Welcome to OB OON Boutique Hotel

เมื่อมองโรงแรมอบอุ่นจากภายนอก ที่นี่น่าจะเป็นคาเฟ่ชิคย่านสุขุมวิทที่เดินเข้าไปแล้วมีคนสั่งเครื่องดื่มร้อนสีดำแน่ๆ แต่อาคารพาณิชย์ใจกลางสุขุมวิท 49 นี้เป็นออฟฟิศของ Terra Architects และบริษัทสถาปนิกแสนเก๋นี้เพิ่งปรับโฉมทั้งตึกให้กลายเป็นโรงแรมที่ผสมผสานความวินเทจกับบรรยากาศร่วมสมัย ตัวอาคารทาสีเขียวมะกอกโดดเด่น สะกดสายตาด้วยป้ายชื่อ ‘อบอุ่น’ สีทองที่ออกแบบจากลายมือของคุณอุ่นเรือน ชื่อคุณยายคนสำคัญที่เกือบจะได้ใช้เป็นชื่อโรงแรมในคราแรก

ฉันตัดสินใจเปิดประตูกระจกบานใหญ่เข้าไป มันเหมือนฉากในหนังสักเรื่อง ส่วนต้อนรับเบื้องหน้าทาสีขาวตัดกับกระเบื้องแวววับสีเขียว ทั้งล็อบบี้เต็มไปด้วยสารพัดขวดยาฝรั่งของคุณยายที่เคยเป็นเภสัชกรมาก่อน และดอกไม้ใบไม้เสริมความสดชื่น มีโต๊ะพร้อมกระดานหมากรุกสำหรับนั่งเล่น โต๊ะตัวยาวกลางห้องสำหรับทานอาหาร ที่แปลกตาและน่าประทับใจคือมุมห้องที่กั้นฉากเป็นมุมเอกเขนก เพียงขึ้นบันไดขนาดย่อมก็เข้าไปนอนพิงหมอนสามเหลี่ยมบนชานไม้เล็กๆ ได้เหมือนพักผ่อนในเรือนไทย

บาร์ยาวข้างชานมีขวดน้ำส้มคั้น น้ำยาอาทิตย์อุทัยสีชมพูเย็นชื่นใจ และขนมไทยสีเหลืองสดหลากชนิดในถ้วยลายครามพร้อมให้แขกลองชิม การต้อนรับอ่อนหวานทั้งหมดนี้เป็นผลงานของ ปลาหวาน-ศิรสา มังคละพฤกษ์ มัณฑนากรสาวผู้โหยหาความทรงจำในวัยเด็กที่บ้านของคุณยาย เธอจึงรวบรวมมวลความอบอุ่นที่เคยได้รับมาไว้ที่ OB OON Boutique Hotel

“เราออกแบบที่พักให้คนมามาก ก็เลยอยากทำที่พักตามใจตัวเองบ้าง คิดแล้วความอบอุ่นแบบบ้านคุณยายก็มาก่อนเลย มันต้องโทนสีแบบนี้ เขียวๆ หน่อย เพราะบ้านคุณยายใช้ม่านเขียวทั้งบ้าน ใช้สีไม้แบบนี้ หน้าต่างมีขุ่นกับใส มีทั้งความทึบและโปร่ง ออกทึมๆ หม่นๆ แต่รู้สึกว่าน่าอยู่ เราเลยไปยกเฟอร์นิเจอร์เก่ามาใช้ โต๊ะ เก้าอี้ โคมไฟ บางส่วนก็มาจากห้องเก็บของของคุณยาย”

เจ้าบ้านสาวเล่าแนวคิดของที่พักด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม บรรยากาศบ้านคุณยายที่เธอยกมาไว้นี่เองที่ทำให้ความสุขแผ่ซ่านจนฉันสัมผัสได้ตั้งแต่หน้าประตู

What kind of room do you want, sir?

“จากพื้นที่ที่เรามี เราแบ่งห้องเป็น 8 ห้อง คอนเซปต์แต่ละห้องก็คือเตียงต้องใหญ่ก่อน มีทั้งห้องที่เป็นเตียงเดี่ยว เตียงแยก และเตียงสองชั้น”

ปลาหวานเล่าการจัดสรรอาคาร 4 ชั้นขนาดเล็ก แต่ละห้องตกแต่งแตกต่างกัน แต่ยังคงถ่ายทอดคอนเซปต์อุ่นๆ ผ่านงานศิลปะในกรอบเหลี่ยม ปาล์มซานาดูใบเขียวในขวดแก้ว และสิ่งที่ฉันไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนแต่ชอบมาก คือหมายเลขห้องที่ใช้ศิลปะแบบคอลลาจ ผสานระหว่างกระดาษ แผ่นกระจกใสและตัวเลขไม้สีทอง เพื่อบอกเรื่องราวความทรงจำเก่าๆ อย่างลงตัว ความน่ารักนี้เป็นฝีมือของ พิม จงเจริญ และทีม Teaspoon Studio ที่มอบให้ อบอุ่น บูทีค โฮเทล

ชั้นหนึ่งเป็นพื้นที่ล็อบบี้และห้องพักหมายเลข 1 ที่มีเตียงสองชั้น เพดานสูงโปร่ง ซึ่งเป็นห้องที่ถูกที่สุด แขกชอบที่สุด แล้วก็มียอดจองเต็มที่สุด ด้วยราคาน่ารักและข้อดีที่ไม่ต้องขึ้นบันได

ส่วนชั้นสองจะมีออฟฟิศของเทอร์ร่า อาร์คิเทคส์ แฝงตัวอยู่ข้างๆ ห้องพักหมายเลข 2 หากสังเกตดีๆ จะเจอสติกเกอร์ใจความน่ารักน่าอมยิ้มติดอยู่ที่ประตูว่า ‘Please knock if the Architects are making too much noise’ ภายในห้องพักหมายเลข 2 มาพร้อมเตียงใหญ่และห้องน้ำส่วนตัว มีไม้ตีฝุ่น อุปกรณ์หวายแบบโบราณที่ห่างหายจากบ้านสมัยนี้แขวนไว้ พร้อมให้ใช้บริการ

ชั้นสามและชั้นสี่จะมีห้องชั้นละ 3 ห้อง แต่ละห้องต่างดีงามจนเลือกไม่ถูกว่าจะรักห้องไหนมากเป็นพิเศษ ห้องหมายเลข 4 บริเวณระเบียงจะมีต้นปีบที่แตกกิ่งก้านยื่นเข้ามาส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ช่วยผ่อนคลายในวันที่เหนื่อยล้า ห้องพักหมายเลข 7 มีคานปูนเปลือยเก่าที่ยื่นเข้ามาในห้อง แปลก แต่ให้ความรู้สึกต่อเนื่องกันดีกับระเบียงด้านนอก แถมยังมีโต๊ะไม้สำหรับทำแหวนของปลาหวานที่เข้ามุมได้อย่างพอดีจนน่าประหลาดใจ

Would you like a room with a bath or a shower?

ด้วยพื้นที่จำกัด เธอพลิกวิกฤตเป็นโอกาส สร้างประสบการณ์แปลกใหม่ให้หลายห้องด้วยห้องน้ำแบบไร้ประตู เพื่อให้ห้องน้ำกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของห้อง และเป็นเทคนิคที่ทำให้ห้องกว้างขึ้นอีกด้วย

“เราอยากให้ทุกห้องมีห้องน้ำ ไม่อยากให้เป็นแบบแบ็กแพ็กเกอร์ที่ใช้ห้องน้ำรวม ทุกคนจะได้สบายในพื้นที่ของตัวเอง”

ความตั้งใจและใส่ใจในรายละเอียดของเธอส่งผลให้การออกแบบน่ารักตามไปด้วย ห้องน้ำแต่ละห้องมีสไตล์ไม่ซ้ำกัน ทั้งห้องน้ำลายหินอ่อนสีขาวสะอาดตา ห้องน้ำปูกระเบื้องสีเขียวมะกอก และห้องน้ำที่ฉันชอบที่สุดในห้องพักหมายเลข 5 ซึ่งปูกระเบื้องโมเสสขาวเล็กๆ มีอ่างอาบน้ำ และล้อมด้วยกระจกใส เจ้าบ้านแนะนำพร้อมเสียงหัวเราะว่า

“ต้องมากับคนที่สนิทจริงๆ หรือแฟนกันนะ”

นี่แหละประสบการณ์แปลกใหม่ที่ฉันคิดว่าช่างเหมาะกับคู่รักสายโรแมนติกเหลือเกิน

อีกหนึ่งอย่างที่ทำให้ฉันคิดว่าปลาหวานเป็นคนใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ คือเครื่องทำน้ำอุ่นภายในห้องน้ำทุกห้อง หากมองเผินๆ เราจะไม่รู้เลยว่ามีมันอยู่ในนั้นด้วย เพราะเธอหลบมันไว้ในตู้ไม้คล้ายตู้ยา กลมกลืนไปกับการตกแต่งภายในห้องอย่างแยบยล

Your room number is 8

ห้องสุดท้ายที่ฉันขอเทใจให้คือห้องพักใต้หลังคาหมายเลข 8

ภายในห้องตกแต่งอย่างอบอุ่นด้วยเฟอร์นิเจอร์ของคุณยาย หมุดที่ยึดหนังให้ติดกับเก้าอี้บางตัวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เห็นแล้วก็ร้องอุทานในใจว่า นี่แหละ! เสน่ห์ของแอนทีกที่ของใหม่ก็เลียนแบบไม่ได้

แต่ความพิเศษไม่ได้มีแค่นั้น สาเหตุที่ฉันเลือกห้องนี้เพราะว่าเป็นห้องเดียวในโรงแรมที่มีดาดฟ้าส่วนตัว hidden place เล็กๆ ที่มองเห็นตึกสูงและบ้านน้อยใหญ่ใจกลางเมืองนี้เพิ่งมีคนมาจองจะเซอร์ไพรส์วันเกิดแฟน แถมบนดาดฟ้าไม่มีไฟฟ้าแต่จะมีตะเกียงให้แทน แค่จินตนาการบรรยากาศหวานแหววก็รู้สึกอบอุ่นแทนทั้งคู่แล้ว

จบการทัวร์โรงแรมสีเขียวเล็กๆ แสนน่ารัก ฉันเดินกลับออกมาด้วยความอบอุ่นเต็มหัวใจ ทุกรายละเอียดในที่พักดูราวกับจะบอกทุกคนที่มาเยือนว่า

“Thank you very much and have a nice stay.”

OB OON Boutique Hotel
ที่อยู่ 
: 12/13 ซอยสุขุมวิท 49/6 ถนนสุขุมวิท กรุงเทพมหานคร 10110
ราคา : 800 – 2,000 บาท
Facebook OB OON Boutique Hotel
เบอร์ติดต่อ : 087-929 -9469

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Have a Nice Stay

รวมที่พักแนวคิดดีที่น่าไปนอนทำความรู้จัก

ที่พักหายใจ

คือคำที่เกิดขึ้นในความคิดหลังจากมา ‘บ้านกรอด้าย’ เกสต์เฮาส์เล็กๆ บนเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา 

และไม่มีคำไหนจะเหมาะกับที่นี่ไปมากกว่านี้ เพราะความคิดที่แตกต่างของ อ้อ-กฤตยา พรรคอนันต์ และ ป๊อน-บุณยวัฒน์ สมทัศน์ ทำให้เธอและเขาตัดสินใจเปลี่ยนโรงงานทอผ้าเก่าแก่ของครอบครัวบนเกาะเมืองอยุธยา เป็นเกสต์เฮาส์ที่ทำให้ผู้เข้าพักได้พบความสงบผ่านลมหายใจ และสงบมากพอที่ร่างกายและจิตใจได้หยุดพัก

อ้อ-กฤตยา พรรคอนันต์ และ ป๊อน-บุณยวัฒน์ สมทัศน์

อ้อ และ ป๊อน เป็นคู่รักที่ค้นพบความสงบผ่านแนวทางการเจริญสติและปฏิบัติธรรม เมื่อ 3 ปีที่แล้วทั้งคู่ตัดสินใจลาออกจากงานประจำที่กรุงเทพฯ และกลับมาใช้ชีวิตสงบเรียบง่าย ด้วยการเปิดเกสต์เฮาส์ที่เมืองพระนครศรีอยุธยาบ้านเกิดของอ้อ โดยนำหลักเจริญสติและปฏิบัติธรรมมาเป็นไอเดียหลักในการออกแบบที่พักของพวกเขาด้วย

“เราสองคนชอบเรื่องการปฏิบัติธรรม การเจริญสติ และต้องการใช้ชีวิตที่สงบ พอมีโอกาสกลับมาอยู่อยุธยา เราเลยอยากเลือกอาชีพที่ส่งเสริมกับแนวทางการปฏิบัติของเรา มองหาอาชีพที่ไม่ต้องใช้ความคิดเยอะ ไม่มีความซับซ้อนหรือมีกลยุทธ์อะไรมาก และมอบชีวิตที่เรียบง่ายให้กับเราได้ เลยเกิดความคิดที่จะทำเกสต์เฮาส์ขึ้นมา” 

ชายหนุ่มเริ่มต้นอธิบายจุดเริ่มต้นของบ้านกรอด้าย, เดิมทีสถานที่แห่งนี้เคยเป็นโรงงานทอผ้าเก่าแก่ของอยุธยา ซึ่งเคยผลิตผ้าขาวม้าและผ้าซิ่นจำนวนมากภายใต้ตรา ‘สิงห์เดี่ยว’ ก่อตั้งโดย คุณยายสุมล สุขปรีชา

บ้านกรอด้าย : โรงงานทอผ้าสู่เกสต์เฮาส์สงบบนเกาะอยุธยา ที่ชวนแขกทำสมาธิและเจริญสติ
บ้านกรอด้าย : โรงงานทอผ้าสู่เกสต์เฮาส์สงบบนเกาะอยุธยา ที่ชวนแขกทำสมาธิและเจริญสติ

“เดิมเคยเป็นโรงทอผ้าของคุณยายอ้อค่ะ ตอนแรกโรงงานเคยตั้งอยู่ที่ตลาดหัวรอ ชื่อโรงงานทอผ้าไทย ต่อมาเขาไม่ให้มีเครื่องจักรอยู่ตรงนั้น เลยย้ายโรงงานมาตั้งที่นี่ตอน พ.ศ. 2497 แล้วก็จดทะเบียนชื่อ ห้างหุ้นส่วนสุมลการทออยุธยา เป็นชื่อของคุณยายอ้อเอง ต่อมาทางจังหวัดประกาศห้ามไม่ให้ใช้สารเคมีย้อมผ้าบนตัวเกาะ ตัวโรงงานก็เลยต้องย้ายอีก

“คราวนี้ย้ายไปอยู่ที่ตลาดแกรนด์ พื้นที่ตรงนี้เลยกลายเป็นโรงเก็บไม้และเก็บของต่างๆ จนช่วงประมาณ พ.ศ. 2538 ธุรกิจทอผ้าที่อยุธยาเริ่มซบเซา เพราะการนำเข้าผ้ามีราคาถูกกว่า หลายโรงงานก็เริ่มปิดตัว รวมถึงโรงงานของเราด้วย พื้นที่ตรงนี้เลยกลายเป็นโรงเก็บของที่ถูกปล่อยรกร้างเกือบยี่สิบปี”

“ตอนอ้อยังเด็กก็เข้ามาช่วยงานคุณยายที่โรงงานบ่อยๆ คอยเป็นเด็กกรอด้าย ซึ่งเป็นคำที่ฟังแล้วไพเราะดีนะ เลยเอามาตั้งเป็นชื่อเกสต์เฮาส์ว่าบ้านกรอด้าย” อ้อเล่าความทรงจำของเธอต่อสถานที่นี่ให้ฟัง 

จนกระทั่งทั้งคู่นำไอเดียของบ้านกรอด้ายไปปรึกษากับสถาปนิก

“คอนเซปต์ใหญ่ๆ คือเราต้องการให้ที่นี่โปร่ง สบาย ประหยัดพลังงาน เป็นบ้านที่มีใต้ถุนสูง เพื่อใช้พื้นที่ด้านล่างปฏิบัติธรรม โดยสถานที่ก็ช่วยส่งเสริมการปฏิบัติธรรมด้วยงบเท่าที่เรามี” ป๊อนส่งไอเดียออกแบบให้สถาปนิก

บ้านกรอด้าย : โรงงานทอผ้าสู่เกสต์เฮาส์สงบบนเกาะอยุธยา ที่ชวนแขกทำสมาธิและเจริญสติ

ในที่สุดความคิดของพวกเขาก็แปลงร่างให้กลายเป็นความจริง

บ้านกรอด้ายเป็นอาคารยกสูงสีขาวสะอาดตา เมื่อเดินผ่านโถงทางเดินเข้ามาข้างใน เราจะพบกับพื้นที่สีเขียวสงบกลางอาคารรูปทรงตัว L โดยมีบ้านไม้หลังเก่าตั้งอยู่ด้านในสุดของสวน หากตั้งใจเงี่ยหูฟังให้ดี เราจะค่อยๆ ได้ยินเสียงน้ำไหล ประกอบกับเสียงนกนานาพันธุ์ที่ขับร้องอยู่บนกิ่งก้านของต้นไม้ชนิดต่างๆ และหากลองตั้งใจสังเกตลมหายใจให้ดี เราจะค่อยๆ พบกับกลิ่นหอมบางๆ ของดอกชมนาดที่ปลูกไว้ในสวน ส่งกลิ่นหอมให้ชื่นหัวใจ

บ้านกรอด้าย : โรงงานทอผ้าสู่เกสต์เฮาส์สงบบนเกาะอยุธยา ที่ชวนแขกทำสมาธิและเจริญสติ

“เพราะผมเคยบวชมาก่อน ผมเลยพอจะเข้าใจว่าบรรยากาศแบบไหนเอื้อให้เกิดความสงบ ส่งเสริมการเจริญสติ ซึ่งส่วนตัวเราชอบฟังเสียงน้ำ ไม่จำเป็นต้องเห็นแม่น้ำหรือตัวน้ำก็ได้ ขอแค่ได้ยินเสียงน้ำไหลเบาๆ ก็ทำให้รู้สึกสงบลงได้ ส่วนสีเขียวก็ช่วยให้เกิดความสงบ เลยทำให้มีจุดที่มองออกจากตัวอาคารแล้วเห็นสวน ได้เจอกับสีเขียวของต้นไม้ บริเวณสวนตรงกลางเราก็ทำทางไว้เดินจงกรม เราตั้งใจให้ทางเดินเป็นดิน เพื่อให้ความรู้สึกเหมือนวัดป่า

“สังเกตว่าที่นี่มีความโปร่ง นอกจากช่วยให้ลมพัดเย็นสบายแล้ว ยังทำให้พื้นที่ไม่ดูแน่นหรือวุ่นวายจนเกินไป ของบางอย่างที่วางชิดกัน ถ้าเราวางแยกให้มันเกิดพื้นที่ว่างระหว่างกัน มันก็เกิดเป็นอีกอารมณ์หนึ่ง เราเลยพยายามให้ที่นี่มีพื้นที่ว่างค่อนข้างเยอะ” ป๊อนค่อยๆ อธิบายอย่างใจเย็น ขณะพาเราเดินชมส่วนต่างๆ ของเกสต์เฮาส์

บ้านกรอด้าย : โรงงานทอผ้าสู่เกสต์เฮาส์สงบบนเกาะอยุธยา ที่ชวนแขกทำสมาธิและเจริญสติ
บ้านกรอด้าย : โรงงานทอผ้าสู่เกสต์เฮาส์สงบบนเกาะอยุธยา ที่ชวนแขกทำสมาธิและเจริญสติ

ด้วยความที่แต่เดิม สถานที่แห่งนี้เคยเป็นโกดังเก็บไม้และของเก่าจากโรงงานมาก่อน ไม้และของหลายอย่างที่เคยถูกเก็บไว้จนรกร้างก็ถูกนำออกมาใช้ เหมือนชุบชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง เผยให้เห็นความทรงจำที่เคยซ่อนอยู่ในพื้นที่ตรงนี้มาก่อน เราเลยได้เห็นป้ายของโรงงานทอผ้าในยุคต่างๆ นำมาแขวนประดับบนผนัง แถมตัวผนังก็เกิดจากการนำไม้ที่ใช้กับเครื่องสืบผ้า ซึ่งมีรอยบากให้แหว่งเป็นช่องสำหรับเส้นด้าย นำมาวางเรียงจนเกิดเป็นแพตเทิร์นสวยงาม แผ่นไม้ต่างๆ ที่เคยถูกเก็บไว้จนรกร้าง ก็นำมาประกอบเป็นตั่งและเป็นพื้นทางเดินต่างๆ ภายในเกสต์เฮาส์

“ตอนแรกเราและสถาปนิกอยากเก็บโครงสร้างเดิม เพื่อคงความเป็นโรงงานทอผ้าเอาไว้ แต่พอเข้ามาดูโครงสร้างแล้วทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะโครงสร้างเริ่มเก่าจนผุ รับน้ำหนักไม่ไหว เลยตัดสินใจเก็บไว้บางส่วน เช่น แนวเสาต่างๆ รวมถึงบ้านไม้ในสวนที่เราทำเป็นห้องพระ หรือ ‘ห้องไม่ปรุงแต่ง’ เพื่อให้คนเข้ามานั่งสมาธิหรือใช้พื้นที่สงบ 

“เดิมบ้านไม้หลังนั้นเคยเป็นที่พักคนงาน หน้าต่างที่อยู่ระดับเดียวกับพื้นก็เป็นของเดิม แต่ก็มีบางบานที่เราต้องใช้ของใหม่เพิ่มเข้าไป เพื่อช่วยเสริมโครงสร้างให้แข็งแรง” ชายหนุ่มเล่าการทำงานร่วมกับสถาปนิก

บ้านกรอด้าย เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ
บ้านกรอด้าย เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ

บ้านกรอด้ายมีห้องพักทั้งหมด 6 ห้อง แบ่งเป็นห้องพักสำหรับ 2 คน จำนวน 4 ห้อง เลือกได้ทั้ง Twin Beds และ Double Bed ส่วนห้องพักครอบครัว สำหรับ 4 คน จำนวน 2 ห้อง ซึ่งทั้งหมดอยู่บริเวณชั้นบนของอาคาร 

แต่ละห้องมีชื่อของตัวเองที่ป๊อนและอ้อตั้งใจตั้งชื่อเอาไว้

“เราตั้งชื่อห้องเรียงไปตั้งแต่ Peacefulness, Joyfulness, Happiness, Emptiness, Mindfulness และ Awareness” อ้ออธิบาย ก่อนป๊อนช่วยเสริม “คนที่เคยเจริญสติรู้ดีว่าการเจริญสติใหม่ๆ จะได้ความรู้สึกสงบก่อน แล้วเกิดความปีติ เกิดความสุขจากความว่าง เริ่มเกิดสติและความรู้ตัว ชื่อเหล่านี้เป็นลำดับการรับรู้จากการเจริญสติครับ”

เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ

นอกจากชื่อห้อง เรายังสังเกตว่าตามจุดต่างๆ ของบ้านกรอด้ายมีป้ายตัวอักษรที่มีกิมมิกน่ารักๆ ให้คนได้มีสติกับตัวเองผ่านลมหายใจ อย่างป้าย Breath Refill Here เป็นเหมือนจุดเติมลมหายใจ หรือตรงขั้นบันไดก่อนเดินเข้าห้องพักติดตัวอักษร Breath & Mind The Step ให้คนได้หยุดหายใจและมีสติกับตัวเอง ณ ขณะนั้น

ทุกรายละเอียดของทุกอย่างภายในบ้านกรอด้ายล้วนได้รับการออกแบบอย่างใส่ใจ เพื่อให้ผู้มาพักได้หยุดอยู่กับลมหายใจตัวเอง และขณะที่เรากำลังพูดคุยกับอ้อและป๊อน จู่ๆ ก็มีเสียงระฆังไพเราะดังขึ้นเป็นเวลาชั่วครู่

เราทั้งหมดหยุดฟัง

เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ

“เราได้ไอเดียจากหมู่บ้านพลัมครับ ที่นั่นทุกๆ สิบห้านาทีจะมีเสียงระฆังดัง ให้เราหยุดสิ่งที่ทำ เพื่อเตือนให้ตัวเรากลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ พอเสียงจบก็ค่อยกลับมาทำสิ่งที่ทำอยู่ต่อ” ป๊อนเล่าที่มาให้ฟังหลังสิ้นเสียงระฆัง

ภายในห้องพักก็มีการออกแบบมาเพื่อให้เกิดความสงบเช่นเดียวกัน 

นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ทุกห้องภายในบ้านกรอด้ายไม่มีโทรทัศน์เลยสักห้อง รวมถึงตู้เย็นก็เช่นกัน

“เหตุผลที่เราไม่มีตู้เย็นให้ในห้อง เพราะเราอยากให้ที่นี่มีความรู้สึกของบ้าน เราเลยวางตู้เย็นไว้ใต้ถุน ให้เกิดความรู้สึกการแบ่งปัน ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่ภายในห้อง เราอยากให้มีการเดินมาใช้พื้นที่ส่วนกลาง ขนมกับกาแฟที่วางไว้ตรงส่วนกลาง เราก็ให้ทุกคนที่มาพักหยิบทานได้ตลอด โดยไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายใดๆ บางทีก็มีน้ำผลไม้และน้ำผักที่อ้อทำมาวางไว้ หรือใครที่รู้สึกอยากแบ่งปันให้คนอื่นๆ ก็นำมาวางด้วยกันได้ 

“ส่วนของส่วนตัวที่ผู้พักต้องการนำมาแช่ในตู้เย็น เราก็มีสติกเกอร์แปะเลขห้องแยกไว้ให้ด้วยค่ะ อาหารของที่นี่เราจะซื้อจากร้านในอยุธยา เพราะเราพยายามแนะนำร้านดีๆ ของคนท้องถิ่นให้ผู้มาพักได้รู้จัก และลองไปทานด้วยตัวเองเมื่อมีโอกาส” อ้ออธิบายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ

“ก่อนจะเปิดเกสต์เฮาส์ เรามีโอกาสเข้าไปขอคำปรึกษากับ อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ ถ้าเราจะทำธุรกิจอย่างนี้เราควรวางใจยังไง ท่านก็กรุณาแนะนำว่า หากเราปรารถนาให้คนมาที่นี่แล้วเกิดความสุข ทุกอย่างก็จะดีเอง เราก็จะโฟกัสกับความสุขของคนที่มาพัก ไม่ใช่โฟกัสว่าเราจะได้เงินจากเขาเท่าไหร่ แต่ไม่ใช่โฟกัสที่ความสุขของเขาอย่างเดียวจนตัวเราต้องทุกข์ใจ ก็ไม่ใช่นะครับ ตัวเราต้องมีความสุขก่อนด้วย เราถึงจะทำให้คนอื่นมีความสุขได้ 

“เราต้องรักษาความสุขของเราไว้ด้วย เลยเป็นที่มาของคอนเซปต์การให้บริการของที่นี่ และที่นี่ไม่มีคนแปลกหน้า มีแต่กัลยาณมิตร สำหรับผมและอ้อ เรามองทุกคนที่มาที่นี่เป็นเพื่อน ทุกครั้งที่มีคนมาพัก เราเหมือนได้เพื่อนใหม่ครับ เขาเองก็รู้สึกเหมือนกันกับเรา 

“เด็กบางคนที่มาพักกับครอบครัวอยู่กันห้าถึงหกวัน บางคนเอาเกมมานั่งเล่นกับเรา พอจะกลับเขายกให้เราเลย บางคนช่วยงานแม่บ้านก็มีนะครับ ช่วยยกของต่างๆ เป็นบรรยากาศน่ารักๆ หลังจากเขากลับไปแล้ว บางคนก็ยังติดต่อกันตลอดเหมือนเพื่อน” ป๊อนพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ก่อนอ้อจะช่วยเสริม “บางคนส่งเมล็ดดอกไม้มาให้เราปลูกด้วย เราก็ไม่น้อยหน้า ส่งเมล็ดผักกลับไปให้เขาปลูกบ้าง” เจ้าบ้านหัวเราะอารมณ์ดี

เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ
เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ

“แม้ว่าทุกๆ อย่างของที่นี่จะเกี่ยวข้องกับการเจริญสติ แต่เราก็ไม่ได้บังคับให้ผู้ที่มาพักต้องทำตามทุกคนนะครับ สิ่งสำคัญที่สุดคือ การที่เขาเข้ามาที่นี่แล้วรู้สึกสบายใจ การเจริญสติเบื้องต้นก็คือความสงบ แต่โจทย์ของมันจริงๆ คือการยอมรับในทุกๆ สถานการณ์ เพราะชีวิตจริงมีขึ้นมีลง ไม่ต่างอะไรกับธรรมชาติที่มีฝนตก มีแดดออก ซึ่งหลายอย่างเราก็ไม่อาจควบคุมได้ แต่เราสามารถกลับมาอยู่กับลมหายใจ เห็นความคิดของตัวเราเอง จะช่วยให้เรารู้สึกสงบลง ช่วยให้เรามองเห็นชัดขึ้น และเราหวังว่าคนที่มาพักกับเรา เขากลับจากบ้านกรอด้ายไป เขาจะเกิดความสบายใจ และใช้ชีวิตข้างหน้าต่อไปได้ดียิ่งขึ้น” ป๊อนพูดทิ้งท้าย ขณะเขาและอ้อเดินมาส่งเรากลับด้วยรอยยิ้ม

การค้นพบที่พักหายใจ ทำให้เราสงบลงและมีกำลังใจมากขึ้นกับการใช้ชีวิตในลมหายใจต่อๆ ไปเช่นกัน

เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ

บ้านกรอด้าย

ที่ตั้ง : 23/5 ถนนอู่ทอง ตำบลหอรัตนไชย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดนครพระนครศรีอยุธยา 13000 (แผนที่)

โทรศัพท์ : 09 6771 7177

*บ้านกรอด้ายจัดกิจกรรมเจริญสติที่เกสต์เฮาส์ด้วย สำหรับผู้ที่สนใจเข้ามาลองปฏิบัติกันได้ ติดตามรายละเอียดและการสมัครได้ทาง Facrbook : บ้านกรอด้าย

Writer & Photographer

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพอิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่เชียงใหม่

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load