“แตงโม แตงโม แตงโม แตงโม ลูกโตๆ รสหวาน” เผลอไม่ได้ เป็นต้องร้องออกมากทุกที

ทายาทรุ่นสองตอนนี้ ขอพาทุกคนมาพบกับทายาทแบรนด์เสื้อยืดแตงโม แบรนด์เสื้อยืดสีสดในความทรงจำ สู่การต่อยอดอย่างสร้างสรรค์ในมือลูกแตงโม

ทายาทรุ่นสองผู้ต่อยอดแบรนด์เสื้อแตงโมอายุ 40 ปีให้เติบโตเป็นแตงโมลูกโตๆ รสหวาน

ถ้าใช้ความทรงจำวัยเด็กเปิดดูตู้เสื้อผ้าของใครหลายคน เราจะได้เห็นเสื้อแตงโมลายทาง ลายดอก หรือลายแตงโมผ่าซีกพร้อมทาน อย่างน้อย 1 ตัว อยู่ในนั้น

ไม่ว่าจะเป็นเพราะสีเสื้อที่สดทนนาน หรือเนื้อผ้านุ่มหนาแต่ใส่สบาย ใช้เวลาคิดไม่นานก็พอจะรู้ว่าอะไรที่ทำให้คุณสถาปนาตนเป็นแฟนคลับแตงโม หรือ SUIKA เสื้อยืดสีสันสดใสสายพันธุ์ไทยแท้แบรนด์นี้

ทายาทรุ่นสองผู้ต่อยอดแบรนด์เสื้อแตงโมอายุ 40 ปีให้เติบโตเป็นแตงโมลูกโตๆ รสหวาน

“เราฝันอยากให้มีเสื้อแตงโมสักตัวอยู่ในตู้เสื้อผ้าของคนไทย” อดิศร และอมรา พวงชมภู เจ้าของรุ่นบุกเบิก ประกาศความตั้งใจ

วันนี้ความสดใสของเสื้อเเตงโมก็ยังคงไม่ซีดจาง แม้จะเดินทางมาถึงปีที่ 41 ผ่านมือทายาทรุ่นที่สองอย่าง เซน-อดิศรา พวงชมภู ที่ตั้งใจสานต่อความสดใสและเพิ่มเติมสีสันอื่นๆ ให้แตงโมได้อยู่คู่คนไทยไปอีกนาน

“ทำยังไงให้คนไทยใส่เสื้อแตงโมแล้วมั่นใจ ให้คนอ้วน คนผิวคล้ำ หรือวัยรุ่น ใส่แล้วรู้สึกว่าเขาใส่สวย เราไม่ได้ลบเอกลักษณ์เดิม เพียงเพิ่มตัวเลือกให้ลูกค้ามากขึ้น ให้แตงโมเป็นเสื้อที่ไม่มีวันตาย” นี่คือโจทย์ของการเปลี่ยนแปลงและปรับภาพลักษณ์แตงโมครั้งใหญ่ในมือของทายาทรุ่นสอง

ทายาทรุ่นสองผู้ต่อยอดแบรนด์ เสื้อแตงโม อายุ 40 ปีให้เติบโตเป็นแตงโมลูกโตๆ รสหวาน

ยิ่งฟังหลักการบริหารแบบเมล็ดแตงโม 7 เมล็ด ยิ่งไม่แปลกใจว่าอะไรทำให้แตงโมครองใจคนไทยได้ยาวนานขนาดนี้

หลังเรียนจบปริญญาตรีด้านศิลปะจากประเทศอังกฤษ อดิศราเดินทางกลับบ้านเกิดด้วยความรู้สึกลึกๆ ในหัวใจว่าต้องกลับมาสานต่อ ทั้งที่พ่อแม่ให้อิสระในเส้นทางชีวิต

ทำไมเด็กอาร์ตสุดติสท์ที่ใฝ่ฝันอยากเป็นศิลปินถึงกลายเป็นผู้บริหารสลับแม่ค้าขายเสื้อ

และเธอจะสานต่อธุรกิจครอบครัวอย่างไร

หลังทานแตงโมลูกแรกไปแล้ว แตงโมลูกต่อไปจะหวานหอมแค่ไหน ต้องลองชิม

อดิศร และอมรา พวงชมภู ทายาทรุ่นที่สอง เซน-อดิศรา พวงชมภู

บริษัท: บริษัท สยามแฮนด์ส จำกัด (พ.ศ. 2521)

ประเภทธุรกิจ: ผลิตและขายปลีก ส่งเสื้อผ้าสำเร็จรูป

อายุ: 41 ปี

ผู้ก่อตั้ง: อดิศร และอมรา พวงชมภู

ทายาทรุ่นสอง: อดิศรา พวงชมภู

เมล็ดพันธุ์แห่งความผูกพัน แตกใบอ่อนเป็นทายาทรุ่นสองของแตงโม

เช่นเดียวกับทายาทรุ่นสองของธุรกิจอื่น อดิศราผูกพันกับเสื้อแตงโมตั้งแต่ยังเด็ก เธอวิ่งเข้าออกโรงงาน แวะแผนกเย็บ ดูแผนกพิมพ์ บางทีก็ไปเป็นแม่ค้าวัย 8 ขวบ ช่วยขายเสื้อที่ตลาดประตูน้ำ ไม่เพียงความผูกพันที่มีต่อธุรกิจของครอบครัว ความผูกพันกับคนงานแตงโมก็ฝังรากลึกในหัวใจของเธอ

“เราคลุกคลีกับพี่ๆ มาตั้งแต่เด็ก บางคนอุ้มเราตั้งแต่ยังเดินไม่ได้ การที่เราคลุกคลีกับเขามาตั้งแต่เด็กๆ ทำให้เราไม่รู้สึกกลัวเมื่อเข้ามาทำงานที่บ้าน” เธอเล่าระหว่างทักทายคนงานที่เดินสวนไปมาอย่างญาติมิตร

ทายาทรุ่นสองผู้ต่อยอดแบรนด์ เสื้อแตงโม อายุ 40 ปีให้เติบโตเป็นแตงโมลูกโตๆ รสหวาน

ด้วยความที่คุณพ่อและคุณแม่เป็นคนเปิดกว้าง พร้อมสนับสนุนลูกทุกคนให้ไปตามฝัน อดิศราและพี่น้องอีก 3 คน จึงได้เรียนในสาขาที่ตั้งใจ ไม่ว่าเธอจะอยากเรียนเต้นฮิปฮ็อป เปียโน หรือศิลปะ คุณแม่ก็จะส่งเสริมให้ได้เรียนอย่างจริงจัง อดิศราจึงมุ่งมั่นที่จะเป็นศิลปินแต่เด็ก เมื่อเรียนจบชั้นมัธยมที่ไทย เธอไปศึกษาต่อด้านศิลปะที่ University of the Arts London (UAL) 4 ปี

“พวกเราค่อนข้างจะอิสระ ต้องการจะไปที่ไหนก็ได้ ตอนนั้นแอบคิดในใจว่าหากกลับมา ชีวิตที่เคยอิสระจะถูกจำกัดเหมือนอยู่ในกรงหรือเปล่า ลึกๆ ตั้งใจจะมารับช่วงต่ออยู่แล้ว แต่พอกลับจากอังกฤษก็ไม่เข้าโรงงานเลย ไปเล่นละครเวที ไปเต้นที่คอนเสิร์ต เข้าไปอยู่ในแวดวงนั้นหนึ่งถึงสองปี อยู่ดีๆ ก็รู้สึกว่าพอแล้ว จึงกลับมาทำงานที่บ้าน เวลาผ่านไปไม่ถึงปีคุณพ่อก็ป่วย” อดิศราเล่า

ทายาทรุ่นที่สอง เซน-อดิศรา พวงชมภู

เซน คือชื่อเล่นของอดิศรา มาจากวิถีแห่งธรรมชาติ วิถีแห่งซามูไร 

เธอจึงยึดถือความกตัญญูและการสนับสนุนผู้อื่นในใจตลอดเวลา แม้คนรุ่นพ่อแม่จะพร้อมขายกิจการหากลูกๆ มีเส้นทางอื่นในชีวิต แต่เธอสละเส้นทางที่ฝันกลับมาทำงานครอบครัว

อดิศร และอมรา พวงชมภู ทายาทรุ่นที่สอง เซน-อดิศรา พวงชมภู

“ในวันที่คุณพ่อคุณแม่ประสบปัญหา ไม่มีเงินจ่ายให้พี่ๆ คนงาน พวกเขาก็ไม่ทิ้งเราไปไหน หากธุรกิจนี้ไม่อยู่พวกเขาจะอยู่กันอย่างไร บางคนเย็บเสื้อที่โรงงานสิบยี่สิบปี เราเห็นมาตั้งแต่เด็กๆ ถ้ามีอะไรที่พอจะทำได้เราก็อยากทำ พอดีกับที่คุณพ่อไม่สบาย เราจึงตัดสินใจเข้ามารับช่วงต่อเต็มตัว” ทายาทรุ่นสองแบรนด์แตงโมยิ้มยืนยัน

กลับไปเป็นนักศึกษาฝึกงาน

เพราะเคยแต่วิ่งเล่นในโรงงานเท่านั้น ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการผลิตและการบริหารของเธอจึงแทบเป็นศูนย์ อดิศราเริ่มต้นบทบาททายาทรุ่นสองของตัวเองด้วยการเป็นเสมือนนักศึกษาฝึกงานคนหนึ่ง ฝึกวิชาการทำและขายเสื้อ 101

“เราพยายามเข้าไปดูทุกส่วนว่าพิมพ์ยังไง ทำบล็อกยังไง ไม่ได้เข้าใจทั้งหมด แต่ไว้ใจและเคารพแบบที่พี่เขาทำมายี่สิบ สามสิบปี เราเพิ่งเข้ามาได้หกปี ประสบการณ์ไม่เท่าเขาอยู่แล้ว เหมือนเรามาช่วยเขาเชิงข้อมูลว่าโลกเปลี่ยนไปยังไงบ้าง มีอะไรช่วยผ่อนแรงเขาได้บ้าง คนรุ่นพี่ๆ ไม่ค่อยมีใครชอบการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว แต่เราโชคดีที่เขายอมเปลี่ยน” อดิศราย้อนความหลังครั้งเริ่มเข้ามาศึกษางานอย่างจริงจัง

ทายาทรุ่นสองผู้ต่อยอดแบรนด์ เสื้อแตงโม อายุ 40 ปีให้เติบโตเป็นแตงโมลูกโตๆ รสหวาน
ทายาทรุ่นสองผู้ต่อยอดแบรนด์ เสื้อแตงโม อายุ 40 ปีให้เติบโตเป็นแตงโมลูกโตๆ รสหวาน

หากต้องการนำเสนอไอเดียใหม่ๆ เธอจะวาดภาพที่คิดไว้แล้วปรึกษาทั้งพ่อแม่และคนงาน เมื่อเห็นภาพเดียวกันแล้วจึงเริ่มออกแบบได้

“อย่างลายหมูป่า เราถือสเก็ตช์เดินทั่วโรงงานถามว่าเห็นเป็นหมูป่ามั้ย หรือเห็นเป็นเม่น เขาก็บอก ยังเห็นเป็นเม่นอยู่ เราก็ต้องเติมเขี้ยวมากขึ้น เริ่มเห็นเป็นหมูป่าเยอะหน่อยก็ทำ” เธอเล่าให้ฟังพร้อมเสียงหัวเราะแต่แฝงด้วยความภูมิใจ

ทายาทรุ่นสองผู้ต่อยอดแบรนด์ เสื้อแตงโม อายุ 40 ปีให้เติบโตเป็นแตงโมลูกโตๆ รสหวาน

ไม่เพียงลงไปนั่งดูวิธีการผลิตในโรงงาน เธอยังเริ่มจัดสต๊อกและขายเองกับมือ จากที่ไม่รู้อะไรเลยจนเปลี่ยนหน้าที่มาฝึกพนักงานฝ่ายขายให้ทราบถึงข้อมูลเชิงลึกของแตงโมและวิธีการดูแลลูกค้า เธอยังเสริมอีกว่า ความรู้ด้านการตลาดมาจากการอ่านหนังสือ ศึกษาข้อมูล ศัพท์วิชาการทางการตลาด และลงเรียนเสริมทางอินเทอร์เน็ต เพื่อเพิ่มความรู้ หวังเป็นที่พึ่งให้พี่ๆ คนงาน

ไม่ได้ขายเสื้อแค่เพียงสวย แต่อยากให้ลูกค้ามีวันดีๆ ที่มีสีสัน

อดิศรานิยามตัวเองว่าเป็น ‘ผู้สนับสนุน’ ’พี่คนงานมากกว่าเป็น ‘ผู้เปลี่ยนแปลง’ 

หลักสำคัญคือการคงเจตนารมณ์ในการก่อตั้งแตงโมไว้มากที่สุด และปรับปรุงสิ่งที่คิดว่าทำให้ดีขึ้นได้ อย่างการเริ่มทำการตลาด การแทรกแนวคิดการออกแบบบางส่วนเพื่อให้เท่าทันโลก และการจัดระบบการผลิตให้เป็นไปตามขั้นตอนยิ่งขึ้น

เดิมแตงโมไม่ทำการตลาด เพราะคุณพ่อไม่ต้องการเพิ่มรายจ่ายให้ลูกค้าโดยไม่จำเป็น สิ่งที่คุณพ่อยึดถือเสมอคือการให้คุณภาพของเสื้อเล่าเรื่องเอง แต่เมื่อโลกเปลี่ยนไป คนจดจ่อกับจอมือถือมากกว่าสิ่งรอบตัว เธอจึงเริ่มเล่าเรื่องแตงโมผ่านสื่อสมัยใหม่มากขึ้น

ทายาทรุ่นสองผู้ต่อยอดแบรนด์ เสื้อแตงโม อายุ 40 ปีให้เติบโตเป็นแตงโมลูกโตๆ รสหวาน

“สิ่งสำคัญที่สุดคือลูกค้าต้องการอะไร เขาอาจไม่ต้องการแบบคนอื่นแต่ต้องการแบบที่เราเป็น แค่เพิ่มแขนให้เขานิดหนึ่งได้มั้ย ถ้าเราเอาโซเชียลมีเดียมาแล้วลูกค้าไม่มั่นใจ เราก็รู้สึกว่านั่นไม่ใช่” เธอบอกถึงความตั้งใจ แม้จะเริ่มทำการตลาดทางสื่อออนไลน์ แต่สิ่งที่ยังเน้นเสมอคือการสื่อสารกับลูกค้าผ่านการขายหน้าร้าน เพราะต้องการให้ลูกค้าอย่างอาม่าอากงที่ไม่สันทัดโซเชียลมีเดีย ยังคงซื้อเสื้อแตงโมได้อย่างสะดวก

นอกจากเปลี่ยนแปลงแนวคิดทางการตลาดแล้ว เธอยังเข้ามาเปลี่ยนแปลงแนวคิดของร้านแตงโมตามสถานีเติมน้ำมัน ปตท. อีกหนึ่งช่องทางการจำหน่ายที่สำคัญของแตงโม 

ทายาทรุ่นสองผู้ต่อยอดแบรนด์ เสื้อแตงโม อายุ 40 ปีให้เติบโตเป็นแตงโมลูกโตๆ รสหวาน

เธอเปลี่ยนร้านสีดำให้เป็นสีขาว เปลี่ยนจากพื้นกระเบื้องเป็นพื้นไม้ จากความต้องการเดิมที่จะขับความแสบสันของสีเสื้อให้จ๊าบสะดุดตาลูกค้า ก็เปลี่ยนเป็นสร้างความอบอุ่นเสมือนบ้านแทน

“เราไม่ได้ทำร้านเพื่อขายเสื้อแต่เพื่อเสริมให้การเดินทางในวันนั้นมีสีสันมากขึ้น ให้เขาได้พักผ่อนหย่อนใจจากการเดินทาง บางครอบครัวซื้อเเล้วเปลี่ยนเป็นทีมไปเที่ยวต่อ เราขอเป็นสีสดใสเล็กน้อยในวันที่ฝนตกก็ยังดี” แม้ไม่ได้เป็นนักเดินทาง แต่เเค่เห็นเสื้อแตงโมเราก็รู้สึกสดใสขึ้นได้จริงๆ

ทายาทรุ่นสองผู้ต่อยอดแบรนด์ เสื้อแตงโม อายุ 40 ปีให้เติบโตเป็นแตงโมลูกโตๆ รสหวาน

เธอสรุปการปรับปรุงภาพลักษณ์และผลิตภัณฑ์ให้เราฟังว่า “เราเข้ามาทำให้กระบวนการการทำงานเป็นระบบ เพื่อที่ว่าหากพี่ๆ คนงานไม่อยู่ โรงงานต้องเดินต่อได้ แต่ระบบนี้ต้องไม่ทับความเป็นแตงโมเดิม ยิ่งเราใช้ระบบมากเท่าไร ความเป็นคนก็จะน้อยลง”

สิ่งที่ทำให้อดิศรามั่นใจที่จะดูแลแตงโมต่อ และบอกตัวเองเสมอว่านี่คือเส้นทางชีวิตของเธอ คือการที่ทั้งคุณพ่อคุณแม่ พี่ๆ คนงาน และลูกค้า พึงใจและเห็นพ้องต้องกัน

แม่ค้าขายเสื้อ ศิลปินผู้ใช้ศิลปะในการบริหารงาน

สิ่งที่เธอเน้นย้ำตลอดการสนทนาคือ เธอไม่ได้เปลี่ยนแปลง และคล้ายจะดำเนินรอยตามคุณพ่อเสียด้วยซ้ำ แต่เราเชื่อว่าความเป็นศิลปินจะต้องแทรกอยู่ในการทำงานของเธอเป็นแน่ เมื่อต้องเป็นผู้บริหารสลับแม่ค้าขายเสื้อ เธอได้ใช้ศาสตร์แห่งศิลป์ที่รักบ้างหรือเปล่า เราถาม

“ทุกคนจะบอกว่าเรียนศิลปะมาก็ออกแบบลายได้สิ ถามว่าได้มั้ย ก็ได้ แต่ศิลปะกับการออกแบบไม่เหมือนกัน เราเป็นศิลปินมากกว่า ศิลปะคือการเห็นของเรา แต่เมื่อมาอยู่กับแตงโมมันต้องเกี่ยวกับลูกค้า ไม่ได้เกี่ยวกับตัวเอง ถ้าออกแบบลาย เราจะเป็นคนวาดด้วยมือแล้วให้พี่เขาไปทำต่อในคอมพิวเตอร์ 

ทายาทรุ่นสองผู้ต่อยอดแบรนด์ เสื้อแตงโม อายุ 40 ปีให้เติบโตเป็นแตงโมลูกโตๆ รสหวาน

“และการที่เราเรียนศิลปะทำให้เราได้กระบวนการคิดมากกว่า เราผสานสิ่งที่ลูกค้าและเราต้องการเข้าด้วยกัน ถ้าออกบูทเราก็หยิบงบประมาณผสานความคิด วางแผนออกมาเป็นบูทที่เราต้องการ บางครั้งก็หยิบสีใบไม้ที่เปลี่ยนไปมาลองทำโทนสีใหม่ เปลี่ยนจากละเลงลงผ้าใบมาลงเสื้อแทน” เธอเล่าถึงการใช้ศาสตร์ที่ร่ำเรียนมาประยุกต์กับธุรกิจครอบครัวด้วยรอยยิ้ม การันตีว่าศิลปะยังอยู่กับเธอเสมอ

เพราะยึดมั่นในคำของคุณพ่อที่ว่า “คนที่ใส่เสื้อแตงโมคือคนอารมณ์ดี” และ “แตงโมทำเสื้อให้ได้มาซึ่งรอยยิ้มของผู้ใส่” การเปลี่ยนแปลงสำคัญที่เธอทำจึงเป็นการเพิ่มสีเสื้อแตงโมให้หลากหลายเพื่อตอบสนองลูกค้าที่อาจไม่กล้าใส่เสื้อแตงโมเพราะสีที่ฉูดฉาด และตอบสนองสีผิวและรูปร่างของลูกค้าที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเพิ่มสีเอิร์ธโทน พาสเทล เพิ่มให้สีแต่ละสีมีหลายเฉด และลดรายละเอียดของลายเสื้อลง แต่ยังคงเอกลักษณ์แตงโมไว้

ทายาทรุ่นที่สอง เซน-อดิศรา พวงชมภู

“ทำยังไงให้คนไทยใส่เสื้อแตงโมแล้วมั่นใจ ให้คนอ้วน คนผิวคล้ำ หรือวัยรุ่นใส่แล้วรู้สึกว่าเขาใส่สวย เราไม่ได้ลบเอกลักษณ์เดิมเพียงเพิ่มตัวเลือกให้ลูกค้ามากขึ้น ให้แตงโมเป็นเสื้อที่ไม่มีวันตาย” นี่คือการเปลี่ยนแปลงและปรับภาพลักษณ์แตงโมครั้งใหญ่ เราจึงเห็นว่าเสื้อแตงโมมีหลากสีหลายแบบยิ่งขึ้น

7 เมล็ดของแตงโม หลักสำคัญในการทำงานตั้งแต่ผู้บริหารถึงลูกน้อง

นอกจากการทำเสื้อให้ได้มาซึ่งรอยยิ้มของผู้ใส่แล้ว การยึดมั่นในคุณธรรมทั้งเจ็ด นั่นคือขยัน อดทน ซื่อสัตย์ อ่อนน้อมถ่อมตน เอาใจเขามาใส่ใจเรา ประหยัด และกตัญญู ก็เป็นสิ่งสำคัญที่คุณพ่อและคุณแม่ในฐานะพี่ใหญ่ของน้องๆ และพ่อแม่ของลูกๆ สอนเสมอ

คุณพ่อเป็นคนยโสธรที่เข้ามาเรียนและทำงานในกรุงเทพฯ จึงเข้าใจคนยากลำบากเป็นอย่างดี ทั้งสองท่านจึงดูแลคนงานเสมือนญาติพี่น้อง ตั้งแต่สร้างโรงงานหลังคาสีแดงให้เหมือนบ้านตามต่างจังหวัด ปลูกต้นไม้รายล้อมให้รู้สึกอบอุ่น เลือกวิวริมแม่น้ำซึ่งสวยงามที่สุดให้คนงานได้อยู่ จัดหาอาหารให้ 3 มื้อ ในราคาถูก สร้างหอพักให้อาศัยในราคาย่อมเยา หรือแม้แต่สร้างโรงจอดรถให้ได้หลบฝน ความรักที่ทั้งสองมีต่อคนงานจึงส่งไปถึงลูกค้าได้จริง

ท่านทั้งสองคอยบอกให้คนงานเย็บเสื้อเหมือนเย็บให้พ่อแม่ใส่ ให้ลูกค้าได้ใส่เสื้อสวยคุณภาพดี แต่ราคาถูก เพราะฉะนั้นเมื่อพี่คนงานคนไหนตะหงิดใจเพียงนิดว่าเสื้อตัวนี้เย็บไม่ดี พวกเขาจะแก้ใหม่ทันทีโดยไม่ต้องบอก หรือแม้กระทั่งการขายอาหารให้ลูกค้าในงานแตงโมแฟร์ แม้อดิศราจะอยากช่วยผ่อนแรงคนงานด้วยการซื้อเครื่องครัวดีๆ มาให้ แต่พวกเขาก็ปฏิเสธเพราะภูมิใจที่ได้ขอบคุณลูกค้าด้วยฝีมือการทำอาหารของตน

สำหรับอดิศรา เธอยึดหลักทั้งเจ็ดขึ้นใจทั้งต่อลูกค้าและคนงาน แม้เวลาจะผ่านมาแล้ว 41 ปี แต่เสื้อแตงโมยังคงใช้เส้นด้ายและสีย้อมที่ดีที่สุด เพื่อให้คนไทยได้ใส่เสื้อคุณภาพดีในราคาถูก

“อากาศร้อนก็เปลี่ยนผ้า ลูกค้าอยากได้เสื้อแบบไม่ต้องรีดก็เปลี่ยนผ้า” เธอเล่าให้ฟังพร้อมเสียงหัวเราะว่า เธอเก็บข้อมูลที่ลูกค้าต้องการมาปรับปรุงผลิตภัณฑ์เสมอ

เพราะเชื่อเสมอว่าแตงโมเป็นมากกว่าเสื้อยืดธรรมดา เธอเล่าว่า วงจรของเสื้อแตงโมแต่ละตัวหมุนวนอยู่ในชีวิตคนไทยทั้งหมด ตั้งแต่เงินเดือนคนงานที่ส่งกลับไปให้ครอบครัวที่ยังคงเป็นชาวนา หรือแม้กระทั่งลูกค้าขายส่งที่ได้มีอาชีพเลี้ยงดูตนเองและครอบครัว หลายครั้งได้ฟังว่าเสื้อแตงโมทำให้ลูกหลานพวกเขาจบปริญญาเอกได้อย่างไร

ไม่เพียงคนงานและลูกค้าขายส่ง แต่แตงโมยังนำกำไรที่ได้ไปช่วยพัฒนาสังคม ทั้งออกไปช่วยสร้างถนนที่ภาคใต้ สร้างโรงงานให้กลุ่มมุสลิมกายูบอเกาะ จากการรับเย็บเสื้อแตงโมไปเย็บฮิญาบ ขึ้นไปช่วยเหลือชาวเขา หรือแม้กระทั่งการช่วยเหลือประชาชนในยามเกิดอุทกภัย

“เราไม่ได้เปลี่ยนแปลงอณูของแตงโม ยังคงหลักเดิมที่ว่า แตงโมไม่ได้ผลิตเสื้อเพียงเพื่อขาย แต่เราดูว่าเสื้อที่เราทำออกไปได้สร้างคุณค่าที่ไหนบ้าง เป้าหมายของธุรกิจคือกำไร แต่เป้าหมายของกำไรคืออะไร แตงโมมานั่งคิดว่าจะทำยังไงต่อมากกว่า” อดิศราเล่าถึงความตั้งใจของแตงโมที่เธอได้รับจากเจ้าของโรงงานรุ่นบุกเบิก

แตงโมลูกที่สองกับการรับช่วงต่อ

ถึงตรงนี้เราจึงสงสัยว่า ในบรรดาพี่น้อง 4 คน ทำไมจึงเป็นเธอที่กลับมาดูแล 

“ทุกคนต้องไปทำตามความต้องการของตนเอง แต่ท้ายที่สุดก็มีสิ่งที่ต้องทำด้วยกัน เราอาจต้องมาจุดนี้ก่อน ส่วนน้องๆ และพี่ชายอาจต้องทำตามฝันก่อนแล้วค่อยกลับมา จริงๆ น้องชายจะกลับมาช่วย แต่เราบอกให้เขาทำงานที่ต่างประเทศสักหนึ่งปีให้ได้ประสบการณ์และศึกษาระบบต่างๆ ก่อน เราเรียนศิลปะ เป็นนักเต้น แล้วมาทำธุรกิจเลย ไม่มีความรู้ที่จะมาช่วยได้จริงๆ ให้เราดำน้ำคนเดียวก็พอ ในฐานะพี่สาว น้องสาว เรามีความสุขแล้ว มันเป็นตัวตนของเรามากกว่า” เธอเล่าให้ฟังพร้อมรอยยิ้ม ทำให้เราเชื่อได้จริงๆ ว่าเธอมีความสุขกับเส้นทางที่เลือกแม้ต้องละทิ้งความฝันในการเป็นศิลปิน สมกับชื่อ ‘เซน’ ของเธอไม่ผิด

ทายาทรุ่นที่สอง เซน-อดิศรา พวงชมภู

การบริหารงานในฐานะทายาทรุ่นสองของเธอเดินทางมาถึงปีที่ 6 แล้ว เมื่อถามถึงสิ่งที่เธอตั้งใจในการนำแตงโมเติบโตต่อไป เธอตอบเราว่า

“แตงโมคือแบรนด์ที่คนไทยพึ่งพาได้ ภาพที่คุณพ่ออยากเห็นคืออยากให้บ้านทุกหลังมีเสื้อแตงโม มีช่วงที่ตู้เสื้อผ้าบางตู้ไม่มีเสื้อแตงโม เราอยากเติมความฝันนั้นให้ทุกคนได้กลับมารู้จักว่า แตงโมยังอยู่ตรงนี้” คำตอบของเธอยังทิ้งร่องรอยของรุ่นบุกเบิกไว้เสมอ แต่ร่องรอยนั้นก็มีความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ ในแบบเธอ

อดิศร และอมรา พวงชมภู

“ไม่ว่าจะเป็นทายาทต่อหรือสร้างธุรกิจใหม่เองก็เป็นเรื่องท้าทายของชีวิต ต้องดูว่าเรามีความสุข ณ จุดไหนมากกว่า ถ้ามีความเห็นไม่ตรงกันกับคุณพ่อคุณแม่หรือพี่ๆ ในฐานะคนรุ่นใหม่ เราต้องลดอัตตาลงเเล้วฟังเขาเยอะขึ้น เมื่อเราดูตัวเอง เราจะเข้าใจว่าทำไมคนนั้นเป็นอย่างนี้ ทำไมพ่อแม่ไม่ฟัง เพราะเราพูดไม่ชัดเจน หรือเข้าไปคุยตอนท่านอารมณ์ไม่ดีหรือเปล่า 

“เรามีเป้าหมายว่าต้องเก่งขึ้นในแต่ละวัน ไม่ว่าจะด้านใดก็ตาม การเป็นทายาทรุ่นสองเป็นการพัฒนาตนเองให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ ถ้าคิดได้แบบนี้ เราจะมีความสุขมากขึ้น และตอนนี้เรามีความสุขดี” เพราะรอยยิ้มตาหยีและน้ำเสียงสนุกสนานของเธอตลอดการสนทนา ทำให้เราเชื่ออย่างสนิทใจว่า สีสันของแตงโมจะไม่ซีดจางเพราะศิลปินสาวนามอดิศรามีความสุขที่ได้เป็นทายาทรุ่นสองจริงๆ 

ทายาทรุ่นสองผู้ต่อยอดแบรนด์ เสื้อแตงโม อายุ 40 ปีให้เติบโตเป็นแตงโมลูกโตๆ รสหวาน

บริษัท สยามแฮนด์ส จำกัด (พ.ศ. 2521)

ย้อนกลับไปเมื่อ 41 ปีก่อน ขณะเป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยต้องการเก็บเงินสร้างชีวิตคู่ คุณพ่ออดิศราและคุณแม่อมราจึงไปรับเสื้อยืดมาขาย ทั้งแบบที่พิมพ์ลายมาแล้วและซื้อเสื้อเปล่ามาพิมพ์เอง ในปีเดียวกัน คุณพ่อและคุณแม่ได้ฝากขายสินค้าที่ร้านกิฟต์ช็อปเม็ดทรายและได้ตั้งชื่อแบรนด์เป็นภาษาญี่ปุ่นขึ้นว่า ‘SUIKA’ ที่แปลว่า แตงโม เพราะคุณพ่อชอบทานแตงโม ส่วนคุณแม่เป็นนักเรียนทุนญี่ปุ่น

ด้วยแนวคิดที่เฉียบคมของคุณพ่อผสานกับกำลังแรงกายและแรงใจจากคุณแม่ แตงโมจึงตีตลาดเสื้อยืดได้ทุกวัยโดยเฉพาะวัยรุ่น “ตอนนั้นในท้องตลาดเป็นเสื้อใยสังเคราะห์ เสื้อคอตตอนขายในห้างและส่งออกเท่านั้น แต่เราชอบคอตตอนเพราะใส่สบาย ซับเหงื่อได้ และเราขายราคานักศึกษาแค่เก้าสิบเก้าบาท แถมพิมพ์ลายน่ารักๆ และปรัชญาเก๋ๆ” คุณแม่เสริมให้ฟังถึงกลยุทธ์ที่ทำให้แตงโมเป็นเสื้อที่ครองใจคนทุกวัย

ในปี 2528 ทั้งคู่ได้ตั้งบริษัท วาย แจแปน จำกัด เพื่อผลิตเสื้อแตงโมอย่างครบวงจร และเปิดร้านสำหรับขายเสื้อแตงโมสาขาแรกที่บางลำพูในปีถัดมา ต่อมาในปี 2532 จึงเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น บริษัท สยามแฮนด์ส จำกัด

ช่วงหนึ่งแตงโมเคยเน้นผลิตเสื้อเพื่อการส่งออกเพราะคิดว่าเป็นเป้าหมายสูงสุดของอุตสาหกรรมสิ่งทอ แต่เมื่อดำเนินกิจการไปสักพักจึงคิดว่าการผลิตเสื้อให้คนไทยได้ใส่นั้นเหมาะกับแตงโมที่สุด ประกอบกับได้รับผลประกอบการที่ดีเกินคาดจากการขายส่งที่ตลาดโบ๊เบ๊ แตงโมจึงเน้นตลาดขายส่งตั้งแต่นั้นมา 

“วันนั้นเราเป็นวัยรุ่น เราจึงเข้าใจหัวใจวัยรุ่นว่าต้องการใส่อะไร แต่วันนี้ เราอายุขนาดนี้เรากลับไปตีตลาดวัยรุ่นไม่ได้แล้ว มีเซนเข้ามา จึงถือว่าแตงโมได้เกิดใหม่อีกครั้ง พ่อแม่ต้องวางอย่าติดยึดว่าฉันสำเร็จอย่างนี้มา เพราะโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว เราต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงและเคารพเขา ทุกอย่างเป็นประสบการณ์หมด มันเป็นมหาลัยของความเป็นจริง”

Facebook : SUIKA – เสื้อแตงโม

Writer

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์

นักศึกษาถ่ายภาพที่กำลังตามหาแนวทางของตัวเอง ผ่านมุมมอง ผ่านการคิด และ ดู

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

“บ้านน้อยหน่าเป็นร้านบาร์เบอร์”

อยู่ๆ เราก็หลุดเข้าไปในภาพยนตร์เรื่องโปรดอย่าง แฟนฉัน (พ.ศ. 2546) มีฉากร้านตัดผมชาย มีเด็กหญิงที่ชื่อน้อยหน่า มีบรรยากาศและเสียงเพลงเก่าๆ จะต่างก็เพียงแต่ช่างใหญ่ของร้านตัดผมชายร้านนี้ไม่ใช่คุณพ่อศิลปินหนุ่มใหญ่ แต่เป็นแม่ติ๋ว – สุวรรณดา กายะ หญิงสาวผู้เปลี่ยนใจจากกรรไกรและโรลม้วนผมทันทีที่ได้ลองปัตตาเลี่ยนเมื่อ 37 ปีก่อน ก่อนจะมีร้านเป็นของตัวเองชื่อ “ติ๋วบาร์เบอร์” ที่สยามสแควร์ในยุคที่สยามสแควร์มีร้านตัดผมชายเรียงรายอยู่ถึง 30 ร้าน

ตัดภาพกลับมาที่ปัจจุบัน อดีตแสนเท่ยังคงมีให้เราเห็นและหลงเหลืออยู่บ้างตามเสื้อผ้าหน้าผมของคนรุ่นใหม่ที่โหยหาอดีตอันโก้เก๋ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะมาเร็วไปเร็วเหมือนใจใครหรือเปล่า

ความตั้งใจเดิมเราแค่อยากชวนผู้รับช่วงต่อร้านติ๋วบาร์เบอร์ มาผู้คุยในฐานะลูกเขยเบอร์แรกของคอลัมน์ทายาทรุ่นสอง ผู้รับช่วงต่อและแปลงเปลี่ยนร้านของแม่ยายให้กลับมาเป็นที่นิยมและอยู่รอดได้ในยุคสมัย แต่เนื้อความด้านล่างนี้กลับไม่มีศัพท์แสงแสดงไลฟ์สไตล์ฮิปสเตอร์หนุ่มวินเทจสักนิด

ความกิ๊บเก๋และบรรยากาศเก่าๆ ของบาร์เบอร์ที่แท้จริงเมื่อ 23 ปีก่อนต่างหากที่ หนอน-ชุมพร สังข์วิเลิศ ผู้เป็นลูกเขย และ น้อยหน่า-จารุลักษณ์ กายะ ผู้เป็นลูกสาว ตั้งใจเก็บรักษาและถ่ายทอดมันออกมาผ่านทำเลเดิมอย่างร้านที่สยามสแควร์และสาขาเอกมัยอันเป็นที่นัดหมายของเราในวันนี้ นอกจากจะเปลี่ยนความคิดที่เคยมีกับร้านตัดผมชายไปตลอดกาลแล้ว เรายังสนุกกับการจินตนาการตามถึงบาร์เบอร์ที่มากกว่าการเป็นบาร์เบอร์

ในที่สุด เราก็ได้รู้จักชายหนุ่มผู้แต่งงานกับน้อยหน่าในหนังเรื่อง แฟนฉัน เสียที แถมหลายปีผ่านไป น้อยหน่าและสามียังคงสานต่อกิจการที่บ้านและทำให้บรรยากาศของบาร์เบอร์กลับมาอีกครั้ง

 
Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง
Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง
ธุรกิจ: Tew’s Barber Shop (พ.ศ. 2537)
ประเภทธุรกิจ: ร้านตัดผมชาย
อายุ: 23 ปี
เจ้าของและผู้ก่อตั้ง: สุวรรณดา กายะ
ทายาทรุ่นที่สอง: หนอน-ชุมพร สังข์วิเลิศ (ลูกเขย)น้อยหน่า-จารุลักษณ์ กายะ (ลูกสาว)

ในความทรงจำสีจาง…จาง

คงจะเป็นการอยู่นอกเหนือประเด็นเกินไป หากผู้เขียนจะสอบถามเรื่องราวความรักและย้อนกลับไปสืบจุดเริ่มต้นของคนทั้งคู่ เราจึงทราบที่มาสั้นๆ ก่อนรับช่วงเปลี่ยนแปลงติ๋วบาร์เบอร์ว่า คุณน้อยหน่าเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง ขณะที่คุณหนอนเป็นอดีตช่างภาพจาก บางกอกโพสต์ และก่อนจะเข้าสู่สาระเป็นทางการ เราขอแอบเอามือจิกหมอนเขินความคู่ของคนคู่นี้สักหน่อย ชื่อหนอนกับน้อยหน่า ไม่เพียงเสียงที่พ้องกัน ความหมายถึงความอยู่เคียงคู่กันก็เหนียวแน่นไม่แพ้

“จำได้ว่าลูกค้าที่ร้านเป็นผู้ใหญ่หมดเลย เราเองยังเด็กมากๆ จึงไม่ค่อยมาอยู่หน้าร้าน เวลาลูกค้ามาถึงจะได้รับเชิญเข้าห้องและรับการบริการอยู่ในนั้นจนเสร็จ” น้อยหน่าเล่าถึงความทรงจำหลังจากเจี๊ยบตัดหนังยางน้อยหน่าในฉากจบของหนัง ไม่สิ น้อยหน่าคนนี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับน้อยหน่า นักเรียนชั้นประถมสี่ หัวหน้าทีมนำเต้นเพลง รักคือฝันไป ในงานวันเด็กของโรงเรียน

สำหรับ ‘ห้อง’ ที่น้อยหน่าคนนี้พูดถึง เราขออธิบายด้วยการฉายภาพไดอะแกรมสามมิติล้ำๆ ผ่านตัวหนังสือให้คุณนึกภาพตามว่าเป็นห้องบริการตัดผมระดับ VIP ที่มอบความเป็นส่วนตัว บริการทุกอย่างทุกๆ ขั้นตอน ทุกระดับ ประทับใจโดยช่างเพียงคนเดียว ซึ่งมีรูปแบบมาจากห้องตัดผมในโรงแรมดุสิตธานี

“สมัยก่อนร้านบาร์เบอร์ทั้ง 30 ร้านในสยามสแควร์จะให้บริการตัดผมแบบห้อง VIP ทั้งหมด ไม่ได้เป็นโต๊ะเรียงแบบที่เห็นในร้านตัดผมชายปัจจุบัน โดยทุกร้านในสมัยนั้นจะเป็นรูปแบบเดียวกันคือมีโซฟา และช่างนั่งอยู่ตรงโซฟา พอลูกค้าเข้าร้านมาช่างก็จะเดินเข้าไปตัดผม ถ้าเป็นคนรุ่นเราที่อายุ 30 – 40 ก็จะไม่ค่อยทันแล้ว สมัยนี้มีร้านแบบนี้ตอนนี้ให้เห็นอยู่ร้านเดียวในสยาม” หนอนเล่าถึงบรรยากาศร้านตัดผมชายในยุคเฟื่องฟูให้เราฟังด้วยตาเป็นประกาย

เมื่อเราถามถึงบรรยากาศสมัยก่อนทั้งหมด ทั้งหนอนและน้อยหน่าบอกให้เราอดใจรอเพื่อถามจากแม่ติ๋ว ซึ่งเราก็ขอยืนยันอีกเสียงว่าสนุกจนน่านำไปทำหนังสารคดีส่งประกวดเมืองคานส์ แต่ถ้าคุณรอไม่ไหว เราอนุญาตให้ scroll down ลงไปอ่านบทสัมภาษณ์แม่ติ๋วด้านล่างก่อนได้ตามอัธยาศัย โดยที่ไม่ลืมเลื่อนกลับขึ้นมาที่จุดเดิมตรงนี้

หนึ่งในตัวอย่างบรรยากาศที่หนอนเล่าไปยิ้มไปก็คือ “สมัยก่อนจะมีลูกค้าประจำคนหนึ่ง บ้านอยู่ไกลมาก แต่มาที่ร้านสาขาสยามทุกวัน มาสระผมและหลับไป จะว่าไปเป็นไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นนั้นที่ต้องมาสยามเป็นกิจวัตร มาซื้อของ เข้าร้านทำผมเพื่อผ่อนคลาย แล้วจบด้วยมื้อเย็นที่ร้านสีฟ้า ที่น่ารักคือไม่เพียงใจดี หมั่นซื้อข้าวและน้ำดื่มมาฝากช่างที่ร้านอยู่เสมอ คนขับของลูกค้าท่านนี้ยังสนิทสนมกับคนที่ร้านราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร้าน ระดับบรรจุเข้าเป็นพนักงานเพราะจะมาที่ร้านเวลา 11 โมงก่อนจะกลับไปตอน 4 โมงเย็น”

Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง

หมั่นคอยดูแลและรักษาดวงใจ

จนกระทั้งในช่วง พ.ศ. 2547 – 2548 การเข้ามาของซาลอนที่ทำให้คนรุ่นใหม่ห่างจากบาร์เบอร์ออกไป ติ๋วบาร์เบอร์ในยุคของแม่จึงปรับกลยุทธ์ด้วยการเพิ่มช่างตัดผมสำหรับผู้หญิงเข้ามา แต่นั่นทำให้ลูกค้าเก่าๆ ซึ่งเป็นลูกค้าผู้ใหญ่ไม่กล้าเข้า เพราะรู้สึกไม่ได้รับความเป็นส่วนตัวอย่างที่เคย

ซาลอน คือร้านทำผมทั้งหญิงและชาย “เหมือนเราเป็นเพลงลูกทุ่ง แล้วซาลอนเป็นเพลงสตริง” พ่อกับแม่ที่นั่งฟังสัมภาษณ์อยู่ข้างๆ รีบเสริม

บาร์เบอร์จะถูกมองว่าเป็นสิ่งที่เชยไม่ทันสมัย

“เมื่อก่อนบาร์เบอร์ไม่ได้มีเครื่องไม้เครื่องมือมากนัก ขณะที่ซาลอนมีเครื่องมือจากญี่ปุ่น หม้ออบ เครื่องดัดลอน ยืดผม ทำสี ทำทรีตเมนต์ ประกอบการแต่งร้านที่ดูโฉบเฉี่ยว มีเก้าอี้เก๋ๆ มีเตียงสระผม ดูทันสมัย และยังมีสถานีช่างคนนี้รับผิดชอบการตัด คนนั้นรับผิดชอบการสระผม มีคนบริการมากมาย ดูสะดวกสบายไปหมดทุกสิ่ง มีสมาคมแบ่งปันความรู้การเกล้าผม ทำสี ทำไฮไลต์ แต่บาร์เบอร์มีอย่างมากก็แค่รองทรงสูง กลาง และต่ำ

Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง
Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง

“เมื่อถึงจุดหนึ่ง เรารู้สึกว่าถึงเวลาที่ร้านต้องปรับเปลี่ยนให้ทันยุคทันสมัยเพราะเด็กสมัยใหม่ไม่เคยชินเขาก็ไม่กล้าเข้าร้านบาร์เบอร์ ความตั้งใจเราอยากให้มีลูกค้าทุกวัย ตั้งแต่วัยรุ่นไปถึงวัยทำงาน” น้อยหน่าเล่าถึงจุดเปลี่ยนของการเริ่มปรับโฉมร้านติ๋วบาร์เบอร์ใหม่

“ตอนนั้นกระแสบาร์เบอร์ก็ยังไม่ค่อยมี เราก็คิดออกแบบว่าจะทำร้านอย่างไรให้บาร์เบอร์กลับมา”

“ก่อนหน้านี้ผมเองตัดผมกับที่ร้านมาตลอด เราสัมผัสถึงความพิเศษของการบริการที่เราอยากรักษาให้สิ่งนี้อยู่ต่อไปและอยากให้คนอื่นๆ ได้มาสัมผัส จึงบอกแม่ว่าขอเก็บบริการทั้งหมดที่เคยมีเอาไว้ จะปรับก็เพียงรูปร่างหน้าตาของร้าน โดยเพิ่มตัวตนความเป็นบาร์เบอร์ลงไปและสร้างแบรนด์เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ

“เรื่องการทำร้านใหม่ สิ่งที่แม่ขออันดับแรกๆ คือ ต้องมีห้องบริการแบบส่วนตัว ตอนแรกก็คิดว่าจะมีดีไหมเพราะค่อนข้างกินพื้นที่ร้าน แต่มาวันนี้เราพบว่าการมีอยู่ของห้องส่วนตัวทำให้ร้านเราแตกต่างจากที่อื่นๆ และเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงๆ ตั้งแต่ร้านของแม่ เราไม่ได้จัดขึ้นมาใหม่” หนอนผู้ทำหน้าที่ดูแลควบคุมการปรับโฉมเล่าไอเดียเริ่มต้น

ซึ่งช่วงแรกของการเปิดร้านหลังการรีโนเวต หนอนเล่าว่ามีทั้งลูกค้าเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างเพราะคนยังไม่คุ้นกับร้านตัดผมสไตล์บาร์เบอร์ “5 ปีก่อนคนไม่ได้ฮิตทรงวินเทจแบบตอนนี้ แล้วเราก็เชียร์ให้เขาตัดแบบนั้น ในขณะที่เทรนด์ผมยุคนั้นคือญี่ปุ่นๆ เกาหลีๆ ซอยผม ทำสีผม พอเราไปไถผมเขาด้วยปัตตาเลี่ยนก็จะมีคนที่เข้าใจและไม่เข้าใจ” โชคดีว่าผ่านไป 1 ปีเทรนด์ทรงผมวินเทจก็กลับมาฮิตในหมู่หนุ่มๆ พอดี

“เรื่องทรงผมมันเป็นเทรนด์มาและไป ร้านจึงต้องคุยกันอยู่เสมอ เป็นตัวเองบ้าง ปรับให้เข้ากับเทรนด์และความต้องการของลูกค้าบ้าง พยายามมีทรงผมหลากหลายมากขึ้นโดยคุยกับช่างให้เข้าใจ ช่างที่ตัดผมตั้งแต่สมัยแม่ทำร้านยังอยู่กับเรา 1 คน นอกนั้นเป็นช่างรุ่นใหม่จากหลากหลายเส้นทางมาก บางคนจบสถาปัตย์ฯ มา จบวิศวะฯ จบดุริยางค์ฯ ก็มี” และเนื่องจากทักษะและประสบการณ์ที่แตกต่างกัน ช่างของทางร้านจึงต้องผ่านช่วงเวลาฝึก 2 – 3 เดือนเพื่อเข้าใจวัฒนธรรมและหัวใจสำคัญอย่างการบริการ

จากที่เคยคิดว่าร้านตัดผมผู้ชายให้บริการตัดผม โกนหนวด จัดเซ็ตให้เข้าทรงและจบไป ติ๋วบาร์เบอร์ทำให้เราเรียนรู้บริการบาร์เบอร์ดั้งเดิม ผ่านขั้นตอน 1 – 10 ของการบริการ ที่มีตั้งแต่เสิร์ฟน้ำดื่มดับกระหาย ถ้าลูกค้ามาร้อนๆ ช่างจะเช็ดและเป่าไดร์ให้ก่อนพูดคุยเรื่องทรงผมสักพัก และเตรียมตัวตัดผม กันทรงเก็บทรงให้เรียบร้อย พูดคุยกับลูกค้าอย่างเหมาะสม

Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง
Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง

ไม่เคยรักใครเท่าติ๋ว

ติ๋วบาร์เบอร์ พ.ศ. 2555

“ถ้าเทียบกับสเกลของร้านสมัยก่อน แม่มีช่างผม 30 คน ช่างเล็บ 5 – 6 คน ขณะที่ร้านเรามีช่าง 10 คนใน 2 สาขา เทียบกับลูกค้าของแม่จึงมีเยอะกว่า ช่างตัดผมแข่งกันวิ่งรอกลงเวลา แต่ปัจจุบันไม่เป็นแบบนั้นแล้ว ช่างตัดผมน้อยลง แต่ลูกค้าที่เข้ามาตัดผมยังมีเยอะเท่าเดิม ถึงแม้จะมีช่างไม่เยอะแต่เราก็คุมคุณภาพการบริการให้ดีงามเหมือนร้านสมัยแม่” น้อยหน่า ทายาทผู้ดูแลติ๋วบาร์เบอร์รุ่นที่สองและรุ่นที่สาม (ในท้อง) เทียบให้ฟังถึงความแตกต่างระหว่างร้าน 2 ยุค

“งานตัดผมเป็นงานฝีมือจริงๆ ช่างแต่ละคนก็จะมีวิธีการที่จะสร้างสรรค์แตกต่างกันออกไป ซึ่งบาร์เบอร์จะแตกต่างกับซาลอนตรงที่ช่างจะจบงานทั้งหมดคนเดียวตั้งแต่ สระ-ตัด-เซ็ต จึงต้องกำหนดเวลาการให้บริการต่อลูกค้า 1 ท่าน” หนอนเสริม และด้วยความไม่เคยชินของลูกค้าเรื่องระบบจองคิว ทำให้ติ๋วบาร์เบอร์ถูกเข้าใจว่าเป็นร้านตัดผมฮิปๆ หยิ่งๆ อยู่เสมอ

“แรกๆ ยังเป็นระบบ walk-in อยู่ ก่อนจะมีเปิดจองเพื่อจัดระบบคิว flow ในร้าน และความเป็นส่วนตัวของลูกค้า ในช่วงแรกคนก็อาจจะยังไม่ชินที่ต้องจองคิว ซึ่งจริงๆ ต่อให้ไม่ใช่ร้านติ๋วบาร์เบอร์ แต่เป็นร้านตามตลาดในต่างจังหวัดที่มีช่างตัดคนเดียว ลูกค้าก็โทรจองถามช่างว่าว่างอยู่ไหม ต้องนัดช่างเหมือนกัน”

เราถามถึงจุดเด่นของติ๋วบาร์เบอร์ที่มีมากกว่าการตัดผม แต่แทนที่จะได้รับคำตอบหรูหรา หนอนกลับเลือกจะเล่าจุดที่ตัวเองไม่เก่ง “เรารู้ว่าเราไม่ได้เก่งเรื่องเคมีมากอย่างเรื่องย้อมผมและดัดผม เราพอทำได้แต่เป็นในสไตล์ old-school จริงๆ เน้นเราตัดผมเป็นส่วนใหญ่”

Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง
Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง

ก่อนจะเล่าความดีงามของเก้าอี้ไฟฟ้าที่มีมาตั้งแต่ยุคของแม่ว่า “เก้าอี้ที่ร้านมีมาตั้งแต่รุ่นแม่ เป็นเก้าอี้ไฟฟ้า ปรับเอนนอนสระผมในห้องนั้นเลย ลูกค้าที่ไม่ชินพอตัดผมเสร็จเขาก็พยายามลุกออกจากเก้าอี้ เราก็ถาม ‘พี่จะไปไหนครับ สระผมตรงนี้เลย’ พอสระเสร็จช่างก็จะเอาผ้ามาปิดตา มีอโรม่านิดๆ ให้รู้สึกผ่อนคลาย”

สมัยก่อนติ๋วบาร์เบอร์มีบริการขัดรองเท้าหนัง ขัดเข็มขัด แต่เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยติ๋วบาร์เบอร์จึงเปลี่ยนบริการเสริมมาเป็นบริการล้างแว่นตาแทน

รวมไปเรื่องจัดแต่งทรงผม “ช่วงเริ่มต้นปรับรูปแบบ เราใส่ Pomade ให้ลูกค้า ลูกค้าบอก ‘ขอล้างออก’ (หัวเราะ) แต่เดี๋ยวนี้ไม่แล้ว คนเข้าใจมากขึ้น ลูกค้าชาวต่างชาติก็มีมากขึ้น อย่างชาวสิงคโปร์จะจองตัดกับเราตลอด” จากนั้นหนอนจึงก็พัฒนาผลิตภัณฑ์ของตัวเองในชื่อ bad taste ซึ่งมี 2 สูตร ได้แก่ สูตรออริจินัล ช่วยให้ผมอยู่ทรงสวยงาม และสูตรธรรมชาติ ทำให้ผมดูมี volume เซ็ตเหมือนไม่เซ็ต

หลังจากรับช่วงต่อติ๋วบาร์เบอร์อย่างเป็นทางการ ทั้งสองคนก็เจอหัวใจของแบรนด์ติ๋วบาร์เบอร์ที่ทำให้ทั้งคู่อยากเก็บรักษาสิ่งเหล่านี้เอาไว้

“หนึ่งคือ เรื่องการบริการ สองคือ เรื่องทำเลร้านที่สยามซึ่งเราอยากรักษาไว้ เดิมทีก่อนร้านเป็นของแม่ คนเช่าเดิมก็ทำร้านตัดผมมาก่อน สามคือ สไตล์และทรงผม ของเราจะออกแนวเรียบร้อยแต่ยังให้ความเป็นผู้ชายอยู่ ดูเป็นผู้ชายสะอาดสะอ้าน”

สิ่งที่พิสูจน์ผลของการรับช่วงต่อในสายตาของทั้งคู่ก็คือ การที่ลูกค้ายอมรับระบบจองและโทรมาจองอยู่เรื่อย รวมไปถึงสายสัมพันธ์ระหว่างลูกค้าและคนในร้านที่กลายมาเป็นเพื่อน

“เราเห็นสิ่งที่แม่ทำมาตลอด เราผูกพัน เราอยากจะรักษาสิ่งนี้ไว้ให้คนรุ่นต่อไปสัมผัสและเข้าใจการบริการของบาร์เบอร์ว่าเป็นอย่างไร ก่อนหน้านี้แม่เป็นห่วงเรื่องการปรับรูปแบบร้าน กลัวว่าเราจะปรับจนไม่เหลืออะไรเลย (หัวเราะ) กลัวลูกค้าเดิมไม่เข้า รวมถึงเรื่องความเข้าใจเรื่องทฤษฎีและเทรนด์ทรงผมซึ่งช่างตัดผมเก่าๆ จะไม่เชื่อเพราะเห็นว่าเราตัดผมไม่เป็น” น้อยหน่าทิ้งท้ายความตั้งใจค่อยๆ รอการพิสูจน์

Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง

ขณะที่หนอนเชื่อเรื่องการทำให้เห็นว่าจะพิสูจน์สิ่งที่คนรุ่นเราเชื่อและตั้งใจทำ ไปพร้อมๆ กับการใส่รายละเอียดเรื่องการบริการและไอเดียอื่นๆ เพื่อให้ทันกับยุคสมัยและความต้องการของคนยุคใหม่ แม้ต้องต่อสู้กับความไม่เข้าใจของช่างรุ่นเก่า

“แต่ถึงกระนั้นการทำธุรกิจกับที่บ้านสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน พ่อแม่ ลูกเขย สะใภ้ ก่อนมารับช่วงเราก็ต้องคุยกับแม่เยอะว่าแม่ทำอะไรมาบ้าง สิ่งที่เราควรจะทำคืออะไร แล้วประยุกต์ในทิศทางของเรา ระหวางนั้นจะเห็นว่าเกิดการพูดคุยกันอยู่เสมอ”

คุยกันจบเราก็นึกขึ้นได้ว่า เราไม่ได้พูดคุยเรื่องทรงผมของคุณผู้ชายจนเกิดความเข้าใจมากขึ้นเท่าไหร่ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น เพราะเราปล่อยให้เป็นหน้าที่ของช่าง ความตั้งใจบันทึกบรรยากาศให้คงอยู่และปรับเปลี่ยนคุณค่าที่มากกว่าตัวเงินนี้ให้อยู่รอดต่อไปต่างหากที่เรารัก

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่าตั้งแต่ต้นจนจบบทสนทนา เราไม่แปลกใจสักนิดว่าทำไมเจี๊ยบถึงไม่ได้ครองรักกับน้อยหน่า แม้น้อยหน่าคนนี้จะคนละคนกับน้อยหน่าคนนั้นก็ตาม

ติ๋วบาร์เบอร์ (พ.ศ. 2537)

ออกตัวสักนิดว่าล้อมกรอบของทายาทรุ่นสองตอนนี้จะยาวกว่าที่เคย แม่เริ่มจากการเป็นช่างตัดผมผู้หญิง (พ.ศ. 2523) และอยากลองตัดผมผู้ชายดูบ้าง จึงไปเรียนวิชาบาร์เบอร์เพื่อเติม ก่อนจะติดใจความเรียบง่ายของการตัดผมผู้ชาย “ทั้งวิธีการตัดผมที่มีแค่ทรงสั้น กลาง และยาว และนิสัยสบายๆ ของลูกค้าผู้ชาย ถ้าเป็นทรงผมผู้หญิงลูกจะว่าเดี๋ยวสั้นไปยาวไปบ้างล่ะ เอียงบ้างล่ะ” แม่ติ๋วเล่าให้เราฟังถึงจุดเริ่มต้นความหลงใหลในปัตตาเลี่ยน

ราวกับแม่ติ๋วจะอ่านสีหน้าที่แสดงคำถามถึงเรื่องการอัพเดตเทรนด์ทรงผมใหม่ๆ ในสมัยก่อนของเราออก แม่ติ๋วรีบเล่าให้ฟังว่า “สมัยนั้นต้องหมั่นไปเรียนวิชาในโรงเรียนสอนทำผมและชมรมช่างตัดผมชายอยู่เรื่อยๆ มีแข่งขันตัดผมเหมือนมีเพื่อนคอยอัพเดตเทรนด์กัน”

บาร์เบอร์ในยุคนั้นถือเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของผู้ชาย เพราะทั้งมอบประสบการณ์ผ่อนคลาย และเป็นแหล่งรวมตัวและพบปะกลุ่มเพื่อนก่อนเดินเที่ยวกินข้าวกันที่สยามสแควร์ “สมัยก่อนลูกค้าผู้ใหญ่บางคนเขาจะมีเครื่องดื่มติดตัวมาเอง แล้วบอกขอนั่งดื่มรอเพื่อนในร้านของเรา บ้างก็ดื่มไปด้วยตัดผมไปด้วย อันที่จริงผู้ใหญ่เขาไม่เที่ยวผับบาร์กันเท่าไหร่” ถือว่าเป็นกิจกรรมผ่อนคลายอย่างที่สุด “เมื่อก่อนยังไม่มีระบบจอง ลูกค้ามาถ้าช่างว่างก็จะตัดเลย ถ้าช่างไม่ว่างก็มาใหม่วันหลัง ลูกค้าสมัยก่อนเขามาสยามทุกวัน มากินข้าว มาซื้อเสื้อผ้า แหล่งศูนย์รวมผู้คนเพราะยังไม่มีห้างสรรพสินค้า”

แล้วอะไรคือนิยามของความติ๋วบาร์เบอร์ เราถาม และสิ่งนั้นก็คือ การมอบความสบายใจและความเป็นกันเอง การบริการที่มากกว่าการบริการ และความเป็นส่วนตัวที่ติ๋วบาร์เบอร์ให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง “ลูกค้าบางคนมาถึงก็หลับเลย พักผ่อนของจริง” แม่ติ๋วหัวเราะก่อนจะทิ้งท้ายความรู้สึกที่มีต่อ ติ๋วบาร์เบอร์ ในยุค พ.ศ. 2560

“เราไม่ค่อยห่วงอะไรนะ เขาเห็นสิ่งที่เราทำมาตั้งแต่เด็ก”

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load