การเป็นนางแบบนายแบบ ใส่เสื้อผ้าที่ตัดเย็บอย่างประณีต เดินอยู่บนรันเวย์หรืออยู่บนป้ายบิลบอร์ดตามหัวมุมในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์กหรือแอลเอดูเป็นเรื่องที่ไกลตัวมาก หากคุณไม่ใช่นางแบบระดับแถวหน้าของวงการ แต่เชื่อหรือไม่ว่าแขกของ Talk of The Cloud วันนี้ ความตั้งใจเป็นแรกของเธอไม่ใช่นางแบบเลยด้วยซ้ำ

เราขออาสาพาไปพูดคุย ทำความรู้จัก กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ นางแบบไทยแท้ที่มีผลงานล่าสุดในโฆษณาแบรนด์ใหญ่อย่าง Alexander Wang ผู้เชื่อว่า ‘นางแบบที่ดี คือนางแบบที่เป็นตัวเองที่สุด’ 

กิฟท์ ปิยวรรณ นางแบบไทยแท้ในสหรัฐฯ ที่รับบทตัวเอกในโฆษณาล่าสุดของ Alexander Wang

จากเด็กหญิงที่เคยอยากเรียนแพทย์ ก่อนผลิกผันมาเจอทางที่ใช่ กลายมาเป็นเด็กสาวดีกรีปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มุ่งทำตามฝันด้วยการเรียนต่อปริญญาโทจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนบินลัดฟ้าเพื่อไปเรียนต่อสหรัฐอเมริกา พร้อมความตั้งใจเดิมที่จะอยู่ต่างประเทศแค่ 2 ปี กลายมาเป็นการอยู่เกือบถาวร 

กิฟท์หลงใหลในการทำงานเบื้องหลังมากกว่าเบื้องหน้า และไม่คิดว่างานเสริมที่ทำตอนเรียนมหาวิทยาลัยจะพาเธอไปไกลถึงรันเวย์แฟชั่นวีก

เธอมีผลงานเด่นร่วมกับแบรนด์ต่างๆ ทั้ง CHANEL, FENDI, VALENTINO, MOSCHINO, Oscar de la Renta, Cosmopolitan, Elle, Harper’s BAZAAR หรือแบรนด์ที่ชื่อไม่ค่อยคุ้นหูเช่น LAFAYETTE 148 กิฟท์ยังเคยฝากผลงานให้เห็นผ่านตาในไทย ร่วมกับเบียร์ช้างและไทเกอร์เบียร์

ในสหรัฐอเมริกา กิฟท์คือหญิงสาวหน่วยก้านดีที่ทำงานเป็นช่างภาพสายสตรีท ไลฟ์สไตล์ ก่อนก้าวเข้าสู่วงการนางแบบอย่างเต็มตัว เธอเคยเป็นพนักงานในร้านอาหารไทยที่แอลเอ ผ่านประสบการณ์การเสิร์ฟอาหารกลางคืน ก่อนขึ้นเดินแฟชั่นโชว์ในตอนเช้ามาก่อน 

ที่เมืองไทย เธอเคยเป็นอาจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ สอนเรื่องการเล่าเรื่องด้วยภาพถ่าย รวมถึงเป็นครูสอนบุคลิกภาพของโรงเรียนสอนการเตรียมความพร้อมในการเป็นนางแบบ 

ถาม-ตอบ เรื่องเส้นทางการ (บังเอิญ) เป็นนางแบบที่ไม่ได้มีดีแค่เดินแบบ ของหญิงสาวผู้เคยมีประสบการณ์การถูกโกงกว่าหมื่นเหรียญฯ ใช้อาชีพนางแบบพิสูจน์ตัวเองกับครอบครัว ได้งานใหญ่เพราะแม่ไม้มวยไทย บทเรียนชีวิตจากอาชีพนี้ และคำแนะนำดีๆ ที่บอกรุ่นน้องเสมอว่า ‘อย่าเดินแบบอย่างเดียว’

กิฟท์ ปิยวรรณ นางแบบไทยแท้ในสหรัฐฯ ที่รับบทตัวเอกในโฆษณาล่าสุดของ Alexander Wang

ความฝันในวัยเด็กของคุณคืออะไร

เราเป็นเด็กทั่วไปเลย ตอนเด็กๆ พ่อแม่เราก็เหมือนคนอื่นๆ ที่อยากให้ลูกเป็นหมอ ซื้อของเล่นหมอมาให้ ตอนแรกเลยอยากเป็นหมอเหมือนกัน พอขึ้น ม.ปลาย เริ่มรู้แล้วว่าเกรดชีวะ เคมี ฟิสิกส์ ไม่ค่อยดี แต่ภาษาอังกฤษ ไทย สังคม เราได้ 

ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัย สมัยนั้นเป็นเอนทรานซ์ พ่อแม่อยากให้เข้ามหาลัยฯ รัฐบาล แต่ถ้าเอนฯ ติดคณะที่ไม่อยากเรียน เราจะทำในสิ่งที่ไม่อยากทำได้จริงเหรอ มันตั้งสี่ปี ก็เลยบอกพ่อแม่เรียนว่าขอเรียนในสิ่งที่อยากเรียนได้ไหม เลยมาเรียน Film ตอนแรกเขาก็ไม่ให้นะ เราเลยบอกว่า ‘แม่ หนูขอ หนูจะเรียนให้เป็นที่หนึ่งเลย’

ระหว่างเรียนเราก็รับงานนางแบบ เราตัวสูง จบมาไปทำงานผู้ช่วยผู้กำกับที่บริษัทโฆษณา แล้วก็เปลี่ยนไปเป็นโปรดิวเซอร์ของคอมพิวเตอร์กราฟิก ทำพวกงานอาร์ต เป็นโปรดิวเซอร์ ดีลลูกค้า บรีฟงาน พร้อมกับรับงานถ่ายแบบไปด้วย

ทำไมไม่เอางานนางแบบเป็นงานหลัก

 เราไม่ได้อินมากกับการเป็นนางแบบ เหมือนกับเราเข้ากับสังคมนางแบบไม่ค่อยได้ เราไม่ค่อยแต่งตัวแฟชั่น เราไม่รู้จักแบรนด์ ขนาดมาอยู่อเมริกาแรกๆ เจอ หลิว เหวิน (Liu Wen) นางแบบดัง ไม่รู้จักชื่อนะ แต่จำได้ว่ารูปเขาอยู่บนบิลบอร์ดในนิวยอร์ก ไปขอเขาถ่ายรูปบอกว่าเป็นแฟนคลับ กลับมาจะโพสต์ในอินสตาแกรมแต่ไม่รู้ชื่อเขา ต้องไปเสิร์ช หรือเวลาคนถามว่าเคยเดินให้แบรนด์อะไรมาบ้าง เราก็จำไม่ค่อยได้

กิฟท์ ปิยวรรณ นางแบบไทยแท้ในสหรัฐฯ ที่รับบทตัวเอกในโฆษณาล่าสุดของ Alexander Wang

การเป็นนางแบบของเราคือไปเพราะคนชวนตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว พอเริ่มทำงานบริษัทโฆษณา ด้วยความที่เป็นเด็กจบใหม่ เงินเดือนเราหมื่นสอง เป็นผู้ช่วยผู้กำกับ ซึ่งไม่รู้มาก่อนว่าการทำ Production House มันจะไม่มีเวลา Clock in / Clock out บางทีลากยาวไปถึงหกโมงเช้า แต่ได้เงินหมื่นสองพันบาทต่อเดือน พอเริ่มทำงานประจำ นางแบบเป็นงานที่ได้เงินพิเศษก็เลยทำ วันจันทร์ถึงศุกร์เป็นผู้ช่วยผู้กำกับ เสาร์อาทิตย์ก็แอบไปรับงานนางแบบ 

เราอยากไปอเมริกามากๆ เพราะไม่เคยไปต่างประเทศคนเดียว ไปไหนก็ต้องไปกับพ่อแม่หรือน้อง อยากฟรีสไตล์ เราเรียนต่อปริญญาโทที่นิเทศฯ จุฬาฯ จบ ทำงานสักพัก พอเก็บเงินได้เลยตัดสินใจไปแอลเอ เพราะอยากเรียนกำกับหนังเพิ่ม 

ไม่ได้คิดจะไปทำงานนางแบบตั้งแต่ต้นเหรอ

เปล่าเลย มาเพื่อมาเรียนหนัง ไม่คิดจะมาเป็นนางแบบ เราตัดผมสั้น สั้นเหมือนผู้ชายเลย ที่ตัดเพราะเหมือนเคยได้ยินมาว่า ค่าตัดผมมันแพง ก็เลยตัดให้สั้น ปรากฏว่ายิ่งตัดสั้น ยิ่งต้องตัดบ่อย (หัวเราะ)

กิฟท์ ปิยวรรณ นางแบบไทยแท้ในสหรัฐฯ ที่รับบทตัวเอกในโฆษณาล่าสุดของ Alexander Wang

พอได้ไปประเทศที่ฝันไว้ มันเหมือนที่คิดไหม

เซอร์ไพรส์ตั้งแต่วันแรก เซอร์ไพรส์หนึ่งคือตั้งใจจะมาพร้อมเพื่อน ปรากฏเพื่อนมาไม่ได้ เลยต้องมาคนเดียวก่อน เซอร์ไพรส์ที่สองคือ โดน ตม. ตรวจหนักมาก เพราะเป็นผู้หญิงเอเชียเดินทางคนเดียว มีกระเป๋ากี่ใบเทของออกทุกใบ ตอนค้นไม่โกรธหรอก โกรธที่ตอนแพ็กกลับไม่ช่วยกันเลย (หัวเราะ) อยู่ตรงนั้นสามชั่วโมงจนคนที่มารอรับนั่งรอกับพื้น

แอลเอก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ร้านอาหารไทยเยอะ คนไทยเยอะมาก เดินไปตรงไหนก็ได้ยินแต่เสียงคนไทย ไม่ค่อยรู้สึกว่าอยู่อเมริกา ลงเรียนภาษาอังกฤษ ระหว่างที่รอเข้าคลาสหนังที่จะเรียน แล้วก็เริ่มหางานทำ ทำงานร้านอาหาร ตอนนั้นทำหกวันเลยนะ สี่ร้าน 

มันเหนื่อยมาก เหนื่อยจนนอนไม่หลับ แล้วเช้าก็ต้องไปเข้าเรียนภาษา วนลูปอยู่อย่างนั้น เราได้แต่เงิน ได้แต่ทำงาน แต่มาทำอะไรที่นี่ก็ไม่รู้ เราถือพอร์ตนางแบบติดมาจากเมืองไทยด้วย เลยคิดว่าจะลองไปหาเอเจนซี่ ตอนนั้นรถก็ไม่มี อยู่แอลเอคนเขาขับรถ มันไกล ไม่มีอูเบอร์ มีแต่แท็กซี่ปกติซึ่งแพง ก็เลยต้องนั่งรถบัส เลิกเรียนภาษาบ่ายสอง มีเวลาสองชั่วโมงให้ไปหาเอเจนซี่ เพราะต้องเข้างานร้านอาหารสี่โมงเย็น กว่าจะถึง รถติด ไปถึงหน้าเอเจนซี่ตอนสามโมง ยังไม่ทันเข้าไปสมัครก็ต้องนั่งรถกลับมาทำงานแล้ว เลยไม่ได้สมัคร

ถ้าไม่ได้สมัครกับเอเจนซี่ แล้วเข้าวงการนางแบบที่โน่นได้ยังไง

ตอนนั้นช่างมันเลย ทำงานร้านอาหารไปเรื่อยๆ รอเรียนฟิล์มให้จบแล้วกลับไทย เพราะจริงๆ ตั้งใจจะอยู่แค่สองปี วันหนึ่งขณะที่เสิร์ฟอยู่ร้านอาหารไทย มีสไตลิสต์ชื่อ Kyle Luu มากินข้าวกับเพื่อนที่ร้าน เขาก็ชี้ๆ มาทางเรา สักพักเดินมาหา ‘ฉันเป็นสไตลิสต์จากนิวยอร์กนะ ยูเป็นโมเดลหรือเปล่า’ สภาพเราในตอนนั้นคือ ใส่ผ้ากันเปื้อนและเสื้อเบียร์ช้าง หน้ามัน ผมสั้นมาก เราอายไม่กล้าบอกว่าเป็นนางแบบเลยตอบว่าไม่ได้เป็น 

‘แน่ใจเหรอ ยูสูงนะ น่าจะเป็นโมเดล ไปถ่ายงานกับฉันพรุ่งนี้ไหม’ เขาถามมาแบบนั้น เราเลยคิดว่าไปถ่ายเล่นๆ ลองดูก็ได้ พอวันรุ่งขึ้นก็ไปถ่ายเลย แล้วเขาก็ถามเราว่ามาอยู่แอลเอทำไม ทำไมไม่ไปนิวยอร์ก น่าจะมีโอกาสได้ทำงานนางแบบต่อ แล้วที่นิวยอร์กก็มีโรงเรียนหนังเหมือนกัน 

เราเลยกลับมาคิดว่าอยากไปเริ่มต้นใหม่ เพราะตอนนี้ที่นี่เราแทบไม่ได้อะไรเลยจากการมาต่างประเทศ แต่ละวันหมดไปกับการเรียนภาษา นั่งรถไปทำงาน กลับบ้าน วนอยู่แบบนี้หกวัน สุดท้ายตัดสินใจย้ายไปนิวยอร์ก ที่ที่ไม่รู้จักใครเลยสักคน กับ Kyle ก็กลายมาเป็นเพื่อนกัน เขาพาเราเดินหาเอเจนซี่ที่นิวยอร์ก ผมสั้นๆ อย่างนั้นแหละ แล้วก็ได้เซ็นสัญญากับเอเจนซี่แรกชื่อ One Management

ชีวิตนางแบบไทยในสหรัฐอเมริกาของ กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ ผู้ทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่ CHANNEL, Louis Vuitton และ Alexander Wang

ยังจำงานแรกที่ทำได้ไหม

งานแรกๆ จะเป็นงานเทสต์แบบไม่ได้เงิน เป็นหน้าใหม่หมดทั้งนางแบบ ตากล้อง ช่างหน้า ช่างผม ไม่มีใครได้เงินเลย แต่จะได้เรียนรู้ว่าการทำงานเป็นยังไง ต้องทำอะไรบ้างถึงจะออกมาเป็นผลงานชิ้นหนึ่ง 

ส่วนของเราโป๊ตั้งแต่งานแรก เป็นชุดที่ห้ามใส่เสื้อใน อยู่เมืองไทยไม่เคยต้องแปะหัวนม ใส่บรา กางเกงในก็เต็มตัว ที่นี่ใส่จีสตริง แล้วเรามาจากวัฒนธรรมที่เวลาเปลี่ยนชุดทีแทบจะวิ่งเข้าห้องน้ำ ที่นี่เขาไม่สนใจ ครั้งแรกเราปิดๆ อายๆ คนอื่นก็มองว่าอะไรจะขนาดนั้น (หัวเราะ)

พอได้มาเห็นนางแบบคนอื่นทำงานเลยได้รู้ว่า นางแบบเป็นแค่หุ่นตัวหนึ่ง คนไม่ได้มามองนม มองก้น เราคือหุ่นเหมือนที่ร้านขายเสื้อผ้า 

เขาคัดนางแบบเข้าเอเจนซี่ยังไง

มีสองแบบ หนึ่ง วอร์กอินเข้าไปเลย และสองเขาจะมีแมวมองคอย Scout คนให้ 

ที่นี่เขาไม่ได้เลือกจากความสวยหรือหุ่นดี เพราะมันคือธุรกิจ ฉันพาคนนี้มา คนนี้ต้องทำเงินให้ฉัน ไม่อย่างนั้นจะพามาทำไม ตอนเราไปวอร์กอินเอเจนซี่ ถ้าเขาสนใจเราลุคแรก เขาจะให้กรอกประวัติ ส่วนสูง น้ำหนัก ถ่ายรูป แล้วก็นั่งรอ รอ Booker แต่ละแผนกที่ทำหน้าที่หางานให้นางแบบในเอเจนซี่นั้นๆ มีทั้งแผนกโฆษณา แผนกแฟชั่นโชว์ เขาจะให้เราเดินให้ดู สมมติมี Booker ทั้งหมด 5 คน ส่วนใหญ่ต้องชอบเราหมดถึงจะได้งาน

สองสามปีแรกที่ทำก็ยังไม่รู้ทางตัวเอง แรนด้อมรับงานก่อน ค่อยๆ ดูว่าตัวเองมีสกิลล์ทางด้านไหน แรกๆ ไปแคสติ้งงานโฆษณา เราก็ไม่ค่อยเก็ต เขิน เพราะแคสติ้งโฆษณาที่นี่ บางทีเขาให้เข้าไปพร้อมกันห้าคนเลย เราไม่ได้อยากเล่นในคู่แข่งคนอื่นดู อยากเล่นให้ทีมแคสติ้งดูอย่างเดียว เลยไม่ค่อยได้งาน เขาก็เลยส่งไปแฟชั่นวีก เพราะตัวเราสูง พอจับทางได้พบว่าตัวเองชอบโฆษณาที่สุด สนุก ได้เงินเยอะ ที่สำคัญ เรายังชอบการทำหนัง ถ่ายโฆษณาได้เห็นเบื้องหลังแล้วเรามีความสุข

พอรู้ทางตัวเองก็ได้งานทางนี้เยอะมาก เคยได้งานโฆษณาของรถ Cadillac เขาจ้างเราเป็นตัวหลักเลยนะ ได้ค่าจ้างประมาณหมื่นห้าพันเหรียญฯ ทำห้าวันติดต่อกัน หลังจากถ่ายงานนั้นเสร็จสองสามเดือน ก็ได้ยินว่าเอเจนซี่ที่เราอยู่โกงนางแบบ ตอนนั้นเป็นเอเจนซี่ที่สามที่เคยอยู่ แต่เราไม่คิดว่าตัวเองจะโดน เพราะไม่เคยโดน แล้วก็ไม่เคยเป็นเด็กไม่ดี ถ้าจะโกง เขาคงไปโกงคนอื่นมั้ง ผ่านไปสองสามเดือน ทำไมไม่ได้เงินสักที ทวงเอเจนซี่ก็ให้มาทีละนิดๆ อ้างว่าลูกค้ายังไม่จ่าย เช็กไปทางนายแบบที่เล่นด้วยกันซึ่งอยู่คนละเอเจนซี่เขาก็ได้เงินแล้ว สุดท้ายเลยติดต่อลูกค้าตรงว่าเขาจ่ายเงินเอเจนซี่หรือยัง เขาบอกว่าจ่ายแล้ว

สรุปคือโดนโกง

โดน เราเครียดมาก เกิดมาเงินห้าร้อยบาทยังไม่เคยหายจากกระเป๋า แล้วนี่เป็นหมื่นเหรียญฯ ค่าทนายก็แพง 

พอมีปัญหากับเอเจนซี่ อาชีพนางแบบก็หยุดชะงักเลย เพราะเขาไม่ให้งานเรา ไปหาเอเจนซี่ใหม่ ที่ใหม่ก็ไม่กล้าทำงานกับเรา กลัวโดนฟ้อง เพราะไม่มีใบ Model Release จากที่เก่าว่านางแบบคนนี้จบจากเอเจนซี่นี้แล้ว ต้องมาคิดว่าจะทิ้งเงินก้อนนี้ดีไหม ตอนนั้นเหลือประมาณแปดถึงเก้าพันเหรียญฯ แล้วเพื่อนแนะนำว่ามันมี Small Court เป็นศาลที่ให้คนทั่วไปฟ้องบริษัทใหญ่ มีค่าใช้จ่ายยี่สิบเหรียญฯ พร้อมทนายรัฐมาช่วยว่าความให้ เงื่อนไขคือฟ้องได้มากสุดห้าพันเหรียญฯ เลยเอาวะ กำขี้ดีกว่ากำตด ลุยเองคนเดียว

ไปๆ มาๆ ก่อนวันขึ้นศาล เอเจนซี่ที่โกงโทรมาเจรจาต่อรอง ฉันจะจ่ายเงินยูสามพันเหรียญฯ แล้วไม่ต้องขึ้นศาลได้ไหม เราเลยบอกว่าไม่เป็นไร งั้นเจอกันในชั้นศาล พูดเท่มากแต่มือสั่นแล้ว (หัวเราะ) แต่สุดท้ายตกลงที่ห้าพันเหรียญฯ

อาชีพนางแบบที่โน่นต่างจากบ้านเราไหม

นางแบบที่นี่เป็นอาชีพหลัก แต่ที่ไทยเหมือนเป็นอาชีพเสริม ไม่มีใครเป็นนางแบบจนร่ำรวยซื้อบ้านได้ ขนาดนางแบบดังๆ ยังทำอย่างอื่นด้วยเลย เขาไม่ได้ทำอาชีพเดียว

แต่ที่อเมริกาจริงจัง ในนางแบบก็แบ่งไปเป็นหลายแขนงอีก มีนางแบบ Acting นางแบบ Hand Talent หรือ Body Talent นางแบบรันเวย์ นางแบบโชว์รูม พอได้ทำก็เริ่มสนุก มันใหม่ มีอะไรมากกว่าที่เรารู้ ได้เจอคนมากมาย ก็เลยกลายเป็นอาชีพที่ชอบขึ้นมา

เราเคยแคสติ้งโฆษณาที่ไทย มีช่างหน้า ช่างผม มีเสื้อให้ใส่ ที่นี่ไม่มีเลย ถ้ามาหน้าโล้น ใส่เสื้อธรรมดา มายังไงเข้าไปอย่างนั้น ถ้ายูไม่เตรียมตัวมาจากบ้าน ยูก็จะเป็นสภาพนั้นเลย หนึ่ง เขาอยากเห็นแอคติ้ง สอง เขาคิดว่าลุคนี้ึืคือคัดตั้งแต่แรกแล้ว 

เช่น หาผู้หญิงเอเชียมีความมั่นใจก็ต้องคัดมาแล้ว เลยไม่จำเป็นต้องมานั่งแต่งหน้าทำผมให้เห็นภาพ ได้มาแคสติ้งแปลว่าลุคต้องผ่านไปแล้วห้าสิบ หกสิบเปอร์เซ็นต์ ค่อยมาดูยี่สิบ สามสิบเปอร์เซ็นต์ในส่วนของแอคติ้ง ที่เหลือไปดูหน้างาน แต่งหน้าทำผมหน้างาน อาจจะมีบางข้อกำหนดในอีเมลว่า ให้ใส่เสื้อกล้ามสีขาว หรือให้พกยางรัดผมติดไปด้วย แต่ก็แค่นั้น ไปถึงเข้าห้องแคสติ้งเลย สนุกดี ยิ่งทำมาเรื่อยๆ ยิ่งสนุก

แรกๆ ก็ทำควบคู่กับร้านอาหารไทย เพราะงานนางแบบไม่ได้มีทุกวัน อาทิตย์นี้ไม่มีถ่ายแบบ ไปทำร้านอาหารได้สองร้อยถึงสามร้อยเหรียญฯ​ ก็ยังดี ได้มีเพื่อนรู้จักเพื่อน สนุก เหมือนไปแฮงก์เอาต์มากกว่าทำงาน บางทีมีคนมาสัมภาษณ์ ก็บอกเขาไปตรงๆ เลยว่าถ้าสัมภาษณ์หนู หนูบอกเรื่องจริงนะ เพราะหนูทำร้านอาหารจริงๆ ถ้าพี่จะมาให้หนูสัมภาษณ์ความเป็น Luxury Model หนูไม่มี ให้พูดถึงความหรูหราการเป็นนางแบบ หนูไม่พูด หนูจะพูดเรื่องจริง 

นางแบบบางคนทำบาร์เทนเดอร์ แคเทอริ่ง เขาก็ทำจริงๆ มันก็คือหนึ่งอาชีพ เราไม่ได้มองว่าเป็นอาชีพที่แค่ทำไป แต่เราหยุดทำร้านอาหารเพราะเป็นโรคเลือดจางโดยไม่รู้ตัว แล้วไลฟ์สไตล์มันไม่ตรงกับอาชีพนางแบบ บางทีนอนดึกมากต้องตื่นเช้า สิวขึ้นก็ไม่ได้งาน เลยต้องหยุด

ชีวิตนางแบบไทยในสหรัฐอเมริกาของ กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ ผู้ทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่ CHANNEL, Louis Vuitton และ Alexander Wang
ชีวิตนางแบบไทยในสหรัฐอเมริกาของ กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ ผู้ทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่ CHANNEL, Louis Vuitton และ Alexander Wang

นางแบบแต่ละสายใช้ทักษะต่างกันยังไง

เอาง่ายๆ เลย แค่แต่งหน้าก็ไม่เหมือนกันแล้ว เช่น แฟชั่นโชว์ เขาชอบนางแบบที่ไม่แต่งหน้ามา ไม่ต้องทำอะไรมา เพราะต้องลองเสื้อผ้าเขา เสื้อเขาต้องเด่น ส่วนโฆษณาอาจต้องแต่งนิดหนึ่ง แต่ก่อนเราแคสต์แทบตายก็ไม่ได้ เลยไปถามเพื่อนนายแบบโฆษณา ครูพักลักจำ 

เขาบอกว่า เวลาแคสต์โฆษณาเขาจะให้เราอิมโพรไวซ์ด้นสด ให้โจทย์สถานการณ์มาว่าเราจะทำยังไง สมมติยูมีมือถือหนึ่งเครื่อง แล้วต้องข้ามถนน ยูจะข้ามถนนยังไง บางคนอาจจะทำทีโทรศัพท์ บางคนหยิบมือถือมาถ่ายรูป เพื่อนนายแบบคนนั้นบอกว่า ถ้ายูทำให้ต่างจากคนอื่นได้ เขาจะสนใจ

เคยมีโฆษณาหนึ่ง เป็น Michael Jordan ของ Nike ตอนไปแคสต์ไม่บอกยี่ห้อ บอกแค่เป็นสปอร์ตแบรนด์ เขาให้นางแบบเข้าไปห้าคนพร้อมกัน บรีฟของเขาคือ หนึ่ง ให้เต้น สอง ให้ออกกำลังกาย เราโชคดีเป็นคนที่สี่ เลยได้เห็นก่อนสามคน

คนแรกเต้นเซ็กซี่ หน้าสวย ผมยาว เล่นผมไปด้วย คนสองเป็นผิวสี เต้นฮิปฮอป คือคนผิวสีเต้นฮิปฮอปมันเท่กว่าเราอยู่แล้ว คนที่สามเต้นป๊อปคล่องเลย เราก็คิดว่าเอาไงดี สกิลล์การเต้นเราแย่มาก เต้นได้แต่ในผับ เลยขอเพลง Michael Jackson แล้วเต้นตลกเลย ล้มตัว Moon Walk เอาให้ฉีกจากอีกสี่คนไปเลย ปรากฏเราได้งานเฉย ตอนถ่ายจริงๆ ไม่มีมีซีนเต้นอะไรด้วยนะ เลยทำให้เข้าใจว่า อ๋อ ที่จริงคือเขาอยากเห็นบุคลิกภาพว่าเราเป็นคนยังไงมากกว่า

เป็นนางแบบต้องหน้าตาดีและหุ่นดีเสมอไปไหม

เราเคยกลับไทยไปเปิดโรงเรียนสอนกับเพื่อน นักเรียนก็มีความคิดว่านางแบบต้องผอม ต้องสวย ต้องขายาว เขาไม่รู้ว่าอาชีพนางแบบจริงๆ เป็นยังไง มันไม่จำเป็นต้องผอมเสมอไปนะ ที่ผอมเพราะเขาเดินให้แบรนด์นี้ แต่ถ้ายูไปถ่ายแบรนด์ Nike ต้องดูแข็งแรง จะมาผอมก็ไม่ได้ ยิ่งเดี๋ยวนี้มีพลัสไซส์ ยิ่งทำให้คนอาชีพนี้หลากหลายขึ้น มีนางแบบ LGBTQ หรือบางคนหน้ามีแต่กระ ก็สวยในแบบของเขา

เราว่าการเป็นนางแบบคือเป็นตัวเองดีที่สุด พอเราเป็นตัวเอง เขาก็เลือกจากเราที่เป็นเรา ถ้าเขาเลือกจากเราที่เป็นคนอื่น ไปเลือกคนอื่นไม่ดีกว่าเหรอ

สมมติ ฉันอยากผอมเหมือนอีกคน แต่งหน้าทำผมเหมือนเลย เปลี่ยนรูปร่างให้ดีเหมือนเขา ถ้าลูกค้าอยากได้แบบคนนั้น เขาก็ต้องเลือกคนนั้น จะมาเลือกเราทำไม

แต่ถ้ามีคนนั้นและมีกิฟท์ ถ้าลูกค้าชอบแบบกิฟท์ก็เลือกกิฟท์ แต่ถ้าไม่เลือก ก็แปลว่าเขาชอบอีกแบบ

ชีวิตนางแบบไทยในสหรัฐอเมริกาของ กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ ผู้ทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่ CHANNEL, Louis Vuitton และ Alexander Wang
ชีวิตนางแบบไทยในสหรัฐอเมริกาของ กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ ผู้ทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่ CHANNEL, Louis Vuitton และ Alexander Wang

แล้วคุณเคยอยากเป็นเหมือนคนอื่นบ้างหรือเปล่า

เอาจริงๆ ไม่เคย ไม่อยากเป็นคนโน้นคนนี้เลยนะ อาจจะมีแวบๆ แค่ทำไมคนนี้ได้งานแล้วเราไม่ได้ เราต่างจากเขาตรงไหน สมมติแคสติ้งเอเชียสามคน เข้าไปแล้วเขาเลือกคนอื่น เราจะเอ๊ะนิดหนึ่ง พยายามหาคำตอบว่าเรามีอะไรไม่เหมือนเขา เราเดินไม่สวยเท่าเขาเหรอ

มีบางงานที่ไปกี่ทีก็ไม่ได้ เขาเรียกเราไปแคสต์ทุกครั้งแต่ไม่เคยเลือกเลย ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ครั้งที่สี่ ก็ยังไม่เลือก เราก็จะไปแคสตลอดเพราะอยากเอาชนะเขา จะไปดูว่าเขาเลือกใคร ถ้าเขาเลือกคนนี้ คนเดินแบบนี้ แต่เราเดินกระแทก รอบนี้เราพลาด รอบหน้าลองเดินแบบใหม่ดู เราจะพัฒนาตัวเองจากสิ่งที่เห็น 

หรือแม้แต่เรื่องชุดที่ใส่ไปแคสต์งาน ตอนแรกๆ เราใส่ชุดไปทำงานต่อ ดูมอมแมม เขาไม่เลือก ลองเปลี่ยนเป็นแต่งตัวให้ดูดี หน้าตาสดใส เข้าไปแล้วทักทายเขา มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี เราดูคนอื่นแล้วลองมาปรับใช้ แต่ไม่ได้รู้สึกว่าจะเป็นแบบเขานะ เราจะเอากลับมาพัฒนาครั้งหน้าให้เขาเลือกเรามากกว่า

นางแบบที่ดีต้องเป็นยังไง

นางแบบที่ดีต้องเป็นตัวเองที่สุด และหางานที่เหมาะกับตัวเอง ถ้ายังไม่เจอก็ลองไปเรื่อยๆ เดี๋ยวจะรู้ว่าทางไหนคือทางของเรา

ชีวิตนางแบบไทยในสหรัฐอเมริกาของ กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ ผู้ทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่ CHANNEL, Louis Vuitton และ Alexander Wang

ความกดดันของการเป็นนางแบบเอเชียในวงการแฟชั่นตะวันตกคืออะไร

มาอยู่ที่นี่แล้วทำให้รู้ว่า ปกติตอนอยู่เมืองไทย เราจะกลัวมากเวลาเจอฝรั่งมาแคสต์ด้วย เพราะคิดว่าเขาต้องเลือกฝรั่งแน่เลย แต่ที่นี่เราแข่งกับเอเชียด้วยกัน ดูว่าเขาจะชอบแบบไหน เพราะถ้าเขาจะหาคนเอเชีย เขาจะ Looking  for Asian ไม่ได้เทียบกับฝรั่ง เราก็มาดูว่าเอเชียน เราต้องแข่งกับเอเชียนกลุ่มไหน หน้าแบนผมยาวหรือหน้าลู่ผมสั้น เขาชอบแบบไหน เขาชอบคนนี้ คนนี้ก็ได้ ถ้าเขาชอบเรา เราก็ได้ มีอยู่สองอย่างเท่านั้นแหละ 

ไม่มีใครมาบอกเขาสวยกว่าเรา เราสวยกว่าเขา ไม่มี มีแค่ลูกค้าเลือกลุคไหน คนไหนที่เหมาะกับแบรนด์เขา อย่าไปคิดว่าเราไม่สวย เราอ้วน ที่นี่ไม่มี เรื่องเชื้อชาติไม่ค่อยมีผล โชคดีที่เราไม่เคยเจอ หรือเราบอกเขาว่าเราเป็นมวยไทยก็ไม่รู้ (หัวเราะ) 

แต่มีสิ่งหนึ่งที่กดดันเราแน่ๆ คือตัวเอง คนอื่นกดดันเราไม่ได้เลย อย่างช่วงแฟชั่นวีกแรกๆ เราอยู่บ้าน เปิดโซเชียลมีเดียมาเห็นเพื่อนคนอื่นได้เดินก็จะเป็นจะตายแล้ว แต่ถ้าไม่มีอินสตาแกรม เราคงไม่ได้เห็นคนอื่น เราคงอยู่บ้านของเราไปโดยไม่ได้สนใจว่าใครจะได้เดินอะไร เลยกลับมาคิดว่าจริงๆ แล้ว มันคือตัวเราที่กดดันตัวเอง หลังๆ ไปแคสต์งานก็เลยไม่กดดัน กดดันไปก็เท่านั้น ตื่นเต้น ตัวสั่น ไม่ได้มีผลอะไร หลังๆ เลย ‘เอาวะ ถ้าเขาไม่ชอบก็ไม่ชอบ ถ้าชอบก็ชอบนี่แหละ’

มีวิธียอมรับคำปฏิเสธเหล่านั้นยังไง

มีคนเคยบอกว่า แคสต์งานมันห้าสิบ ห้าสิบ มีแค่ได้กับไม่ได้ไม่ใช่เหรอ ยูจะหวังอะไรอีก ถ้าได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่ได้ แล้วก็ไม่ต้องติดอะไร เอากลับมาพัฒนาตัวเองต่อได้ แต่บางงานถ้าไม่ได้ก็ทิ้งไป ทำไมเขาไม่ชอบ ทิ้งไป ไม่ชอบคือไม่ชอบ ไม่ชอบสำหรับงานนี้ ไม่ต้องเก็บมาโทษตัวเองมาก

หลังจากอยู่นิวยอร์กมา 10 ปี ทำไมถึงตัดสินใจกลับมาแอลเอ ทั้งๆ ที่ศูนย์กลางของวงการแฟชั่นอยู่ที่นิวยอร์ก

ตอนนี้เราอายุสามสิบห้า มันหมดแล้ว แต่ไม่ใช่หมดสิทธิ์นะ ให้เราไปวิ่งแคสต์งานแฟชั่นวีกก็ไม่อยากทำแล้ว ไม่อยากมานั่งลดความอ้วน เราไม่สามารถเป็น New Face ได้แล้วที่นิวยอร์ก อยู่นิวยอร์กงานสนุกๆ จะเป็นงาน Editorial แต่ได้เงินไม่เยอะ ต้องทำควบคู่กับนางแบบโชว์รูม 

วันนี้ก็เพิ่งไปทำมาของ FENDI เวลาเขามีคอลเลกชันใหม่มา อยากโชว์ลูกค้า ก็จ้างนางแบบมาใส่ชุดให้ดู ลูกค้าอยากดูชุดไหน นางแบบก็เปลี่ยนชุดนั้น เราทำอย่างนี้สลับกับโฆษณา เพราะค่าครองชีพที่นิวยอร์กสูงมากๆ หลังๆ เริ่มวนลูป เลยอยากเปลี่ยนมาลองฝั่งตะวันตกบ้าง เซ็นสัญญากับอีกเอเจนซี่แล้วบอกเขาว่าเราขอทำทุกอย่าง ที่นี่เขาไม่ค่อยมีลุคเอเชียผมสั้นแบบเรา เราเลยใหม่สำหรับเขา

ชีวิตนางแบบไทยในสหรัฐอเมริกาของ กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ ผู้ทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่ CHANNEL, Louis Vuitton และ Alexander Wang

อาชีพนี้ในแอลเอต่างไปมากแค่ไหน

พอย้ายมาอยู่ฝั่งนี้ เราได้ทำงานที่ไม่เคยมีโอกาสได้ทำ ในโลเคชันที่ต่างไป ไม่ได้เป็นสตูดิโอ ฉากหลังไม่ได้เป็นเมืองๆ แบบนิวยอร์กแล้ว ที่นี่เราได้ถ่ายริมทะเล กลางทะเลทราย มีพื้นที่กว้างๆ มีงานประหลาดๆ ให้เราได้ทำ

เคยเบื่องานจนอยากเลิกทำเหมือนกัน แต่ไปๆ มาๆ เราชอบอาชีพนี้ ชอบมากแต่ไม่คิดจะทำได้นาน พอมาอยู่นี่เขามีนางแบบหัวขาวที่ดูมีความสุข ยังถามตัวเองอยู่ว่าจะทำถึงขนาดนั้นไหม ขณะเดียวกันเราก็ทำอาชีพช่างภาพควบคู่กันไป วันใดวันหนึ่งที่ไม่ได้เป็นนางแบบแล้ว จะมาจริงจังกับงานเบื้องหลังมากกว่านี้ ตอนนี้ก็ทำทุกอย่างเลย

งานที่ชอบที่สุดที่เคยทำมา

แต่ก่อนถ่ายแบบหนังสือเยอะ เดี๋ยวนี้เขาไม่ค่อยมีแล้ว เคยทำงานกับ Harper’s BAZAAR, Louis Vuitton, VALENTINO, MOSCHINO, LAFAYETTE 148, Oscar de la Renta, CHANEL, FENDI โฆษณาก็มี Spotify, PEPSI, NIKE ที่ไทยเคยถ่ายโฆษณาเบียร์ช้างและไทเกอร์เบียร์

แต่ถ้าให้เลือกมางานหนึ่ง Alexander Wang ล่าสุดก็ชอบมาก เป็นแบรนด์ที่เราชอบ เขาดังแต่เขาปฏิบัติกับเราดีมาก ไม่เย่อหยิ่ง งานนี้ท้าทายตั้งแต่แคสติ้งโดยการส่ง Self Tape ทำเองที่บ้าน ไม่ต้องไปเจอตัว เพราะเป็นช่วงโควิด-19 โฆษณาเป็นเรื่องสามพี่น้อง เขาจึงหาสามพี่น้องเอเชียที่มีคาแรกเตอร์ต่างกัน โดยมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นคนที่ต่อสู้ได้ เอเจนซี่รู้ว่าเราเป็นมวยไทยเลยส่งให้ ในใจคิดว่าไม่ได้หรอก อยู่นิวยอร์กมาตั้งสิบปียังไม่เคยได้งานจาก Alexander Wang เลย

ตอนนั้นอยู่ฮาวาย สัญญาณไม่มี เขาจะให้อัปโหลด Self Tape ส่งอีเมลไป เราต้องให้แฟนช่วยถ่ายให้ ชุดก็ไม่ได้เตรียมมา เขาให้โชว์แม่ไม้มวยไทย โชว์การต่อสู้ แนะนำตัว หมุนตัว ส่งไปแต่กะว่าไม่น่าได้

ปรากฏโจทย์มารอบสอง ขอหน้าตรง ขอให้ทำท่านี้เพิ่มหน่อย สุดท้ายได้งาน ก่อนถ่ายเขาให้ไปเรียนใช้หอก ตอนถ่ายใช้สตั๊น แต่เขาอยากให้เรามีทักษะการจับสมจริง

การเป็นนางแบบสอนอะไรให้ชีวิตคุณ

คำถามนี้ตอบยาก เราบอกไม่ถูกว่ามันสอนอะไรเรา ครอบครัวก็ไม่ชอบ แต่ก่อนยอมให้ทำเพราะเงินเดือนน้อย ทำอันนี้แล้วได้เงินเพิ่ม พอมาอเมริกาจะเซ็นสัญญาทำวีซ่าโมเดลก็ไม่ค่อยอยากให้ทำ เราเอาอาชีพนี้พิสูจน์ให้เขาเห็นเหมือนกันว่ามันอยู่ได้นะ อยู่รอดได้

ขณะเดียวกัน เราก็เคยท้อกับอาชีพนี้ มันเป็นอาชีพที่ไม่รู้ตารางงาน ควบคุมไม่ได้ บางทีโดนยกเลิกเพราะเขาไม่ชอบเรา ซึ่งเราทำอะไรไม่ได้ คิดจะเลิกหลายครั้งแต่ก็ยังทำอยู่ เลยคิดว่าต้องมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เราชอบมันแหละ

คำตอบอาจจะไม่ใช่ว่าได้บทเรียนอะไรจากอาชีพนี้ แต่มันทำให้รู้ว่า ทุกอาชีพต้องสู้ ยิ่งเป็นอาชีพที่คนเอาเราไปเปรียบเทียบกับคนอื่นได้ง่ายมาก ยิ่งกดดัน สองสามปีแรกที่มานิวยอร์ก มีคนเอาเราไปเทียบกับนางแบบคนโน้นคนนี้ เราไม่ชอบเลย เขานั่งนับโชว์เลยนะ กิฟท์ได้กี่โชว์ คนนั้นได้กี่โชว์ หรือตอนกลับไปเมืองไทย คนถามว่าทำโชว์ไหนมาบ้าง ทำไมไม่ได้เดินโชว์นี้ ได้ยินแบบนี้แล้วโคตรน้อยใจเลย กว่าเราจะได้งานแต่ละงานมันยากนะ เขาไม่ได้รู้ว่าหนึ่งงานที่ได้มาจากสิบงานที่ไปแคสต์ ตอนหลังเราไม่สนใจเลย อย่าไปบ้าตามสิ่งรอบข้าง ถ้ารับมาหมดประสาทกินตาย สิ่งที่เราทำได้คือทำงานของเราให้ดี

เขาให้กำลังใจเรารับรู้ เขาไม่ให้ใกำลังใจไม่เป็นไร เพราะว่าเขาไม่ได้จ่ายตังค์ค่าบ้านให้เรา เราไม่เป็นไร เราทำของเรา 

เป็นเหตุผลที่คุณไม่ค่อยโพสต์งานนางแบบลงโซเชียลมีเดียด้วยหรือเปล่า

ไม่เห็นต้องให้ใครรู้ มีคนถามว่าทำไมไม่ค่อยโพสต์เลย เพราะเรามีอยากอื่นที่อยากโพสต์ เราอยากโพสต์ภาพที่ตัวเองถ่าย 

นางแบบบางคนอาจจะบอกว่าฉันทำงานอันนี้ แบรนด์นี้โด่งดัง ก็เป็นทางของเขา แต่เราไม่อยากโชว์ เราได้ไปถ่ายก็จบแล้ว เรามองว่าโมเดลคืออาชีพ ไม่ใช่เทรนด์ ไม่ใช่สิ่งที่คนคลั่งไคล้

ชีวิตนางแบบไทยในสหรัฐอเมริกาของ กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ ผู้ทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่ CHANNEL, Louis Vuitton และ Alexander Wang

ยังสนใจในงานเบื้องหลังอยู่ไหม

ยังอยากทำอยู่ หลังๆ ไปเป็นช่างภาพถ่ายภาพสตรีท เริ่มถ่ายไลฟ์สไตล์ ทำอีดิตด้วย อีดิิตวิดีโอ แล้วก็ทำงานนางแบบ ทำจนถึงทุกวันนี้เลย

แต่ฝั่งเบื้องหลังเขาไม่ได้จดจำว่าเราทำได้ ถ้าเขาหาช่างภาพที่แอลเอ เขาก็จะไม่นึกถึงเราก่อน เพราะสำหรับเขา เราเป็นนางแบบ เราก็เลยใช้วิธีการเปลี่ยนชื่อ ถ้าสาย Photography จะเป็นอีกชื่อหนึ่ง ไม่อยากให้คนคิดว่าเราเป็นนางแบบแล้วมาถ่ายรูป อยากให้ตัดเรื่องเป็นนางแบบของเราทิ้งไป 

พอเป็นช่างภาพที่เป็นนางแบบด้วย เพื่อนเราบอกว่าดี ยูรู้จักบอกเขาว่าต้องโพสต์ยังไง รู้ว่าต้องพูดกับนางแบบยังไง ถ้านางแบบงี่เง่าต้องทำยังไง (หัวเราะ)

คลาสเรียนนางแบบของคุณสอนอะไรให้นักเรียน

เราจะถามนักเรียนก่อนว่า ‘หนูอยากเป็นอะไร’ เด็กที่มาเรียนกับเรามีตั้งแต่อายุสิบขวบไปจนถึงผู้ใหญ่ ถ้าเขาตอบว่าอยากเป็นนางแบบ เราจะถามต่อว่าถ้าต้องเลือกอีกอย่าง จะอยากเป็นอะไรอีก เดี๋ยวนี้คนเราไม่ต้องทำอาชีพเดียว

‘ตอนนี้หนูเรียนสถาปัตย์ แต่อยากเป็นนางแบบ’ เราจะบอกว่าเก็บไว้ทั้งสองอย่างได้ไหม ไม่ต้องดร็อปเรียนเพื่อมาเป็นนางแบบหรอก อาชีพนางแบบคือหนึ่งอาชีพที่ต้องยอมรับว่ามันมีวันหมดอายุ 

ยกตัวอย่าง วันก่อนเราไปขี่จักรยานเสือภูเขา ถ้าวันนั้นล้มขึ้นมา หัวแตก วันนี้ก็ไม่ได้ไปทำงานแล้ว สมมติตั้งครรภ์ มีลูก ก็ไม่ได้ทำงานแล้ว หรือผมสั้น ตัดผมผิด ผมแห้งเสีย ก็ไม่ได้ทำงานแล้ว และบางอย่างมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราทีเดียว เรียนสถาปัตย์ให้จบ เราควรมีความรู้ไว้ ลองคิดดูว่าถ้ามีสองอย่างโคตรเท่เลยนะ เช่น เรียนวิทย์กีฬาฯ และเป็นนางแบบด้วย ได้ทำงานกับ Nike ได้เตะต่อย ออกกำลังกาย เราก็มีวิชาติดตัวให้แตกต่างจากคนอื่น นางแบบบางคนเล่นโยคะ ถ้าเขาจะเลือกแบบเสื้อผ้าโยคะ เขาก็เลือกคนนั้นดีกว่า ไม่มาเลือกเราที่เล่นไม่เป็น

มีน้องคนหนึ่งเป็น LGBTQ+ มาเรียนเป็นนางแบบกับเรา เขาปรึกษาว่าถ้าไปสมัครงานที่ต่างประเทศ บอกว่าเป็นผู้หญิงได้ไหม เขาคิดว่าการเป็นนางแบบต้องเป็นผู้หญิง กล่อมตัวเอง แต่ที่อเมริกาไม่ใช่ ที่นี่มี LGBTQ นางแบบตัดนมทิ้งก็มี ยูบอกเขาเลยว่ายูเป็นแบบนี้ ถ้าเขาเลือกก็เลือกยูแบบนี้ เราเป็นตัวของตัวเอง 

รักอาชีพนี้ได้แต่อย่ายึดติดกับมัน คนสวยกว่าเรามี คนผอมกว่าเรามี คนสูงกว่าเรามี แล้วมันคือแฟชั่น แฟชั่นที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ วันนี้เขาชอบหมวยแบบนี้ วันหน้าเขาชอบหมวยอีกแบบหนึ่ง วันหนึ่งเขาชอบคนฟันห่าง วันนี้ชอบคนหน้ามีกระ ถ้าเราเอาเป็นเอาตายกับอาชีพนี้ แล้วเราจะโทษตัวเองว่าทำไมเขาไม่เลือกเรา เราจะโทษตัวเองว่าเราไม่ดีตรงไหน ช่วงหนึ่งเราอาจมีงานเยอะแยะ ทำงานไม่ทัน แต่ช่วงนี้เราไม่มีงานก็ไม่เป็นไร 

เห็นแฟชั่นอันใหม่ที่ย้อนไปแบบเก่าไหม วินเทจมันก็วนอยู่แบบนี้ หาทางของเราให้เจอ หาสิ่งที่เราทำแล้วดีก็พอ

ชีวิตนางแบบไทยในสหรัฐอเมริกาของ กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ ผู้ทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่ CHANNEL, Louis Vuitton และ Alexander Wang

ภาพ : กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ

Writers

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

แคทรียา มาลาศรี

คนทักผิดตลอดชีวิตว่าเป็นนักร้องดัง รักการกินผักและรักเนื้อพอๆ กับผัก เกิดที่อีสาน เรียนที่ภาคกลางและหลงทางที่เชียงใหม่

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เรากำลังแพ็กกระเป๋าเตรียมไปเรียนต่อ มวลของหนักอึ้งจนกระเป๋าแทบปิดไม่ลง แต่ยังไงก็ต้องหาพื้นที่ใส่หนังสือ ‘ร้านเครื่องเขียนไทย’ (태국문방구) ของ ฮั่น-อี ฮยอนคยอง ที่อุตส่าห์แคะกระปุกซื้อมาเหมือนกันทั้งหมด 3 เล่มให้ได้ ยิ่งปกในของหนังสือประดับลายเซ็นและข้อความน่ารัก ๆ เป็นภาษาไทยกับเกาหลีจากผู้เขียน ที่เราได้รับมาตอนแวะไปสนทนากับเธอด้วยแล้ว จะไม่ขนไปได้อย่างไร แม้ว่าจะอ่านภาษาเกาหลีได้ในระดับผู้ฝึกฝนจากซับไตเติลซีรีส์ และอาจต้องใช้พลังงานแบกกระเป๋าขึ้นรถไฟเพิ่มขึ้นหน่อยก็จะสู้! เพราะหนังสือเล่มนี้ทำให้เราย้อนให้นึกถึงวันที่มีโอกาสนั่งคุยกับเธอ

วันนั้นเราไปตามนัดอย่างไม่เข้าใจเลยสักนิด ว่าร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนสัญชาติไทยมีดีอะไร ถึงทำให้สาวเกาหลีผู้เคยไปร้านเครื่องเขียนมาหลายร้านรอบโลกติดใจ จนถึงขนาดว่าเขียนหนังสือออกมาเป็นเล่ม ๆ และทำไมหนังสือที่มีแต่เรื่องเครื่องเขียนไทยถึงขายดิบขายดีในเกาหลี หลังจากเราใช้เวลาเกินค่อนวันกับฮั่น ก็ได้คำตอบที่ทำให้มุมมองเกี่ยวกับเครื่องเขียนไทยของเราเปลี่ยนไป

  เมื่อคนบ้าเครื่องเขียนมาพบกัน คงไม่มีคำทักทายไหนสื่อใจได้ดีเท่ากับการให้อุปกรณ์เครื่องเขียนอีกแล้ว เพื่อนสาวของเราหยิบแผ่นลอกตัวอักษรไทยสำหรับ Letterpress จากเชียงใหม่มาฝากฮั่น 

พอเธอเห็นเท่านั้นก็ตาโต รีบลุกขึ้นมาถามว่าเป็นสติกเกอร์อะไรและได้มาจากที่ไหน

 “ฮั่นชอบอักษรไทย” เธอพูดขึ้นระหว่างพลิกดูแผ่นลอกอักษรไทยด้วยภาษาไทยที่ฟังลื่นไหลเป็นธรรมชาติ “ฮั่นเกิดที่เกาหลี ใช้แต่อักษรฮันกึล ไม่เคยสังเกตว่าสวยหรือไม่สวย แต่พอเห็นอักษรไทยแล้วคิดว่าสวยมาก ๆ แล้วก็ชอบสติกเกอร์ติดรถมาก ๆ ค่ะ เพราะที่เกาหลีไม่มี” เธอตอบด้วยเสียงสดใส

 “แต่ก็มีสติกเกอร์บางอันนะคะที่รูปน่ารัก แต่สามีบอกว่าคำนี้ไม่ดี เราตกใจ จะรีบแกะออก” นักสะสมเครื่องเขียนหัวเราะ เมื่อเล่าถึงสติกเกอร์ติดรถสีแจ่มที่เธอซื้อมาจากรถเข็นขายสติกเกอร์ 

หัวข้อหลักที่เรามาคุยกับฮั่น คือเรื่องราวของหนังสือร้านเครื่องเขียนไทยที่เขียนโดยคนเกาหลี เป็นภาษาเกาหลี ตีพิมพ์และจำหน่ายในเกาหลี แต่บทสนทนาทั้งหมด ฮั่นยินดีคุยกับเราเป็นภาษาไทย

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

เปิดกระเป๋าเครื่องเขียน

อี ฮยอนคยอง หรือ ฮั่น เธอเป็นหญิงสาวจากแดนโสมขาวที่ย้ายมาใช้ชีวิตในประเทศไทยเป็นเวลา 3 ปีจนติดใจข้าวเหนียวมะม่วง ปัจจุบันเธอทำงานเป็น Graphic Designer เต็มเวลาที่ foodpanda

ก่อนหน้านี้เธอเรียนจบด้าน Visual Design จาก Hongik University ดูจากหน้าที่การงานและการศึกษา เหมือนว่าเธอจะมีดินสอและปากกาเป็นอาวุธคู่กายมาแต่ไหนแต่ไร 

ฮั่นเล่าว่าเธอชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก ด้วยคุณพ่อเป็นสถาปนิก ทำให้เธอมีอุปกรณ์วาดเขียนอยู่ใกล้ไม้ใกล้มือตลอด ตอนเด็ก ๆ เธอชอบวาดดวงดาวเป็นพิเศษ เพราะเด็กหญิงฮั่นมีความฝันอยากเป็นนักบินอวกาศของนาซ่า พอโตขึ้นอีกหน่อย จึงรู้ตัวว่ารักแท้ของเธอไม่ได้อยู่นอกโลก แต่อยู่ในกระเป๋าเครื่องเขียนใบเบ้อเริ่มที่พกไปโรงเรียนด้วยกันทุกวันต่างหาก ในนั้นมีเครื่องเขียนครบครันทุกประเภทประหนึ่งกระเป๋าโดราเอมอน ดินสอหลากสี ยางลบหลายแบบ และปากกาหลายแท่งให้เพื่อน ๆ เลือกยืม

 “เราจำได้ว่ามีปากกา 30 แท่ง กระเป๋าเลยหนักทุกวันเพราะเครื่องเขียน” 

อุปกรณ์ที่โปรดปรานถึงขั้นต้องพกไปทุกที่ คืออุปกรณ์ง่าย ๆ อย่างดินสอไม้และกบเหลา

ทุกวันก่อนเข้าเรียนและหลังเลิกเรียน เธอแวะไปร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนข้างโรงเรียน เพื่อดูว่ามีอะไรใหม่ ๆ มาวางขายบ้าง ถ้าเจอชิ้นที่ถูกใจ ฮั่นก็ควักเงินค่าขนมอันน้อยนิดที่คุณพ่อให้ออกมาซื้อสมาชิกใหม่กลับบ้าน การเดินดูของในร้านเครื่องเขียนจึงเป็นเวลาแห่งความสุขตั้งแต่นั้นจนถึงวันนี้

สาว ๆ คนอื่นอาจชอบช้อปปิ้งเสื้อผ้า แต่ฮั่นชอบช้อปปิ้งเครื่องเขียนมากกว่าเป็นไหน ๆ 

“ตอนเด็กเราไม่สนใจเสื้อผ้า สนใจแต่หนังสือกับเครื่องเขียน” เธอแววตาเป็นประกาย

ตอนย้ายมาไทย กระเป๋าเสื้อผ้าเธอเบาหยอง ที่เหลือเธอขนเครื่องเขียนจากเกาหลีมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขนาดว่านี่เป็นเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์จากทั้งหมดที่มี เธอหยิบเครื่องเขียนออกมาจากลิ้นชักมาให้เราดูอีกเพียบ ฮั่นบอกว่ามีหลายครั้งที่เธอเพลิดเพลินกับการซื้ออุปกรณ์จนลืมเวลา 

“ฮั่นเคยใช้เวลาอยู่ในร้านเครื่องเขียนที่นิวยอร์ก 4 ชั่วโมง” นักสะสมเครื่องเขียนหัวเราะ

เธอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ค่าเสียหายเฉพาะเครื่องเขียนในครั้งนั้นเป็นราคา 10,000 บาท ยังไม่พอ วันถัดมากลับมาจับจ่ายเครื่องเขียนอีก 10,000 บาท จนเราสงสัยว่าเธอต้องหยิบดินสอ ปากกา สมุด ลงตะกร้าสักกี่อัน ถึงได้เสียหายหลายหลักขนาดนั้น คงเพราะร้านเครื่องเขียนคืออาณาเขตสุขใจ เธอจดจำทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ไม่เคยลืม เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ฮั่นกลับไปเยี่ยมร้านเครื่องเขียนข้างโรงเรียนอีกครั้ง เธอดีใจมากที่ร้านยังเปิดให้บริการ แต่ทราบข่าวเศร้าว่าคุณลุงที่เคยขายเครื่องเขียนเสียชีวิตแล้ว 

“ร้านเครื่องเขียนข้างโรงเรียนนี้เปิดมาประมาณ 40 ปีแล้วค่ะ ฮั่นแวะไปตั้งแต่อายุ 6 – 7 ขวบ ตอนรู้ข่าวว่าคุณลุงไม่อยู่แล้ว เสียใจมาก ๆ เลยค่ะ พอเพื่อน ๆ ทุกคนรู้ข่าวก็เสียใจกันหมด” 

ร้านเครื่องเขียนคือสิ่งที่ฮั่นนึกถึงอยู่เสมอ

แต่สิ่งที่ไม่เคยอยู่ในหัวของเธอเลย คือการย้ายมาใช้ชีวิตที่ประเทศไทย

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

เปิดประตูร้านเครื่องเขียน

“สามีเปลี่ยนชีวิตค่ะ” 

ฮั่นตัดสินใจย้ายมาทำงานที่ไทย เพราะสามีของเธอเป็นคนไทย แต่เธอก็เกือบจะย้ายกลับเกาหลีหลายรอบ เพราะการใช้ชีวิตในแผ่นดินใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย 

“ความจริงช่วง 1 – 2 ปีแรกของการอยู่ประเทศไทย เราไม่มีเพื่อนเลย มีแค่สามีคนเดียว” 

ฮั่นเคยมาประเทศไทยครั้งเดียวเมื่อหลายสิบปีก่อน ก่อนจะย้ายมาอยู่ระยะยาว 

“บางวันก็คิดว่าทำไมฮั่นมาที่นี่ มันดีหรือเปล่า กลับบ้านดีกว่าไหม บางวันก็ร้องไห้” แถมในตอนนั้นร้านอาหารเกาหลียังมีไม่มากเหมือนตอนนี้ นั่นทำให้เธอรู้สึกแปลกถิ่นมากขึ้นอีกหลายเท่า แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่พ่ายแพ้ต่อความเหงา ฮั่นตัดสินใจอยู่ประเทศไทยต่อ และเริ่มเข้าเรียนคลาสภาษาไทย 

“พอเรียนภาษาไทย ก็เริ่มมีเพื่อนมากขึ้น ทำให้ชีวิตเริ่มลงตัว” เธอเล่าพร้อมรอยยิ้ม

ไม่นานนัก อาหารอีสาน ข้าวเหนียวมะม่วง หมูกระทะ ก็กลายเป็นอาหารจานโปรดของเธอ

และสิ่งสำคัญมากที่ทำให้สาวเกาหลีคนนี้หายเหงา คือการเดินเข้าร้านเครื่องเขียน 

“ร้านเครื่องเขียนไทยร้านแรกที่เราไปคือร้านเสริมทรัพย์ที่เยาวราช” เธอเผอิญเดินผ่านระหว่างทางไปซื้อกาแฟ “เราตื่นเต้นมาก เพราะเห็นในร้านมีของเก่าเยอะมาก เป็นร้านที่เปิดมา 50 – 60 ปี

“ฮั่นไปร้านนี้ประมาณ 4 – 5 ครั้ง เพราะมีเรื่องที่อยากรู้เยอะมาก อยากรู้ว่าเครื่องเขียนชิ้นนี้คืออะไร ซื้อมาจากที่ไหน ขายหรือเปล่า” ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นพูดภาษาไทยไม่ได้เลยสักคำ เธอพยายามสื่อสารสุดชีวิตเพื่อจะรู้เรื่องเครื่องเขียนที่สนใจให้ได้ 

“เดี๋ยวนี้ที่โซลไม่เห็นร้านเครื่องเขียนวินเทจจริง ๆ แบบร้านเสริมทรัพย์เลย แต่ต่างจังหวัดพอมีอยู่บ้าง ส่วนช่วงโควิด-19 ก็ปิดตัวไปเยอะเพราะไม่มีลูกค้า” นี่เป็นเรื่องพิเศษมากที่ร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนในประเทศไทยที่มีอายุมากกว่า 10 ปี ยังดำเนินกิจการต่อไปได้ 

ไหน ๆ ก็เริ่มพูดถึงร้านเครื่องเขียนในไทยแล้ว เราจึงขอถามประเด็นที่สงสัยมากที่สุดเลยแล้วกัน

“คุณมองเห็นอะไรในเครื่องเขียนไทย ทั้ง ๆ ที่คนไทยไม่นิยมใช้เครื่องเขียนไทย”

ฮั่นย้อนถามทันทีว่า “ทำไมล่ะคะ” 

เราอึ้งไปครู่หนึ่ง ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร เพราะไม่เคยนั่งคิดจริง ๆ ถึงเหตุผลที่ทำให้คนไทยไม่ค่อยใช้เครื่องเขียนของประเทศตัวเอง เลยตอบไปว่า น่าจะเป็นเพราะเครื่องเขียนไทยดูเชย เมื่อเทียบกับเครื่องเขียนญี่ปุ่น เกาหลี ทั้งคุณภาพดีและออกแบบให้ดูน่ารักน่าใช้ 

ฮั่นบอกว่าความคิดแบบนี้ไม่แปลกและไม่ผิด เพราะคนเกาหลีก็มองว่าเครื่องเขียนเกาหลีไม่น่าใช้เหมือนกัน ฮั่นหยิบกล่องดินสอไม้ตราม้าขึ้นมาวางบนโต๊ะ ดินสอไม้ตราม้านี่แหล่ะคือตัวอย่างของเครื่องเขียนไทยสุดคลาสสิก แพ็กเกจจิ้งเรโทรสุด ๆ และด้ามดินสอก็จับถนัดมือ เป็นเครื่องเขียนไทยชิ้นโปรดของเธอ และฮั่นเคยหิ้วใส่กระเป๋าเดินทางกลับเกาหลีหลายสิบกล่อง จน ตม. เรียกตรวจกระเป๋า!

ฮั่นคงตกหลุมรักเครื่องเขียนไทยจริง ๆ ไม่อย่างนั้นจะเขียนหนังสือออกมาเป็นเล่มได้อย่างไร 

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

เปิดหนังสือเครื่องเขียนไทย

“ทีแรกไม่เคยคิดเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทยเลยค่ะ” นักเขียนตอบทันที เมื่อเราถามถึงจุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มแรกของเธอ “แค่รู้สึกว่าร้านเครื่องเขียนไทยมีคอนเทนต์ดี ๆ และน่าถ่ายรูปเก็บไว้”

เธอเริ่มโพสต์ร้านเครื่องเขียนไทยลงอินสตาแกรม อธิบายเกี่ยวกับเครื่องเขียนไทยให้คนเกาหลีอ่าน ซึ่งหนึ่งในผู้อ่านคือสำนักพิมพ์เกาหลีอิสระแห่งหนึ่งที่สนใจทำหนังสือเกี่ยวกับประเทศอาเซียน

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี
Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

“สำนักพิมพ์ sojanggak (โซจังกัก) ติดต่อมาว่า สนใจทำหนังสือเกี่ยวกับเครื่องเขียนไทยไหม ฮั่นสนใจอยู่พอดีค่ะ เลยตอบตกลง” เธอเห็นว่าคนเกาหลีส่วนใหญ่ชอบไปเที่ยวประเทศไทย แต่หนังสือท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักแนะนำร้านอาหาร คาเฟ่ แต่ยังไม่มีหนังสือที่แนะนำประเทศไทยผ่านร้านเครื่องเขียนเลย นั่นเป็นเหตุผลที่เธอเอาด้วยในทันที กระบวนการทำหนังสือใช้ระยะเวลา 2 ปีกว่าจึงเริ่มเป็นรูปร่าง

ลำดับแรก เธอเริ่มจากการรวบรวมชื่อร้านที่น่าสนใจ โดยการเสิร์ชหาข้อมูลและฟังคำแนะนำของคนรู้จัก ซึ่งขั้นตอนนี้สบายมาก เพราะเป็นปกติอยู่แล้วที่ไม่ว่าจะไปที่ไหนเธอก็สรรหาร้านเครื่องเขียนน่าสนใจเตรียมไว้เสมอ แต่ที่ยากคือหลายครั้งสถานการณ์จริงเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าข้อมูลที่ค้นเจอ 

“ตอนนั้นเตรียมเขียนร้านเครื่องเขียนในกรุงเทพฯ แต่พอเช็กอีกทีร้านปิดแล้ว กลายเป็นว่าต้องหาที่เขียนใหม่ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่หลายร้าน บางที่อยากไปมาก แต่โทรไปช่วงโควิด ไม่มีคนรับสาย”

ใช่แล้ว กระบวนการทำหนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นช่วงวิกฤตโรคระบาด เธอและผู้ออกแบบหนังสือของสำนักพิมพ์เกาหลี จึงพบปะ ปรับแก้ และทำทุกกระบวนการผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้น

“เราไม่เคยเจอตัวกันจริง ๆ เลย” – เธอย้ำความจริง

หนังสือเล่มนี้ปรับแก้มาหลายรูปแบบกว่าจะออกมาเป็นเล่มล่าสุดที่เราเห็น 

เธอปรับตั้งแต่ปก สี การจัดวางภาพและตัวอักษรให้น่าอ่าน กระทั่งตำแหน่งของ QR Code สำหรับให้ผู้อ่านสแกนและปักหมุดที่ตั้งของร้านแต่ละร้าน เพื่อให้ผู้อ่านตามเก็บร้านแนะนำได้แบบไม่ปวดหัว 

“เวลาคนเกาหลีมาไทยก็พกหนังสือมาด้วย สแกน QR Code แล้วเดินตามแผนที่ได้เลย” 

ความคิดและชีวิตของ Lee Hyunkyung  นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี ตระเวนร้านเครื่องเขียนทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย

ส่วนเนื้อหา เธอเขียนเล่าเกี่ยวกับร้านเครื่องเขียน 20 ร้าน จากทั้งหมด 60 ร้าน โดยทุกร้านในหนังสือได้รับการคัดสรรมาแล้วว่า คุณภาพเครื่องเขียนเลิศ เรื่องราวน่าสนใจ และมีที่มาจากหลายจังหวัด เช่น เชียงใหม่ ปาย ลำปาง ขอนแก่น กาฬสินธุ์ อุดรธานี นครปฐม หาดใหญ่ เกาะสมุย และภูเก็ต 

นี่หมายความว่าเธอต้องเคยไปทุกจังหวัดที่กล่าวมา ไม่เหนื่อยหรือยังไงนะกับการทำงานประจำควบคู่ไปกับการทำหนังสือ ต้องเขียน เดินทางไปสัมภาษณ์ และช่วยออกความเห็นด้านดีไซน์

เธอมีเทคนิคดี ๆ อะไรในการการบาลานซ์ชีวิตช่วงนั้นของตัวเองหรือเปล่า – เราสงสัย

ฮั่นหัวเราะนิด ๆ ก่อนจะตอบว่า “ไม่มีค่ะ ชีวิตไม่บาลานซ์ค่ะ” – เธอสารภาพ

หลังทำงานประจำเสร็จตอน 1 ทุ่ม เธอก็กลับมานั่งเขียนหนังสือต่อที่บ้านจนถึงตี 1 ตี 2 

“แต่ไม่เหนื่อยนะคะ กลายเป็นว่าการกลับมาทำหนังสือ ทำให้หายเหนื่อยด้วยซ้ำไป” 

หลังจากใช้เวลา 2 ปีกว่าเพื่อทำหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ในที่สุดสำนักพิมพ์ก็ส่งหนังสือฉบับสมบูรณ์มาให้ดูถึงกรุงเทพฯ ครั้งแรกที่พลิกอ่านหนังสือเล่มแรกในชีวิต เธอเกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ 

ความคิดและชีวิตของ Lee Hyunkyung  นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี ตระเวนร้านเครื่องเขียนทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย

เปิดโลกมิตรภาพทั่วประเทศไทย

อย่างหนึ่งที่ฮั่นประทับใจมากเกี่ยวกับร้านเครื่องเขียนไทยคือ สารพัดสิ่งของนอกเหนือจากอุปกรณ์เครื่องเขียนซึ่งมักวางอยู่ในร้านด้วย นั่นทำให้เธอเข้าใจวัฒนธรรมไทยเพิ่มขึ้นอีกระดับ 

“ตอนนั้นไปร้านเครื่องเขียนที่เชียงราย เห็นขายกระบี่กระบองด้วย ไม่รู้ว่าคืออะไร ตอนนี้รู้แล้วว่าเป็นกีฬาไทยชนิดหนึ่ง” ครั้งแรกที่ได้เห็นตี่จู้เอี๊ยะอยู่ในร้านเครื่องเขียนก็ที่ประเทศไทยนี่แหล่ะ

“ที่เกาหลีไม่มีแบบนี้ เห็นทีแรกตกใจ แต่ร้านเครื่องเขียนไทยที่ไปมาหลายร้านก็มีเหมือนกัน เรารู้สึกสนุกดีที่ได้เรียนรู้วัฒนธรรมของภาคต่าง ๆ ในไทย หลากหลายและมีความพิเศษของตัวเอง” 

เครื่องสังฆทานที่วางจำหน่ายในบางร้าน ก็ทำให้ฮั่นอยากรู้เพิ่มเกี่ยวกับวัฒนธรรมเมืองพุทธ

เรื่องราวในหนังสือไม่ได้เกี่ยวข้องกับเครื่องเขียนเพียงอย่างเดียว แต่สอดแทรกความทรงจำระหว่างเธอกับเจ้าของร้านเครื่องเขียนด้วย ฮั่นยกตัวอย่างเหตุการณ์ตอนแวะร้านน้องอิมอิม เกาะสมุย ให้ฟัง 

“จริง ๆ แล้วน้องอิมช่วยพ่อแม่ขายของ เราเดินทางไปที่ร้านด้วยมอเตอร์ไซค์ แล้วอากาศร้อนมาก พอถึงหน้าร้านน้องอิมก็เลยเอาน้ำแข็งมาให้ แล้วก็ช่วยเช็ดรถให้ก่อนที่ฮั่นจะเดินเข้าร้านเครื่องเขียน” 

ไมตรีจิตระหว่างเจ้าของร้านและลูกค้า คือความสุขที่ได้มาโดยไม่ต้องจับจ่าย

“ตอนทำหนังสือ ฮั่นรู้สึกมีความสุขจริง ๆ ตอนที่ยังไม่ได้ทำหนังสือ ฮั่นไม่มีเพื่อนที่ไทยเลย แต่การเดินทางตามร้านเครื่องเขียน ทำให้เจอและทำความรู้จักกับเจ้าของร้าน ได้ฟังเรื่องราวของเขา” 

จากที่เคยร้องไห้ทุกวันเพราะย้ายมาต่างถิ่น ตอนนี้เธอมีเพื่อนมากกว่า 10 จังหวัดทั่วไทย 

ขอเล่าย้อนไปนิด เราทำความรู้จักกับฮั่นครั้งแรกผ่านอินสตาแกรม Mooontreee มีประโยคหนึ่งเขียนไว้บนหน้าโปรไฟล์ของเธอว่า ‘ฮั่นอยากจะเป็นเพื่อนกับคุณได้ไหม’ – เรายังจำได้จนถึงวินาทีนี้ 

เปิดหน้าถัดไปของชีวิต

เมื่อหนังสือ ‘ร้านเครื่องเขียนไทย’ วางแผงในประเทศเกาหลี (ประเทศไทยเมื่อต้นปีนี้) ผลตอบรับดีเกินคาด! ผู้เขียนชื่นใจเป็นอย่างยิ่ง (เราสัมผัสได้) ที่เกาหลีหนังสือขายไปแล้วกว่า 1,500 เล่ม ผู้อ่านเขียนข้อความชื่นชมและขอบคุณที่ฮั่นนำร้านเครื่องเขียนไทยมาแบ่งปัน เธอบอกว่ามั่นใจตั้งแต่แรกแล้วว่ายังไงหนังสือเล่มนี้ก็ขายออก เพราะร้านเครื่องเขียนไทยมีเรื่องราวน่าสนใจ ถ้าเรื่องน่าสนใจ มีเหตุผลอะไรที่คนจะไม่อ่าน ส่วนในประเทศไทย เพื่อนคนไทยหลายคนชอบและเชียร์ให้แปลเป็นภาษาไทยด้วย

แต่ขนาดยังไม่ทันแปลเป็นภาษาไทย ก็มีคนไทยมาจ่อคิวซื้อไปอ่านแล้ว

“หนังสือ 10 เล่มแรก วางขายที่ร้าน Vacilando Bookshop ค่ะ หนังสือขายหมดภายใน 2 วัน ตอนนี้คนไทยเรียนภาษาเกาหลีกันเยอะ บางคนที่สนใจเครื่องเขียนอยู่แล้ว เขาก็ซื้อไปฝึกอ่านด้วย” 

ถึงอย่างนั้น การแปลหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ยังคงเป็นสิ่งหนึ่งที่เธอตั้งใจจะทำในอนาคต เพื่อให้เรื่องราวของร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนไทยเข้าถึงผู้อ่านได้มากขึ้นกว่าเดิม 

“แปลเป็นภาษาไหนก่อนดีคะ” ฮั่นขอความเห็น เราตอบจากใจจริงเลยว่า ขอเป็น 2 ภาษาพร้อม ๆ กันเลยได้ไหม เพราะคนแปลหนังสือช่างหายาก ฮั่นจึงบอกว่าขอแปลทีละภาษาก่อนแล้วกัน 

นอกจากแปลหนังสือ ยังมีอีกหลายสิ่งที่ฮั่นอยากทำ อย่างแรก เธอตั้งใจสร้างคอมมูนิตี้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทยและเกาหลี เชื่อมโยงคน 2 ประเทศให้รู้จักและเข้าใจกันมากขึ้น ตอนนี้เธอเริ่มวางแผนทำฝันให้เป็นจริงกับเพื่อนคนไทย ใบ้ให้ว่าเป็นหนังสือ 

อย่างถัดไป เธออยากทำ (มาก) คือเปิดร้านเครื่องเขียนเป็นของตัวเอง โดยจะขายเครื่องเขียนไทยและเกาหลี โดยเธอเป็นคนคัดสรร เป็นร้านที่มีคนรู้จริงเลือกเครื่องเขียนแต่ละชิ้นตามความต้องการของลูกค้าแต่ละคนได้ ‘เหมือนร้านชิมไวน์’ – เธอว่า

ตอนนี้ยังไม่แน่ใจว่าจะเปิดร้านที่จังหวัดไหนหรือเมื่อไหร่ แต่ที่แน่ ๆ เปิดร้านที่ไทย! ชื่อร้านคงหนีไม่พ้น Moontree เพราะเป็นชื่อที่สื่อสารตัวตนของเธอที่เป็นคนชื่นชอบธรรมชาติได้เป็นอย่างดี 

เราเหลือบไปเห็นนาฬิกาแล้วพบว่าพวกเราคุยกันนานจนลืมกินข้าวเที่ยง เป็นเวลาอันสมควรที่จะรวบรัดการสัมภาษณ์ ฮั่นฝากเรื่องสุดท้ายก่อนที่เราพักกินขนมอบที่เธอและสามีเตรียมไว้ให้ 

“สมัยนี้คนใช้เทคโนโลยีมากขึ้น บันทึกลงกระดาษน้อยลง ฮั่นอยากเห็นคนกลับมาเขียน”

ความรู้สึกในยามที่ความคิดปรากฏเป็นอักษรบนหน้ากระดาษ ผ่านการเชื่อมต่อของสมองสู่ปลายปากกา ช่างพิเศษเกินกว่าสิ่งใดทดแทน 

ความคิดและชีวิตของ Lee Hyunkyung  นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี ตระเวนร้านเครื่องเขียนทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย

แบ่งปันเรื่องราวเครื่องเขียนไทยและเป็นเพื่อนกับฮั่นได้ที่ mooontreee

Writer

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

Photographer

ณัฐวุฒิ เตจา

เกิดและโตที่ภาคอีสาน เรียนจบจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ สนใจเรื่องราวธรรมดาแต่ยั่งยืน ตอนนี้ถ่ายภาพเพื่อเข้าใจตนเอง ในอนาคตอยากทำเพื่อเข้าใจคนอื่นบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load