ONION…..THE CASSETTE MUSIC BAR…V ACTIVEWEAR…DOODLE AND NOODLES…RAMS…BARK LOUNGE…MUTUAL BAR…SMILE CLUB HAIR DINER…SAEW…JAIYEN CAFÉ  

หากเป็นคนย่านสุขุมวิทตัวจริง ต้องรู้จักแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งในนี้แน่นอน เพราะแต่ละแบรนด์นับว่าไม่ธรรมดา เป็นถึงร้านโปรดและแบรนด์ขวัญใจของใครหลายคน

‘SUKHUMVIT COLLABORATIVE COLLECTION’ เป็นคอลเลกชันพิเศษจาก Emporium Department Store ที่ชวนร้านค้ากว่า 30 รายในย่านสุขุมวิทมาแนะนำตัวให้ทุกคนรู้จักตัวตนในแง่มุมใหม่ๆ ผ่านสินค้าที่แต่ละแบรนด์ร่วมมือกันจับคู่ทำชิ้นพิเศษขึ้นมาในธีม Life’s Good

เป็นเรื่องธรรมดาที่เรามักชวนเพื่อนสนิทมาเที่ยวที่บ้าน แต่เมื่อห้างชวนคนในย่านมาออกคอลเลกชันที่ห้าง เป็นเรื่องที่น้อยห้างนักจะทำ เบื้องหลังการชักชวนนี้มีอะไรน่าสนใจมากกว่าการชวนแบรนด์มากมายมาออกคอลเลกชันร่วมกัน เราขอชวนมาเดินห้างและทำความรู้จักสุขุมวิทในแง่มุมใหม่ๆ ไปพร้อมๆ กัน

EMBRACE SUKHUMVIT    

Sukhumvit Collaborative Collection สินค้าลิมิเต็ดอิดิชั่นของห้างที่พาคนในย่านมารู้จักกัน

“สุขุมวิทเป็นหัวใจของความเท่”

นี่คือสิ่งที่ Emporium ห้างที่ตั้งอยู่ในย่านสุขุมวิทมากว่า 20 ปี รู้สึกถึงทำเลที่เป็นศูนย์รวมไลฟ์สไตล์คนกรุงแห่งหนึ่งใจกลางเมือง

เมื่อสนใจว่าย่านมีชีพจรยังไง Emporium จึงอยากนำเสนอมุมมองใหม่ๆ ของความเป็นสุขุมวิทและลงไปทำความรู้จักผู้คนในย่าน 

“ที่ผ่านมา ทุกห้างมักจะตีโจทย์ทำแคมเปญจากตัวห้างเป็นหลัก แต่เราไม่ได้อยากให้ห้างเป็นศูนย์กลาง เราอยากเป็นตัวกลางที่คอนเนกต์เพื่อนบ้านและเล่าเรื่องราวของคนที่อยู่รอบๆ ให้คนหันมามองสุขุมวิทแบบ Happening มากขึ้น” กฤชคุณ พรธนนันท์ ผู้จัดการทั่วไปการตลาด Emporium Department Store อธิบาย

Sukhumvit Collaborative Collection สินค้าลิมิเต็ดอิดิชั่นของห้างที่พาคนในย่านมารู้จักกัน

ด้วยเหตุนี้ การคัดเลือกแบรนด์ที่มาเข้าร่วมจึงเริ่มจากการตั้งคำถามกับไลฟ์สไตล์คนสุขุมวิท ว่ามีอะไรที่ทำให้ชีวิตของคนที่มาเดินเล่นดีขึ้น แตกต่างออกไป หรือสนุกขึ้นอีกได้ไหม 

เป็นที่มาของชื่อธีม Life’s Good

เมื่อชีวิตที่ดี…มีได้หลายมุม แบรนด์ที่คัดสรรมาจึงมีทั้งอาหาร แฟชั่น บาร์ ร้านเสริมสวย และอีกมากมาย ซึ่งไม่เพียงแต่นำเสนอคอลเลกชันใหม่ๆ ที่สนุกขึ้นเท่านั้น แต่ยังร่วมมือกับแบรนด์ในย่านที่คุณก็อาจจะรู้จักด้วยเหมือนกัน

ถ้าพร้อมแล้วกางแผนที่ย่านสุขุมวิท แล้วเตรียมแวะร้านต่างๆ ไปพร้อมๆ กับเราได้เลย!

ONION X THE CASSETTE MUSIC BAR : FLIRTING HANKY

คอลเลกชันแรกที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ คือ Flirting Hanky ผ้าเช็ดหน้าสกรีนข้อความสุดเก๋ ที่คนซื้ออาจพร้อมแกล้งทำหล่นให้คนเก็บให้ได้ทุกเมื่อ 

Sukhumvit Collaborative Collection สินค้าลิมิเต็ดอิดิชั่นของห้างที่พาคนในย่านมารู้จักกัน

ด้วยความเป็นเพื่อนบ้านในย่านเอกมัยและเป็นแบรนด์ที่โดนใจวัยรุ่นเหมือนกัน เฮ้าส์-สรศักดิ์ จันทรมัณฑนา จาก Onion ร้านมัลติแบรนด์ที่รวบรวมไอเทมสุดชิคสำหรับคนมีสไตล์ ได้เลือกหยิบผ้าเช็ดหน้ามาทำเป็น Collectible Item และส่งไม้ต่อให้ ภา-พิณภัสร์ สิริอัครเศรษฐ The Cassette Music Bar เจ้าของร้านอาหารกึ่งบาร์ที่เปิดเพลงยุคเทปคาสเซ็ตต์ เลือกลวดลายความเป็นร้านลงบนผ้า

 เฮ้าส์-สรศักดิ์ จันทรมัณฑนา

จากภาพจำร้านอาหารกึ่งผับสีชมพู จึงออกมาเป็นผ้าเช็ดหน้า 2 รุ่น ซึ่งสกรีนคำที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเพลงยุค 90 มีทั้งผ้าเช็ดหน้าสีชมพูสำหรับผู้หญิง “MAIYAAK TORD SA PARN TAE ROR NARN NARN GOR MAI WAI NA” และสีน้ำเงินสำหรับผู้ชาย “KID AOW WAI WAA CHAI TONG CHAI NAE NAE” เพื่อให้ล้อกัน เป็นผ้าเช็ดหน้าที่ช่วยสานต่อบทสนทนาได้

Sukhumvit Collaborative Collection สินค้าลิมิเต็ดอิดิชั่นของห้างที่พาคนในย่านมารู้จักกัน

ในส่วนการออกแบบนั้นเฮ้าส์อยากให้ผ้าเช็ดหน้าดูมีความทะลึ่งนิดๆ ผสมจริงจัง จึงพยายามใช้ฟอนต์ที่ดูจริงจังให้ขัดกับภาษาที่มีความตลก ซึ่งเป็นคอนเซปต์ที่สามารถถ่ายทอดตัวตนคนสุขุมวิทและแบรนด์ของทั้งคู่ได้ดี

แม้ The Cassette จะเป็นร้านบาร์ที่ผู้คนมาเฮฮาสนุกสนานแต่ก็เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มคนที่มีความจริงจังในแง่การใช้ชีวิตเต็มที่ พร้อมเปิดรับสิ่งใหม่ๆ เช่นเดียวกับแฟนร้าน Onion ที่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร และพร้อมเปิดใจเลือกสิ่งที่ตัวเองชอบเสมอ   

นับว่าเป็นไอเทมที่ช่วยทอดสะพานสำหรับคนพูดไม่ค่อยเก่งได้ดี 

V ACTIVEWEAR X DOODLE AND NOODLES : TATTOO SWIMSUIT

สำหรับสายแฟชั่นเราขอแนะนำ Tattoo Swimsuit ชุดว่ายน้ำจาก V Activewear ของ วิค-ธีร์รัฐ ว่องวัฒนะสิน ที่นำจุดเด่นเรื่องรอยสักจากฝีมือของ อีฟ- ณัฐธิดา ครุฑพงษ์ ช่างสักของ Doodle and Noodles มาอยู่บนชุดว่ายน้ำวันพีซ

เมื่อโจทย์ที่ได้คือพยายามทำให้ทั้งสองแบรนด์โดดเด่นทั้งคู่ ลวดลายรอยสักจึงตกเป็นหน้าที่ของอีฟที่สร้างสรรค์รอยสักรูปงูอยู่คู่กับดอกไม้ด้วยเทคนิคที่ถนัด คือใช้เส้นเล็กและมีการเล่นสี ส่วนวิคนำรอยสักมาจัดวางบนผ้า Nylon Spandex สีเนื้อเพื่อให้ลายสักดูเหมือนอยู่บนผิวคนจริงมากขึ้น 

 อีฟ- ณัฐธิดา ครุฑพงษ์ ช่างสักของ Left & Right Studio

เมื่อถามอีฟว่า ความสวยงามบนร่างกายกับบนชุดต่างกันยังไง ก็ได้คำตอบว่า

“พอรอยสักมาอยู่บนชุดว่ายน้ำก็ดูน่ารักขึ้น คนไม่มีรอยสักใส่ก็ดูน่ารัก ไม่ได้เป็นลายที่ต้องเรียลจริงๆ” อาจกล่าวได้ว่า รอยสักอย่างเดียวอาจดูน่ากลัว เรียลเกินไปสำหรับคนที่ยังไม่กล้าสัก แต่พอมาเป็นลวดลายอยู่บนชุดว่ายน้ำก็ดูน่ารัก เหมือนกับงูที่ดูน่ารักขึ้นเวลาอยู่กับดอกไม้ เป็นความไม่เข้ากันที่รวมกันแล้วไม่น่ากลัว

Sukhumvit Collaborative Collection สินค้าลิมิเต็ดอิดิชั่นของห้างที่พาคนในย่านมารู้จักกัน

แม้ทั้งสองแบรนด์จะออกแบบสินค้าต่างกัน อยู่บนผืนผ้ากับบนพื้นผิว แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ทุกอย่างที่ทำล้วนผ่านกระบวนการออกแบบที่ตั้งใจให้สินค้าออกมาดีที่สุดในทุกๆ ด้านไม่ต่างกัน  

ทั้งวิคและอีฟมองว่าคนสุขุมวิทเป็นกลุ่มคนที่กล้าแสดงความเป็นตัวเองออกมา โดยอาจเป็นได้ทั้งความเท่ ความแปลก ที่ไม่ได้ตามแฟชั่น แต่เป็นตัวของตัวเองจริงๆ

RAMS X BARK LOUNGE : PUP COLLAR

มาต่อกันที่แบรนด์ Grooming อีก 2 แบรนด์ อย่าง RAMS แบรนด์ตัดเย็บสูทที่เน้นให้สุภาพบุรุษดูดีและ Bark Lounge ร้านตัดแต่งขนอาบน้ำน้องหมาที่อยากทำให้น้องหมาดูดี

เมื่อ แบงค์-ปรีดากร เมธเกรียงชัย ต้องเปลี่ยนโจทย์จากทำเสื้อผ้าคอลเลกชัน Gentle RAMS มาเป็น Gentle Dog คนที่รู้จักและใกล้ชิดน้องหมาเป็นประจำจากร้าน Bark Lounge อย่าง เอ้-กนกวรรณ วงค์สามารถ จึงเป็นผู้ที่แนะนำให้แบงค์เข้าใจความต้องการของน้องหมาได้ 

 แบงค์-ปรีดากร เมธเกรียงชัย Gentle RAMS
Sukhumvit Collaborative Collection สินค้าลิมิเต็ดอิดิชั่นของห้างที่พาคนในย่านมารู้จักกัน

บทสรุปที่ทั้งคู่ได้ออกมา คือ PUP COLLAR ปลอกคอสำหรับสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีหูตูบ ทั้งคู่เล่าว่าที่เลือกปลอกคอเพราะน้องหมาสามารถใส่ติดตัวได้โดยไม่รำคาญ ใส่ง่าย ต่างจากชุดอื่นๆ ที่อาจทำให้น้องหมาร้อนและรำคาญได้ ซึ่งนอกจากจะตอบโจทย์น้องหมาแล้วยังตรงกับความเชื่อของ RAMS ที่ไม่เพียงแค่ออกแบบให้ใส่แล้วดูดีขึ้น แต่อยากให้ใครก็ตามที่ใส่ได้เป็นตัวของตัวเองด้วย

กระบวนการออกแบบปลอกคอยังมีความพิถีพิถันตามสไตล์ RAMS เนื่องจากกลัวว่าน้องหมาจะคันและร้อน แบงค์จึงเลือกใช้ผ้าเซียร์ซัคเกอร์ที่คนอิตาลีนิยมใส่ ซึ่งเป็นผ้าที่ระบายอากาศได้ดีและมีสีสันสวยงามให้เลือกหลายสี โดยปลอกคอจะมี 2 แบบให้เลือก สำหรับหูตูบสุภาพบุรุษจะมีปกแหลม เท่ๆ ส่วนหูตูบสุภาพสตรี ดีไซน์จะมีความโค้งมน เพื่อให้ดูน่ารัก น่าทะนุถนอม แถมยังมีไซส์ s m l ให้เลือกใส่อีกด้วย  

จากลูกค้าทั้งของ RAMS และ Bark Lounge ตัวตนคนสุขุมวิทที่แบงค์และเอ้รู้สึก คือเป็นคนมีรสนิยม รู้จักเลือกสิ่งที่ดีและเหมาะกับตัวเอง เป็นคนที่นำสมัยและมีสไตล์

MUTUAL BAR X SMILE CLUB HAIR DINER : FRIENDLY T-SHIRT

‘เฟรนด์ลี่’ คือสิ่งที่เชื่อมระหว่าง Mutual Bar บาร์ลับที่พร้อมเป็น Mutual Friend ให้คนที่อยากสังสรรค์ยามค่ำคืน และ Smile Club Hair Diner ร้านทำผมที่ตกแต่งสไตล์ American Diner ไว้ด้วยกัน

ทั้ง จูนจูน-พัชชา พูนพิริยะ หนึ่งในหุ้นส่วนของ Mutual Bar และ ซัน-เมธัส เทพนวล เจ้าของร้าน Smile Club ต่างนิยามร้านตัวเองให้เป็นพื้นที่ที่คนเข้าถึงได้ง่าย

Mutual Bar ไม่ได้จำกัดตัวเองว่าเป็นบาร์แบบไหนหรือมีบุคลิกแบบไหนเป็นพิเศษ เพราะไม่อยากให้คนเข้ามาแล้วเกร็ง จึงต้อนรับทั้งคนชอบอ่านหนังสือและดูหนังทุกแบบให้เข้ามาพูดคุย แลกเปลี่ยนความสนใจกันได้  ส่วน Smile Club เองก็ตกแต่งร้านให้เป็นร้านทำผมที่มีบรรยากาศเหมือนร้านอาหาร เพราะอยากให้คนรู้สึกดีกับบรรยากาศร้านที่แตกต่างมากกว่ารู้สึกว่านั่งอยู่ในร้านทำผม 

จูนจูน-พัชชา พูนพิริยะ หนึ่งในหุ้นส่วนของ Mutual Bar

ไม่น่าแปลกใจเลยที่เมื่อจับสองแบรนด์นี้มาอยู่ด้วยกัน คอลเลกชันที่ออกมาจึงเป็นสินค้าที่เข้าถึงได้ง่ายอย่าง Friendly T-Shirt เสื้อยืด ซึ่งด้านหน้ามีสัญลักษณ์ Smiley สื่อถึงความเป็นมิตรและสนุกสนานของ Smile Club ส่วนด้านหลังสกรีนคำว่า People You May Know ซึ่งมาจากป้ายไฟนีออน จุด Instagram Spot ยอดฮิตของ Mutual Bar ที่อยากสื่อสารให้คนที่แวะเวียนมาทำความรู้จักกัน

เพราะสนุกกับการทำความรู้จักเพื่อนใหม่เหมือนกัน Friendly T-Shirt จึงมีกิมมิกซ่อนอยู่ที่เสื้อ เป็นไฟแช็กและกระเป๋าลับที่บ่าสำหรับหยิบยื่นมิตรภาพที่ดีให้แก่กัน

จูนจูนกล่าวว่า คนที่ไม่ควรพลาดของชิ้นนี้คือคนที่สนุกกับชีวิต ชอบเที่ยวและทำความรู้จักเพื่อนใหม่ เหมือนซันกับจูนจูนนั่นเอง  

SAEW X JAIYEN CAFÉ : TOM YUM ICE CREAM

Sukhumvit Collaborative Collection สินค้าลิมิเต็ดอิดิชั่นของห้างที่พาคนในย่านมารู้จักกัน

ปิดท้ายด้วยของกินอย่าง ‘ไอศกรีมรสสุขุมวิทต้มยำ’ จากร้านแซว ก๋วยเตี๋ยวชื่อดังประจำซอยสุขุมวิท 49 กับไอศกรีมโฮมเมดของ Jaiyen Cafe ที่ดูเผินๆ แล้วไม่น่าจะเข้ากันได้เลยสักนิดเดียว แถมเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวอย่าง เจ๊หมวย-จิรดา ตันติพัฒนเสรี และคนรักไอศกรีมอย่าง อร-นิอร อัศวรุ่งนิรันดร์ ก็ยังเป็นคนต่างเจเนอเรชันที่ถนัดปรุงอาหารคาว-หวานคนละแบบ

แต่ในความต่างนี้ อรให้ความเห็นว่า ก๋วยเตี๋ยวกับไอศกรีมเหมือนกันอย่างน่าประหลาด เพราะเป็นของกินที่เข้าถึงคนได้ทุกรุ่นทุกวัย กินง่าย กินเมื่อไหร่ก็ได้เหมือนกัน ซึ่งสะท้อนตัวตนคนสุขุมวิทแบบที่เจ๊หมวยบอกว่า “คนที่เป็นแฟนคลับของร้านแซวเป็นคนอยู่ง่าย กินง่าย สบายๆ ไม่เรื่องเยอะ”

เพราะเป็นของที่กินง่ายในราคาไม่เกินเอื้อมทั้งคู่ เมื่อออกคอลเลกชันร่วมกัน แม้เป็นรสที่ฟังแล้วดูแปลก แต่ก็มั่นใจได้ว่ายังคงคอนเซปต์ ‘กินง่าย’ ของทั้งสองร้านแน่นอน 

Sukhumvit Collaborative Collection สินค้าลิมิเต็ดอิดิชั่นของห้างที่พาคนในย่านมารู้จักกัน

ด้วยความที่อรเป็นลูกค้าร้านแซวอยู่แล้ว รู้รสของเจ๊หมวยเป็นอย่างดี การคิดสูตรไอติมต้มยำจึงไม่ใช่เรื่องยากนัก  

หากตักไอศกรีมขึ้นมาชิม จะได้รสเปรี้ยวอมเผ็ดพร้อมมีเซ็ตเครื่องปรุง ประกอบด้วยพริกป่น ถั่ว และน้ำผึ้ง สำหรับตักปรุงได้ตามใจชอบเหมือนเครื่องปรุงในร้านก๋วยเตี๋ยวเป๊ะๆ ต่างตรงที่เปลี่ยนจากน้ำตาลเป็นน้ำผึ้ง เพื่อให้รสที่ออกมาเป็นรสมะนาวน้ำผึ้งตามแบบฉบับต้นตำรับก๋วยเตี๋ยวต้มยำของร้านแซว 

‘ครบเครื่อง’ น่าจะเป็นสิ่งที่บรรยายกลิ่นอายความเป็นสุขุมวิทได้ดีที่สุดคำหนึ่ง ย่านที่มีคนหลายเจเนอเรชัน หลายวัฒนธรรม แต่ไม่ว่าจะเป็นคนแบบไหน หนึ่งในภาพจำของสุขุมวิทที่ทุกคนจำได้ก็ยังหนีไม่พ้นอาหารง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ต้องแวะเข้ามากิน

CULTURE X COLLABORATION : CULTLABORATE

การร่วมมือของหลายแบรนด์ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มี ‘iSM’ Branded Entertainment Agency ที่เชื่อว่า “Everything can be a cult.”

อู๊ด-นพรัตน์ วัฒนวราภรณ์ เจ้าของไอเดียและผู้ที่ผลักดันจับคู่ให้แบรนด์ต่างๆ มาเจอกัน เชื่อว่าแคมเปญที่ดี คืองานที่แบรนด์แฮปปี้ คนทำงานแฮปปี้ และลูกค้าแฮปปี้

นั่นคือแบรนด์ไม่ได้ยัดเยียดสิ่งที่แบรนด์อยากบอกฝ่ายเดียว แต่ทำให้ลูกค้าอยากฟัง อยากแชร์สิ่งที่แบรนด์พูดจริงๆ เมื่อทำให้ตัวสินค้าน่าสนใจในตัวของมันเอง ลูกค้าก็จะสนใจและพูดถึงโดยไม่ต้องใช้แรงผลักดันอะไรมาก

การตั้งสมการที่น่าสนใจ จับคู่แบรนด์ให้ลงตัวตั้งแต่แรกจึงเป็นเรื่องสำคัญ การจับคู่แบรนด์ทั้งหมด ซึ่งมีทั้งคู่ที่คล้ายกันและแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ล้วนไม่มีสูตรการจับคู่สำเร็จรูป แต่เลือกจากแบรนด์ที่เชื่อในสิ่งเดียวกัน อยากผลักดันเรื่องเดียวกันให้มาอยู่ด้วยกัน 

กว่าจะออกมาเป็น SUKHUMVIT COLLABORATIVE COLLECTION ได้ แต่ละแบรนด์จึงต้องพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เกิดเป็นบทสนทนาใหม่ๆ และคอลเลกชันใหม่ๆ ที่ถ้าไม่มีใครพามาเจอกัน คงไม่มีวันรู้เลยว่าเข้ากันได้

Sukhumvit Collaborative Collection สินค้าลิมิเต็ดอิดิชั่นของห้างที่พาคนในย่านมารู้จักกัน

สุขุมวิทในวันนี้ไม่ใช่แค่คีพลุคให้ดูเท่เท่านั้น แต่งานนี้เขาเท่จริงๆ

ยังมีอีกหลายแบรนด์ในย่านสุขุมวิทที่มา Collaborate กัน

ลองมาสัมผัสตัวตนของคนสุขุมวิทและเข้าถึงชีวิตแบบ Life’s Good

ได้ที่ ‘HERE’ Collaborative Concept Store

6 – 26 กันยายนนี้ ที่ Emporium Department Store ชั้น G

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

สูตรคูณ

เบื้องหลังงานสร้างสรรค์ครั้งพิเศษจากการ...

ถ้าคิดถึง ‘Netflix’ แน่นอนว่าต้องนึกถึงหนังหรือซีรีส์เรื่องโปรดสักเรื่อง

ถ้าพูดถึง ‘สมใจ’ ก็อาจจะนึกถึงปากกาลื่น ๆ สักด้าม กับสมุดโน้ตคู่ใจสักเล่ม พร้อมบรรดาเครื่องเขียนและอุปกรณ์ศิลป์

แล้วถ้าหาก Netflix ทำบางอย่างร่วมกับ สมใจ อยู่ล่ะ ก็คงต้องนึกถึง…

ครั้งแรกที่เราได้ยินว่าค่ายสตรีมมิ่งยักษ์ใหญ่กำลังจะมีการ ‘Collaborate’ กับร้านเครื่องเขียนในตำนาน ก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่า การโคจรมาเจอกันระหว่างซีรีส์กับเครื่องเขียนจะออกมาในทิศทางไหน แต่มันเป็นความนึกไม่ออกที่ว้าวมาก ๆ รู้ตัวอีกที มือก็กดโทรศัพท์พร้อมฟังปลายสายบอกเล่าเรื่องราวโปรเจกต์สำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้นในครั้งนี้แล้ว

“ถ้าคนเห็นสิ่งที่เราจะทำ จะต้องรู้เลยว่า มันเป็นหนังซอมบี้บุกโรงเรียนหรือว่านักเรียนซอมบี้” เอย-ภัทศา อัตตนนท์ เล่าให้เราฟังด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น และพร้อมสำหรับการเกิดขึ้นของแคมเปญในครั้งนี้มาก ๆ 

การรวมพลังสร้างสรรค์ภาพใหม่ของแคมเปญซอมบี้ ผ่านทีมจงรักดีและสมใจ

All of Us Are Dead หรือ มัธยมซอมบี้ เป็นซีรีส์รื่องใหม่ที่กำลังฉายผ่านทางเน็ตฟลิกซ์และเป็นที่พูดถึงจนติดแฮชแท็ก #มัธยมซอมบี้ ในทวิตเตอร์อยู่ในขณะนี้ ซึ่งแคมเปญการโปรโมตครั้งนี้ Netflix ได้ร่วมงานกับ Creative Agency and Production Design Lab ระดับคุณภาพของเมืองไทยอย่าง Jongluckdee ซึ่งเป็นผู้รังสรรค์ให้เกิดการ Collaboration กับสมใจขึ้นในที่สุด

ซีรีส์เกิดขึ้นในโรงเรียน เป็นเรื่องการดิ้นรนเอาชีวิตรอดพร้อมต่อสู้กับบรรดาเพื่อน ๆ ที่ทยอยกลายร่างเป็นซอมบี้ทีละคน จึงจำเป็นต้องมีตำราวิชาเอาตัวรอด Jongluckdee จึงไม่ลังเลที่จะเลือกทำงานร่วมกับร้านเครื่องเขียนระดับตำนานภายใต้การบริหารของทายาทรุ่นสาม อย่าง ตาล-นพนารี พัวรัตนอรุณกร ซึ่งเธอก็ตอบตกลงในวินาทีแรก

Stationary Set นี้จึงเกิดขึ้น ประกอบไปด้วยชุดเครื่องเขียนเปื้อนเลือดตรงตามธีมซอมบี้ ไม่ว่าจะเป็นสมุด ดินสอ ยางลบ ไม้บรรทัด ฉีกทุกกฎของเครื่องเขียนในร้านแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน และโจทย์ในครั้งนี้จะไม่ใช่แค่การมาเจอกันเพื่อทำให้เกิดสินค้าชิ้นหนึ่งแล้วจบไป แต่เป็นการสร้างสตอรี่ให้คนสัมผัสได้ที่ร้านสมใจทุกสาขา สตอรี่ที่ว่านั่นคืออะไร เอยและตาลพร้อมที่จะเปิดไมค์เล่าให้เราฟังแล้ว

การรวมพลังสร้างสรรค์ภาพใหม่ของแคมเปญซอมบี้ ผ่านทีมจงรักดีและสมใจ
การรวมพลังสร้างสรรค์ภาพใหม่ของแคมเปญซอมบี้ ผ่านทีมจงรักดีและสมใจ

บรีฟที่ 1 : Netflix x สมใจ = 

“โจทย์แรกมาด้วยการบอกว่า จะมีซีรีส์เกาหลีเกี่ยวกับซอมบี้” 

เมื่อทางทีม Jongluckdee ได้รับโจทย์นี้ แม้ในตอนแรกที่ยังไม่ทราบชื่อเรื่องภาษาไทย ทางทีมก็คิดไว้ก่อนเลยว่า ต้องทำให้คนรู้สึกใหม่ ไม่ใช่ซอมบี้ที่เขาคุ้นเคย

ต้องทำให้คนเชื่อได้ว่าซอมบี้กับโรงเรียนเป็นเรื่องเดียวกัน ต้องส่งเมสเสจให้ได้ว่าซอมบี้บุกโรงเรียน หรือนักเรียนซอมบี้ ขณะเดียวกันก็ต้องเป็นมิติที่ใหม่ด้วย

หลังจากได้รับโจทย์ ทีมงานมีเวลาอีกเพียง 1 เดือนที่จะทำให้โปรเจกต์นี้สำเร็จ (ขนาดเราเองยังลุ้นไปด้วยว่า 1 เดือนท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 รวมทั้งติดเทศกาลปีใหม่พ่วงมาถึงตรุษจีน ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่เต็มร้อย งานนี้คงจะเป็นไปได้ยากแน่)

ความท้าทายแรกและความท้าทายเดียวที่มีคือ “จะทำยังไงให้ที่เราตั้งใจไว้ 100 เปอร์เซ็นต์ มันออกมาเป็นแบบ 300 เปอร์เซ็นต์” 

เราเห็นคำว่าโรงเรียน เรารู้เลยว่าสมการนี้ถูกต้อง

พอเป็นคำว่าโรงเรียน แน่นอนว่าเครื่องเขียนเป็นสิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ 

แต่ร้านเครื่องเขียนก็มีเป็นร้อย คงไม่ใช่เหตุผลนี้อย่างเดียวแน่ ๆ

หากคุณเป็นหนึ่งคนที่ติดตามทุกแคมเปญของ Netflix จะสัมผัสได้เลยว่า แคมเปญทั้งหมดเน้นการสื่อสารกับผู้คน ให้เข้าถึงได้ง่ายกับรูปแบบการใช้ชีวิตของคนในสังคม 

ฉะนั้น หนึ่งในเช็กลิสต์ของการเลือกแบรนด์ที่ Netflix จะทำงานด้วยด้วย คือแบรนด์นั้น ๆ ต้องเข้าใจคน เข้าใจสังคม และรู้ว่าจะสื่ออะไรออกไปให้ผู้คน ซึ่งสมใจมีทุกอย่าง แถมยังมีมากกว่านั้น 

“ที่เราเลือกสมใจ อย่างหนึ่งคือ เขามีหน้าร้านที่คนแวะเวียนไปได้หลายสาขา ทำให้เกิดประสบการณ์ที่ไม่ได้เป็นแค่ชุดเครื่องเขียนแล้วก็จบ ให้เขาต่อยอดไปได้”

เจตนารมณ์นั้นสมบูณ์ในที่สุด และไม่ใช่แค่การสร้างประสบการณ์ให้กับผู้คน แต่ยังเป็นการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับพาร์ตเนอร์อีกด้วย

“พอทีมทำคอนเซ็ปต์ออกมา เราต้องดูก่อนเลยว่า มันจะไม่ไปแตะความเป็นสมใจ มันต้องอยู่ในจุดที่พอดี ไม่มีใครเสียประโยชน์”

การรวมพลังสร้างสรรค์ภาพใหม่ของแคมเปญซอมบี้ ผ่านทีมจงรักดีและสมใจ

3 หัวใจ สู่การตัดสินใจของสมใจ

สูตรทั่วไปทางการตลาดที่ว่า การลงทุนคือกำไร พวกเรารู้จักกันและคุ้นเคยกันดี เป้าหมายแรกในการตัดสินใจทำอะไรสักอย่างของหลายคนก็คงจะเป็นสิ่งนี้

แต่สำหรับสมใจ ยังมี 3 สิ่งที่สำคัญกว่าผลกำไร นั่นคือ ทีม ลูกค้า และพาร์ตเนอร์

พวกเขาให้ความสำคัญกับพนักงานทุกคน ทุกฝ่าย ให้ความสำคัญกับความร่วมมือกันเป็น ‘ทีม’ และมองว่าการร่วมงานในครั้งนี้ จะเพิ่มโอกาสให้ทุกคนในทีมได้ท้าทายด้วยการทำอะไรใหม่ ๆ 

และให้ความสำคัญกับ ‘ลูกค้า’ และอยากเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเด็ก เพราะเด็ก ๆ ส่วนใหญ่รู้จัก มัธยมซอมบี้ ตั้งแต่เป็นการ์ตูน ถ้าพวกเขารู้ว่าจะมีชุดเครื่องเขียนในธีมซอมบี้เกิดขึ้น และมีการจัดหน้าร้านให้เหมือนฉากในซีรีส์ พร้อมทั้งมีพนักงานโรลเพลย์เป็นซอมบี้ น่าจะเป็นที่ฮือฮาในหมู่เด็ก ๆ และบรรยากาศการมาเลือกซื้อเครื่องเขียนที่ร้านคงจะกลับมาคึกคักขึ้นอีกครั้ง

อีกสิ่งสำคัญที่ขาดไปไม่ได้ คือสมใจให้ความสำคัญกับ ‘พาร์ตเนอร์’ การที่ได้มาคอลแลบกับ Netflix เป็นการปลดล็อกแนวคิดบางอย่าง และเป็นการพาแบรนด์เดินไปข้างหน้าอีกหนึ่งสเต็ป

การรวมพลังสร้างสรรค์ภาพใหม่ของแคมเปญซอมบี้ ผ่านทีมจงรักดีและสมใจ

สำคัญกว่าสินค้าคือประสบการณ์ของลูกค้า

“เราก็เลยจะทำให้เป็นซอมบี้จริง ๆ แบบมีคนไปแสดงอยู่หน้าร้านสมใจ และเนรมิตดิสเพลย์กระจกให้เป็นฉากหนึ่งในซีรีส์ เพื่อให้คนได้ถ่ายรูปร่วมเฟรมกับซอมบี้เหมือนหลุดเข้าไปในหนัง และชุดเครื่องเขียนนี้ เราไม่ได้ขาย เราทำมาให้เป็นของรางวัลแก่คนที่มาเข้าร่วม ดังนั้นทั้งหมดก็ได้ร้อยเรียงออกมาเป็น Experience เดียวกันหมด” เอยเล่าถึงแผนงานของแคมเปญนี้

“เริ่มต้นด้วยการมี School Bus ใน 7 วัน 7 สถานที่ โดยวันสุดท้ายจะไปจบที่สามย่านมิตรทาวน์ เสมือนว่ารถโรงเรียนได้ส่งซอมบี้ไปอาละวาดที่สามย่านมิตรทาวน์ และด้วยความที่ซอมบี้เป็นนักเรียน ก็เลยเลือกไปอาละวาดที่ร้านเครื่องเขียน อาละวาดไปถึงขั้นแพร่เชื้อซอมบี้ไปที่แคชเชียร์ เพราะเดี๋ยวแคชเชียร์จะแต่งเป็นซอมบี้ทั้ง 5 สาขาเลย” 

การรวมพลังสร้างสรรค์ภาพใหม่ของแคมเปญซอมบี้ ผ่านทีมจงรักดีและสมใจ

เอยและตาลเห็นตรงกันว่า อยากส่งต่อสารนี้ให้คนได้เข้าถึงและจับต้องได้มากที่สุด ไม่ใช่แค่ให้เครื่องเขียนชุด Survival Kit นี้ไปแล้วจบ จึงมีการเนรมิตแปลงโฉมร้านสมใจทั้ง 5 สาขา ให้เข้ากับธีม มัธยมซอมบี้ เลือดสาดขั้นสุด จัดเต็มยิ่งกว่าฮัลโลวีน โดยสมใจซัพพอร์ตถึงขั้นว่าเปลี่ยนป้ายร้านเป็นสีดำ พร้อมด้วยตัวอักษรเปื้อนเลือด ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับแนวคิดของทายาทรุ่นเก่า อีกทั้งยังมีดิสเพลย์หน้าร้าน ที่บังบรรยากาศในร้านแบบที่ทายาทรุ่นเก่าปลูกฝังและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาโดยตลอดว่า หน้าร้านต้องโปร่ง โล่ง ลูกค้ามองเข้ามาต้องชัด และเห็นทุกสรรพสิ่งภายใน แต่ตาลเลือกจะออกจากกรอบเดิมและเพิ่มภาพใหม่ให้กับร้าน 

เบื้องหลังเครื่องเขียนเปื้อนเลือด Netflix x สมใจ หยิบ ‘มัธยมซอมบี้’ มาสร้างประสบการณ์กลางกรุง

รุ่นสามสื่อสารกับรุ่นเก่าอย่างไร

เราเองเป็นลูกค้าของสมใจมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ ภาพจำที่มีต่อที่นี่จึงเป็นร้านเครื่องเขียนสุดคลาสสิกมาโดยตลอด ขนาดเราเองที่เป็นลูกค้ายังคุ้นเคยกับภาพแบบนั้น ทายาทรุ่นเก่าก็คงต้องมีความรู้สึกนี้เกิดขึ้นมากกว่าเราเป็นแน่ 

“ตาลโชคดีที่เขาไว้ใจ” ประโยคเดียวสั้น ๆ แต่กลับเป็นคำตอบของทุกอย่าง

ตาลเล่าว่าสมใจเคยมีประสบการณ์การ Collaboration มาก่อนหน้านี้แล้ว 2 – 3 ครั้ง ซึ่งในทุกครั้งจะแจงรายละเอียดของต้นทุนและการประเมินค่าผลกำไร รวมทั้งแผนงานทั้งหมดอย่างชัดเจนให้ที่บ้านฟัง พอเขารับรู้ได้ถึงความตั้งใจและรับรู้รายละเอียดที่ตอบทุกคำถาม จึงมั่นใจให้ทายาทรุ่นสามคนนี้ต่อยอดความคิดและขับเคลื่อนแบรนด์ได้อย่างเต็มที่ 

แนวคิดเปิดกว้างแบบนี้ ที่ทำให้ร้านเก่ายังเก๋ามาจนถึงทุกวันนี้

Talk of the Town Overnight

เมื่อเราได้คำตอบจากทุกข้อสงสัย ประการสุดท้าย คือ ผลลัพธ์ของสมการนี้

ความสำเร็จสำหรับแคมเปญนี้คืออะไร-เราถาม

“Talk of the Town ชั่วข้ามคืน” เอยตอบกลับด้วยประโยคที่ทำให้เราอยากทำความเข้าใจกับโจทย์ข้อนี้ต่อ สิ่งนี้นับว่าเป็นไฮไลต์สำคัญสำหรับการทำงานของ Jongluckdee ก็ว่าได้ 

ในทุก ๆ ไอเดียที่ออกมา จะต้องเลือกทางที่มีความใหม่ มีความท้าทาย เหมือนเป็นการได้ก้าวไปข้างหน้าอีกขั้น อย่างในครั้งนี้ การเลือกเปิดแคมเปญด้วย School Bus ทางทีมต้องคิดหนักมาก เพราะอาจจะสร้างความตกใจให้คนที่พบเห็นได้ ทุกคนทำการบ้านหนักมาก จนสุดท้ายผลตอบรับก็ดีเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ 

“แสดงให้เห็นแล้วว่ามาถูกทาง เพราะทุกอันถ้ามันใช่ มันจะมีความเป็นไปไม่ได้อยู่ในนั้น” นี่แหละหนึ่งในสูตรลับความสำเร็จของเอย

เบื้องหลังเครื่องเขียนเปื้อนเลือด Netflix x สมใจ หยิบ ‘มัธยมซอมบี้’ มาสร้างประสบการณ์กลางกรุง

ทุก ๆ แคมเปญที่ Netflix ทำ หัวใจสำคัญคือ

หนึ่ง คนดูจะต้องรู้สึกได้ว่าเขาให้เกียรติผู้ชม 

สอง ทีมต้องมีความภูมิใจในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเอเจนซี่หรือว่าทีมลูกค้าเอง 

นี่จึงเป็นอีก 2 สิ่งสำคัญที่แสดงถึงความสำเร็จอย่างแท้จริง สื่อต้องไปถึงผู้รับอย่างที่ตั้งใจ และสิ่งนั้นต้องสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนทำงาน 

“ทางทีม Jongluckdee เราเห็นสปิริตของเด็ก ๆ ที่เขามีโอกาสได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมที่ทำงานนี้ มันเหมือนเราต่อเติมความฝันให้คนทำงาน ทุกคนมีหน้าที่ของตัวเอง แต่วันนี้เราเหมือนมาเติมเชื้อไฟนั้นให้สว่างยิ่งขึ้น มันจึงเป็นมากกว่าการทำงานที่ทำเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจ” 

ฟังมาถึงตรงนี้ เราไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมแคมเปญนี้ถึงออกมาดีเหนือจินตนาการ และเป็นที่พูดถึงในวงกว้างเพียงชั่วข้ามคืน

เบื้องหลังเครื่องเขียนเปื้อนเลือด Netflix x สมใจ หยิบ ‘มัธยมซอมบี้’ มาสร้างประสบการณ์กลางกรุง

สม-ใจ สมใจ

“ถ้าออกไปแล้วมันไม่นิ่ง มันก็คือใช่ แต่มันจะไปไกลขนาดไหน อันนี้ตาลก็ถือว่าเป็นกำไรแล้วกัน”

จากคำตอบนี้ เราเชื่อเลยว่าเอยและตาลมองเห็นภาพเดียวกันจริง ๆ ถึงทำให้ทุกกระบวนการของแคมเปญนี้มีคุณค่าและมีคุณภาพอย่างมาก รวมไปถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

เหนือสิ่งอื่นใด ความคาดหวังให้ผลงานที่ทำออกมาส่งไปถึงผู้คนได้ตามที่ตั้งใจ ก็นับเป็นนิยามของความสำเร็จ

สำหรับตาลการที่ได้มาคอลแลบกับ Netflix ในครั้งนี้ เป็นการเปิดโอกาสให้ร้านเป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้นและแสดงให้เห็นว่าสมใจพร้อมปรับเปลี่ยนให้เข้ากับความเป็นไปของสังคม โดยไม่ทิ้งความเป็นตัวตนและไม่ละเลยคนเบื้องหลังที่สำคัญ นั่นคือทุกคนในทีมที่ช่วยกันสร้างสรรค์ผลงานให้ออกมาเป็นการร่วมงานที่สมบูรณ์ในครั้งนี้ เหมือนที่ตาลเล่าพร้อมรอยยิ้มว่า 

“ในแง่การบริหาร การที่เราปรับให้ทันสมัยมากขึ้น อันนี้คือสิ่งที่มีค่ากว่าทุก ๆ อย่าง จากที่สมใจมาจากศูนย์ จนถึงทุกวันนี้ที่ทุกคนในครอบครัวเปิดรับเรื่องใหม่ ๆ รวมไปถึงความภูมิใจของทุกคนในทีม มันมีค่ามากจริง ๆ”

“ไม่รู้ว่าปลายทางจะสำเร็จหรือไม่ แต่ว่าแค่ได้มาถึงจุดนี้ ตาลก็ดีใจแล้ว”

คำกล่าวทิ้งท้ายบทสัมภาษณ์ของตาล ทำให้เราได้คำตอบของแบบฝึกหัดข้อนี้

ตอบ : Netflix x สมใจ = ความสำเร็จของการทำงานกันในรูปแบบชุดเครื่องเขียนเรื่อง มัธยมซอมบี้ ที่เต็มไปด้วยการเป็นที่พูดถึง การถูกจดจำ รวมไปถึงการทำงานร่วมกันของทีมงาน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงคุณค่า มากเกินกว่าจะประเมินค่าได้

เสาะหาชุดเครื่องเขียน ‘เปิดตำรา วิชาเอาตัวรอด’ พร้อมคู่มือแนะนำวิธีใช้เครื่องเขียนเหล่านี้เป็นอุปกรณ์ต่อกรกับซอมบี้ ทั้งสมุด ดินสอกด ไม้บรรทัด ยางลบ กระดาษโน้ต และแฟ้มพลาสติก ได้แล้ววันนี้ที่ร้านสมใจทั้ง 5 สาขา ได้แก่ สามย่านมิตรทาวน์, อาคารสยามกิตติ์, เซ็นทรัลพระราม 9, เซ็นทรัล สีลม คอมเพล็กซ์ และมาบุญครอง 

มาสัมผัสและเก็บภาพบรรยากาศห้องเรียนที่ตกอยู่ในสถานการณ์เชื้อไวรัสซอมบี้แพร่ระบาด พร้อมกิจกรรมสุดเซอร์ไพรส์ที่หน้าร้านและออนไลน์ให้ได้ร่วมสนุก ติดตามรายละเอียดกิจกรรมได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ ร้านสมใจ เครื่องเขียน และอุปกรณ์ศิลป์ ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้เป็นต้นไป

Writer

ปิยฉัตร เมนาคม

หัดเขียนจากบันทึกหน้าที่ 21/365 เพิ่งค้นพบว่า สลัดผักก็อร่อย หลงใหลงานคราฟต์เป็นชีวิต ของมือสองหล่อเลี้ยงจิตใจ ขอจบวันง่าย ๆ แค่ได้มองพระอาทิตย์ตกจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี วันนั้นก็คอมพลีทแล้ว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load