“แตงโม แตงโม แตงโม แตงโม ลูกโตๆ รสหวาน” เผลอไม่ได้ เป็นต้องร้องออกมากทุกที

ทายาทรุ่นสองตอนนี้ ขอพาทุกคนมาพบกับทายาทแบรนด์เสื้อยืดแตงโม แบรนด์เสื้อยืดสีสดในความทรงจำ สู่การต่อยอดอย่างสร้างสรรค์ในมือลูกแตงโม

ทายาทรุ่นสองผู้ต่อยอดแบรนด์เสื้อแตงโมอายุ 40 ปีให้เติบโตเป็นแตงโมลูกโตๆ รสหวาน

ถ้าใช้ความทรงจำวัยเด็กเปิดดูตู้เสื้อผ้าของใครหลายคน เราจะได้เห็นเสื้อแตงโมลายทาง ลายดอก หรือลายแตงโมผ่าซีกพร้อมทาน อย่างน้อย 1 ตัว อยู่ในนั้น

ไม่ว่าจะเป็นเพราะสีเสื้อที่สดทนนาน หรือเนื้อผ้านุ่มหนาแต่ใส่สบาย ใช้เวลาคิดไม่นานก็พอจะรู้ว่าอะไรที่ทำให้คุณสถาปนาตนเป็นแฟนคลับแตงโม หรือ SUIKA เสื้อยืดสีสันสดใสสายพันธุ์ไทยแท้แบรนด์นี้

ทายาทรุ่นสองผู้ต่อยอดแบรนด์เสื้อแตงโมอายุ 40 ปีให้เติบโตเป็นแตงโมลูกโตๆ รสหวาน

“เราฝันอยากให้มีเสื้อแตงโมสักตัวอยู่ในตู้เสื้อผ้าของคนไทย” อดิศร และอมรา พวงชมภู เจ้าของรุ่นบุกเบิก ประกาศความตั้งใจ

วันนี้ความสดใสของเสื้อเเตงโมก็ยังคงไม่ซีดจาง แม้จะเดินทางมาถึงปีที่ 41 ผ่านมือทายาทรุ่นที่สองอย่าง เซน-อดิศรา พวงชมภู ที่ตั้งใจสานต่อความสดใสและเพิ่มเติมสีสันอื่นๆ ให้แตงโมได้อยู่คู่คนไทยไปอีกนาน

“ทำยังไงให้คนไทยใส่เสื้อแตงโมแล้วมั่นใจ ให้คนอ้วน คนผิวคล้ำ หรือวัยรุ่น ใส่แล้วรู้สึกว่าเขาใส่สวย เราไม่ได้ลบเอกลักษณ์เดิม เพียงเพิ่มตัวเลือกให้ลูกค้ามากขึ้น ให้แตงโมเป็นเสื้อที่ไม่มีวันตาย” นี่คือโจทย์ของการเปลี่ยนแปลงและปรับภาพลักษณ์แตงโมครั้งใหญ่ในมือของทายาทรุ่นสอง

ทายาทรุ่นสองผู้ต่อยอดแบรนด์ เสื้อแตงโม อายุ 40 ปีให้เติบโตเป็นแตงโมลูกโตๆ รสหวาน

ยิ่งฟังหลักการบริหารแบบเมล็ดแตงโม 7 เมล็ด ยิ่งไม่แปลกใจว่าอะไรทำให้แตงโมครองใจคนไทยได้ยาวนานขนาดนี้

หลังเรียนจบปริญญาตรีด้านศิลปะจากประเทศอังกฤษ อดิศราเดินทางกลับบ้านเกิดด้วยความรู้สึกลึกๆ ในหัวใจว่าต้องกลับมาสานต่อ ทั้งที่พ่อแม่ให้อิสระในเส้นทางชีวิต

ทำไมเด็กอาร์ตสุดติสท์ที่ใฝ่ฝันอยากเป็นศิลปินถึงกลายเป็นผู้บริหารสลับแม่ค้าขายเสื้อ

และเธอจะสานต่อธุรกิจครอบครัวอย่างไร

หลังทานแตงโมลูกแรกไปแล้ว แตงโมลูกต่อไปจะหวานหอมแค่ไหน ต้องลองชิม

อดิศร และอมรา พวงชมภู ทายาทรุ่นที่สอง เซน-อดิศรา พวงชมภู

บริษัท: บริษัท สยามแฮนด์ส จำกัด (พ.ศ. 2521)

ประเภทธุรกิจ: ผลิตและขายปลีก ส่งเสื้อผ้าสำเร็จรูป

อายุ: 41 ปี

ผู้ก่อตั้ง: อดิศร และอมรา พวงชมภู

ทายาทรุ่นสอง: อดิศรา พวงชมภู

เมล็ดพันธุ์แห่งความผูกพัน แตกใบอ่อนเป็นทายาทรุ่นสองของแตงโม

เช่นเดียวกับทายาทรุ่นสองของธุรกิจอื่น อดิศราผูกพันกับเสื้อแตงโมตั้งแต่ยังเด็ก เธอวิ่งเข้าออกโรงงาน แวะแผนกเย็บ ดูแผนกพิมพ์ บางทีก็ไปเป็นแม่ค้าวัย 8 ขวบ ช่วยขายเสื้อที่ตลาดประตูน้ำ ไม่เพียงความผูกพันที่มีต่อธุรกิจของครอบครัว ความผูกพันกับคนงานแตงโมก็ฝังรากลึกในหัวใจของเธอ

“เราคลุกคลีกับพี่ๆ มาตั้งแต่เด็ก บางคนอุ้มเราตั้งแต่ยังเดินไม่ได้ การที่เราคลุกคลีกับเขามาตั้งแต่เด็กๆ ทำให้เราไม่รู้สึกกลัวเมื่อเข้ามาทำงานที่บ้าน” เธอเล่าระหว่างทักทายคนงานที่เดินสวนไปมาอย่างญาติมิตร

ทายาทรุ่นสองผู้ต่อยอดแบรนด์ เสื้อแตงโม อายุ 40 ปีให้เติบโตเป็นแตงโมลูกโตๆ รสหวาน

ด้วยความที่คุณพ่อและคุณแม่เป็นคนเปิดกว้าง พร้อมสนับสนุนลูกทุกคนให้ไปตามฝัน อดิศราและพี่น้องอีก 3 คน จึงได้เรียนในสาขาที่ตั้งใจ ไม่ว่าเธอจะอยากเรียนเต้นฮิปฮ็อป เปียโน หรือศิลปะ คุณแม่ก็จะส่งเสริมให้ได้เรียนอย่างจริงจัง อดิศราจึงมุ่งมั่นที่จะเป็นศิลปินแต่เด็ก เมื่อเรียนจบชั้นมัธยมที่ไทย เธอไปศึกษาต่อด้านศิลปะที่ University of the Arts London (UAL) 4 ปี

“พวกเราค่อนข้างจะอิสระ ต้องการจะไปที่ไหนก็ได้ ตอนนั้นแอบคิดในใจว่าหากกลับมา ชีวิตที่เคยอิสระจะถูกจำกัดเหมือนอยู่ในกรงหรือเปล่า ลึกๆ ตั้งใจจะมารับช่วงต่ออยู่แล้ว แต่พอกลับจากอังกฤษก็ไม่เข้าโรงงานเลย ไปเล่นละครเวที ไปเต้นที่คอนเสิร์ต เข้าไปอยู่ในแวดวงนั้นหนึ่งถึงสองปี อยู่ดีๆ ก็รู้สึกว่าพอแล้ว จึงกลับมาทำงานที่บ้าน เวลาผ่านไปไม่ถึงปีคุณพ่อก็ป่วย” อดิศราเล่า

ทายาทรุ่นที่สอง เซน-อดิศรา พวงชมภู

เซน คือชื่อเล่นของอดิศรา มาจากวิถีแห่งธรรมชาติ วิถีแห่งซามูไร 

เธอจึงยึดถือความกตัญญูและการสนับสนุนผู้อื่นในใจตลอดเวลา แม้คนรุ่นพ่อแม่จะพร้อมขายกิจการหากลูกๆ มีเส้นทางอื่นในชีวิต แต่เธอสละเส้นทางที่ฝันกลับมาทำงานครอบครัว

อดิศร และอมรา พวงชมภู ทายาทรุ่นที่สอง เซน-อดิศรา พวงชมภู

“ในวันที่คุณพ่อคุณแม่ประสบปัญหา ไม่มีเงินจ่ายให้พี่ๆ คนงาน พวกเขาก็ไม่ทิ้งเราไปไหน หากธุรกิจนี้ไม่อยู่พวกเขาจะอยู่กันอย่างไร บางคนเย็บเสื้อที่โรงงานสิบยี่สิบปี เราเห็นมาตั้งแต่เด็กๆ ถ้ามีอะไรที่พอจะทำได้เราก็อยากทำ พอดีกับที่คุณพ่อไม่สบาย เราจึงตัดสินใจเข้ามารับช่วงต่อเต็มตัว” ทายาทรุ่นสองแบรนด์แตงโมยิ้มยืนยัน

กลับไปเป็นนักศึกษาฝึกงาน

เพราะเคยแต่วิ่งเล่นในโรงงานเท่านั้น ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการผลิตและการบริหารของเธอจึงแทบเป็นศูนย์ อดิศราเริ่มต้นบทบาททายาทรุ่นสองของตัวเองด้วยการเป็นเสมือนนักศึกษาฝึกงานคนหนึ่ง ฝึกวิชาการทำและขายเสื้อ 101

“เราพยายามเข้าไปดูทุกส่วนว่าพิมพ์ยังไง ทำบล็อกยังไง ไม่ได้เข้าใจทั้งหมด แต่ไว้ใจและเคารพแบบที่พี่เขาทำมายี่สิบ สามสิบปี เราเพิ่งเข้ามาได้หกปี ประสบการณ์ไม่เท่าเขาอยู่แล้ว เหมือนเรามาช่วยเขาเชิงข้อมูลว่าโลกเปลี่ยนไปยังไงบ้าง มีอะไรช่วยผ่อนแรงเขาได้บ้าง คนรุ่นพี่ๆ ไม่ค่อยมีใครชอบการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว แต่เราโชคดีที่เขายอมเปลี่ยน” อดิศราย้อนความหลังครั้งเริ่มเข้ามาศึกษางานอย่างจริงจัง

ทายาทรุ่นสองผู้ต่อยอดแบรนด์ เสื้อแตงโม อายุ 40 ปีให้เติบโตเป็นแตงโมลูกโตๆ รสหวาน
ทายาทรุ่นสองผู้ต่อยอดแบรนด์ เสื้อแตงโม อายุ 40 ปีให้เติบโตเป็นแตงโมลูกโตๆ รสหวาน

หากต้องการนำเสนอไอเดียใหม่ๆ เธอจะวาดภาพที่คิดไว้แล้วปรึกษาทั้งพ่อแม่และคนงาน เมื่อเห็นภาพเดียวกันแล้วจึงเริ่มออกแบบได้

“อย่างลายหมูป่า เราถือสเก็ตช์เดินทั่วโรงงานถามว่าเห็นเป็นหมูป่ามั้ย หรือเห็นเป็นเม่น เขาก็บอก ยังเห็นเป็นเม่นอยู่ เราก็ต้องเติมเขี้ยวมากขึ้น เริ่มเห็นเป็นหมูป่าเยอะหน่อยก็ทำ” เธอเล่าให้ฟังพร้อมเสียงหัวเราะแต่แฝงด้วยความภูมิใจ

ทายาทรุ่นสองผู้ต่อยอดแบรนด์ เสื้อแตงโม อายุ 40 ปีให้เติบโตเป็นแตงโมลูกโตๆ รสหวาน

ไม่เพียงลงไปนั่งดูวิธีการผลิตในโรงงาน เธอยังเริ่มจัดสต๊อกและขายเองกับมือ จากที่ไม่รู้อะไรเลยจนเปลี่ยนหน้าที่มาฝึกพนักงานฝ่ายขายให้ทราบถึงข้อมูลเชิงลึกของแตงโมและวิธีการดูแลลูกค้า เธอยังเสริมอีกว่า ความรู้ด้านการตลาดมาจากการอ่านหนังสือ ศึกษาข้อมูล ศัพท์วิชาการทางการตลาด และลงเรียนเสริมทางอินเทอร์เน็ต เพื่อเพิ่มความรู้ หวังเป็นที่พึ่งให้พี่ๆ คนงาน

ไม่ได้ขายเสื้อแค่เพียงสวย แต่อยากให้ลูกค้ามีวันดีๆ ที่มีสีสัน

อดิศรานิยามตัวเองว่าเป็น ‘ผู้สนับสนุน’ ’พี่คนงานมากกว่าเป็น ‘ผู้เปลี่ยนแปลง’ 

หลักสำคัญคือการคงเจตนารมณ์ในการก่อตั้งแตงโมไว้มากที่สุด และปรับปรุงสิ่งที่คิดว่าทำให้ดีขึ้นได้ อย่างการเริ่มทำการตลาด การแทรกแนวคิดการออกแบบบางส่วนเพื่อให้เท่าทันโลก และการจัดระบบการผลิตให้เป็นไปตามขั้นตอนยิ่งขึ้น

เดิมแตงโมไม่ทำการตลาด เพราะคุณพ่อไม่ต้องการเพิ่มรายจ่ายให้ลูกค้าโดยไม่จำเป็น สิ่งที่คุณพ่อยึดถือเสมอคือการให้คุณภาพของเสื้อเล่าเรื่องเอง แต่เมื่อโลกเปลี่ยนไป คนจดจ่อกับจอมือถือมากกว่าสิ่งรอบตัว เธอจึงเริ่มเล่าเรื่องแตงโมผ่านสื่อสมัยใหม่มากขึ้น

ทายาทรุ่นสองผู้ต่อยอดแบรนด์ เสื้อแตงโม อายุ 40 ปีให้เติบโตเป็นแตงโมลูกโตๆ รสหวาน

“สิ่งสำคัญที่สุดคือลูกค้าต้องการอะไร เขาอาจไม่ต้องการแบบคนอื่นแต่ต้องการแบบที่เราเป็น แค่เพิ่มแขนให้เขานิดหนึ่งได้มั้ย ถ้าเราเอาโซเชียลมีเดียมาแล้วลูกค้าไม่มั่นใจ เราก็รู้สึกว่านั่นไม่ใช่” เธอบอกถึงความตั้งใจ แม้จะเริ่มทำการตลาดทางสื่อออนไลน์ แต่สิ่งที่ยังเน้นเสมอคือการสื่อสารกับลูกค้าผ่านการขายหน้าร้าน เพราะต้องการให้ลูกค้าอย่างอาม่าอากงที่ไม่สันทัดโซเชียลมีเดีย ยังคงซื้อเสื้อแตงโมได้อย่างสะดวก

นอกจากเปลี่ยนแปลงแนวคิดทางการตลาดแล้ว เธอยังเข้ามาเปลี่ยนแปลงแนวคิดของร้านแตงโมตามสถานีเติมน้ำมัน ปตท. อีกหนึ่งช่องทางการจำหน่ายที่สำคัญของแตงโม 

ทายาทรุ่นสองผู้ต่อยอดแบรนด์ เสื้อแตงโม อายุ 40 ปีให้เติบโตเป็นแตงโมลูกโตๆ รสหวาน

เธอเปลี่ยนร้านสีดำให้เป็นสีขาว เปลี่ยนจากพื้นกระเบื้องเป็นพื้นไม้ จากความต้องการเดิมที่จะขับความแสบสันของสีเสื้อให้จ๊าบสะดุดตาลูกค้า ก็เปลี่ยนเป็นสร้างความอบอุ่นเสมือนบ้านแทน

“เราไม่ได้ทำร้านเพื่อขายเสื้อแต่เพื่อเสริมให้การเดินทางในวันนั้นมีสีสันมากขึ้น ให้เขาได้พักผ่อนหย่อนใจจากการเดินทาง บางครอบครัวซื้อเเล้วเปลี่ยนเป็นทีมไปเที่ยวต่อ เราขอเป็นสีสดใสเล็กน้อยในวันที่ฝนตกก็ยังดี” แม้ไม่ได้เป็นนักเดินทาง แต่เเค่เห็นเสื้อแตงโมเราก็รู้สึกสดใสขึ้นได้จริงๆ

ทายาทรุ่นสองผู้ต่อยอดแบรนด์ เสื้อแตงโม อายุ 40 ปีให้เติบโตเป็นแตงโมลูกโตๆ รสหวาน

เธอสรุปการปรับปรุงภาพลักษณ์และผลิตภัณฑ์ให้เราฟังว่า “เราเข้ามาทำให้กระบวนการการทำงานเป็นระบบ เพื่อที่ว่าหากพี่ๆ คนงานไม่อยู่ โรงงานต้องเดินต่อได้ แต่ระบบนี้ต้องไม่ทับความเป็นแตงโมเดิม ยิ่งเราใช้ระบบมากเท่าไร ความเป็นคนก็จะน้อยลง”

สิ่งที่ทำให้อดิศรามั่นใจที่จะดูแลแตงโมต่อ และบอกตัวเองเสมอว่านี่คือเส้นทางชีวิตของเธอ คือการที่ทั้งคุณพ่อคุณแม่ พี่ๆ คนงาน และลูกค้า พึงใจและเห็นพ้องต้องกัน

แม่ค้าขายเสื้อ ศิลปินผู้ใช้ศิลปะในการบริหารงาน

สิ่งที่เธอเน้นย้ำตลอดการสนทนาคือ เธอไม่ได้เปลี่ยนแปลง และคล้ายจะดำเนินรอยตามคุณพ่อเสียด้วยซ้ำ แต่เราเชื่อว่าความเป็นศิลปินจะต้องแทรกอยู่ในการทำงานของเธอเป็นแน่ เมื่อต้องเป็นผู้บริหารสลับแม่ค้าขายเสื้อ เธอได้ใช้ศาสตร์แห่งศิลป์ที่รักบ้างหรือเปล่า เราถาม

“ทุกคนจะบอกว่าเรียนศิลปะมาก็ออกแบบลายได้สิ ถามว่าได้มั้ย ก็ได้ แต่ศิลปะกับการออกแบบไม่เหมือนกัน เราเป็นศิลปินมากกว่า ศิลปะคือการเห็นของเรา แต่เมื่อมาอยู่กับแตงโมมันต้องเกี่ยวกับลูกค้า ไม่ได้เกี่ยวกับตัวเอง ถ้าออกแบบลาย เราจะเป็นคนวาดด้วยมือแล้วให้พี่เขาไปทำต่อในคอมพิวเตอร์ 

ทายาทรุ่นสองผู้ต่อยอดแบรนด์ เสื้อแตงโม อายุ 40 ปีให้เติบโตเป็นแตงโมลูกโตๆ รสหวาน

“และการที่เราเรียนศิลปะทำให้เราได้กระบวนการคิดมากกว่า เราผสานสิ่งที่ลูกค้าและเราต้องการเข้าด้วยกัน ถ้าออกบูทเราก็หยิบงบประมาณผสานความคิด วางแผนออกมาเป็นบูทที่เราต้องการ บางครั้งก็หยิบสีใบไม้ที่เปลี่ยนไปมาลองทำโทนสีใหม่ เปลี่ยนจากละเลงลงผ้าใบมาลงเสื้อแทน” เธอเล่าถึงการใช้ศาสตร์ที่ร่ำเรียนมาประยุกต์กับธุรกิจครอบครัวด้วยรอยยิ้ม การันตีว่าศิลปะยังอยู่กับเธอเสมอ

เพราะยึดมั่นในคำของคุณพ่อที่ว่า “คนที่ใส่เสื้อแตงโมคือคนอารมณ์ดี” และ “แตงโมทำเสื้อให้ได้มาซึ่งรอยยิ้มของผู้ใส่” การเปลี่ยนแปลงสำคัญที่เธอทำจึงเป็นการเพิ่มสีเสื้อแตงโมให้หลากหลายเพื่อตอบสนองลูกค้าที่อาจไม่กล้าใส่เสื้อแตงโมเพราะสีที่ฉูดฉาด และตอบสนองสีผิวและรูปร่างของลูกค้าที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเพิ่มสีเอิร์ธโทน พาสเทล เพิ่มให้สีแต่ละสีมีหลายเฉด และลดรายละเอียดของลายเสื้อลง แต่ยังคงเอกลักษณ์แตงโมไว้

ทายาทรุ่นที่สอง เซน-อดิศรา พวงชมภู

“ทำยังไงให้คนไทยใส่เสื้อแตงโมแล้วมั่นใจ ให้คนอ้วน คนผิวคล้ำ หรือวัยรุ่นใส่แล้วรู้สึกว่าเขาใส่สวย เราไม่ได้ลบเอกลักษณ์เดิมเพียงเพิ่มตัวเลือกให้ลูกค้ามากขึ้น ให้แตงโมเป็นเสื้อที่ไม่มีวันตาย” นี่คือการเปลี่ยนแปลงและปรับภาพลักษณ์แตงโมครั้งใหญ่ เราจึงเห็นว่าเสื้อแตงโมมีหลากสีหลายแบบยิ่งขึ้น

7 เมล็ดของแตงโม หลักสำคัญในการทำงานตั้งแต่ผู้บริหารถึงลูกน้อง

นอกจากการทำเสื้อให้ได้มาซึ่งรอยยิ้มของผู้ใส่แล้ว การยึดมั่นในคุณธรรมทั้งเจ็ด นั่นคือขยัน อดทน ซื่อสัตย์ อ่อนน้อมถ่อมตน เอาใจเขามาใส่ใจเรา ประหยัด และกตัญญู ก็เป็นสิ่งสำคัญที่คุณพ่อและคุณแม่ในฐานะพี่ใหญ่ของน้องๆ และพ่อแม่ของลูกๆ สอนเสมอ

คุณพ่อเป็นคนยโสธรที่เข้ามาเรียนและทำงานในกรุงเทพฯ จึงเข้าใจคนยากลำบากเป็นอย่างดี ทั้งสองท่านจึงดูแลคนงานเสมือนญาติพี่น้อง ตั้งแต่สร้างโรงงานหลังคาสีแดงให้เหมือนบ้านตามต่างจังหวัด ปลูกต้นไม้รายล้อมให้รู้สึกอบอุ่น เลือกวิวริมแม่น้ำซึ่งสวยงามที่สุดให้คนงานได้อยู่ จัดหาอาหารให้ 3 มื้อ ในราคาถูก สร้างหอพักให้อาศัยในราคาย่อมเยา หรือแม้แต่สร้างโรงจอดรถให้ได้หลบฝน ความรักที่ทั้งสองมีต่อคนงานจึงส่งไปถึงลูกค้าได้จริง

ท่านทั้งสองคอยบอกให้คนงานเย็บเสื้อเหมือนเย็บให้พ่อแม่ใส่ ให้ลูกค้าได้ใส่เสื้อสวยคุณภาพดี แต่ราคาถูก เพราะฉะนั้นเมื่อพี่คนงานคนไหนตะหงิดใจเพียงนิดว่าเสื้อตัวนี้เย็บไม่ดี พวกเขาจะแก้ใหม่ทันทีโดยไม่ต้องบอก หรือแม้กระทั่งการขายอาหารให้ลูกค้าในงานแตงโมแฟร์ แม้อดิศราจะอยากช่วยผ่อนแรงคนงานด้วยการซื้อเครื่องครัวดีๆ มาให้ แต่พวกเขาก็ปฏิเสธเพราะภูมิใจที่ได้ขอบคุณลูกค้าด้วยฝีมือการทำอาหารของตน

สำหรับอดิศรา เธอยึดหลักทั้งเจ็ดขึ้นใจทั้งต่อลูกค้าและคนงาน แม้เวลาจะผ่านมาแล้ว 41 ปี แต่เสื้อแตงโมยังคงใช้เส้นด้ายและสีย้อมที่ดีที่สุด เพื่อให้คนไทยได้ใส่เสื้อคุณภาพดีในราคาถูก

“อากาศร้อนก็เปลี่ยนผ้า ลูกค้าอยากได้เสื้อแบบไม่ต้องรีดก็เปลี่ยนผ้า” เธอเล่าให้ฟังพร้อมเสียงหัวเราะว่า เธอเก็บข้อมูลที่ลูกค้าต้องการมาปรับปรุงผลิตภัณฑ์เสมอ

เพราะเชื่อเสมอว่าแตงโมเป็นมากกว่าเสื้อยืดธรรมดา เธอเล่าว่า วงจรของเสื้อแตงโมแต่ละตัวหมุนวนอยู่ในชีวิตคนไทยทั้งหมด ตั้งแต่เงินเดือนคนงานที่ส่งกลับไปให้ครอบครัวที่ยังคงเป็นชาวนา หรือแม้กระทั่งลูกค้าขายส่งที่ได้มีอาชีพเลี้ยงดูตนเองและครอบครัว หลายครั้งได้ฟังว่าเสื้อแตงโมทำให้ลูกหลานพวกเขาจบปริญญาเอกได้อย่างไร

ไม่เพียงคนงานและลูกค้าขายส่ง แต่แตงโมยังนำกำไรที่ได้ไปช่วยพัฒนาสังคม ทั้งออกไปช่วยสร้างถนนที่ภาคใต้ สร้างโรงงานให้กลุ่มมุสลิมกายูบอเกาะ จากการรับเย็บเสื้อแตงโมไปเย็บฮิญาบ ขึ้นไปช่วยเหลือชาวเขา หรือแม้กระทั่งการช่วยเหลือประชาชนในยามเกิดอุทกภัย

“เราไม่ได้เปลี่ยนแปลงอณูของแตงโม ยังคงหลักเดิมที่ว่า แตงโมไม่ได้ผลิตเสื้อเพียงเพื่อขาย แต่เราดูว่าเสื้อที่เราทำออกไปได้สร้างคุณค่าที่ไหนบ้าง เป้าหมายของธุรกิจคือกำไร แต่เป้าหมายของกำไรคืออะไร แตงโมมานั่งคิดว่าจะทำยังไงต่อมากกว่า” อดิศราเล่าถึงความตั้งใจของแตงโมที่เธอได้รับจากเจ้าของโรงงานรุ่นบุกเบิก

แตงโมลูกที่สองกับการรับช่วงต่อ

ถึงตรงนี้เราจึงสงสัยว่า ในบรรดาพี่น้อง 4 คน ทำไมจึงเป็นเธอที่กลับมาดูแล 

“ทุกคนต้องไปทำตามความต้องการของตนเอง แต่ท้ายที่สุดก็มีสิ่งที่ต้องทำด้วยกัน เราอาจต้องมาจุดนี้ก่อน ส่วนน้องๆ และพี่ชายอาจต้องทำตามฝันก่อนแล้วค่อยกลับมา จริงๆ น้องชายจะกลับมาช่วย แต่เราบอกให้เขาทำงานที่ต่างประเทศสักหนึ่งปีให้ได้ประสบการณ์และศึกษาระบบต่างๆ ก่อน เราเรียนศิลปะ เป็นนักเต้น แล้วมาทำธุรกิจเลย ไม่มีความรู้ที่จะมาช่วยได้จริงๆ ให้เราดำน้ำคนเดียวก็พอ ในฐานะพี่สาว น้องสาว เรามีความสุขแล้ว มันเป็นตัวตนของเรามากกว่า” เธอเล่าให้ฟังพร้อมรอยยิ้ม ทำให้เราเชื่อได้จริงๆ ว่าเธอมีความสุขกับเส้นทางที่เลือกแม้ต้องละทิ้งความฝันในการเป็นศิลปิน สมกับชื่อ ‘เซน’ ของเธอไม่ผิด

ทายาทรุ่นที่สอง เซน-อดิศรา พวงชมภู

การบริหารงานในฐานะทายาทรุ่นสองของเธอเดินทางมาถึงปีที่ 6 แล้ว เมื่อถามถึงสิ่งที่เธอตั้งใจในการนำแตงโมเติบโตต่อไป เธอตอบเราว่า

“แตงโมคือแบรนด์ที่คนไทยพึ่งพาได้ ภาพที่คุณพ่ออยากเห็นคืออยากให้บ้านทุกหลังมีเสื้อแตงโม มีช่วงที่ตู้เสื้อผ้าบางตู้ไม่มีเสื้อแตงโม เราอยากเติมความฝันนั้นให้ทุกคนได้กลับมารู้จักว่า แตงโมยังอยู่ตรงนี้” คำตอบของเธอยังทิ้งร่องรอยของรุ่นบุกเบิกไว้เสมอ แต่ร่องรอยนั้นก็มีความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ ในแบบเธอ

อดิศร และอมรา พวงชมภู

“ไม่ว่าจะเป็นทายาทต่อหรือสร้างธุรกิจใหม่เองก็เป็นเรื่องท้าทายของชีวิต ต้องดูว่าเรามีความสุข ณ จุดไหนมากกว่า ถ้ามีความเห็นไม่ตรงกันกับคุณพ่อคุณแม่หรือพี่ๆ ในฐานะคนรุ่นใหม่ เราต้องลดอัตตาลงเเล้วฟังเขาเยอะขึ้น เมื่อเราดูตัวเอง เราจะเข้าใจว่าทำไมคนนั้นเป็นอย่างนี้ ทำไมพ่อแม่ไม่ฟัง เพราะเราพูดไม่ชัดเจน หรือเข้าไปคุยตอนท่านอารมณ์ไม่ดีหรือเปล่า 

“เรามีเป้าหมายว่าต้องเก่งขึ้นในแต่ละวัน ไม่ว่าจะด้านใดก็ตาม การเป็นทายาทรุ่นสองเป็นการพัฒนาตนเองให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ ถ้าคิดได้แบบนี้ เราจะมีความสุขมากขึ้น และตอนนี้เรามีความสุขดี” เพราะรอยยิ้มตาหยีและน้ำเสียงสนุกสนานของเธอตลอดการสนทนา ทำให้เราเชื่ออย่างสนิทใจว่า สีสันของแตงโมจะไม่ซีดจางเพราะศิลปินสาวนามอดิศรามีความสุขที่ได้เป็นทายาทรุ่นสองจริงๆ 

ทายาทรุ่นสองผู้ต่อยอดแบรนด์ เสื้อแตงโม อายุ 40 ปีให้เติบโตเป็นแตงโมลูกโตๆ รสหวาน

บริษัท สยามแฮนด์ส จำกัด (พ.ศ. 2521)

ย้อนกลับไปเมื่อ 41 ปีก่อน ขณะเป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยต้องการเก็บเงินสร้างชีวิตคู่ คุณพ่ออดิศราและคุณแม่อมราจึงไปรับเสื้อยืดมาขาย ทั้งแบบที่พิมพ์ลายมาแล้วและซื้อเสื้อเปล่ามาพิมพ์เอง ในปีเดียวกัน คุณพ่อและคุณแม่ได้ฝากขายสินค้าที่ร้านกิฟต์ช็อปเม็ดทรายและได้ตั้งชื่อแบรนด์เป็นภาษาญี่ปุ่นขึ้นว่า ‘SUIKA’ ที่แปลว่า แตงโม เพราะคุณพ่อชอบทานแตงโม ส่วนคุณแม่เป็นนักเรียนทุนญี่ปุ่น

ด้วยแนวคิดที่เฉียบคมของคุณพ่อผสานกับกำลังแรงกายและแรงใจจากคุณแม่ แตงโมจึงตีตลาดเสื้อยืดได้ทุกวัยโดยเฉพาะวัยรุ่น “ตอนนั้นในท้องตลาดเป็นเสื้อใยสังเคราะห์ เสื้อคอตตอนขายในห้างและส่งออกเท่านั้น แต่เราชอบคอตตอนเพราะใส่สบาย ซับเหงื่อได้ และเราขายราคานักศึกษาแค่เก้าสิบเก้าบาท แถมพิมพ์ลายน่ารักๆ และปรัชญาเก๋ๆ” คุณแม่เสริมให้ฟังถึงกลยุทธ์ที่ทำให้แตงโมเป็นเสื้อที่ครองใจคนทุกวัย

ในปี 2528 ทั้งคู่ได้ตั้งบริษัท วาย แจแปน จำกัด เพื่อผลิตเสื้อแตงโมอย่างครบวงจร และเปิดร้านสำหรับขายเสื้อแตงโมสาขาแรกที่บางลำพูในปีถัดมา ต่อมาในปี 2532 จึงเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น บริษัท สยามแฮนด์ส จำกัด

ช่วงหนึ่งแตงโมเคยเน้นผลิตเสื้อเพื่อการส่งออกเพราะคิดว่าเป็นเป้าหมายสูงสุดของอุตสาหกรรมสิ่งทอ แต่เมื่อดำเนินกิจการไปสักพักจึงคิดว่าการผลิตเสื้อให้คนไทยได้ใส่นั้นเหมาะกับแตงโมที่สุด ประกอบกับได้รับผลประกอบการที่ดีเกินคาดจากการขายส่งที่ตลาดโบ๊เบ๊ แตงโมจึงเน้นตลาดขายส่งตั้งแต่นั้นมา 

“วันนั้นเราเป็นวัยรุ่น เราจึงเข้าใจหัวใจวัยรุ่นว่าต้องการใส่อะไร แต่วันนี้ เราอายุขนาดนี้เรากลับไปตีตลาดวัยรุ่นไม่ได้แล้ว มีเซนเข้ามา จึงถือว่าแตงโมได้เกิดใหม่อีกครั้ง พ่อแม่ต้องวางอย่าติดยึดว่าฉันสำเร็จอย่างนี้มา เพราะโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว เราต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงและเคารพเขา ทุกอย่างเป็นประสบการณ์หมด มันเป็นมหาลัยของความเป็นจริง”

Facebook : SUIKA – เสื้อแตงโม

Writer

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์

นักศึกษาถ่ายภาพที่กำลังตามหาแนวทางของตัวเอง ผ่านมุมมอง ผ่านการคิด และ ดู

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ท่ามกลางความหลากหลายของสินค้าอุปโภคบริโภคในซูเปอร์มาร์เก็ต ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดไปจนถึงเครื่องดื่มที่เต็มไปด้วยแบรนด์น้อยใหญ่มากมาย

แบรนด์อะไรเอ่ยที่เป็นแบรนด์ของคนไทย เริ่มต้นจากสองมือและแรงบันดาลใจของชายคนหนึ่งที่อยากเห็นคนไทยใช้ของดี กินของดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดี

แบรนด์อะไรเอ่ยที่หลาย ๆ คนต้องเคยได้ลองใช้ หรือคงได้เห็นผ่านตากันมาบ้าง

แบรนด์อะไรเอ่ยที่ใช้ใจพัฒนาอย่างต่อเนื่องด้วยนวัตกรรมที่โดนใจมากว่า 50 ปี

เอาล่ะ พอนึกออกกันบ้างไหมครับท่านผู้อ่าน

ทายาท ไอ.พี. วัน ธุรกิจ FMCG ที่เข้าใจลูกค้ามากกว่าลูกค้า เจ้าของ Hygiene, Vixol ถึง Ivy

ไฮยีน, วิกซอล, วิซ, แดนซ์, โฟกัส และไอวี่ เหล่านี้คือแบรนด์ที่ตอนแรกเราก็คิดไม่ถึง แต่รู้ตัวอีกที เราก็มีสินค้าของเขาอยู่ในบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

และ 6 แบรนด์นี้มีอะไรที่เหมือนกัน คำตอบคือทั้งหมดมาจาก บริษัท ไอ.พี. วัน แล้วอะไรที่พาธุรกิจของครอบครัวหนึ่งเติบโตมาได้ไกลขนาดนี้

The Cloud มีนัดหมายพิเศษ กับ อู๋-ธิติ ธเนศวรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอ.พี. วัน จำกัด ทายาทรุ่นสองแห่งอาณาจักรหลายพันล้าน เจ้าของรางวัลแบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ที่ผู้บริโภคเลือกซื้อมากที่สุด (The Most Chosen Brand) จาก Kantar Brand Footprint Award 2022 Thailand ถึง 4 ปีซ้อน และเป็นแบรนด์ไทยแบรนด์เดียวที่ผงาดเหนือคู่แข่งข้ามชาติ

เขาเริ่มสร้างอาณาจักรธุรกิจ ปั้น สานต่อ และพัฒนากันอย่างไร ขอพาทุกท่านมาร่วมค้นหาคำตอบเบื้องหลังความสำเร็จนี้ไปด้วยกัน

The Beginning

ย้อนกลับไปเมื่อ 50 ปีที่แล้ว จุดเริ่มต้นของ บริษัท ไอ.พี. วัน ถือกำเนิดขึ้นจาก คุณพ่ออุทัย ธเนศวรกุล ซึ่งได้ไปศึกษาด้านเคมีที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ทว่าเส้นทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

ระหว่างนั้นครอบครัวที่เมืองไทยของเขาเกิดวิกฤตด้านการเงิน จึงเรียกตัวคุณอุทัยกลับบ้าน สิ่งที่เกิดขึ้นในหัวนักเรียนนอกอย่างเขาคือ “เมืองนอกมีสินค้าคุณภาพดีให้ใช้ แล้วทำไมเมืองไทยถึงไม่มีสินค้าคุณภาพดี ๆ ให้คนไทยได้ใช้เหมือนที่นั่นบ้าง”

เมื่อต้องกลับประเทศไทย เขาตัดสินใจเริ่มจากการทำสิ่งที่ถนัดที่สุดอย่างการผสมสูตรน้ำยาล้างห้องน้ำโดยใช้ความรู้ทางด้านเคมีที่ร่ำเรียนมา ก่อตั้งบริษัทเล็ก ๆ โดยมีพนักงานเพียง 2 – 3 คน

“จริง ๆ แล้วห้องน้ำคือส่วนหนึ่งในชีวิตเราเหมือนกันนะ พอห้องน้ำไม่สะอาด ด้วยความสกปรก ความชื้น คราบที่ขัดไม่ออกต่าง ๆ เลยกลายเป็นห้องที่เราไม่อยากใช้ชีวิตอยู่ด้วยมากที่สุด

“คุณพ่อก็เลยทำผลิตภัณฑ์ล้างห้องน้ำออกมาเป็นตัวแรกก่อน เพื่อตอบโจทย์ Pain Point ของผู้บริโภคที่มีอยู่ ณ เวลานั้น”

วิธีผสมผลิตภัณฑ์ล้างห้องน้ำ ณ เวลานั้นคือ เอาส่วนผสมสารเคมีทั้งหมดไปอยู่ในถังใบหนึ่ง จุดไฟข้างล่าง แล้วก็เอาไม้กวนเองที่หลังบ้านของคุณอุทัย

หลังจากนั้น เขาใช้วิธีขายตรงโดยเดินไปเคาะประตูตามบ้าน เพราะร้านค้ายังไม่ยอมรับ จึงทดลองล้างห้องน้ำให้ลูกค้าดูเลยว่า น้ำยาล้างห้องน้ำยี่ห้อวิกซอล มีประสิทธิภาพในการทำงานอย่างไร

“คุณพ่อเล่าให้ฟังว่า ไปเคาะบ้าน 10 หลัง มีบ้านที่ยอมให้เข้าไปล้างห้องน้ำให้ดูเพียงหลังเดียว ต้องแบกอุปกรณ์และน้ำยาทุกอย่างกว่า 5 กิโลขึ้นรถเมล์ไปเองคนเดียว ขายของ ทดลองสินค้าให้ผู้บริโภคดู และทำความเข้าใจกับพวกเขา เพื่อนำข้อมูลกลับมาปรับสูตรให้ตรงกับความต้องการ”

สิ่งที่ทำให้ลูกค้ายอมเปิดใจให้คนแปลกหน้าคนหนึ่งเข้าไปล้างห้องน้ำถึงในบ้าน คือความไม่ยอมแพ้ และความเชื่อที่ว่า ถ้าหากทดลองสินค้าดี ๆ ที่ตอบโจทย์ให้ลูกค้าได้เห็น ก็จะทำให้ลูกค้าได้ของที่ดีที่สุด มีความสุขที่สุด และกลับมาซื้อซ้ำ

อย่างไรก็ตาม ลูกค้ากลับไม่ได้ปลื้มใจกับน้ำยาสูตรแรก เนื่องจากห้องน้ำในสมัยก่อนอากาศถ่ายเทได้ไม่ดีนัก และคนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ล้างห้องน้ำบ่อย ๆ คราบที่เกิดขึ้นจึงเป็นคราบฝังแน่น คุณอุทัยจึงปรับสูตรใหม่หลายครั้ง จนได้สูตรที่มีกรดไฮโดรคลอริกซึ่งมีประสิทธิภาพมาก ๆ และถือเป็นสูตรแรกของเมืองไทย ก่อนจะกลับไปขายที่บ้านหลังเดิมอีกครั้ง คราวนี้ได้ผลดีแบบที่เห็นคราบฝังแน่นลอยขึ้นมา จนผู้บริโภคยอมรับและบอกต่อในที่สุด

จุดพลิกผันที่ทำให้คุณอุทัยยังตื่นเต้นจนทุกวันนี้ คือ วิกซอล แจ้งเกิดอย่างจริงจัง หลังจากมียี่ปั๊วรายหนึ่งรับสินค้าไปขายเป็นครั้งแรก เพราะคุณภาพและความความตั้งใจที่อยากทำสินค้าที่ดีออกไปสู่มือผู้บริโภค เมื่อได้คู่ค้ารายนี้ช่วยกระจายสินค้า จึงทำให้ร้านค้าอื่น ๆ เริ่มยอมรับตามมา

สำหรับปรัชญาการทำธุรกิจของรุ่นก่อตั้งที่ยังส่งต่อมาถึงทายาทรุ่นปัจจุบันนั้นไม่มีอะไรซับซ้อน

“ทำของดี ๆ อย่าทำของห่วย ๆ ให้คนอื่นเขาใช้ และถ้าเราเองยังไม่สบายใจที่จะใช้ผลิตภัณฑ์ของตัวเองก็อย่าทำ”

อู๋-ธิติ ธเนศวรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอ.พี. วัน จำกัด ธุรกิจ FMCG ที่เข้าใจลูกค้ามากกว่าลูกค้า เจ้าของ Hygiene, Vixol ถึง Ivy
อู๋-ธิติ ธเนศวรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอ.พี. วัน จำกัด ธุรกิจ FMCG ที่เข้าใจลูกค้ามากกว่าลูกค้า เจ้าของ Hygiene, Vixol ถึง Ivy

International Product 

หลังจากตั้งตัวได้ด้วยผลิตภัณฑ์วิกซอล โจทย์ต่อไปคือจะโตอย่างไรให้มั่นคงสมชื่อ IP ที่ย่อมาจากคำว่า ‘International Product’ หรือสินค้าที่ได้มาตรฐานระดับนานาชาติ ต่อมาจึงปรับภาพลักษณ์องค์กร และสร้างความชัดเจนในการดำเนินธุรกิจด้วยวิสัยทัศน์ ‘มุ่งมั่น สร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่ออนาคตการใช้ชีวิตที่ดีขึ้น’ หรือ Innovate Passionately For The Future Of Better Living และจัดตั้งกลุ่มบริษัท ไอ.พี. วัน หรือ I.P. ONE ในปัจจุบัน

จากผลิตภัณฑ์ล้างห้องน้ำวิกซอลในวันนั้น จึงค่อย ๆ แตกกิ่งก้านสาขาออกมาเป็นแบรนด์อื่น ๆ ในเครือ

วิซ เกิดขึ้นจากความพยายามลองพัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลพื้นผิวต่าง ๆ ออกมาเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น และรับจ้างผลิตให้บริษัท PCS และบริษัท Anglo Thai เป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจ B2B ก่อนจะปรับมาจำหน่ายแบบ B2C ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของ ไอ.พี. วัน

“แม้ว่าธุรกิจ B2B เหล่านี้จะเป็นธุรกิจเสริมที่ทำอยู่ในระยะหนึ่งเท่านั้น แต่ก็ถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยทำให้คุณพ่อตั้งตัวขึ้นมาได้

“หลังจากนั้น คุณพ่อก็เริ่มหันมามองว่าผู้บริโภคทุกคนต้องใส่เสื้อผ้า แต่เสื้อผ้าในเวลานั้นยับบ้าง ไม่มีกลิ่นหอมบ้าง เขาจึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลผ้าภายใต้แบรนด์ ไฮยีน ขึ้นมา โดยมีผลิตภัณฑ์ตัวแรกคือน้ำยารีดผ้า ก่อนจะค่อย ๆ ขยายจนเป็นแบรนด์เดียวภายในเมืองไทยที่มีผลิตภัณฑ์ดูแลผ้าครบวงจร ในทุก ๆ ขั้นตอน ตั้งแต่ก่อนซัก ไปจนถึงหลังซัก”

ในกระบวนการทำความสะอาดผ้า การรีดผ้านับว่าเป็นอุปสรรคมากที่สุด เพราะใช้เวลานานและร้อนมาก การพัฒนาน้ำยารีดผ้าช่วยร่นระยะเวลาในการรีด และช่วยให้ครอบครัวมีเวลาด้วยกันมากขึ้น

พอเริ่มเข้าใจในผู้บริโภคกลุ่มแม่บ้านแล้ว เขาจึงเริ่มขยายเป้าหมายไปที่กลุ่มวัยรุ่น ออกมาเป็นโรลออนระงับกลิ่นกายภายใต้แบรนด์โฟกัส สำหรับผู้ชาย และ แดนซ์ สำหรับผู้หญิง โดยหวังว่าจะพัฒนาคุณภาพชีวิตและความสุขให้กลุ่มเป้าหมายนี้ได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม แบรนด์ที่พัฒนาขึ้นมาทั้งหมดล้วนเป็นกลุ่ม Non-Food ทั้งสิ้น โจทย์ต่อไปจึงเป็นความตั้งใจพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Food & Beverage จนเกิดเป็นแบรนด์ไอวี่

น้ำผลไม้ที่มีจำหน่ายอยู่ในประเทศไทยมักเป็นน้ำผลไม้กระป๋องที่มีส่วนผสมเป็นน้ำผลไม้จริง ๆ ค่อนข้างน้อย ไอวี่จึงกลายมาเป็นน้ำผลไม้ 100 เปอร์เซ็นต์ แบรนด์เดียวที่เน้นผลไม้ตะวันตก ทั้งกีวี พีช แพร์ ฝรั่ง แบล็กเคอแรนต์ ทำให้ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากผู้บริโภค

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ สิ่งที่เหมือนกันของทุกแบรนด์ ก็คือการเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหา พร้อมนำเสนออะไรใหม่ ๆ ให้คนไทยได้มีโอกาสทดลองดื่มหรือใช้

หลักการในการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ของคุณอุทัยคือ หนึ่ง คุณภาพต้องไม่ด้อยกว่าผู้นำตลาด สอง ถ้าจะทำสินค้าอะไรก็แล้วแต่ อย่าทำสินค้าที่มีอยู่แล้ว แต่ใช้นวัตกรรมสร้างผลิตภัณฑ์ที่แตกต่าง มีจุดเด่นเป็นของตัวเอง และต้องเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของผู้บริโภค

เมื่อ 2 หลักการนี้มารวมกัน จึงเกิดเป็นคำว่า Insightful Innovation ที่สืบทอดมาถึงทายาทรุ่นถัดไป 

The Next Gen

“คุณพ่อน่าจะวางแผนไว้แล้ว ผมได้มีโอกาสไปเรียนที่สหรัฐอเมริกาเหมือนกับเขา ตอนพี่สาวไปคุณพ่อไปส่งถึงที่เลย ดูแลหาที่อยู่ให้ แต่ไม่รู้เพราะผมเป็นคนสุดท้องและเป็นผู้ชายหรือเปล่า เขาให้ไปเอง หาบ้านเอง ติดต่อมหาวิทยาลัยเอง หาทางขึ้นรถเมล์ไปเรียนเองโดยไม่ซื้อรถให้ เหมือนเป็นการวางแผนให้ผมต้องดิ้นรนแบบที่คุณพ่อเคยเจอมาก่อน” คุณอู๋พูดพลางหัวเราะ

หลังเรียนจบสาขาการตลาดและโลจิสติกส์ คุณพ่อก็เรียกตัวให้กลับมาสานต่อธุรกิจที่บ้านในทันที 

เบื้องหลังความสำเร็จ 50 ปีของ ไอ.พี. วัน อาณาจักรพันล้านจากมือของคนไทย เจ้าของ Hygiene, Vixol, Whiz, Dance, Focus และ Ivy

หน้าที่แรกที่ได้รับมอบหมายคือ นั่งหน้าห้องคุณพ่อและเข้าไปฟังประชุมเพื่อเรียนรู้งานอยู่ระยะเวลาหนึ่ง

“ทำไปจนถึงจุดหนึ่งเลยบอกคุณพ่อว่า อยู่ในบริษัทอย่างเดียวมันเรียนรู้ช้า ไม่ค่อยได้รู้ว่าจริง ๆ ข้างนอกเกิดอะไรขึ้นบ้าง ก็เลยขอไปตามทีมอีเวนต์ออกงาน ตั้งบูทขายของตามมหาวิทยาลัยและโรงงานต่าง ๆ”

แม้จะต้องจัดบูทตั้งแต่ 4 ทุ่มถึงตี 4 ก่อนเริ่มขายของตอน 9 โมงเช้า แต่นั่นทำให้เขาได้พบสิ่งที่มีค่าที่สุดอย่างหนึ่ง คือ การได้คุยกับลูกค้าจริง ๆ เพื่อทำความเข้าใจไลฟ์สไตล์และความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค

จากตรงนั้น คุณอู๋จึงเสนอให้สร้างทีมโลจิสติกส์เพื่อดูแลส่วน Supply Chain ขึ้นมา ซึ่งประหยัดต้นทุนในปีแรกให้กับบริษัทไปกว่า 30 ล้านบาท ทำให้นำงบประมาณส่วนนี้ไปทำการตลาดและออกผลิตภัณฑ์ใหม่ สร้างยอดขายให้บริษัทเพิ่มเติมไปได้อีก

ทายาทรุ่นสองตั้งใจรังสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ใช้ Innovation และ Insight จากการเข้าใจผู้บริโภคอย่างถ่องแท้ในการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้สินค้าเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย

“เรารักษาสิ่งที่ดีที่คุณพ่อสร้างไว้ และในขณะเดียวกันก็ต่อยอดให้องค์กร Dynamic และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในการกระจายสินค้าให้เข้าถึงมือผู้บริโภคทุกกลุ่ม”

Innovate Passionately

“เรามีการปรับภาพลักษณ์องค์กร โดยนำ DNA ความเป็น I.P. นับตั้งแต่วันแรกที่คุณพ่อได้ก่อตั้งบริษัทด้วยความรัก ไม่ยอมแพ้ มุ่งมั่น ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมต่อเนื่องมาตลอด 50 ปี เริ่มต้นที่อยากให้คนไทยมีห้องน้ำที่สะอาด ด้วย Purpose ที่ชัดเจน คือ การพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคให้ดีขึ้น จึงถูกถ่ายทอดออกมาเป็น Brand DNA ของบริษัท I.P. คือ Innovate Passionately ตอกย้ำด้วย Purpose ของเรา คือ For The Future Of Better Living รวมกันจึงมาเป็น Innovate Passionately For The Future Of Better Living มุ่งมั่น สร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่ออนาคตการใช้ชีวิตที่ดีขึ้น”

สำหรับคุณอู๋แล้ว แกนหลักของนวัตกรรมเริ่มจากความเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้งและแท้จริง

“เราต้องศึกษาไลฟ์สไตล์ของเขา ทำความรู้จักเขาให้ดีกว่าที่ตัวเขารู้จักตัวเขาเองด้วยซ้ำ ต้องถึงจุดนี้ก่อนถึงจะเรียกได้ว่ามีอินไซต์อย่างแท้จริง แล้วค่อยนำอินไซต์นี้มาพัฒนาเป็นนวัตกรรมที่มั่นใจว่า ถ้าออกผลิตภัณฑ์ เขาจะสนใจ กล้าที่จะทดลอง และจะต้องชอบแน่ ๆ

อย่างในกรณีของวิกซอล หนึ่งในตัวอย่างของการนำเอา Insight มาต่อยอดพัฒนาเป็นนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคตั้งแต่ยุคบุกเบิกบริษัท คือการคิดค้นน้ำยาล้างห้องน้ำสูตรกรดไฮโดรคลอริกเป็นสูตรแรกของเมืองไทย เพื่อขจัดคราบและกลิ่นเหม็นที่ฝังลึกในห้องน้ำสมัยก่อน

“เราเป็นเจ้าแรก ๆ เช่นเดียวกันที่ทำผลิตภัณฑ์ล้างห้องน้ำมีกลิ่นหอม วิกซอล พิ้งค์ ที่ไม่ใช่แค่ขจัดคราบ แต่มีกลิ่นหอมด้วย” นี่คืออีกตัวอย่างของนวัตกรรมที่นำออกมาสู่ตลาดเป็นเจ้าแรกอย่างไม่มีใครคาดคิด

กรณีของไฮยีน ขณะที่แบรนด์อื่น ๆ ส่วนใหญ่ในตลาดชูจุดขายในการเน้นกลิ่นหอมที่ยาวนาน แต่เมื่อ ไอ.พี. วัน ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างจริงจังแล้ว พบว่าผู้บริโภคไม่ได้ต้องการเพียงแค่กลิ่นหอม จึงตัดสินใจที่จะนำเสนอ Experiential Segment คือการสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ของผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายแทน อาทิ ‘ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มสูตรเข้มข้นพิเศษ ไฮยีน ดิลีเชียส ซีรีส์’ 2 กลิ่นใหม่ เรียกได้ว่าฉีกกฎผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มที่มีขายอยู่ในตลาด ผลิตภัณฑ์ใหม่นี้เป็นกลิ่นหอมหวาน สดชื่นจากขนมหวาน ที่ผสานนวัตกรรมกลิ่นหอมจากขนมฝรั่งเศสกับความสดชื่นของดอกไม้ มี 2 กลิ่น คือ กลิ่นซัมเมอร์มาการอง และ สปริงคัพเค้ก นี่คือเหตุผลที่ทำให้ไฮยีนได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภค จนได้รางวัลแบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ที่ผู้บริโภคเลือกซื้อมากที่สุด (The Most Chosen Brand) จาก ‘Kantar Brand Footprint Award 2022 Thailand’ ถึง 4 ปีซ้อน

สำหรับแบรนด์ไอวี่เอง ได้มีการสร้างนวัตกรรมด้วยการออกรสชาติใหม่ที่ยังไม่มีใครนำเสนอในตลาดนมเปรี้ยว เช่น พีช กีวี และทับทิม กำลังจะมีรสชาติขนม คือ กลิ่นมิกซ์เบอร์รี่ ชีสเค้ก และกลิ่นเครปเค้กส้ม ซึ่งก็ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อนเช่นกัน

ตัวอย่างต่าง ๆ ของการสร้างนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงการเป็นผู้นำตลาดโดยกล้าทำสิ่งที่ยังไม่มีใครทำมาก่อน ทำให้แบรนด์ในบริษัทสามารถสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคมาโดยตลอด

Grow with Care

แม้จะเติบโตจนมีรายได้หลายพันล้าน แต่สิ่งที่ทายาทคนนี้ให้เครดิตตลอดการสัมภาษณ์คือ พนักงาน ซึ่งบางคนอยู่กับบริษัทมากว่า 30 ปีแล้ว

“เราเรียกเขาว่าพนักงานก็จริง แต่ในบริษัทไม่เคยแบ่งแยก คุณพ่อสอนตลอดว่าเราถือ ถือ 2 หน้าที่ หนึ่งคือผู้บริหาร สองคือเพื่อนที่ร่วมงานด้วยกัน เขาเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนเวลาคุณย่าเลี้ยงพนักงาน คุณย่าจะแบ่งให้พนักงานกินก่อน ส่วนที่เหลือค่อยให้ครอบครัว ให้ลูกกิน

“พ่อปลูกฝังตั้งแต่ตรงนั้นเลยว่า เรามีวันนี้เพราะใคร ใครบ้างที่มีบุญคุณกับเรา ใครที่เป็นคนช่วยขับเคลื่อนเรา”

การทำงานของไอ.พี. วัน เป็นมืออาชีพ ขณะเดียวกันก็ไม่มีระยะห่างระหว่างผู้บริหารกับพนักงาน เพราะผู้บริหารทุกคนต้องเข้าถึงได้ เป็นมิตร และเท่าเทียมกับพนักงานทุกคน

“นอกจากนี้ เรายังมีเวทีให้พนักงานได้กล้าแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ อยู่เสมอ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการพยายามสร้าง Culture การคิดนอกกรอบ ผ่านการสร้างโปรเจกต์ใหม่ ๆ เพื่อให้พนักงานแต่ละแผนกมีส่วนร่วมในการคิดไอเดีย นวัตกรรมใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นในองค์กร” 

คุณอู๋สร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานรู้สึกว่าเสียงของเขามีความหมาย ทำให้เขากล้าแสดงความคิดเห็น นำเสนอสิ่งที่แตกต่างจากเดิมหรือที่ยังไม่มีใครคิด และกล้าที่จะพูดออกมา

ปัจจัยทั้งหมดเหล่านี้ทำให้ธุรกิจเติบโตได้กว่า 2 หลักในทุก ๆ ปี โดยเติบโตจากรายได้ 4 พันล้านสู่ 7 พันล้านได้ภายในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา

นักธุรกิจหลายท่านอ่านถึงตรงนี้อาจสงสัย ด้วยหลักรายได้ขนาดนี้ ผู้บริหารต้องกำลังวางแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์เป็นแน่ แต่มุมมองของคุณอู๋และครอบครัวนั้นแตกต่าง

“แน่นอนว่าเราต้องมีกำไรเพื่อนำเงินกลับมาประยุกต์ กลับมาขยายกิจการต่อ แต่นั่นไม่ใช่คีย์หลักของเราในการประกอบธุรกิจ

“เราไม่ได้อยากไปอยู่ในสถานะเหมือนบริษัทในตลาดหลักทรัพย์อื่น ๆ ที่บางแห่งต้องพยายามสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนเป็นหลัก เสน่ห์ของเราคือการทำเพื่อคนจริง ๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคนจริง ๆ ซึ่งการบริหารแบบธุรกิจครอบครัวยังตอบโจทย์อยู่”

The Future

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ไอ.พี. วัน อาจมุ่งเน้นการพัฒนาสินค้าเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยเป็นหลัก แต่นั่นยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของเป้าหมายในมือทายาทคนนี้

“เราต้องการสร้างชื่อเสียงให้กลับมาสู่ประเทศไทย จริง ๆ ประเทศไทยมีชื่อเสียงในการผลิตสินค้าที่ดีและมีคุณภาพอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นในอนาคต เราต้องการจะขยายออกไปที่ตลาดต่างประเทศ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เพียงแค่ในบ้านเรา”

ตลอดเวลาที่ผ่านมา สิ่งที่ทำให้คุณอู๋สร้างแรงใจในการฟันฝ่าอุปสรรคเหล่านี้ได้มีอยู่ 2 อย่าง

หนึ่ง คือการตั้งเป้าหมายย่อย ๆ หรือ Small Win, Win Often เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนให้กับตัวเอง

สอง คือการเป็นนักเรียนรู้ที่เปิดกว้าง เข้าใจตลาด เข้าใจผู้บริโภค และเทรนด์ต่าง ๆ อยู่เสมอ

ตลอดเวลาเกือบ 50 ปี ไอ.พี. วัน ยึดมั่นในการพัฒนาและผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ด้วยวัตถุดิบที่ดี นวัตกรรมที่ดี พร้อมสินค้าที่ครอบคลุม เพื่อตอบโจทย์ความต้องการและสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าคนไทย

และทุกวันนี้ สินค้าของ ไอ.พี. วัน ก็ได้รับการยอมรับจากหลากหลายประเทศ มีการส่งออกมากกว่า 11 ประเทศ มีสาขาอยู่ที่ต่างประเทศด้วย ในเวียดนามและเมียนมา และยังมีการขยายอย่างต่อเนื่อง โดยหวังว่าวันหนึ่งจะไม่ใช่แค่คนไทยที่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ดี ๆ ของพวกเขา แต่เป็นคนในทุก ๆ ประเทศทั่วโลก

และทั้งหมดนี้คือเรื่องราวความตั้งใจที่ ไอ.พี. วัน มุ่งมั่นส่งมอบผ่านมือทายาทรุ่นนี้และรุ่นถัด ๆ ไปด้วยใจอย่างไม่หยุดยั้ง

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

ช่างภาพที่มีร้านล้างฟิล์มเป็นของตัวเอง แต่นานๆจะถ่ายฟิล์มที เพราะช่วงนี้ฟิล์มมันแพง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load