความเป็นเกมแนว Battle Royale

02 Mr. Mee Hey

ช้าง-กรีฑา พรมโว ศิลปินที่เติบโตมากับศิลปะครึ่งค่อนชีวิต ผู้ไม่ยึดติดกับสไตล์ และเชื่อว่าชีวิตกับศิลปะเป็นเรื่องเดียวกัน

เจ้าป่าใส่หมวกกันน๊อกขี่เมฆ คงเป็นภาพที่เราไม่เคยเห็นจากที่ไหน มีทั้งแบบ 2 มิติ (ภาพวาดคุมโทนด้วยสีขาวดำแต่จัดเต็มด้วยแพตเทิร์นอย่างไม่มีที่ว่างเพื่อเพิ่มสีสันให้งาน) และแบบ 3 มิติ (รูปปั้นขนาด 1.50 เมตร เป็นสิงโตใส่หมวกกันน็อกที่หมวกถอดได้) สื่อความหมายถึงคนที่ไม่ชอบหยุดนิ่งอยู่กับที่ เชื่อว่าชีวิตคือการได้ออกเดินทางแสวงหาสิ่งใหม่

ช้าง-กรีฑา พรมโว ศิลปินที่เติบโตมากับศิลปะครึ่งค่อนชีวิต ผู้ไม่ยึดติดกับสไตล์ และเชื่อว่าชีวิตกับศิลปะเป็นเรื่องเดียวกัน

สีขาวดำของผิวเจ้าป่า เป็นอีกหนึ่งไอเดียใหม่คือการปล่อยโล่งโดยไม่ผ่านการเพนต์ ผลงานชิ้นนี้เปลี่ยนชีวิตเขา และมอบทัศนคติใหม่ ๆ จากที่คนเริ่มมองว่างานแปลกดี ซึ่งมันการันตีได้ว่าความความกล้า ความแปลกนี้ก็มีมูลค่ามหาศาลเหมือนกัน 

03 Mr. Mee Har

ช้าง-กรีฑา พรมโว ศิลปินที่เติบโตมากับศิลปะครึ่งค่อนชีวิต ผู้ไม่ยึดติดกับสไตล์ และเชื่อว่าชีวิตกับศิลปะเป็นเรื่องเดียวกัน

ถ้าไม่ดุ ก็ไม่ใช่เสือ – ช้างว่า

แต่บังเอิญเป็นเสือดุที่มีมุมน่ารัก คาแรกเตอร์ของนักล่าอย่างเสือนี้ สร้างขึ้นมาเหมาะเจาะกับนักษัตรปีขาลพอดิบพอดี

มีฮาเป็นประติมากรรมทองเหลืองชิ้นแรกของ Change of Art ที่ถอดส่วนประกอบได้ทุกอย่าง เขาสนใจเพียงแค่ฟังก์ชันเป็นหลัก มองข้ามเรื่องต้นทุนเป็นรอง งานชิ้นนี้จัดว่าเป็นคู่แฝดของสิงโตเจ้าป่าอย่าง Mr. Mee Hey ซึ่งนำเสนอความคิดแบบเดียวกัน

04 Leopard

ช้าง-กรีฑา พรมโว ศิลปินที่เติบโตมากับศิลปะครึ่งค่อนชีวิต ผู้ไม่ยึดติดกับสไตล์ และเชื่อว่าชีวิตกับศิลปะเป็นเรื่องเดียวกัน

เสือดาวเฝ้ารอโอกาสและเวลา เมื่อถูกที่ ถูกจังหวะ จึงก้าวออกจากป่า แผ่ซ่านความป๊อปบนถนนใจกลางเมืองหลวง

ช้างเลือกใช้สีสันสดสวยตัดกัน โชว์กลิ่นอายความเป็นป๊อปอาร์ตอย่างชัดเจน และทลายกรอบของตัวเองในการใช้สีสัน ต่างจากงานขาวดำชิ้นก่อน ๆ แสดงออกผ่านภาพวาด ภาพพิมพ์ และประติมากรรม ในการสร้างคาแรกเตอร์เสือดาวสวมแว่นตาฉายอดีตที่มีความเท่ มี Third Eye บนหัว แสดงถึง Sixth Sense เช่นเดียวกับที่ศิลปินมีในทุกการสร้างผลงาน 

ผลงานชิ้นนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ความกล้าเดินออกจากเส้นทางเดิม ๆ แสดงให้เห็นถึงความไม่ยึดติดในสไตล์งานและการใช้ชีวิต

“เราต้องการท้าทายและแสดงความสามารถออกมา ทำให้ดี เป็นที่ยอมรับ เพื่อส่งแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้ รวมถึงเพิ่มคุณค่าใหม่ ๆ ให้กับตัวเราเอง” ศิลปินผู้กล้าย้ำ

Writer

ปิยฉัตร เมนาคม

หัดเขียนจากบันทึกหน้าที่ 21/365 เพิ่งค้นพบว่า สลัดผักก็อร่อย หลงใหลงานคราฟต์เป็นชีวิต ของมือสองหล่อเลี้ยงจิตใจ ขอจบวันง่าย ๆ แค่ได้มองพระอาทิตย์ตกจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี วันนั้นก็คอมพลีทแล้ว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load