การเป็นนางแบบนายแบบ ใส่เสื้อผ้าที่ตัดเย็บอย่างประณีต เดินอยู่บนรันเวย์หรืออยู่บนป้ายบิลบอร์ดตามหัวมุมในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์กหรือแอลเอดูเป็นเรื่องที่ไกลตัวมาก หากคุณไม่ใช่นางแบบระดับแถวหน้าของวงการ แต่เชื่อหรือไม่ว่าแขกของ Talk of The Cloud วันนี้ ความตั้งใจเป็นแรกของเธอไม่ใช่นางแบบเลยด้วยซ้ำ

เราขออาสาพาไปพูดคุย ทำความรู้จัก กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ นางแบบไทยแท้ที่มีผลงานล่าสุดในโฆษณาแบรนด์ใหญ่อย่าง Alexander Wang ผู้เชื่อว่า ‘นางแบบที่ดี คือนางแบบที่เป็นตัวเองที่สุด’ 

กิฟท์ ปิยวรรณ นางแบบไทยแท้ในสหรัฐฯ ที่รับบทตัวเอกในโฆษณาล่าสุดของ Alexander Wang

จากเด็กหญิงที่เคยอยากเรียนแพทย์ ก่อนผลิกผันมาเจอทางที่ใช่ กลายมาเป็นเด็กสาวดีกรีปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มุ่งทำตามฝันด้วยการเรียนต่อปริญญาโทจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนบินลัดฟ้าเพื่อไปเรียนต่อสหรัฐอเมริกา พร้อมความตั้งใจเดิมที่จะอยู่ต่างประเทศแค่ 2 ปี กลายมาเป็นการอยู่เกือบถาวร 

กิฟท์หลงใหลในการทำงานเบื้องหลังมากกว่าเบื้องหน้า และไม่คิดว่างานเสริมที่ทำตอนเรียนมหาวิทยาลัยจะพาเธอไปไกลถึงรันเวย์แฟชั่นวีก

เธอมีผลงานเด่นร่วมกับแบรนด์ต่างๆ ทั้ง CHANEL, FENDI, VALENTINO, MOSCHINO, Oscar de la Renta, Cosmopolitan, Elle, Harper’s BAZAAR หรือแบรนด์ที่ชื่อไม่ค่อยคุ้นหูเช่น LAFAYETTE 148 กิฟท์ยังเคยฝากผลงานให้เห็นผ่านตาในไทย ร่วมกับเบียร์ช้างและไทเกอร์เบียร์

ในสหรัฐอเมริกา กิฟท์คือหญิงสาวหน่วยก้านดีที่ทำงานเป็นช่างภาพสายสตรีท ไลฟ์สไตล์ ก่อนก้าวเข้าสู่วงการนางแบบอย่างเต็มตัว เธอเคยเป็นพนักงานในร้านอาหารไทยที่แอลเอ ผ่านประสบการณ์การเสิร์ฟอาหารกลางคืน ก่อนขึ้นเดินแฟชั่นโชว์ในตอนเช้ามาก่อน 

ที่เมืองไทย เธอเคยเป็นอาจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ สอนเรื่องการเล่าเรื่องด้วยภาพถ่าย รวมถึงเป็นครูสอนบุคลิกภาพของโรงเรียนสอนการเตรียมความพร้อมในการเป็นนางแบบ 

ถาม-ตอบ เรื่องเส้นทางการ (บังเอิญ) เป็นนางแบบที่ไม่ได้มีดีแค่เดินแบบ ของหญิงสาวผู้เคยมีประสบการณ์การถูกโกงกว่าหมื่นเหรียญฯ ใช้อาชีพนางแบบพิสูจน์ตัวเองกับครอบครัว ได้งานใหญ่เพราะแม่ไม้มวยไทย บทเรียนชีวิตจากอาชีพนี้ และคำแนะนำดีๆ ที่บอกรุ่นน้องเสมอว่า ‘อย่าเดินแบบอย่างเดียว’

กิฟท์ ปิยวรรณ นางแบบไทยแท้ในสหรัฐฯ ที่รับบทตัวเอกในโฆษณาล่าสุดของ Alexander Wang

ความฝันในวัยเด็กของคุณคืออะไร

เราเป็นเด็กทั่วไปเลย ตอนเด็กๆ พ่อแม่เราก็เหมือนคนอื่นๆ ที่อยากให้ลูกเป็นหมอ ซื้อของเล่นหมอมาให้ ตอนแรกเลยอยากเป็นหมอเหมือนกัน พอขึ้น ม.ปลาย เริ่มรู้แล้วว่าเกรดชีวะ เคมี ฟิสิกส์ ไม่ค่อยดี แต่ภาษาอังกฤษ ไทย สังคม เราได้ 

ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัย สมัยนั้นเป็นเอนทรานซ์ พ่อแม่อยากให้เข้ามหาลัยฯ รัฐบาล แต่ถ้าเอนฯ ติดคณะที่ไม่อยากเรียน เราจะทำในสิ่งที่ไม่อยากทำได้จริงเหรอ มันตั้งสี่ปี ก็เลยบอกพ่อแม่เรียนว่าขอเรียนในสิ่งที่อยากเรียนได้ไหม เลยมาเรียน Film ตอนแรกเขาก็ไม่ให้นะ เราเลยบอกว่า ‘แม่ หนูขอ หนูจะเรียนให้เป็นที่หนึ่งเลย’

ระหว่างเรียนเราก็รับงานนางแบบ เราตัวสูง จบมาไปทำงานผู้ช่วยผู้กำกับที่บริษัทโฆษณา แล้วก็เปลี่ยนไปเป็นโปรดิวเซอร์ของคอมพิวเตอร์กราฟิก ทำพวกงานอาร์ต เป็นโปรดิวเซอร์ ดีลลูกค้า บรีฟงาน พร้อมกับรับงานถ่ายแบบไปด้วย

ทำไมไม่เอางานนางแบบเป็นงานหลัก

 เราไม่ได้อินมากกับการเป็นนางแบบ เหมือนกับเราเข้ากับสังคมนางแบบไม่ค่อยได้ เราไม่ค่อยแต่งตัวแฟชั่น เราไม่รู้จักแบรนด์ ขนาดมาอยู่อเมริกาแรกๆ เจอ หลิว เหวิน (Liu Wen) นางแบบดัง ไม่รู้จักชื่อนะ แต่จำได้ว่ารูปเขาอยู่บนบิลบอร์ดในนิวยอร์ก ไปขอเขาถ่ายรูปบอกว่าเป็นแฟนคลับ กลับมาจะโพสต์ในอินสตาแกรมแต่ไม่รู้ชื่อเขา ต้องไปเสิร์ช หรือเวลาคนถามว่าเคยเดินให้แบรนด์อะไรมาบ้าง เราก็จำไม่ค่อยได้

กิฟท์ ปิยวรรณ นางแบบไทยแท้ในสหรัฐฯ ที่รับบทตัวเอกในโฆษณาล่าสุดของ Alexander Wang

การเป็นนางแบบของเราคือไปเพราะคนชวนตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว พอเริ่มทำงานบริษัทโฆษณา ด้วยความที่เป็นเด็กจบใหม่ เงินเดือนเราหมื่นสอง เป็นผู้ช่วยผู้กำกับ ซึ่งไม่รู้มาก่อนว่าการทำ Production House มันจะไม่มีเวลา Clock in / Clock out บางทีลากยาวไปถึงหกโมงเช้า แต่ได้เงินหมื่นสองพันบาทต่อเดือน พอเริ่มทำงานประจำ นางแบบเป็นงานที่ได้เงินพิเศษก็เลยทำ วันจันทร์ถึงศุกร์เป็นผู้ช่วยผู้กำกับ เสาร์อาทิตย์ก็แอบไปรับงานนางแบบ 

เราอยากไปอเมริกามากๆ เพราะไม่เคยไปต่างประเทศคนเดียว ไปไหนก็ต้องไปกับพ่อแม่หรือน้อง อยากฟรีสไตล์ เราเรียนต่อปริญญาโทที่นิเทศฯ จุฬาฯ จบ ทำงานสักพัก พอเก็บเงินได้เลยตัดสินใจไปแอลเอ เพราะอยากเรียนกำกับหนังเพิ่ม 

ไม่ได้คิดจะไปทำงานนางแบบตั้งแต่ต้นเหรอ

เปล่าเลย มาเพื่อมาเรียนหนัง ไม่คิดจะมาเป็นนางแบบ เราตัดผมสั้น สั้นเหมือนผู้ชายเลย ที่ตัดเพราะเหมือนเคยได้ยินมาว่า ค่าตัดผมมันแพง ก็เลยตัดให้สั้น ปรากฏว่ายิ่งตัดสั้น ยิ่งต้องตัดบ่อย (หัวเราะ)

กิฟท์ ปิยวรรณ นางแบบไทยแท้ในสหรัฐฯ ที่รับบทตัวเอกในโฆษณาล่าสุดของ Alexander Wang

พอได้ไปประเทศที่ฝันไว้ มันเหมือนที่คิดไหม

เซอร์ไพรส์ตั้งแต่วันแรก เซอร์ไพรส์หนึ่งคือตั้งใจจะมาพร้อมเพื่อน ปรากฏเพื่อนมาไม่ได้ เลยต้องมาคนเดียวก่อน เซอร์ไพรส์ที่สองคือ โดน ตม. ตรวจหนักมาก เพราะเป็นผู้หญิงเอเชียเดินทางคนเดียว มีกระเป๋ากี่ใบเทของออกทุกใบ ตอนค้นไม่โกรธหรอก โกรธที่ตอนแพ็กกลับไม่ช่วยกันเลย (หัวเราะ) อยู่ตรงนั้นสามชั่วโมงจนคนที่มารอรับนั่งรอกับพื้น

แอลเอก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ร้านอาหารไทยเยอะ คนไทยเยอะมาก เดินไปตรงไหนก็ได้ยินแต่เสียงคนไทย ไม่ค่อยรู้สึกว่าอยู่อเมริกา ลงเรียนภาษาอังกฤษ ระหว่างที่รอเข้าคลาสหนังที่จะเรียน แล้วก็เริ่มหางานทำ ทำงานร้านอาหาร ตอนนั้นทำหกวันเลยนะ สี่ร้าน 

มันเหนื่อยมาก เหนื่อยจนนอนไม่หลับ แล้วเช้าก็ต้องไปเข้าเรียนภาษา วนลูปอยู่อย่างนั้น เราได้แต่เงิน ได้แต่ทำงาน แต่มาทำอะไรที่นี่ก็ไม่รู้ เราถือพอร์ตนางแบบติดมาจากเมืองไทยด้วย เลยคิดว่าจะลองไปหาเอเจนซี่ ตอนนั้นรถก็ไม่มี อยู่แอลเอคนเขาขับรถ มันไกล ไม่มีอูเบอร์ มีแต่แท็กซี่ปกติซึ่งแพง ก็เลยต้องนั่งรถบัส เลิกเรียนภาษาบ่ายสอง มีเวลาสองชั่วโมงให้ไปหาเอเจนซี่ เพราะต้องเข้างานร้านอาหารสี่โมงเย็น กว่าจะถึง รถติด ไปถึงหน้าเอเจนซี่ตอนสามโมง ยังไม่ทันเข้าไปสมัครก็ต้องนั่งรถกลับมาทำงานแล้ว เลยไม่ได้สมัคร

ถ้าไม่ได้สมัครกับเอเจนซี่ แล้วเข้าวงการนางแบบที่โน่นได้ยังไง

ตอนนั้นช่างมันเลย ทำงานร้านอาหารไปเรื่อยๆ รอเรียนฟิล์มให้จบแล้วกลับไทย เพราะจริงๆ ตั้งใจจะอยู่แค่สองปี วันหนึ่งขณะที่เสิร์ฟอยู่ร้านอาหารไทย มีสไตลิสต์ชื่อ Kyle Luu มากินข้าวกับเพื่อนที่ร้าน เขาก็ชี้ๆ มาทางเรา สักพักเดินมาหา ‘ฉันเป็นสไตลิสต์จากนิวยอร์กนะ ยูเป็นโมเดลหรือเปล่า’ สภาพเราในตอนนั้นคือ ใส่ผ้ากันเปื้อนและเสื้อเบียร์ช้าง หน้ามัน ผมสั้นมาก เราอายไม่กล้าบอกว่าเป็นนางแบบเลยตอบว่าไม่ได้เป็น 

‘แน่ใจเหรอ ยูสูงนะ น่าจะเป็นโมเดล ไปถ่ายงานกับฉันพรุ่งนี้ไหม’ เขาถามมาแบบนั้น เราเลยคิดว่าไปถ่ายเล่นๆ ลองดูก็ได้ พอวันรุ่งขึ้นก็ไปถ่ายเลย แล้วเขาก็ถามเราว่ามาอยู่แอลเอทำไม ทำไมไม่ไปนิวยอร์ก น่าจะมีโอกาสได้ทำงานนางแบบต่อ แล้วที่นิวยอร์กก็มีโรงเรียนหนังเหมือนกัน 

เราเลยกลับมาคิดว่าอยากไปเริ่มต้นใหม่ เพราะตอนนี้ที่นี่เราแทบไม่ได้อะไรเลยจากการมาต่างประเทศ แต่ละวันหมดไปกับการเรียนภาษา นั่งรถไปทำงาน กลับบ้าน วนอยู่แบบนี้หกวัน สุดท้ายตัดสินใจย้ายไปนิวยอร์ก ที่ที่ไม่รู้จักใครเลยสักคน กับ Kyle ก็กลายมาเป็นเพื่อนกัน เขาพาเราเดินหาเอเจนซี่ที่นิวยอร์ก ผมสั้นๆ อย่างนั้นแหละ แล้วก็ได้เซ็นสัญญากับเอเจนซี่แรกชื่อ One Management

ชีวิตนางแบบไทยในสหรัฐอเมริกาของ กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ ผู้ทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่ CHANNEL, Louis Vuitton และ Alexander Wang

ยังจำงานแรกที่ทำได้ไหม

งานแรกๆ จะเป็นงานเทสต์แบบไม่ได้เงิน เป็นหน้าใหม่หมดทั้งนางแบบ ตากล้อง ช่างหน้า ช่างผม ไม่มีใครได้เงินเลย แต่จะได้เรียนรู้ว่าการทำงานเป็นยังไง ต้องทำอะไรบ้างถึงจะออกมาเป็นผลงานชิ้นหนึ่ง 

ส่วนของเราโป๊ตั้งแต่งานแรก เป็นชุดที่ห้ามใส่เสื้อใน อยู่เมืองไทยไม่เคยต้องแปะหัวนม ใส่บรา กางเกงในก็เต็มตัว ที่นี่ใส่จีสตริง แล้วเรามาจากวัฒนธรรมที่เวลาเปลี่ยนชุดทีแทบจะวิ่งเข้าห้องน้ำ ที่นี่เขาไม่สนใจ ครั้งแรกเราปิดๆ อายๆ คนอื่นก็มองว่าอะไรจะขนาดนั้น (หัวเราะ)

พอได้มาเห็นนางแบบคนอื่นทำงานเลยได้รู้ว่า นางแบบเป็นแค่หุ่นตัวหนึ่ง คนไม่ได้มามองนม มองก้น เราคือหุ่นเหมือนที่ร้านขายเสื้อผ้า 

เขาคัดนางแบบเข้าเอเจนซี่ยังไง

มีสองแบบ หนึ่ง วอร์กอินเข้าไปเลย และสองเขาจะมีแมวมองคอย Scout คนให้ 

ที่นี่เขาไม่ได้เลือกจากความสวยหรือหุ่นดี เพราะมันคือธุรกิจ ฉันพาคนนี้มา คนนี้ต้องทำเงินให้ฉัน ไม่อย่างนั้นจะพามาทำไม ตอนเราไปวอร์กอินเอเจนซี่ ถ้าเขาสนใจเราลุคแรก เขาจะให้กรอกประวัติ ส่วนสูง น้ำหนัก ถ่ายรูป แล้วก็นั่งรอ รอ Booker แต่ละแผนกที่ทำหน้าที่หางานให้นางแบบในเอเจนซี่นั้นๆ มีทั้งแผนกโฆษณา แผนกแฟชั่นโชว์ เขาจะให้เราเดินให้ดู สมมติมี Booker ทั้งหมด 5 คน ส่วนใหญ่ต้องชอบเราหมดถึงจะได้งาน

สองสามปีแรกที่ทำก็ยังไม่รู้ทางตัวเอง แรนด้อมรับงานก่อน ค่อยๆ ดูว่าตัวเองมีสกิลล์ทางด้านไหน แรกๆ ไปแคสติ้งงานโฆษณา เราก็ไม่ค่อยเก็ต เขิน เพราะแคสติ้งโฆษณาที่นี่ บางทีเขาให้เข้าไปพร้อมกันห้าคนเลย เราไม่ได้อยากเล่นในคู่แข่งคนอื่นดู อยากเล่นให้ทีมแคสติ้งดูอย่างเดียว เลยไม่ค่อยได้งาน เขาก็เลยส่งไปแฟชั่นวีก เพราะตัวเราสูง พอจับทางได้พบว่าตัวเองชอบโฆษณาที่สุด สนุก ได้เงินเยอะ ที่สำคัญ เรายังชอบการทำหนัง ถ่ายโฆษณาได้เห็นเบื้องหลังแล้วเรามีความสุข

พอรู้ทางตัวเองก็ได้งานทางนี้เยอะมาก เคยได้งานโฆษณาของรถ Cadillac เขาจ้างเราเป็นตัวหลักเลยนะ ได้ค่าจ้างประมาณหมื่นห้าพันเหรียญฯ ทำห้าวันติดต่อกัน หลังจากถ่ายงานนั้นเสร็จสองสามเดือน ก็ได้ยินว่าเอเจนซี่ที่เราอยู่โกงนางแบบ ตอนนั้นเป็นเอเจนซี่ที่สามที่เคยอยู่ แต่เราไม่คิดว่าตัวเองจะโดน เพราะไม่เคยโดน แล้วก็ไม่เคยเป็นเด็กไม่ดี ถ้าจะโกง เขาคงไปโกงคนอื่นมั้ง ผ่านไปสองสามเดือน ทำไมไม่ได้เงินสักที ทวงเอเจนซี่ก็ให้มาทีละนิดๆ อ้างว่าลูกค้ายังไม่จ่าย เช็กไปทางนายแบบที่เล่นด้วยกันซึ่งอยู่คนละเอเจนซี่เขาก็ได้เงินแล้ว สุดท้ายเลยติดต่อลูกค้าตรงว่าเขาจ่ายเงินเอเจนซี่หรือยัง เขาบอกว่าจ่ายแล้ว

สรุปคือโดนโกง

โดน เราเครียดมาก เกิดมาเงินห้าร้อยบาทยังไม่เคยหายจากกระเป๋า แล้วนี่เป็นหมื่นเหรียญฯ ค่าทนายก็แพง 

พอมีปัญหากับเอเจนซี่ อาชีพนางแบบก็หยุดชะงักเลย เพราะเขาไม่ให้งานเรา ไปหาเอเจนซี่ใหม่ ที่ใหม่ก็ไม่กล้าทำงานกับเรา กลัวโดนฟ้อง เพราะไม่มีใบ Model Release จากที่เก่าว่านางแบบคนนี้จบจากเอเจนซี่นี้แล้ว ต้องมาคิดว่าจะทิ้งเงินก้อนนี้ดีไหม ตอนนั้นเหลือประมาณแปดถึงเก้าพันเหรียญฯ แล้วเพื่อนแนะนำว่ามันมี Small Court เป็นศาลที่ให้คนทั่วไปฟ้องบริษัทใหญ่ มีค่าใช้จ่ายยี่สิบเหรียญฯ พร้อมทนายรัฐมาช่วยว่าความให้ เงื่อนไขคือฟ้องได้มากสุดห้าพันเหรียญฯ เลยเอาวะ กำขี้ดีกว่ากำตด ลุยเองคนเดียว

ไปๆ มาๆ ก่อนวันขึ้นศาล เอเจนซี่ที่โกงโทรมาเจรจาต่อรอง ฉันจะจ่ายเงินยูสามพันเหรียญฯ แล้วไม่ต้องขึ้นศาลได้ไหม เราเลยบอกว่าไม่เป็นไร งั้นเจอกันในชั้นศาล พูดเท่มากแต่มือสั่นแล้ว (หัวเราะ) แต่สุดท้ายตกลงที่ห้าพันเหรียญฯ

อาชีพนางแบบที่โน่นต่างจากบ้านเราไหม

นางแบบที่นี่เป็นอาชีพหลัก แต่ที่ไทยเหมือนเป็นอาชีพเสริม ไม่มีใครเป็นนางแบบจนร่ำรวยซื้อบ้านได้ ขนาดนางแบบดังๆ ยังทำอย่างอื่นด้วยเลย เขาไม่ได้ทำอาชีพเดียว

แต่ที่อเมริกาจริงจัง ในนางแบบก็แบ่งไปเป็นหลายแขนงอีก มีนางแบบ Acting นางแบบ Hand Talent หรือ Body Talent นางแบบรันเวย์ นางแบบโชว์รูม พอได้ทำก็เริ่มสนุก มันใหม่ มีอะไรมากกว่าที่เรารู้ ได้เจอคนมากมาย ก็เลยกลายเป็นอาชีพที่ชอบขึ้นมา

เราเคยแคสติ้งโฆษณาที่ไทย มีช่างหน้า ช่างผม มีเสื้อให้ใส่ ที่นี่ไม่มีเลย ถ้ามาหน้าโล้น ใส่เสื้อธรรมดา มายังไงเข้าไปอย่างนั้น ถ้ายูไม่เตรียมตัวมาจากบ้าน ยูก็จะเป็นสภาพนั้นเลย หนึ่ง เขาอยากเห็นแอคติ้ง สอง เขาคิดว่าลุคนี้ึืคือคัดตั้งแต่แรกแล้ว 

เช่น หาผู้หญิงเอเชียมีความมั่นใจก็ต้องคัดมาแล้ว เลยไม่จำเป็นต้องมานั่งแต่งหน้าทำผมให้เห็นภาพ ได้มาแคสติ้งแปลว่าลุคต้องผ่านไปแล้วห้าสิบ หกสิบเปอร์เซ็นต์ ค่อยมาดูยี่สิบ สามสิบเปอร์เซ็นต์ในส่วนของแอคติ้ง ที่เหลือไปดูหน้างาน แต่งหน้าทำผมหน้างาน อาจจะมีบางข้อกำหนดในอีเมลว่า ให้ใส่เสื้อกล้ามสีขาว หรือให้พกยางรัดผมติดไปด้วย แต่ก็แค่นั้น ไปถึงเข้าห้องแคสติ้งเลย สนุกดี ยิ่งทำมาเรื่อยๆ ยิ่งสนุก

แรกๆ ก็ทำควบคู่กับร้านอาหารไทย เพราะงานนางแบบไม่ได้มีทุกวัน อาทิตย์นี้ไม่มีถ่ายแบบ ไปทำร้านอาหารได้สองร้อยถึงสามร้อยเหรียญฯ​ ก็ยังดี ได้มีเพื่อนรู้จักเพื่อน สนุก เหมือนไปแฮงก์เอาต์มากกว่าทำงาน บางทีมีคนมาสัมภาษณ์ ก็บอกเขาไปตรงๆ เลยว่าถ้าสัมภาษณ์หนู หนูบอกเรื่องจริงนะ เพราะหนูทำร้านอาหารจริงๆ ถ้าพี่จะมาให้หนูสัมภาษณ์ความเป็น Luxury Model หนูไม่มี ให้พูดถึงความหรูหราการเป็นนางแบบ หนูไม่พูด หนูจะพูดเรื่องจริง 

นางแบบบางคนทำบาร์เทนเดอร์ แคเทอริ่ง เขาก็ทำจริงๆ มันก็คือหนึ่งอาชีพ เราไม่ได้มองว่าเป็นอาชีพที่แค่ทำไป แต่เราหยุดทำร้านอาหารเพราะเป็นโรคเลือดจางโดยไม่รู้ตัว แล้วไลฟ์สไตล์มันไม่ตรงกับอาชีพนางแบบ บางทีนอนดึกมากต้องตื่นเช้า สิวขึ้นก็ไม่ได้งาน เลยต้องหยุด

ชีวิตนางแบบไทยในสหรัฐอเมริกาของ กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ ผู้ทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่ CHANNEL, Louis Vuitton และ Alexander Wang
ชีวิตนางแบบไทยในสหรัฐอเมริกาของ กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ ผู้ทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่ CHANNEL, Louis Vuitton และ Alexander Wang

นางแบบแต่ละสายใช้ทักษะต่างกันยังไง

เอาง่ายๆ เลย แค่แต่งหน้าก็ไม่เหมือนกันแล้ว เช่น แฟชั่นโชว์ เขาชอบนางแบบที่ไม่แต่งหน้ามา ไม่ต้องทำอะไรมา เพราะต้องลองเสื้อผ้าเขา เสื้อเขาต้องเด่น ส่วนโฆษณาอาจต้องแต่งนิดหนึ่ง แต่ก่อนเราแคสต์แทบตายก็ไม่ได้ เลยไปถามเพื่อนนายแบบโฆษณา ครูพักลักจำ 

เขาบอกว่า เวลาแคสต์โฆษณาเขาจะให้เราอิมโพรไวซ์ด้นสด ให้โจทย์สถานการณ์มาว่าเราจะทำยังไง สมมติยูมีมือถือหนึ่งเครื่อง แล้วต้องข้ามถนน ยูจะข้ามถนนยังไง บางคนอาจจะทำทีโทรศัพท์ บางคนหยิบมือถือมาถ่ายรูป เพื่อนนายแบบคนนั้นบอกว่า ถ้ายูทำให้ต่างจากคนอื่นได้ เขาจะสนใจ

เคยมีโฆษณาหนึ่ง เป็น Michael Jordan ของ Nike ตอนไปแคสต์ไม่บอกยี่ห้อ บอกแค่เป็นสปอร์ตแบรนด์ เขาให้นางแบบเข้าไปห้าคนพร้อมกัน บรีฟของเขาคือ หนึ่ง ให้เต้น สอง ให้ออกกำลังกาย เราโชคดีเป็นคนที่สี่ เลยได้เห็นก่อนสามคน

คนแรกเต้นเซ็กซี่ หน้าสวย ผมยาว เล่นผมไปด้วย คนสองเป็นผิวสี เต้นฮิปฮอป คือคนผิวสีเต้นฮิปฮอปมันเท่กว่าเราอยู่แล้ว คนที่สามเต้นป๊อปคล่องเลย เราก็คิดว่าเอาไงดี สกิลล์การเต้นเราแย่มาก เต้นได้แต่ในผับ เลยขอเพลง Michael Jackson แล้วเต้นตลกเลย ล้มตัว Moon Walk เอาให้ฉีกจากอีกสี่คนไปเลย ปรากฏเราได้งานเฉย ตอนถ่ายจริงๆ ไม่มีมีซีนเต้นอะไรด้วยนะ เลยทำให้เข้าใจว่า อ๋อ ที่จริงคือเขาอยากเห็นบุคลิกภาพว่าเราเป็นคนยังไงมากกว่า

เป็นนางแบบต้องหน้าตาดีและหุ่นดีเสมอไปไหม

เราเคยกลับไทยไปเปิดโรงเรียนสอนกับเพื่อน นักเรียนก็มีความคิดว่านางแบบต้องผอม ต้องสวย ต้องขายาว เขาไม่รู้ว่าอาชีพนางแบบจริงๆ เป็นยังไง มันไม่จำเป็นต้องผอมเสมอไปนะ ที่ผอมเพราะเขาเดินให้แบรนด์นี้ แต่ถ้ายูไปถ่ายแบรนด์ Nike ต้องดูแข็งแรง จะมาผอมก็ไม่ได้ ยิ่งเดี๋ยวนี้มีพลัสไซส์ ยิ่งทำให้คนอาชีพนี้หลากหลายขึ้น มีนางแบบ LGBTQ หรือบางคนหน้ามีแต่กระ ก็สวยในแบบของเขา

เราว่าการเป็นนางแบบคือเป็นตัวเองดีที่สุด พอเราเป็นตัวเอง เขาก็เลือกจากเราที่เป็นเรา ถ้าเขาเลือกจากเราที่เป็นคนอื่น ไปเลือกคนอื่นไม่ดีกว่าเหรอ

สมมติ ฉันอยากผอมเหมือนอีกคน แต่งหน้าทำผมเหมือนเลย เปลี่ยนรูปร่างให้ดีเหมือนเขา ถ้าลูกค้าอยากได้แบบคนนั้น เขาก็ต้องเลือกคนนั้น จะมาเลือกเราทำไม

แต่ถ้ามีคนนั้นและมีกิฟท์ ถ้าลูกค้าชอบแบบกิฟท์ก็เลือกกิฟท์ แต่ถ้าไม่เลือก ก็แปลว่าเขาชอบอีกแบบ

ชีวิตนางแบบไทยในสหรัฐอเมริกาของ กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ ผู้ทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่ CHANNEL, Louis Vuitton และ Alexander Wang
ชีวิตนางแบบไทยในสหรัฐอเมริกาของ กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ ผู้ทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่ CHANNEL, Louis Vuitton และ Alexander Wang

แล้วคุณเคยอยากเป็นเหมือนคนอื่นบ้างหรือเปล่า

เอาจริงๆ ไม่เคย ไม่อยากเป็นคนโน้นคนนี้เลยนะ อาจจะมีแวบๆ แค่ทำไมคนนี้ได้งานแล้วเราไม่ได้ เราต่างจากเขาตรงไหน สมมติแคสติ้งเอเชียสามคน เข้าไปแล้วเขาเลือกคนอื่น เราจะเอ๊ะนิดหนึ่ง พยายามหาคำตอบว่าเรามีอะไรไม่เหมือนเขา เราเดินไม่สวยเท่าเขาเหรอ

มีบางงานที่ไปกี่ทีก็ไม่ได้ เขาเรียกเราไปแคสต์ทุกครั้งแต่ไม่เคยเลือกเลย ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ครั้งที่สี่ ก็ยังไม่เลือก เราก็จะไปแคสตลอดเพราะอยากเอาชนะเขา จะไปดูว่าเขาเลือกใคร ถ้าเขาเลือกคนนี้ คนเดินแบบนี้ แต่เราเดินกระแทก รอบนี้เราพลาด รอบหน้าลองเดินแบบใหม่ดู เราจะพัฒนาตัวเองจากสิ่งที่เห็น 

หรือแม้แต่เรื่องชุดที่ใส่ไปแคสต์งาน ตอนแรกๆ เราใส่ชุดไปทำงานต่อ ดูมอมแมม เขาไม่เลือก ลองเปลี่ยนเป็นแต่งตัวให้ดูดี หน้าตาสดใส เข้าไปแล้วทักทายเขา มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี เราดูคนอื่นแล้วลองมาปรับใช้ แต่ไม่ได้รู้สึกว่าจะเป็นแบบเขานะ เราจะเอากลับมาพัฒนาครั้งหน้าให้เขาเลือกเรามากกว่า

นางแบบที่ดีต้องเป็นยังไง

นางแบบที่ดีต้องเป็นตัวเองที่สุด และหางานที่เหมาะกับตัวเอง ถ้ายังไม่เจอก็ลองไปเรื่อยๆ เดี๋ยวจะรู้ว่าทางไหนคือทางของเรา

ชีวิตนางแบบไทยในสหรัฐอเมริกาของ กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ ผู้ทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่ CHANNEL, Louis Vuitton และ Alexander Wang

ความกดดันของการเป็นนางแบบเอเชียในวงการแฟชั่นตะวันตกคืออะไร

มาอยู่ที่นี่แล้วทำให้รู้ว่า ปกติตอนอยู่เมืองไทย เราจะกลัวมากเวลาเจอฝรั่งมาแคสต์ด้วย เพราะคิดว่าเขาต้องเลือกฝรั่งแน่เลย แต่ที่นี่เราแข่งกับเอเชียด้วยกัน ดูว่าเขาจะชอบแบบไหน เพราะถ้าเขาจะหาคนเอเชีย เขาจะ Looking  for Asian ไม่ได้เทียบกับฝรั่ง เราก็มาดูว่าเอเชียน เราต้องแข่งกับเอเชียนกลุ่มไหน หน้าแบนผมยาวหรือหน้าลู่ผมสั้น เขาชอบแบบไหน เขาชอบคนนี้ คนนี้ก็ได้ ถ้าเขาชอบเรา เราก็ได้ มีอยู่สองอย่างเท่านั้นแหละ 

ไม่มีใครมาบอกเขาสวยกว่าเรา เราสวยกว่าเขา ไม่มี มีแค่ลูกค้าเลือกลุคไหน คนไหนที่เหมาะกับแบรนด์เขา อย่าไปคิดว่าเราไม่สวย เราอ้วน ที่นี่ไม่มี เรื่องเชื้อชาติไม่ค่อยมีผล โชคดีที่เราไม่เคยเจอ หรือเราบอกเขาว่าเราเป็นมวยไทยก็ไม่รู้ (หัวเราะ) 

แต่มีสิ่งหนึ่งที่กดดันเราแน่ๆ คือตัวเอง คนอื่นกดดันเราไม่ได้เลย อย่างช่วงแฟชั่นวีกแรกๆ เราอยู่บ้าน เปิดโซเชียลมีเดียมาเห็นเพื่อนคนอื่นได้เดินก็จะเป็นจะตายแล้ว แต่ถ้าไม่มีอินสตาแกรม เราคงไม่ได้เห็นคนอื่น เราคงอยู่บ้านของเราไปโดยไม่ได้สนใจว่าใครจะได้เดินอะไร เลยกลับมาคิดว่าจริงๆ แล้ว มันคือตัวเราที่กดดันตัวเอง หลังๆ ไปแคสต์งานก็เลยไม่กดดัน กดดันไปก็เท่านั้น ตื่นเต้น ตัวสั่น ไม่ได้มีผลอะไร หลังๆ เลย ‘เอาวะ ถ้าเขาไม่ชอบก็ไม่ชอบ ถ้าชอบก็ชอบนี่แหละ’

มีวิธียอมรับคำปฏิเสธเหล่านั้นยังไง

มีคนเคยบอกว่า แคสต์งานมันห้าสิบ ห้าสิบ มีแค่ได้กับไม่ได้ไม่ใช่เหรอ ยูจะหวังอะไรอีก ถ้าได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่ได้ แล้วก็ไม่ต้องติดอะไร เอากลับมาพัฒนาตัวเองต่อได้ แต่บางงานถ้าไม่ได้ก็ทิ้งไป ทำไมเขาไม่ชอบ ทิ้งไป ไม่ชอบคือไม่ชอบ ไม่ชอบสำหรับงานนี้ ไม่ต้องเก็บมาโทษตัวเองมาก

หลังจากอยู่นิวยอร์กมา 10 ปี ทำไมถึงตัดสินใจกลับมาแอลเอ ทั้งๆ ที่ศูนย์กลางของวงการแฟชั่นอยู่ที่นิวยอร์ก

ตอนนี้เราอายุสามสิบห้า มันหมดแล้ว แต่ไม่ใช่หมดสิทธิ์นะ ให้เราไปวิ่งแคสต์งานแฟชั่นวีกก็ไม่อยากทำแล้ว ไม่อยากมานั่งลดความอ้วน เราไม่สามารถเป็น New Face ได้แล้วที่นิวยอร์ก อยู่นิวยอร์กงานสนุกๆ จะเป็นงาน Editorial แต่ได้เงินไม่เยอะ ต้องทำควบคู่กับนางแบบโชว์รูม 

วันนี้ก็เพิ่งไปทำมาของ FENDI เวลาเขามีคอลเลกชันใหม่มา อยากโชว์ลูกค้า ก็จ้างนางแบบมาใส่ชุดให้ดู ลูกค้าอยากดูชุดไหน นางแบบก็เปลี่ยนชุดนั้น เราทำอย่างนี้สลับกับโฆษณา เพราะค่าครองชีพที่นิวยอร์กสูงมากๆ หลังๆ เริ่มวนลูป เลยอยากเปลี่ยนมาลองฝั่งตะวันตกบ้าง เซ็นสัญญากับอีกเอเจนซี่แล้วบอกเขาว่าเราขอทำทุกอย่าง ที่นี่เขาไม่ค่อยมีลุคเอเชียผมสั้นแบบเรา เราเลยใหม่สำหรับเขา

ชีวิตนางแบบไทยในสหรัฐอเมริกาของ กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ ผู้ทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่ CHANNEL, Louis Vuitton และ Alexander Wang

อาชีพนี้ในแอลเอต่างไปมากแค่ไหน

พอย้ายมาอยู่ฝั่งนี้ เราได้ทำงานที่ไม่เคยมีโอกาสได้ทำ ในโลเคชันที่ต่างไป ไม่ได้เป็นสตูดิโอ ฉากหลังไม่ได้เป็นเมืองๆ แบบนิวยอร์กแล้ว ที่นี่เราได้ถ่ายริมทะเล กลางทะเลทราย มีพื้นที่กว้างๆ มีงานประหลาดๆ ให้เราได้ทำ

เคยเบื่องานจนอยากเลิกทำเหมือนกัน แต่ไปๆ มาๆ เราชอบอาชีพนี้ ชอบมากแต่ไม่คิดจะทำได้นาน พอมาอยู่นี่เขามีนางแบบหัวขาวที่ดูมีความสุข ยังถามตัวเองอยู่ว่าจะทำถึงขนาดนั้นไหม ขณะเดียวกันเราก็ทำอาชีพช่างภาพควบคู่กันไป วันใดวันหนึ่งที่ไม่ได้เป็นนางแบบแล้ว จะมาจริงจังกับงานเบื้องหลังมากกว่านี้ ตอนนี้ก็ทำทุกอย่างเลย

งานที่ชอบที่สุดที่เคยทำมา

แต่ก่อนถ่ายแบบหนังสือเยอะ เดี๋ยวนี้เขาไม่ค่อยมีแล้ว เคยทำงานกับ Harper’s BAZAAR, Louis Vuitton, VALENTINO, MOSCHINO, LAFAYETTE 148, Oscar de la Renta, CHANEL, FENDI โฆษณาก็มี Spotify, PEPSI, NIKE ที่ไทยเคยถ่ายโฆษณาเบียร์ช้างและไทเกอร์เบียร์

แต่ถ้าให้เลือกมางานหนึ่ง Alexander Wang ล่าสุดก็ชอบมาก เป็นแบรนด์ที่เราชอบ เขาดังแต่เขาปฏิบัติกับเราดีมาก ไม่เย่อหยิ่ง งานนี้ท้าทายตั้งแต่แคสติ้งโดยการส่ง Self Tape ทำเองที่บ้าน ไม่ต้องไปเจอตัว เพราะเป็นช่วงโควิด-19 โฆษณาเป็นเรื่องสามพี่น้อง เขาจึงหาสามพี่น้องเอเชียที่มีคาแรกเตอร์ต่างกัน โดยมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นคนที่ต่อสู้ได้ เอเจนซี่รู้ว่าเราเป็นมวยไทยเลยส่งให้ ในใจคิดว่าไม่ได้หรอก อยู่นิวยอร์กมาตั้งสิบปียังไม่เคยได้งานจาก Alexander Wang เลย

ตอนนั้นอยู่ฮาวาย สัญญาณไม่มี เขาจะให้อัปโหลด Self Tape ส่งอีเมลไป เราต้องให้แฟนช่วยถ่ายให้ ชุดก็ไม่ได้เตรียมมา เขาให้โชว์แม่ไม้มวยไทย โชว์การต่อสู้ แนะนำตัว หมุนตัว ส่งไปแต่กะว่าไม่น่าได้

ปรากฏโจทย์มารอบสอง ขอหน้าตรง ขอให้ทำท่านี้เพิ่มหน่อย สุดท้ายได้งาน ก่อนถ่ายเขาให้ไปเรียนใช้หอก ตอนถ่ายใช้สตั๊น แต่เขาอยากให้เรามีทักษะการจับสมจริง

การเป็นนางแบบสอนอะไรให้ชีวิตคุณ

คำถามนี้ตอบยาก เราบอกไม่ถูกว่ามันสอนอะไรเรา ครอบครัวก็ไม่ชอบ แต่ก่อนยอมให้ทำเพราะเงินเดือนน้อย ทำอันนี้แล้วได้เงินเพิ่ม พอมาอเมริกาจะเซ็นสัญญาทำวีซ่าโมเดลก็ไม่ค่อยอยากให้ทำ เราเอาอาชีพนี้พิสูจน์ให้เขาเห็นเหมือนกันว่ามันอยู่ได้นะ อยู่รอดได้

ขณะเดียวกัน เราก็เคยท้อกับอาชีพนี้ มันเป็นอาชีพที่ไม่รู้ตารางงาน ควบคุมไม่ได้ บางทีโดนยกเลิกเพราะเขาไม่ชอบเรา ซึ่งเราทำอะไรไม่ได้ คิดจะเลิกหลายครั้งแต่ก็ยังทำอยู่ เลยคิดว่าต้องมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เราชอบมันแหละ

คำตอบอาจจะไม่ใช่ว่าได้บทเรียนอะไรจากอาชีพนี้ แต่มันทำให้รู้ว่า ทุกอาชีพต้องสู้ ยิ่งเป็นอาชีพที่คนเอาเราไปเปรียบเทียบกับคนอื่นได้ง่ายมาก ยิ่งกดดัน สองสามปีแรกที่มานิวยอร์ก มีคนเอาเราไปเทียบกับนางแบบคนโน้นคนนี้ เราไม่ชอบเลย เขานั่งนับโชว์เลยนะ กิฟท์ได้กี่โชว์ คนนั้นได้กี่โชว์ หรือตอนกลับไปเมืองไทย คนถามว่าทำโชว์ไหนมาบ้าง ทำไมไม่ได้เดินโชว์นี้ ได้ยินแบบนี้แล้วโคตรน้อยใจเลย กว่าเราจะได้งานแต่ละงานมันยากนะ เขาไม่ได้รู้ว่าหนึ่งงานที่ได้มาจากสิบงานที่ไปแคสต์ ตอนหลังเราไม่สนใจเลย อย่าไปบ้าตามสิ่งรอบข้าง ถ้ารับมาหมดประสาทกินตาย สิ่งที่เราทำได้คือทำงานของเราให้ดี

เขาให้กำลังใจเรารับรู้ เขาไม่ให้ใกำลังใจไม่เป็นไร เพราะว่าเขาไม่ได้จ่ายตังค์ค่าบ้านให้เรา เราไม่เป็นไร เราทำของเรา 

เป็นเหตุผลที่คุณไม่ค่อยโพสต์งานนางแบบลงโซเชียลมีเดียด้วยหรือเปล่า

ไม่เห็นต้องให้ใครรู้ มีคนถามว่าทำไมไม่ค่อยโพสต์เลย เพราะเรามีอยากอื่นที่อยากโพสต์ เราอยากโพสต์ภาพที่ตัวเองถ่าย 

นางแบบบางคนอาจจะบอกว่าฉันทำงานอันนี้ แบรนด์นี้โด่งดัง ก็เป็นทางของเขา แต่เราไม่อยากโชว์ เราได้ไปถ่ายก็จบแล้ว เรามองว่าโมเดลคืออาชีพ ไม่ใช่เทรนด์ ไม่ใช่สิ่งที่คนคลั่งไคล้

ชีวิตนางแบบไทยในสหรัฐอเมริกาของ กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ ผู้ทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่ CHANNEL, Louis Vuitton และ Alexander Wang

ยังสนใจในงานเบื้องหลังอยู่ไหม

ยังอยากทำอยู่ หลังๆ ไปเป็นช่างภาพถ่ายภาพสตรีท เริ่มถ่ายไลฟ์สไตล์ ทำอีดิตด้วย อีดิิตวิดีโอ แล้วก็ทำงานนางแบบ ทำจนถึงทุกวันนี้เลย

แต่ฝั่งเบื้องหลังเขาไม่ได้จดจำว่าเราทำได้ ถ้าเขาหาช่างภาพที่แอลเอ เขาก็จะไม่นึกถึงเราก่อน เพราะสำหรับเขา เราเป็นนางแบบ เราก็เลยใช้วิธีการเปลี่ยนชื่อ ถ้าสาย Photography จะเป็นอีกชื่อหนึ่ง ไม่อยากให้คนคิดว่าเราเป็นนางแบบแล้วมาถ่ายรูป อยากให้ตัดเรื่องเป็นนางแบบของเราทิ้งไป 

พอเป็นช่างภาพที่เป็นนางแบบด้วย เพื่อนเราบอกว่าดี ยูรู้จักบอกเขาว่าต้องโพสต์ยังไง รู้ว่าต้องพูดกับนางแบบยังไง ถ้านางแบบงี่เง่าต้องทำยังไง (หัวเราะ)

คลาสเรียนนางแบบของคุณสอนอะไรให้นักเรียน

เราจะถามนักเรียนก่อนว่า ‘หนูอยากเป็นอะไร’ เด็กที่มาเรียนกับเรามีตั้งแต่อายุสิบขวบไปจนถึงผู้ใหญ่ ถ้าเขาตอบว่าอยากเป็นนางแบบ เราจะถามต่อว่าถ้าต้องเลือกอีกอย่าง จะอยากเป็นอะไรอีก เดี๋ยวนี้คนเราไม่ต้องทำอาชีพเดียว

‘ตอนนี้หนูเรียนสถาปัตย์ แต่อยากเป็นนางแบบ’ เราจะบอกว่าเก็บไว้ทั้งสองอย่างได้ไหม ไม่ต้องดร็อปเรียนเพื่อมาเป็นนางแบบหรอก อาชีพนางแบบคือหนึ่งอาชีพที่ต้องยอมรับว่ามันมีวันหมดอายุ 

ยกตัวอย่าง วันก่อนเราไปขี่จักรยานเสือภูเขา ถ้าวันนั้นล้มขึ้นมา หัวแตก วันนี้ก็ไม่ได้ไปทำงานแล้ว สมมติตั้งครรภ์ มีลูก ก็ไม่ได้ทำงานแล้ว หรือผมสั้น ตัดผมผิด ผมแห้งเสีย ก็ไม่ได้ทำงานแล้ว และบางอย่างมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราทีเดียว เรียนสถาปัตย์ให้จบ เราควรมีความรู้ไว้ ลองคิดดูว่าถ้ามีสองอย่างโคตรเท่เลยนะ เช่น เรียนวิทย์กีฬาฯ และเป็นนางแบบด้วย ได้ทำงานกับ Nike ได้เตะต่อย ออกกำลังกาย เราก็มีวิชาติดตัวให้แตกต่างจากคนอื่น นางแบบบางคนเล่นโยคะ ถ้าเขาจะเลือกแบบเสื้อผ้าโยคะ เขาก็เลือกคนนั้นดีกว่า ไม่มาเลือกเราที่เล่นไม่เป็น

มีน้องคนหนึ่งเป็น LGBTQ+ มาเรียนเป็นนางแบบกับเรา เขาปรึกษาว่าถ้าไปสมัครงานที่ต่างประเทศ บอกว่าเป็นผู้หญิงได้ไหม เขาคิดว่าการเป็นนางแบบต้องเป็นผู้หญิง กล่อมตัวเอง แต่ที่อเมริกาไม่ใช่ ที่นี่มี LGBTQ นางแบบตัดนมทิ้งก็มี ยูบอกเขาเลยว่ายูเป็นแบบนี้ ถ้าเขาเลือกก็เลือกยูแบบนี้ เราเป็นตัวของตัวเอง 

รักอาชีพนี้ได้แต่อย่ายึดติดกับมัน คนสวยกว่าเรามี คนผอมกว่าเรามี คนสูงกว่าเรามี แล้วมันคือแฟชั่น แฟชั่นที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ วันนี้เขาชอบหมวยแบบนี้ วันหน้าเขาชอบหมวยอีกแบบหนึ่ง วันหนึ่งเขาชอบคนฟันห่าง วันนี้ชอบคนหน้ามีกระ ถ้าเราเอาเป็นเอาตายกับอาชีพนี้ แล้วเราจะโทษตัวเองว่าทำไมเขาไม่เลือกเรา เราจะโทษตัวเองว่าเราไม่ดีตรงไหน ช่วงหนึ่งเราอาจมีงานเยอะแยะ ทำงานไม่ทัน แต่ช่วงนี้เราไม่มีงานก็ไม่เป็นไร 

เห็นแฟชั่นอันใหม่ที่ย้อนไปแบบเก่าไหม วินเทจมันก็วนอยู่แบบนี้ หาทางของเราให้เจอ หาสิ่งที่เราทำแล้วดีก็พอ

ชีวิตนางแบบไทยในสหรัฐอเมริกาของ กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ ผู้ทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่ CHANNEL, Louis Vuitton และ Alexander Wang

ภาพ : กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ

Writers

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

แคทรียา มาลาศรี

คนทักผิดตลอดชีวิตว่าเป็นนักร้องดัง รักการกินผักและรักเนื้อพอๆ กับผัก เกิดที่อีสาน เรียนที่ภาคกลางและหลงทางที่เชียงใหม่

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ยิปซี-คีรติ และ ยิปโซ-อริย์กันตา มหาพฤกษ์พงศ์ คือคู่พี่น้องชื่อคล้ายที่หลายคนคิดว่าพวกเธอเป็นแฝด ทั้งที่จริงๆ ทั้งคู่อายุห่างกัน 2 ปี ยิปซีเป็นพี่ และยิปโซเป็นน้อง

10 กว่าปีก่อนเราได้รู้จัก ‘ตัวละคร’ ที่รับบทโดยยิปซีและยิปโซในหนังอย่าง อนุบาล เด็กโข่ง และ 32 ธันวา แล้วได้เห็นพวกเธอแสดงด้วยกันครั้งแรกใน ส.ค.ส. สวีทตี้ 

มาวันนี้ เราได้รู้จัก ‘ตัวตน’ ของพวกเธอผ่าน YouTube

พบยิปซีใน ไหนเล่าซิ๊ เจอยิปโซใน ยิปโซต้องสู้ 

และเห็นทั้งคู่พร้อมกันใน ยิปย่อย รายการที่พี่น้องชวนกันเม้ามอย ตั้งแต่เรื่องเฮฮาอย่างการแต่งหน้า ไปจนถึงเรื่องเล่าเคล้าน้ำตาอย่างการรักตัวเอง

ยิบซีชวนยิบโซคุยถึงวันที่เผลอเกลียดตัวเอง ความรักภาคปฏิบัติ และการสลัดคราบนางเอก

ในขวบปีที่ขึ้นต้นด้วยเลข 3 ยิปซีและยิปโซผ่านชีวิตในจอมาพอประมาณ ผ่านชีวิตนอกจอมาพอสมควร เรารู้จักพวกเธอผ่านหน้าจอมามาก คงดีไม่น้อยหากได้รู้จักเรื่องราวหลังจอบ้าง

ในเมื่อทั้งคู่คุยกันเองสนุกอยู่แล้ว จะให้ The Cloud สัมภาษณ์สองสาวก็กระไรอยู่ สู้ให้พวกเธอสัมภาษณ์กันเองคงได้อรรถรสมากกว่า 

เรารีบส่งเรื่องที่อยากรู้ แนบกล้องถ่ายรูปฟิล์มแบบใช้แล้วทิ้งสองตัวให้สองสาว ภาพทั้งหมดที่คุณรับชม จึงเป็นส่วนผสมที่พี่ถ่ายน้องและน้องถ่ายพี่ ส่วนภาพที่มีสองคน… อันนี้เราไม่แน่ใจ 

แม้ชีวิตของสองสาวยิปซี-ยิปโซ จะแตกต่าง แต่เรารับประกันว่าเรื่องราวต่อไปนี้จะทำให้คุณมีความสุขและสนุกจนอมยิ้มไม่ต่างกัน

ยิบซีชวนยิบโซคุยถึงวันที่เผลอเกลียดตัวเอง ความรักภาคปฏิบัติ และการสลัดคราบนางเอก
01

คิดถึงตอนเข้าวงการและทรมานกับการแคสติ้ง

ยิปโซ : อันดับแรก ยิปซีคะ ชอบชีวิตตัวเองในวงการบันเทิงตอนไหนที่สุดคะ

ยิปซี : ชอบตอนเข้าใหม่ๆ อายุสิบแปด

ยิปโซ : ทำไมอะ

ยิปซี : มันรู้สึกว่า…

ยิปโซ : เด็ก (หัวเราะ)

ยิปซี : ไม่ใช่ๆ เด็กนี่ชอบอยู่แล้ว (ยิ้ม) เจ๊คิดถึงตัวเองตอนที่แค่ถ่ายแบบ ถ่ายโฆษณา ถ่ายเอ็มวี เพราะตอนเข้าสู่วงการละครจะมีความ Toxic บางอย่าง เราต้องพยายามปรับตัวเพื่ออยู่ในนั้นให้ได้ เจ๊เริ่มรู้สึกว่า โอเค เราเป็นนักแสดงที่เก่งขึ้น อยู่เป็นมากขึ้น แต่เราก็สูญเสียความใสบางอย่างไป แล้วเธอล่ะ ชอบชีวิตในวงการตอนไหน… เหรอเธอ (ยิ้ม)

ยิปโซ : เธอดูไม่จริงใจในการถามเราเลยอะ

ยิปซี : ชอบตอนไหนๆ (ยักไหล่ไปมา)

ยิปโซ : บี๊ไม่ชอบช่วงแรกเลย คือบี๊ไม่ใช่คนที่มีแววดารา เจ๊เข้าใจปะ เราไม่เคยเตรียมตัวมาก่อน รู้สึกเหมือนโดนโยนลงบ่อน้ำ แต่ไม่เคยมีใครสอนเราว่ายน้ำ บรรยากาศตอนแคสต์ทำให้บี๊บอกตัวเองว่า ถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากกลับไปแคสต์แล้ว ไม่ใช่ไม่สนุกนะ แต่เป็นเพราะการแข่งขันตรงนั้นทำให้เราอึดอัด ทำไมเราต้องนั่งอยู่ในห้องเดียวกันแล้วจ้องหน้ากัน เหลือบมองว่าใครจะได้งานนี้ไป ลูกฉันดังกว่าลูกเธอนะ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมทุกคนต้องโกรธกันขนาดนั้น (หัวเราะ) 

งานแรกบี๊เข้าไปทำ สตรอเบอรี่ชีสเค้ก กลัวนะ เราโดนคนบิลด์มาเยอะว่า อุ๊ย ผู้หญิงสิบกว่าคนอยู่ด้วยกัน น่ากลัว เดี๋ยวจะเกลียดกันรึเปล่า แต่พอเราผ่านอะไรหนักๆ มาด้วยกัน ก็ไม่เกลียดกันหรอก เราแค่กลัวไปก่อน ช่วงที่บี๊ชอบที่สุดจริงๆ คือช่วงที่เล่นละครเวที

ยิปซี : เอ้ย ตอนนั้นดี

ยิปโซ : ใช่ ตอนนั้นเล่นเรื่อง หลังคาแดง ที่ พี่ตั้ว (ศรัณยู วงษ์กระจ่าง) กำกับ เล่นกับ พี่โทนี่ (โทนี่ รากแก่น) และอีกหลายคน ก่อนหน้านั้นบี๊เล่นหนังไปแล้วหลายเรื่อง แต่ หลังคาแดง คือครั้งแรกที่ได้รู้สึกถึงศาสตร์ของวงการนี้จริงๆ 

ยิปซี : เจ๊ไม่เคยเล่นละครเวที เพราะฉะนั้น I don’t know. 

ยิปโซ : บี๊โดนจับเข้าไปอยู่ในกลุ่มคนเล็กๆ ที่วันๆ ก็ซ้อมการแสดง ร้องเพลง แล้วก็เต้น ทุกคนร่วมมือและให้เกียรติกัน ตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เหมือนเราได้เข้าค่าย ได้เรียน ได้แสดง แถมมีคนจ่ายตังค์ด้วย

ยิปซี : แกเน้นฟรีนี่

ยิปโซ : มันจะมีอะไรครบไปมากกว่านี้เจ๊

ยิบซีชวนยิบโซคุยถึงวันที่เผลอเกลียดตัวเอง ความรักภาคปฏิบัติ และการสลัดคราบนางเอก
ยิบซีชวนยิบโซคุยถึงวันที่เผลอเกลียดตัวเอง ความรักภาคปฏิบัติ และการสลัดคราบนางเอก
02

YouTuber ทำให้กลับมาเจอกัน 

ยิปซี : งานหลักของเธอคืออะไรตอนนี้

ยิปโซ : ยิปย่อย (หัวเราะ)

ยิปซี : เป็นยังไงไหนเล่าซิ

ยิปโซ : ก่อนหน้านี้เราไม่มีงานเป็นหลักเป็นแหล่ง ก่อนโควิด-19 ดันหยุดทำละครไป พอโควิดปุ๊บก็ยาว ไม่ได้ทำอะไรเลย เพ้อฝันกับชีวิตเป็นปี พอได้มาทำ ยิปย่อย ก็ยากนะ เจ๊ก็รู้ เจ๊อยู่ด้วยตลอด 

ยิปซี : ฉันรู้ แต่ฉันทำหน้าที่เป็นผู้สัมภาษณ์เธอด้วยไง

ยิปโซ : เออๆๆ บี๊ชอบ ยิปย่อย เพราะบี๊ได้สร้างชิ้นงานของตัวเอง เราเลือกได้ว่าอยากพูดถึงอะไร ทำแบบไหน ซึ่งการสร้างชิ้นงานเองก็ยากด้วย เจ๊เก็ตมั้ย จุดที่ปิ๊งปั๊งที่สุด คือจุดที่ดำมืดที่สุดในเวลาเดียวกัน สมัยก่อนเป็นนักแสดงก็แค่ทำส่วนของเราให้ดีที่สุด แต่อันนี้เราเป็นทั้งนักแสดง พ่วงโปรดิวเซอร์ ครีเอทีฟ ประสานงาน สวัสดิการ

ยิปซี : ตัดต่อ ทำปก หรือบางทีก็ขายงานลูกค้าเอง

ยิปโซ : เออ เป็นทุกอย่างเลย มันคงทำให้เราเก่งขึ้นเนอะ แต่ก็ยากด้วย แล้วเจ๊อะ งานหลักของเจ๊คืออะไร

ยิปซี : งานหลักของเจ๊ก็คือ ที่เรียกๆ กันว่า YouTuber นี่แหละ

ยิปโซ : Oh my god ! เจ่เจ๊ เราสองคนเป็น YouTuber แล้วอะ

ยิปซี : จับพลัดจับผลูสุดๆ งงมาก เพื่อนยัดเจ๊เข้ามาในวงจรนี้ ทำรายการ ไหนเล่าซิ๊ เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตเหมือนกันนะ เจ๊เป็นคนไม่มีความมั่นใจ ไม่ค่อยได้โชว์เวอร์ชันที่เป็นเราจริงๆ ให้ใครเห็น ยิปซีอยู่ในวงการมาสิบปี เป็นคนอื่นตลอด เพื่อนสนิทมักจะถามว่า ‘มึง ยิปซีเขาเป็นคนยังไงวะ’ เจ๊รู้สึกว่าตัวเองเปราะบางมาก เหมือนเป็นตัวนิ่ม ถามตัวเองตลอดว่าถ้าเราเป็นแบบที่เราเป็นในชีวิตจริง คนจะชอบเรามั้ย เขาจะด่าเรารึเปล่า ตอนทำ ไหนเล่าซิ๊ ช่วงแรกก็ประหม่า ก่อนจะค่อยๆ เติบโตขึ้น ถึงจุดหนึ่งเราก็กล้าที่จะให้คนอื่นเห็นตัวตนของเรา โชคดีที่ทุกอย่างในรายการออกมาพอดี น่ารักและคนดูชอบ เจ๊โคตรชอบที่ได้ทำสิ่งนี้

ยิปโซ : (พยักหน้า)

ยิปซี : ที่สำคัญเลยนะ ทั้ง ไหนเล่าซิ๊ และ ยิปย่อย ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเจ๊กับเพื่อน หรือเจ๊กับโซ ดีขึ้นมาก ค่อยๆ เติบโตไปด้วยกัน เออ พูดไม่ถูกอะ แต่สวยงามจริงๆ

ยิปโซ : เออ จริง ตอนทำรายการ เราก็ทะเลาะกันบ้างเนอะ จากที่ชีวิตนี้ไม่เคยทะเลาะกันเลย มีช่วงใหญ่ๆ ที่เราสองคนไม่ได้ติดต่อกัน แต่พอมี ยิปย่อย ก็ได้คุย ได้ทะเลาะ

ยิปซี : จะฟาดกันหลายรอบ รักแต่ก็โมโห แต่พอโมโหสักพักก็กลัวโซไม่รักฉัน ดังนั้น…

ทั้งสองคน : ฉันถอยดีกว่า 

ยิปซี-ยิปโซ คุยเรื่องจากวงการบันเทิงสู่ YouTuber เมื่อสิ่งที่รักทำให้เผลอเกลียดตัวเอง ชุดแต่งงาน และความรักที่สลายอีโก้
03

ไม่เท่ แต่เกิดขึ้นจริง

ยิปโซ : ชีวิตเจ๊มีจุดเปลี่ยนอะไรบ้าง

ยิปซี : โห ชีวิตเจ๊เยอะมาก โซก่อนเลย

ยิปโซ : หูย จุดเปลี่ยน (สบถเล็กน้อย) ทำไงดี เยอะอะ

ยิปซี : เจ๊ก่อนก็ได้ เอาแบบป๊อบอัปขึ้นมาในหัวเลยนะ เจ๊ว่าเป็นตอนเข้าวงการ จากที่เป็นเด็กเนิร์ดมาก่อน เราเปลี่ยนไปเยอะมาก

ยิปโซ : ก่อนเข้าเราก็เนิร์ดพอกันแหละ (หัวเราะ)

ยิปซี : เจ๊เป็นเนิร์ดแรดอะตอนนั้น ครูทุกคนต้องรู้จักคีรติ คีรติทำเกรดมากกว่า 3.5 ทุกเทอม เป็นเด็กตั้งใจเรียน แต่หารู้ไม่ว่าจริงๆ โดดเรียนเก่งมาก เคยปีนรั้วออกไปหาแฟนอีกโรงเรียนหนึ่ง

ยิปโซ : นี่ไม่เรียกเนิร์ดแล้วมั้ยเจ๊ เข้าเรื่องๆ การเข้าวงการเปลี่ยนวิธีคิดของบี๊หลายอย่าง บี๊เพิ่งมาค้นพบช่วงหลังเอง ตอนเข้าวงการมีช่วงหนึ่งที่เราตั้งคำถามกับตัวเองเยอะมาก นิสัยเราโอเคหรือยัง เป็นที่ยอมรับของสังคมหรือยัง บี๊เอาการอยู่รอดของตัวเองไปผูกไว้กับความคิดเห็นของคน เดาว่าเจ่เจ๊ก็น่าจะเป็น ดาราทุกคนในวงการด้วย อาจจะมากน้อยไม่เท่ากัน แต่เชื่อว่าทุกคนเคยคิดว่าตัวเองต้องพึ่งพาการยอมรับจากคนอื่น

หลายคนอาจเคยมองว่าบี๊ติสท์มาก แต่แม้แต่คนที่ติสท์ที่สุดก็อาจจะติสท์เพื่อการยอมรับก็ได้ สุดท้ายบี๊ก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่งที่เข้ามาในวงการ แล้วรู้สึกกลัว ถ้าทำงานตรงนี้ได้ไม่ดี ถ้าคนไม่ยอมรับในผลงาน ฉันจะอยู่ไม่รอด ไม่มีงานทำ เท่ากับว่าเราเลี้ยงตัวเองไม่ได้ เลี้ยงที่บ้านไม่ได้ ทุกอย่างพังหมด ทุกวันนี้มานั่งแก้ความคิดนี้อยู่ เออ จุดเปลี่ยนของบี๊ไม่เท่ แต่มันคือความจริง 

ยิปซี : ที่โซพูดมา เจ๊ก็เป็น จุดเปลี่ยนของเจ๊คือการถูกแสตมป์ว่า ถ้ายูเป็นนางเอกลุคหมวยขาว ยูต้องมีนิสัยแบบหนึ่ง เจ๊ถูกแปะป้ายแบบนี้จนถึงยุคแห่งการปลดแอก ในที่สุดเจ๊ก็บอกตัวเองว่า ฉันจะไม่ยอมให้เธอมาตราหน้าว่าฉันต้องเป็นแบบนี้เท่านั้น ฉันจะเป็นอีกแบบหนึ่งไปเลย เอาวะ ก็ฉันเป็นอย่างนี้จะให้ทำยังไง ช่วงนั้นเริ่มมีคนถามว่า ทำไมยิปซีฉีกลุค แต่จริงๆ เราเป็นคนแบบนี้อยู่แล้ว แต่งตัวเปิดเผยอยู่แล้ว โซรู้ ที่บ้านรู้ โลกรู้

ยิปโซ : เอ่อ ตอนแรกโลกยังไม่รู้หรอกเจ๊ (หัวเราะ)

ยิปซี-ยิปโซ คุยเรื่องจากวงการบันเทิงสู่ YouTuber เมื่อสิ่งที่รักทำให้เผลอเกลียดตัวเอง ชุดแต่งงาน และความรักที่สลายอีโก้
ยิปซี-ยิปโซ คุยเรื่องจากวงการบันเทิงสู่ YouTuber เมื่อสิ่งที่รักทำให้เผลอเกลียดตัวเอง ชุดแต่งงาน และความรักที่สลายอีโก้
04

เข้าใจความสุขผิดไป

ยิปซี : อีกจุดเปลี่ยนหนึ่งคือ ช่วงที่เจ๊เหมือนกลายเป็นไอคอนด้านการออกกำลังกาย ตอนแรกเจ๊มีความสุขมากเลยนะ เมื่อก่อนเจ๊เป็นเด็กขี้โรค บี๊ก็รู้ เจ๊เลยหันมาออกกำลังกาย แล้วดันมีผลพลอยได้คือรูปร่างที่ดี แถมมีคนชอบ มากกว่านั้นคือหาเงินได้ด้วย เฮ้ย วิน-วิน ไปหมด กลายเป็นภาพจำของยิปซี คีรติ ไปช่วงหนึ่ง จนกระทั่งถึงจุดที่สามสิบกว่า ไม่ว่าเราจะออกกำลังกายหรือคุมอาหารมากแค่ไหน ผลลัพธ์ก็ไม่เหมือนเดิม เราไม่สามารถทำให้ร่างกายคงที่เหมือนตอนยี่สิบห้าได้ ช่วงนั้นเราป่วย ดีเพรส เรากดดันตัวเอง รู้สึกทำให้คนอื่นผิดหวัง กลัวว่าคนอื่นจะคิดเหมือนกับสิ่งที่เรากลัวแล้วเข้ามาคอมเมนต์ สิ่งที่เจ๊เคยมีความสุขกลายเป็นแหที่รัดและคลุมเจ๊จนไปไหนไม่ได้ 

มีช่วงหนึ่ง อันนี้ไม่เคยเล่าที่ไหนเลยนะ เจ๊ไม่กล้ามองกระจกเลย เห็นกระจกแล้วจะหันหนี เพราะกลัวส่องแล้วรู้สึกว่าตัวเองไม่สวย เจ๊ผ่านตอนนั้นมาได้เพราะเพื่อนที่ทำ ไหนเล่าซิ๊ บอกเราว่า “เธอควรใจดีกับตัวเองมากขึ้นนะ คนเราต้องแก่ขึ้น มึงสามสิบกว่าแล้ว ทำมาได้ขนาดนี้ มึงลืมชมตัวเองไปบ้างรึเปล่า” คำพูดเหล่านี้ดีมากๆ มันช่วยให้เจ๊ไม่ใจร้ายกับตัวเองมากเกินไป

ยิปโซ : มันคือการที่เรากลัวว่าเขาจะมาแสดงความผิดหวังให้เราดู สิ่งนี้เกิดขึ้นกับทุกคนที่ให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของคนอื่น ถ้าเราเสพติดคำชมของคนอื่นเมื่อไหร่ ก็อาจจะมีจุดที่เรากลัวจะเสียมันไป วันนี้เรื่องพวกนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กับดาราแล้ว ทุกคนเป็นดารา ทุกคนมีโซเชียลมีเดีย วันหนึ่งถ้ายอดไลก์ไม่เท่าเดิมเราก็เครียด

ยิปซี : เจ๊เคยเป็นๆ มีครั้งหนึ่งช่วงออกกำลังกาย ได้ไลก์เป็นแสน จู่ๆ มีโพสต์หนึ่งไลก์ลดเหลือหกหมื่น เครียดมาก รูปนี้ไม่ดีเหรอ ทำไมวะ เกิดอะไรขึ้น

ยิปโซ : แต่นั่นแหละ สุดท้ายพอทุกคนทรมานมามากพอ เราก็จะหันกลับมาหาความสุขที่แท้จริง เหมือนที่เจ๊เจอ ไหนเล่าซิ๊ ก็ทำให้เจ๊กลับมาทบทวนตัวเองแล้วก้าวผ่านมาได้ นี่สิการยอมรับตัวเอง นี่สิเพื่อนที่เราสบายใจ

ยิปซี : โซก็เคยผ่านอะไรแบบนี้ตอนเป็นมังสวิรัติ ใช่มั้ยนะ

ยิปโซ : ใช่ บี๊เคยเป็นมังฯ แบบอ่อนๆ เรียกว่า Pescitarian คือกินปลากับไข่ได้ เห็นพี่เจ มณฑล (มณฑล จิรา) กินแบบนี้แล้วเขาดูมีความสุขมาก ตื่นขึ้นมากินแค่ผักผลไม้ กระโดดลงไปว่ายน้ำ แล้วขึ้นมาทำโยคะ เราอยากลองบ้าง สุดท้ายก็ทำได้และทำได้ง่ายด้วย ก็เลยทำมายาวๆ หกปี 

ถึงจุดหนึ่งรู้สึกว่า Pescitarian ยังไม่พอ อยากทำมากกว่านั้น วีแกนสิความจริงแท้ของมนุษย์ ฟันแบบนี้ สรีระแบบนี้ควรจะกินพืชไม่ใช่กินเนื้อ ทั้งโลกจะทำยังไงก็แล้วแต่เขา เราจะทำแบบนี้ ก็เลย Push ตัวเองมากขึ้น สรุปบี๊หันมากินวีแกนจริงๆ อีกสี่ปี รวมๆ สิบปี เกือบตาย

ยิปซี : เออ ตอนนั้นวันๆ แกอยู่กับแตงโมหนึ่งลูกบ้าง มะละกอหนึ่งแถวบ้าง

ยิปโซ : วีแกนไม่ได้มีอะไรแย่เลยนะ ไม่ว่าจะเป็นวีแกนแบบไหน แต่ปัญหาคือบี๊เป็นคนกินวีแกนที่กินไม่ดี ไม่ดีที่ว่าเคยถึงขั้นเป็น Anorexia กับ Bulimia ที่กินแล้วอาเจียน ตอนนั้นเป็นนรกของบี๊เลย บี๊เชื่อในหลัก Spiritual มันไม่ใช่ศาสนาใดศาสนาหนึ่งนะ แต่คือแก่นกลางของทุกศาสนาที่ต้องมีความเมตตา ทำดีต่อกัน บี๊เชื่อว่าการไม่เบียดเบียนคนอื่นอย่างการไม่กินเนื้อสัตว์ น่าจะช่วยให้ทั้งจิตวิญญาณและร่างกายดีขึ้น แถมเราตั้งข้อแม้ให้ตัวเองด้วยนะว่าการกินมังฯ ของเราต้องไม่ไปตัดสินคนอื่น ทุกคนเลือกได้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับตัวเอง ถ้าฉันกินมังสวิรัติเพราะรักสัตว์ แต่ฉันไม่รักสัตว์คนอื่นซึ่งคือมนุษย์ ฉันจะกินมังฯ ไปทำไม…

แต่สุดท้ายบี๊ค้นพบว่า คนหนึ่งที่เราตัดสินอยู่ตลอดเวลาก็คือตัวเอง กินเยอะเกินคือไม่ดี ทำไม่ได้คือไม่มีค่า เราพยายามเป็นคนดีโดยล้อมกรอบทุกอย่างไว้หมด คือบี๊ไม่ได้บอกให้เราไม่ทำสิ่งดีนะ แต่เราไม่ควรจะทำสิ่งดีแบบบังคับว่าสิ่งดีมีแค่แบบนี้แบบเดียว ตอนนั้นเลยหยุดพัก ไหนลองทำตัวธรรมดาดูซิ กินเหมือนคนอื่น ไม่คิดมาก พอเริ่มปรับตัวได้ปุ๊บ กลายเป็นว่าเราไปสุดเลย กินเนื้อกินทุกอย่าง ฉันจะปลดแอกตัวเอง

ยิปซี : เออ เจ๊งงมาก ตอนนั้นถามป๊าว่าโซไปไหน ป๊าบอกโซไปกินเนื้อย่าง เจ๊แบบ ห้ะ มันเลิกเป็นวีแกนแล้วเหรอ

ยิปโซ : ใช่ แล้วพอไปสุดอีกฝั่งหนึ่งปุ๊บ สุดท้ายมันเคลื่อนเข้าตรงกลาง บี๊คิดว่า คนเราจะเจอตรงกลางได้ ต้องไปซ้ายสุดขวาสุดก่อน แล้วจะรู้ว่าตรงกลางของเราอยู่ตรงไหน วันนี้บี๊ไม่ได้เป็นอะไรเลย ไม่ได้เป็นมังฯ ไม่ได้ไม่เป็นมังฯ แค่เป็นคนที่มีอะไรกินก็กิน ใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นอย่างเป็นธรรมชาติ กินมังสวิรัติบ้างเป็นบางมื้อ 

ยิปซี : เรื่องเดิมนี่เนอะ สุดท้ายคนเราก็สร้างกรอบบางอย่างมาคลุมตัวเองอยู่ดี ถ้ายูไม่ออกกำลังกาย ถ้ายูไม่ดูแลตัวเอง คือยูไม่โอเค 

ยิปโซ : สิ่งต่างๆ ที่เราทำ เราคิดไปว่านั่นคือสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข แต่กลายเป็นว่าสิ่งนั้นกลับสร้างข้อแม้ให้การมีความสุขของเรา บี๊คิดว่าตัวบี๊เองและใครหลายคนเข้าใจความสุขผิดไป

ยิปซี-ยิปโซ คุยเรื่องจากวงการบันเทิงสู่ YouTuber เมื่อสิ่งที่รักทำให้เผลอเกลียดตัวเอง ชุดแต่งงาน และความรักที่สลายอีโก้
05

เรียนรักภาคปฏิบัติ

ยิปซี : ถ้าให้โซสรุปชีวิตรักที่ผ่านมาของเจ๊เป็นคำคำเดียว โซว่าเป็นคำว่าอะไร

ยิปโซ : เรียนรู้เชิงปฏิบัติ เจ๊มีเรื่องราวความสัมพันธ์เยอะกว่าบี๊ บี๊ไม่ได้อยากมีความสัมพันธ์อะไรมากมาย อยากเจอดีๆ แล้วจบเลย บี๊คิดว่า สิ่งที่เจ๊ผ่านมาทั้งหมดต้องอาศัยความกล้าหาญ คุณต้องพร้อมเจ็บ เพราะไม่มีความรักครั้งไหนไม่เจ็บ แล้วเจ๊ก็ได้เรียนรู้เยอะมากจากความรักทุกครั้ง เจ่เจ๊กลายเป็นคนที่รักเป็นขึ้นเรื่อยๆ เราหาบทเรียนนี้จากที่อื่นไม่ได้นอกจากต้องเจอด้วยตัวเอง 

ไหนเจ๊รีวิวความรักของบี๊บ้างดิ นึกถึงคำไหนเป็นคำแรก

ยิปซี : นึกถึงคำว่า ลิมิเต็ด

ยิปโซ : เฮ้ย เออ จริงๆๆ

ยิปซี : ยูลิมิเต็ดทั้งในแง่ของจำนวนครั้งและปริมาณความรัก โซเป็นคนกั๊ก แต่กั๊กอย่างมีเหตุผล คือกั๊กเพราะกลัว ไปไม่สุดเพราะไม่อยากเจ็บ 

ยิปโซ : เราเชื่อมาตลอดว่า ในเรื่องความรัก ยังไงวันหนึ่งก็ต้องจากกัน แม้แต่คนที่เรารักที่สุดอย่างพ่อแม่ วันหนึ่งก็ต้องจาก เราคิดแบบนี้ตั้งแต่เด็ก เราเลยลิมิเต็ดอย่างที่เจ๊ว่า จนครั้งล่าสุดนี่แหละ บี๊ถึงได้เรียนรู้จริงๆ สักที คือถ้าเป็นในห้องเรียน เจ๊อะเรียนรู้เชิงปฏิบัติ ส่วนบี๊เป็นเด็กหนีเรียน 

ทั้งสองคน : (หัวเราะ)

ยิปซี : โซว่าความรักให้อะไรและเอาอะไรไปจากโซบ้าง

ยิปโซ : ต่อให้ประสบการณ์บี๊จะน้อย แต่บี๊ได้นะ ความรักทำให้บี๊รักเป็นมากขึ้น บี๊รู้นะว่าตัวเองช้าเหมือนเต่าเลย แต่ทุกครั้งที่บี๊มีความรัก แม้แต่ความรักที่ล้มเหลว บี๊ก็ได้เรียนรู้เสมอ อ๋อ อันนี้ไม่ใช่ อ๋อ อันนี้เจ็บตรงนี้ว่ะ ความรักทำให้บี๊เข้าใจคนอื่นๆ ที่เจ็บปวดมากขึ้น 

ส่วนความรักเอาอะไรจากบี๊ไป บี๊ว่าวันนี้ยังเอาไปไม่มากพอนะ อยากให้เอาไปมากกว่านี้อีก ความรักเอาอีโก้ของบี๊ไปเรื่อยๆ ถ้าบี๊เรียนรู้ที่จะรักเป็นไปเรื่อยๆ อีโก้อาจจะหายไปจนหมด วันหนึ่งบี๊อาจจะมีความสุขได้โดยไม่มีเงื่อนไข แล้วเธอล่ะเจ๊ ความรักให้อะไรกับเธอ (ยิ้ม)

ยิปซี : เจ๊ชอบทุกความสัมพันธ์ที่ผ่านมามากๆ ทั้งที่ได้เป็นแฟนหรือไม่ได้เป็น ทั้งที่เราทำตัวดีหรือแย่ ความรักทำให้เราเป็นแบบนี้ และที่ชอบที่สุดคือความรักทำให้รู้สึกว่า นี่แหละ เรายังมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เรามีความสุข หรือตอนที่เศร้าแทบตายร้องไห้หัวใจบีบ เราโอบกอดทุกสิ่งทุกอย่างเลย ซาดิสต์เปล่าวะ (หัวเราะ)

เอาอะไรไปบ้าง ครั้งเดียวเลยมั้งที่เจ็บหนัก ครั้งนั้นความรักทำให้เราสูญเสียความเป็นตัวเอง ทั้งคุณค่าและการนับถือตัวเอง จะเรียกว่าเป็นความรักแบบผิดๆ ก็ได้ แต่สุดท้ายก็ดีนะที่วันนั้นเกิดขึ้น การได้เจอกับวันที่เราตกเหวนรก ทำให้ได้เรียนรู้ว่าทางนั้นน่ะผิด ฉันจะไม่ก้าวไปอีกแล้ว เจ๊ได้หันกลับมาฝึกรักตัวเอง กลับมาตัวฟูได้อีกครั้ง

06

ชุดแต่งงานธีมเจ้าหญิงและสุขแท้จริงที่ไร้เงื่อนไข

ยิปโซ : เวลาให้สัมภาษณ์ เจ่เจ๊ไม่ค่อยตอบเรื่องความฝันเลย เอาจริงๆ มีปะ

ยิปซี : จริงๆ เจ๊มีนะ แต่จะเป็นฝันยิบย่อย อยากทำอันนี้อันนู้น แล้วก็อยากมีความรักแบบป๊ากับม้า อายจัง เราดูเป็นผู้หญิงกร้านโลกเนอะ แต่ลึกๆ แล้วเจ๊มีความฝันที่จะได้แต่งงานและได้ใส่ชุดสวยๆ เป็นเจ้าหญิงดิสนีย์ เจ๊เคยส่ง Reference ชุดแต่งงานให้เพื่อนดู เป็นชุดเจ้าหญิงกระโปรงพองหมดเลย เพื่อนตอบมาว่า เฮ้ย มึงจะใส่แบบนี้ไม่ได้นะ (หัวเราะ)

ยิปโซ : เฮ้ย ได้ดิ เจ่เจ๊ไม่ต้องคิดมาก อยากทำอะไรทำเลย

ยิปซี : ก็อินเนอร์ข้างใน ฉันยังอยากเป็นเจ้าหญิงอยู่ไง

ยิปโซ : อย่าไปคิดมากเจ๊ เดี๋ยวช่วยๆ

ยิปซี : แล้วแกมีความฝันมั้ย หรือมีแต่ความมุ่งมั่นเหมือนที่พูดใน ยิปย่อย

ยิปโซ : อยากเป็นคนมีความสุข พออยู่มาเรื่อยๆ เราพยายามปรับแก้อะไรบางอย่างของตัวเองเพื่อให้มีความสุขมากขึ้น บี๊อยากมีความสุขโดยไม่พึ่งพาปัจจัยภายนอก เป็นคนที่สุขได้โดยไม่มีเงื่อนไข ไม่รู้จะเป็นได้จริงมั้ย อาจจะนามธรรมหน่อย แต่บี๊อยากเป็นจริงๆ นะ 

ยิปซี-ยิปโซ คุยเรื่องจากวงการบันเทิงสู่ YouTuber เมื่อสิ่งที่รักทำให้เผลอเกลียดตัวเอง ชุดแต่งงาน และความรักที่สลายอีโก้
ยิปซี-ยิปโซ คุยเรื่องจากวงการบันเทิงสู่ YouTuber เมื่อสิ่งที่รักทำให้เผลอเกลียดตัวเอง ชุดแต่งงาน และความรักที่สลายอีโก้
07

เป็นน้องยิปซี เป็นพี่ยิปโซ

ยิปโซ : รู้สึกยังไงที่เป็นพี่ของยิปโซ เฮ้ย มันต้องซึ้งแน่เลยอะ

ยิปซี : อย่ามาบิลด์ แค่เห็นคำถามฉันก็ขนลุกแล้ว

(นิ่งไป 5 วินาที)

ยิปซี : เจ๊จะร้องไห้อะ

ยิปโซ : อย่าเพิ่งร้อง

ยิปซี : โอเค เมื่อก่อนรู้สึกเครียด ก็เหมือนที่เคยเขียนให้โซนั่นแหละ สำหรับเจ๊ โซเป็น Beautiful Soul ตั้งแต่เด็ก การได้เป็นพี่ของคนที่ดี สวยงาม และบริสุทธิ์ขนาดนี้ เครียดจัง กดดันจัง แล้วฉันก็เอาเธอมาเทียบกับตัวเองตลอด ฉันคิดว่า ฉันคงเป็นแบบโซไม่ได้หรอก โซเจิดจ้าเหลือเกิน ขอถอยออกมาดีกว่า เพราะอยู่กับเธอแล้วฉันรู้สึกแย่กับตัวเอง ทั้งที่จริงๆ ฉันชื่นชมเธอมากๆ

จนวันหนึ่งที่เจ๊ก้าวผ่านความป๊อดของตัวเอง ได้กลับมาคุยกับโซ ได้มองกันใกล้ขึ้น ได้อยู่ข้างๆ เจ๊รู้สึกภูมิใจมากๆ ยูเป็นมนุษย์ที่พิเศษ โลกใบนี้โชคดีแล้วที่มีคนแบบนี้ โชคดีจังที่ได้รู้จักกัน ดีจังที่ตอนนี้เป็นแบบนี้

ยิปโซ: เนี่ย สุดท้ายก็ดราม่า

ยิปซี : เขาเขียนคำถามนี้มาเพื่อฆ่าเราชัดๆ เลย 

ยิปโซ : ไม่ร้องๆ ฮึบๆ อยากบอกว่าฝั่งน้องอะ ไม่เคยคิดเลยว่าเจ๊จะรู้สึกกับบี๊แบบนี้ได้ยังไง สภาพบี๊ไม่มีอะไรที่เรียกว่าเจิดจ้าเลย เจ๊ต่างหากที่เจิดจ้า ตอนเด็กๆ บี๊น้อยใจนะ ไม่เข้าใจว่าทำไมเจ่เจ๊ไม่รัก เราอยากอยู่กับพี่ แต่ทำไมพี่ไม่อยากอยู่ด้วย ฮึ้ย แย่แล้ว (น้ำตาคลอ)

ยิปซี : ไม่เป็นไร โซไม่รอดหรอก (ยิ้ม)

ยิปโซ : พอต่างคนต่างแยกย้ายไป บี๊ก็พยายามปรับตัว บอกตัวเองว่าต้องอยู่โดยไม่มีเจ๊ให้ได้ พอวันหนึ่งเราได้โคจรมาเจอกันอีกครั้ง ได้คุยกันว่าทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ ในที่สุดบี๊ก็ได้ปรับความเข้าใจกับเจ๊

ณ วันนี้ สำหรับบี๊เจ๊คือแรงบันดาลใจ ไม่ใช่ในฐานะยิปซีที่หน้าท้องสวยหุ่นดี สิ่งนี้ไม่ได้สำคัญ แต่สิ่งที่บี๊ชื่นชม คือความสามารถในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ความเข้มแข็งในทุกอย่างที่เจ๊ผ่านมาในชีวิต เจ๊ผ่านอะไรมาเยอะมาก บี๊นับถือเจ๊จริงๆ โคตรดีใจที่มาลงล็อกในจุดที่เจ่เจ๊ภูมิใจในน้องสาวและบี๊ก็นับถือพี่สาว… 

เอ้า! เจ๊หัวเราะนี่หว่า โคตรเฟกเลย 

ยิปซี : ฉันปรับมู้ดไงเธอ เย่ๆๆ

ทั้งสองคน : (หัวเราะ)

ภาพ : คีรติ และ อริย์กันตา มหาพฤกษ์พงศ์

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load